Heart Melt :: หัวใจอุ่นไอรัก [Boy's Love]

ตอนที่ 26 : Chapter 25 :: โลกกลม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 146
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    21 ส.ค. 61

               :: Chapter 25 :: 'โลกกลม'




**พี่วอร์ม**

               ตอนนี้ผมกำลังเดินเรื่อยเปื่อยอยู่ที่ห้างสรรพสินค้ากับแกงส้มตามคำขอร้องแกนบังคับของป๊า ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิดเพราะทั้งผมและน้องต่างก็ไม่ได้มีใครอยากตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เลย แต่ด้วยความที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเห็นดีเห็นงามไปกับคำเสนอของป๊าผมโดยไม่ถามถึงความสมัครใจของพวกผมสักนิด ใครมันจะไปขัดได้ล่ะครับ และแน่นอนว่าช่วงที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าผมจะไปไหนกับแกงส้มก็มักจะมีคนเอารูปของเราสองคนไปอัพเดทลงเพจของมหาวิทยาลัยเสมอ ซึ่งมันน่ารำคาญมาก เพราะพวกคำบรรยายประกอบรูปและการแสดงความเห็นต่างๆ ของเหล่าสมาชิกโลกออนไลน์นั่นแทบไม่มีใครรู้เรื่องราวความเป็นจริงเลยด้วยซ้ำ

 

               ผมปล่อยให้แกงส้มเดินดูเสื้อผ้าและรองเท้าตามสบาย ส่วนผมก็เดินแยกออกมาบริเวณตุ๊กตาและเครื่องเขียนกะว่าจะเข้าไปหาหนังสืออ่านสักเล่ม แต่แล้วสายตาก็พลันไปสะดุดเข้ากับเจ้าตุ๊กตาแพนกวิ้นสีฟ้าตัวพองฟู หน้าตาจิ้มลิ้มที่มีป้ายชื่อห้อยคออยู่ว่า ไอติม แล้วใบหน้าของคนที่ผมแสนจะคิดถึงก็ปรากฏทับซ้อนขึ้นมา เวลาที่น้องยิ้มอย่างมีความสุขก็น่ารักไม่น้อยไปกว่าเข้าแพนกวิ้นตัวกลมนี่หรอกครับ เมื่อไหร่ผมจะจัดการกับเรื่องบ้าๆ นี่ได้เสียทีนะ

 

               “ไอเชื่อในตัวพี่ใช่ไหม รอพี่หน่อยนะ พี่จะรีบจัดการทุกอย่างแล้วกลับไปอยู่ข้างๆ ไอเหมือนเดิมนะครับ” ผมอุ้มเจ้าแพนกวิ้นสีฟ้าขึ้นมาและพูดกับมันราวกับคนที่รับฟังผมอยู่นั้นคือไอติมจริงๆ สุดท้ายผมจึงตัดสินใจพาเจ้าแพนกวิ้นขนปุยไปที่เคาท์เตอร์จ่ายเงิน อย่างน้อยๆ มีตุ๊กตาให้พูดด้วยเป็นตัวแทนเอาไว้คลายความคิดถึงก็ยังดีวะ

 

               “ห่อของขวัญไหมคะ เจ้าตัวนี้อัดเสียงได้ด้วยนะคะ ถ้าลูกค้าอยากจะบันทึกข้อความอะไรลงไปก่อนห่อของขวัญก็บอกได้เลยนะคะ” พนักงานบอกกับผมก่อนจะยื่นเจ้าขนปุยสีฟ้ามาตรงหน้าผม ผมเลยได้แต่ส่ายหัวเป็นการปฏิเสธ ถ้าจะอัดเสียงผมคงอัดเสียงด่าตัวเองให้เจ้าแพนกวิ้นตัดพ้อต่อว่าผมแทนไอติมมากกว่า คิดแบบนั้นแล้วผมก็ได้แต่หัวเราะกับความคิดของตัวเองเบาๆ

 

               “พี่วอร์มหายไปไหนมา นึกว่าหนีน้องกลับไปแล้วนะเนี่ย”

               “เดินเล่นซื้อของอยู่แถวนี้แหละ หิวรึยัง ไปกินข้าวกันเลยไหม”

 

               “หิวแล้ว... แต่แกงยังเลือกไม่ถูกเลยอะ ว่าจะกินอะไรดี มีอยากกินหลายอย่างเลย พี่วอร์มช่วยน้องเลือกหน่อยสิ” แกงส้มกอดแขนผมเอาไว้ พร้อมทั้งออดอ้อนเหมือนตอนเด็กๆ ไม่มีผิด มีหวังคงได้เป็นช็อตเด็ดไปลงเพจอีกแน่ๆ เลย ผมเลยแกล้งดีดหน้าผากแกงส้มไปที ไม่ใช่ว่ากลัวโดนแอบถ่ายหรืออะไรหรอกนะครับ เพราะตอนนี้คงห้ามกระแสต่างๆ ไม่ทันแล้ว แค่ไม่อยากให้มันหนักหนาสาหัสไปกว่านี้ก็พอ

 

               “พี่วอร์มอะ ทำร้ายร่างกายน้องอีกแล้วนะ ว่าแต่... เมื่อกี้ไปแอบซื้ออะไรมาอะ” แกงส้มพยายามที่จะยื้อแย่งถุงในมือที่ผมพยายามเอาหลบไว้ข้างหลัง สุดท้ายผมก็ยอมให้น้องหยิบไปเปิดดูจนได้และเมื่อแกงส้มเห็นว่าของในถุงเป็นอะไร ใบหน้าสวยก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มพร้อมสายตาล้อเลียนที่ส่งมาให้ผม เจ้าเด็กแสบนี่

 

               “อะไร... ไม่ต้องมายิ้มแบบนี้เลยนะ”

               “อาการหนักนะเราอะ ฮ่าๆๆ ไม่เอาไม่เครียดสิคะ เราจะต้องหาทางออกได้แน่ เจ้าแพนกวิ้นนี่น่ารักดีนะ แต่ในสายตาพี่วอร์มเนี่ย ตุ๊กตาคงน่ารักสู้เจ้าตัวเขาไม่ได้หรอก จริงไหม” แกงส้มแกล้งกอดฟัดตุ๊กตาในมือเล่นก่อนจะหันมาส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ผมอีกครั้ง รู้ทันผมไปเสียทุกเรื่องจริงๆ ให้ตายสิ

 

               “แล้วตกลงเลือกได้ยังว่างจะกินอะไร พี่หิวแล้วเนี่ย...” ผมรับเจ้าแพนกวิ้นขนปุยกลับมาจากแกงส้มและใส่มันลงไปในถุงดังเดิม จังหวะที่เรากำลังจะออกเดินจากจุดที่ยืนอยู่เพื่อเข้าไปยังร้านอาหารที่แกงส้มเป็นคนเลือกนั้น สายตาของผมก็พลันไปสะดุดกับร่างบางที่แสนคุ้นเคย ผมจำได้อย่างแม่นยำแม้จะเห็นเพียงเสี้ยวหน้าของคนที่ก้มหน้าอยู่ก็ตาม เพราะเขาคือคนที่ผมคิดถึงอย่างสุดหัวใจ ไอติมยืนอยู่ที่หน้าร้านไอศกรีมเจ้าโปรดของน้องที่ผมกับน้องเคยมากินด้วยกันบ่อยๆ จะแตกต่างไปจากเดิมก็ตรงที่ คนที่ยืนอยู่ข้างๆ น้องตอนนี้ไม่ใช่ผมแต่เป็นอีกคนที่แสนจะภูมิใจกับการเป็นเพื่อนสนิทของไอติมมาตั้งแต่สมัยอนุบาล

 

               “พี่วอร์ม... พี่วอร์ม! ไปกัน ไหนเมื่อกี้ใครบอกหิว” แกงส้มกระตุกแขนผมอย่างแรงและพยายามลากผมให้เดินตามไป แต่ภาพที่ผมเห็นมันทำให้ขาผมไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาเสียดื้อๆ รู้สึกตัวชาวาบไปหมดเหมือนถูกตรึงไว้ให้อยู่กับที่ ขยับไปไหนไม่ได้ ภาพมินทร์ที่กำลังประคองหน้าไอติมเอาไว้และขยับเข้าใกล้น้องเรื่อยๆ ไอ้บ้านั่นกล้าดียังไงถึงได้ทำแบบนี้กับแฟนคนอื่น

 

               ระหว่างที่ผมกับแกงส้มกำลังนั่งรออาหารที่สั่งไปอยู่นั้น โทรศัทพ์มือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงของผมก็สั่นรัวไม่หยุดและเมื่อหยิบออกมาดูแล้วพบว่าเป็นข้อความจากป๊า อารมณ์ที่ขุ่นมัวอยู่ก่อนหน้านี้แล้วก็ยิ่งขุ่นหนักกว่าเดิม เมื่อผมไม่เปิดอ่านและตอบข้อความเหล่านั้นป๊าถึงกับต้องโทรมาหาเลยหรอ ผมโยนโทรศัพท์ลงบนโต๊ะอย่างเหลืออด มันจะอะไรนักหนาวะครับ แค่ผมออกมากับแกงส้มตามที่สั่งแล้วยังไม่พออีกหรือไง ยังจะมาเจ้ากี้เจ้าการวุ่นวายให้ถ่ายรูปคู่ส่งไปให้ดูอีกทำไม

 

               “พี่วอร์มใจเย็นๆ สิ ไม่รับสายคุณลุงเดี๋ยวเรื่องมันก็ไปกันใหญ่หรอก”

               “ไม่มีอารมณ์จะคุย!

               “อ่าๆ งั้นทำใจเย็นๆ นั่งเฉยๆ ให้หายหัวร้อนก่อนนะ เดี๋ยวน้องคุยให้เอง... สวัสดีค่าคุณลุง อ๋อ พอดีพี่วอร์มลุกไปเข้าห้องน้ำค่า...” แกงส้มหยิบโทรศัพท์ผมไปกดรับพร้อมกรอกเสียงหวานๆ ลงไป ผมอยากจะเสแสร้งแกล้งทำให้ได้สักครึ่งหนึ่งของเธอ

 

                “ทำไม ป๊าจะเอาอะไรอีก...” ผมเอ่ยถามทันทีหลังจากที่แกงส้มวางสาย ถ้าจะคอยตามเชคขนาดนี้ทำไมไม่ส่งคนมาตามเฝ้าให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยล่ะ

 

               “ไม่มีอะไรหรอก คุณลุงคงแค่อยากเชคว่าเราอยู่ด้วยกันจริงๆ หรือเปล่า...”

               “ที่พี่ขอห่างกับไอติมนี่มันยังไม่พอใจป๊าอีกหรอวะ แม่งเอ๊ย! จะอะไรกับชีวิตกูนักหนาวะ”

 

               “เบาสิพี่วอร์ม โต๊ะอื่นหันมามองแล้วเนี่ย ว่าแต่ทำไมอยู่ดีๆ ถึงเดือดขึ้นมาแบบนี้อ่า... เมื่อกี้เห็นยังดีๆ อยู่เลยนี่นา”

               “ไอติมมากับคนอื่น...” ผมถอนหายใจออกมาหนักๆ ถ้าคนที่มาด้วยเป็นไวท์กับจูเนียร์เหมือนทุกครั้งผมจะไม่ว่าอะไรเลย แต่นี่มันไม่ใช่ ผมไม่โง่จนดูไม่ออกหรอกนะว่าหมอนั่นคิดอะไรกับไอติม ยิ่งผมไม่ได้อยู่ด้วยแบบนี้คงหวังจะเร่งทำคะแนนล่ะสิท่า ดีไม่ดีลึกๆ ในใจอาจจะแอบหัวเราะเยาะและสาปแช่งให้ผมเลิกกับไอติมอยู่ก็ได้ คิดแล้วมันน่าโมโหชะมัด


               “อ้าว... พี่วอร์มจะไปหาไอติมไหม ตอนนี้คุณลุงคงไม่ตามอีกพักใหญ่ น้องกินข้าวคนเดียวก็ได้นะ สบายมาก”

               “ช่างเหอะ” ผมปฏิเสธแกงส้ม จะไปหาทำไม ในเมื่อตอนนี้ไอติมคงกำลังมีความสุขดีอยู่กับเพื่อนรักคนสนิทตั้งแต่สมัยเด็ก มีคนคอยตามดูแลเอาใจใส่ดีขนาดนี้ บางทีแฟนอย่างผมอาจจะไม่จำเป็นแล้วก็ได้มั้ง สุดท้ายผมก็พยายามสงบจิตสงบใจลงและหันไปสนใจกับอาหารเลิศรสตรงหน้าแทน จดจ่ออยู่กับเรื่องกินจะได้ลืมเรื่องไอติมไปบ้าง

 

               หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมก็ไปส่งแกงส้มและอยู่พูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ของน้องอยู่สักพักก่อนจะขอตัวกลับ เหนื่อยชะมัดเลยครับ หรือสึกเหมือนโดนดูดพลังงานไปจนเกือบหมด ต้องตื่นแต่เช้าขับรถพาแกงส้มมาเดินห้าง กินข้าวถึงในเมืองในวันสุดสัปดาห์แบบนี้ คนก็เยอะ รถก็ติดกว่าจะได้กลับหอก็เย็นย่ำค่ำมืดอีก ผมคิดถึงการได้ตื่นสายๆ และใช้เวลาให้ผ่านไปเรื่อยเปื่อยด้วยการนอนเล่นอยู่ที่ห้องกับไอติมและเจ้าเบนโตะจัง ระหว่างที่ผมกำลังขับรถกลับใกล้จะถึงหอและคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้นก็มีสายเรียกเข้าจากป๊าอีกครั้ง ผมกดรับและการเชื่อต่อกับลำโพงของตัวรถอย่างเนือยๆ

 

               “ครับป๊า...”

               (นี่แกแยกกับหนูแกงส้มแล้วหรอ)

               “ครับ... วอร์มไปส่งน้องแล้วไง เห็นว่ามันค่ำแล้ว น้องจะได้พักผ่อนด้วยก็เลยแยกกันเลย...”

               (ดีมาก แล้วนี่วันพุธ...)

 

               “ป๊า... วันธรรมดาผมมีเรียนนะ แล้วช่วงนี้ก็มีนัดประชุมงานกลุ่มกับเพื่อนด้วย อีกอย่างมันใกล้จะสอบปลายภาคแล้วนะ ผมต้องอ่านหนังสือ หรือถ้าป๊าไม่อยากให้ผมจบ 4 ปีก็ได้นะ” ผมเริ่มหมดความอดทน ทุกสิ่งที่ผมอ้างไปนั้นเป็นเรื่องจริง แต่ที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือผมอยากมีเวลาไปหาไอติมบ้าง ลำพังแค่เรื่องเรียนผมก็แทบไม่มีเวลาแล้ว นี่ยังต้องมาคอยทำตามคำสั่งป๊าให้อีก เห็นแก่ที่ช่วงนี้พ่อกับแม่ของแกงส้มมาหาน้องที่กรุงเทพหรอกนะ ผมก็จะพยามทนๆ ให้มันผ่านไป แต่พรุ่งนี้พวกท่านก็จะกลับแล้ว ผมจะไม่ทนให้ป๊ามาบังคับอีกแล้ว

 

               (โอเคๆ เข้าใจแล้วน่า แกนี่ขี้บ่นเหลือเกิน พ่อแม่น้องก็กลับไปแล้ว แกต้องคอยช่วยเหลือ ดูแลน้องดีๆ ด้วยเข้าใจไหม)

               “ผมจะทำเท่าที่ทำได้แล้วกัน แค่นี้นะครับ ขับรถอยู่” ผมกดตัดสายอย่างหัวเสีย ถึงแม้ว่าตอนนี้ผมจะไม่ได้อยู่กับไอติม ไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันเลยก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าผมจะตัดน้องออกไปจากชีวิตนี่ครับ ช่วงไหนที่พอมีเวลาผมก็ไปคอยตามดูน้องอยู่ห่างๆ อย่างน้อยขอแค่ได้รู้ว่าน้องสบายดี ไม่เจ็บไม่ป่วย ได้เห็นรอยยิ้มของน้องเวลาอยู่กับเพื่อนๆ บ้างก็ยังดี

 

               ช่วงนี้กว่าผมจะผ่านไปได้แต่ละวัน รู้สึกว่ามันยากลำบากเหลือเกิน ไม่ว่าจะไปเรียนหรือทำอะไรก็จะมีภาพของไอติมซ้อนทับขึ้นมาเสมอ การที่ต้องใช้ชีวิตประจำวันในสถานที่เดิมๆ ที่เต็มไปด้วยความทรงจำของเราสองคนมันออกจะโหดร้ายเกินไปหน่อย เจ้าหมาน้อยข้างกายผมก็คงรู้สึกไม่ต่างจากผมเท่าไหร่ เพราะหลังๆ มานี้มันก็ดูนิ่งๆ ซึมๆ ไปเหมือนกัน ยิ่งช่วงเวลากลางคืนที่ความมืดและความเงียบเหงาคืบคลานเข้ามาก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกโดดเดี่ยวและว่างเปล่ากว่าเดิม กว่าจะข่มตาให้หลับได้ในแต่ละคืนช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน จนผมต้องหันมาพึ่งยานอนหลับอย่างช่วยไม่ได้

 

               นายไออุ่น :: พวกมึง... อยากแดกเบียร์...

             คะ-หนม-เค้ก :: เป็นอะไรรึเปล่าวอร์ม มีเรื่องไม่สบายใจอะไรบอกเค้กได้นะ

               It’s Michi :: นั่นดิ ร้อยวันพันปีไม่เห็นเคยแตะ วันนี้เสือกอยากแดกขึ้นมาเฉย

               J.U.S.T. :: เออ เป็นไรวะ ก็เห็นวันนี้ไปเดทกับน้องแกงส้มคนสวย น่าจะแฮบปี้ดีนี่ 

               นายไออุ่น :: เชี่ยจัส! แฮบปี้ก็แย่แล้ว ตกลงจะแดกไม่แดก

               J.U.S.T. :: ด่ากูอีก งั้นเชิญมึงแดกไปคนเดียวเลยครับเพื่อน

               คะ-หนม-เค้ก :: ไม่เอาสิ อย่าทะเลาะกัน จัสใจเย็นๆ นะ ปล่อยวอร์มไปคนเดียว เดี๋ยวยุ่งอีก

               It’s Michi :: เค้กพูดถูก จะไปไหนว่ามาครับ คุณไอร้อน

               นายไออุ่น :: กูไม่มีอารมณ์มาทะเลาะกับมึงนะมิชิ

               It’s Michi :: เอ้า! กูยังไม่ได้ว่าอะไรเลย ตกลงมึงจะไปไหน ผับหรือร้านเหล้า

               J.U.S.T. :: หรือจะเพิงยาดองหลังมหาลัยดี

               คะ-หนม-เค้ก :: ซื้อไปดื่มกันที่ห้องไหม เค้กว่าน่าจะดีที่สุดนะ วอร์มจะได้ไม่ต้องห่วงเรื่องรถด้วย


               นายไออุ่น :: งั้นมาห้องวอร์มก็ได้ กูฝากพวกมึงซื้อเบียร์มาหน่อยดิ สักแพ็คนึง ส่วนพวกมึงจะแดกไรก็ซื้อมาก่อนเดี๋ยวกูเอาเงินให้ ถือเป็นการเลี้ยงคุณเพื่อนที่แสนดียอมสละเวลามาดื่มเป็นเพื่อนไอ้ไอร้อนคนนี้

 

               J.U.S.T. :: กะแดกคนเดียวทั้งแพ็คเลยว่างั้น พรุ่งนี้เรียนเช้าบ่ายนะครับมึง

               It’s Michi :: แพ็คเดียวกินด้วยกันเนี่ยแหละ แล้วถ้าเค้กอยากได้อย่างอื่นก็ค่อยให้เค้กเลือก

               คะ-หนม-เค้ก :: ตอนนี้เค้กอยู่กับชิ งั้นเดี๋ยวซื้อเข้าไปให้ เจอกันที่หอวอร์มเลยนะจัส

 

               ผมกดล็อคหน้าจอโทรศัพท์หลังจากที่ตกลงกับเพื่อนๆ เสร็จ ไม่ได้ตั้งจะจะดื่มจนเมามายอะไรหรอกครับ แค่อยากดื่มให้พอหลับสบาย ไม่ต้องคิดอะไรให้ปวดหัวก็เท่านั้น เพื่อนทุกคนก็น่ารักและดีกับผมเหลือเกิน เพราะพวกเขารู้ดีว่าผมดื่มไม่เก่ง แต่ก็ไม่ขัดความต้องการของผม อยู่ด้วยกันมาจนถึงทุกวันนี้ถ้าไม่มีเพื่อนกลุ่มนี้ก็ไม่รู้ว่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของผมจะเป็นยังไงเหมือนกัน เพียงไม่นานจัสก็ส่งข้อความมาบอกว่าอยู่ใต้หอแล้วเช่นเดียวกันกับเค้กและมิชิ ผมจึงรีบลงไปรับทุกคนขึ้นมาที่ห้อง

 

               “นึกครึ้มอะไรขึ้นมาวะวอร์ม เอาไปกระป๋องเดียวก่อนเลย มึงอะ” มิชิเอ่ยถามทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องผม แต่มือก็แกะแพ็คเบียร์ไปพลางและยื่นหนึ่งกระป๋องมาให้ตรงหน้าผม

 

               “แหม ทำเป็นบอกว่าจะกินคนเดียวแพ็คนึง กูจะคอยดู ถ้ามึงไม่หลับก่อนหมดกระป๋องที่สองนะ กูให้เตะก้านคอเลย”

               “สัส! อย่าคิดว่ากูเตะไม่ถึงนะ แต่ช่างเหอะ ที่กูอยากแดกเบียร์ก็เพราะอยากนอนให้หลับนี่แหละ” ผมด่าจัสกลับไป โทษฐานที่มันกล้ามาท้าผม ก็รู้อยู่ว่าความสูงของผมกับมันต่างกันขนาดไหน ทำมาเป็นพูดว่าจะให้เตะก้านคอ มันน่ายันให้หน้าคว่ำเหลือเกิน พูดเลยว่าถ้าไม่มีมันเพื่อนสนิทตัวเท่าผม เวลาเดินไปไหนมาไหนมันก็ไม่สบายเหมือนทุกวันนี้หรอกครับ วางแขนพาดไหล่ผมสบายเลย

 

               “มีอะไรไม่สบายใจก็เล่าให้พวกเราฟังได้นะวอร์ม หรือถ้าอยากระบาย อยากปรึกษาอะไรพวกเราก็พร้อมรับฟังเสมอนะ” เค้กบอกกับผมหลังจากที่ทิ้งตัวลงนั่งตรงหน้าผม โดยมีมิชินั่งอยู่ข้างๆ ส่วนจัสก็นั่งหลังพิงโซฟาอยู่ข้างๆ ผม และไม่วายพาดแขนยาวๆ ของมันมาบนบ่าผม

 

               “มีเรื่องให้คิดนิดหน่อย... ช่วงนี้เลยนอนไม่ค่อยหลับอะ”

               “ไม่ได้อยากเมา แต่อยากแบบเคลิ้มๆ หลับสบายๆ ว่างั้น” จัสหันมามองหน้าผมแล้วยิ้มกวนๆ ส่วนเค้กก็ได้แต่อมยิ้ม ทำไมเพื่อนๆ จะไม่รู้ล่ะครับ ว่าผมกำลังโกหกแค่ไม่พูดมากกว่า เป็นเพื่อนสนิทกันมาขนาดนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนดูออกแหละ แต่พวกเราก็มักจะเป็นแบบนี้เสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องของใครก็ตาม พวกเราเข้าใจและเชื่อว่าถ้าเจ้าตัวพร้อมเมื่อไหร่ก็จะเล่าออกมาเอง เพราะแบบนี้ถึงไม่มีใครเซ้าซี้เรียกร้องเอาความจริงจากปากผม

 

               “จริงๆ ได้มานั่งก๊งแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ตั้งแต่ขึ้นปี 3 มานี่ เรียนโคตรหนักเลย เหมือนจะตาย ไม่มีเวลาไปเที่ยวเล่นที่ไหนเลย พอมีเวลาก็นอนอย่างเดียว” จริงอย่างที่มิชิว่าเลยครับ การเรียนปี 3 นี่ดูดพลังกายมาก แถมผมยังต้องมาเจอเรื่องดูดพลังใจไปอีก ถึงได้รู้สึกห่อเหี่ยวและหมดเรี่ยวหมดแรงขนาดนี้

 

               “เออ แล้วช่วงนี้มึงกับน้องไอติมเป็นไงบ้างวะ กูเห็นหลังๆ มึงไปแต่กับน้องแกงส้มตลอดเลย จะคบซ้อนจริงๆ หรอวะ ฮ่าๆๆ

               “จัส! พูดอะไรแบบนั้น...” ผมหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่แปลกหรอกครับที่จัสมันจะคิดแบบนั้น รูปในเพจก็เยอะแยะไปหมด ใครๆ คงพากันเข้าใจผิดไปหมดแล้ว ยิ่งเห็นเค้กถลึงตาใส่และปรามจัสแบบนั้น ผมก็ยิ่งอยากจะหัวเราะเยาะตัวเองดังๆ ที่ไม่ยอมออกมาปฏิเสธหรือแก้ไขความเข้าใจผิดๆ ของใครหลายๆ คน แต่ผมกลับปล่อยให้มันเป็นไปแบบนั้น แถมตัดสินใจทำอะไรโง่ๆ ลงไปอีก

 

               “ไม่เป็นไรหรอกเค้ก... กู... กูขอห่างกับน้องไอติมแล้วว่ะ”

               “เชี่ยวอร์ม!!!” มิชิที่นั่งเงียบอยู่นานประเสียงกับจัสขึ้นมาทันที ผมรู้อยู่แล้วแหละว่าถ้าทุกคนรู้ว่าผมตัดสินใจทำอะไรลงไปต้องโดนพวกมันด่าเละแน่ๆ

 

               “วอร์มพูดจริงๆ เหรอ”

               “เอาดีๆ คือมึงจะคบกับน้องแกงส้มเลยขอห่างน้องไอติมงี้หรอวะ”

               “ไม่ใช่โว้ย! ทำไมมึงถึงคิดแต่ว่ากูจะคบกับแกงส้มวะจัส” ผมรีบปฏิเสธข้อกล่าวหาจากปากไอ้จัส ต่อให้ผมมีใจหรือคิดอะไรกับแกงส้มจริง ผมก็ไม่มีทางทำแบบนี้แน่ๆ ถ้าผมจะหันไปคบกับแกงส้มจริงๆ ผมจะขอห่างกับไอติมทำไม สู้บอกเลิกไปเลยไม่ดีกว่าหรือไง แต่ที่ผมตัดสินใจไปแบบนั้นเพราะผมเพียงแค่ต้องการเวลาในการจัดการปัญหาต่างหาก

 

               “แล้วมันยังไงครับเพื่อน ไหนเล่ามาซิ”

               “ขอเบียร์อีกกระป๋องดิ...” ผมกระดกเครื่องดื่มในมือลงคอจนหมดเกลี้ยง ก่อนจะรับกระป๋องใหม่มาจากมิชิ ผมไม่ได้เล่ารายละเอียดอะไรให้เพื่อนๆ ฟังมากมายนักหรอกครับ เพียงแค่ย้ำให้พวกมันเข้าใจถึงสถานะระหว่างผมกับแกงส้มว่าไม่ได้มีอะไรเกินเลยมากไปกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง รวมถึงสถานะการณ์ความรักของผมตอนนี้ ว่าที่ต้องมานั่งเป็นบ้าพึ่งแอลกอฮอล์อยู่ตอนนี้ก็เพราะความทรมานที่ต้องอยู่ห่างกับไอติมเท่านั้น

 

               ผมน้อมรับคำด่าสารพัดที่ออกมาจากเพื่อนรักตัวสูงทั้งสองแต่โดยดี และรู้สึกขอบคุณเค้กมากๆ ที่ยังพอจะหลงเหลือความเห็นใจและมีคำปลอบโยนมาให้ผมบ้าง แต่เพื่อนหน้าหวานก็ไม่วายเตือนสติผมด้วยประโยคธรรมดาๆ ที่ทำเอาหัวใจคนฟังอย่างผมเจ็บราวกับถูกของมีคมกรีดลึกลงไป

 

               “เค้กไม่รู้หรอกนะว่าวอร์มคิดจะทำอะไร แต่วอร์มอย่าลืมนะว่าคนที่รักและแคร์วอร์มที่สุดก็คือน้องไอติม วอร์มคงไม่อยากทำร้ายคนที่วอร์มรักและรักวอร์มไปไม่น้อยไปกว่ากันจนต้องสูญเสียน้องไปหรอกใช่ไหม” ผมรู้แค่ว่าตัวเองเริ่มมีน้ำใสๆ ไหลออกมาจากตา หลังจากนั้นทุกอย่างมันก็เลือนลางจนแทบจำอะไรไม่ได้เลย

               .


               .


               .


**น้องไอติม**


               วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ผมออกมาใช้เวลาที่ห้างสรรพสินค้า เรียกว่าถูกลากมาน่าจะถูกกว่า คราวนี้ไม่ใช่จูเนียร์หรือไวท์หรอกครับ แต่เป็นมินทร์ที่คะยั้นคะยอจะชวนผมมาแถวสยามให้ได้ โดยการเอาคาเฟ่ เครื่องดื่มและร้านของหวานนานาชนิดที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นานมาหลอกล่อผม พร้อมทั้งอ้างว่าทางแอดมินเพจแฮนด์ซั่นบอยของมหาวิทยาลัยขอร้องให้ช่วยทำคลิปวิดีโอหนึ่งวันสบายๆ กับไอติมชนานันท์ให้หน่อย เนื่องจากช่วงนี้ทางเพจกำลังทำคอนเทนท์ใหม่เกี่ยวกับชายหนุ่มหลายๆ คนที่กำลังได้รับความนิยมและเป็นที่จับตามมองในสังคม ถึงผมจะงงๆ ที่ถูกรวมเป็นหนึ่งในนั้นด้วยก็ตาม แต่ดูแล้วมันก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง เลยยอมตกลงมาเดินเล่นกับมินทร์ในวันนี้

 

               “ไอ... ยิ้มหน่อยสิ ทำไมวันนี้ดูซึมๆ มินทร์ขอโทษนะที่บังคับให้ไอมาด้วยแบบนี้อะ”

                “ไม่ใช่แบบนั้น... ไอเต็มใจมาต่างหาก แค่มีอะไรให้คิดนิดหน่อย...” ผมตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มบางๆ ถึงแม้ว่าจะยังหยุดคิดเรื่องที่พี่วอร์มไปดูหนังรอบดึกกับแกงส้มไม่ได้ แต่ไหนๆ วันนี้ก็ได้ออกมาเที่ยวแล้ว ผมจะพยายามลืมๆ เรื่องนั้นไปก่อนแล้วมีความสุขกับเครื่องดื่มและขนมหวานแสนหลากหลายที่จะได้ลองในวันนี้ดีกว่า

 

               “เราเดินฝั่งร้อนก่อนแล้วค่อยไปปิดในห้างดีกว่าเนอะ”

               “ได้เลย ว่าแต่จะเริ่มที่ไหนก่อนดี ตอนนี้ไอเริ่มหิวแล้วล่ะ” ผมแกล้งทำท่าลูบท้องตัวเองเบาๆ ก่อนจะฉีกยิ้มจนตาปิด

 

               ผมกับมินทร์ได้ลองชิมเครื่องดื่มยอดนิยมไปสองสามร้านแล้ว รวมถึงขนมอีกหนึ่งร้าน ตอนนี้พวกเราจึงตัดสินใจแวะนั่งพักและหาอาหารคาวสำหรับมื้อเช้าควบเที่ยงทาน ระหว่างรออาหารมินทร์ก็เอาวิดีโอที่ถ่ายไปแล้วบางส่วนมาให้ผมดูพร้อมทั้งอธิบายให้ฟังว่าเจ้าตัวจะตัดต่อมันออกมาอย่างไรบ้าง เมื่ออาหารที่สั่งมาเสิร์ฟตรงหน้า ผมก็ลงมือจัดการทันที พอเงยหน้ามองก็พบว่าถูกคนที่นั่งอยู่ด้านตรงข้ามแอบถ่ายรูปเอาไว้เสียแล้ว

 

               “มินทร์! ถ่ายรูปไอทำไมเนี่ย แล้วดูสิ มัวแต่ถ่ายรูปไม่ยอมกิน ข้าวเย็นหมดแล้วมั้ง ทีหลังจะถ่ายก็บอกดีๆ สิ แอบถ่ายแบบนี้ ถ้ารูปไอออกมาเหวอหรือน่าเกลียดจะทำยังไงอะ” ผมบ่นเพื่อนรักอย่างไม่ได้จริงจังนัก เพราะรู้ว่าอีกคนน่ะถ่ายรูปเก่งจะตายไป ต่อให้แอบถ่ายตอนผมเผลอ รูปก็ยังออกมาดูดีเสมอนั่นแหละครับ

 

               หลังจากทานอาหารเสร็จพวกเราจึงตัดสินใจไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าแทน เพราะอากาศภายนอกมันร้อนเหลือเกินและจะได้เป็นการเดินย่อยอาหารไปในตัวก่อนที่จะไปจัดเครื่องดืมและของหวานอีกสองสามรายการที่เหลือ พอมาเดินแถวนี้ผมก็อดนึกย้อนกลับไปสมัยที่เรียนมัธยมปลายไม่ได้ เพราะโรงเรียนผมอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ เด็กนักเรียนโรงเรียนเราก็เลยแวะเวียนมาเดินเล่นที่นี่กันบ่อยๆ บ้างก็มาเรียนพิเศษ บ้างก็แค่มาเดินเล่นเรื่อยเปื่อย

 

               “สมัยมัธยมไอมาเดินห้างนี้บ่อยมากเลยแหละ” ผมบอกกับมินทร์ที่กำลังถ่ายวิดีโอตอนผมกำลังเดินอยู่ นึกแล้วก็เสียดายเหมือนกันที่ในช่วงชีวิตตอนนั้นของผมเพื่อนรักที่อยู่ข้างกายตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วย เพราะอีกคนยืนยันที่จะเรียนต่อที่เดิมและไม่ยอมมาสอบเข้าที่นี่กับผม

 

               “คิดถึงมินทร์บ้างป่ะ...”

               “คิดถึงสิ เราเรียนที่เดียวกัน อยู่ด้วยกันแทบจะตลอด ไม่คิดถึงได้ไง”

               “นึกว่าจะแฮบปี้กับเพื่อนใหม่จนลืมมินทร์แล้ว ฮ่าๆๆ”

               “ลืมอะไรกัน ก็มินทร์นั่นแหละไม่ยอมมาอยู่กับไออะ”

 

               “ตอนนี้ก็อยู่ด้วยแล้วนี่ไง มีอะไรไม่สบายใจบอกมินทร์ได้นะ ไม่ว่ายังไงมินทร์ก็อยู่ตรงนี้ เพื่อนคนนี้จะอยู่ข้างๆ ไอเสมอนะ” ดวงตาคมที่จ้องมาอย่างสื่อความหมายเอาผมหน้าร้อนวูบแปลกๆ พาลทำเอาบรรยากาศรอบตัวเก้อเขินไปหมด ทำไมถึงได้รู้สึกแบบนี้นะ ก่อนที่ผมจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น คนข้างกายก็หัวเราะออกมาพร้อมกับยื่นมือมายีหัวผมจนยุ่งไปหมด

 

               “อาหารเริ่มย่อยรึยัง ยังมีไอศกรีมร้านอร่อยรอเด็กชายชนานันท์อยู่อีกนะครับ” ผมได้แต่พยักหน้าและหัวเราะให้กับคำพูดของมินทร์ เมื่ออีกคนเรียกผมแบบที่เราเคยเรียกกันสมัยประถม ชวนให้หวนนึกถึงความทรงจำในวัยเยาว์

 

               “พร้อมแล้ว! เราไปกันเลยไหมครับ เด็กชายมินทร์ ฮ่าๆๆ”

               “โอเค ไปกันเลย” มินทร์หันมายิ้มให้ผมก่อนจะคว้ามือผมไปกุมเอาไว้และพาเดินไปที่ร้านไอศกรีมอันเป็นเป้าหมายสุดท้ายของวันนี้ เราคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ทั้งเรื่องสรรพเพเหระ เรื่องเรียน รวมถึงถามไถ่ถึงครอบครัวแต่ละฝ่ายด้วย นานแค่ไหนแล้วที่ผมกับมินทร์ไม่ได้คุยกันเยอะขนาดนี้ ได้กลับมาเจอกันอีกทีมันรู้สึกดีมากๆ เลย แบบนี้สินะที่เขาว่า เพื่อนสนิทต่อให้ห่างหายจากกันไปนานแค่ไหน เมื่อกลับมาเจอกันอีกครั้งก็จะพูดคุยกันได้อย่างสนิทใจเหมือนเดิม เหมือนไม่เคยห่างกัน

 

               หลังจากที่ชิมไอศกรีมหลากหลายรสชาติ เมื่อผมตัดสินใจได้แล้วว่าจะสั่งแบบไหน มินทร์ก็อาสาเป็นฝ่ายไปสั่งและจ่ายเงินให้ ระหว่างที่ยืนรอไอศกรีมอยู่นั้นผมก็กวาดสายตามองสำรวจไปรอบๆ เนื่องจากบริเวณนี้ทางห้างสรรพสินค้าปิดปรับปรุงไปพักใหญ่และเพิ่งเปิดให้บริการได้ไม่นาน ทำให้มีร้านรวงใหม่ๆ มากมายรวมถึงบรรยากาศและการตกแต่งที่แปลกตาไปกว่าเดิม แล้วสายตาก็พลันไปสะดุดเข้ากับหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ผมรู้สึกเหมือนมีอยู่ช่วงนี่ที่สายตาของเราประสานกัน แต่แล้วอีกฝ่ายก็หลบตาและหันไปคุยกับหญิงสาวตรงหน้าต่อ ทั้งคู่กำลังชื่นชมตุ๊กตาแพนกวิ้นขนปุยสีฟ้าหน้าตาน่ารักกันอยู่ ใบหน้าที่ยิ้มแย้มนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทั้งคู่มีความสุขมากแค่ไหน


               เวลาที่ได้อยู่กับแกงส้ม พี่วอร์มคงมีความสุขมากสินะ

 

               เมื่อคิดแบบนั้นขอบตาก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมา ถึงจะพยายามแหงนหน้ามองเพดานเพื่อกักเก็บน้ำใสๆ ไว้มากแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายแล้วหยดน้ำใสก็ไหลลงมาอยู่ดี เมื่อความพยายามล้มเหลวไม่เป็นท่า ทำให้ตอนนี้ผมต้องยืนก้มหน้าแทน ผมไม่อยากให้คนที่เดินผ่านไปมาเห็นว่าลูกผู้ชายอย่างผมกำลังร้องไห้ รวมถึงอีกคนที่มาด้วย แต่ดูเหมือนว่ายิ่งผมพยายามที่จะกลั้นน้ำตาเอาไว้เท่าไหร่ มันกลับไหลออกมามากเท่านั้น จนเมื่อมีใครบางคนมาสะกิดเรียก ผมก็ยังไม่สามารถทำให้น้ำตาหยุดไหลได้เลย

 

               “ไอติม... ไอร้องไห้ทำไม ใครทำอะไรไอ บอกมินทร์สิ” ผมไม่เคยเห็นมินทร์ลนลานขนาดนี้มาก่อนเลย เขารีบนำไอศกรีมสองถ้วยไปวางบนโต๊ะที่อยู่ใกล้ๆ แล้วชวนให้ผมนั่งลง ทั้งๆ ที่ตั้งใจว่าวันนี้จะมาใช้เวลาอย่างมีความสุขแล้วแท้ แต่มันกลับพังไม่เป็นท่า ทั้งๆ ที่มินทร์ทำให้วันนี้ของผมเป็นวันที่ดีมาได้เกือบทั้งวันแล้วเชียว ทำไมพี่วอร์มกับผู้หญิงคนนั้นถึงต้องมาทำให้มันพังด้วยนะ

 

               “เพราะไอ้รุ่นพี่คนนั้นใช่ไหมไอ”

               “มินทร์เห็น...”

               “ใช่... มันควงผู้หญิงมาเดินห้างแบบนี้มินทร์ว่าไม่โอเคแล้วนะไอ”

               “แต่... ฮึก... พี่วอร์มเคยบอกไอว่า... มันไม่มีอะไร... ฮึก...”

 

               “เพราะมันบอกแบบนั้น ไอก็เลยเชื่อมันงั้นหรอ เหอะ! ไปขึ้นรถดีกว่า เดี๋ยวมินทร์พาไอไปส่งที่หอนะ ขอโทษด้วยที่วันนี้เป็นต้นเหตุให้ไอต้องมาเจออะไรแบบนี้” มินทร์บอกกับผมด้วยสีหน้ารู้สึกผิดทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ความผิดเขาเลย ถ้าจะมีคนผิดก็คงเป็นผมเองล่ะมั้ง ที่ดันมาอยู่ที่นี่ในตอนที่พี่วอร์มอยู่กับแกงส้ม มินทร์โอบไหล่ผมก่อนจะพาให้ผมลุกขึ้นยืนเพื่อจะเดินไปที่ลานจอดรถ

 

               “ไอติมอะ...”

               “โธ่! เวลาแบบนี้ยังจะเห็นแก่ของกินอีกเหรอ เด็กชายชนานันท์นี่เหลือเกินจริงๆ” ผมและมินทร์พากันหัวเราะออกมา อีกคนขยี้หัวผมแรงๆ ด้วยความมันเขี้ยวแล้วยื่นไอศกรีมถ้วยของผมมาให้ ถึงมันจะเริ่มละลายไปบ้างแล้ว แต่อย่างน้อย ตอนนี้มันคงเป็นสิ่งเดียวที่พอจะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นได้บ้าง ผมตักไอศกรีมเข้าปากทันที เมื่อได้สัมผัสกับรสหวานนุ่มละมุนลิ้นนั้นก็ทำให้ผมอมยิ้มน้อยๆ ขนาดไอศกรีมที่ละลายแล้วความหอมหวานของมันยังคงอยู่เลย ความรักของผมกับพี่วอร์มก็คงไม่จางหายไปง่ายๆ เช่นกัน ผมหวังว่ามันจะเป็นเช่นนั้น

 

               “ไอยังเชื่อมั่นในตัวพี่วอร์มเสมอนะครับ พี่วอร์มคงไม่ทำลายความรักและเชื่อใจที่ไอมีให้พี่หรอกใช่ไหม...” ผมได้แต่พึมพัมกับตัวเองเบาๆ เพราะไม่อยากให้คนข้างๆ ต้องเป็นกังวล ถึงแม้ใครหลายๆ คนอาจจะคิดว่าสิ่งที่ผมกำลังทำนั้นเหมือนเป็นการหลอกตัวเอง และดูโง่เต็มทน แต่ผมตัดสินใจและเลือกที่จะเชื่อในตัวพี่วอร์มแล้ว ผมเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่เขาทำนั้นย่อมมีเหตุผล ผมจะลองเชื่อและอดทนดูสักตั้ง หวังว่าจะหาทางออกเจอก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปจนไม่สามารถหวนคืนกลับมาได้อีก


.


.


.


To be Continue...


TALK:;

เป็นยังไงกันบ้างคะ นายเอกของเราน่าสงสารมากเลยเนอะ

อนุญาติให้สาปแช่งพระเอกได้เต็มที่ค่ะ 5555

เราจะหน่วงกันต่อไปอีกสัก 2-3 ตอนนะคะ ไว้เจอกันตอนหน้า

พูดคุย ติชมได้ที่ #หัวใจอุ่นไอรัก ฟีดแบคเล็กๆน้อยๆต่อเติมแรงใจให้ไรท์นะคะ



? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

77 ความคิดเห็น

  1. #48 Jmoon (@jmoon) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:17
    หึ หึ โลกมันกลม พี่วอร์มทำอะไรอยู่ ทำน้องไอติมเสียใจทำมายยย
    #48
    0