Since; The last November [TEENTOP]

ตอนที่ 25 : Since; {Touch"Period XXIV}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 31
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 ธ.ค. 60

{Touch”Period XXlV}

 

เนื่องจากผมและเพื่อนทีมเต้นได้คุยและตกลงกันว่าจะลงแข่งเต้นในการแข่งขันสตรีทแดนซ์ชื่อดังประจำปีทำให้ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้มีเวลาไปไหนมาไหนกับตัวเล็กของผมสักเท่าไหร่ แต่ก็ใช่ว่าเราจะเจอกัน หรืออยู่ด้วยกันน้อยลงนะครับ ถึงผมจะไม่ได้เป็นฝ่ายไปเฝ้าหรือตามติดตัวเล็กแต่อีกคนก็เป็นฝ่ายมานั่งเฝ้าผมที่ห้องซ้อมแทน อีกอย่างทีมเต้นของผมเป็นทีมชายล้วนก็เลยคลายกังวลเรื่องอึนคโยไปได้มากเลยครับ เพราะถ้าเป็นวงผสมละก็ผมว่าเธอต้องไม่พลาดแน่ ต่อให้เธอไม่อยากร่วมอาจารย์ที่ปรึกษาก็คงมาจัดการให้เธอร่วมทีมอยู่ดี

 

“ทำอะไรอยู่ครับ ก้มหน้าก้มตาไม่สนใจพี่เลยนะ”

“ก็อ่านหนังสือไงฮะ ว่าแต่พี่จงฮยอนเถอะ ขยันอู้จังเลยนะฮะ”

“โธ่ ตัวเล็กครับ พี่ไม่ได้อู้สักหน่อย แต่พี่เป็นคนปล่อยท่า ตอนนี้ก็ให้พวกที่รับท่าจากพี่ซ้อมไปสิครับ ขอพี่มีเวลาส่วนกับแฟนบ้างไม่ได้หรอไง คิดถึงจะแย่” แน่นอนว่าผมไม่ปล่อยให้อีกคนได้โต้เถียงอะไร ผมก็ชิงหอมแก้มนุ่มไปนึงครั้ง และนั้นก็ทำให้สันหนังสือในมืออีกคนฟาดลงมาเต็มๆ ไหล่ผมเลย

 

“พี่จองฮยอน! คนอื่นอยู่กันเต็มห้องเลยนะฮะ แล้วจะคิดถึงอะไรนักหนา ก็อยู่ด้วยกันทุกวัน...” ถึงประโยคหลังคนตัวเล็กจะต้องการเพียงแค่บ่นกับตัวเอง แต่ระยะห่างเพียงแค่นี้ มีหรือที่ผมจะไม่ได้ยิน สิ่งที่อีกคนพึมพัมกลับทำให้ผมเอ็นดูชางฮยอนมากขึ้นไปอีก และอดไม่ได้ที่จะจับแก้มนุ่มยืดออกด้วยความหมั่นเขี้ยว

 

“อื้อ...อี้องยอน...ผมเจ็บนะฮะ นี่แหนะ จิบเกลือแร่แล้วไปซ้อมได้ต่อเลยฮะ” คนตัวเล็กนุ่มนิ่มลูบแก้มตัวเองเบาๆหลังจากที่ผมปล่อยแก้มนิ่มนั้นให้เป็นอิสระ ชางฮยอนยื่นกระติกน้ำประจำตัวให้ผมก่อนจะโบกมือไล่ผม

 

“ใจร้ายจังเลย ขอพี่นั่งคุยกับตัวเล็กต่ออีกหน่อยก็ไม่ได้หรอครับ”

“...”

“โอเคๆ ไปแล้วคร้าบบบบบ” ผมรีบลุกขึ้นยืนแทบไม่ทันเมื่ออีกคนทำท่าเงื้อเตรียมจะส่งหนังสือเล่มหนาในมือมาทำร้ายรางกายผมอีกครั้ง เห็นตัวเล็กๆ แบบนี้แต่แรงเยอะน่าดูเลยนะครับ อยู่ด้วยกันไปนานๆ อีกหน่อย ไม่ผมก็ชางฮยอนคงช้ำตายกันไปข้าง

.

.

.

หลังจากที่ซ้อมเต้นกันไปสามชั่วโมงเต็มๆ เพื่อนบางคนที่มีเรียนเช้าในวันพรุ่งนี้จึงขอตัวกลับก่อน และในเมื่อคนอื่นๆ ก็เต้นกันได้ค่อนข้างดีแล้วผมจึงบอกให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้านได้เลย แล้วค่อยเจอกันในการซ้อมครั้งต่อไป

 

“วันนี้เลิกค่ำเลย พี่จะโดนชานฮีด่ามั้ยเนี่ย”

 

ปิ๊ง~

'
ชางฮยอนนา~ พี่อยู่ที่คอนโดบยองฮอนนะอาจจะกลับดึกหน่อย'

 

ยังไม่ทันขาดคำคนที่ถูกเอ่ยถึงก็ส่งข้อความมาพอดี ชางฮยอนชูหน้าจอโทรศัพท์มือถือของตัวเองให้ผมดูทำให้ผมถึงกับหลุดขำออกมา เพราะหลังจากที่ผมไปอยู่เป็นเพื่อนชางฮยอนที่บ้านตอนนั้น ผมก็สามารถเข้าออกบ้านของสองพี่น้อยได้ประหนึ่งเป็นบ้านตัวเอง ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับชานฮีที่ดูเหมือนว่าจะไปขลุกอยู่กับบยองฮอนที่คอนโดมากกว่าบ้านตัวเองเสียอีก แน่นอนว่าต้องถือเป็นเรื่องราวดีๆ สำหรับที่คุณพี่ชายหน้าหวานยอมปล่อยให้ผมอยู่กับน้องชายสุดรักสุดห่วงตามลำพัง

 

“งั้น...เราไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกันก่อนดีมั้ย ค่ำแล้วตัวเล็กยังไม่ได้กินอะไรเลย หิวแย่เลยสิ”

“เอ๊ะ นี่พี่ชางฮยอนว่าผมเห็นแก่กินหรอฮะ ผมไม่หิวหรอก ช่วงนี้ผม...ไดเอ็ทอยู่...” ยังไม่ทันที่อีกคนจะพูดจบเสียงท้องเจ้ากรรมก็ดันร้องขึ้นมาซะอย่างนั้นจึงทำให้ข้อ้างที่ชางฮยอนพยายามจะเอามาโต้แย้งผมนั้น เป็นอันตกไป

 

“หิวก็บอกว่าหิวสิครับ อีกอย่าง ไม่เห็นต้องไดเอ็ทเลย ตัวขนาดนี้กำลังพอดีแล้ว กอดอุ่นดีออก” ผมพูดพร้อมขยี้ผมอีกฝ่ายเบาๆ ก็ผมชอบที่ชางฮยอนอวบๆ แบบนี้นี่ครับ มันเต็มไม้เต็มมือดีแถมนุ่มนิ่มไปหมดทั้งตัวเลยด้วย

 

“ไปครับ เราไปหาอะไรกินกันดีกว่า”

“จริงๆ ผมก็หิวเหมือนกัน ตั้งแต่เที่ยง นี่มันก็เกินหกชั่วโมงแล้วนี่นา...”

“ถ้าตัวเล็กจะไดเอทจริงๆ ละก็ ทานเมนูที่ดีต่อสุขภาพหน่อยละกันนะครับ วันนี้งดหมูสามชั้นนะ” ชางฮยอนพองแก้ม ทำปากยื่นทันที เพราะปกติแล้วเวลาหลังการซ้อมที่หนักหน่วงแบบนี้ไม่ว่าจะเป็นซ้อมเต้นหรือซ้อมบาส ผมมักจะพาอีกคนไปทานปิ้งย่างหมูสามชั้นไม่ก็เนื้อวัวชั้นดีเสมอ แต่ในเมื่ออีกคนอ้างมาแบบนี้ผมก็ขอแกล้งสักหน่อยเถอะ

 

“ทำไมทำหน้างอแบบนั้นล่ะครับ หมูสามชั้นมันอ้วนนะ ฮ่าๆๆ” ผมลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือไปตรงหน้าอีกคนหวังจะช่วยให้ชางฮยอนลุกขึ้นยืนได้ง่ายขึ้น แต่ร่างเล็กกลับเมินความช่วยเหลือจากผมแล้วเดินนำออกจากห้องซ้อมไป แต่แล้วเมื่อผมเดินตามออกไปก็เห็นชางฮยอนทำหน้าเบะหนักกว่าเดิมโดยมีรองเท้าผ้าใบคู่ประจำถืออยู่ในมือ

 

“เป็นอะไรไปครับตัวเล็ก ทำไมทำหน้างั้นล่ะ”

“มีใครก็ไม่รู้เอาหมากฝรั่งมาแปะไว้กับรองเท้าผม เต็มไปหมดเลยอ่ะ ฮือ...”

 

“ไหนครับ เอามาให้พี่ดูหน่อย” ทันทีที่คนตัวเล็กยื่นรองเท้ามาให้ผมข้างหนึ่ง ผมก็เห็นหมากฝรั่งจำนวนนึงที่ถูกเคี้ยวแล้วแปะไว้เต็มพื้นรองเท้าของชางฮยอนเลยทีเดียว แน่นอนว่าอีกข้างหนึ่งก็เป็นเช่นเดียวกัน ใครมือบอนมาแกล้งตัวเล็กของผมกันนะ ถึงแม้ทั้งที่จริงๆ แล้วห้องซ้อมของผมจะใส่รองเท้าผ้าใบเข้าไปได้ก็จริง แต่ชางฮยอนที่ต้องไปนั่งรอหลายชั่วโมงก็มักจะบอกว่าถอดร้องเท้าไว้ข้างนอกมันนั่งสบายกว่า และในเมื่อตอนเพื่อนๆคนอื่นออกไปก็ไม่เห็นจะมีใครโวยวายหรือบ่นเรื่องหมากฝรั่งแต่อย่างใด แสดงว่าคนลงมือนั้นจงใจที่จะแกล้งชางฮยอนเพียงคนเดียว

 

ผมจึงใช้ตะเกียบไม้ที่มักจะได้มาเวลาทีมสั่งอาหารมากินในห้องซ้อมมาขูดหมากฝรั่งออกจากรองเท้าของอีกคน ผมก็ยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ของคนที่ทำอยู่ดีว่าต้องการอะไร แถมหน้าห้องตอนนั้นก็มีรองเท้าอยู่ตั้งหลายสิบคู่ ถ้าไม่ได้เป็นฝีมือพวกเด็กมือบอนที่แกล้งคนไปเรื่อยเปื่อยก็ต้องเป็นคนสนิทหรือรู้จักกับชางฮยอนเป็นอย่างดีถึงได้รู้ว่ารองเท้าคู่ไหนเป็นของชางฮยอน

 

“ตัวเล็กน่าจะต้องไปล้างแล้วใช้แปรงขัดออกอีกทีนะ มันยัง....”

“ช่างมันเถอะฮะ ผมคงซวยเอง เราไปหาอะไรกินกันดีกว่า” คนตัวเล็กหันมาส่งยิ้มให้ผมก่อนจะควงแขนให้ผมออกเดิน แต่แน่นอนว่าความสงสัยและข้องใจต่างๆของผมมันยังไม่จางหายไป ผมต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นคนลงมือแกล้งตัวเล็กของผม ถึงมันจะดูเป็นการกระทำที่เหมือนเด็กประถมไปหน่อยก็เถอะ แต่ผมก็ไม่ปล่อยไว้แน่

.

.

.

อย่างที่ผมตั้งใจเอาไว้ว่ายังไงวันนั้นผมก็จะไม่พาชางฮยอนไปทานปิ้งย่างโดยเด็ดขาด ผมจึงตัดสินใจพาอีกคนมาทานร้านประจำแถวๆมหาลัยอีกร้านนึง ร้านนี้เป็นเพียงร้านเล็กๆ ที่มีเพียงไม่กี่โต๊ะ เป็นโต๊ะแบบนั่งพื้นแต่ก็คนเต็มร้านแทบจะตลอดเวลาเลยครับ เมนูอาหารมื้อนี้ก็คือไก่ต้มทั้งตัว เมนูนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูโปรดของผมเลยล่ะครับแถมยังเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย เพราะมันเป็นไก่ต้มที่มีแค่ไก่ ผัก เห็ด มันฝรั่งและแป้งต๊อกอีกเล็กน้อย ต้มรวมกันอยู่ในหม้อใหญ่ครับ ถ้ามาหลายคนก็สามารถเพิ่มปริมาณไก่ได้ จะเพิ่มครึ่งตัวหรือเต็มตัวก็แล้วแต่ความต้องการเลยครับ

 

“ไก่ตัวแค่นี้เอง จะอิ่มหรอฮะ”

“ไหนใครว่าจะได้เอทไงครับ”

“พี่จงฮยอน!!! ผมกลัวพี่จงฮยอนจะไม่อิ่มต่างหาก”

 

“ถ้าทานหมดแล้ว จะสั่งโจ๊กหรือ ก๋วยเตี๋ยวเพิ่มก็ได้นะ เส้นก๋วยเตี๋ยวแฮนด์เมดร้านนี้อร่อยมากเลยด้วย” ผมแกล้งทำเป็นไม่สนใจกับคำพูดของพี่จงฮยอน ก็อีกคนน่ะขี้แกล้งจะตายไป แค่ผมบอกว่าไดเอ็ทอยู่ก็แซวกันไม่เลิกเลย จะว่าไปเจ้าไก่ต้มนี่ก็อร่อยกว่าที่คิดนะครับ ถึงปกติผมจะกินไก่บ่อยก็เถอะแต่ส่วนใหญ่ก็เป็นไก่ทอด ผมเพิ่งเคยกินเมนูนี้เป็นครั้งแรกก็วันนี้เนี่ยแหละครับ

 

จะว่าไปมันก็น่าสงสัยเหมือนกันนะครับที่อยู่ๆ ก็มีคนเอาหมากฝรั่งมาแปะพื้นรองเท้าแกล้งกันแบบนี้ ผมจะคิดในแง่ร้ายเกินไปมั้ยนะ ถ้าผมจะคิดว่ามันเป็นฝีมือของพี่สาวคนนั้น แต่ว่าเราก็ทำความเข้าใจ ตกลงทุกอย่างกันเรียบร้อยไปแล้วนี่นา

 

“อ๊ะ! ร้อน”

“ตัวเล็กมัวแต่เหม่ออะไรครับ พี่บอกให้เป่าก่อนไง” เพราะมัวแต่คิดอะไรเพลินไปหน่อยผมเลยไม่ทันระวังงับมันฝรั่งต้มควันฉุยเข้าปากไปเต็มๆ ผมรีบรับแก้วน้ำเย็นที่พี่จงฮยอนยื่นให้มาดื่มอย่างรวดเร็ว ผมควรจะปรึกษาคนตรงหน้าดีรึเปล่านะ ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าพี่จงฮยอนคิดยังไงกับเรื่องนี้ หรือจริงๆ แล้วผมอาจจะแค่คิดมากไปเองก็ได้

 

“พี่จงฮยอนว่า...”

“หืม...ว่าไงครับตัวเล็ก”

“ผมกำลังคิดเรื่องหมากฝรั่งน่ะฮะ พี่จงฮยอนว่า...จะมีคนจงใจแกล้งผมรึเปล่า...” ร่างสูงทำท่าครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ ผมเองก็ไม่แน่ใจหรอกครับว่าพี่จงฮยอนคิดอะไรอยู่

 

“มันก็...มีโอกาสเป็นไปได้นะ แต่ว่าตัวเล็กไม่ต้องคิดมากหรอกครับ เดี๋ยวพี่จัดการสืบเรื่องนี้ให้เอง”

“อ่า...จริงๆ มันก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร ไม่ต้องรบกวนพี่จงฮยอนหรอกฮะ”

“รบกวนอะไรกันครับ เพื่อตัวเล็กพี่ทำให้ได้ทุกอย่างแหละ ทานต่อดีกว่าเนอะ”

“ขอบคุณนะฮะ”

“ตกลงเราจะสั่งก๋วยเตี๋ยวเพิ่มมั้ย” ผมได้แต่พยักหน้าเป็นการตอบรับ ส่วนพี่จงฮยอนก็อมยิ้มแล้วหันไปสั่งเส้นก๋วยเตี๋ยวกับคุณป้าเจ้าของร้าน

 

หลังจากที่จัดการไก่และก๋วยเตี๋ยวตรงหน้าจนเกลี้ยงคนที่เอ่ยแซวผมเรื่องไดเอ็ทก็ยังยืนยันจะพาผมไปทานของหวานต่ออีก เลี้ยงดีขนาดนี้จะไม่ให้ผมน้ำหนักขึ้นได้ยังไงกัน ผมไม่ได้จะไดเอ็ทให้ผมแห้งหรืออะไรแบบนั้นสักหน่อยก็แค่อยากให้น้ำหนักมันกลับลงไปเท่าเดิมเท่านั้นเอง

 

ระหว่างที่พี่จงฮยอนยืนจ่ายเงินอยู่ที่เคาท์เตอร์หน้าร้าน ผมก็หยิบรองเท้าของพี่จงฮยอนออกจากชั้นมาวางเตรียมไว้ให้และตอนที่ผมกำลังสวมรองเท้าของตัวเองอยู่นั้นความรู้สึกเจ็บก็ปราดขึ้นมาที่ปลายนิ้วและเมื่อผมถอดเท้าออกมากจากรองเท้าก็พบว่าเลือดสีแดงสดกำลังค่อยๆ ไหลเป็นวงกว้างขึ้นจนเปลี่ยนถุงเท้าสีขาวให้แดงตามไปด้วย

 

“ตัวเล็ก!!! เกิดอะไรขึ้น”

“เหมือนจะมีเข็มหมุดอยู่ในรองเท้าผม...” พี่จงฮยอนไม่รู้ให้ผมได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น ร่างสูงช้อนตัวผมขึ้นโดยไม่ลืมที่จะหิ้วรองเท้าเจ้าปัญหาของผมไปด้วยแล้วตรงไปที่รถทันที

 

“ตัวเล็กเอาทิชชู่กดไว้ก่อนนะ พี่จะรีบพาไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้แหละ”

.

.

.

เมื่อไปถึงโรงพยาบาลผมก็ถูกพาตัวไปยังแผนกโลหิตวิทยาทันทีเผื่อทำการฉีดแฟคเตอร์และทำความสะอาดและฆ่าเชื้อแผล คุณแม้ว่าคุณหมอประจำตัวจะไม่อยู่แต่คุณหมอท่าอื่นและพี่พยาบาลก็ดูแลผมอย่างดีเลยล่ะครับ จะว่าไปก็ถือว่ายังโชคดีที่ผมเพิ่งฉีดแฟคเตอร์เองไปเมื่อสองวันก่อนและระยะทางจากร้านอาหารมาถึงโรงพยาบาลก็ไม่ได้ไกลมากนั้น ไม่อย่างนั้นผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง แต่ด้วยความที่แผลอยู่บริเวณปลายนิ้วเท้าเลยทำให้ผมไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ ตอนนี้ผมก็เลยต้องนั่งรถเข็นไปตามระเบียบ แถมคุณหมอยังแนะนำให้พักอยู่ที่บ้านสักระยะนึงอีก ทันทีที่ออกมาจากห้องทำแผล ร่างสูงที่เป็นคนพาผมมาส่งโรงพยาบาลก็กำลังก้มหน้ากดโทรศัพท์อยู่ด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนะ

 

“พี่จงฮยอน เป็นอะไรรึเปล่าฮะ หน้าเครียดเชียว”

“เมื่อกี้ชานฮีโทรมาน่ะ พี่เลยเล่าทุกอย่างให้ฟังหมดแล้วล่ะ”

“แล้ว...พี่จงฮยอนไม่ได้โดนบ่นอะไรใช่มั้ยฮะ”

“เป็นห่วงพี่หรอครับ ชานฮีไม่ได้บ่นอะไรหรอก แต่เดี๋ยวเรากลับบ้านไปเก็บของแล้วตัวเล็กไปอยู่ที่คอนโดพี่สักสองสามวันเนอะ” ใจจริงผมก็แอบแปลกใจเหมือกันที่ชานฮีฮยองไม่ได้โวยวายอะไรแล้วยังให้ผมเก็บของไปอยู่ที่คอนโดพี่จงฮยอนอีก ไม่รู้ว่าพี่จงฮยอนใช้ลูกไม้ไหน หรืออาจจะเป็นเพราะบยองฮอนฮยองช่วยกล่อมอีกคนก็ เป็นได้

 

“เอ่อ...พี่จงฮยอนฮะ”

“ว่าไงครับตัวเล็ก”

“คือ...ตอนที่พี่จงฮยอนกำลังอุ้มผมขึ้นรถ เหมือนผมเห็นคนแอบยืนดูเราอยู่ที่มุมตึกของร้านเลยฮะ”

“พี่รู้แล้วแหละครับ ความจริงพี่เห็นตั้งแต่ตอนจ่ายเงินเสร็จ แต่พอหันกลับไปหาตัวเล็กก็เป็นแบบนั้นไปแล้ว”

“อ่า...งั้นหรอฮะ”

 

“ตัวเล็กไม่ต้องคิดมากนะครับ ยังไงพี่จะตามหาแล้วจับคนที่ไม่หวังดีกับตัวเล็กมาให้ได้ แต่ตอนนี้เรากลับไปเก็บของที่บ้านกันก่อนดีกว่าเนอะ ต้องเอาไปให้ชานฮีด้วย” พี่จงฮยอนมาผมมาขึ้นรถแถมยังเลื่อนเบาะถอยหลังให้เพื่อที่ผมจะได้พาดขาขึ้นไปวางบนคอนโซลรถได้อีกโดยอ้างว่าเลือดจะไม่ลงเท้าเยอะจนเกินไป ยิ่งพี่จงฮยอนดีกับผมมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งรู้สึกผิดมากเท่านั้น ทุกครั้งที่เกิดเรื่อง ผมรู้สึกเหมือนเป็นตัวปัญญาที่คอยแต่จะเพิ่มภาระให้พี่เขาอยู่เรื่อยเลย

.

.

.

ใช้เวลาไม่นานนัก พวกเราก็กลับมาถึงที่คอนโดของสามทหารเสือครับ วันนี้ไอ้บังมันก็ไปนอนเฝ้าแดเนียลที่โรงพยาบาลเหมือนเคย คืนนี้ผมก็เลยสบายหน่อย ขอไปยึดเตียงมันชั่วคราวละกันครับ ชดเชยกับที่คอยส่งสเบียง คอยซักผ้าให้มันละกัน ตอนแรกผมตั้งใจจะอุ้มตัวเล็กขึ้นไปจนถึงห้องแต่อีกคนกลับปฏิเสธแล้วบอกให้ผมแค่ช่วยพยุงก็พอ ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปพี่ชายหน้าหวานก็ปรี่เข้ามาช่วยพยุงทันที

 

“ขอบใจมากนะจงฮยอน ลำบากแย่เลย”

“ลำบากอะไรกัน แค่นี้เล็กน้อยน่า มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ”

“นายไปพักเถอะ เดี๋ยวเราดูแลน้องเอง แล้วก็ช่วงนี้รบกวนด้วยนะ ป่ะ ชางฮยอน เดี๋ยวฮยองเช็ดตัวให้” เจ้าของใบหน้าหวานเอ่ยกับผมก่อนจะพยุงน้องชายเข้าไปในห้องแล้วปิดประตู ถึงนี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่สองพี่น้องมานอนค้างที่ห้องผม แต่พอมีคนมาเดินเข้าออกทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของห้องแทนตัวเองแล้วก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้เหมือนกันนะครับ

 

“อ้าว ไอ้จง กลับมาแล้วหรอวะ”

“อืม แหมอารมณ์เดียวเชียวนะมึง”

“แน่นอน ก็ชานฮีจะมานอนค้างที่นี่ตั้งหลายวัน ตอนแรกนะกูตื้อแทบตายยังไม่ยอมเลย จะกลับบ้านท่าเดียวเลย บอกว่าเดี๋ยวชางฮยอนรอนอน จริงๆ ก็ต้องขอบคุณมึงเหมือนกันนะ” เพื่อนตัวเล็กเดินผิวปากออกมาจากห้องอย่างสบายใจพลางใช้ผ้าขนหนูในมือเช็ดผมที่เปียกลู่อยู่ ผมเลยลากมันกลับเข้าห้องก่อนจะปิดประตูล็อค บยองฮอนได้แต่ทำหน้าเหวอก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งตรงปลายเตียงข้างๆผม

 

“อะไรของมึงเนี่ย ละมึงจะล็อคประตูทำไม”

“กูมีเรื่องจะคุยด้วย แล้วกูก็ไม่อยากให้สองพี่น้องรู้เรื่องนี้”

“ว่ามา”

“มึงคงพอรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับชางฮยอนวันนี้แล้วใช่มั้ย”

“อือ ตอนมึงโทรมาขัดจังหวะกูกับชานฮีไง” บยองฮอนทำหน้าเซ็งๆ ใส่ผม ก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อยืดมาสวมปกปิกร่างกายท่อนบนที่เปลือยอยู่

 

“คืองี้ กูว่าเรื่องนี้มีคนไม่หวังดีจงใจลอบทำร้ายตัวเล็ก...”

“ก็แหงแหละ คนหวังดีที่ไหนจะเที่ยวเอาเข็มหมุดไปหยอดไว้ในรองเท้าชาวบ้านวะ”

“เอ๊ะ ไอ้เตี้ยนี่ มึงอย่าเพิ่งขัดกูดิ” ผมเงื้อมือทำท่าเตรียมจะตบหัวบยองฮอน เล่นเอาเพื่อนตัวเล็กขอโทษขอโพยแทบไม่ทัน พร้อมจะหันมาหัวเราะแห้งๆ ให้ผม

 

“กูว่าเป็นฝีมืออึนคโย”

“เฮ้ย นี่เขายังไม่จบกับมึงกับตัวเล็กของมึงอีกหรอวะ ไหนว่าเคลียร์กันไปแล้วไง”

“มีคนแอบอยู่นอกร้านตอนที่กูไปกินข้าวกับตัวเล็ก แต่มันมืดแล้วคนนั้นก็ใส่หมวกด้วย กูเลยไม่ค่อยมันใจ”

 

“จากที่กูฟังมาเนี่ย แสดงว่าคนร้ายต้องเข้าไปในร้านด้วย ซึ่งชั้นวางรองเท้าอยู่หน้าเคาท์เตอร์จ่ายเงิน พนักงานที่เคาท์เตอร์ก็น่าจะเห็นรึเปล่าวะ อีกอย่างตึกแถวนั้นน่าจะมีกล้องวงจรปิดมึงลองกลับไปคุยกับที่ร้านดูดิวะ” ผมคิดตามสิ่งที่เพื่อนตัวเล็กบอกมันก็น่าจะเป็นไปได้ แต่ถ้าคนร้ายเป็นอึนคโยจริงๆ เท่ากับว่าเธอไม่ยอมจบ ถ้าเพียงไปเพียงและตกลงกันอีกครั้งผลก็คงออกมาเหมือนเดิมในเมื่อเธอไม่ยอมที่จะเข้าใจอะไรเสียที ถึงขั้นสะกดรอยตามออกมานอกมหาลัยเพื่อที่จะทำร้ายชางฮยอนให้สำเร็จแบบนี้ผมว่ามันเกินไปแล้ว แค่คุยกันธรรมดาเธอก็คงไม่รู้สึกอะไร เห็นทีคงจะต้องจัดการให้เด็ดขาด

 

“กูควรทำยังไงดีวะ ถ้าเป็นอึนคโยจริงๆ กูไม่มั่นใจเลยว่าในอนาคตจะมีอะไรที่ร้ายแรงกว่านี้เกิดขึ้นอีกมั้ย เหตึการณ์แบบนี้มันแจ้งความได้มั้ยวะ”

 

“น่าจะได้นะ มึงลองไปให้มินซูช่วยดิ”

“ไอ้บังอ่ะนะ มันจะช่วยไรได้วะ วันๆ เอาแต่ไปเฝ้าแดเนียลที่รักของมัน”

“หมีควายจริงๆ เลยมึงเนี่ย กูหมายถึงโคมินซูดิวะ ที่ด้วยในทีมบาสมึงอ่ะ มินซูเด็กนิติอ่ะมึง เห็นว่าพ่อเป็นตำรวจด้วยน่าจะช่วยได้นะ” นั่นสิ ผมลืมโคมินซูไปได้ยังไง อาจจะเป็นเพราะมินซูเป็นคนนิ่งๆ เงียบๆ เราเลยไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไหร่

 

“เดี๋ยวนะ แล้วมึงไปรู้จักกับมินซูได้ไง”

“ก็กูเคยทำเพลงกับมินซูวงเฉพาะกิจมหาลัยสมัยเฟรชชี่อ่ะ มินซูมันเล่นกีตาร์ด้วยไง อ่ะ นี่กูส่งคอนแทคคาทกกับเมมเบอร์มันให้ละ ยังไงพรุ่งนี้ลองคุยกับมันดูนะ กูนอนก่อนล่ะ คืนนี้มึงจะนอนกับกูมั้ย”

 

“ไม่ล่ะ เดี๋ยวกูไปนอนห้องไอ้บัง ขอบใจมากเว้ย ฝันดีนะมึง” ผมเคาะหัวบยองฮอนเบาะๆหนึ่งทีก่อนจะเดินออกมา ตอนแรกตั้งใจว่าจะเข้าไปหยิบเสื้อผ้าในห้องตัวเองเสียหน่อยแต่พอเห็นว่าภายในห้องที่เปิดประตูแง้มอยู่นั้นดับไฟไปแล้ว ผมก็เลยไม่อยากรบกวน ยังไงผมก็ต้องช่วยไอ้บังมันซักผ้าอยู่แล้ว ขอยืมเสื้อผ้าใส่หน่อยก็แล้วกั

.

.

.

หลังจากที่ผมทักไปหาโคมินซูเมื่อคืนวันนี้ช่วงเช้าเราจึงพากันไปเก็บรวบรวมหลักฐานต่างๆ แล้วไปแจ้งความที่โรงพักครับ ถือว่ายังโชคที่ดีกล้องวงจรปิดของร้านสะดวกซื้อข้างๆ จับภาพตอนที่คนร้ายถอดหมวกไว้ได้ นอกจากนั้นพนักงานของร้านอาหารซึ่งเห็นหน้าคนร้ายตอนเข้าไปทำลับๆ ล่ออยู่บริเวณชั้นรองเท้าบอกว่าจำหน้าคนร้ายได้ชัดเจนพร้อมยังยินดีจะช่วยชี้ตัวคนร้ายอีกด้วย

 

“เบื้องต้นก็คงได้แค่แจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เท่านี้แหละ แต่ถ้าพวกนายต้องการที่จะดำเนินคดีหรือฟ้องร้องอะไรกันก็ค่อยว่ากันอีกที มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้เสมอนะ ขอตัวก่อนล่ะ เดี๋ยวไปเข้าเรียนไปทัน”

 

“ขอบคุณมากๆ เลยนะมินซู ไว้เจอกัน” ถึงโคมินซูคนนี้จะนิ่งและพูดน้อยไปหน่อย แต่พอเรื่องเป็นการเป็นงานก็ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เลยล่ะครับ แจ้งความเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็คงต้องไปคุยกับอึนคโยอีกรอบ อย่างน้อยเธอก็เคยเป็นเพื่อนผม ผมก็ไม่ได้ใจร้ายถึงขนาดจะไปดำเนินคดีเพื่อจับเธอเข้าคุกหรอกครับ ถึงแม้ความผิดฐานทำร้ายร่างกายโทษจำคุกมันอาจจะไม่ได้ยาวอะไร แต่ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่อยากให้เธอต้องมาเสียอนาคตหรอกครับ

 

ผมโทรนัดให้อึนคโยออกมาเจอที่คาเฟ่ประจำที่อยู่นอกมหาลัย ครั้งนี้เธอมาพบผมด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีแววตาตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวใดๆ

 

“โทรนัดฉันมาแบบนี้มีอะไรคะ ฉันนึกว่าเราจะกลายเป็นคนไม่รู้จักกันไปแล้วเสียอีก”

“ผมต่างหากที่ควรจะถามคุย ว่าอยากให้เรากลายเป็นคนไม่รู้จักกันไปเลยจริงๆ ใช่มั้ย”

“มีอะไรก็พูดมาเถอะค่ะ ฉันไม่ได้มีเวลามานั่งฟังคุณทั้งวันหรอกนะคะ”

 

“หึ น่าตลกดีนะ ทั้งๆ ที่แต่ก่อนคุณมีเวลาวิ่งตามหาผม มานั่งเฝ้าผมทั้งวัน งั้นผมไม่อ้อมค้อมละกันนะ ผมรู้หมดแล้วว่ามาทั้งหมดมันเป็นฝีมือคุณ แล้วพวกผมก็ไปแจ้งความไว้แล้วด้วย” ผมบอกเธอพร้อมทั้งยื่นซองเอกสารต่างที่เกี่ยวข้องไปให้เธอ ผมแอบเห็นแววตาที่ไหววูบของเธอเพียงเสี้ยววินาทีแต่แล้วเธอกลับยกยิ้มมุมปากพร้อมกับพูดสิ่งที่ผมไม่คาคิดออกมา

 

“ก็เอาสิคะ จับฉันเลย แต่นี่มันก็แค่เริ่มต้นเท่านั้นแหละ” อึนคโยฉีกเอสารทั้งหมดแล้วปาใส่หน้าผมก่อนจะลุกเดินออกไป ผมชักกลัวแล้วสิครับ ว่าเธอจะทำอะไรต่อไป แต่บางทีเธออาจจะแค่ขู่เพราะหมดหนทางแล้วก็ได้ ยังไงก็รอดูต่อไปก่อนดีกว่า อีกอย่างชางฮยอนเองคนไม่อยากให้ใครต้องมาติดคุกเพราะเรื่องแบบนี้แน่ๆ

.

.

.

เมื่อผมกลับมาถึงคอนโดก็พบว่าทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเลยครับ ไอ้บังเองก็เพิ่งกลับมาจากไปส่งแดเนียลที่บ้าน ได้ยินแบบนี้ผมก็ดีใจแทนมันนะที่ในที่สุดแดเนียลก็แข็งแรงจนสามารถกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้แล้ว ไม่ต้องมาอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาล เพื่อนผมเองก็จะได้กลับมานอนพักสบายๆ ที่ห้องเสียที ภาพที่ผมเห็นทุกคนกำลังนั่งดูทีวีอยู่ด้วยกันทำให้ผมยิ้มออกมาและลืมเรื่องราวแย่ๆ ไปชั่วขณะเลยครับ

 

“กลับมาแล้วหรอวะ ที่พวกกูเพิ่งกำลังคุยกันอยู่เลยว่าตอนนี้พวกเราก็ผ่านเรื่องร้ายๆ กันมาเยอะแล้ว ว่าจะไปทำบัญ ทำงานอาสาสมัครอะไรพวกนี้อ่ะ แต่ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะทำอะไรดี” มินซูเอ่ยขึ้น ผมว่ามันก็เป็นความคิดที่ดีนะครับ ไปทำความดีเผื่อจะมีเรื่องดีๆ เข้ามาในชีวิตบ้าง ทำไมผมรู้สึกคิดถึงเสียงต่ำๆทุ่มๆง่วงๆของไอ้บังมันจังเลยครับ เหมือนไม่ได้ยินมานาน

 

“แต่ไอ้บังมันจะไปเลี้ยงหมาจรจัดลูกเดียวเลย มันบอกว่าเพราะแดเนียลชอบหมา แต่กูกับชานฮีอยากไปเล่นดนตรีร้องเพลงให้คุณตาคุณยายที่บ้านพักคนชราฟังมากกว่า ส่วนตัวเล็กของมึงก็....”

 

“ผมอยากไปเลี้ยงขนมเด็กๆ ที่บ้านเด็กกำพร้าฮะ พี่จงฮยอน ไปกับผมนะ”

“ก็ไม่เห็นยาก ก็แยกกันไปก็ได้นี่ เสร็จแล้วก็ค่อยมาเจอกัน”

“เออ ก็จริงของไอ้จงมัน แล้วเราจะมั่งนั่งเถียงกันทำไมวะ เสียเวลาไปตั้งนาน”

“ก็มึงอ่ะแหละ มัวแต่แดเนียลอย่างนั้น แดเนียลอย่างนี้ ฟังพวกกูบ้างมั้ยล่ะ”

“พอเลยๆ ไม่ต้องเถียงกันแล้ว เอาตามนี้แหละ แล้วเย็นนี้กินไรกันดี”

“ชิคเก้น!!!” คนตัวเล็กของผมเอ่ยสวนขึ้นมาทันทีพร้อมทั้งชูมือขึ้นกลางอากาศ ทำให้พี่ชายหน้าหวานถึงกับส่ายหัวเบาๆ ด้วยความระอา

“ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เราฉลองกันสักหน่อยมั้ย ไก่กับเบียร์เป็นไง”

“เอาสิ งั้นเดี๋ยวเรากับบยองฮอนลงไปซื้อเครื่องดื่มจากมินิมาร์ทข้างล่างให้ ฝากสั่งไก่ด้วยละกันนะ” ชานฮีตอบตกลงข้อเสนอของบยองฮอนอย่างง่ายดายก็จะจูงมือพากันลงไปซื้อเบียร์ ส่วนเรื่องไก่มินซูก็เสนอว่าจะเป็นคนจัดการให้โดยบอกให้ผมไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเพราะออกไปวิ่งวุ่นเรื่องคนลอบทำร้ายชางฮยอนมาทั้งวันแล้ว ความรู้สึกที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านและอยู่กับครอบครัวเลยครับ

.

.

.

ที่คิดว่าคงไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ เพราะพวกเราก็ผ่านเวทีมาเยอะแล้ว แต่พอคิดว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่ผมจะได้เล่นดนตรีอยู่เคียงข้างชานฮี ได้บรรเลงทำนองคลอไปกับเสียงหวานๆ ของอีกคน ร่วมถึงเพลงที่ผมแต่งเองในที่สาธารณะแบบนี้ มันก็อดตื่นเต้นไม่ได้เหมือนกันนะครับ พวกเราแอบซ้อมเพลงทร็อทมาเพื่อเอาใจคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยายทั้งหลายด้วยแหละครับ เพราะกลัวว่าถ้าเล่นแต่งเพลงสมัยใหม่หรือเพลงภาษาอังกฤษพวกท่านจะหมดสนุกเอาน่ะครับ ยังไงก็ขอให้วันนี้ผ่านไปด้วยดีด้วยเถอะครับ เพี้ยง!

To Be Continue



TALK:;

หายไปนานมากกกกก แบบมากๆๆๆๆ ยอมรับผิดแต่โดยดีค่ะ

ไม่รู้ว่าจะยังมีคนอ่านมั้ย ลืม #SinceNov ไปกันหมดรึยังคะ

ยังไงก็ขอบอกก่อนเลยว่าจะมาต่อให้จบแน่นอนค่ะ ถึงแม้รีดอาจจะไม่อินกับบยองชานแล้วก็ตาม^^"

ยังไงถ้าใครยังอ่านอยู่ฝากเม้นให้ไรท์ได้รับรู้หน่อยนะคะ หรือจะสกรีมแท็คในทวิตก็ได้ค่ะ

แล้วเจอกันตอนหน้าค่าาาาา




CRY .q

164 ความคิดเห็น

  1. #163 Iraum (@Iraum) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2560 / 20:02
    เรารอยู่น้าาาา มาต่อนะค่ะ
    #163
    0