[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 77 : Problem Child 35 #reup + เปิดจองรวมเล่ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 288
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    24 พ.ย. 61



เหลือเวลาเปิดจองรวมเล่มอีกหนึ่งอาทิตย์นะคะ เวลาโอนเงินด้วยสำหรับคนที่สั่งไปแล้ว ถ้าใครสนใจเก็บเป็นที่ระลึกสั่งจองได้ที่ลิ้งค์นี้เลย


https://goo.gl/forms/XwTAVLboB25dzkKk2


ปล. เราสั่งพิมพ์ตามจำนวนน้า ไม่มีรีปริ้นท์หรือฟิคเหลือค่า 



-----------------------------------------------------------------------------------------




ที่โรงพยาบาลกำลังวุ่นวายได้ที่ในยามที่รถโค้ชของซูเปอร์จูเนียร์ไปถึงเนื่องด้วยเหล่านักข่าวจากหลายสำนักต่างก็รีบมาชุมนุมกัน  หวังว่าจะได้อัพเดทสถานการณ์ระทึกของวงบอยแบนด์ชื่อดังที่กำลังมีข่าวระหองระแหงเปรี้ยงปร้างก่อนใคร 



คังอินบงการให้คนขับรถแล่นเข้าไปจอดในช่องทางฉุกเฉินทางด้านข้าง  ขณะที่มือก็กดโทรศัพท์ประสานงานกับผู้จัดการวงที่อยู่ดูแลสถานการณ์อยู่กับสมาชิกอีกสามคนที่ด้านในของโรงพยาบาลทันที ชายหนุ่มสบถอย่างหงุดหงิดยามมองผ่านกระจกฟิล์มดำทึบออกไปภายนอกแล้วเห็นว่ามีนักข่าวบางสำนักที่วิ่งตามรถมาคงจะเพราะผิดสังเกต  



“สอดรู้สอดเห็นไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ” เสียงทุ้มคำรามกร้าวในลำคอ  ให้คนเป็นพี่ชายลำดับที่สองต้องตบไหล่เบาๆเป็นเชิงเตือน 


“ระวังอารมณ์แกไว้หน่อย”


“ฉันรู้แล้ว” คังอินตอบหากยังไม่ละทิ้งดวงตาขุ่นมัว 


“รู้ตัวก็ดี  จำไว้ด้วยตอนนี้ทำอะไรก็เป็นข่าวได้หมด  แค่นี้ก็ปวดหัวจะตายชักอยู่แล้ว  อย่าเพิ่มอะไรอีกเลย” ไม่ค่อยอยากแต่ก็ต้องยอมรับว่าเพราะเรื่องที่พวกเขาสร้างเอาไว้เลยยิ่งทำให้อุบัติเหตุครั้งนี้กลายเป็นจุดสนใจมากขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ


“อีกสามคนนั่นจะอยู่ที่ไหนกันก็ไม่รู้” ฮีชอลรำพึง



คิดกันไปคิดกันมาพักใหญ่กว่าเรื่องจะจบลงที่อีซึงฮวานจะออกไปล่อนักข่าวที่ประตูทางออกอีกด้านพร้อมกับซองคิบอม  ในขณะที่ทักยองจุนจะออกมารับพวกเขาที่ประตูทางออกฉุกเฉิน  เสียเวลาเล่นเอาเถิดเจ้าล่อกันอยู่กว่าสิบห้านาทีสมาชิกซูเปอร์จูเนียร์ทั้งเก้าคนจึงจะได้หลุดเข้าไปในส่วนที่ห้ามนักข่าวเข้า  ฝีเท้าทั้งเก้าคู่ย่ำหนักเป็นจังหวะไปตามทางเดินยาวของโรงพยาบาล  ใจทะยานไปถึงผู้ที่ยังนอนรับการช่วยชีวิตอยู่ในห้องไอซียูเรียบร้อย 



“พี่!!” 




ฮยอกแจเงยหน้าขึ้นจากท่านั่งก้มหน้า  ประสานมือไว้ที่หน้าผากเมื่อได้ยินเสียงเดินหนักแน่นหลายคู่ดังมาจากทางด้านข้าง  เด็กหนุ่มเบิกตา  ผุดลุกขึ้นด้วยสีหน้าซีดขาวยามที่เห็นว่าผู้มาใหม่คือสมาชิกในวงของตนเอง  ชินดงซึ่งนั่งอยู่ที่เก้าอี้นั่งข้างๆก็พลอยผุดลุกขึ้นบ้าง



“ฮยอกแจ  เป็นยังไงบ้าง” ทงเฮพุ่งตัวผ่านหน้าคังอินและฮีชอลที่เดินนำ  แทบจะถลาเข้าหาผู้เป็นเพื่อนโดยมีซองมินตามมาติดๆ  


“ทงเฮ  ซองมิน” เมื่อได้อยู่กับคนคุ้นเคย ความอ่อนแอที่เพียรกักเก็บไว้ก็พลันพังทลายครืน ขาแร็ปตัวขาวเบะหน้า โผเข้าร้องไห้กับบ่าเพื่อนอย่างลืมอาย  


“ฮืออออออ”


“ไม่เป็นไรนะ นายเจ็บตรงไหนบ้าง” ทงเฮทำตาแดงๆอยากจะร้องไห้ตามเพื่อนอีกครั้ง ทว่าความทรมานจากการขาดอากาศหายใจที่เพิ่งจะได้รับมาหมาดๆก็ทำให้ต้องพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้  



อีฮยอกแจส่ายหน้า  ปาดน้ำตาป้อยๆ 



“ไม่  ฉันไม่เป็นไร  ตะ...แต่พี่อีทึก...ฮึก....ฉัน...ฉัน.......” 


“ไม่เป็นไรนะ  ไม่ใช่ความผิดของนายเลย  เดี๋ยวพี่อีทึกก็จะหาย  เขาต้องไม่เป็นไรสิ” 


“ตะ...แต่เลือดมันเต...เต็ม...ไป...หมด...ฮึก...เต็มไปหมดเลย  ฉันจับตรงไหนพะ...พี่อีทึก...ฮึก...ก็มีแต่...เลือด...ฮือ”


“อย่าพูดแบบนั้นสิฮยอกแจ  ไม่เอาไม่พูด” ซองมินปลอบทั้งที่ตัวเองก็ใจแป้ว  หน้าเสียไม่แพ้กัน


“ฮือออออออออออ” 



ชินดงมองอาการน็อตหลุดของน้องชายคนที่แปดซึ่งมีผ้าพันแผลสีขาวกับแผ่นพลาสเตอร์แปะอยู่ทั่วตัวไม่แพ้ตัวเองอย่างสะเทือนใจ รับหน้าที่เป็นคนเอ่ยบอกสถานการณ์แก่สมาชิกที่เหลือซึ่งยืนทำหน้าไม่ถูกกันอยู่เต็มทางเดินว่า



“พี่อีทึกยังอยู่ในห้องไอซียู  หมอออกมาเอาเลือดครั้งนึงแล้วกลับเข้าไปใหม่แล้วก็ยังไม่ออกมาอีก  เลยยังไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง”



คนฟังหน้าสลด 



“งั้นเหรอ” ฮีชอลพึมพำ 


“แต่ก็ยังมีโอกาสรอดใช่ไหม?” คนเป็นน้องไม่ตอบ  หากทุกคน ณ ที่นั้นก็พยายามเชื่อสุดใจว่ามันจะยังมี 



เป็นบรรยากาศที่แปลกประหลาดและกระอักกระอ่วนพอสมควรเมื่อสมาชิกที่ทุกคนตั้งใจจะมาเยี่ยมฟังข่าวยังนอนไม่ได้สติอยู่ในห้องไอซียู ส่วนสมาชิกที่พอจะมีสติและไม่ได้บาดเจ็บมากนักอย่างอีกสามคนที่เหลือ นอกจากอีฮยอกแจที่มีฝาแฝดตระกูลอีคอยประคบประหงมกันเองอยู่สามคนแล้ว  คนอื่นก็ใช่ว่าจะสนิทสนมกันมากพอจะถามไถ่อาการด้วยไมตรีจิตกันมากนัก  เลยกลายเป็นยืนจ้องกันไปๆมาๆ  สื่อทางสายตาไปเสียมากกว่า



“แล้ว...นายโอเคไหม  ได้ข่าวว่าก็เจ็บเหมือนกันนี่”



ชินดงยิ้มเฝื่อนๆตอบฮีชอลที่พยายามจะถามว่าตนเองเป็นอย่างไรบ้าง  พยักหน้าตอบว่าไม่เป็นอะไรมากแล้วก็เงียบกันไปอีก จะขอดูแผลก็ยังไม่กล้า  หรือจะแตะเนื้อต้องตัวกันก็ยังไม่เคย สุดท้ายก็ได้แต่ยืนรีๆรอๆอยู่แถวนั้น 



“แล้วนี่คยูฮยอนไปไหน  ยังทำแผลอยู่เหรอ” 


“เปล่า  เสร็จออกมาพร้อมๆกันน่ะแหละ  เด็กนั้นช็อกจัด  คงจะเดินเล่นอยู่แถวนี้เดี๋ยวก็กลับมา” 


“พี่ซึงฮวานล่ะ” คนพูดยังมีคำถามต่อ  ทว่าคนฟังก็ยอมตอบให้อย่างเต็มใจว่า


“ไปประสานกับครอบครัวของพี่อีทึก เห็นว่าจะมาวันนี้เลยเหมือนกัน  แต่ไม่อยากเจอนักข่าว”


“อ้อ” หนุ่มหน้าสวยส่งเสียงในลำคอ พึงพอใจกับข้อมูลทั้งเชิงลึกและเชิงตื้นที่ได้รับ คราวนี้จึงหมดบทสนทนาโดยสมบูรณ์  



เมื่อไม่มีอะไรที่จะทำได้มากกว่านั้น  ทั้งสิบเอ็ดคนต่างก็แยกย้ายกันเข้ามุมตามที่จะหาได้ บ้างก็นั่ง บ้างก็ยืน มีโลกส่วนตัวเป็นของตัวเอง  แม้แต่ฮยอกแจ  ซองมิน  และทงเฮก็เพียงแค่นั่งกุมมือกันเงียบๆโดยไม่พูดอะไร จนกระทั่งคยูฮยอนเดินกลับมาสมทบ  เด็กหนุ่มยืนให้พี่ชายคนโตสำรวจสภาพซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างจากพี่ชายขาแร็ปทั้งสองนักอยู่พักหนึ่ง จากนั้นจึงก็แยกไปนั่งนิ่งๆที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง  ผิดวิสัยเด็กกวนประสาทเช่นทุกที  



นางพญาของวงมองน้องชายคนที่หกซึ่งเดินไปทรุดตัวลงนั่งข้างๆมังเนหน้าหล่ออย่างครุ่นคิด  ดูเหมือนอุบัติเหตุในครั้งนี้จะทำให้อะไร...หลายๆอย่าง...เปลี่ยนแปลงไปช้าๆ







ซูเปอร์จูเนียร์คังอินมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเลื่อนลอย  



สีขาวของโรงพยาบาล  ความเงียบงันเคร่งเครียดในบรรยากาศ  และความนิ่งสงบของสมาชิกให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังฟิล์มม้วนเก่า  ภาพเดิม  กับคนกลุ่มเดิม  แต่เมื่ออยู่ในฐานะผู้กระทำกับผู้เฝ้ามองกลับให้ความรู้สึกในมุมมองที่แตกต่างไปจากสมัยก่อนยิ่งกว่าฟ้ากับเหว  



พวกเขาเป็นแบบนี้เอง...เก็บงำความคิด  ต่างคนต่างซ่อนตัวอยู่ภายใต้เปลือกอันแข็งกระด้าง  และเพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้าไปถึงตัวตนบอบบางที่ถูกซ่อนเอาไว้ในส่วนลึก  จึงต้องเริ่มโจมตีเปลือกของผู้อื่นเพื่อปกป้องตนเองในทุกทาง 



เป็นความคิดที่โง่งม  ไร้สาระทั้งเพ 



ในอดีต  เขาไม่เคยรู้สึกอะไรกับการที่จะต้องนั่งอยู่คนเดียว  คิดอะไรคนเดียว  ขณะที่มองสมาชิกคนอื่นกระทำแบบเดียวกัน  มันก็แค่ความเป็นส่วนตัวในฐานะของกลุ่มคนที่มารวมกันเพียงเพื่อคำๆเดียวคือ ‘งาน’ เท่านั้น แต่ทำไมในวันนี้ การที่ต้องนั่งนั่งๆอยู่ตามลำพัง ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่ารอบกายยังมีคนที่เป็นแบบเดียวกันอยู่ถึงสิบเอ็ดคน มันถึงให้รู้สึกเหงา เดียวดาย และอ้างว้างอย่างน่าประหลาด 



นี่เขาทนอยู่กับชีวิตแบบนี้มากว่าสองปีสามปีได้อย่างไรกัน  



ยิ่งไปกว่านั้น ปาร์คจองซูทนเห็นพวกเขาเป็นแบบนี้มานานขนาดนี้ได้อย่างไร คนขี้เหงา คนที่ขาดคนอื่นรอบกายไม่ได้อย่างคนๆนั้น จะต้องทนเหงา ทนอึดอัดอยู่คนเดียวเพราะไม่ว่าจะถามน้องคนไหนไปก็ไร้การตอบสนองมานานแค่ไหน  



“จองซู  ฉันขอโทษ” คังอินเอ่ยโดยไม่มีเสียง  น้ำตาหยดน้อยค่อยๆไหลจากหางตา 


“ฉันขอโทษ  ขอโทษจริงๆ”



หัวใจของชายหนุ่มเจ็บปวดไปหมด ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาจนหนักอึ้ง ถึงไม่เกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ขึ้น ความผิดอันเกิดจากทิฐิของพวกเขาก็ไม่ได้ลดน้อยลง และหาก...หากผู้เป็นพี่ชายไม่ยอมตื่นขึ้นมารับคำขอโทษ ซูเปอร์จูเนียร์จะเป็นอย่างไรต่อไป และเขา...ที่หลงรักคนอายุมากกว่าเข้าไปแล้วเต็มเปาจะทำอย่างไร 



กึก!



ร่างแกร่งชะงัก ตัวแข็งทื่อเมื่อสำเหนียกได้ว่าเพิ่งจะยอมรับว่าอะไรออกไป 




รัก? 


เขาพูดว่า...รัก...ออกไปอย่างนั้นหรือ?  




ความจริงที่เพิ่งถูกขุดคุ้ยออกมาตีแผ่ตรงหน้าทำเอาคนคิดแทบจะหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา  อยากจะสมเพชโชคชะตา  สมน้ำหน้ากับความโง่เง่าของตัวเองนัก  อุตส่าห์พยายามบอกกับตัวเองปฏิเสธมาตลอด  ร้อยไม่ใช่  พันไม่ใช่  ไม่มีวันจะเป็นไปได้  แต่แล้วเป็นอย่างไรเล่า  เขาจะกล้าบอกหรือว่าคนที่กำลังนอนเจ็บอยู่ในห้องฉุกเฉินตอนนี้ไม่ใช่เสี้ยวหนึ่งในหัวใจของเขา?



คิมยองอุนรู้ตัวว่าเขาชอบปาร์คจองซูมากขึ้นทุกที  แต่ก็เพิ่งจะตระหนักได้เดี๋ยวนี้เองว่าแค่คำว่าชอบมันไม่เพียงพอในการอธิบายอีกต่อไปแล้ว  ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่มันเปลี่ยนผ่านจากความชอบพอไปเป็นสิ่งที่ลึกล้ำมากกว่าโดยเจ้าของความรู้สึกเองก็ไม่ล่วงรู้  



เพียงแค่เห็นอีทึกเหนื่อย  คังอินก็อยากจะเข้าไปแบ่งเบาภาระ...


เห็นอีทึกร้องไห้  เขาก็อยากจะเข้าไปซับน้ำตา...  


เห็นอีทึกยิ้มให้ใครด้วยดวงตาสดใส  เขาก็อยากจะหวงแหนเอาไว้ให้เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว...


ริมฝีปากหยักได้รูปสั่นระริก เหยียดออกเป็นรอยยิ้มแสนเศร้าจนไม่อาจเรียกได้เต็มปากว่ารอยยิ้ม


เรื่องง่ายๆแค่นี้ทำไมคังอินถึงได้คิดไม่ออก  


ไม่ใช่เพียงแค่ความชอบ ไม่ใช่เพียงแค่ความพึงพอใจ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นมันคือ...ความรัก 



ร่างสูงซบหน้าลงกับฝ่ามือ  ความอ่อนไหวอย่างที่คิมยองอุนเชื่อว่าผู้ชายแท้ไม่สมควรจะมีบังเกิดขึ้น  ความหนักหน่วงก็ทำให้ชายหนุ่มเผลอหลุดเสียงแหบโหยออกมา  


“ถ้าหากไม่มีนาย ฉันจะอยู่ยังไง  จองซู” 







ฮีชอลหันขวับไปถลึงตาจ้องคนที่นั่งอยู่ทางฝั่งขวาทันทีที่ถูกรั้งชายเสื้อเอาไว้ ชายหนุ่มกำลังจะถามคังอินซึ่งอยู่ทางฝั่งซ้ายให้รู้เรื่องถึงสิ่งที่บังเอิญได้ยินทว่าก็ถูกขัดขวางเสียก่อน



“ชเวซีวอน จะทำไม?” แม้จะขยับยุกยิกกันขนาดนี้แล้วคนที่จมอยู่กับความโศกเศร้าก็ยังไม่รู้สึกตัว


“อย่าไปยุ่งกับเขาเลย” เจ้าของฉายาสิงโตพูดขึ้นโดยไม่ได้หันไปมองว่าพี่ชายหน้าสวยจะรับฟังหรือไม่ ชเวซีวอนนั่งคู่ไหล่ วางแขนทั้งสองข้างที่ต้นขา  สายตาจับจ้องแต่เพียงพื้นหน้าตัวเอง ดูมีอายุเพิ่มขึ้นจากเด็กหนุ่มในวัยที่ควรจะสดใสอีกเป็นสิบปี  


ฮีชอลขมวดคิ้ว  ความเคยชินทำให้หลุดปากไปก่อนจะทันได้ไตร่ตรองว่า


“ฉันจะทำอะไรก็เรื่องของฉัน  นายสิอย่ามายุ่ง” 


“ถ้าไม่ใช่พี่อีทึก  เขาไม่ต้องการคนคุยด้วยตอนนี้หรอก” ถึงอย่างไรซีวอนก็ยังไม่อาจเรียกสมาชิกลำดับที่ห้าว่าพี่ได้อย่างสนิทใจอยู่นั่นเอง


“ทำไม  เห็นใจมันขึ้นมากะทันหันงั้นสิ” น้ำเสียงกึ่งจะเย้ยไม่ได้ทำให้คนฟังของขึ้นเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว  ซีวอนถอนหายใจยาวก่อนจะยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรง  พิงศีรษะเข้ากับผนัง  หลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า  


เสียงทุ้มเข้มพึมพำว่า  


“ก็น่าเห็นใจไม่ใช่เหรอ  คนรักกันนี่  แต่ดูเหมือนจะเพิ่งรู้สึกตัวไม่นานมานี้นะ” 


“นายรู้?” ใบหน้าคมคายกระตุกเป็นรอยยิ้มแกนๆ


“ถามว่าใครไม่รู้บ้างจะดีกว่า  แสดงออกชัดเจนซะขนาดนั้น  พี่อีทึกเองเวลาอยู่กับเขาก็ไม่เหมือนเวลาอยู่กับคนอื่น” ก็จริงของมัน



ใช่  บรรยากาศในยามที่ปาร์คจองซูและคิมยองอุนอยู่ด้วยกันมันช่างเด่นชัดเกินกว่าจะคิดเป็นอื่น เวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นยังพอจะอ้างได้ว่าทำไปเพื่อเป็นการโปรโมตคู่ ‘คังทึก’ เพื่อดันให้ซูเปอร์จูเนียร์เป็นที่รู้จักไปด้วย แต่เวลาที่อยู่กันเองในบ้าน อากัปกิริยาสวีทหวานชื่นอาจจะหายไป ทว่าแววตาทั้งสองคู่เวลามองกันและกันกลับแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย  



“รู้แบบนี้แล้วแกยังจะไปหาเรื่องเกาะแกะจองซูมันทำไมอีก” คนพูดลดเสียงลงขณะที่เหลือบมองไปยังคู่กรณีอีกข้าง 


“ไม่พูดไม่ได้แปลว่าฉันไม่เห็นนะว่าแกพยายามนัวเนียจองซูน่ะซีวอน บางทีมันก็ปกติแต่บางทีฉันก็เห็นว่าแกจงใจ  ยิ่งต่อหน้าไอ้หมีมันแกยิ่งทำ  ก็รู้ๆอยู่ว่ามันหวงก้าง”


 

ยิ่งกว่ามีตาทิพย์เมื่อถึงแม้จะไม่ได้รู้สาเหตุที่แท้จริงของการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างน้องชายทั้งสอง  หากสิ่งที่ฮีชอลพูดก็เข้าเค้าเสียจนซีวอนอดที่จะหน้าสลดกับความวู่วามของตนเองไม่ได้ ก็แค่ความโกรธที่ถูกเขม่น  ความคึกคะนองเพียงวูบเดียว  ใครจะนึก...ว่ามันจะให้ผลลัพธ์ที่เลวร้ายเกินแก้แบบนี้



“พี่รู้ไหม” ความกดดันและความรู้สึกผิดทำให้เด็กหนุ่มสารภาพออกมาโดยไม่รู้ตัว “ที่ผมกับเขาทะเลาะกันครั้งนี้  ก็เพราะเรื่องนี้น่ะแหละ  ก็เพราะเรื่องของพี่อีทึกทั้งนั้น” 


“ว่าอะไรนะ?” คนฟังเบิกตากว้าง  คนพูดผงกศีรษะขึ้นมองหม่นหมอง  ในแววตาคู่คมคือความเสียใจอย่างสุดซึ้ง


“ถ้าเลือกได้ผมจะไม่ทำแบบนั้น”


“อะ..อะไรกัน  แกทะเลาะกันเรื่องอะไร”


“ผมไม่เคยอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรเท่านี้มาก่อนเลยจริงๆ”  



เสียงเอะอะโวยวายซึ่งฟังดูโกลาหลพอสมควรยับยั้งคิมฮีชอลจากการซักฟอกน้องชายคนที่สิบโดยไม่เต็มใจนัก  พอๆกับที่สมาชิกคนอื่นก็พลอยหลุดจากภวังค์ความคิดกันไปด้วย  สายตาสิบสองคู่หันขวับไปในทิศทางเดียวกันนั่นก็คือทิศทางที่เพิ่งเดินเข้ามาก่อนจะพากันผุดลุกขึ้นยืนอย่างตกใจ  ปฏิกิริยาแรกที่เกิดขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายคือคนทั้งสิบสองคนต่างขยับร่างเพื่อกระจายตัวกันเป็นดั่งปราการบดบังบานประตูห้องฉุกเฉินโดยอัตโนมัติ 



ไม่ว่าใครก็เข้าไปถึงตัวอีทึกโดยไม่ผ่านพวกเขาไม่ได้ 



“แม่ง  ปล่อยเข้ามากันได้ยังไงวะ” ชินดงสบถอย่างหงุดหงิด  



กองทัพย่อมๆที่กำลังกรูเข้ามาใกล้ทุกขณะนำโดยอีซึงฮวาน  ผู้จัดการหนุ่มรูปหล่อซึ่งพ่วงมาด้วยชายหญิงวัยกลางคน  และหญิงสาวอายุราวกลางยี่สิบที่มีใบหน้าคลับคล้ายคลับคลากับหัวหน้าวงของพวกเขา  คนทั้งสี่ดูจะมีสีหน้าวิตกกังวลรวมถึงไม่ค่อยพึงพอใจกลุ่มคนย่อมๆที่กรูกันตามมา แถมยังพร้อมสรรพไปด้วยกล้องถ่ายภาพ กล้องวิดีโอและไมค์ลอยครบเครื่อง ในกลุ่มคนเหล่านั้นยังเห็นแวบๆว่าซองคิบอม ทักยองจุนและคิมมินซองกำลังพยายามเอามือกั้นพร้อมกับพูดอะไรบางอย่างไปด้วย เป็นหนึ่งในน้อยครั้งเหลือเกินที่สมาชิกมีโอกาสได้เห็นผู้จัดการของซูเปอร์จูเนียร์พร้อมหน้ากันทั้งสี่คน  



“เข้ามาไม่ได้นะครับ  ขอความกรุณาด้วยครับ  พอมีเรื่องคืบหน้ายังไงแล้วทางเราจะให้ข่าวไปอีกทีนะครับ” ทักยองจุนพยายามประนีประนอม  หากสำหรับผู้ที่ร่วมงานกันมานาน คนทั้งสิบสองเห็นประกายรำคาญหงุดหงิดในแววตาของชายวัยกลางคนชัดเจน 


“ขอเราสัมภาษณ์สมาชิกซูเปอร์จูเนียร์กับคุณพ่อคุณแม่แล้วก็พี่สาวของคุณอีทึกหน่อยนะคะ”


“ไม่ได้จริงๆครับ” 


“ขอเวลาไม่นานจริงๆค่ะ” 




นักข่าวบางคนเมื่อเห็นว่าเข้าทางผู้จัดการคงไม่สำเร็จจึงพยายามจะหันไปหาหญิงสาวร่างบอบบางที่ดูจะเข้าถึงง่ายที่สุด ปาร์คอินยอง พี่สาวของปาร์คจองซูมีสีหน้าอึดอัด พยายามจะก้มหน้าหลบกล้องและคำถามที่ประดังเข้ามาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทว่าก็ไม่สำเร็จเนื่องจากจำนวนผู้สื่อข่าวที่มีมากเกินไป  



ผู้เป็นหนึ่งในไอดอลชื่อดังแห่งยุคนิ่วหน้าด้วยความไม่พึงพอใจนักกับการเสียมารยาทดังกล่าว การที่มารุมล้อมพวกเขาซึ่งเป็นคนของประชาชนจนขยับตัวไม่ได้ก็ว่าแย่แล้ว แต่นี่ไปทำกับคนธรรมดาที่ไม่สมควรจะต้องมาเผชิญกับอะไรแบบนี้เลยสักนิด บางทีพวกนักข่าวก็กระหายอยากเสียจนล้ำเส้นในความถูกไม่ถูก  ควรไม่ควรมากเกินไป 



และที่สำคัญ  ผู้หญิงคนนั้นคือพี่สาวเพียงคนเดียวของหัวหน้าวงของพวกเขา 



หลายคนในวงสบตากัน  สิ่งที่สะท้อนออกมาจากดวงตาแต่ละคู่บ่งชัดว่าความคิดภายในใจตอนนี้ของซูเปอร์จูเนียร์ทั้งสิบสองคนเห็นพ้องต้องตรงกันอย่างไม่ต้องสงสัย



ปาร์คจองซูทำเพื่อพวกเขามาตั้งเท่าไหร่ แล้วแค่กับครอบครัวคนสำคัญของพี่ชาย พวกเขาจะปกป้องไม่ได้เลยเชียวหรือ? 



“ตอนนี้คุณอีทึกก็ยังไม่ฟื้น แล้วสมาชิกของเราก็ยังเจ็บหนักและขวัญเสีย รบกวนพี่ๆนักข่าวช่วยเห็นใจพวกเราเถอะนะครับ” 



ชเวซีวอนสลัดคราบเด็กหนุ่มผู้ทุกข์ตรม  ก้าวนำออกไปรับหน้ากับกองทัพนักข่าว ผู้จัดการ และครอบครัวของอีทึกอย่างไม่ลังเล ใบหน้าหล่อเหลาไม่เหลือร่องรอยความหมดอาลัยเช่นเมื่อครู่แม้แต่น้อย รอยยิ้มของผู้ที่เป็นเซ็นเตอร์ของวงกระทบใจหลายคนจนต้องหยิบกล้องถ่ายรูปออกมากดชัตเตอร์รัว  มันเป็นรอยยิ้มที่แสนเศร้า หากก็พยายามฝืนจนสุดแรงที่จะแสดงด้านที่เข้มแข็งออกมาให้ทุกคนได้เห็น 



“เรายังไม่รู้แม้กระทั่งว่าคุณอีทึกปลอดภัยแล้วหรือยังด้วยซ้ำ  เราไม่พร้อมที่จะให้สัมภาษณ์ตอนนี้จริงๆ” สงบ ร้องขอ และน่าสงสารเสียจนถ้าไม่ทำตามก็คงจะเป็นคนใจร้ายอย่างที่สุด  



ด้านหลัง ฮีชอลกระตุกมุมปากเป็นรอยยิ้มอย่างพึงพอใจต่อวิธีการแก้ลำของคนเป็นน้อง 



ซีวอนทำดีมากเมื่อสามารถดึงความสนใจมาที่ตัวพวกเขาได้ทั้งหมด  เปิดโอกาสให้บิดามารดาและพี่สาวของคนเจ็บได้ตั้งหลักอีกด้วย  ไม่เสียแรงที่เล่นละครหน้ากล้องกันมานาน  ‘บทบาท’ ที่ซีวอนเลือกแสดงในคราวนี้นับว่าเหมาะสมกินใจด้วยประการทั้งปวง และเมื่อคนแรกสวม หน้ากากเปิดม่านในละครเวทีแห่งชีวิต ก็ไม่ยากที่คนที่สอง สาม และสี่จะออกมารับส่งบทกันต่อบ้าง ดังเช่นอัญมณีแห่งเอเชียที่เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล 



“พวกเราสัญญาครับว่าเราจะออกมาให้ข่าวกับทุกคนอย่างละเอียดที่สุดในทุกๆเรื่อง  แต่ตอนนี้สถานการณ์ยังไม่ดีเลย  ขอให้ทุกคนกลับไปก่อนและให้ครอบครัวของคุณอีทึกได้ใช้เวลานี้อย่างคุ้มค่าด้วยนะครับ”



ซองมินเลือกบทให้ตัวเองเป็นผู้ช่วยเหลือในการทำให้อีฮยอกแจดูน่าสงสารมากยิ่งขึ้น  เด็กหนุ่มตัวกลมส่งยิ้มจืดเจื่อนให้กับผู้สื่อข่าวทั้งหลายพร้อมกับดวงตาวาวใสฉ่ำน้ำ เหลือบมองไปยังรอยแผลบาดเจ็บทั่วร่างกายของคนเป็นเพื่อนแล้วจึงเอ่ยเสียงแห้ง 



“ต้องขอโทษจริงๆในความไม่สะดวกนะครับ” กระต่ายน้อยทำเหมือนกับว่ารับความผิดเข้าหาตัว ทว่าหากใครพอมีจิตสำนึกสักนิดก็จะแปลออกมาได้ว่าเพราะมีพวกชอบสอดรู้สอดเห็นไม่ถูกเวลานี่แหละจึงทำให้คนอื่นเขาลำบากกันไปหมด 

 

“หรือ...ถ้าหากพวกพี่ๆจำเป็นจริงๆเราก็...จะให้ข่าวก็ได้ครับ  แต่คงจะได้แค่ไม่กี่นาที  แล้วก็ต้องขอโทษด้วยที่สภาพไม่เรียบร้อย คุณชินดง คุณอึนฮยอก  แล้วก็คุณคยูฮยอนยังไม่ได้กลับบ้านเลยครับ  ตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุก็มาที่นี่เลย  พวกเราที่เหลือเองก็รีบมากันกลางดึก  ก็เลยเป็นแบบนี้” 



นางพญาคนงามของวงตัดสินใจได้ในตอนนั้นว่าสมควรแก่เวลาปล่อยหมัดฮุค  เอ่ยปิดม่านด้วยประโยคที่สวยงามที่สุด 

ใบหน้าเหน็ดเหนื่อย  ท่าทางอิดโรย  และแววตาวิตกกังวลถึงคนที่อยู่ภายในห้องฉุกเฉินของสมาชิกทุกคนทำเอาผู้ที่อยากได้ข่าวเสียเหลือเกินนิ่งงัน  รู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูกแล่นวูบที่มาซ้ำเติมเอาผู้ที่สูญเสียในเวลาเช่นนี้  



โอกาสที่เปิดให้โดยสมาชิกในความดูแลทำให้อีซึงฮวานขยับตัว  ฉวยช่วงเวลาทองนี้สร้างสถานการณ์ที่จะพลิกกลับมาได้เปรียบทันควัน  ชายหนุ่มกันเอาครอบครัวของหัวหน้าวงไปไว้หลังสุดใกล้กับประตูห้องฉุกเฉิน รวมถึงกันตัวซูเปอร์จูเนียร์ไว้เป็นลำดับถัดมา จากนั้นจึงยืนปิดทางเดินพร้อมกับผู้จัดการทั้งสามไม่ให้ใครได้มีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์ได้  สรุปด้วยน้ำเสียงนุ่มว่า



“อย่างที่บอกไปนะครับ  ผมสัญญาว่าถ้ามีข่าวอะไรคืบหน้าแล้วเราจะแจ้งไปที่ทุกสำนักข่าวในทันที  ไม่มีใครพลาดแน่นอน  แต่ตอนนี้คงต้องขอเวลาเป็นส่วนตัวให้กับสมาชิกในวงและครอบครัวของคุณอีทึกก่อนนะครับ” 



คราวนี้ไม่มีใครคัดค้านคำกล่าวของผู้จัดการหนุ่มอีก  แต่ละสำนักเพียงแต่ขอถ่ายรูปเอาไว้เล็กน้อยก่อนจะล่าถอยไปอย่างสงบโดยมีคิมมินซองตามไปประกบใกล้ชิด  



“ไม่เป็นไรใช่ไหมครับคุณพ่อ คุณแม่ คุณอินยอง” ทักยองจุนเบือนหน้าไปถามสามพ่อแม่ลูกตระกูลปาร์คที่ยังดูตกอกตกใจจนทำอะไรไม่ค่อยถูก  ได้แต่ยืนเกาะกลุ่มกัน  อีทึกกันพื้นที่ส่วนตัวไว้ให้กับครอบครัวเป็นอย่างดีตลอดมาจึงดูเหมือนว่าจะไม่มีใครเคยคุ้นกับเรื่องราวแบบนี้มาก่อน 


“มะ ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมาก” ปาร์คอินยองเป็นตัวแทนครอบครัวในการเอ่ยตอบคำถาม หญิงสาวมีใบหน้าสวยงามไม่แพ้ผู้เป็นน้องชาย ทว่าบัดนี้ดวงตาคู่งามกลับมีแต่ร่องรอยบวมช้ำจากการร้องไห้  


“พวกนาย  ขอบใจที่ช่วยนะ”  


“เราช่วยตัวเองด้วยต่างหาก” คนเป็นผู้จัดการพ่นลมหายใจเหนื่อยอ่อนเมื่อคำขอบคุณกลับถูกปฏิเสธกลับมาห้วนๆตามแบบฉบับ  ทว่าก็ไม่อยากจะจ้ำจี้จำไชให้อับอายขายหน้าครอบครัวของหัวหน้าวงในตอนนี้  ชายวัยกลางคนจึงเปลี่ยนเรื่องไปว่า 


“แล้วนี่หมอออกมาอีกรอบหรือยัง  มีใครมาบอกอะไรบ้างหรือเปล่า” ฮันกยองที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดส่ายหน้าแทนคำตอบ 


“ยังไม่มีใครออกมาเลย” คนฟังนิ่วหน้าเป็นกังวล  จากนั้นจึงเหลือบมองนาฬิกาแล้วพูดว่า


“แย่จริง แล้วนี่จะตีสี่อยู่แล้ว พี่ว่าพวกนายกลับไปพักกันก่อนดีไหม คยู ฮยอน ชินดง ฮยอกแจยิ่งหนัก ยังไม่ได้พักเลยนี่ กลับไปนอนพักสักตื่นดีกว่าแล้วค่อยว่ากันใหม่ตอนเช้า” ชายวัยกลางสี่สิบไม่ได้เอ่ยออกไปว่ายังมีศึกหนักรอให้ตัดสินอยู่ที่ค่ายอีกด้วยว่าใครจะอยู่ใครจะไป  หากแต่อุบัติเหตุเลยทำให้ต้องเลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน 


“จริงด้วย  พวกนายกลับบ้านเถอะ  เดี๋ยวพี่ไปส่ง  ซึงฮวานนายเองก็จะได้กลับไปพักด้วย  นายเองก็เจ็บแถมเหนื่อยมาทั้งคืน” ซองคิบอมเสริมทว่าการตอบรับจากลูกวงกลับเป็นการส่ายหน้าดิก 


“ไม่ไป”


“ไม่เอาครับ”


“เราจะอยู่รอจนกว่าจะรู้ว่าพี่อีทึกปลอดภัย  พี่ไปส่งพี่ซึงฮวานก่อนเลยได้” เป็นหนึ่งในน้อยครั้งที่สมาชิกจะมีความเห็นตรงกัน  


“แต่ว่า...”


“ให้เราอยู่เถอะครับ  เราไม่เรื่องมากหรอก” รยออุกเอ่ยเสียงอ่อน  ฮีชอลจึงพยักหน้า  พูดย้ำอีกครั้งในฐานะผู้นำคนที่เหลือกลายๆว่า


“ไล่ยังไงเราก็ไม่ไปหรอกตอนนี้  ทางที่ดีพี่เลิกพยายามแล้วเอาเวลาไปทำอะไรที่มีประโยชน์อย่างเรียกหมอออกมาถามดีกว่า” คนฟังสะดุ้ง ร้องเฮ้ย 


“มันจะไปทำแบบนั้นได้ยังไงล่ะฮีชอล  นายนี่” ฮีชอลยักไหล่ 


“อ้าว  ก็ไม่รู้นี่  ถ้าทำไม่ได้พี่ก็ต้องรู้ว่าไล่พวกเราไปไม่ได้เหมือนกัน  เราจะอยู่กันตรงนี้แหละ” 


“ใช่ ไม่ไปเด็ดขาด”



ท่าทางดื้อแพ่งสุดใจขาดดิ้นทำเอาผู้จัดการวงถอนหายใจเฮือก  รู้ตัวว่าแพ้อีกตามเคย  ไม่เคยจะเถียงอะไรชนะพวกเด็กนรกพวกนี้สักที  หากอย่างน้อยก็ยังมีเรื่องน่ายินดีนิดหน่อยที่คราวนี้เจ้าพวกนี้คิดจะเถียงเพราะเป็นห่วงพี่  ไม่ใช่มุ่งแต่ละทำลายเอาตามอารมณ์อย่างเมื่อก่อน 



“เออๆๆๆ จะทำอะไรก็ทำตามใจพวกนาย  ไม่อยากกลับก็ไม่ต้องกลับ” ท้ายสุดหนุ่มใหญ่ก็โบกมือเป็นเชิงยอมแพ้  ยังผลให้เอสเจทั้งสิบสองคนนัยน์ตาวาว


“ไม่ต้องมาทำตาแบบนั้น  ที่บอกน่ะเพราะเป็นห่วงรู้ไหม  เดี๋ยวพวกนายยังต้องเจออะไรอีกเยอะ  ถ้าไม่เก็บแรงเอาไว้จะได้น็อกกลางทางพอดี” 


“เราสัญญาว่าพอรู้ข่าวว่าพี่อีทึกปลอดภัยเมื่อไหร่ก็จะกลับทันทีเลย  ไม่ทำให้พี่ลำบากใจหรอก” คังอินให้คำมั่นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น 



เมื่อเห็นแววตาจริงจังและจริงใจจากเด็กในปกครองแต่ละคนแล้วคนมองก็ใจอ่อนยวบ ยองจุนพยักหน้ายอมรับแต่ก็ยังไม่วายเตือนว่า 



“แต่อย่าไปเดินเพ่นพ่านล่ะ ไม่รู้จะมีนักข่าวโผล่มาอีกเมื่อไหร่อยู่เกาะๆกลุ่มกันไว้เข้าใจไหม” 


“เรารู้อยู่แล้วน่า ไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ” เสียงท้วงเชิงรำคาญจากอีทงเฮทำเอาคนที่เป็นถึงหัวหน้าผู้จัดการแยกเขี้ยว อยากจะตะโกนใส่นักว่าแล้วไอ้ที่ทำตัวมีปัญหาต่างๆนานากันมาก่อนหน้านี้จนเกิดเรื่องนี่มันไม่ใช่พฤติกรรมของเด็กหรือไง  แต่แล้วก็ยอมตัดใจไม่ต่อความอีก 


“เออๆ ก็แค่เตือนเผื่อไว้เท่านั้นแหละ” จากนั้นจึงหันไปพยักหน้ากับผู้จัดการที่เด็กที่สุดในสี่คน


“ไป ซึงฮวาน งั้นนายก็กลับไปนอนซะ ที่นี่เดี๋ยวพวกพี่จัดการเอง” ชายหนุ่มเจ้าของชื่อนิ่วหน้า


“แต่ว่า...”


“นายก็จะดื้อกับพี่เหมือนเจ้าพวกนี้ด้วยหรือไง” เมื่อโดนดักคอแบบนั้นผู้จัดการหนุ่มจึงได้แต่คอตกพยักหน้าแต่โดยดี 


“ผมไปก็ได้  แล้วเดี๋ยวบ่ายๆจะโทรมาหานะครับ แต่ถ้าจองซูฟื้นแล้วพี่โทรหาผมด้วยนะ โทรมาได้ตลอดเวลาเลย” 


“ได้  แล้วพี่จะโทรไป” 


“ขอบคุณครับ” อีซึงฮวานโค้งตัวร่ำลารุ่นพี่ร่วมอาชีพ จากนั้นจึงไปกล่าวลาครอบครัวของปาร์คจองซู  ก่อนจะตบท้ายด้วยเด็กในปกครองของตัวเอง 


“ดูแลตัวเองกันดีๆล่ะ ชินดง ฮยอกแจ คยูฮยอน พวกนายอย่าฝืนรู้ไหม  ไม่ไหวก็กลับไปพักซะ” สมาชิกที่ถูกกล่าวถึงทั้งสามพยักหน้า เมื่อเห็นดังนั้นซึงฮวานจึงไม่เซ้าซี้อีก 


“งั้นพี่ไปละ ไว้เจอกัน” 





การรอคอยไม่ใช่อะไรที่น่าสนุกนัก โดยเฉพาะเมื่อการรอคอยนั้นเป็นการรอคอยที่เกี่ยวโยงกับความเป็นความตายของคนๆหนึ่ง ทุกครั้งที่เข็มนาฬิกาขยับเคลื่อนไปข้างหน้า ความตึงเครียดก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น จากที่นั่งสงบก็เป็นเป็นยืน  จากยืนก็เปลี่ยนเป็นเดินไปมา และแล้วเมื่อยังไม่มีอะไรคืบหน้าก็ต้องกลับมานั่งนับหนึ่งใหม่ 



คยูฮยอนหายตัวไปอีกครั้งโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าไปไหน แต่ก็ไม่มีแก่ใจจะตาม  เด็กหนุ่มร่างสูงไม่ใช่คนโง่ ติดจะฉลาดแกมโกงด้วยซ้ำ ถึงจะละเมิดคำสั่งของทักยองจุนแต่ก็คงไม่งี่เง่าขนาดเดินทะเล่อทะล่าออกไปให้ใครเห็น ว่ากันไปแล้วก็น่าจะอยู่ที่ใดที่หนึ่งภายในชั้นนี้แหละ  



แอ๊ด!!



เสียงบานประตูถูกผลักออกเป็นดั่งเสียงสวรรค์ที่รอมานานแสนนาน  ทุกสายตาหันพรึ่บไปในทางเดียวกัน  เมื่อเห็นว่าผู้ที่ออกมาคือชายวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดและหมวกคลุมสีเขียวเกือบยี่สิบคนก็ผุดลุกขึ้นแทบจะในวินาทีนั้น นัยน์ตามีประกายคาดหวังเต็มเปี่ยม 



“หมอ!!” คังอินถลาพรวดเข้าไปแต่ก็หยุดชะงัก  มีสติพอที่จะหลีกทางให้ครอบครัวปาร์คได้เข้าถึงตัวคนเป็นแพทย์ก่อนแล้วตัวเองค่อยตามไปยืนอยู่ข้างหลัง  ถัดจากร่างสูงคือน้องๆที่ยืนออรวมกันอยู่จนดูแน่นขนัดไปหมด 



“หมะ...หมอ  ลูกผมเป็นยังไงบ้างครับ” 


“น้องดิฉัน...” 


“พี่อีทึกปลอดภัยใช่ไหมครับ”


“ตอนนี้ปลอดภัยแล้วใช่ไหมครับ”


“ไม่ทราบว่าอีทึกเป็นยังไงบ้างแล้วครับคุณหมอ” 



แต่ละประโยคที่พุ่งตรงไปยังแพทย์ในเวลาเดียวกันทำเอากลายเป็นเสียงเซ็งแซ่ฟังไม่ได้ศัพท์ไปในบัดดล  ชายในชุดผ่าตัดยิ้มแหย  เผลอก้าวถอยหลังก่อนจะยกมือขึ้นระดับหน้าอก  บรรเทาความร้อนใจของญาติผู้ป่วยว่า



“ใจเย็นๆกันนะครับ ใจเย็นๆ ค่อยๆถาม” 


“ลูกผมเป็นยังไงบ้างครับคุณหมอ  จองซูปลอดภัยไหม” ปาร์คยงอินเป็นตัวแทนในการกล่าวถามนายแพทย์ผู้ทำการรักษาซูเปอร์จูเนียร์อีทึกอีกครั้ง  ขณะที่ทุกคนโดยรอบแทบจะกลั้นหายใจ  


“คือ  ตอนนี้หมอก็ยังตอบอะไรมากไม่ได้” สีสันบนใบหน้าแต่ละคนซีดเผือด  รู้สึกเหมือนจะล้มทั้งยืน 


“หมายความว่า...” คนเป็นพ่อเอ่ยเสียงแห้ง  


“ไม่ครับไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น” คนฟังรีบโบกมือ  นึกรู้ว่าญาติคนไข้คงจะเข้าใจผิดไปไกล

 

“คือต้องเข้าใจว่าคุณปาร์คจองซูบาดเจ็บสาหัสมาก ทั้งรอยกระจกบาดแล้วก็เหล็กที่แทงทะลุปอดกับซี่โครง ทีมเราได้ทำการผ่าตัดในเบื้องต้นแล้วผลก็เป็นไปด้วยดีนะครับแต่ก็ยังอ่อนเพลียอยู่มากจนเรากลัวว่าอาจจะรับการผ่าตัดครั้งที่สองไม่ไหว” คนเป็นหมออธิบาย 


“ถ้าจะให้บอกว่าปลอดภัยแน่แล้วเราก็พูดได้ไม่เต็มปากเพราะว่าถึงจะพ้นขีดอันตรายในคืนนี้แล้วแต่ก็ไม่รู้เลยจริงๆว่าถ้าหากฟื้นขึ้นมาแล้วจะมีอะไรที่ส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตบ้าง เราไม่สามารถบอกได้ว่าคุณปาร์คจองซูจะกลับมาแข็งแรงและสามารถใช้ชีวิตแบบเดิมได้ แต่ทางเราก็จะพยายามให้การรักษาอย่างดีที่สุด” 



คนฟังทั้งหมดแทบจะรูดตัวลงไปกองกับพื้นเมื่อได้ยินถ้อยคำยืนยันจากแพทย์ผู้ทำการรักษาว่าหัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์จะรอดชีวิตอย่างแน่นอน  ถึงแม้จะไม่สามารถรับรองได้ว่าจะกลับมาสมบูรณ์แข็งแรงร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มก็ตาม 



ขอบคุณพระเจ้าที่ยังฟังคำขอของคนเลวๆอย่างพวกเขา 


ปาร์คจองซูจะรอดชีวิต  

พี่ชายคนโตจะไม่เป็นไร 


ซูเปอร์จูเนียร์จะยังคงมีสมาชิกชื่ออีทึกอยู่ในฐานะหัวหน้าวงอยู่  




ก้อนหินก้อนใหญ่หลายก้อนที่ทับอกมาตลอดทั้งคืนได้ถูกยกออกไปบ้าง  ทำให้หลายคนพอจะยิ้มออกมาได้บ้างแม้จะไม่เต็มที่นักก็ตาม หน้าตาค่อยสดใสขึ้น 



“ดีจังเลย” ฮีชอลบอกกับตัวเอง  ไม่รู้ตัวว่าเผลอเอาตัวพิงเข้ากับร่างสูงแกร่งของน้องชายคนที่สิบไปแล้ว แถมอีกคนก็เอามือแตะตอบไว้ที่ช่วงเอวบาง  ไม่ทักท้วงเสียอีก 


“ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ไม่สามารถให้ข้อสรุปอะไรที่มากไปกว่านี้ได้  เรายังบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคุณปาร์คจองซูจะฟื้นเมื่อไหร่” นายแพทย์ใหญ่เอ่ยสรุปด้วยน้ำเสียงเสียใจ 


“ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร” เสียงพึมพำดังมาจากปาร์คยงอินผู้เป็นบิดาของอีทึก ชายวัยกลางคนกระชับแขนข้างซ้ายกอดภรรยาไว้แน่น ข้างขวาจับมือกับบุตรสาวคนโต ขณะที่ตัวเองก็โค้งตัวต่ำแทนคำขอบคุณต่อผู้ให้การช่วยเหลือบุตรชาย


“แค่ยังมีชีวิต แค่เด็กคนนั้นยังมีชีวิตรอดก็พอแล้ว” 






ซองมินผละตัวออกจากบรรยากาศความวุ่นวายตรงหน้าเมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งใดที่ตนจะทำได้แล้ว จากนั้นจึงเดินเรื่อยเปื่อยไปตามทางเดินยาวของแผนกฉุกเฉิน  โรงพยาบาลตอนตีสี่ไม่ใช่สถานที่ที่น่าพิสมัยนัก  ผนังสีขาวโพลนให้ความรู้สึกแปลกแยกเย็นชา  รวมถึงกลิ่นยาฆ่าเชื้อ  และกลิ่นอายของความเจ็บป่วยและความตายก็ยิ่งส่งให้บรรยากาศดูน่าหดหู่  



ถ้าเป็นไปได้  ซองมินก็อยากให้พี่อีทึกฟื้นเร็วๆ  และรีบออกไปจากสถานที่นี้โดยเร็วที่สุด  มันไม่ใช่ที่ๆน่าอยู่เลยสักนิด 



ความคิดเรื่อยเปื่อยของกระต่ายน้อยสะดุดวูบเมื่อเห็นว่าที่ทางเดินข้างหน้าซึ่งมีลักษณะเป็นขั้นบันไดสองสามขั้นก่อนจะเป็นทางราบเรียบต่อไปนั้น  มีใครบางคนกำลังนั่งหันหลัง อวดแผ่นหลังกว้างในชุดเสื้อยืดสีเทาเปรอะเปื้อนทั้งคราบฝุ่นและคราบเลือด บ่งชัดว่าเพิ่งมาจากสถานที่เกิดเหตุ และที่สำคัญ ซองมินจำผมฟูๆและท่าทางเก้งก้างนั่นได้ว่ามันเป็นของสมาชิกในวงคนหนึ่งที่เขายังจำกัดความความรู้สึกให้ไม่ได้   



มังเนที่เข้ามาทีหลังพี่ชายคนอื่นๆเกือบปี...โจคยูฮยอน 


มาหลบอยู่นี่เอง  



คยูฮยอนอยู่คนเดียว นั่งนิ่ง ตัวสั่น นัยน์ตาเบิกกว้าง จนจากที่ว่าจะเดินผ่านไปเฉยๆก็อดสงสารไม่ได้ ซองมินหย่อนตัวลงข้างๆ ไม่เกรงกลัวว่าจะเป็นการบล็อกทางเดิน  ถามเสียงอ่อนผิดปกติว่า



“เป็นอะไร กลัวเหรอ พี่อีทึกไม่เป็นไรหรอก เมื่อกี้นายไม่อยู่ตอนที่หมอออกมา หมอบอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้วสำหรับคืนนี้” 


กระต่ายสีชมพูรออยู่สักพักก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆตอบสนองกลับมา เด็กหนุ่มจึงหันไปจิ้มเอาที่ต้นแขนแกร่งครั้งหนึ่ง  เรียกร้องความมีตัวตนว่า


“นี่  คยูฮยอน ฟังฉันอยู่หรือเปล่า  ฉันบอกว่าพี่อีทึกพ้นขีดอันตรายแล้วไง  ไม่ต้องตกใจแล้วนะ  เดี๋ยวเราก็กลับบ้านกันได้แล้ว”


“......................” ท่าทางเหมือนคนที่ยังไม่มีสติทำเอาซองมินชักผิดสังเกต 


“นาย เป็นอะไรหรือเปล่า เฮ้ย คยูฮยอน ตอบสิ” เนิ่น...นาน  กว่าเสียงทุ้มนุ่มจะค่อยหลุดออกมาจากริมฝีปากหยักได้รูป ปลายประโยคสั่นสะท้านจนคนฟังใจหาย   


“พ่อ...กับแม่...ก็เป็นแบบนี้ โดนรถชน แล้ว แล้ว...แล้ว...ก็ไม่...กลับมาอีกเลย” 



ซองมินนิ่งอึ้ง พูดอะไรไม่ออก 



เขารู้ว่าพ่อแม่ของน้องชายคนเล็กสุดเสียชีวิตไปหมดแล้ว และคนอื่นก็รู้...แต่นี่เป็นครั้งแรก ที่รู้ว่าสาเหตุของการเสียชีวิตนั้นคืออุบัติเหตุรถยนต์  มิน่าเล่า คยูฮยอนถึงได้ช็อกไม่พูดไม่จาไป เขาก็ยังสงสัยว่าทำไมน้องเล็กถึงได้เงียบแปลกๆ



คนตัวเล็กก้มใบหน้าลงอย่างรู้สึกผิดเมื่อนึกถึงว่าสมัยก่อนก็เคยสาดใส่คำพูดร้ายกาจใส่หน้าสมาชิกคนที่สิบสามไปอย่างไม่รู้อะไรเลย 



‘ก็เพราะนิสัยแบบนี้สิพ่อแม่ถึงได้ไม่อยากอยู่กับนาย หนีนายไปเร็วๆไง’


แววตาเจ็บปวดสะเทือนใจในดวงตาคู่คมยามนั้นถูกซองมินมองว่าเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการเสแสร้งแกล้งทำ ไม่รู้เลยจริงๆว่าร่างสูงต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง 


แต่มานึกเสียใจตอนนี้มันก็สายเกินไปเสียแล้ว 



“ไม่หรอกน่า” เมื่อแก้ไขอดีตไม่ได้ ซองมินก็พยายามจะทำให้ปัจจุบันเป็นอะไรที่ดีขึ้น “พี่อีทึกรักพวกเราจะตาย เขาไม่ทิ้งพวกเราไปไหนทั้งๆที่ยังคาราคาซังแบบนี้หรอก เชื่อสิ”


“รัก...เหรอ” แววตานั้นไม่มั่นใจผิดจากน้องเล็กผู้เย่อหยิ่งคนเดิม “พี่ว่าพี่อีทึกรักเรา...ทั้งๆที่เราเป็นแบบนี้กันน่ะเหรอ”


“อยู่ด้วยกันมาขนาดนี้นายยังไม่รู้อีกเหรอว่าพี่เขารักนาย รักพวกเราขนาดไหน” พูดเองแล้วก็ต้องมาสะอึกเอง  



ใช่  ทำไมซองมินจะไม่รู้ว่าปาร์คจองซูรักน้องรักวงขนาดไหน  คนเป็นพี่พยายามอยู่คนเดียวมาโดยตลอด ขณะที่น้องๆอย่างพวกเขาไม่ทำอะไรเลย   



กำแพงใจที่ทงเฮและฮยอกแจเคยละลายออกไปได้อย่างราบคาบกำลังจะละลายออกอีกครั้งเพื่อเปิดรับใครหลายๆคนเข้ามา 



“แล้วเรื่องเมื่อตอนบ่ายล่ะ พี่อีทึกเกลียดพวกเราแล้วใช่ไหม”


“ไม่” เด็กหนุ่มส่ายหน้าดิก ให้ความมั่นใจกับน้องและตนเองไปพร้อมๆกัน “ไม่ได้โกรธ ไม่ได้เกลียด แต่เสียใจ ถ้าคนที่นายรักทำแบบนั้นกับนายนายจะเสียใจไหมล่ะ”



คยูฮยอนพยักหน้า



  “เสียใจสิ แต่ฉันคงไม่โกรธหรอก”


“พี่อีทึกก็เหมือนกัน เหมือนกับนายแหละ แค่เสียใจ แต่เพราะเราทำไว้มาก ก็เลยเสียใจมาก”


“อย่างนั้นเหรอ” ดวงตาคู่คมเหม่อมองไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย  พาให้คนนั่งข้างๆเงียบงันไปบ้าง  


“ทำอะไรกันแถวนี้ เกะกะขวางทางเดินคนอื่นเขา” เสียงคุ้นเคยเรียกให้สองพี่น้องสะดุ้ง หันขวับเพื่อที่จะได้พบกับรองเท้าสีแดงสดคู่หนึ่ง และเมื่อมองเลยขึ้นไปถึงช่วงขาเรียวยาวภายใต้กางเกงขาบาน  เสื้อเชิ้ตสุภาพและใบหน้าเรียวคมจึงได้เห็นว่าเป็นพี่ชายคนที่สองที่มองมาด้วยความสงสัย 


“พี่” 


ใบหน้างามเกินชายติดจะเย็นชาเป็นกิจวัตร หากทั้งซองมินและคยูฮยอนก็เห็น...ใต้นัยน์ตาโตนั้นคือคราบน้ำตา บวมแดง และภายในตาคือประกายโล่งใจที่ปิดไม่มิด 


“ฉันถามว่ามานั่งทำอะไรกัน”


“นั่ง...เฉยๆ”คยูฮยอนตอบ 


“กันที่คนอื่นเขา  ขวางทางคนจะเดิน  นี่มันโรงพยาบาล  เคสด่วนจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ จะนั่งก็ไปนั่งที่อื่น” ชายหนุ่มปรามคนเป็นน้องให้คิดถึงความเป็นจริง  จากนั้นจึงถามต่อว่า


“แล้วนี่รู้หรือยังว่าจองซูมันปลอดภัยแล้ว นายบอกมันหรือยัง” ประโยคหลังฮีชอลหันไปถามคนชอบฟักทองหวาน  ซองมินพยักหน้า


“บอกแล้วครับ” ทว่าเด็กหนุ่มไม่ปริปากถึงประวัติชีวิตของโจคยูฮยอนที่ได้รับฟังมาแม้แต่น้อย 


“เราคิดถึงพี่อีทึก” ซองมินรำพึงขึ้น 


“คิดทำไม เดี๋ยวมันก็กลับมา คนอย่างมันหัวแข็งจะตาย หลับไปห้าวันยังฟื้นมาได้ ประสาอะไรกับ...เรื่องแค่นี้ หมอเองก็บอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว” ถึงจะไม่รู้ว่าฟื้นเมื่อไหร่ก็เถอะ 


“แล้ว...ถ้าไม่กลับมาล่ะ” คนฟังตาลุกวาบ เสียงแข็งทันควัน 


“หุบปากนายเดี๋ยวนี้นะโจคยูฮยอน อย่ามาทำปากเสียแถวนี้”


“ถ้าพี่เขาโกรธ เหนื่อยกับพวกเราจนไม่อยากกลับมาล่ะ” น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เคยมัดใจคนฟังทั้งประเทศอ้างว้าง  เจือความไม่มั่นคงราวกับเด็กตัวเล็กๆที่ร้องเรียกซ้ำๆเพื่อหาความมั่นใจ 


คราวนี้พี่คนเกือบโตสุดเป็นฝ่ายนิ่งบ้าง



ทำไมเขาจะไม่ห่วงล่ะ เพื่อนร่วมรุ่นเพียงคนเดียว แถมยังช่วงเวลาที่ต้องนอนพักฟื้นด้วยกันในโรงพยาบาลอีก ชีวิตที่มีแต่เพดานสีขาว ผนังสีขาว เตียงสีขาว ชุดสีขาว...การมีเพื่อนอยู่ด้วยซักคนมันเป็นอะไรที่วิเศษ  เขาสองคนพูดคุยกันมากมาย เป็นเรื่องบ้าง ไม่เป็นเรื่องบ้าง...บางทีก็ขัดคอกันบ้าง...เขาขัดเป็นส่วนใหญ่ล่ะนะ เวลาสั้นๆแค่สามวันที่อีทึกพักหลังจากฟื้นกลับทำให้ได้รู้จักกันยิ่งไปกว่าที่อยู่ร่วมบ้านมาเกือบสองปีอีก  


แต่นี่  คนหนึ่งกลับต้องมาอยู่ในโรงพยาบาลอีกครั้ง  โดยที่อีกคนหนึ่งช่วยอะไรไม่ได้เลย  นอกจากรู้สึกเจ็บปวดแทน



“อย่าคิดอะไรให้มากเลย ฉันเชื่อ...ว่าจองซูรู้ว่าพวกเราคอยอยู่ มันไม่ตัดช่องน้อยหนีเราไปง่ายๆแบบนั้นหรอก” ฮีชอลเอ่ยสรุป


น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจทำให้คนอายุน้อยกว่าทั้งสองมีสีหน้าดีขึ้น 



“ไป  กลับบ้านไปอาบน้ำอาบท่าเสียทีนายน่ะ  สกปรกยิ่งกว่าอะไรเดี๋ยวก็ป่วยอีกรอบหรอก” ชายหนุ่มเหล่มองพลาสเตอร์กับผ้าพันแผลสีขาวมากมายบนตัวน้องชายคนเล็กพร้อมกับย่นจมูกใส่เสื้อเปรอะฝุ่นเปรอะเลือดด้วยความรังเกียจ 

ทำไมพยาบาลไม่เอาเสื้อใหม่มาให้มันใส่นะ ทิ้งไว้แบบนี้เดี๋ยวก็ติดเชื้อโรคตายกันพอดี 



“นายน่ะซองมิน  พาคยูฮยอนตามลงไปที่ข้างล่างเลยนะ ที่เดิมกับที่รถจอดส่งพวกเรา เดี๋ยวฉันจะไปตามคนอื่นก่อน กลับไปนอนเสียทีก็ดีเหมือนกัน” 


“ครับ เดี๋ยวผมมาคยูฮยอนไปเอง” ซองมินพยักหน้ารับไม่เกี่ยงงอน ขยับตัวลุกขึ้นพร้อมกับยื่นมือไปหาคนที่นั่งอยู่ข้างๆ 


ชั่ววินาทีนั้นเด็กหนุ่มเหมือนจะลืมไปแล้วว่าร่างสูงโปร่งคือคนที่เคยไม่ชอบหน้าจนถึงขนาดสาบานว่าต่อให้ตายก็จะไม่ยกโทษให้  



ฮีชอลยิ้มจาง  เอ่ยประโยคสุดท้าย ปลอบใจน้อง  รวมถึงปลอบใจตัวเอง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปว่า



“เชื่อสิ เดี๋ยวเจ้าหัวหน้าวงที่แสนจะน่ารำคาญนั่นก็กลับมา”





TBC 





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น

  1. #1033 ✖ B2UTYzZ :D ✖ (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 28 กันยายน 2563 / 21:13

    ตอนนี้ยังมีอยู่ไหมค่ะ?

    #1,033
    0
  2. #1032 punpun3012 (จากตอนที่ 77)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 11:18
    ขอโทษนะคะ พอดีไม่มั่นใจ เมื่อกี๊ว่าจองไปหรือยัง พอดีกดsubmitแล้วมันค้างพอดี
    #1,032
    0