Since; The last November [TEENTOP]

ตอนที่ 12 : Since; {Once"Period Xl}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 139
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ก.ค. 58

{Once”Period Xl}

 


เมื่อผมออกมาที่ห้องนั่งเล่นก็เห็นร่างสูงกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่กับเจ้าหมาน้อยบนพื้นอย่างสนุกสนาน ภาพที่ผมเห็นตรงหน้าทำให้ผมอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ ได้เห็นมินซูฮยองในมุมที่ดูอบอุ่น สบายๆ ไม่ใช่มุมของผู้ชายที่มีมาดและเงียบขรึมแบบนี้มันทำให้ผมคลี่ยิ้มออกมาได้ไม่ยาก

 

“จะมาทำไมไม่บอกกันก่อนล่ะครับ”

“พี่ก็มาหาเราเกือบทุกวันอยู่แล้วนี่ครับ ไม่เห็นจะต้องซีเรียสเลย” ผมแอบยู่หน้า ก่อนจะเดินไปหยิบสายจูงเจ้ากังกัง ก็จะไม่ให้ผมซีเรียสได้ยังไงล่ะครับ เกิดมาแล้วผมออกไปข้างนอกจะทำยังไง ไม่ใช่ว่าผมอยากเจอหรืออะไรหรอกนะครับ ผมแค่ไม่อยากรู้สึกผิดที่ทำให้ใครต้องเสียเวลารอ หรือว่ามาเสียเที่ยวเพราะผมต่างหาก

 

“จะพาเจ้ากังกังไปเดินเล่นหรอ” เสียงทุ้มเอ่ยถามระหว่างที่ผมจับเจ้าหมาน้อยใส่สายจูงเพื่อที่จะได้พามันไปเดินเล่นได้โดยที่ไม่ต้องกังวลว่ามันจะวิ่งเล่นไกลจนหนีหายไปหรือเปล่า ผมส่งยิ้มบางให้พร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อย

 

“ให้พี่ไปด้วยนะ พระอาทิตย์ใกล้จะตกแล้ว เดินกลับคนเดียวมืดๆ มันอันตราย”

“อยากไปก็ไปสิครับ” ผมตอบไปแค่นั้น ในใจก็คิดว่าไม่ได้มีใครห้ามสักหน่อยทำไมจะต้องมาขออนุญาตผมด้วย ผมควรจะดีใจที่มินซูฮยองเป็นห่วงผมสินะครับ แต่ผมก็ยังไม่ค่อยชินอยู่ดีเพราะส่วนมากผมมักจะทำอะไรคนเดียว พอมีคนมาตามหน้าตามหลังแบบนี้มันเขินแปลกๆ

 

เราเดินเคียงข้างกันไปอย่างเงียบๆ โดยมีเจ้าขนปุยสีดำวิ่งนำอยู่ข้างหน้า สวนสาธารณะไม่ได้ไกลจากบ้านผมเท่าไหร่ แต่ต้องเดินขึ้นเขาไป ได้พาเจ้าหมาน้อยมาเดินแบบนี้ผมเองก็เหมือนได้ออกกำลังกายไปในตัว ผมชอบบรรยากาศที่เงียบสงบและห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติแบบนี้แต่ไม่รู้ว่าอีกคนที่อยู่แต่ในสังคมเมืองหลวงจะชอบอะไรแบบนี้หรือเปล่า ใช้เวลาเพียงไม่นานพวกเราก็มาถึงที่สวนสาธาณะบนเดินเขาที่ผมมักจากมานั่งสูดอากาศและปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปเวลาเครียดๆ เสมอ

 

“อ่า...”

“เหนื่อยหรอครับ ผมขอโทษนะที่พาเดินขึ้นเขามาซะไกลเลย”

“ใครว่าพี่เหนื่อยครับ ไม่เหนื่อยสักนิดเลย ที่นี่สวยจัง...มันทำให้พี่...คิดถึงบ้านเลย”

“เห...” มินซูหันมายิ้มตาหยีให้ผมก่อนจะหย่อนตัวลงนั่ง ผมเลยนั่งลงข้างๆ ร่างสูงโดยมีเจ้าหมาน้อยเดินป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ห่าง มินซูฮยองเล่าเรื่องราวชีวิตในวัยเด็กให้ผมฟัง เลยทำให้ผมได้รู้ว่าจริงๆ แล้วคนข้างกายผมก็ไม่ได้พิศวาสชีวิตในเมืองหลวงเท่าไหร่นักเพียงแต่การย้ายมาอยู่ที่โซลนั้นสะดวกสบายต่อการเรียน และการไปกลับมหาวิทยาลัยก็เท่านั้น


.

.

.


“ตอนเด็กๆ นะ พี่เคยหนีเข้าไปวิ่งเล่นในป่าด้วยนะ ตอนแรกแม่พี่โมโหมากเกือบโดนฟาดด้วยไม้แขวนเสื้อแหนะ แต่พอเห็นว่าพี่ถือโสมป่ากลับมาด้วยเท่านั้นแหละ กอดพี่ซะแน่น แถมหอมแก้มซ้ายทีขวาทีจนแก้มพี่แทบช้ำแหนะ แล้วก็เที่ยวไปอวดชาวบ้านว่าลูกชายหาโสมป่าอายุหลายร้อยปีได้”

 

“ฮ่าๆ ครอบครัวฮยองดูน่ารักดีนะครับ แค่นึกภาพตามผมยังขำเลยอ่ะ” ผมรู้สึกดีมากเลยครับที่ทำให้น้องยิ้ม น้องหัวเราะได้ ตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ ที่ออกมาหาน้องวันนี้ ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันแบบนี้ทำให้เราสองคนสนิทกันมากขึ้นเลยล่ะครับ ผมขอคิดเข้าข้างตัวเองหน่อยเถอะครับว่าน้องเปิดใจให้ผมมากขึ้นแล้ว บรรยากาศที่หน้าอึดอัดระหว่างเราสองคนก็หายไปแล้ว ผมเล่าเรื่องสารพัดวีรกรรมตอนเด็กๆ ของผมให้น้องฟังไปเรื่อยเปื่อยจนพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ

 

“วิวที่นี่สวยมากเลย พี่ไม่ได้มานั่งดูพระอาทิตย์ตกดินแบบนี้มานานมากแล้ว”

“ผมมาที่นี่ประจำเลยล่ะครับ มันเป็นสถานที่พิเศษของผมเลยนะ” สถานที่พิเศษของแดเนียล การที่น้องยอมให้ผมมาด้วยจะหมายความว่าผมเป็นคนพิเศษของน้องได้ไหมนะ ระหว่างที่ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น เจ้าหมาน้อยก็ครางหงิงๆ แถมยังมานั่งจ้องพวกเราตาแป๋วอีกครับ วิ่งเล่นจนเหนื่อยสงสัยเจ้าขนปุยจะหิวข้าวซะแล้ว

 

“มืดแล้วเรากลับกันดีกว่าเนอะ ท่าทางเจ้ากังกังจะหิวแล้วด้วย”

“ครับ...” ผมถือวิสาสะดึงสายจูงเจ้าหมาน้อยมาถือเอาไว้เสียเองก่อนจะใช้มืออีกข้างกุมมือน้องเอาไว้ น้องไม่ได้โวยวายหรือพยายามชักมือออกเหมือนครั้งก่อนๆ ร่างบางก้มหน้างุดและเดินตามผมมาเงียบๆ ส่วนเจ้าขนปุยก็ช่างแสนรู้เหลือเกิน มันวิ่งไปมาแถมยังส่งเสียงเห่าเป็นระยะเหมือนจะเอ่ยแซวเราสองคน


.

.

.


หลังจากผมเดินไปส่งน้องกลับบ้านเมื่อคืน วันนี้ผมก็มารับน้องไปมหาลัยเหมือนปกติแต่บรรยากาศภายในรถไม่ได้เงียบและน่าอึดอัดเหมือนก่อนแล้วครับ เสียงหวานของแดเนียลพยายามชวนผมคุยและเล่าเรื่องราวต่างๆของเขาให้ผมฟัง

 

“วันนี้เลิกครึ่งวันไม่ใช่หรอ จะกลับบ้านเลยไหมหรือว่าอยากไปที่ไหนก่อนบอกพี่ได้นะ เดี๋ยวพี่พาไป”

“ผมต้องออกไปเก็บสถิติอ่ะครับ”

“เก็บยังไง แล้วที่ไหน ให้พี่ช่วยไหม”

“ก็แค่ถือบอร์ดให้คนมาแปะสติกเกอร์สำหรับคำตอบที่คิดว่าใช่ที่สุดอ่ะครับ ผมคงเดินอยู่แถวหน้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ไปไหนไกลหรอกครับ ฮยองไม่ต้องเป็นห่วง” แดเนียลอธิบายกิจกรรมที่น้องจะต้องทำในตอนบ่ายของวันนี้ให้ผมฟัง ผมมีความสุขจัง ตั้งแต่น้องเปิดใจให้ผมน้องก็คุยกับผม พูดกับผมมากขึ้น ไม่หลบหน้า ไม่ถามคำตอบคำเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

 

“รู้ว่าพี่เป็นห่วงก็ดีแล้ว ไว้พี่เลิกเรียนแล้วจะรีบตามมานะ เดี๋ยวจะไปเกณฑ์ ไอ้จง ไอ้บยอง แล้วก็ชานฮีมาทำให้หมดเลย จะได้ได้ผลครบตามเป้าเร็วๆ แล้วเราจะได้กลับบ้านกัน”

 

“ขอบคุณนะครับ มินซูฮยอง ผมไปเรียนก่อนนะ”

“แล้วเจอกันนะ อย่าลืมคิดถึงพี่บ้างนะครับ” ร่างบางยิ้มบางๆ แต่พอโดนผมหยอดเท่านั้นแหละครับ มือเรียวก็ฟาดลงมาที่ไหล่ผมเต็มแรงเลย สงสัยจะเขิน พอทำร้ายร่างกายผมเสร็จก็รีบเดินหนีไปเลย ทำไมแดเนียลถึงได้น่ารักขนาดนี้นะ

 

หลังจากที่ผมแยกกับแดเนียลผมก็เดินผิวปากอย่างอารมณ์ดีไปที่โถงกลางแล้วก็เจอบยองฮอนกับชานฮีนั่งกุมมือกันอยู่ ผมล่ะหมั่นไส้ชะมัด ทำอะไรไม่รู้จักบอกเพื่อนฝูง ไอ้บยองแอบพาชานฮีไปเดทตอนไหนก็ไม่รู้ ผมกับไอ้จงมารู้อีกทีมันก็เป็นแฟนกับชานฮีแล้วแถมยังมีแหวนคู่มาโชว์ให้อิจฉาเล่นอีกต่างหาก ส่วนจงฮยอนก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาจิ้มโทรศัพท์ แต่คิ้วที่ขมวดมุ่นกับการถอนหายใจหนักทำให้รู้ว่าคงไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก

 

“ไง ผิวปากอารมณ์ดีมาเชียวนะ”

“ก็กูมีความสุข”

“จีบติดแล้วไงวะ ถึงได้ดี๊ด๊าขนาดนี้”

“ยัง แต่คงอีกไม่นาน แล้วนี่ไอ้จงมันเป็นไรวะ กูเห็นมันนั่งทะเลาะกับโทรศัพท์มาสักพักละ”

“คงจะส่งข้อความไปหาชางฮยอนน่ะ แต่น้องเรียนอยู่ ไม่ตอบกลับเลยหงุดหงิดมั้ง ฮ่าๆ”

“โว๊ะ!” อยู่ดีๆ บุคคลที่ถูกพาดพิงก็โพล่งขึ้นมากลางวง ก่อนจะกระแทกโทรศัพท์มือถือของตัวเองลงบนโต๊ะ และเมื่อพบว่าทุกคนมองตัวเองอยู่ก็ได้แต่ฉีกยิ้มออกมาแหยๆ

 

“จะอะไรนักหนาวะ ห่างกันเกินนาทีแล้วจะตายหรอมึง”

“มาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” ดูมันถามสิครับ เคยสนใจเพื่อนบ้างไหม ตั้งแต่จงฮยอนรู้จักกับชางฮยอนดูเหมือนว่าโลกของมันก็จะมีแต่ตัวเล็กโดยไม่ได้สนใจกับสิ่งใดๆ ที่อยู่รอบตัวอีกเลย

 

“นานพอที่จะเห็นมึงเป็นบ้าทะเลาะกับโทรศัพท์อ่ะ มึงนี่นะ ส่งข้อความหาน้องยิกๆ ไม่เกรงใจพี่ชายเขาบ้างเลยหรอไงวะ ทำแบบนี้มันรบกวนการเรียนของชางฮยอนเนอะชานฮี” จงฮยอนทำหน้าหงอยทันทีที่ชานฮีส่งสายตาดุๆ มาให้เลยครับ จนชานฮีหลุดขำออกมา พี่ชายหน้าหวาน ขี้หวงคงจะใจอ่อนลงบ้างแล้ว หรือเป็นเพราะบยองฮอนที่คอยเกลี้ยกล่อมให้อ่อนลงก็ไม่รู้

 

“เอ้อ... เดี๋ยวตอนบ่ายกูมีไรจะให้พวกมึงช่วย”

“อะไรหรอ”

“ไม่มีไรมากหรอกชานฮี แค่จะให้ไปช่วยแดเนียลทำเซอร์เวย์น่ะ”

“ได้สิๆ เดี๋ยวเราบอกชางฮยอนให้ไปด้วย คงอยากจะช่วยเพื่อนซี้ทำงานอยู่แล้วล่ะ”

“เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็แดเนียลนะมึง”

“ชานนี่ยา...ไปเรียนกันเถอะ” หลังจากที่จงฮยอนเอ่ยแซวผม เพื่อนตัวเล็กก็ไม่ได้สนใจฟังที่ผมพูดเท่าไหร่ ก่อนจะหันไปพูดกับเจ้าของใบหน้าหวานข้างกายด้วยน้ำเสียงออดอ้อน รั้งข้อมือให้ชานฮีลุกขึ้นยืนและเดินจูงมือกันไป ผมล่ะหมั่นไส้ เวลาไอ้บยองทำเสียงหวานๆ นี่มันน่าขนลุกชะมัด ผมเลยหันไปกอดคอไอ้จงและลากมันไปเรียนบ้าง


.

.

.


ผมรีบโทรหาแดเนียลทันทีที่เลิกเรียน ความจริงจากบนตึกที่ผมยืนอยู่ตรงนี้ ผมก็มองหาร่างบางเจอแล้วแหละครับ ผมเห็นน้องควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อโค้ทก่อนจะกดรับสายผม

 

“ฮัลโหล”

“พี่เลิกเรียนแล้วนะครับ เราอยู่ไหนเอ่ย”

“ผมอยู่แถวๆ ศูนย์ข้อมูลตรงประตูกลางด้านหน้ามหาวิทยาลัยครับ”

“โอเค เดี๋ยวพี่ไปหานะ” ผมก็ถามไปอย่างนั้นแหละครับ ก็ผมรู้อยู่แล้วนี่นาว่าน้องอยู่ตรงไหน ร่างบางในเสื้อโค้ทสีแดงท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่เด่นออกจะตายไปครับ บยองฮอน ชานฮีแล้วก็จงฮยอนบอกว่าจะไปหาชางฮยอนก่อนแล้วจะตามมาสมทบผมเลยแยกมาหาแดเนียลก่อน

 

ผมพยายามเดินช้าๆ เดินไปพลาง แอบมองน้องไปพลาง มีผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาหยุดแวะติดสติกเกอร์ที่บอร์ดให้น้องบ้าง แดเนียลโค้งให้พวกเขาอย่างอ่อนน้อม ผมแอบสงสารน้องเหมือนกันนะครับ อากาศก็หนาวจะแย่ แต่น้องต้องออกมายืนตากลมหนาวนอกอาคารเพื่อทำอะไรแบบนี้ ระหว่างที่ผมกำลังเดินเข้าใกล้แดเนียลเข้าไปเรื่อยๆ อยู่ดีๆ ร่างบางที่อยู่ในสายตาผมเสมอก็ค่อยๆ ทรุดและล้มพับลงไปกับพื้น

 

“โอะ...โอ๊ะ...แดเนียลอา!!!” ผมออกวิ่งทันที นี่มันเกิดอะไรขึ้น น้องเป็นอะไรไปอีก ทำไมคนแถวนั้นถึงไม่มีใครหยุดช่วยน้องสักคนเลยล่ะครับ คนทั้งคนล้มพับไปต่อหน้าต่อตาทำไมถึงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเดินผ่านไปเฉยๆ แบบนี้

 

“แดเนียลอา...” ผมถลาเข้าไปหาแดเนียลนี่หมดสติไปทั้งๆ ที่ตัวผมเองก็ยังหอบอยู่

“ได้ยินพี่ไหม แดเนียลอา...ตื่นขึ้นมามองหน้าพี่สิครับ” ผมตบแก้มน้องเบาๆ แต่ร่างบางให้อ้อมแขนก็ยังคงไม่ได้สติ ผมจึงรีบแบกน้องขึ้นหลังและตรงไปที่รถทันที ล้มทั้งยืนแบบนี้ต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ยังไงคราวนี้ผมก็ต้องพาน้องไปโรงพยาบาลให้หมอตรวจอาการให้ละเอียด บางทีมันอาจจะสืบเนื่องมาจากอาการปวดหัวของน้องก็ได้


.

.

.


ทันทีที่มาถึงโรงพยาบาล ผมก็จอดรถเทียบหน้าทางเข้าฉุกเฉิน อุ้มน้องลงจากรถแล้ววางลงบนเตียงที่ทางทีมแพทย์ฉุกเฉินเข็นมารอพร้อมแจ้งอาการเบื้องต้นว่าน้องล้มทั้งยืนแล้วหมดสติไป หลังจากที่บุรุษพยาบาลเข็นเตียงเข้าห้องฉุกเฉินไปผมก็ไปวนหาที่จอดรถก่อนจะกลับมานั่งรออยู่บริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน ทำไมเวลาตอนนี้มันถึงได้เดินช้านักนะ เวลาแค่หนึ่งนาทีแต่ผมกลับรู้สึกเหมือนนานเป็นปีเลยครับ ทำไมถึงยังไม่มีใครออกมาบอกผมสักทีว่าแดเนียลเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้นกับน้องกันแน่

 

ผมได้แต่เดินวนไปวนมาอยู่หน้าห้องฉุกเฉินเหมือนหนูติดจั่น ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า ความรู้สึกผมตอนนี้มันหน่วงมาก มันอึดอัดไปหมด ผมพยายามที่จะอดทนแต่สุดท้ายผมก็ทนไม่ไหว ผมหยิบ Marlboro Ice Blast กล่องสีดำในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาคีบไว้หนึ่งตัว ก่อนจะเดินออกไปด้านนอกแล้วจุดมันขึ้นมาสูบ ความรู้สึกเย็นของมันช่วยให้ผมผ่อนคลายและหายเครียดไปได้บ้าง จังหวะที่จิตใจของผมกำลังล่องลอยไปนั้นโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงผมก็สั่น สงสัยพวกเพื่อนหาผมกับแดเนียลไม่เจอเลยโทรมา เมื่อผมล้วงมันออกมาก็เป็นดังคาดเมื่อเห็นชื่อ ไอ้เตี้ย ที่ผมบันทึกไว้ปรากฏอยู่บนหน้าจอ

 

มึงหายไปไหนวะ เนี่ยพวกกูอยู่ตรงประตูหน้าแล้วไม่เห็นเจอแดเนียลเลย

“กูอยู่โรงพยาบาล...”

ห๊ะ ไปทำไรวะ

“แดเนียลเป็นลม กูก็เลยพามาโรงพยาบาล”

แล้วทำไมมึงไม่พาไปห้องอนามัยวะ ถ่อไปโรงพยาบาลทำไม

“...” ผมไม่รู้จะพูดยังไง จะอธิบายให้บยองฮอนฟังยังไงดี คนอื่นคงคิดว่าผมโอเวอร์แต่สำหรับผมนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเห็นแดเนียลป่วย ผมเป็นห่วง ถ้าพาไปห้องอนามัยอย่างมากก็คงให้น้องนอนพักจนกว่าจะฟื้น ผมอยากรู้ว่าน้องเป็นอะไรกันแน่

 

เออๆ เอางี้เดี๋ยวพวกกูไปหาละกัน ชางฮยอนก็นั่งไม่ติดแล้วเนี่ย

“อือ...” อย่างน้อยบยองฮอนก็เข้าใจผม ตลอดเวลาที่เป็นเพื่อนกันมา ถ้าผมเงียบไม่ตอบนั่นแสดงว่าผมไม่พร้อมที่จะพูดหรืออธิบายอะไร แต่ผมย่อมมีเหตุผลของผม ไอ้บยองกับไอ้จงมันก็มักจะเข้าใจและไม่เซ้าซี้อะไรผมอีก เพราะเมื่อผมพร้อมผมจะเล่าทุกอย่างให้ฟังเอง

 

เพียงไม่นาน บยองฮอน ชานฮี จงฮยอนรวมถึงชางฮยอนก็มาถึงโรงพยาบาล สีหน้าของชางฮยอนดูไม่สู้ดีนัก หน้าเบะเหมือนพร้อมจะร้องไห้ตลอดเวลา ตัวเล็กของจงฮยอนหันมามองหน้าผมก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ

 

“เกิดอะไรขึ้นกับแดเนียลหรอฮะ”

“เป็นลมหมดสติไปน่ะ”

“แล้วนี่เข้าไปนานยังวะ”

“พักใหญ่แล้วว่ะ” จงฮยอนตบบ่าผมเบาๆ อย่างเข้าใจ เพราะทุกคนก็ล้วนแต่เป็นกังวลไม่ต่างกัน

“นี่มึงเอาบุหรี่มาสูบอีกแล้วใช่ไหม”

“....” บยองฮอนโพล่งขึ้นมากลางวงสนทนา ผมไม่อยากพูดอะไรตอนนี้ ก็คนมันเครียดนี่ครับ พอผมไม่ตอบคุณเพื่อนก็เลยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ผมพยายามจะเลิกนะครับ ปกติเดี๋ยวนี้ผมก็ไม่ได้สูบแล้วจะมีบ้างก็เฉพาะเวลาคับขันนี่แหละครับ ตอนที่พวกเราตกอยู่ในบรรยากาศที่ปกคลุมไปด้วยความเงียบ ประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออกพร้อมกับร่างสูงในเสื้อกาวน์

 

“แดเนียลเป็นยังไงบ้างครับ”

“ก็...ไม่ได้เป็นอะไรมากครับ คนไข้แค่ร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนไม่เพียงพอ มาเจออากาศหนาวจัดก็เลยเป็นลมหมดสติไป ตอนนี้หมอให้วิตามินอยู่ถ้าหมดขวดก็กลับบ้านได้ครับ”

 

“ไม่ได้มีอะไรร้ายแรงแน่หรอครับ ก่อนหน้านี้น้องเคยปวดหัวรุนแรงมาก ผมไม่รู้ว่ามันจะเกี่ยวกัน...”

“เบื้องต้นไม่ได้มีอาการอะไรนะครับ แต่ถ้ากังวลว่าจะมีอะไรร้ายแรง ให้คนไข้เข้ามาตรวจร่างกายโดยละเอียดอีกทีก็ได้ครับ หมอขอตัวก่อนนะครับ”

 

“น้องไม่เป็นไรก็ดีแล้วนี่ มึงจะทำหน้าเครียดทำไมอีกวะ”

“เออๆ ขอบใจมากนะที่อุตส่าห์มากัน พวกมึงกลับไปก่อนเลย เดี๋ยวกูรอพาแดเนียลกลับไปส่งบ้าน”

“งั้นเรากับชางฮยอนกลับก่อนนะ” ชานฮีหันมาส่งยิ้มให้ผม

“ผมฝากดูแลแดเนียลด้วยนะฮะ มินซูฮยอง” ชางฮยอนโค้งให้ผมก่อนจะเดินตามชานฮีไป ส่วนคุณเพื่อนทั้งสองของผมก็รีบเดินตามคนสวยกับคนน่ารักของพวกมันไปโดยไม่ร่ำลาผมสักคำ


.

.

.


หลังจากที่ทุกคนกลับกันไปหมดแล้ว ผมจึงเดินเข้าไปหาแดเนียลในห้อง น้องส่งยิ้มบางๆ มาให้ทันทีที่เห็นว่าเป็นผม ผมหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ เตียงก่อนจะจับมือน้องมากุมเอาไว้

 

“รู้รึเปล่าว่าพี่เป็นห่วงเราแค่ไหน”

“...”

“ทีหลังอย่าโหมงานหนักจนไม่เป็นอันพักผ่อนแบบนี้อีกนะ รู้ไหม” ผมลูบหัวน้องเบาๆ แดเนียลพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แต่แล้วจู่ๆ คิ้วเรียวก็ขมวดมุ่น

“ฮยองสูบบุหรี่อีกแล้วหรอครับ”

“เอ่อ...ก็พี่เครียดนี่นา ก็เลย...”

“ฮยองก็รู้นี่ครับว่ามันไม่ดี...”

“คร้าบ พี่กำลังพยายามเลิกอยู่ พี่จะเลิกสูบให้ได้เพื่อเราเลยอ่ะ”

“ฮยองไม่ต้องทำเพื่อผมหรอกครับ ทำเพื่อตัวฮยองเองดีกว่า” แดเนียลส่งยิ้มให้ผม สบตาผมอย่างต้องการจะสื่อความหมายว่าเขาหมายความตามที่พูดจริงๆ ผมจึงทำได้แต่รับคำตามความต้องการของน้อง

 

“โอเค ก็ได้ครับ ฮยองจะเลิกเพื่อตัวฮยองเอง เรากลับบ้านกันดีกว่าเนอะ” ผมประคองน้องลุกขึ้นจากเตียงและเดินโอบน้องไปตลอดทางจนถึงรถ ผมปรับเก้าอี้เอนลงเผื่อให้น้องได้นอนพักเพราะร่างกายน้องยังคงไม่สมบูรณ์เต็มร้อย

 

“หลับซะนะ เดี๋ยวถึงแล้วพี่จะปลุกนะครับ คนดี” ผมยิ้มให้น้องอีกครั้งพร้อมกับลูบหัวน้องเบาๆ ก่อนจะปิดประตูรถ เดินอ้อมไปฝั่งคนขับ แล้วออกรถมุ่งหน้าไปอันยางอย่างเช่นทุกวัน


.

.

.


ถึงแม้ผมจะไม่สามารถแก้ไขเรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้นแล้วได้ แต่ผมก็จะพยายามทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่ออนาคตของเรา เพราะชางฮยอนคือคนที่ผมอยากจะดูแล ปกป้องเขาไปตลอดชีวิต

 

“โอ๊ะ ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอกันเลย ฉันคิดถึงจัง” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสก่อนนะเดินมาคล้องแขนร่างสูงไว้เหมือนที่เคยทำ

 

“ผมตามหาคุณอยู่พอดีเลย เรามีเรื่องต้องคุยกัน”


.

.

.

To be Continue

Talk:;
คู่ NAP เริ่มสวีท มุ้งม้งกุ้งกิ้งตามคู่อื่นแล้วนะคะ
แต่ใกล้ดราม่าแล้วแหละ แฮ่ ^^" มาเตือนรีดก่อน อย่าฆ่าไรท์นะ
พูดคุยติชิมติด #SinceNov นะคะ
แล้วจะรีบมาต่อพี่จงฮยอนกับตัวเล็กต่อนะคะ
มาลุ้นกันว่าพี่จงฮยอนจะเคลียร์ตัวเองได้รึเปล่า




CRY .q

164 ความคิดเห็น

  1. #145 Fpc Man U (@fpcmanu) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2558 / 00:32
    รอคู่บยองชานนะค่ะไรท์ สู้ๆค่ะ
    #145
    0
  2. #99 Honeyjoe23 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 / 23:43
    งื้อพี่แคปผู้แสนดี..ดาเนียลผู้น่ารักหวานจังเลย

    แอบทำร้องไห้ตกใจดาเนียลเปนอะไร..มันต้องมีช่ายไหมงื้อ...แค่คิดก้อสงสารล่ะ

    มินซูฮยองบุหรีมันไม่ดีนะ..เลิกเพื่อตัวเองรู้ป่าว

    โอ้ยยยเขิลแทนคนพูด
    #99
    0
  3. #98 aomsin_NAP (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 / 23:41
    น้องเป็นอะไร หนูต้องไม่เป็นอะไรนะดาเนียลของแม่ TwT

    อย่าให้น้องเป็นเหมือนที่คิดเลยย ได้โปรดดด TmT

    ตาบังสูบบุรี่ อร๊ายยยยยยยยยยยยยยย //ใช่เวลากรี๊ดไหม

    ตาบัง แกร์จะเป็นมะเร็งปอดเอานะ TwT อย่าสูบบบบบบ แต่สูบก็แบดดีนะ...เอ้า อีนี่ 5555555555555

    เริ่มจะดราม่า คงต้องเตรียมทิชชู่แล้วสินะคะ T T
    #98
    0
  4. #96 Fpc Man U (@fpcmanu) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2557 / 00:30
    เฮียแคปนะเฮียแคป เลิกบุหรี่ไม่ได้ซักที แต่นีลเป็นรัยกันแน่อ่ะ น่าสงสาร
    #96
    0
  5. #95 aaofaaff (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2557 / 23:52
    มินซูฮยอง ห่วงเวออร์มากกกกกกกกก ง่าาาาา เขิน



    ไรท์ สปอยขนาดนี้ อั้พครราวหน้าขอ 5ตอนรวดนะคะ อยากอ่าน
    #95
    0