คัดลอกลิงก์เเล้ว

That should be ME [ByungChan feat. Chanyong]

โดย PuddingJelly

ความไว้ใจที่เขามอบให้ทั้งสองคนกลับตอบแทนมันด้วยการโกหกหลอกลวง ในเมื่อไม่รักกันแล้ว ในเมื่อมีใครอีกคนที่ทำให้มีความสุขได้มากกว่า จะดันทุรังไปเพื่ออะไร บางทีมันอาจจะเป็นความผิดพลาดมาตั้งแต่แรกแล้วก็ได้

ยอดวิวรวม

276

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


276

ความคิดเห็น


7

คนติดตาม


4
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  19 เม.ย. 58 / 00:27 น.
นิยาย That should be ME [ByungChan feat. Chanyong] That should be ME [ByungChan feat. Chanyong] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้



I can't go on, Till you believe...

That should be ME
 

BGM: That Should Be Me by Josh Holiday
©
t
h
e
m
y
b
u
t
t
e
r

เนื้อเรื่อง อัปเดต 19 เม.ย. 58 / 00:27


That should be ME




หลังจากการเรียนเทอมแรกจบลง พวกเขาก็ได้มีเวลาหยุดพักปิดเทอมตั้งแต่ก่อนวันคริสต์มาสไปจนถึงช่วงต้นปีใหม่ ความจริงแล้วจะเรียกว่าปิดเทอมก็คงจะไม่ถูกเพราะพวกเขามีการบ้านที่ต้องทำและต้องอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบอีก บยองฮอนตั้งใจไว้ว่าเขาจะไปท่องเที่ยวกับชานฮีที่ไหนก็ได้สักที่หนึ่ง ใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ เพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกันเนื่องจากตอนเปิดเทอมต่างคนต่างก็เรียนหนักแถมตารางเรียนยังไม่ค่อยตรงกันอีก แต่แผนที่บยองฮอนวางไว้ก็ต้องถูกพับเก็บไปเมื่อเจ้าของใบหน้าหวานต้องเดินทางไปญี่ปุ่นกับครอบครัว แม้จะอยู่ด้วยกันแต่ส่วนมากชานฮีที่มีเรียนตอนเช้าก็จะออกไปมหาวิทยาลัยก่อนเสมอ และเขาเองก็มักจะกลับดึกจนบางครั้งอีกคนก็เข้านอนไปแล้ว นั่นทำให้ทั้งสองไม่ค่อยได้ใช้เวลาร่วมกันเท่าไหร่นัก

 

การที่ไม่ค่อยมีเวลาได้อยู่ด้วยกันทำให้เขากระวนกระวาย อยากพูดคุย อยากหยอกล้อเหมือนแต่ก่อน แต่อีกคนกลับเมินเฉย ทุกครั้งที่กลับมาถึงหอพักหลังจากตารางเรียน สัมนาและเวิร์คช็อปต่างๆ เจ้าตัวก็มักจะบ่ายเบี่ยงและอ้างว่าเหนื่อย ต้องการพักผ่อนเสมอ บางทีบยองฮอนก็แอบน้อยใจ ตอนที่คนหน้าหวานพักและว่างจากกิจกรรมต่างๆ เขาก็เห็นว่าชานฮีคอยอัพโซเชียลเนตเวิร์คอยู่เสมอ แต่ไม่ยักจะส่งข้อความมาหาเขาบ้าง เทคโนโลยีทำให้ผู้คนที่อยู่ห่างไกลกันติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น แต่บางครั้งมันก็ทำให้ลืมคนในชีวิตจริง ลืมที่จะคุยกับคนที่อยู่ตรงหน้า บยองฮอนชักจะเห็นด้วยกับคำกล่าวนั้นเสียแล้วสิ กิจกรรมงานโอเพ่นเฮาส์แนะแนวให้น้องๆ มัธยมของคณะที่พวกเขาทั้งคู่ได้รับเชิญให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งให้การบอกเล่าประสบการณ์ตรงจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง พวกเขาก็ดันนั่งคนละฝั่งอีก ยิ่งทำให้ไม่ได้ใกล้ชิดกันไปใหญ่ ลึกๆ ในใจแล้วบยองฮอนก็แอบสงสัยเหมือนกันว่าที่ชานฮีตอบตกลงยอมคบกับเขานั้น เจ้าตัวคิดตรงกันกับเขาจริงๆ หรือเป็นเพียงเพราะว่ามันไม่ได้เสียหายอะไรก็เลยตอบรับส่งๆ ไป

 

.

.

That should be ME

.

.

 

หลังจากที่เปิดเทอมได้ไม่นาน งานกีฬาสีรวมดาวประเพณีของคณะนิเทศน์ระหว่างมหาวิทยาลัยก็มาถึง แน่นอนว่าทุกคนย่อมตื่นเต้นดีใจเป็นธรรมดาเพราะนอกจากพวกเขาจะได้พบปะกับเพื่อนในคณะหลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว ยังรวมถึงการที่พวกเขาจะได้สังสรรค์กับผองเพื่อน พี่ๆ น้องๆ ร่วมสาขาต่างมหาวิทยาลัยอีกด้วย ถึงแม้ว่าบยองฮอนจะไม่ได้ลงแข่งในกีฬาชนิดไหนเลยก็ตาม แต่เขาก็ยืนยันที่จะเข้าร่วมงานนี้ เนื่องจากครั้งนี้การแบ่งทีมเป็นการแบ่งตามมหาวิทยาลัยแยกเป็นทีมละมหาวิทยาลัยไม่ได้รวมกลุ่มตามอักษรตัวแรกของชื่อมหาวิทยาลัยเหมือนครั้งก่อนๆ พวกเขาทั้งหมดจึงต้องเข้าร่วม และนั่นก็ทำให้บยองฮอนเกิดความกังวลใจลึกๆ เพราะเท่ากับว่าทีมของพวกเขาจะเป็นการรวมตัวกันเด็กมหาวิทยาลัยเขาทั้งสองโต๊ะ ซึ่งก็คือทีนท็อปและแพคเพอร์เซนต์

 

ในช่วงเช้าชายหนุ่มทั้งสิบตัวแทนมหาวิทยาลัยได้เข้าร่วมกีฬาสีรวมดาวโดยมีเพียงชานฮีที่ขาดหายไปเนื่องจากร่างบางติดซ้อมละครเวทีความสัมพันธ์เกาหลีญี่ปุ่นซึ่งเป็นการซ้อมใหญ่รอบสุดท้ายจึงทำให้มาเข้าร่วมงานไม่ได้ เพราะร่างบางต้องไปซ้อมละครเวทีจึงทำให้บยองฮอนเบาใจไปได้เปราะหนึ่ง

 

“ฮู่ว...”

“เป็นไรไปฮยอง คิดถึงชานฮีฮยองเหรอ” ชางฮยอนเอ่ยถามคิดมาเสียงใส ทั้งๆ ที่เมื่อวานเจ้าตัวก็มาแข่งฟุตซอลไปแล้วแท้ๆ แต่คนน่ารักก็ไม่ได้มีทีท่าอ่อนล้าแต่อย่างใด แต่กลับสดใสร่างเริงสุดๆ

 

“คงงั้นมั้ง”

“ไม่ต้องห่วงน่า เดี๋ยวชานฮีฮยองก็ตามมา”

“ห๊ะ...ชานฮีจะตามมางั้นหรอ...” ชางฮยอนตบบ่าผู้เป็นพี่เบาๆ พร้อมส่งยิ้มบางๆ ให้ก่อนเดินจากไป คำพูดของชางฮยอนทำให้ความกังวลใจของร่างโปร่งกลับมาอีกครั้ง ถ้าชานฮีจะตามมาทีหลังนั่นหมายความว่าในวันนี้ร่างบางจะได้เจอกับคนคนนั้น และได้ใช้เวลาครึ่งวันหลังอยู่ด้วยกันงั้นสิ บยองฮอนพยายามสะบัดอารมณ์ที่ขุ่นมัวและกังวลต่างๆ ออกไป ก่อนจะไปหยอกล้อและเล่นสนุกกับน้องๆ ในวง ทั้งแดเนียลและชางฮยอนต่างก็ผลัดกันแกล้งบยองฮอน และเมื่อสบโอกาสคนตัวเล็กที่มีสักเป็นพี่ก็เอาคืนน้องๆ บ้าง พวกเขาเล่นกันด้วยความคึกคะนองของเด็กหนุ่ม ทำเอาสาวๆ ต่างหมาลัยที่นั่งดูอยู่ห่างๆ ร้องเสียงดังออกมาตอนที่เห็นพวกเขาลงโทษกันและกันด้วยการตบตีอย่างแรง

 

.

.

That should be ME

.

.

 

การได้มาผ่อนคลาย พักจากการเรียนแล้วมาเล่นสนุกกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ร่วมคณะ รวมถึงเพื่อนๆ มหาวิทยาลัยอื่นทำให้เวลาในช่วงเช้าของวันนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ร่างบางกับเรือนผมสีทองแสนคุ้นตาโผล่เข้ามาในสนามทำให้บยองฮอนถึงกับหยุดชะงัก

 

“มาแล้วสินะ...ชานฮียา...” ร่างบางพร้อมรอยยิ้มกว้างที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าหวานกำลังเดินทักทายพี่ๆ น้องๆ ในบริเวณใกล้เคียง ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งตรงหน้าคนคนนั้น ที่อยู่เยื้องๆ จากบยองฮอนไปไม่ไกลนัก เพียงแค่นั้นก็ทำให้บยองฮอนที่กำลังตบตีกับสองน้องตัวแสบอยู่ถึงกับนั่งนิ่งและถอนหายใจยาวๆ ออกมา

 

“ถอนหายใจทำไมอีกอ่ะฮยอง ชานฮีฮยองมานั่นแล้วไง ไปหาดิ”

“นายก็เห็นนี่เนียล ชานฮีไม่ได้สนใจฉันสักนิด มาถึงก็ไปนั่งกับชะ...”

 

“โว๊ะ ฮยองนี่คิดมากไม่เข้าเรื่อง นี่แหนะ” แดเนียลบ่นใส่ก่อนจะแย่งหมวกใบเก่งไปจากมือบยองฮยอนทำให้คนตัวเล็กต้องกอดรัดฟัดเหวี่ยงเพื่อแย่งหมวกคืนมา หันไปมองอีกทีก็เห็นร่างบางกำลังถูกร่างสูงที่นั่งตรงหน้ากอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่เช่นกัน หากร่างบางไม่ได้โวยวายเหมือนตอนที่โดนบยองฮอนแกล้ง แต่กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะกับรอยยิ้มกว้าง

 

“สนุกมากสินะ ถึงได้ดูมีความสุขขนาดนั้น”

“อะไรของฮยองเนี่ย จะมานั่งดราม่าเพื่อ ฮยองก็รู้นี่ว่าชานฮีกับชานยงฮยองเขาเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มัธยมต้น...” คนตัวเล็กหันไปจ้องหน้าน้องชายข้างกายเพื่อเป็นสัญญาณบอกว่าเขาเองก็รู้ว่าทั้งคู่สนิทกันมากแค่ไหน แล้วอยู่ดีๆ บยองฮอนก็ฉีกยิ้มออกมา ก่อนจะค่อยๆ ย่องอ้อมไปด้านหลังชานยงเพื่อเหวี่ยงอีกคนให้กลิ้งไปกับพื้น ทั้งเขาเอง ชานยง รวมถึงชานฮีจึงหัวเราะออกมา

 

เนื่องจากวันนี้ ต่างคนต่างเลือกที่จะใช้เวลา และไปพูดคุยกับคนอื่นที่ไม่ได้มีโอกาสได้เจอกันบ่อยนักแทนที่จะคลุกอยู่กับเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย นั่นจึงทำให้บยองฮอนกับชานฮีแทบจะไม่ได้คุยกันเลย ความจริงแล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นความผิดของคนตัวเล็กเองหรือเปล่า ที่มีเพื่อนฝูงเยอะแยะไปหมดจนต้องคอยเดินไปทักทาย คนโน้นที คนนี้ทีเลยยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ชานฮีได้อยู่กับเพื่อนสนิทอย่างชานยงมากขึ้น

 

“ยงยงอา...เอาโทรศัพท์มาเล่นหน่อยสิ”

“จะมานั่งหงอยจิ้มโทรศัพท์ทำไม ไปนั่งคุยกับบยองฮอนโน่นไป”

“หมอนั่นสนใจฉันที่ไหนเล่า เดินคุยกับคนโน้น คนนี้ไปเรื่อย” ร่างสูงหยิบโทรศัพท์มือถือยื่นให้เจ้าของใบหน้าหวานก่อนจะเดินไปหาเพื่อนต่างมหาวิทยาลัยบ้าง แต่ตอนที่เดินผ่านเพื่อนร่วมคณะอย่างบยองฮอนเขากลับถูกอีกคนรั้งไว้เสียก่อน

 

“มีไร”

“...”

“เฮ้อ...นายสองคนเนี่ยนะ ทำไมไม่รู้จักคุยกัน ทำคนอื่นเขาลำบากใจกันไปหมด” เมื่อชานยงทำท่าจะเดินจากไป บยองฮอนก็รั้งแขนเขาไว้อีกครั้ง

 

“อะไรของนายเนี่ยบยองฮอน” เมื่อร่างโปร่งยังคงเงียบและไม่พูดอะไรชานยงก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาก่อนจะเดินไปหารุ่นพี่ต่างมหาวิทยาลัยที่ยืนรอเขาอยู่ ส่วนบยองฮอนนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาและลอบมองร่างบางที่กำลังยิ้มและหัวเราะอย่างสนุกสนานอยู่กับน้องๆ ร่วมคณะ

 

.

.

That should be ME

.

.

 

เมื่อมาถึงช่วงพิธีปิดพวกเขาทั้งหมดต้องมาเข้าแถวรวมกัน นั่นจึงเป็นช่วงเวลาที่บยองฮนจะได้เข้าไปคุยกับชานฮีเสียที หลังจากที่ทั้งสองต่างคนต่างอยู่กันมาทั้งวัน ร่างโปร่งตรงดิ่งไปยืนข้างร่างบางโดยมีเพื่อนสนิทของคนหน้าหวานอย่างคิมชานยงยืนอยู่ข้างๆ

 

“เป็นไงบ้าง วันนี้ซ้อมละครเวทีเหนื่อยไหม”

“คุยกันไปนะ เดี๋ยวฉันไปหาชางบอมก่อน”

“ไม่ต้องหรอก นายไม่ใช่คนอื่นสักหน่อย” เมื่อโดนชานฮีรั้งไว้ร่างสูงก็เลยทำตัวไม่ถูก เขาพอจะเข้าใจความรู้สึกของร่างบางและรับรู้ถึงปัญหาของทั้งคู่มาสักพักแล้วแต่ดูเหมือนบยองฮอนเองกลับเป็นฝ่ายที่ไม่เข้าใจ และไม่รับรู้ถึงความน้อยใจของชานฮีเลย เมื่อบยองฮอนให้ความสนใจกับเพื่อนฝูงมากกว่าคนข้างกายนั่นเลยทำให้ชานฮีมีปฏิกิริยาตอบโต้โดยการทำตัวเมินเฉยอีกฝ่ายและพยายามทำตัวติดกับชานยงมากขึ้นเช่นกัน

 

“ไม่เหนื่อยหรอก อีกอย่างงานแบบนี้ก็ไม่ได้มีบ่อยๆ ฉันก็อยากมาเจอเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ บ้างเหมือนกันนะ แล้วก็...”

“แล้วก็อะไรหรอ...” เจ้าของดวงตาเรียวหน้ามุ่ยลงทันทีที่เห็นชานฮีหันไปมองชานยงพร้อมกับอมยิ้มเล็กๆ แต่เมื่อทั้งสองเห็นอารมณ์ที่หม่นลงของร่างโปร่ง ทั้งคู่ก็หลุดหัวเราะออกมา

 

“ชานนี่ยา หยุดแกล้งบยองฮอนได้แล้ว เกิดบยองฮอนงอนขึ้นมาฉันไม่ช่วยง้อนะเว้ย คุยกันดีๆ ล่ะ เดี๋ยวฉันไปคุยกับมินซูฮยองแป๊บนึง”

 

“ฮ่าๆๆ โอเคๆ ก็ฉันอยากแกล้งฮอนนี่บ้างนี่นา ที่ฉันตามมาก็เพราะว่าฉันคิดถึงนายไง....”

“ว่าอะไรนะ”

“ก็บอกว่าอยากมาหาฮอนนี่ยังไงเล่า หรือนายไม่อยากให้ฉันมา จะได้มีเวลาคุยกับจองมินนานๆ ใช่ไหมล่ะ”

“โถ่ ชานนี่ยา...เปล่าสักหน่อย นายก็รู้ว่าฉันกับจองมินเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มัธยม”

“ก็เหมือนฉันกับชานยงนั่นแหละ...” ร่างบางบ่นพึมพัมกับตัวเองเบาๆ คิดแล้วก็แอบน้อยใจไม่ได้ ทุกครั้งที่ชานฮีตัดพ้อเกี่ยวกับเพื่อนซี้ของอีกคนอย่างจองมิน บยองฮอนก็มักจะบอกแบบนี้เสมอ แต่บยองฮอนกลับไม่เข้าใจถึงความสัมพันธ์ของเขากับชานยงบ้างเลย มันก็ไม่ได้ต่างจากกันตรงไหน

 

.

.

That should be ME

.

.

 

งานกีฬาสีก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว นักศึกษาทุกคนจึงเข้าสู่ช่วงที่ต้องปั่นงานส่ง เข้าสัมมนาและทำเวิร์คช็อปอีกครั้ง มีทั้งงานเดี่ยวและงานกลุ่มมากมายที่ได้รับมอบหมายและต้องทำให้เสร็จตามเวลาที่กำหนด และสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้บยองฮอนกับชานฮีนั้นห่างกันมากขึ้นกว่าเดิม บางวันชานฮีก็ต้องอยู่ประชุมงานกลุ่มที่ห้องสมุดจนดึก ยังดีที่มีชานยงอยู่กลุ่มเดียวกัน ด้วยการทำงานต่างๆจึงดำเนินไปได้ไม่ลำบากนัก บ่อยครั้งที่ชานฮีไม่ได้กลับห้องแต่กลับไปค้างที่ห้องชานยงแทน ถึงแม้ร่างบางจะบอกให้บยองฮอนรับรู้ทุกครั้งแต่อีกฝ่ายก็เพียงตอบรับด้วยเสียงเนือย พอคนหน้าหวานจะชวนคุยก็มักจะถูกตัดบทเรื่อยไป


ร่างบางรู้ดีว่าการที่เขามาค้างกับชานยงนั้นทำให้บยองฮอนไม่ค่อยพอใจนัก แต่เขาก็อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจเขาบ้าง ถ้าเป็นเมื่อก่อนหากไม่ได้อยู่ด้วยกันบยองฮอนก็มักจะเป็นฝ่ายทักมาก่อน และเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เขาฟังและพยายามชวนคุย และถ้าชานฮีเอ่ยปากบอกว่ายุ่ง บยองฮอนก็มักจะตัดพ้อและงอแงกับเขาเสมอ คำหวานต่างๆ นานา ถูกส่งมาเพียงเพราะอยากจะมีเวลาได้คุยกับชานฮีให้มากกว่านี้ แต่มาวันนี้ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป ร่างบางกลับกลายเป็นฝ่ายที่ต้องพยายามอธิบาย และชวนบยองฮอนคุย พอจะเริ่มต้นเล่าเรื่องราวของตนให้อีกฝ่ายฟัง กลับถูกตัดบทและบอกใหรีบไปทำงานให้เสร็จ สถานการณ์ของทั้งคู่ที่เป็นอยู่ตอนนี้ทำให้ชานฮีรู้สึกเหนื่อย เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ของเขากับบยองฮอน ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าอะไรๆ มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

 

ถึงพวกเข้าจะไม่ได้ทะเลาะกันเยอะเหมือนเมื่อก่อนแล้ว อาจจะเป็นเพราะต่างคนต่างปรับตัวเข้าหากัน เข้าใจกัน และมีเหตุผลมากขึ้น ไม่ได้ หึงหวง หรือระแวงอีกฝ่ายจนหน้ามืดตามัว แต่สิ่งที่เหมือนจะเป็นความเข้าใจที่มีกันมากขึ้นนั้นมันกลับกลายเป็นเหมือนช่องว่างและความเหินห่างและเมินเฉยที่ผลักทั้งสองให้ออกห่างจากกันมากขึ้น จนทำให้ชานฮีรู้สึกเหนื่อยที่จะต้องพยายามทำอะไรให้ความสัมพันธ์ของพวกเขากลับไปเป็นเหมือนเดิม

 

“ฮอนนี่ง่วงรึยัง วันนี้ประชุมกลุ่มเหนื่อยมากเลยล่ะ พรุ่งนี้บ่ายต้องพรีเซ้นท์แล้ว ยังเตรียมสไลด์ไม่เสร็จเลยอ่า”

“ยังไม่ง่วงหรอก แต่นายรีบไปทำงานเถอะ เดี๋ยวเสร็จไม่ทัน ต้องตื่นมาปั่นตอนเช้าจะแย่เอานะ”

“แต่ฉันอยากคุยกับฮอนนี่ก่อนนี่นา”

“อย่าดื้อสิ”

“หง่ะ...งั้นขอกำลังใจหน่อยสิ”

“สู้ๆ นะ ชานนี่ของฉันเก่งอยู่แล้ว”

“อื้อ ฝันดีนะฮอนนี่...” แน่นอนว่าคงไม่มีอะไรดีขึ้น หากมีแต่เขาเพียงฝ่ายเดียวที่พยายาม ความรู้สึกมากมายที่เก็บไว้ภายในใจถูกกลั่นออกมาเป็นหยดน้ำตาที่กำลังไหลรินจากดวงตาคู่สวยอย่างช้าๆ หากความรู้สึกที่มีให้กันไม่เหมือนเดิม หากไม่รักกันแล้ว จะทนอยู่กันแบบนี้ไปเพื่ออะไร

 

.

.

That should be ME

.

.

 

เนื่องจากวันนี้บยองฮอนไม่มีเรียนตอนบ่าย เขาจึงตั้งใจว่าหลังจากที่ชานฮีนำเสนองานในคาบเรียนช่วงบ่ายเสร็จจะพาร่างบางไปทานมื้อค่ำและต่อด้วยการดูหนังรอบดึกด้วยกันเพราะทั้งคู่ไม่ค่อยได้ใช้เวลาร่วมกันมานานพอสมควรแล้ว บยองฮอนจัดการจองโต๊ะที่ร้านประจำของพวกเขารวมถึงจองตั๋วหนังเรื่องที่ชานฮีเคยเปรยไว้ว่าอยากดูก่อนจะส่งข้อความหาร่างบาง

 

เลิกเรียนแล้วโทรมานะ เดี๋ยวฉันไปรับ^^

 

เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาเลิกเรียนของชานฮีแล้ว ร่างโปร่งจึงเดินไปรอที่หน้าตึกเรียนของอีกคน เมื่อหมดคาบบยองฮอนก็เห็นร่างบางเดินยิ้มกว้างออกมาในวงล้อมของเพื่อนๆ อีกสามสี่คน และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือคิมชานยง บยองฮอนจึงตัดสินใจนั่งรออยู่ที่มุนตึกรอให้ร่างบางปลีกตัวออกมาจากลุ่มเพื่อนก่อนแล้วค่อยเข้าไปหาเพราะเขายังไม่อยากหงุดหงิดเพราะเห็นชานฮีคุยเล่นกับชานยงตอนนี้ บยองฮอนยอมรับว่าเขาไม่พอใจที่ชานฮีมักจะอยู่กับชานยงเสมอ แต่เขาก็ไม่อยากดูเป็นคนงี่เง่าไร้เหตุผลในสายตาของชานฮี เขาจึงพยายามไม่ใส่ใจเวลาที่ทั้งสองอยู่ด้วยกัน

 

ขอโทษทีนะฮอนนี่ยา...วันนี้ฉันนัดกินข้าวกับเพื่อนๆ แล้วอ่ะ ขอโทษจริงๆ นะ ;;

 

ข้อความที่เพิ่งถูกส่งเข้ามาทำให้ร่างโปร่งรู้สึกชาไปทั้งตัว ตอนนี้เขาทำอะไรไม่ถูก แต่บยองฮอนก็เข้าใจว่าไม่ใช่ความผิดของชานฮีในเมื่อเขาไม่ได้นัดอีกคนเอาไว้ก่อน เมื่อตั้งใจที่จะเซอร์ไพรส์อีกฝ่ายแต่ดันไปชนกับที่คนอื่นนัดไว้แล้วเขาจะทำอะไรได้ ภาพชานยงที่ยืนโอบไหล่ชานฮีอยู่ทำให้บยองฮอนได้แต่ฝืนยิ้มออกมาก่อนจะพิมพ์ข้อความตอบกลับคนรักไป

 

อื้ม...ไม่เป็นไร...งั้นคืนนี้เจอกันที่ห้องนะ

 

ไม่รู้ว่าเพราะอะไรบยองฮอนตัดสินใจที่จะตามชานฮีและกลุ่มเพื่อนไป ไหนๆ เขาก็จองโต๊ะที่ร้านอาหารและซื้อตั๋วหนังไว้แล้ว อย่างน้อยไปกินคนเดียว ไปดูคนเดียวก็ยังดีกว่าปล่อยให้ทั้งหมดเสียเปล่า เมื่อมาถึงที่หมายกลุ่มเพื่อนของชานฮีกลับขอตัวและแยกย้ายกันไปจึงเหลือเพียงชานฮีและชานยง แม้บยองฮอนที่เดินตามมาห่างๆ จะไม่ได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่แต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้เขารู้สึกแย่เพราะชานฮีกำลังหยอกล้อและหัวเราะอย่างมีความสุข

 

“ตกลงเราจะกินอะไรกันดีอ่ะ”

“กินร้านนี้กัน ถ้ารู้ว่าจะแยกย้ายกันอย่างงี้ฉันชวนบยองฮอนนี่มาด้วยก็ดี”

“ร้านนี้อีกละ ฉันรู้นะว่าร้านนี้เป็นร้านโปรดของนายกับบยองฮอนน่ะ” ชานยงเอ่ยแซวก่อนจะหยิกแก้มนิ่มเบาๆ ก็ตอนที่ชานฮีแก้มพองลมน่ะน่ารักจะตายไป เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมบยองฮอนถึงได้หลงรักเพื่อนเขาหัวปักหัวปำ เนื่องจากโต๊ะที่พนักงานจัดให้ทั้งสองไปนั่งนั้นเป็นคนละมุมกับที่บยองฮอนจองไว้ ชานฮีจึงไม่เห็นว่ามีใครอีกคนเดินตามเข้าร้านมา

 

“กินเสร็จแล้วไปไหนกันต่อดี หรือจะกลับเลย”

“ไหนๆ ก็ออกมาแล้ว ฉันอยากดูหนังอ่ะ”

“ปล่อยให้บยองฮอนหงอยอยู่ห้องคนเดียวจะดีหรอ”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ฮอนนี่รู้น่าว่าวันนี้ฉันเคลียร์งานเสร็จหมดแล้ว ก็ต้องฉลองเป็นธรรมดา เขาไม่ว่าอะไรหรอก”

 

“งั้นก็ตามใจ ยังไงคนโสดอย่างฉันก็ไม่มีใครมานั่งรออยู่ละ” ภาพที่ชานยงจูงข้อมือชานฮีให้เดินตามไปที่เคาท์เตอร์โรงหนังทำให้บยองฮอนจุกจนพูดไม่ออก ร่างบางบอกเขาว่าจะมากินข้าวกับเพื่อนๆ แต่กลับมาดินเนอร์กับชานยงแค่สองคนในร้านประจำ ร้านเดียวกับที่เขาจองไว้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขากำลังรอให้อีกคนกลับมาหาแต่ร่างบางกลับเลือกที่จะไปดูหนังกับเพื่อนสนิทอย่างชานยง บยองฮอนกำตั๋วหนังสองใบในมือแน่น ร่างโปร่งทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาตัวใหญ่ ในเมื่อตอนนี้ชานฮีคงกำลังมีความสุขกับหนังเรื่องที่อยากดู ตั๋วสองใบในมือเขาตอนนี้ก็คงไม่จำเป็นอีกแล้ว

 

เวลาล่วงเลยไปจนถึงเวลาที่ผู้คนเริ่มทยอยกันออกมาจากโรงหนัง ใบหน้าหวานที่แสนคุ้นเคยนั้นเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ดวงตากลมใสเปี่ยมไปด้วยความสุข มันควรจะเป็นบยองฮอนสิ ที่ได้พาร่างบางมาดูหนังเรื่องนี้ มันควรจะเป็นเขาที่ทำให้ชานฮียิ้ม เสียงหัวเราะและแววตาสุกใสนั่นคนจะถูกส่งมาให้เขาไม่ใช่ชานยง

 

“กลับกันเลยไหม”

“เดี๋ยวสิ อยู่ช่วยกันก่อนสิ” เสียงหวานเอ่ยบอกเพื่อนรักก่อนจะจูงมืออีกคนเดินไปที่ร้านขายเครื่องประดับ ภาพทั้งสองที่ช่วยกันเลือกกำไลหินให้กันและกัน ไหนจะร่างสูงที่คอยใช้โทรศัพท์มือถือมาถ่ายรูปร่างบางอีก ภาพเหล่านั้นยิ่งชัดเจนและตอกย้ำความรู้สึกของบยองฮอนให้ดำดิ่งลงไปอีก ความไว้ใจที่เขามอบให้ทั้งสองคนกลับตอบแทนมันด้วยการโกหกหลอกลวง ในเมื่อไม่รักกันแล้ว จะทนอยู่ด้วยกันไปเพื่ออะไร ในเมื่อมีใครอีกคนที่ทำให้ชานฮีมีความสุขได้มากกว่าเขา จะดันทุรังต่อไปเพื่ออะไร บางทีมันอาจจะเป็นความผิดพลาดมาตั้งแต่แรกแล้วก็ได้

 

“โอ๊ะ...ฮอนนี่...”

“อ้าว บยองฮอน อันยอง”

“...”

“วันนี้เรียนเป็นไงบ้าง งานกลุ่มฉันราบรื่นมากเลยล่ะ โชคดีมากที่เสนอโปรเจคไปได้ตรงใจอาจารย์ ไม่งั้นนะ ถ้าโดนสั่งแก้แบบกลุ่มอื่นฉันต้องตายแน่ๆ เลย โปรเจคผ่านฉลุยแบบนี้ หลังจากนี้เราก็จะได้มีเวลาไปเที่ยวด้วยกันแล้ว แผนที่ฮอนนี่เคยวางไว้จะได้เอามาใช้สักที” เสียงใสเอ่ยอย่างร่าเริงแต่อีกฝ่ายกลับนิ่งเฉย และมีเพียงแววตาเฉยชาที่ส่งมา เมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่น่าอึดอัด ชานยงจึงพยายามที่จะแยกตัวออกมา

 

“เอ่อ...พวกนายคุยกันไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันไป...”

“ไม่ต้อง” บยองฮอนเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเย็นชา ชานยงทำตัวไม่ถูกจึงได้แต่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ ร่างบาง เขาไม่อยากตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เลย และเขาก็ไม่อยากเป็นต้นเหตุที่ทำให้เพื่อนทั้งสองคนต้องทะเลาะกันอีกแล้ว

 

“เอ่อ...แล้วฮอนนี่มาทำอะไรแถวนี้หรอ คนอื่นล่ะ กลับกันไปหมดแล้วหรอ แล้วนี่กินอะไรรึยัง ไปหามื้อดึกกินกันไหม”

“พอเถอะชานฮี... วันนี้นายคงมีความสุขมากสินะ ได้กินอาหารร้านโปรด ได้ดูหนังเรื่องที่อยากดู ได้อยู่กับคนที่นายอยู่ด้วยแล้วสบายใจ”

 

“มันไม่ใช่อย่างที่นายเข้าใจนะ ฮอนนี่ยา...”

“ฉันเหนื่อยแล้วชานฮี บางทีเรื่องของเรามันอาจจะไม่ใช่ตั้งแต่เริ่มแล้ว ฉันมันดันทุรังเอง...เรื่องของเรามันหนักหนาเกินไปสำหรับฉัน ขอโทษนะ แต่...”

 

“...”

“เรา...เลิกกันเถอะนะ...” คำพูดที่ออกมาจากปากของร่างโปร่งทำเอาชานฮีจุกจนพูดไม่ออก แม้จะเคยเผื่อใจเอาไว้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาอาจจะมาถึงจุดจบ แต่เขาก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ ที่ผ่านมาเขาก็ไม่ได้เหนื่อยน้อยไปกว่าอีกคน แต่เพราะเห็นแก่ความรักของทั้งคู่ ชานฮีถึงพยายามปรับ พยายามทำความเข้าใจอีกฝ่าย และคอยบอกตัวเองให้ใจเย็น เหวี่ยงวีนให้น้อยลง แต่ในเมื่อวันนี้บยองฮอนกลับเป็นฝ่ายเอ่ยคำนั้นออกมา ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะรั้งอีกคนเอาไว้ ให้เมื่อบยองฮอนหมดรักในตัวเขาแล้วชานฮีก็คงต้องปล่อยอีกคนไป

 

“อื้ม...ถ้านายคิดแบบนั้น...งั้น...เราก็เลิกกันเถอะ...ขอโทษเหมือนกัน...แล้วก็...ขอบคุณนะ” ชานฮีพยายามคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่นทั้งๆ ที่เขาเองใกล้จะร้องไห้ออกมาเต็มทน  ร่างบางฝืนฉีกยิ้มกว้างส่งไปให้อีกคน ในขณะเดียวกันนั้นมือเรียวของบยองฮอนก็ยื่นสิ่งของบางอย่างมาให้ชานฮีก่อนจะหันหลังเดินจากไป

 

ทันทีที่รับรู้ว่ามันคือตั๋วหนังเรื่องที่เขาเคยบอกอีกคนไว้ว่าอยากดู ตั๋วหนังเรื่องที่เขาเพิ่งดูกับชานยงไปเมื่อกี้ ร่างบางก็ทรุดลงกับพื้นทันที น้ำใสๆ ที่เจ้าตัวพยายามกลั้นเอาไว้ ตอนนี้กลับไหลรินออกมา ชานฮีร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างไม่อายใคร เขานึกโทษตัวเองที่ทำตามใจตัวเองโดยไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายเท่าที่ควรจนทำให้เขาต้องสูญเสียอีกคนไป มือข้างหนึ่งกำตั๋วหนังที่รับมาจากบยองฮอนเอาไว้แน่นไม่ต่างจากมืออีกข้างที่ขยำถุงกระดาษที่มีกำไลหินสองเส้นอยู่ภายในไว้แน่นเช่นกัน

 

.

.

That should be ME

.

.

 

ระหว่างที่กำลังนั่งรถบัสเพื่อกลับหอพัก มือเรียวก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา รูปคู่ของเขากับชานฮียังคงปรากฎเด่นชัดอยู่บนหน้าจอ นิ้วเรียวกดรหัสเพื่อปลดล็อคและพบว่ามีการแจ้งเตือนเนื่องจากมีคนแท็คชื่อเขาในรูปภาพที่ถูกอัพโหลดบนอินสตาแกรม เมื่อกดเข้าไปดูจึงได้พบกับรูปกำไลหินสองเส้นที่แตกต่างกันไปตามราศีที่คิมชานยงเป็นคนอัพ แต่ข้อความแคปชั่นภายใต้รูปนั้นถึงกับทำให้เขาน้ำตาซึม

 

อิจฉาคนมีคู่โว้ย เที่ยงคืนแล้ว Happy Anniversary นะเพื่อนรักทั้งสอง ขอให้รักกันไปนานๆ นะ @ljoeljoe1123 @wowous

 

.

.

That should be ME

.

.

 

TALK:;

กลับมาแล้วค่า ก่อนอื่นต้องขอโทษทุกคนที่รอ #SinceNov อยู่ด้วยนะคะ
กำลังพยายามเข็นออกมาอยู่ค่า อดใจรอกันอีกนิดนะคะ
ส่วนเรื่องนี้ตอนแรกกะว่าจะแต่งเป็นฟิคอิงวง 
เพราะโมเม้นเริ่มมาจากกีฬาสไอดอลค่ะ
แต่ว่าฟีลมันไม่ได้เลยเปลี่ยนใจแล้วรีไรท์ใหม่
กลายเป็นฟิคไม่อิงวงแทนค่ะ 55555
และมันก็ยังคงเป็นฟิคหน่วงเช่นเดิม ตามรอย Dear Friend มาติดๆ
พูดคุย ติชม ต่อว่าความโหดร้าย(?) ของไรท์ ติด #ฟิคเลิกกันเถอะ ด้วยนะคะ
สุดท้าย ขอบคุณรีดทุกท่านที่ติดตามผลงาน
ยังไงก็ฝากเม้นให้กำลังใจไรท์ด้วยนะคะ^^

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ PuddingJelly จากทั้งหมด 33 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

7 ความคิดเห็น

  1. #7 Piggie
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2558 / 11:30
    อึดอัดดีแฮะ การมีอะไรไม่พูดกัน คิดเองเออเองทั้งสองฝ่าย สุดท้ายก็เจ็บคู่ T^T



    ต่อเถอะค่ะไรท์ มันต้องมีพาร์ทคืนดีกันจิ >_<
    #7
    0
  2. #6 ู^^*
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 / 07:10
    แงๆๆๆๆ ทำไมๆๆๆ ทำไมไม่คุยกันให้รู้เรื่องก่อน T^T เสียใจอ่า บยองตามไปง้อเถอะน้าาาาาาาาาาา
    #6
    0
  3. #5 Teerawalee
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 / 05:23
    ฟิคมาหน่วงจิตหน่วงใจทำน้ำตาคลออีกแล้ว ใจร้ายกับแม่ยกอย่างเรามากๆ

    จริงๆรักกันทั้งคู่แหละ แต่อารมณ์น้อยใจมันมากกว่า

    และความสงสัยไม่มั่นใจในอีกฝ่ายก็ค่อยๆเพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลาที่ต้องห่างกัน

    โมเม้นจากงานกีฬามาเต็มมากค่ะไรท์ คือบยองก็เฟรนด์ลี่มากๆเล่นไปทั่วแต่แทบไม่กล้าเล่นกับชานฮีเลย

    ยังดีมีฉากสัมผัสหน้าอกมาให้แม่ยกอย่างเราชื่นใจได้บ้าง

    และตอนบยองไปผลักชานยงเพราะแรงหึงชานฮีตอนนี้ก็ชอบค่ะ เป็นโมเม้นที่พาให้จิ้นได้อึก

    รักกันมากแค่ไหนแต่ถ้าไม่เชื่อใจกันมันก็ไปกันไม่รอดสินะคะ แงๆๆๆ

    ได้แต่หวังว่าจะมีภาคต่อมามากๆเลยค่ะ ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายงัอใครก็ตาม

    เพราะยังไงคนอ่านก็เชื่อว่าไรท์คงไม่ใจร้ายกับคู่นี้จนเกินไปนะคะ

    #5
    0
  4. #4 phoopnegykeiOoO
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 / 23:32
    ต่างฝ่ายต่างน้อยใจและคิดไปเองว่าอีกคนไม่รักกันแล้ว สุดท้ายเลยจบด้วยความเสียใจแบบนี้ หน่วงจัง

    จะมีภาคต่อมั้ย มีเถอะนะ พลีสสสสส ฮืออออ &#12640;&#12640;

    ตอนชาฮีเห็นตั๋วหนังและตอนที่บยองเห็นชานยงอัพไอจีนี่แบบ... ร้องไห้เลย &#12640;&#12640; มันแค่การเข้าใจผิด ต่างคนต่างรู้สึกผิดกลับมาดีกันนะ
    #4
    0
  5. #3 Teerawalee
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 / 23:30
    จบแล้วค่าน้ำตาไหลพราก ไรต์ใจร้ายกับบยองชานมากๆอ้า

    ฟิคพาปวดใจมากค่าการที่ต้องเลิกกันโดยที่ยังรักกันอยู่ทั้งคู่เนี่ย

    แอบมโนต่อเองว่าบยองโทรไปง้อชานฮีหลังไมค์
    #3
    0
  6. #2 kaw
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 / 21:46
    เอาใจช่วยให้กลับมารักกันเหมือนเดิมน้าาา

    มันอาจไม่ใช่รักที่น้อยลงหรอก แต่เพราะใครอีกคนขี้น้อยใจต่างหากเลยคิดไปเองคนเดียว



    มาต่อน้าาา พลีสสสสสสส ไม่อยากมโนคนเดียว T^T



    ขอบคุณนะคะ ^_____________^
    #2
    0
  7. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 / 12:47
    สองคนนี้ไม่ค่อยพูดกันอีกแล้ว งอนแล้วก็นอยด์เก็บไปน้อยใจ จนสุดท้ายต้องเลิกกันเลย



    ไรเตอร์คงไม่ใจร้ายต้องเข็นภาคต่อ ให้บยองฮอนง้อชานฮีหน่อยนะค่ะ จบแล้วไม่เคลียร์คนอ่านนอนไม่หลับค่ะ 555555



    รอภาคต่อนะค่าา
    #1
    0