Since; The last November [TEENTOP]

ตอนที่ 14 : Since; {Precious"Period XIII}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 102
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 เม.ย. 58

{Precious”Period XIII}


     BGM : Let it Rain by Urban Zakapa


 

ช่วงนี้ชีวิตของผมก็ราบรื่นดีครับ ทั้งด้านการเรียนและชีวิตรัก แต่ชานฮีสิครับเห็นบอกว่าอาจารย์วิชาร้องประสานเสียงจะสอบเก็บคะแนน โดยการสอบครั้งนี้ต้องสอบเป็นกลุ่มซึ่งต้องมีการแสดงประกอบด้วย พูดง่ายๆก็คือให้เลือกเพลงมาเพียงหนึ่งเพลงเท่านั้นและให้ทำออกมาเหมือนเป็นละครเวทีฉบับสั้นที่ต้องแสดงพร้อมร้องเพลงประสานเสียงไปด้วย แน่นอนครับ ว่าลำพังตัวชานฮีเอง ผมไม่กังวลหรอกครับแต่ในเมื่อเป็นงานกลุ่ม ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่รักของผมจะได้สมาชิกร่วมการแสดงครั้งนี้ดีแค่ไหน และด้วยสาเหตุนี้ทำให้หลังเลิกเรียนผมกับชานฮีไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนด้วยกันเลยครับ เพราะอีกคนต้องไปซ้อมการแสดงเตรียมสอบ

 

วันนี้ก็เช่นกัน ผมถึงได้กลับมานั่งหงอยอยู่ที่คอนโดคนเดียวแบบนี้ไงครับ มินซูมันก็ยังคงเทียวรับเทียวส่งน้องแดเนียลของมันเหมือนเดิม สงสัยจะเร่งทำคะแนน เพราะตอนนี้ก็เหลือแค่มันแล้วล่ะครับที่ยังไม่ได้เลื่อนสถานะเสียที วันก่อนไอ้บังก็เพิ่งบ่นให้ผมฟังว่ามันตีสนิทกับแม่น้องเขาจนคุณแม่แทบจะยอมรับมันเป็นลูกเขยแล้ว ติดก็แต่เจ้าตัวที่ไม่ว่ามันจะทำยังไงน้องแดเนียลก็ยังไม่ยอมใจอ่อนตกลงเป็นแฟนกับมันเสียที

 

ส่วนไอ้จงก็กลายเป็นสารถีเฉพาะกิจของสองพี่น้องชานฮี(แฟนผม)กับชางฮยอนไปเรียบร้อยแล้วแหละครับ สุดที่รักของผมน่ะ นอกจากจะใจดียอมให้จงฮยอนไปไหนมาไหนกับน้องชายที่แสนจะหวงแล้ว บางครั้งชานฮีก็ยังแอบจัดฉากเพื่อให้สองคนนั้นได้อยู่ด้วยกันอีกต่างหาก แต่ทั้งหมดทั้งปวงนั้นพี่ชายหน้าหวานของชางฮยอนก็ยังคงวางฟอร์มหน่อยๆ โดยอ้างว่าเป็นเพราะช่วงนี้ไม่ว่างดูแลชางฮยอนถึงได้ยอมให้ไอ้จงมันดูแลแทน และที่ผมอดขำไม่ได้ คงไม่พ้นเคอร์ฟิวที่เพื่อนผมได้รับคำสั่งเด็ดขาดจากชานฮีว่าให้มันใช้เวลากับชางฮยอนได้เต็มที่ระหว่างที่ชานฮีซ้อมแล้วต้องพาน้องกลับมาเมื่อชานฮีซ้อมเสร็จ แต่เพื่อนผมมันก็ฉลาดที่สามารถเจรจาต่อรองกับพี่ชายขี้หวงของแฟนมันมาได้ ว่าขอให้มันได้ไปส่งทั้งสองคนที่บ้านเนื่องจากบางครั้งกว่าชานฮีจะเลิกซ้อมก็ดึกแล้ว

 

เมื่อยังไม่มีใครกลับมา ส่วนชานฮีก็คงยังซ้อมอยู่ผมเลยตัดสินใจคว้าผ้าขนหนูแล้วเดินเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำให้ร่างกายได้สดชื่นสักหน่อย หลังจากที่อาบน้ำและเปลี่ยนเป็นเสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกงขาสั้นสบายๆแล้ว ผมก็ตรงไปที่คีย์บอร์ดบริเวณมุมห้อง จริงๆ แล้วมุมนี้ของห้องผมจะเรียกว่าเป็นสตูดิโอย่อยๆ ก็ว่าได้ครับ เพราะผมมีทั้งคีย์บอร์ด รวมถึงไมค์และอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับอัดเพลงด้วย ผมนั่งคิดอะไรเพลินๆ พลางเคาะโน๊ตบางตัวบนคีย์บอร์ดไปด้วยแล้วใบหน้าหวานก็พลันปรากฏขึ้นมาในหัวผมพร้อมกับรอยยิ้มและคำพูดออดอ้อนที่บอกว่าอยากให้ผมแต่งเพลงให้ น้ำเสียงของชานฮีในวันนั้นผมยังคงจดจำมันได้เสมอ

อย่างที่เขาพูดกันนั้นแหละครับว่างานเพลงมันเป็นศิลปะที่ต้องใช้อารมณ์ความรู้สึกในการแต่ง และแน่นอนว่าตอนนี้อารมณ์ศิลปินของผมกำลังมา ผมไล้นิ้วกดคอร์ดเพลงสามสี่คอร์ดก่อนจะนำคอร์ดเล่านั้นมาเรียบเรียง ร้อยเข้าด้วยกันจนเป็นทำนองเพลงที่หวานหูและผมก็ได้ทำนองท่อนแรกของเพลงมาในเวลาไม่นาน ถึงแม้มันจะไม่ใช่เพลงที่มีลูกเล่นการไล่สเกล หรือคอร์ดที่ซับซ้อนเหมือนเพลงอื่นๆ ที่ผมเคยแต่ง สำหรับเพลงนี้มันคือเพลงที่เรียบง่ายธรรมดาๆแต่สามารถส่งความรู้สึก ความจริงใจทั้งหมดที่ผมมีไปให้คนฟังได้รับรู้ ผมเดินฮัมทำนองเพลงออกมายังห้องครัวอย่างสบายใจ โดยตั้งใจว่าจะมาหยิบน้ำวิตตามินไปดื่มสักขวด แต่ยังไม่ทันจะได้เปิดตู้เย็นผมก็เจอกับจงฮยอนที่เพิ่งกลับเข้ามาพร้อมสีหน้าเหนื่อยหน่าย

 

“ไงเมิง ทำไมทำหน้าเซ็งงั้นวะ”

“ใครจะไปมีอารมณ์สุนทรีย์เหมือนเมิงล่ะครับ คุณศิลปินอินเลิฟ”

“เอ้า กูถามดีๆ ยังจะมาเหน็บกูอีก ตกลงเป็นไรเนี่ย”

“ก็ชานฮีอ่ะดิ ไม่รู้ซุกใครไว้รึเปล่า มึงระวังให้ดีเหอะ”

“เฮ้ยๆๆ อยู่ดีๆ มากล่าวหาแฟนกูได้ไง อะไรของมึง”

“ก็ดูดิ กูไปส่งชางฮยอนกับแฟนมึงถึงบ้านมากี่ครั้งละ ไม่เคยชวนกูเข้าบ้านสักที” ผมหลุดขำออกมาทันทีที่รู้สาเหตุอาการเซ็งของคุณเพื่อนรัก เรื่องแค่นี้ทำเป็นเครียด บางครั้งก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกครับที่พร้อมจะให้ทุกๆ คนเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัว ซึ่งผมคิดว่าชานฮีอาจจะยังไม่พร้อมให้คนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวเข้าไปในพื้นที่นั้นเพราะผมมั่นใจว่าชานฮีของผมไม่ได้ซุกใครไว้แน่นอน

 

“พื้นที่ส่วนตัวอ่ะมึง เข้าใจป่ะ”

“โห่ ไรวะ ดูมึงกับไอ้บังดิ๊ กูจะเข้าไปจิ๊กกางเกงในมาใส่ยังได้เลย ไม่เห็นว่าไรสักคำ” ดูมันเปรียบเทียบสิครับ แต่เดี๋ยวนะ ไอ้จงพูดแบบนี้ผมชักระแวง มันเคยเอากางเกงในผมไปใส่จริงๆ รึเปล่าเนี่ย

 

“มันไม่เหมือนกัน พวกกูกับมึงรู้จักกันมาขนาดไหนละ รู้ไส้รู้พุงหมดไปเทียบกับสองคนนั้นไม่ได้หรอก แค่ชานฮียอมใจอ่อนกับมึง ไว้ใจให้มึงดูแลน้องเขาก็ดีแค่ไหนแล้ว ได้คืบจะเอาศอกนะมึง เรื่องแบบนี้มันต้องใช้เวลาเว่ย”

 

“หรอวะ...เออๆ กูไปอาบน้ำก่อนละ เชิญมึงไปแต่งเพลงต่อตามสบายเถอะครับ” ผมตบบ่าจงฮยอนเบาๆ เป็นการให้กำลังใจส่วนมันก็โบกมือไล่ผมส่งๆ เหมือนหมั่นไส้และรำคาญผมเต็มทน แต่จะทำยังไงได้ล่ะครับ ความรักมันก็ต้องมีทั้งช่วงเวลาที่สุขใจ ทุกข์ใจ ไม่เข้าใจหรือไม่พอใจกันทั้งนั้นแหละครับ เป็นรสชาติของชีวิต

 

พอเดินกลับเข้าห้องมาผมก็พบว่าบนหน้าจอโทรศัพท์มีการแจ้งเตือนข้อความใหม่ที่ถูกส่งผ่านมาทางโปรแกรมแชทซึ่งนั่นก็ทำให้ผมคลี่ยิ้มออกมา

 

ถึงห้องเรียบร้อย อาบน้ำแล้วด้วย อีชานฮีสแตนบาย^^’

 

ตั้งแต่ช่วงที่ชานฮีต้องซ้อมร้องเพลงพวกเราจึงเปลี่ยนมาโทรหากัน นอนคุยกัน ผลัดกันกล่อมจนอีกฝ่ายหลับไปชดเชยกับการที่เราไม่สามารถออกไปเดทหรือไปใช้เวลาร่วมกันได้ แต่จะว่าไป ทุกครั้งที่ชานฮีส่งข้อความมาผมมักจะตอบกลับไปอย่างรวดเร็วเสมอหรือบางครั้งก็โทรกลับไปทันที จะเป็นยังไงนะถ้าเกิดว่าผมแกล้งเปิดอ่านแต่ไม่ตอบกลับไปเหมือนทุกครั้ง ผมไม่ได้ใจร้ายนะครับ ก็แค่อยากจะทดสอบนิดหน่อยว่าทฤษฎี push and pull ที่พวกผมสามคนชอบใช้เวลาจีบสาวมันจะใช้ได้ผลกับแฟนรึเปล่า

 

ฮอนนี่...ทำไมอ่านแล้วไม่ตอบ...

 

ท่าทางจะเริ่มโมโหแล้ว จะว่าผมไม่ได้นะครับ เพราะบางที่เวลาผมทักไปชานฮีก็อ่านแล้วไม่ตอบผมเหมือนกันแต่ด้วยความที่ผมเป็นคนสบายๆ บวกกับความเข้าใจที่ผมมีให้อีกฝ่ายผมก็เลยไม่ได้โมโหอะไร เพราะเดี๋ยวถ้าว่างก็คงจะตอบกลับมาเองหรือถ้ามีอะไรด่วนจริงๆ ก็โทรเอาเลยครับ

 

ถ้าไม่คุยจะไปนอนแล้วนะ

ฮอนนี่!!!’

ไม่ขำนะ เป็นอะไรรึเปล่า

อย่าเล่นแบบนี้สิ

 

หลังจากที่ข้อความถูกรัวส่งมาผมจึงรีบต่อสายหาอีกฝ่ายทันที เท่าที่ผมอ่านดูแล้วชานฮีดูจะเป็นห่วงเสียมากกว่าโมโหเพราะฉะนั้นผมก็ควรจะเลิกแกล้งอีกคนได้แล้ว ก่อนที่จะทำให้ชานฮีต้องเป็นกังวลไปมากกว่านี้

 

ย๊า! ตกใจหมดเลยนึกว่าเป็นอะไรไปซะอีก

ขอโทษคร้าบ โหย ไม่เห็นต้องดุเลย เราแข็งแรงจะตายจะเป็นอะไรได้ไง

ก็คนเขาเป็นห่วงนี่นา... ถึงแม้ปลายสายจะบ่นงุ้งงิ้งด้วยเสียงเล็กเสียงน้อยที่เหมือนไม่ได้ตั้งใจจะให้ผมได้ยิน แต่เมื่อเป็นเสียงของชานฮีผมกลับฟังออกอย่างชัดเจนเลยล่ะครับ นั่นจึงทำให้ผมหลุดหัวเราะออกมาก


ขำอะไร ไม่ต้องมาหัวเราะเลยนะ แล้วตกลงทำอะไรอยู่ ทำไมอ่านแล้วไม่ตอบ

แต่งเพลงอยู่อ่า พอดีเปิดห้องแชทค้างไว้ไง

อ๋อหรอ เพลงไรอ่ะ เล่นให้ฟังหน่อยสิ

เพิ่งได้ท่อนเดียวเอง ยังไม่มีชื่อเพลงหรอกนะชานนี่ยา


ก็อยากฟังอ่ะ เล่นให้ฟังหน่อยนะ นะ นะ ฮอนนี่นะ แน่นอนว่าผมพ่ายแพ้ต่อน้ำเสียงอ้อนๆ ที่รบเร้าให้ผมเล่นเพลงใหม่ให้ฟัง ผมตั้งใจบรรเลงทำนองท่อนแรกของเพลงให้ปลายสายฟัง หลังจากฟังเพียงครั้งเดียวเสียงหวานๆ ของอีกคนก็ฮัมทำนองเพลงท่อนแรกตามได้เสียแล้ว

 

เพราะดีเนอะ ติดหูด้วย

ชอบก็ดีแล้ว...เพราะว่า...เพลงนี้...เราตั้งใจแต่งให้ชานนี่นะ

จริงหรอ ชอบสิ ชอบมากๆ เลยด้วย ชานฮีตอบกลับมาเสียงใส ถึงแม้ผมจะไม่รู้ว่าตอนนี้ปลายสายกำลังยิ้มกว้างหรือมีความสุขแค่ไหนก็ตาม แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ผมหุบยิ้มไม่ลงเลยล่ะครับ เราคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ชานฮีเองก็เล่าเรื่องตอนซ้อมร้องเพลงให้ผมฟังแถมด้วยการบ่นเล็กๆ น้อยๆ ถึงเพื่อนบางคนที่ไม่ตั้งใจซ้อม เสียงใสยังคงเล่าต่อไปอย่างเจื้อยแจ้ว ผมชอบเวลาที่เจ้าของเสียงหวานช่างพูดชวนผมคุย และคอยเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ผมฟังเสมอ แค่ได้ฟังเสียงชานฮีผมก็รู้สึกเพลิดเพลินอย่างประหลาด หากวันไหนขาดเสียงนี้ไปผมคงจะเหงาน่าดู

 

“ไปนอนได้แล้ว วันนี้บ่นซะเยอะเชียว เดี๋ยวพรุ่งนี้เสียงหายไม่รู้ด้วยนะ”

ก็ฮอนนี่แหละ เอาแต่เงียบ เราเลยพูดอยู่คนเดียวเลย

ก็เห็นชานนี่กำลังเพลิน เราเลยไม่อยากขัด ฝันดีนะครับ แล้วเจอกันพรุ่งนี้

ฮอนนี่ก็รีบนอนล่ะ พักผ่อนเยอะๆ ฝันหวานๆ นะ คิกๆๆ

รู้แล้วคร้าบ บายนะ

อื้ม เจอกันพรุ่งนี้ ผมรอคนอีกคนวางสายไปก่อนแล้วถึงจะกดวาง ผมทิ้งตัวลงบนเตียงนอนพร้อมความสุขอันเปี่ยมล้มและหัวใจที่พองโต ถ้าคืนนี้ฝันหวานเห็นชานฮีก็คงจะดี

.

.

.

ในที่สุดวันสอบร้องเพลงประสานเสียงของชานฮีก็มาถึง ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าอีกคนพร้อมรึเปล่า แต่ยังไงผมก็เชื่อนะว่าชานฮีจะต้องทำออกมาได้ดีแน่นอน เช้านี้ผมอารมณ์ดีสุดๆ ไปเลยล่ะครับ เพราะหลังจากนี้ผมก็จะได้ใช้เวลาว่างตอนพักหรือหลังเลิกเรียนไปเดินเล่น ดูหนัง กินข้าว กับแฟนเหมือนเดิม เนื่องจากคาบเรียนวิชาร้องเพลงประสานเสียงของชานฮีเป็นช่วงบ่ายและการสอบจะจัดขึ้นที่โรงละครของคณะแต่ไม่เปิดให้คนนอกเข้าไปชม ผมที่ไม่มีเรียนตอนบ่ายก็เลยยังไม่รู้จะทำอะไรดี ถ้าเป็นเมื่อก่อนผม ไอ้จง ไอ้บังก็คงไปนั่งเล่นที่คาเฟ่ใต้หอสมุดละมั้งครับ แต่ตอนนี้จงฮยอนก็ตัวติดกับตัวเล็กยิ่งกว่าอะไร ส่วนมินซูนั้นถึงกับลั่นวาจาไว้ว่าจะคอยไปรับไปส่ง อยู่กินข้าวเย็นที่บ้านน้อง คอยกินมื้อเที่ยงเป็นเพื่อนน้องจนกว่าจะได้เลื่อนขั้นเป็นแฟนแดเนียล ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าความรักจะทำให้คนเราเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ แต่เมื่อเปลี่ยนไปในทางที่ดีผมก็ย่อมดีใจกับเพื่อนเป็นธรรมดา

 

ช่วงพักเที่ยงชานฮีพอจะมีเวลาว่างอยู่บ้างก่อนจะไปซ้อมใหญ่และเตรียมตัวสำหรับการสอบ เราสองคนจึงมานั่งทานมื้อเที่ยงอยู่ด้วยกันที่ห้องอาหารใต้ตึกคณะ

 

“วันนี้มีข้าวยำทูน่าเมนนูโปรดชานฮีด้วยล่ะ”

“อื้ม กำลังอยากกินพอดีเลย”

“งั้นเดี๋ยวเราไปสั่งให้นะ”

“เอากระเป๋าวางจองที่ไว้ แล้วไปสั่งพร้อมกันเนี่ยแหละ ฮอนนี่ถือคนเดียวไม่หมดหรอก” รอยยิ้มที่ร่างบางส่งมาให้เป็นรอยยิ้มที่ผมชอบเหลือเกิน เพราะเวลาชานฮียิ้มตาของเขาก็จะยิ้มตามไปด้วยและนั่นก็คือสเน่ห์ของอีชานฮีคนที่ผมรัก

 

“แล้ววันนี้ฮอนนี่จะกินอะไรอ่ะ” เสียงหวานชวนผมคุยระหว่างที่เราต่อแถวเพื่อแลกคูปองอาหารอยู่

“ลองทายดูสิ”

“ไม่เห็นจะยากเลยวันไหนมีทงสัทสึ ฮอนนี่ก็สั่งทุกทีนั่นแหละ”

“ฮ่าๆๆ แบบนี้สินะเขาถึงเรียกว่าเป็นคนรู้ใจ” ผมหลุดขำออกมาทันที่ที่ชานฮีทายเมนูที่ผมกำลังจะสั่งได้ถูกต้อง และท่าทีเซ็งๆ ของคนตรงหน้าก็ทำให้ผมอดที่จะหยอดให้อีกคนเขินเล่นไม่ได้ ก็เวลาชานฮีเขินน่ะ น่ารักน้อยเสียที่ไหนล่ะครับ

 

“เขินหรอ หน้าแดงเชียว”

“ปะ...เปล่า ในนี้มันร้อนๆ อ่ะ” ชานฮีปฏิเสธก่อนจะเฉไฉไปตักเครื่องเคียงรวมถึงหยิบอุปกรณ์การกินแล้วเลื่อนถาดเขยิบตามคนข้างหน้าไป

.

.

.

หลังจากที่ทานอาหารกลางวันกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมจึงเดินไปส่งชานฮีที่หน้าทางเข้าโรงละครและก็พบว่าที่บริเวณโต๊ะไม้แถวๆ นั้นมีเพื่อนๆ สมาชิกร่วมกลุ่มของชานฮีนั่งอยู่ก่อนแล้ว

 

“งั้น...เดี๋ยวเราเลิกแล้วเราโทรหานะ”

“อื้ม...เต็มที่นะ ชานนี่ของฮอนนี่คนนี้เก่งอยู่แล้ว” ผมยิ้มจนตาหยี ส่งรอยยิ้มกว้างพร้อมยกมือชูสองนิ้วขึ้นมาเป็นกำลังใจให้อีกฝ่าย และนั่นก็ทำให้ชานฮีหัวเราะออกมา

 

“ขอบใจนะ คิกๆ”

“ชานฮี ไฟท์ติ้ง!!!” ผมตะโกนไล่หลังชานฮีที่กำลังเดินไปสมทบกับเพื่อนในกลุ่ม สงสัยจะเชียร์ดังไปหน่อยเพราะเพื่อนๆ คนอื่นเล่นหันมามองผมเป็นตาเดียวแถมพากันขำยกใหญ่ ผมเริ่มเสียความมั่นใจในตัวเองแล้วแฮะ ผมติดอันดับหนุ่มฮ็อทของมหาลัยเลยนะ ไม่ใช่บยองฮอนแก๊กแมนสักหน่อย

 

เมื่อไม่รู้ว่าจะใช้เวลากว่าสามชั่วโมงในช่วงบ่ายทำอะไรดีเพราะเพื่อนรักทั้งสองก็ไม่อยู่ โทรหาคนนึงก็บอกว่าไม่ว่าง ส่วนอีกคนถึงจะว่างแต่มันถึงขั้นเอ่ยปากไล่ผม เพราะไม่อยากให้มีใครไปเป็นก้างขวางคอมันกับแฟน เพื่อนผมนี่ดีๆ ทั้งนั้นเลยครับ หลังจากที่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยสถานที่ที่ผมไม่ค่อยอยากจะไปเหยียบสักเท่าไหร่นั้นก็แว่บเข้ามาในหัวผม ผมเลยตัดสินใจเดินไปที่ลานจอดรถเพื่อเอารถออกไปขับเล่นสักหน่อย ถึงแม้ว่าสถานที่ที่เป็นจุดหมายปลายทางนั้นจะไม่ได้ไกลจากมหาลัยมากก็ตาม

.

.

.

แล้วผมก็มาถึงที่หมายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงดี ทั้งๆ ที่ผมอุตส่าห์ไปขับวนอยู่แถวมหาลัยหญิงล้วนที่อยู่ใกล้ๆมหาลัยผมแล้วแท้ๆ ผมลงจากรถและเดินไปกดลิฟเพื่อนขึ้นไปยังสถานที่ที่คุ้นเคย เมื่อประตูลิฟเปิดออกผมจึงเดินตรงไปที่เคาท์เตอร์ แล้วผมก็เจอกับคุณพยาบาลคนสวยกำลังยืนส่งยิ้มหวานมาให้

 

“คุณหมอปาร์คอยู่มั้ยครับ”

“อยู่ค่ะ เชิญที่ห้องได้เลยค่า น้องบยองฮอน”

“อ่า...ขอบคุณครับ” ผมเกาหัวแก้เก้อ ทั้งๆ ที่ผมเรียกชื่อพี่หมอซะเป็นทางการแต่คุณพี่พยาบาลดันเรียกชื่อผมซะสนิทสนมเลยนี่ครับ

 

ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก

 

“เชิญครับ” เมื่อเสียงทุ้มเอ่ยขานรับผมจึงค่อยๆ เลื่อนบานประตูก่อนจะเดินเข้าไปภายในห้อง แต่ดูเหมือนร่างสูงจะกำลังยุ่งอยู่กับอะไรบางอย่างเลยไม่ได้สังเกตว่าคนที่เดินเข้ามาเป็นผม

 

“ถ้าพี่หมอยุ่งอยู่ผมกลับก่อนดีกว่า ไปล่ะครับ”

“อ้าว...ลมอะไรหอบเรามาหาพี่ถึงโรงพยาบาลเนี่ย นั่งก่อนสิ”

“เบื่อๆ เซ็งๆ ไม่มีอะไรทำอ่ะ”

“เพื่อนซี้เราไปไหนซะล่ะ”

“โหย ไอ้เพื่อนเลว พวกมันทิ้งผมอ่ะ เห็นคนอื่นสำคัญกว่าเพื่อน เหอะ”

“แล้วแฟนเราไปไหนซะล่ะ” พี่หมอหันมายิ้มล้อๆ บางทีผมก็สงสัยนะครับว่าคุณปาร์คชานยอลเป็นหมอหรือว่าเป็นนักสืบกันแน่ ผมยังไม่เคยบอกพี่หมอเลยว่าผมมีแฟนแล้วแต่อีกคนรู้ได้ยังไงกันนะ แต่เมื่อพี่หมอรู้เรื่องแล้วผมก็ไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบัง

 

“ชานฮีสอบอยู่ครับ เพราะไม่มีที่ไปจริงๆ หรอกนะผมถึงมาที่นี่”

“ว่าแต่...เราไม่คิดจะบอกชานฮีจริงๆ หรอ” ผมรู้ดีว่าพี่หมอพูดถึงเรื่องอะไร ผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดเป็นความลับอะไรหรอกนะครับ เพราะจงฮยอนกับมินซูเองก็รู้เรื่องนี้ เพียงแต่ผมยังไม่พร้อมจะบอกชานฮีจริงๆ ในเมื่อตอนนี้ผมก็แข็งแรงดีแล้วเราสองคนก็กำลังมีความสุข ผมไม่อยากเอาเรื่องไม่สบายใจไปทำให้อีกคนต้องคอยกังวลไปกับผมด้วย

 

“ขอเวลาผมอีกหน่อยนะ...”

“ไปกินวัฟเฟิลกันมั้ย พี่ว่าจะไปซื้อกาแฟกินพอดี”

“พี่หมอเลี้ยงนะ”

“ได้ ไม่มีปัญหา” ผมเดินตามร่างสูงออกไป พี่หมอก็ยังคงเป็นพี่ชายที่น่ารักและใจดีสำหรับผมเสมอ

 

คาเฟ่เล็กๆ ในโรงพยาบาลที่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟรสเข้ม หอมกรุ่น รวมถึงวัฟเฟิลชุ่มเนยอบร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมไอติมวานิลารสนุ่มละมุนลิ้น ร้านนี้จัดว่าเป็นร้านประจำของผมกับพี่หมอเลยก็ว่าได้ พี่หมอวางเมนูประจำลงตรงหน้าผมพร้อมกับน้ำส้มคั้นสดอีกหนึ่งแก้ว

 

“อันนี้พี่แถมให้ กินเยอะๆ จะได้โตไวๆ ฮ่าๆๆๆ” พี่หมอขยี้หัวผมจนยุ่งเหยิง มันน่าหงุดหงิดชะมัด ร่างสูงที่นั่งอยู่ตรงข้ามผมชอบเอ่ยแซวเรื่องความสูงอยู่เรื่อยถึงแม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ ก็เถอะ ผมโตแล้วนะเพียงแค่ไม่ได้สูงชะลูดเหมือนพี่หมอก็เท่านั้นเอง

 

หลังจากที่ผมกับพี่หมอจัดการของหวานตรงหน้าจนเรียบแล้วพี่หมอก็ขอตัวกลับไปทำงานต่อ ส่วนผมก็นั่งอ่านนิตยสารไปเรื่อยเปื่อยก่อนจะตัดสินใจขับรถกลับไปมหาลัยเมื่อเห็นว่าอีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะหมดคาบเรียนคาบสุดท้ายแล้ว กลับไปนั่งรอชานฮีแถวๆ หน้าโรงละครดีกว่า

.

.

.

รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าหวานทันทีที่เห็นว่าผมมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว ร่างบางเดินมาก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งบนตักผมโดยไม่สนใจสายตาอีกหลายคู่ที่จ้องมองมา

 

“เหนื่อยจัง...” เสียงหวานเอ่ยอ้อนๆ ชานฮีซบหัวลงกับไล่ผมช้าๆ ผมล่ะอยากให้จงฮยอนมาเห็นชานฮีตอนนี้เหลือเกินไอ้คุณเพื่อนรักผมจะได้เลิกว่าชานฮีดุเหมือนสิงโตสักที แบบนี้มันลูกแมวขี้อ้อนชัดๆ

 

“ว้า...ว่าจะชวนไปหาอะไรกินสักหน่อย งั้นเปลี่ยนแผนซื้ออะไรไปทำกินที่คอนโดแทนเอามั้ย”

“มีใครอยู่คอนโดรึเปล่า”

“ไม่มีอ่ะ มีแค่เราสองคน” ผมหยอกร่างบางพร้อมสายตาเจ้าเล่ห์ ทำเอาชานฮีรีบลุกออกจากตักผมทันทีเลยครับ

 

“ไม่เอาอ่ะ หายเหนื่อยแล้วก็ได้ ไปหาอะไรกินกัน”

“กลัวเราจะทำอะไรหรอไง หึหึ ถึงมีคนอื่นอยู่ด้วยถ้าเราจะทำเราก็ไม่สนหรอกนะ ชานนี่ก็รู้นี่ หึหึ”

“พอๆๆ หยุดเลย ฮอนนี่พูดบ้าอะไรก็ไม่รู้ จะไปไม่ไป ถ้าไม่ไปเรากลับบ้านแล้วนะ”

“ไปคร้าบ” บทจะกลับมาเป็นสายโหดนี่ก็ดุเหมือนที่ไอ้จงมันว่าไว้ไม่มีผิดเลยครับ สุดท้ายผมก็ต้องเป็นฝ่ายยอมและรีบเดินตามอีกคนที่หัวเราะร่าอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า ผมค่อยๆ กุมมือนุ่มนั้นไว้และประสานนิ้วของเราเข้าด้วยกัน

.

.

.

น้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อนแลย อาจจะใช้เวลานานหน่อย แต่ผมก็เชื่อนะครับว่าสักวันกำแพงหินในใจของอันแดเนียลก็ต้องพังลงเพราะน้ำใจของผม ช่วงนี้แดนียลก็ดูจะขี้เล่นและกวนประสาทผมมากขึ้น ผมควรจะต้องดีใจใช่มั้ยครับ เพราะอาการแบบนี้แสดงว่าน้องสนิทใจกับผมมากขึ้นแล้ว แต่ดูเหมือนน้องจะคอยระวังตัวและหวงเนื้อหวงตัวมากขึ้น ผมไม่ได้ขี้ฉวยโอกาสนะครับ แต่ว่าบางทีมันก็อดใจไม่ไหวจริงๆนี่นา

 

“ฮัดชิ่ว! ฮัดชิ่ว!

“จามสองครั้ง เขาว่ากันว่ามีคนคิดถึงรู้รึเปล่า”

“เลี่ยนแต่เช้าเลย” แดนียลหันมาแลบลิ้นใส่ผมก่อนจะเดินลิ่วไปขึ้นรถผมที่จอดอยู่หน้าบ้าน ผมว่าถ้ารวมค่าน้ำมันรถที่ผมขับไปกลับระหว่างโซลกับอันยางแล้ว บางทีมันอาจจะมากพอเป็นค่าสินสอดแล้วก็ได้นะครับ ชีวิตบังมินซูนี่มันช่างน่าน้อยใจนัก

.

.

.
To be Continue


TALK:;
มาอัพแล้วค่าาาาาา เป็นยังไงกับบ้างเอ่ย
ความหวานของบยองชานยังมีมาให้ฟินกันอย่างต่อเนื่อง
หลังจากตอนที่แล้วที่บยองชานมาแย่งซีนชางริคไปอย่างหมดสิ้น -"-
พูดคุยติดชม สกรีมฟิคติด #SinceNov ให้ด้วยนะคะ
เม้นเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะเนื้อเรื่องจะเข้มข้นขึ้นแล้ว
แม่ยกแนปเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม แล้วเจอกันตอนหน้าค่ะ^^

 



CRY .q

164 ความคิดเห็น

  1. #119 phoopnegykeiOoO (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 14 เมษายน 2558 / 03:52
    ทำไมบยองชานจะหวานกันไม่แคร์ใครขนาดนี้ งือออออ >////<



    เรื่องที่บยองยังไม่บอกชานฮีเนี่ย ต้องเป็นอาการป่วยแน่เลย



    พี่แคปสู้ๆนะ พิชิตใจน้องนีให้สำเร็จให้ได้ อิอิ
    #119
    0
  2. #117 rainbow sky (@rainbowrung1407) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 เมษายน 2558 / 14:35
    ชานนีขยันอ้อนบยองจังเลย
    #117
    0
  3. #115 Teerawalee (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 เมษายน 2558 / 01:16
    คู่บยองชานนี่น่ารักมากๆๆๆอ่ะ มุ้งมิ้งพาให้ยิ้มตลอดเลย มีแกล้งลองใจชานฮีด้วย แหมๆๆๆ

    แต่เหมืิอนจะแอบมีดราม่าในตอนหน้ายังไงไม่รู้ บยองเป็นอะไร ทำไมต้องเก็บไว้เป็นความลับด้วย

    รู้สึกใจคอไม่ค่อยดี ขออย่าให้มีอะไรเลยนะ พี่แคปสู้ๆนะ ตอนหน้าเราจะเตรียมฟิน><
    #115
    0
  4. #114 Fpc Man U (@fpcmanu) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 เมษายน 2558 / 00:36
    ตอนนี้คู่บยองชานหวานมดขึ้นเลยอ่า~ ><
    #114
    0
  5. #113 angelstyle (@angelstyle001) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 เมษายน 2558 / 00:09
    โหหหหหหหหหห !!!!!~ บยองชานหวานกันซะไม่มี

    มีนั่งตงนั่งตักกันซะด้วย ชานฮีขี้อ้อนมากนะเราอ่ะ อิอิ

    จงฮยอนนี่ท่าทางอยากจะเข้าบ้านสองพี่น้องมากนะ 5555

    พี่แคปสู้ๆๆ พิชิดใจนีแอลให้สำเร็จให้ได้นะ ไฟท์ติ้ง !!!

    เรื่องราวกำลังสนุกขึ้นเรื่อยๆแล้ว



    #113
    0
  6. #112 honeyjoe20 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 เมษายน 2558 / 22:53
    บยองชานหวานเวอร์...เพลงที่แต่งนีเลิฟยูสินะ......บังมินซูสู้ๆนะ
    #112
    0
  7. #111 aaofaaff (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 เมษายน 2558 / 11:42
    นั่งตักเลยทีเดียว แง้ววววว ชานนี่ย๊าาาาาาาาาาาาาาาาาา อ้อนจังเลย
    #111
    0