Since; The last November [TEENTOP]

ตอนที่ 17 : Since; {Precious"Period XVI}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 92
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 พ.ค. 58

{Precious”Period XVI}



     BGM: Gangnam Station Exit4 by Plastic

 


ถึงวันนี้พวกเราจะมีเรียนตามปกติแต่เนื่องจากหลังเลิกเรียนผมมีนัดพิเศษกับคนพิเศษครับ ตอนนี้ผมตื่นเต้นมากเลยครับ แทบจะรอให้ถึงตอนเลิกเรียนไม่ไหวแล้ว ผมอยากจะใช้ทุกวินาทีตอนนี้ร่วมกับอีกคนอย่างมีความสุขให้เต็มที่และคุ้มค่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ การที่ชีวิตคนธรรมดาคนนึง ได้รู้จักและพบเจอกับเพื่อนดีๆ ที่จริงใจ ได้มีคนที่เรารักและรักเราอยู่เคียงข้างกันมันก็ดีมากมายแล้วล่ะครับ

 

จะว่าไปแล้วช่วงนี้ผู้คนรอบตัวผมก็ดูจะมีความสุขดีกันเกือบทุกคนจะเว้นก็แต่มินซู ไม่รู้ว่าเป็นอะไรไปอีก ไอ้บังดูหงุดหงิดชอบกล บางอารมณ์ก็ซึมเศร้าเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากที่นั่งถอนหายใจทิ้งวันละไม่รู้กี่รอบ ดูเหมือนว่าจงฮยอนจะสังเกตเห็นความผิดปกตินี้เช่นกันเพราะมันเอาด้ามปากกาที่ถืออยู่มาสะกิดให้ผมหันไปดูมินซูที่ฟุบลงไปกับโต๊ะเรียบเรียบร้อยแล้ว

 

“เป็นไรของมันวะ” ผมกระซิบถามเพื่อนซี้ที่นั่งอยู่ติดกันแต่จงฮยอนก็ได้แต่ส่ายหัวกลับมาเป็นคำตอบ ก็แน่ล่ะครับ ถ้ารู้ก็แปลกแล้ว ผมเห็นวันๆ มันเอาแต่ไปนั่งเฝ้าตัวเล็กของมัน แต่ละวันที่มาเรียนก็ไม่เคยจะอยู่จนจบคาบสักทีหนีออกตอนพักตลอด

 

“มีอะไรกันหรอ” สงสัยผมกับไอ้จงจะยุกยิกๆ จนไปรบกวนชานฮีเข้า เจ้าของใบหน้าหวานถึงกับเงยหน้าจากสมุดจดแล้วหันมาถาม ผมจึงบุ้ยหน้าไปทางมินซู ร่างบางข้างกายผมถึงกับทำหน้างงเพราะคงจะคิดว่าไอ้บังมันฟุบหลับไปตามปกติ เพราะมันจะชอบแอบหลับทุกครั้งที่อาจารย์สอนน่าเบื่อหรือเรียนไม่รู้เรื่องตามธรรมดาของนิสัยคนขี้เซา

 

“มินซูมันแปลกๆ น่ะ สงสัยทะเลาะกับแดเนียลมามั้ง” ชานฮีพยักหน้ารับก่อนจะหันกลับไปตั้งใจเรียนต่อ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าข้อสันนิษฐานของผมจะถูกไหม แต่ถ้ามันทะเลาะกับแดเนียลมาจริงๆ ล่ะก็ ครั้งนี้คงจะหนักพอดูเพราะอาการไอ้บังมันเกือบจะเข้าขั้นคนอกหักเลยล่ะครับ ท่าทางคงจะต้องเรียกประชุมสามทหารเสือซะแล้ว เพื่อนทุกข์ใจจะให้ผมกับจงฮยอนปล่อยไว้เฉยๆ คงไม่ถูก แต่ว่า ไว้หลังจากที่ผมกลับมาจากนัดพิเศษกับคนพิเศษก่อนแล้วกัน

.

.

.

“เลิกเรียนแล้วโว้ย! วันนี้พวกมึงไปไหนกัน ไปหาอะไรกินกันไหม”

“ไม่อ่ะ พวกมึงไปกันเหอะ กูกลับคอนโดก่อนนะ” มินซูพูดจบก็แยกตัวออกไปทันที ซึ่งคำพูดของมันยิ่งทำให้พวกผมงงหนักเข้าไปใหญ่ เพราะปกติแล้วมันต้องไปนั่งรอแดเนียลเลิกเรียนแล้วพาไปส่งบ้านเหมือนที่มันทำมาตลอดระยะเวลาหลายเดือน แสดงว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างสองคนนั้นอย่างที่ผมคิดไว้จริงๆ ด้วย

 

“กูก็ไม่ว่างว่ะ โทษทีนะ” ผมยิ้มแหยๆ ให้จงฮยอนก่อนมันจะโวยวายเสียยกใหญ่ว่าพอตอนมันมีเวลาอยู่กับเพื่อน เพื่อนๆ ก็ดันไม่มีใครเห็นความสำคัญ แล้วพอมันอยู่แต่กับตัวเล็กก็หาว่ามันไม่มีเวลาให้ ผมก็แอบรู้สึกผิดต่อไอ้จงเหมือนกันนะครับ แต่ว่าวันนี้คงไม่ได้จริงๆ

 

“บยองฮอนต้องไปทำธุระกับเราเองแหละ ขอโทษนะจงฮยอนนา...”

“โหย จะไปเดทกันก็บอกเหอะ ผมไม่กล้าว่าอะไรคุณเพื่อนทั้งสองหรอกคร้าบ”

“เอ่อ...แล้วก็...เราฝากชางฮยอนด้วยได้ไหมอ่า”

“ด้วยความยินดีอย่างยิ่งเลย ถึงชานฮีไม่ฝากเราก็จะดูแลให้อย่างดีอยู่แล้ว เดี๋ยวจะไปส่งให้ถึงบ้านเลย”

 

“ไม่ต้อง! เอ่อ...คือ...เราหมายความว่าให้น้องไปรอที่คอนโดก็ได้ เดี๋ยวยังไงเรากับบยองฮอนก็ต้องกลับไปที่คอนโดอยู่แล้วน่ะ” ผมแอบขำตอนที่ชานฮีเผลอขึ้นเสียงใส่เมื่อจงฮยอนบอกว่าจะไปส่งชางฮยอนถึงบ้าน สงสัยคงจะกลัวน้องชายตัวเองยอมให้ไอ้จงเข้าบ้าน สุดท้ายเลยต้องรีบแก้ตัวแทบไม่ทัน

 

“อ่า...เอาอย่างนั้นก็ได้ ไม่ต้องเป็นห่วงชางฮยอนนะอยู่กับเรารับรองปลอดภัย”

“ขอบใจมากนะ”

“เดทกันให้สนุกนะ ใช้เวลาให้เต็มที่ ไอ้บยอง ขอให้ฟินๆ นะมึง”

“เออ! เราไปกันเถอะชานนี่” ก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันครับ ทั้งๆ ที่พวกผมสี่คนก็สนิทกันมากแล้วแต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดคำหยาบกับชานฮีเลยสักคน เวลาคุยกันแบบนี้ก็เลยดูเป็นบทสนทนาสองมาตรฐานยังไงชอบกล อาจจะเป็นเพราะว่าชานฮีเองไม่ค่อยพูดคำหยาบมั้งครับ พวกผมก็เลยพลอยพูดสุภาพไปด้วย

 

 “เดี๋ยวเราไปเดินเล่นหาอะไรกินกันก่อนดีกว่าเนอะ ค่อยขึ้นไปข้างบนตอนพระอาทิตย์ใกล้ๆ จะตกดิน” หลังจากที่เดินมาถึงลานจอดรถผมกับชานฮีก็เลยนั่งตกลงกันก่อนว่าในเดทครั้งนี้เราจะไปไหนและทำอะไรกันบ้าง ถึงแม้จะไม่ใช่เดทครั้งแรกแต่ผมก็ยังไม่หายตื่นเต้นเลยครับ

 

“อื้ม เอาสิ แล้วแต่ฮอนนี่เลย”

“อยากกินอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า”

“ไม่รู้สิ ตามใจฮอนนี่เลย เรากินอะไรก็ได้”

“ตามใจแฟนขนาดนี้ ไม่กลัวเราได้ใจหรอ”

“ชินแล้ว...ทุกวันนี้ก็เอาแต่ใจจะแย่ แล้วตกลงฮอนนี่อยากกินอะไร”

“พูดเองนะว่าตามใจเราอ่ะ เราอยากกิน...” ผมเว้นท้ายประโยคเอาไว้ จึงทำให้คิ้วเรียวของคนที่ฟังอยู่ถึงกับขมวดมุ่น ผมค่อยๆ โน้มหน้าไปหาอีกคน ใบหน้าของเราสองคนใกล้กันขึ้นเรื่อยๆ ผมกระซิบที่ข้างหูของอีกคนอย่างแผ่วเบา

 

“เราอยากกินชานนี่” ดวงตากลมใสเบิกกว้างขึ้นทันทีก่อนที่ฝ่ามือเรียวจะออกแรงผลักอกผมเพื่อให้ผมถอยห่างออกมา แต่มีหรือครับที่ผมจะยอมมาถึงขนาดนี้แล้วขอแกล้งต่ออีกหน่อยก็แล้วกัน ผมรวบสองมือที่กำลังพยายามผลักผมออกเอาไว้ด้วยมือข้างเดียวก่อนจะโน้มเข้าไปใกล้อีกคนมากขึ้น ดวงตากลมค่อยๆ หลับลงช้าๆ ผมได้แต่ยิ้มอย่างขำๆ แล้วเอื้อมไปดึงเข็มขัดนิรภัยมาขาดให้อีกคน

 

“นี่แหนะ คิดอะไรอยู่ ฮึ” ผมดีดหน้าผากมนเบาๆ หนึ่งทีโทษฐานที่แอบคิดอะไรไปไกล ชานฮียกมือขึ้นมาลูบหน้าผากตัวเองป้อยๆ พร้อมกับใบหน้าหวานที่ตอนนี้ขึ้นสีระเรื่อ

 

“ก็ฮอนนี่อ่ะแหละ...” ร่างบางบ่นงุ้งงิ้งอยู่คนเดียวแถมยังพองแก้มอย่างน่ารักผมเลยอดไม่ได้ที่จะขโมยหอมแก้มนุ่มไปหนึ่งฟอดใหญ่ หาเรื่องเจ็บตัวแท้ๆ เลยครับเพราะคราวนี้นอกจากร่างบางจะไม่เคลิ้มตามผมแล้วยังได้ฝ่ามือพิฆาตฟาดลงบนต้นแขนอย่างเต็มแรงอีกต่างหาก ผมได้แต่ลูบแขนตัวเองป้อยๆ ก่อนจะออกรถไปยังสถานที่เดทของเราสองคน

.

.

.

ในที่สุดพวกเราก็มาถึงที่หมาย ผมขับรถมาจอดไว้ที่ห้างสรรพสินค้าก่อนจะพาร่างบางข้ามฝั่งไปเดินย่านช็อปปิ้งชื่อดังของเหล่าวัยรุ่นที่ถึงแม้จะเป็นช่วงบ่ายของวันธรรมดาแต่ผู้คนก็ไม่ได้บางตานัก ผมแอบเดินกุมมือร่างบางเอาไว้และเดินเคียงข้างกันไปเรื่อยๆ เมื่อเสียงท้องร้องของเราทั้งคู่ดังขึ้น เราก็หันมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา เพราะพวกเราต่างก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยมาตั้งแต่ตอนเที่ยง ผมจึงตัดสินใจพาอีกคนเดินเข้าไปในร้านคัลบีจิมที่ผมเป็นคนเลือก

ร้านอาหารร้านนี้อยู่บนชั้นสองจึงทำให้เราสามารถมองเห็นวิวของย่านนี้ได้ไกลพอสมควร ถึงแม้ร้านนี้จะมีเมนูอาหารเพียงไม่กี่อย่างแต่ก็เป็นร้านดังที่เคยออกรายการโทรทัศน์มาแล้วมากมายอีกทั้งอาหารยังอร่อยและปริมาณ คุณภาพ ก็ยังเหมาะสมกับราคาอีกด้วย ผมจึงตัดสินใจสั่งอาหารชุดยอดนิยมของร้าน ภายในชุดจะประกอบไปด้วยซี่โครงเนื้อตุ๋นรสเผ็ดซึ่งลูกค้าสามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ตั้งแต่หนึ่งไปจนถึงสิบ แต่เชื่อผมเถอะครับว่าแค่ระดับสามก็แทบควันออกหูแล้ว นอกจากนั้นยังมีข้าวปั้นที่ทางร้านจะนำข้าวในชามโรยหน้าด้วยไข่กุ้ง สาหร่ายแห้งและงาโดยจะเสิร์ฟพร้อมถุงมือพลาสติกให้ลูกค้าทำการคลุกและปั้นข้าวเป็นลูกกลมๆ ด้วยตัวเอง และอย่างสุดท้ายก็คือไข่ตุ๋นหม้อร้อน และที่สำคัญร้านนี้สามารถเติมผักและเครื่องเคียงได้ไม่อั้นครับ

 

นั่งรอเพียงไม่นานอาหารทั้งหมดก็ถูกยกมาเสิร์ฟตรงหน้าเราสองคน หม้อซี่โครงตุ๋นที่ถูกตั้งไว้บนเตาพร้อมกับเห็ดและถั่วงอกหัวโตที่พนักงานจัดการเทลงหม้อพร้อมทั้งตัดเนื้อตุ๋นออกเป็นชิ้นพอดีคำ ร้านนี้นอกจากอาหารรสชาดดีแล้วยังบริการดีมากๆ ด้วยครับ ระหว่างที่พนักงานกำลังจัดการกับซี่โครงเนื้อตุ๋นอยู่ผมก็เลยส่งถุงมือพลาสติกและชามข้าวให้ชานฮี ใบหน้าหวานมองผมอย่างลังเลแต่เมื่อผมยืนกรานจะให้อีกคนเป็นคนปั้นข้าวชานฮีก็เลยรับถุงมือไปจากผม

 

มือเรียวคลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากันอยู่พักนึงก่อนจะเริ่มปั้นข้าวให้เป็นก้อนกลมๆ และวางลงในจานที่ทางร้านเตรียมไว้ให้ และเสียงหัวเราะใสของร่างบางก็ดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงหัวเราะของผมที่นั่งดูชานฮีปั้นข้าวอยู่

 

“ฮอนนี่ดูดิ มันก้อนไม่เท่ากันอ่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็กินแล้ว ฮ่าๆๆ”

“ทานให้อร่อยนะครับ” พนักงานที่ยืนบริการโต๊ะผมอยู่เมื่อสักครู่เอ่ยขึ้นก่อนจะโค้งน้อยๆ แล้วเดินไปเพื่อให้เราได้จัดการกับอาหารตรงหน้า

 

“ว้าว น่ากินจังเลย อ่ะนี่ กินเยอะๆ นะ” ชานฮีบอกผมพร้อมกับวางข้าวปั้นลงในจานผมหนึ่งลูก ผมเลยคีบเนื้อและผักไปให้ร่างบางด้วยเช่นกัน

 

“อ้าก เผ็ดอ่ะ”

“บอกแล้วว่าใหสั่งระดับหนึ่งก็พอ ไม่เชื่อเรา” ร่างบางรีบยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นมาดื่มอย่างรวดเร็ว ปกติแล้วผมเป็นคนกินเผ็ดน่ะครับระดับสามนี่ก็ถือว่ายังพอไหว แต่ตั้งแต่พี่หมอสั่งให้ลดอาหารรสจัดเวลามากินกับไอ้บังและไอ้จง พวกเราก็เลยสั่งแค่ระดับหนึ่งครับ

“ก็ไม่คิดว่าจะเผ็ดขนาดนี้นี่นา”

“กินแต่เนื้อๆ ละกัน ไม่ต้องไปซดน้ำ อ่ะ นี่ไข่ตุ๋น กินแล้วจะได้หายเผ็ด” ผมตักไข่ตุ๋นเนื้อนิ่มป้อนเจ้าของใบหน้าหวานตรงหน้า ชานฮีงับไข่ตุ๋นไปอย่างไม่ลังเลเลยครับ สงสัยจะเผ็ดมากจริงๆ แต่ท่าทางที่ยกมือขึ้นมาโบกพัดให้ตัวเองของคนตรงหน้าก็ยิ่งทำให้ผมหมั่นเขี้ยวในความน่ารัก

 

หลังจากที่เรากินอาหารมือหลักกันเสร็จเรียบร้อยแล้วผมเลยชวนอีกคนไปกินวาฟเฟิลที่ร้านตรงข้าม มันคือร้านเดียวกับที่โรงพยาบาลแหละครับ ร้านนี้เขามีหลายสาขาแต่ว่าสาขานี้ร้านใหญ่เป็นพิเศษ เมนูวาฟเฟิลก็เลยมีให้เลือกหลากหลายมากขึ้นตามไปด้วย

 

“โห เยอะแยะไปหมดเลยอ่ะ เลือกไม่ถูกเลย”

“ร้านนี้อร่อยทุกอย่างแหละ เราให้ชานนี่เลือกตามสบายเลย”

“งั้นเอา...ช็อคโก้เบอร์รี่ที่นึงครับ” ร่างบางหันไปสั่งกับพนักงานที่ยืนรออยู่ แต่เมื่อผมทำท่าจะหยิบเงินจ่ายให้ชานฮีก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน

 

“ไม่ต้องเลย ฮอนนี่อ่ะ เลี้ยงข้าวเราไปแล้ว อันนี้ให้เราเลี้ยงบ้างนะ” เจ้าของใบหน้าหวานหันกลับไปจ่ายเงินให้พนักงานและรับเครื่องเตือนที่จะสั่นตอนที่ของที่สั่งไว้ทำเสร็จแล้วมาจากพนักงานและเดินนำไปนั่งที่โต๊ะตัวเล็กติดหน้าต่างตรงมุมร้าน

 

เมื่อเครื่องเตือนที่วางอยู่บนโต๊ะสั่น ผมจึงลุกเดินไปรับจานวาฟเฟิลขนาดใหญ่มาแล้ววางลงบนโต๊ะ วาฟเฟิลวงกลมขนาดใหญ่ที่ถูกตัดแบ่งออกเป็นสี่ชิ้นและจัดเรียงอย่างสวยงาม ฝั่งหนึ่งของจานถูกตกแต่งด้วยสตรอเบอร์รี่ ครีมสดแล้วราดด้วยซอสบลูเบอร์รี่ ส่วนอีกฝั่งนึงเป็นไอติมรสช็อคโกแลตลูกโต ครีมสดและราดด้วยซอสช็อคโกแลต ผมเห็นร่างบางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปก่อนจะนั่งจิ้มหน้าจออยู่พักหนึ่งแล้วโทรศัพท์ผมก็มีการแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาที่หน้าจอ

 

วาฟเฟิลเดทกับบยองฮอนนี่ฮอนนี่

 

รูปวาฟเฟิลถูกอัพลงแอพสำหรับแชร์รูปถ่ายยอดนิยมโดยมีชื่อผมถูกแท็คอยู่ในรูปนั้นด้วย สิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอทำให้ผมคลี่ยิ้มออกมา แต่ระหว่างที่ผมกำลังก้มหน้าก้มตาจิ้มโทรศัพท์มือถืออยู่นั้น เสียงชัตเตอร์และแสงแฟลชก็สว่างวาบขึ้น เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าตัวเองถูกแอบถ่ายด้วยกล้องโพลราลอยไปเสียแล้ว กล้องสีหวานตัวเดิมกับเดทครั้งแรกของเรา เดทในวันที่ผมขอชานฮีเป็นแฟน

 

“ย๊า! จะถ่ายทำไม่ไม่บอกกันก่อน ไหนเอามาดูเลย หล่อรึเปล่า”

“รอเดี๋ยวสิ รูปมันยังไม่ขึ้นเลย นี่แหนะ กินไปเลย” ร่างบางว่าก่อนจะยัดสตรอเบอร์รี่ลูกโตเข้าปากผม พลางหัวเราะเยาะอย่างชอบใจ พวกเรานั่งกินวาฟเฟิลไปคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ไป บางจังหวะที่เราทั้งคู่ไม่มีใครพูดอะไร ผมก็แค่นั่งมองใบหน้าหวานตรงหน้าแล้วก็ยิ้มออกมา ส่วนคนถูกมองก็คงจะเขินถึงได้พยายามหลบสายตาผมแล้วทำเป็นมองออกไปนอกหน้าต่าง มันก็น่าแปลกดีนะครับ การที่เราได้อยู่กับใครสักคนถึงแม้จะไม่มีใครพูดอะไรเลย แต่กลับไม่มีความรู้สึกว่าอึดอัดเลยสักนิด ผมกลับรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ

 

“ไปกันเถอะ เดี๋ยวจะมืดซะก่อน เราอยากให้ชานนี่ได้เห็นโซลทั้งในตอนที่ยังสว่างอยู่แล้วก็ตอนกลางคืน”

“อื้ม ไปสิ” ผมคว้ามือนิ่มแล้วจูงอีกคนให้เดินตามไปเพื่อไปยังนัมซานทาวเวอร์ หรือหอคอยซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของกรุงโซล ที่ไม่ว่าใครๆ ก็คงจะต้องมาเมื่อมาเที่ยวที่โซล ถ้าไม่มาก็เหมือนกับมาไม่ถึงโซล

.

.

.

บยองฮอนพาผมเดินมาเรื่อยจนมาถึงที่ขึ้นรถราง อีกคนบอกว่าความจริงแล้วจะเดินขึ้นไปจนถึงบนหอคอยเลยก็ได้แต่ว่าอาจจะใช้เวลานานเขากลัวว่าจะไม่ทันพระอาทิตย์ตกดินเลยพาผมมาขึ้นทางนี้ทั้งสบายและก็เร็วกว่าด้วย ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร คอยหาจังหวะแอบถ่ายรูปบยองฮอนไปเรื่อยๆ ก็เวลาถ่ายตอนรู้ตัวทีไรก็เก๊กตลอด ผมอยากได้รูปอีกคนที่ดูสบายๆ เป็นธรรมชาติมากกว่านี่ครับ ระยะเวลาที่อยู่บนรถรางนั้นไม่นานมากผมเลยยังไม่มีจังหวะดีๆ ในการถ่ายรูป

 

หลังจากที่ออกมาจากรถรางแล้วพวกเราก็ต้องไปต่อแถวเพื่อซื้อบัตรสำหรับนั่งเคเบิลคาร์ขึ้นไปบนหอคอยครับ อาจจะเป็นเพราะวันนี้เป็นธรรมดาคนเลยไม่เยอะเท่าไหร่ พอได้เข้ามาในเคเบิลคาร์บยองฮอนก็ชวนผมไปยืนด้านที่หันหน้าออกจากนัมซานทาวเวอร์ครับ ก่อนที่เราจะถ่ายรูปคู่กันด้วยมือถือของเขา และระหว่างที่บยองฮอนกำลังหันหลังเดินไปอีกฝั่งนึงของเคเบิลคาร์ผมก็ได้จังหวะกดถ่ายรูปแผ่นหลังกว้างในเสื้อฮุ้ดสีน้ำเงินที่มีหมวกบีนนี่สีขาวอยู่บนหัวด้วย ภาพวิวเบื้องหลังก็เห็นหอคอยพอดีเลยครับ หลังจากที่ผมกดชัตเตอร์ไปได้ไม่นานดูเหมือนอีกคนจะรู้ตัวเลยรีบเดินมาหาผมแล้วโวยวายเสียยกใหญ่จนคนอื่นเริ่มหันมามอง

 

เมื่อมาถึงด้านบนซึ่งเป็นที่ตั้งของนัมซานทาวเวอร์บยองฮอนก็ให้ผมยืนรออยู่ใกล้ๆ โดยเขาจะเป็นคนเดินไปซื้อตั๋วเพื่อขึ้นไปด้านบนของหอคอยให้ หลังจากได้ตั๋วมาพวกเราก็ยืนถ่ายรูปหน้าทางเข้าซึ่งมีตัว N ตัวใหญ่ตั้งอยู่เป็นสัญลักษณ์ของหอคอยแห่งนี้จากนั้นบยองฮอนก็จูงมือผมให้เดินตามเข้าไปด้านในเพื่อที่จะได้ขึ้นไปชมวิว

 

“เดี๋ยวเดินดูวิวเสร็จแล้วอย่าลืมเข้าห้องน้ำด้วยนะ”

“ทำไมต้องเข้าด้วยอ่ะ”

“อ้าว สกายเรสรูมไง ห้องน้ำที่เนี่ยอ่ะสวยมาก คนเข้าไปถ่ายรูปกันเต็มเลย”

“จริงหรอ แปลกดีแฮะ” ผมฟังคำอธิบายของอีกคนอย่างงงๆ บยองฮอนพาผมเดินไปรอบๆ หยุดถ่ายรูปกับจุดบอกความสูงของประเทศเกาหลีใต้ แล้ววนต่อจนครบรอบก่อนที่พวกเราจะตัดสินใจนั่งกันที่มุมหนึ่งเพื่อรอดูพระอาทิตย์ตกดิน ภาพทิวทัศน์ของกรุงโซลที่มองจากมุมนี้สวยมากจริงๆ ครับ แสงอาทิตย์ทำให้เมืองหลวงที่อยู่ท่ามกลางป่าและเขาดูมีชีวิตชีวาและกลมกลืนกับธรรมชาติ

 

เมื่อพระอาทิตย์คล้อยตัวลงต่ำท้องฟ้าสีสวยมากๆ เลยครับ เราสองคนนั่งหลังพิงกันโดยไม่มีใครพูดอะไรแต่ผมกลับรู้สึกว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมอิ่มเอมใจและมีความสุขสุดๆ เลยล่ะครับ จนในที่สุดดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไป กรุงโซลตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องที่สว่างไสวด้วยแสงไฟระยิบระยับตัดกับท้องฟ้าสีเข้มดูน่าหลงใหลไปอีกแบบครับ พวกเรานั่งกันอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานพอสมควร ผมเห็นว่าอีกคนเงียบไปนานจึงชะโงกหน้าไปดู ก็พบกับบยองฮอนที่นั่งเหม่อลอยไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่

 

“ฮอนนี่...ฮอนนี่ยา...” ผมสะกิดที่ไหล่แกร่งเบาๆ เจ้าตัวถึงได้หลุดออกจาภวังค์

“หืม ว่าไง”

“ไปเข้าห้องน้ำกันไหม” ผมฉีกยิ้มกว้างส่งไปให้อีกคน

“ฮ่าๆ ได้สิ” บยองฮอนลุกขึ้นยืนก่อนจะยื่นมือข้างนึงมาให้ ผมเลยจับมือของอีกคนไว้เพื่อพยุงตัวลุกขึ้นยืน

 

ห้องน้ำตรงโซนที่เป็นอ่างล้างมือทำผนังด้านนอกไว้เป็นกระจกครับ เราเลยสามารถชมวิวยามคำคืนไปได้ด้วย ถือว่าสวยสมคำบอกเล่าครับ หลังจากที่ออกมาจากห้องน้ำ บยองฮอนพาผมเดินหาแผ่นกระเบื้องที่ยังว่างอยู่ คือบนหอคอยจะมีโซนนึงที่นำแผ่นกระเบื้องสีเหลี่ยมจตุรัสเล็กๆ มาต่อๆ กันทำเป็นผนัง โดยจะมีคู่รักมากมายมาเขียนชื่อไว้ บ้างก็มีการติดรูปถ่ายสติ๊กเกอร์ไว้ด้วยอีกต่างหาก

 

“อ๊ะ! เจอแล้วๆ ชานนี่มานี่เร็ว” บยองฮอนหยิบปากกาเมจิกซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าอีกคนพกมาด้วยหรือว่าไปเอามาตอนไหนเขียนข้อความบางอย่างลงไป

 

ฮอนนี่ ชานนี่

 

เมื่อผมเห็นชัดๆ ว่าข้อความที่อีกคนเขียนลงไปนั้นคืออะไรก็ทำให้ใบหน้าผมเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง ผมจึงหันไปขอปากกาจากบยองฮอนเพื่อเติมอีกคำหนึ่งลงไป

 

ตลอดไป

.

.

.

ผมยิ้มออกมาทันทีที่เห็นว่าชานฮีเติมคำว่าอะไรลงไป แต่เรื่องที่ผมกังวลอยู่ในใจลึกๆ ก็กลับมาในหัวผมอีกครั้ง เพราะผมเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน ตอนนี้ผมรู้แค่ว่าบยองฮอนคนนี้จะรักชานฮีให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะรักได้

 

“ฮอนนี่ยา...เหม่ออีกแล้ว ใจลอยไปไหนเนี่ย”

“โทษที กำลังคิดอยู่ไง ว่าเดทต่อไปจะพาชานนี่ไปไหนดี” ผมหันไปยิ้มจนตาหยีให้ร่างบาง

“เรากลับลงไปกันไหม เดี๋ยวชางฮยอนกับจงฮยอนจะรอนาน”

“โธ่ ชานนี่ยา...ไม่อยากอยู่กับเราแล้วหรอ”

“ไม่ใช่สักหน่อย...”

“ไปๆ เราล้อเล่น รีบกลับจะได้ไม่ดึกมากเนอะ” ผมกุมมือชานฮีไว้เพื่อลงลิฟท์กลับลงไปด้านล่าง แต่ว่าสำหรับวันพิเศษวันนี้ผมยังมีอีกอย่างหนึ่งที่เตรียมไว้และจะต้องทำก่อนกลับ ผมปล่อยให้อีกคนเดินดูของที่ระลึกแต่เมื่อร่างบางไม่ได้อยากได้อะไรผมจึงพาอีกคนเดินออกมาด้านนอกและเดินไปบริเวณที่เป็นชั้นลอย

 

“ถ่ายรูปกัน” ผมเรียกชานฮีมานั่งข้างๆ ที่เก้าอี้แสนจะมีเอกลักษณ์ของสถานที่แห่งนี้เนื่องจากเก้าอี้ที่นี่จะเป็นเหมือนเก้าอี้หัก เมื่อคู่รักมานั่งแล้วจะต้องเอนเข้าหากันโดยฉากหลังและรอบๆ บริเวณนี้เป็นรั้วเหล็กที่เต็มไปด้วยแม่กุญแจซึ่งคู่รักมากมายจากหลายประเทศมาแขวนรวมไว้ด้วยกันก่อนจะโยนลูกกุญแจทิ้งไป เป็นความเชื่อที่ว่าความรักของทั้งสองคนจะคล้องเกี่ยวอยู่ด้วยกันตราบนานเท่านาน

 

“ถ่ายกล้องนี้กัน แล้วอย่าลืมส่งรูปให้เราด้วยนะ” ร่างบางยกกล้องโพลารอยด์สีหวานขึ้นมาเพื่อเตรียมถ่ายรูปคู่ของเราสองคน ขณะที่เจ้าของใบหน้าหวานแอคท่าเตรียมถ่ายอยู่นั้น ผมจึงหันไปจุ๊บแก้มนุ่มแล้วมันก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่นิ้วเรียวกดชัตเตอร์ ซึ่งก็หมายความว่ารูปที่ออกมาจะเป็นรูปที่ผมหอมแก้มชานฮีอยู่

 

“ย๊า!!! เล่นอะไรแบบนี้เนี่ย รูปจะออกมาเป็นยังไงก็ไม่รู้ หน้าเราต้องเหวอแน่ๆ เลยอ่ะ”

“น่ารักดีออก ถึงจะเหวอก็รักอยู่ดีนั่นแหละ”

“บ้า” ชานฮีหันหน้าหนีผม ไม่รู้ว่าเพราะงอนหรือเพราะเขินกันแน่

“ชานนี่ยา...เขียนชื่อเร็วจะได้ไปคล้องกุญแจกัน” ผมยื่นแม่กุญแจสีแดงพร้อมปากกาเมจิกให้อีกคน เราทั้งคู่ต่างเขียนชื่อของตัวเองลงบนแม่กุญแจของตนเองโดยไม่ลืมที่จะลงวันที่ในวันนี้เอาไว้ด้วย นอกจากนั้นชานฮียังเขียนคำว่าวาฟเฟิลเดทลงไปด้วยผมก็เลยเขียนคัลบีจิมเดทลงไปบ้าง เพราะถึงยังไงแม่กุญแจทั้งสองอันนี้ก็ต้องคล้องอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว เวลาเรากลับมาดูจะได้นึกออกว่าวันนี้เราไปไหนแล้วกินอะไรกันมาบ้าง

 

“นับหนึ่ง สอง สามแล้วโยนพร้อมกันนะ”

“หนึ่ง”

“สอง”

“สาม/สาม” ผมกับชานฮีโยนลูกกุญแจออกไปกลางอากาศหลังจากที่ได้ทำการคล้องแม่กุญแจไว้ด้วยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นเราก็เลยพากันเดินลงเขาไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน บรรยากาศตอนนี้กับอากาศเย็นสบายทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายและช่วยให้ผมลืมเรื่องที่กังวลใจไปได้พักใหญ่เลยล่ะครับ วันนี้ผมมีความสุขมากๆ จริง ผมอยากมาเดทกับชานฮีแบบนี้อีกหลายๆ ครั้งเลยล่ะครับ เราจะได้มีความทรงจำดีๆ เก็บไว้ให้นึกถึง

.

.

.

ผมเก็บตัวอยู่แต่ในห้องมาตลอดทั้งบ่าย ถึงแม้จะได้ยินเสียงไอ้จงกำลังดูหนังอยู่ข้างนอกก็ตาม แต่ในเมื่อมันพาตัวเล็กของมันมาด้วยผมก็ไม่อยากออกไปกวน หลังจากที่ผมเฝ้าหาคำตอบกับสิ่งที่ผมไม่เข้าใจจนเผลอหลับไปพอตื่นขึ้นมาก็ได้ยินเสียงไอ้บยองกับชานฮีเพิ่มมาอีก พวกนั้นตกลงกันอยู่ไม่นานก็พากันออกไป สงสัยจะไปส่งสองพี่น้องกัน ผมเลยเดินออกมาต้มรามยอนกินเพราะตั้งแต่เลิกเรียนผมยังไม่ได้กินอะไรเลย ระหว่างที่รอต้มรามยอนอยู่นั้นผมก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูอีกครั้ง ชื่อของแดเนียลยังปรากฏอยู่ในรายชื่อประวัติการโทรออกล่าสุดของผม ถึงผมอยากกดโทรออกไปแค่ไหนแต่ใจมันก็ไม่กล้าพอเสียทีเพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคำตอบที่จะได้รับนั้น ผมพร้อมที่จะฟังมันจริงๆ หรือยัง

.

.

.
To be Continue


TALK:;
สวีทมากกกกกก พูดเลย สวีทกว่านี้ก็ไม่มีละค่ะ
พูดคุยติชม สกรีมฟิค #SinceNov เม้นเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ
สองตอนที่ผ่านมามันกริบมากเลย ใจไม่ดี TT^TT
ตอนต่อไป แม่ยกแนปพร้อมรับความหน่วงกันมั้ยคะ
ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะคะ
 @boseoklee ทักทายเมาท์มอยกันได้นะ^^

 

 

CRY .q

164 ความคิดเห็น

  1. #131 aaofaaff (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2558 / 11:05
    หูยยยยยยยยยยย หวานไม่เกรงใจคู่อื่น



    พี่มินซูดราม่าใหญ่แล้ว สนใจมินซูหน่อยเพื่อนรัก



    ชอบฟิคนี้ที่บรรยายเหมือนได้ไปเที่ยวกับตัวละครด้วย

    ข้าวปั้น กับซี่โครงหมูเผ็ดๆ นึกภาพแล้วน้ำลายไหล
    #131
    0
  2. #130 Teerawalee (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 พฤษภาคม 2558 / 10:39
    อ่านไปยิ้มไปตลอดเลยค่า บยองชานสวีทกันน่ารักมากมาย

    แต่ไม่รู้ทำไมเค้าแอบน้ำตาซึมตอนที่ชานฮีเขียนต่อด้วยคำว่า ตลอดไป

    มันเหมือนกำลังจะมีดราม่าตามมายังไงไม่รู้ แอบใจคอไม่ดี 😢😢😢

    ไรท์เขียนบรรยายภาพสถานที่ชัดเจนมากเลยค่ะ เห็นเป็นฉากๆเลย

    ตอนหน้าต้องเตรียมผ้าห่มไว้ซับน้ำตาแล้วใช่ไหมคะ ขอหน่วงแบบพอดิบพอดีนะคะ

    อย่าทำร้ายพี่มินซูมากเลย สงสาร😭😭😭



    #130
    0
  3. #129 angeljoe (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2558 / 02:46
    ออนนี่ชานนี่สวีทเกิ๊น...พี่มินซูอ่าอย่าเศร้าไปหาดาเนียลเถอะนะ
    #129
    0
  4. #128 Fpc Man U (@fpcmanu) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2558 / 00:55
    บยองชานสวีทกันมากเลยอ่ะ เขิลจัง~
    #128
    0