[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 76 : Problem Child 34 #reup + เปิดจองรวมเล่ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 216
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    12 พ.ย. 61

Chapter 34




ช่วงเวลาอาหารเย็นผ่านไปอย่างแกนๆโดยไร้ซึ่งเงาของหัวหน้าวงและสมาชิกลำดับที่ห้าและสิบ ปาร์คจองซูปรากฏกายขึ้นอีกครั้งเพียงเพื่อจะเดินดุ่มๆออกไปขึ้นรถที่มารอรับไปจัดรายการวิทยุยามดึกโดยไม่มองหน้าใครเลยสักคน  ที่เดินตามหลังคืออีฮยอกแจ  ชินดงฮี และโจคยูฮยอน  สองคนหลังจำต้องไปเป็นแขกรับเชิญพิเศษในรายการตามสคริปต์ที่กำหนดไว้อยู่แล้ว นับเป็นความบังเอิญที่โชคร้ายอย่างที่สุดสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้



            หลังเวลาอาหารเย็น สมาชิกก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งภายในห้องนั่งเล่นห้องเดิมโดยไม่ได้นัดหมาย  แม้กระทั่งคังอินกับซีวอนก็ลงมานั่งอยู่ด้วยกัน ไม่มีใครสามารถข่มตาหลับลงได้หลังจากที่เผชิญกับพายุอารมณ์รุนแรงของผู้เป็นทั้งพี่ชายใหญ่และหัวหน้าของวงซูเปอร์จูเนียร์  อันที่จริงต้องบอกว่าแค่ความคิดจะขึ้นไปอาบน้ำหรือล้มตัวลงนอนยังไม่มีเลยมากกว่า  ใครเลยจะอยากเข้านอนให้เวลาที่เหลืออยู่ของวันหมดไปอย่างไร้ค่าในเมื่อยังกำหนดไม่ได้เสียด้วยซ้ำว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป  



หากจะให้เลือก เด็กหนุ่มทั้งหลายก็บอกไม่ได้ว่าอยากจะเป็นสมาชิกสามคนซึ่งโดนไฟลท์บังคับให้ไปจัดรายการวิทยุกับปาร์คจองซูหรืออยากจะเป็นคนที่เหลือซึ่งต้องรออยู่เบื้องหลังมากกว่ากัน



            เพราะไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน  ก็ทรมานไม่แตกต่างกันสักนิด 


        

“นี่พวกนายคิดจะนั่งแบบนี้กันไปถึงเมื่อไหร่  จะรอให้รากมันงอกขึ้นมาเลยมั้ย” 


สุดท้ายก็เป็นพี่ชายซึ่งอาวุโสรองลงมาที่อดรนทนไม่ได้  ต้องทำหน้าที่สะกิดให้ก้อนหินทั้งเก้าก้อนขยับตัวไปอยู่ในที่ทางที่ควรจะเป็นหลังจากที่นั่งเฉยๆเป็นบ้าใบ้อยู่กันได้เป็นชั่วโมงภายหลังซูเปอร์จูเนียร์อีทึกและสมาชิกอีกสามคนก้าวพ้นออกไปจากบ้าน 

 

คิดๆไปเขาเองก็บ้าไม่แพ้กันหรอกที่มานั่งดูพวกมันนั่งเฉยๆอยู่เป็นชั่วโมงเหมือนกัน ไอ้พวกที่หายหัวออกไปจากบ้านสี่ตัวนั่นก็บ้า 


            ก็ดีเป็นบ้ากันให้หมดทั้งวงนี่แหละ



            “พี่ไม่เมื่อยเหรอนั่งขดอยู่กับพื้นแบบนั้น  ไปนั่งเก้าอี้สิ” ประโยคซื่อๆที่ไม่รู้ว่าตั้งใจจะใสหรือตั้งใจจะกวนกันแน่ทำให้ฮีชอลอยากจะทึ้งหัวตัวเองให้ขาดไปเสียเดี๋ยวนั้น


            เขาจะฆาตกรรมคนเป็นน้องในบ้านไม่ได้  


แต่ขอทีเถอะ  นั่นมันใช่ประเด็นเสียที่ไหนกันเล่าไอ้ปลาเพี้ยน



            “หุบปากไปเลยอีทงเฮถ้าพูดอะไรที่สร้างสรรค์กว่านั้นไม่ได้  ฉันจะนั่งยังไงมันก็เรื่องของฉัน  แต่พวกนายต้องขึ้นไปนอนกันได้แล้ว  พรุ่งนี้ไม่รู้จะมีงานอะไรเข้ามาให้ตามล้างตามเช็ดอีก  ทำตัวให้มันเข้ากับสถานการณ์หน่อย  พักผ่อนซะสมองจะได้โล่งๆมาช่วยกันคิด” 



            จากที่ว่าจะด่าสั้นๆเจ็บๆก็กลับกลายเป็นบ่นเสียยืดยาว  จากนั้นคนที่กุมอำนาจอันดับสองของวงจึงถอนหายใจเฮือก ไม่รู้จะทำยังไงให้ดีกว่านั้น



จะว่าโกรธฮีชอลก็โกรธอยู่หรอกที่อยู่ดีไม่ว่าดีก็โดนไอ้พวกเด็กมีปัญหานี่โยนขี้มาให้เสียเฉยๆ  ขี้ก้อนใหญ่เสียด้วยทั้งที่ตัวเองยังไม่ได้ทำอะไรผิดสักนิด  แต่ถ้าถามว่าโกรธมากไหมเขาก็ตอบได้ทันทีว่าไม่มาก และไม่เจ็บเหมือนอย่างที่ปาร์คจองซูเป็น 



            คงเพราะความคาดหวังและความเชื่อใจที่ต่างกันเป็นที่ตั้ง  



ฮีชอลไม่ได้วาดหวังว่าสมาชิกซูเปอร์จูเนียร์จะกลับตัวกลับใจมาเป็นเด็กดีอะไรได้ภายในระยะเวลาสั้นๆอยู่แล้ว ทำให้เขาไม่ได้มอบความเชื่อใจไว้ใจทุ่มเทลงไปเต็มเปี่ยมเฉกเช่นคนเป็นเพื่อน  รวมถึงเขาเองก็เคยมีปัญหา หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาของวงมาก่อน  ดังนั้นยามที่เกิดเรื่อง  ชายหนุ่มจึงมีความรู้สึกบางอย่างที่ก้ำกึ่งอยู่ระหว่างความเข้าใจกับความปลงอยู่กลายๆ



อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด


ความผิดพลาดมันเกิดขึ้นแล้ว  แก้ได้ก็แก้กันไป  แก้ไม่ได้ก็ต้องยอมรับ 




หากคราวนี้นางพญาคนงามก็อดรู้สึกขึ้นมานิดๆไม่ได้เหมือนกันว่าเจ้าพวกเวรตะไลนี่มันชักจะล้ำเส้นมากไปหน่อย สมัยก่อนนั่นที่ทำท่าว่าจะให้คนอื่นรู้เห็นมันก็เพื่อแกล้งปาร์คจองซูทั้งนั้น  ไม่ได้คิดจะให้ใครมาเห็นเข้าจริงๆ แต่รอบนี้เล่นมาเป็นภาพโจ่งแจ้งแสดงว่าพวกมันไม่ได้ระวังตัวกันเลยสักนิด แถมตัวตั้งตัวตียังเป็นคนโปรดของลีดเดอร์ทั้งคู่ นี่เขายังไม่ได้ซักฟอกเลยไม่รู้ว่ามันฟัดกันเพราะเรื่องอะไร 



            ม้ากับหมี เหอะ!ตัวโตซะเปล่าไม่รู้จักคิด



            คนอื่นก็เหมือนกัน อยู่กันตั้งเยอะไม่รู้จักมีปัญญาห้ามกันเลยซักคน  มันน่าเขกกะโหลกให้หัวยุบนัก ยังดีที่ไม่กลับมานั่งโยนเรื่องโทษคนโน้นคนนี้กันต่อที่บ้าน

 


“ดู ว่าแล้วยังไม่ขยับอีก  ไป  ลุกไปอาบน้ำนอนกันได้แล้ว  อย่าทำให้ฉันโมโห” ร่างโปร่งเพรียวสำทับเมื่อก้อนหินก้อนกรวดน้อยใหญ่ไม่ได้ทำท่าว่าจะสะดุ้งสะเทือนกันแม้แต่น้อย  บางรายตาลอยไม่ได้ฟังเสียด้วยซ้ำ 


“พี่ง่วงก็ไปนอนก่อนเถอะครับ” ซองมินเอ่ยแทนเพื่อนร่วมวงด้วยน้ำเสียงอ่อนทว่าคนอายุมากกว่าสวนฉับ


“ฉันง่วงไม่ได้จนกว่าจะส่งพวกนายเข้าห้องนอนเรียบร้อย  อย่าทำตัวมีปัญหากันนักเลย  เท่านี้ปัญหายังไม่พออีกเรอะ  จะทรมานตัวเองกันไปทำไม” 


คนเป็นน้องขยับตัวอึดอัด  กระต่ายสีชมพูสบตากับเพื่อนสนิทที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวก็ได้ความเห็นเดียวกันว่ายังไม่อยากกลับขึ้นห้องแต่จะให้ดื้อดึงใส่คิมฮีชอลก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย เด็กหนุ่มพยายามเหลียวหาตัวช่วยแต่ก็ต้องหมดหวัง หันไปทางซ้ายต้นเหตุคนที่หนึ่งอย่างคิมยองอุนก็นั่งกอดอกหน้านิ่ง คิ้วขมวด หันไปทางขวาชเวซีวอนก็นั่งก้มหน้า ทำตาตก ไม่มีใครรับฟังพี่ชายคนที่สองสักคน


            แล้วนี่ทำไมเขาจะต้องมาเป็นคนรับหน้าพี่ฮีชอลด้วยนะ  คนอื่นแย่ที่สุดทำเป็นนั่งเงียบกันไปหมด  ไม่รู้จักช่วยกันบ้างเลย  


            ซองมินเหล่ตามองตัวช่วยอันดับรองๆลงมาอย่างฮันกยอง  เยซอง คิบอม  รยออุก แล้วก็ต้องยอมแพ้เมื่อนิสัยส่วนตัวของแต่ละคนที่เหลืออยู่ก็ช่างพูดช่างคุยกันเหลือเกิน ท้ายสุดแล้วร่างอวบจึงได้แต่หันกลับมาใช้สายตาสื่อความในใจกับพี่ชายคนสวยอีกครั้ง


            คนมองส่งเสียงเฮอะในลำคอ ไม่ใจอ่อน


            “ทีอย่างนี้ล่ะมามองหน้าฉันทำไม แล้วไอ้ตอนจะทำทำไมถึงไม่มาถามก่อนบ้างเล่ามันจะได้ไม่เกิดเรื่อง” 


            “ผมเปล่าก่อเรื่องซักหน่อย” ซองมินค้านอุบอิบ


            “ถ้าไม่ได้ก่อก็กลับขึ้นห้องไปซะสิ  จะลงมาอยู่นี่ทำไม  อยากรับผิดกับเขาด้วยหรือไง”

 

            “อยากไม่อยากยังไงก็โดนเหมารวมไปแล้วนี่” 



น้ำเสียงทุ้มกังวานของเจ้าชายก้อนเมฆดังลอยๆมาจากมุมห้อง  ปลายเสียงที่สั่นไหวบ่งชัดว่าภายใต้ความเย็นชาตามปกติมีร่องรอยเสียศูนย์พอสมควร ข้างกายคนตัวสูงคือคิมรยออุกที่เบือนหน้ามามองก่อนจะรีบหันกลับเมื่อเห็นว่าฮีชอลกำลังจ้องตอบ ดวงหน้าเล็กขมวดมุ่นแฝงรอยกังวลแม้จะพยายามกลบเกลื่อนด้วยความเงียบ  คนเป็นพี่ถึงได้รู้ว่าไอ้ที่นั่งหน้าเฉยกันอยู่นี่ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้สึกอะไร คงสะเทือนกันไปไม่น้อยอยู่หรอก



แต่ก็อย่างว่า เจอนางฟ้าภาคองค์ลงเอาเน้นๆแบบนี้  



            “คนกำลังโกรธ  มันไม่มานั่งคิดหรอกว่าใครทำใครไม่ทำ เห็นพวกแกสลอนอยู่ในรูปกันครบทุกคนขนาดนั้นไม่เหมารวมไปด้วยก็แปลกแล้ว” ประโยคนั้นกึ่งจะแก้ตัวให้กับผู้เป็นลีดเดอร์กลายๆ 


            “เขาไม่เคยเป็นแบบนี้”


            “พวกแกเองก็ไม่เคยทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้ไม่ใช่หรือไง?


            ……………………” ไม่มีคำตอบลอยกลับมาไม่ว่าจะจากสวรรค์หรือนรกชั้นไหน ชายหนุ่มปีแปดสามถอนหายใจเฮือกอีกรอบ รู้สึกว่าแก่ตัวลงไปอีกนับสิบปี 


            ปาร์คจองซูทนมาได้อย่างไรกันนะ


“มานั่งจุมปุ๊กกันแบบนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาหรอก เชื่อฉันเถอะ  ขึ้นไปนอนไป” ก่อนที่เขาจะฟิวส์ขาดอาละวาดขึ้นมาอีกคน


“แต่...เราอยากรอพี่อีทึกกลับม...” อาการอ้ำๆอึ้งๆของกระต่ายตัวกลมทำเอาคนคิดอะไรฉับไวหงุดหงิดขึ้นมาวูบ


“หยุดพูดซ้ำๆซากๆได้แล้วอีซองมิน กลับมาแล้วยังไง  เจอกันแล้วยังไง  มันจะยอมคุยกับพวกนายหรือก็เปล่า  คิดง่ายกันเกินไปไหม หา” ฮีชอลสวนออกไปก่อนตามอารมณ์ชั่ววูบจะทันนึกเสียใจเมื่อเห็นสีหน้าสลดของคนอายุน้อยกว่า ร่างเพรียวบางขยี้ปลายจมูกแรงๆเมื่อจะพูดอะไรก็ดูขัดอกขัดใจไปเสียทุกอย่าง


เขาไม่ถนัดบทปลอบเด็กแบบนี้เลยให้ตาย  ให้ไปบู๊แหลกใส่ยังจะง่ายซะกว่า



ผู้นำจำเป็นของซูเปอร์จูเนียร์สูดลมหายใจลึก มือสองข้างเท้าเอว เงยหน้าขึ้นปรับระดับอารมณ์และระดับเสียงของตนเอง เมื่อลดองศาใบหน้าลงอีกครั้ง  ดวงตากลมโตก็มองกราด  สบสายตากับเด็กหนุ่มทั้งหลายที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันมาเนิ่นนานหากแต่หาความสัมพันธ์กันได้น้อยนิด เขารู้ดีว่าถ้าหากคิดจะเริ่มต้นเป็นปาร์คจองซูคนที่สอง ภารกิจแรกที่คิมฮีชอลจำต้องจัดการคือทำให้คนทั้งหมดเชื่อฟังเขาเฉกเช่นตอนที่หัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์เอาจริงให้ได้



“ฉันจะไม่พูดมากละนะ บอกเป็นครั้งสุดท้าย พวกนายขึ้นไปนอนเถอะ นอนเอาแรงเอาไว้  แล้วพรุ่งนี้  รอให้อะไรๆมันดีกว่านี้แล้วเราค่อยมาคุยกัน  ฉันจะช่วยพูดกับจองซูมันเอง  แต่” น้ำเสียงแหลมกดต่ำ แฝงไปด้วยความเฉียบขาดชนิดที่ไม่ต้องการข้อโต้แย้ง



“พวกนายก็ต้องคุยกันจริงๆเป็นเรื่องเป็นราวด้วยเหตุผลซะที  หยุดกัดกันเอาสนุกหรือถือทิฐิท่วมหัวกันได้ สองปีมันนานพอที่เราควรจะไปได้ไกลกว่านี้อีกเยอะ เราปล่อยเวลามานานเกินไปแล้ว” 

 




 

            พยายามข่มตาจนหลับลงไปได้ไม่ถึงชั่วโมงซองมินกับทงเฮก็ต้องตาลีตาเหลือกตื่นขึ้นอีกครั้งเพราะเสียงตบประตูปังๆกับเสียงตะโกนฟังไม่ได้สรรพจากภายนอก  เหมือนมีใครเอาโรงภาพยนตร์โรงใหญ่ตอนที่หนังเพิ่งฉายจบมาตั้งอย่างไรอย่างนั้น



กระต่ายสีชมพูชักสีหน้าหงุดหงิดเนื่องจากถูกปลุกกลางคันด้วยวิธีที่ไร้มารยาทอย่างถึงที่สุด  เด็กหนุ่มสะบัดผ้าห่มออกจากตัว ผุดลุกขึ้นเดินกระแทกส้นเท้าไปที่ประตูห้องโดยมีปลาทะเลร่างเพรียวเดินหน้ายู่ยี่ตามมาไม่ห่าง สองหนุ่มตระกูลอีมั่นใจว่าคนข้างนอกไม่ใช่อีฮยอกแจแน่ๆเพราะฝาแฝดคนที่สามรู้อยู่แล้วว่าประตูห้องของซองมินกับทงเฮไม่เคยล็อกในยามดึกวันธรรมดาเพื่อรอคนตัวขาวที่จะต้องออกไปจัดรายการวิทยุกับปาร์คจองซูตามปกติ  แต่หากเป็นคนอื่น  ก็ไม่เห็นจะมีใครเคยมีธุระกับพวกเขาในเวลาแบบนี้สักที



            “มีอะไรดึกๆดื่นๆครับ”  



ซองมินกระชากเสียงถามทันทีที่ดึงประตูเปิดเข้าหาตัว ดวงหน้าน่ารักบูดบึ้งผสมง่วงงุนก่อนจะเปลี่ยนเป็นประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนยามวิกาลพร้อมเสียงอันดังลั่นคือคิมยองอุน...ที่มีใบหน้าขาวเผือดไร้สีเลือดตัดกับไรหนวดสีเขียวที่เพิ่งขึ้น  รวมถึงรอยน้ำตาจางๆในดวงตาอันแดงก่ำ  



ท่าทางไม่ค่อยปกตินั้นทำเอาหัวสมองน้อยๆของซองมินโลดลิ่วไปถึงความเป็นไปได้ต่างๆนานาที่จะทำให้คิมยองอุนร้องไห้  คังอินไม่ได้เข้มแข็งเพียงแต่ชื่อ ซองมินรู้ดี  น้อยครั้งนักที่พี่ชายตัวโตจะแสดงความอ่อนแอออกมาโดยเฉพาะยามอยู่ต่อหน้าพี่น้องร่วมวง  ท่าทางเข้มแข็งจนเกือบจะแข็งกร้าวมักเป็นประดุจเกราะป้องกันตัวสมาชิกลำดับที่ห้าเสมอมา  แล้วนี่ มีเหตุอะไรที่ทำให้จอมพลังของวงเป็นไปได้ถึงเพียงนี้


หรือว่า...ทะเลาะกับพี่อีทึกอีกรอบ?



เด็กหนุ่มซึ่งชักจะตาสว่างหันไปสบตากับเพื่อนร่วมห้องเร็วๆครั้งหนึ่ง  ก่อนที่คราวนี้อีทงเฮจะเป็นฝ่ายพูดบ้าง


            “พี่คังอิน  มีอะไรกั...”


            “มีเรื่องนิดหน่อย  รีบแต่งตัวแล้วลงไปข้างล่างเดี๋ยวนี้เลย  อย่าลืมหมวกกับแว่นกันแดดเผื่อถูกถ่ายรูป  เดี๋ยวเราจะไปโรงพยาบาลกัน  ให้เร็วที่สุดนะ”


            คังอินไม่รั้งรอจนน้องชายพูดจบแต่รีบเอ่ยธุระอย่างรวดเร็ว  แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่า เรื่องที่ว่านั้นไม่ได้นิดหน่อยอย่างที่บอกสมาชิกทั้งสองไปเลยแม้แต่น้อย  


            “โรงพยาบาล?” ซองมินกับทงเฮทวนคำพร้อมกัน


            “อืม รีบหน่อยนะ เสร็จแล้วลงไปรอข้างล่างเลย” 


            ชายหนุ่มพยายามควบคุมมือทั้งสองข้างไม่ให้สั่นในขณะที่พูด  จากนั้นจึงรีบเดินหนีไปโดยไม่แม้แต่จะบอกเล่าถึงสาเหตุของการกระทำนั้น  เมื่อลงไปถึงชั้นล่างคิมฮีชอลจะเป็นผู้บอกกล่าวเรื่องราวสะเทือนขวัญแก่น้องชายทั้งหมดเอง   



คังอินกัดริมฝีปากจนเจ็บ รู้สึกได้ถึงรสเลือดเค็มปร่าทว่าเมื่อนึกถึงว่าในเวลาเดียวกันนี้  ใครอีกคนจะต้องเจ็บมากกว่านี้ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่าทุกอย่างก็กลับกลายเป็นไร้ค่าไร้ความหมาย มือหนายกขึ้นปาดน้ำตาหยดเล็กๆออกจากใบหน้า ไม่นำพาแม้จะเห็นว่าคิมคิบอมที่เพิ่งแต่งตัวเรียบร้อยออกมาจากห้องจะมองมาด้วยความประหลาดใจ ตามด้วยคิมรยออุกที่อาศัยอยู่ห้องเดียวกัน 



“พี่ เกิดอะ...”


“ลงไปข้างล่างกันได้แล้ว” รยออุกนิ่วหน้า


“แต่ว่า


“ไม่ต้องถามมาก  เดี๋ยวลงไปก็รู้” คังอินเลือกที่จะเดินหนีปัญหาด้วยการตัดบทอีกครั้ง



เขาทนไม่ได้ที่จะกล่าวทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยปากของตัวเอง ทนไม่ได้และไม่อยากจะยอมรับว่าโทรศัพท์จากผู้จัดการอีซึงฮวานเมื่อไม่ถึงยี่สิบนาทีก่อนหน้านี้จะเป็นเรื่องจริง  เรื่องจริงที่มาพร้อมกับข่าวร้ายที่สุดในชีวิต



สมาชิกทั้งสี่ที่กลับมาจากคิสเดอะเรดิโอรถคว่ำ



ซูเปอร์จูเนียร์รถคว่ำ

ซูเปอร์จูเนียร์ที่มีชินดงฮี  อีฮยอกแจ โจคยูฮยอนและ...ปาร์คจองซู!!!


ใจสลายเป็นอย่างไร  คิมยองอุนเพิ่งรู้เอาวันนี้เอง





 

 

“พวกนั้นรถชนระหว่างทางกลับบ้าน  สามคนไม่เป็นไรมาก  แต่จองซู...อาการสาหัส  ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล”



คิมฮีชอลรับหน้าที่เป็นผู้แจ้งข่าวร้ายแก่สมาชิกทั้งหมดซึ่งมารวมตัวกันที่ห้องรับแขกของบ้านด้วยน้ำเสียงเบาหวิว  ผิดกับท่าทางเฉียบขาดหนักแน่นเมื่อสักสองชั่วโมงก่อนหน้าราวพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ  ชายหนุ่มก้มหน้าต่ำ  กำมือแน่น ลำคอตีบตันในยามที่ต้องเค้นเสียงเอ่ยประโยคถัดไปออกมา



“ห้าสิบห้าสิบ  ยังไม่รู้ว่า...จะ...รอด...หรือไม่รอด”


“.........................”  



ไม่มีการตอบรับใดๆนอกจากสีหน้าตกตะลึงและดวงตาเบิกค้างของทุกๆคน ณ ที่นั้น ไม่มีใครคาดคิดว่าสาเหตุของการถูกเรียกออกมากลางดึกจะเป็นเรื่องร้ายแรงถึงเพียงนี้  คิมจงอุนพิงแผ่นหลังกับผนังดุจจะหาหลักยึด  ส่ายหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อแต่แล้วรอยน้ำตาบนใบหน้าของคิมยองอุนที่เคยเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดก็ทำให้ต้องยอมรับความจริงในที่สุด 


  

“เขาบอกให้เรารีบไปโรงพยาบาล” เสียงสั่นๆของฮีชอลเรียกสติของทุกคนได้อีกครั้ง “เผื่อจะต้องไป...ลา...” 


“ไม่!!!” 



เสียงตะโกนลั่นจากซีวอนเป็นประหนึ่งค้อนทุบเปรี้ยงลงมากลางใจที่ยังมึนงงและตกตะลึงเกินกว่าจะซึมซับความเป็นจริงของสมาชิก  รยออุกสะดุ้งเฮือก  เด็กหนุ่มส่ายหน้ารัวพร้อมกับก้าวถอยหลังจนเซไปปะทะกับโต๊ะตัวเตี้ย  ริมฝีปากบางเผยอออกก่อนจะเริ่มต้นส่งเสียงร้องไห้โดยไม่รู้ตัวพาให้อีกสองตระกูลอีน้ำตาไหลไปด้วย  



ทงเฮยกมือขึ้นปิดปาก  พยายามกลั้นเสียงร้องแต่แล้วก็พ่ายแพ้กลายเป็นสะอึกสะอื้นไปในที่สุด  ความตกใจเสียใจในแววตาของแต่ละฝ่ายเป็นประหนึ่งกระจกเงาสะท้อน  โดยไม่ได้ตั้งใจ  เด็กหนุ่มทั้งสามขยับกายเข้าหากันโดยอัตโนมัติแล้วกอดกันร้องไห้เหมือนเด็กๆ  แขนสามคู่ยึดเหนี่ยวกันและกันไว้แน่น  จนผู้เป็นพี่ที่มองอยู่วงนอกก็เริ่มจะตาแดงๆตาม



“ไม่  ไม่เอาแบบนี้ ผมไม่เอาแบบนี้นะ” อีทงเฮพูดซ้ำๆ เนื้อตัวสั่นระริก “ไม่เอาอีกแล้ว  ไม่ไปงานศพใครอีกแล้ว” 



ภาพงานศพแสนหดหู่ของบิดาผู้เป็นที่รักยังแจ่มชัดอยู่กลางใจ รวมถึงความรู้สึกใจหายวูบยามที่รับรู้ว่าคิมฮีชอลประสบอุบัติเหตุ  และในเวลาต่อมาปาร์คจองซูก็ล้มป่วยจนต้องหามเข้าโรงพยาบาล  ทุกอย่างยังใหม่สด  ยังเหมือนเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานสำหรับทงเฮ  เขายังไม่พร้อมจะรับความสูญเสียครั้งใหม่ในเวลานี้



ท่าทางเปราะบางของสมาชิกคนที่เก้าเรียกอารมณ์สะเทือนใจจากคนมองได้อย่างลึกซึ้ง ฮันกยองเบือนหน้าหนี  ขบกรามแน่น  มือกำเข้าหากันจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน  ดวงตาเรียวรีของมังกรจากแดนไกลแดงก่ำทว่าก็ยังไม่มีหยาดน้ำไหลออกมา ผิดกับเด็กหนุ่มอิมพอร์ตจากนอกอีกคนที่ปล่อยน้ำตาท่วมแก้มป่องของตนเป็นที่เรียบร้อย  ซีวอนเองหลังจากที่ตะโกนออกมาเสียงดังแล้วก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น  ซบหน้ากับฝ่ามือ  ร้องไห้อย่างหมดมาด



“ไอ้พวกเด็กบ้า อย่าทำแบบนี้กันนะ หยุดร้องเดี๋ยวนี้” คิมฮีชอลพึมพำ



พฤติกรรมไม่เก็บอาการของน้องๆทำเอากำแพงความเข้มแข็งที่เพียรสร้างมาอย่างดิบดีตั้งแต่รู้เรื่องเริ่มจะพังทลาย  ดวงตาโตชักจะแดงก่ำหากก็พยายามจนหยดสุดท้ายในการกักเก็บน้ำตาเอาไว้  นางพญาคนงามรู้ดีว่า ณ เวลานี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรีบต้อนสมาชิกทั้งหมดไปโรงพยาบาลมากกว่าจะปล่อยให้นั่งร้องไห้กันอย่างไร้ประโยชน์แบบนี้  ทว่าเมื่อมองเห็นความเสียขวัญในแววตาที่เคยแข็งกร้าวทั้งเก้าคู่แล้วฮีชอลก็พูดไม่ออก ขนาดชายหนุ่มเองตอนที่รับโทรศัพท์ของอีซึงฮวานยังช็อกไปเกือบสิบนาทีเต็มๆกว่าจะมีเรี่ยวแรงลากขาไปบอกกล่าวกับคังอินให้มารับรู้ร่วมกันได้ แล้วกับคนที่โดนข่าวร้ายปาใส่หน้าเต็มๆโดยไม่ได้ตั้งตัวอย่างสมาชิกคนอื่นจะไปเหลืออะไร



“ฉันรู้ว่าพวกนายกำลังช็อก แต่ตอนนี้จองซูก็กำลังอาการหนัก แล้วยังชินดง ฮยอกแจ คยูฮยอนอีก เราควรรีบไปโรงพยาบาลกันให้เร็วที่สุด รถมารออยู่แล้ว” คิมยองอุนเป็นตัวแทนเอ่ยข้อความที่พี่ชายคนที่สองไม่กล้าพูดออกมาต่อหน้าทุกคน


“คังอิน...” ฝ่ามือใหญ่ที่ตบลงมาแผ่วเบาตรงกลางลาดไหล่บางช่วยหยุดคำพูดต่อจากนั้นของฮีชอลเอาไว้ อดีตนักเลงโตประจำวงพยายามแย้มรอยยิ้มฝืดเฝือที่ไปไม่ถึงดวงตา


“เดี๋ยวฉันจัดการเอง” 



ทั้งที่น่าจะตกใจหนักที่สุดเพราะผู้บาดเจ็บไม่ได้เป็นเพียงหัวหน้าวงแต่เป็นคนสำคัญของหัวใจด้วย  ร่างสูงสง่าก็ยังพยายามยืนหยัดเป็นที่พึ่งให้กับคนอื่น  คังอินกระทำทุกอย่างไปตามอัตโนมัติไม่ต่างอะไรจากหุ่นยนตร์  หากเลือกได้เขาก็อยากที่จะละทิ้งทุกสิ่งแล้ววิ่งกลับขึ้นห้องไปซุกตัวข้างเตียง  ตะโกนให้สุดเสียง  ร้องไห้ให้สาแก่ใจ ให้สาสมกับทุกความรู้สึกที่อัดแน่นจนล้นเอ่อขึ้นมา ณ ขณะนี้  หากชีวิตมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น  สมาชิกคนอื่นกำลังช็อกหนัก  พี่โตสุดอย่างฮีชอลเองก็ดูจะเริ่มใจอ่อนเกินกว่าจะควบคุมสถานการณ์ต่อได้แล้ว  ถ้าหากเขาไม่ลุกขึ้นมาผลักดันให้ทุกคนขยับตัว หากเขาไม่รีบไม่แข็งใจไปให้ถึงโรงพยาบาลทุกอย่างก็อาจจะสายเกินไป และผลสุดท้ายทุกคนก็จะเสียใจกันยิ่งกว่านี้



ทุกนาทีมีความสำคัญสำหรับลมหายใจของปาร์คจองซู


เวลาไม่มีเหลือให้ซูเปอร์จูเนียร์ใช้อย่างไร้ค่าอีกต่อไปแล้ว



คังอินปาดน้ำตาเป็นรอบสุดท้ายก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงกว่าเดิมว่า



“ใครคิดว่าจะไปโรงพยาบาลก็เช็ดหน้าเช็ดตาแล้วไปขึ้นรถได้เลย  ส่วนใครคิดว่าไปไม่ไหวก็รออยู่ที่บ้าน เดี๋ยวจะโทรกลับมาบอก”



อากัปกิริยาที่เหมือนจะ ทิ้งสมาชิกเอาไว้แล้วเดินออกไปจริงๆทำเอาหลายๆคนชักตระหนกจนลืมเศร้า ซีวอนผงกศีรษะขึ้น ลุกพรวดมายืนประจันหน้ากับพี่ชายคู่อริ ดวงตาสองคู่สบประสานกันด้วยความรู้สึกซึ่งอธิบายได้ยาก ก่อนที่คนอายุน้อยกว่าจะเป็นฝ่ายเบือนหลบ กล่าวโดยไม่สบตาว่า



“ระ เราจะไป เดี๋ยวนี้เลย”



คังอินพยักหน้า  เบี่ยงตัวหลบให้คุณชายตระกูลชเวลากเท้าช้าๆไปยังประตูบ้านเป็นคนแรก ก่อนที่ร่างสูงโปร่งไม่แพ้กันของขาแร็ปเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่จากสามคนจะก้าวตาม



“ผมก็จะไป” คิบอมประกาศจุดยืนของตนเสียงนิ่ง


“ฉันด้วย” ถัดไปคือมังกรจากจีน


“เอ้า งั้นก็ไปกันให้หมดนี่ล่ะ” นางพญาของวงสรุป


“......................”ฮีชอลถอนหายใจเฮือกใหญ่ยามที่คำพูดของตนกลายเป็นดังอากาศธาตุ ไม่ต่างอะไรกับพูดกับตุ๊กตาไขลาน  ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังกว้างของคิบอมกับฮันกยองที่เดินตามซีวอนออกไปโดยไม่พูดอะไรอีก ปลอบใจตัวเองว่าสำเร็จไปแล้วสาม ที่เหลือก็ไม่น่ายาก แล้วถ้าจะไปร้องไห้กันต่อในรถก็ค่อยว่าอีกที



คิดพลางใบหน้าสวยคมเกินชายก็หันกลับมายังสมาชิกที่เหลืออยู่อีกสี่คนไม่นับเขากับคังอิน สามในสี่ยังกอดกันกลม จากนั้นจึงพยักหน้า



“ไป พวกนายก็ด้วยจะช้าอยู่ทำไม ไปโรงพยาบาลกะ” เสียงของฮีชอลถูกกลืนหายเมื่อมีอีกเสียงที่ดังกว่าเข้ามาแทรก 



“ทงเฮ!ทงเฮนายเป็นอะไร” 



ซองมินเบิกตาที่ยังฉ่ำน้ำกว้างเมื่อขณะที่กำลังเตรียมจะขยับตัวไปขึ้นรถอยู่ดีๆผู้เป็นเพื่อนก็ตัวกระตุกจนผิดปกติ



“ทงเฮ!!!” 



รยออุกที่ยืนอยู่ข้างกันตกใจจนปล่อยมือจากสองฝาแฝด เผลอก้าวถอยหลังออกห่าง มือขาวอวบประคองร่างเพรียวเอาไว้ขณะที่ปากก็ร้องเรียกขอความช่วยเหลือจากพี่ชายคนอื่นอย่างตื่นตระหนก




“พี่ฮีชอล พี่คังอิน  ทงเฮเป็นอะไรไม่รู้” เสียงตะโกนแบบไม่ได้ยั้งของซองมินพาให้คนที่เดินไปถึงหน้าประตูบ้านแล้วต้องวิ่งกลับกันมาเป็นพรวน  ก่อนจะชะงักเท้า ตาเบิกกว้างเมื่อเห็นอาการของน้องชายคนที่เก้า 


“หายหายใจไม่ออกช่วยด” 




อีทงเฮหน้าแดงก่ำ เล็บตัดสั้นจิกแขนสมาชิกลำดับที่เจ็ดแน่น  กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง อยู่ดีๆเขาก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างมาอุดตันอยู่ที่ช่วงอก ทำให้ต้องพยายามกระอักกระไออ้าปากสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างยากลำบาก  อาการกระตุกส่งให้การจะหายใจสักรอบเป็นยิ่งกว่าความทรมาน ออกซิเจนที่ค่อยๆหมดไปทำเอาเด็กหนุ่มเริ่มตาพร่า แม้แต่ใบหน้าของซองมินที่อยู่ใกล้ๆก็ยังเห็นเป็นแค่เงาดำๆไหววูบวาบ   



“ทงเฮทำใจดีๆไว้นะ” 


“ชะ...ว...ย...ด้ว...”



ซองมินใช้ทั้งสองมือโอบรอบกายคนเป็นเพื่อนเอาไว้ หากก็ลำบากเหลือเกินเมื่ออีทงเฮแทบจะทิ้งน้ำหนักลงที่ตัวเขาทั้งหมด สุดท้ายเมื่อคานน้ำหนักกันไม่ไหวอีกต่อไปฝาแฝดคนพี่ก็ทิ้งตัวลงกับพื้นห้องดังปั่กทั้งที่ยังกอดร่างโปร่งเพรียวเอาไว้ ใช้ตัวเองเป็นเบาะรองรับเด็กหนุ่มจากมกโพที่เซตามลงมา สีหน้ารูมเมทของกระต่ายน้อยบิดเบี้ยวทรมาน เอามือกุมหน้าอกแน่น



ท่าทางทุลักทุเลนั้นส่งให้สมาชิกคนอื่นกรูกันเข้ามาหาสองฝาแฝดด้วยความแตกตื่น



“ทงเฮเป็นอะไรซองมิน” ฮีชอลถลาเข้ามาหาน้องชายที่เริ่มจะนึกเอ็นดูอยู่บ้างอย่างตกใจ    


“ผะ ผมไม่รู้ อยู่ดีๆเขาก็ปะ เป็น” ซองมินตอบปากสั่น



ร่างโปร่งบางคุกเข่า มือเรียวยื่นไปข้างหน้าหมายจะคว้าเอาตัวอีทงเฮมาดูอาการหากก็ยังช้ากว่าอีกคน  ตรงกันข้ามกับลักษณะนิสัยที่เคยดูเชื่องช้าเนิบนาบ เยซองกระโจนวูบเดียวก็ลงไปแทนที่ของอีซองมินซึ่งถูกผลักออกไปนั่งอยู่ข้างๆในทันที ชายหนุ่มประคองร่างคนอายุน้อยกว่าเอาไว้ในอ้อมแขน ปากก็พูดเสียงเฉียบว่า 



“หยุด!  ทงเฮ  อย่าทำแบบนั้น ค่อยๆหายใจ  อากาศมันไม่ไปไหน”


“ฮึก...”


“ไม่ต้องรีบ นายมีอากาศพอแน่นอน ค่อยๆหายใจเข้าช้าๆ  แบบนั้นแหละ” 


“ทรมาน  พี่” เด็กหนุ่มน้ำตาไหล มือข้างหนึ่งยังจิกแขนซองมินเอาไว้แน่นแม้จะอยู่ในอ้อมกอดของพี่ชายอีกคน อาการหอบยังไม่หายไปหากคนเป็นพี่ก็เพียงลูบแผ่นหลังบางเบาๆ น้ำเสียงเฉียบเมื่อครู่ลดระดับลงกลายเป็นความอ่อนโยนไม่ต่างกับยามร้องเพลง


“ฉันรู้  ฉันรู้ แต่ถ้านายเชื่อฉัน  ค่อยๆหายใจ  เดี๋ยวก็จะหาย เชื่อฉันสิทงเฮ อย่ารีบหายใจ นายจะยิ่งเหนื่อย  ค่อยๆ...ค่อยๆ  หายใจเข้า...หายใจออก...หายใจเข้า...หายใจออกแบบนั้นแหละทงเฮ  ดีมาก เด็กดี” 



น้ำเสียงของเจ้าชายก้อนเมฆราวกับมีมนตร์สะกดอะไรสักอย่างให้ทำตามโดยอัตโนมัติ ทงเฮพยายามควบคุมลมหายใจของตัวเองตามที่คนอายุมากกว่าบอก ข้างกายคือกระต่ายสีชมพูที่นั่งกุมมือเขาแน่นไม่สนใจแม้ว่าแขนของตัวเองจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงจากรอยเล็บจิก รยออุกนั่งแปะอยู่อีกข้าง  ส่วนสมาชิกที่เหลือต่างก็คุกเข่ารุมล้อมปลานีโม่ของวงเป็นวงกลมอยู่ห่างๆ มองมาด้วยความห่วงใย 



“หายใจเข้า...หายใจออก...หายใจเข้า...ดีมาก ต้องแบบนั้นสิ” 



ทั่วทั้งบริเวณปกคลุมไปด้วยความเงียบสงบ มีเพียงเสียงสั่งการจากเยซองและเสียงหอบหายใจของทงเฮเท่านั้น  ไม่กี่นาที ร่างกายชักกระตุกก็ค่อยๆผ่อนคลายลงทีละน้อย อาการอึดอัดแน่นในหน้าอกก็ทรมานน้อยลงเมื่ออากาศบริสุทธิ์สามารถผ่านเข้าปอดไปได้มากขึ้น  และแล้วภาพเงาวูบวาบสีดำในแววตาทงเฮก็เริ่มกลับมามีสีสันพร่างพรายอีกครั้ง



เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างโหยกระหาย  กะพริบตาปริบๆ ขับไล่ความมึนงง 



“เป็นยังไง ดีขึ้นบ้างไหม” เสียงนั้นดังมาจากข้างบนให้ทงเฮต้องเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าหล่อเหลาคุ้นตาก้มอยู่เกือบชิด บ่งชัดว่าแผงอกที่เขาอาศัยพักพิงอยู่นี้เป็นของคิมจงอุนนั่นเอง

  

“พี่เยซอง” ปลานีโม่เอ่ยเสียงแหบพร่า 


เจ้าของชื่อพยักหน้ารับ แม้จะนิ่งเฉยหากก็ไม่อาจปิดบังประกายความเป็นห่วงเป็นใยในแววตาเรียวคมได้  


“หายใจได้แล้วสินะ” เยซองถอนหายใจยาวเมื่อเห็นว่าวิธีของตนดูจะได้ผล


“ครับ”


“พอลุกไหวไหม” ทงเฮนั่งเลื่อนลอย พยายามรวบรวมสติสักพักแล้วพยักหน้า จึงได้รับการช่วยเหลือจากลำแขนแข็งแรงพยุงให้ทรงตัวขึ้นยืนอีกครั้ง คนอื่นที่รุมล้อมอยู่พากันขยับตัวแหวกทางเป็นช่องว่างให้เด็กหนุ่มได้มีพื้นที่ยืนให้มั่นคง


“ไปล้างหน้าล้างตากันนะทงเฮ ฉันพาไป” 


“นายจับทงเฮไว้ก่อนนะซองมิน ขายังไม่มีแรงอยู่เดี๋ยวจะล้มไปอีกรอบ”


“ครับ” กระต่ายน้อยพยักหน้ากับคำแนะนำนั้น เยซองจึงส่งร่างปวกเปียกของน้องชายลำดับที่เก้าให้กับซองมินซึ่งอ้าแขนรอรับตามคำสั่งอยู่แล้ว



ทงเฮพยายามหันกลับมาอีกครั้งเพื่อเอ่ยขอบคุณแผ่วเบา จากนั้นเด็กหนุ่มทั้งสองจึงค่อยๆประคองกันหายเข้าไปทางห้องน้ำ แม้จะดูอ่อนแรงหากลมหายใจที่กลับมาเป็นปกติก็ทำให้คนเฝ้าลุ้นทั้งหลายใจมาขึ้นเป็นกอง



“มีเรื่องวุ่นได้จนถึงหยดสุดท้ายจริงๆ” ฮีชอลบ่นออกมาเบาๆ แต่แล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ 



ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชั่ววินาทีที่เห็นอีทงเฮพยายามสูดลมหายใจอย่างทรมานนั้น ความเป็นห่วงมันแล่นเข้าจับใจเพียงใด นอกจากนั้นแล้ว สมาชิกสี่คนยังอยู่ที่โรงพยาบาล  ถ้าหากพวกเขาตามไปสมทบด้วยการส่งสมาชิกคนที่ห้าเข้าโรงพยาบาลไปด้วยอีกคนนั้นคงจะไม่ใช่อะไรที่ดีนัก



ว่าแต่ว่า...



“น้องชายฉันก็เคยเป็นแบบนี้ตอนเด็กๆ ไม่อันตรายหรอก  แค่ร้องไห้หนักไปจนหน้ามืด หายใจไม่ทัน  พอสงบสติได้แล้วก็ไม่มีปัญหา” เอสเจลำดับที่สี่ตอบเรียบๆ เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยแกมประหลาดใจจากสมาชิกร่วมวงที่พุ่งตรงมาทางตนเป็นอันหนึ่งอันเดียว  



อาการของอีทงเฮไม่แตกต่างไปจากคิมจงจิน  น้องชายสุดที่รักของเขาในยามเยาว์วัย ถ้าหากจงจินร้องไห้หนักเกินไปเมื่อไหร่ อาการหน้ามืด หอบหายใจไม่ได้ก็จะตามมาโดยอัตโนมัติ ในรอบแรกที่พบเห็นอาการเช่นนั้น  เด็กชายจงอุนได้แต่ยืนตะลึงตัวแข็ง ทำอะไรไม่ถูกนอกจากร้องเรียกบิดามารดาเสียงลั่น หากเมื่อผ่านไปหลายๆครั้งเข้า รวมถึงในบางครั้งที่บุพการีไม่ได้อยู่เคียงข้าง เขาก็เรียนรู้ที่จะหาทางช่วยชีวิตน้องชายเพียงคนเดียวเอาไว้ให้จงได้โดยทำตามอย่างที่แพทย์เคยสอน  



ทว่ายิ่งโตขึ้น เด็กชายขี้แยคนนั้นก็เลือนหายไปตามกาลเวลาจนช่วงเวลาระทึกขวัญเหล่านั้นกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าขบขันให้พี่กับน้องได้เอามาล้อเลียนล้อเล่นกันเท่านั้น



นึกไม่ถึงว่าจะได้มีโอกาสใช้สกิลนั้นอีกครั้ง...กับน้องชายอีกคน...ในวันนี้



“ฉันไปรอที่รถนะ” จู่ๆฮีโร่ขี่ม้าขาวก็ลุกพรวด เดินจ้ำเท้าออกไปไม่รอใครจนคนอื่นเปลี่ยนอารมณ์ตามไม่ทัน  แค่อ้าปากแผ่นหลังของเยซองก็หายลับออกไปจากประตูหน้าบ้านแล้ว



“อะไรของมันวะ เมื่อกี้ตอนช่วยทงเฮยังดูซอฟต์ๆอยู่เลย กลับไปเป็นแบบนี้อีกละ” ฮีชอลบ่นไล่หลังไปแม้จะรู้ว่าคนที่อยากให้ฟังคงไม่ได้ยิน 


“งั้น...ผมไปรอบ้างนะครับ จะได้ไม่เสียเวลา” รยออุกเอ่ยเสียงเบา ผุดลุกขึ้นเดินจ้ำเท้าเร็วๆตามพี่ชายคนที่สี่ออกไปบ้าง เด็กหนุ่มไม่รู้สึกอะไรที่เดินหนีออกมาก่อน  เพราะต่อให้ทู่ซี้อยู่ตรงนั้น  เขาเองก็ไม่สามารถช่วยอะไร  หรือเป็นที่ต้องการของใครอยู่ดี




 

 

เยซองก้มลงมองฝ่ามือตัวเองนิ่งเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน



ตอนที่กอดทงเฮไว้ เห็นท่าทางหอบจนตัวกระตุก เห็นใบหน้าเปื้อนน้ำตาที่บ่งบอกว่าทรมานเหลือล้นของคนเป็นน้องแล้ว ภาพของจงจินก็ซ้อนทับเข้ามาจนแยกไม่ออก 


พี่จงอุน เฮือก...ผะ...ม...ทรมา...น....


พี่จ...งอุ.น...


พี่...



ทั้งที่ไม่มีส่วนใดบนใบหน้า...หรือนิสัย...ที่จะคล้ายคลึงกันเลย แต่ชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่งเยซองก็ยังเห็นอีทงเฮเป็นคิมจงจิน น้องชายสุดที่รักของเขาไปได้ อาจจะเพราะในแววตาของคนทั้งคู่ ณ ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้นได้มอบความไว้ใจให้กับเขาอย่างเต็มเปี่ยม อาจจะเพราะทงเฮกับจงจินอายุใกล้เคียงกัน  เป็นเด็กที่จะว่าไปแล้วก็อยู่ในความดูแลของเขาเหมือนกัน  หรืออาจจะเพราะ...ในส่วนลึกๆแล้ว...เขาเริ่มจะเคยชินกับการเห็นคนอีกสิบสองคนเดินวนเวียนไปมาอยู่ใกล้ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่เมื่อมีอยู่ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร  แต่เมื่อขาดหายไปกลับให้ความรู้สึกที่ว่างเปล่าอย่างน่าประหลาด อาจจะเพราะเขาเองก็เริ่มจะผูกพัน และเห็นคนเหล่านั้นเป็นพี่...เป็นน้อง...เป็นเพื่อน...ขึ้นมาบ้างแล้วก็เป็นได้  



แต่ความจริงแล้วจะเป็นเพราะสาเหตุไหน  ตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้



“พี่เยซอง” เสียงโทนสูงคุ้นเคยเรียกให้เยซองหันกลับไปมอง คิมรยออุกยืนอยู่ที่ประตูรถแวน มองเข้ามาอย่างไม่มั่นใจ 


“ผม...ขอเข้าไปนั่งด้วยนะครับ” 


“.................” คำตอบของคนเป็นพี่มาในรูปของการกระเถิบตัวเข้าไปนั่งยังเบาะด้านใน เอสเจลำดับที่สิบเอ็ดจึงไม่รอช้าที่จะก้าวเข้าไปนั่งเคียงข้างโดยเปิดประตูรถทิ้งไว้ให้พอมีอากาศ


“พี่...ไม่เป็นไรใช่ไหม” คนฟังเลิกคิ้วกับคำถามประหลาดๆ ตอบกลับว่า


“ทำไมจะต้องเป็นอะไรด้วยล่ะ  คนที่เป็นคือทงเฮ  ไม่ใช่ฉัน” 


“อ่า  นั่นน่ะสิครับ” คนตัวเล็กพึมพำ  มือสองข้างกุมกันอยู่บนตักแน่น



ความเงียบอันยาวนานเกินปกติ ผนวกกับแรงสั่นไหวที่ไหล่เป็นพักๆทำให้เยซองเหลือบสายตามามองคนที่นั่งอยู่ข้างกาย ก่อนจะนิ่งไปนิดเมื่อเห็นว่าน้องชายตัวเล็กที่หยุดร้องไห้ไปเพราะความตกใจเนื่องจากเห็นสมาชิกล้มฟาดไปต่อหน้าต่อตากำลังกลับมาร้องไห้อีกครั้ง  หนักกว่าเก่า  และคราวนี้ ไร้อ้อมกอดของสองตระกูลอีให้ได้พักพิง 



ความรู้สึกบางอย่างตีตื้นจนคนมองใจอ่อนยวบ



นี่ก็ เด็กอีกคนที่ภาวะความมั่นคงทางอารมณ์อ่อนแอไม่ได้แตกต่างจากอีทงเฮเลย  เพียงแค่รยออุกไม่ได้ร้องไห้หนักจนหายใจไม่ได้หรือล้มฟาดไปกับพื้น  ก็ไม่ได้หมายความว่าความเจ็บปวดจะน้อยกว่าหรือแตกต่างกัน  บางที เขาคิดว่ามันอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ช่วงหลังมานี้ทงเฮยังมีซองมิน  มีอึนฮยอกเป็นเพื่อน  อีกทั้งสมาชิกคนอื่นก็ไม่ได้มีทีท่ารังเกียจรังงอนอะไรเจ้าของฉายาปลานีโม่มากมาย  หากสำหรับสมาชิกลำดับที่สิบเอ็ดซึ่งเคยมีคดีมาก่อน นอกจากตัวเยซองที่คุยกันบ้างนานๆครั้งและเรื่องที่คุยก็วนอยู่แต่แค่เกี่ยวกับการทำเพลงแล้ว  คิมรยออุกก็ไม่มีใครอีกเลย



            “เจ็บมากก็ร้องออกมาดังๆก็ได้นะ  คงอีกสักพักกว่าคนอื่นจะออกมา”



            รยออุกเงยหน้าขึ้นมองคนที่พูดด้วยน้ำเสียงโมโนโทนอย่างไม่ค่อยเข้าใจ



            “ตรงนี้ไม่มีคนอื่น ถ้านายจะอ่อนแอบ้างก็คงไม่มีใครเก็บไปหัวเราะเยาะเย้ยทีหลังหรอก”


            “...................”


            “นายตามฉันออกมา ก็เพราะแบบนี้ไม่ใช่เหรอ” 


“พี่เยซอง” 


            “ถ้าในบ้านไม่มีที่ให้นาย ตรงนี้ก็มีแล้ว  ใช้มันให้คุ้มสิ” 


            “....ฮึก.......ฮืออออออ..........” หยาดน้ำตาทะลักทลายออกมาอีกครั้ง  ไม่ใช่ว่าเรียกร้องอะไรมากมาย ก็แค่อยากได้พื้นที่ที่จะสามารถปลดปล่อยทุกความรู้สึกออกมาได้โดยมั่นใจว่าไม่มีใครรอจ่อแทงข้างหลัง...ก็เท่านั้นเอง



เยซองอ้าแขนรับร่างเล็กที่สะอื้นฮักจนตัวสั่น  โถมตัวเข้าใส่อ้อมกอดแต่โดยดี มือใหญ่ลูบเรือนผมนุ่มซึ่งซุกซบอยู่ตรงซอกคออย่างแผ่วเบานุ่มนวล  ในขณะที่ตัวเองก็พยายามเงยหน้าขึ้น  สกัดกั้นหยาดน้ำที่รังแต่จะไหลลงมาเช่นกัน 



“ร้องออกมาให้หมด  แล้วอย่าไปร้องไห้ต่อหน้าพี่อีทึก  เข้าใจไหม” 


“ฮึก...ครับ.....” 


“ดีมาก  เด็กดี”



            แวบหนึ่งที่ชายหนุ่มเผลอนึกไปถึงคำกล่าวของหัวหน้าวงร่างโปร่งบางที่ว่าน้องๆทุกคนต้องการพี่ใหญ่  เพราะฉะนั้นอีทึกจึงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากผู้นำเพื่อให้น้องๆก้าวตาม  และก็ไม่เคยคิดจะหยุดเป็นเช่นนั้นแม้สักวินาทีเดียว  ในฐานะน้องคนหนึ่งของปาร์คจองซู การเป็นน้องช่างเป็นเรื่องง่ายดายจนเขาไม่เห็นความสำคัญ  



แต่ตอนนี้เยซองรู้แล้ว  



            การเป็นพี่  โดยเฉพาะการเป็นพี่ที่ดีในแบบที่ปาร์คจองซูเป็นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด  และเขาก็คิดถึงอ้อมกอดของ พี่ชายที่ยังไม่เคยได้สัมผัสสักครั้งเหลือเกิน         





TBC 



ฮือ วิญญาณยังติดอยู่ใน Challenger ไม่ออกมา     

เรื่องนี้เปิดจองถึงวันที่ 30 พฤศจิกานะคะ แบ่งเป็นสองเล่ม เล่มละ 350 บาท หน้าปกตามนี้ 



       




ถ้าใครสนใจเก็บเป็นที่ระลึกกดสั่งจองได้ที่นี่เลยนะคะ 











ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น