[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 74 : Problem Child 32

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 189
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    28 ต.ค. 61

“พี่ซูยอง  พี่แฮมิน” 



            ปาร์คจองซูยิ้มหวานในทันทีที่โผล่หน้าเข้ามาถึงส่วนของห้องแต่งตัว ส่งสายตาระยิบระยับให้กับช่างแต่งหน้ากับสไตลิสต์ที่คุ้นเคยกันดีเพราะได้ร่วมงานมาหลายครั้ง ซึ่งคนได้รับก็ตอบกลับมาด้วยทีท่ายินดีไม่แพ้กัน



            “น้องอีทึก!! มาแล้วเหรอ  อยากเห็นชุดไหม  มันสุดยอดมาก อยากเห็นนายใส่ชะมัด” 

        

            “แล้วมันแปลว่าดีหรือไม่ดีครับเนี่ย”


            “มันก็ดีแบบแปลกๆ” 


            “พี่ทำผมไม่ไว้ใจนะ” คนฟังบอกเจือหัวเราะ ยินยอมให้สองนูนาลากจูงไปปู้ยี่ปู้ยำตามใจชอบ ขณะเดินไปก็ตั้งคำถามกันบรรยากาศห้องเงียบว่า 


“มันตลกมากเลยเหรอครับ  ถ่ายแบบคราวนี้  ที่ได้ยินมาผมว่าคอนเซ็ปต์ก็ดูน่ารักดีออกนะ” 




            เท่าที่ทราบมาคร่าวๆการถ่ายแบบในครั้งนี้จะออกแนวแฟนตาซีเป็นหลัก  โดยมีนายแบบนางแบบ  รวมถึงนักร้องไอดอลหลายคนได้รับการทาบทาม  อีทึกนั้นได้คอนเซ็ปต์ของตัวเองมาว่า Lonely Peter Pan…ซึ่งเขาว่ามันก็น่าสนใจและแปลกใหม่ไม่เบา


            แต่ทำไมพี่สาวทั้งสองถึงได้ทำหน้าแปลกๆ


            คนฟังย่นจมูกกับน้ำเสียงกระตือรือร้นนั้น



            “จ้ะ พ่อปีเตอร์แพน ถ่ายแบบกับคุณคังจองชินนายไม่มีวันได้เจอแฟนตาซีแบบธรรมดาๆหรอก  เดี๋ยวเห็นชุดแต่งหน้าแล้วจะหนาว” ว่าพลางมินซูยองก็หยิบเอากล่องเครื่องสำอางคู่ใจใบยักษ์ออกมาตั้ง ควักกระดาษเอสี่สีขาวที่มีรูปสเกตซ์ลักษณะการแต่งหน้าแบบคร่าวๆออกมาเปิดโชว์ผู้เป็นนายแบบด้วยรอยยิ้มสะใจ



            “นี่ เอาไปดูซะ ปีเตอร์แพนสุดแหววของนายน่ะจะหน้าตาออกมาแบบนี้” 


            คนมองกะพริบตาเสียหนึ่งรอบก่อนทำหน้าเหยเกเมื่อความฝันกับความจริงไม่ได้ไปในทางเดียวกัน


            “เอาจริงเหรอครับพี่ซูยอง”  


            “อ้าว  ก็งั้นสิ วันนี้จัดเต็มเลยล่ะอีทึก มามะ  มาให้พี่ละเลงหน้าให้เสียดีๆ” คนเกลียดการแต่งหน้าจัดเป็นที่สุดเบะปากเมื่อรู้ดีว่าคราวนี้หมดหนทางจะเลี่ยง  ยอมเดินไปนั่งหลับตานิ่งบนเก้าอี้  ปล่อยให้ทั้งแปรง  พู่กัน และที่เขียนตารุมไล้ไปมาบนใบหน้าแต่โดยดี



            อีทึกพลาดเองที่ไม่ได้ศึกษามาให้ถี่ถ้วนว่าผู้จัดเขาต้องการจะให้ชายหนุ่มทำอะไร



คอนเซปต์ถ่ายแบบของวันนี้คือ Lonely Peter Panในสไตล์แฟนตาซีทำให้นางฟ้าแห่งวงการเพลงถูกจับแปลงโฉมแปลงหน้าจนเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน  



ใบหน้าหวานระบายสีซีดจนออกแนวเผือดขาว ตัดกันด้วยอายไลเนอร์คมเฉียบหนาเป็นปื้นใหญ่  ลากยาวออกไปเกือบสุดขมับ  แม้แต่ขอบตาล่างก็ถูกทาด้วยสีดำก่อนจะโรยด้วยกากเพชรสีเงินวาวจนทั่วใบหน้า เรือนผมสีน้ำตาลนุ่มถูกฉีดเคลือบสีเงินอมเทาแล้วเซ็ตจนยุ่งเป็นไม้กวาด  เท่านั้นไม่พอ ที่ด้านซ้ายของผมยังมีใยแมงมุมตาข่ายสีดำขนาดใหญ่มาประดับเพิ่มความโฉบเฉี่ยว กลิ่นอายลึกลับเศร้าหมองผนวกกับดีไซน์การแต่งหน้าทำให้ปีเตอร์แพนเวอร์ชั่นนี้ดูสวยจนยากที่จะระบุเพศ  โดดเดี่ยวราวกับเป็นเพียงภาพวาดอันไร้ชีวิต



“เอ้า  ลืมตาได้ เสร็จแล้ว” มินซูยองเอ่ยเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการแปลงโฉม แตะปลายคางมนให้แหงนเงยขึ้นเช็คความเรียบร้อยก่อนร่ายยาวต่อว่า


“สวยใช้ได้นะเนี่ยเรา  ดูยูนิเซ็กซ์มากๆเลย  เหมือนพวกตัวละครในนิยายแฟนตาซี  ว่าแต่รักษาผิวดีๆล่ะ  ผมด้วย แต่งแบบนี้เยอะๆเดี๋ยวโทรมหมด มาส์คหน้าน่ะใช้เข้าไปอย่าไปคิดว่าเป็นผู้ชายแล้วใช้ไม่ได้ ผิวเราก็ต้องการการดูแลเหมือนกันกับผู้หญิงนั่นแหละ” 


คนฟังลืมตาขึ้นตามคำสั่ง แต่แล้วก็แทบผงะเมื่อเห็นเงาของตัวเองในกระจก  คือรู้ว่าจะโดนเยอะ  แต่ไม่นึกว่าจะเยอะขนาดนี้  


“พี่” อีทึกคราง  เอามือแตะแก้มตัวเองเหมือนพยายามจะขูดเครื่องสำอางออก “นี่มันอะไรกันเนี่ย  มัน...สาวไปไหม  ผมเขินนะ” 


“ก็เขาจัดคอนเซปต์มาแบบนี้จะให้พี่ทำยังไงล่ะ  ไม่สาวแตกหรอกอีทึกพี่ว่ามันเหมาะกับนายดี  หน้านายแต่งแบบนี้แล้วขึ้น  มีเสน่ห์จะตาย ดูโตขึ้นด้วย” 


“แต่ว่า...”


“ไม่มีแต่  สวยแล้ว ไป  ไปหาพี่แฮมินให้เขาแต่งตัวให้ต่อได้แล้ว  เดี๋ยวไม่ทันเวลา” 


“ฮึ” 



คนสวยที่ไม่เคยภูมิใจกับความสวยของตัวเองทำหน้าบึ้ง โค้งขอบคุณช่างแต่งหน้าตัวเล็กด้วยท่าทีที่บ่งชัดว่างอนก่อนจะเดินไปหาจองแฮมิน สไตลิสต์ของงานนี้ซึ่งยืนรออยู่พร้อมเสื้อผ้าแล้วที่มุมแต่งตัวอีกฟากหนึ่งของห้อง สไตลิสต์สาวยื่นเสื้อผ้าที่ดูแล้วยังพอรับได้ให้นักร้องหนุ่มเข้าไปเปลี่ยนหลังม่าน  



“ได้ไม่ได้ คับไปอะไรยังไงบอกนะอีทึก  ยังพอมีเวลาแก้”


“ครับ” 



สำหรับเสื้อผ้ายังไม่ถือว่าทำร้ายปาร์คจองซูนัก ชุดเต้นบนเวทีของซูเปอร์จูเนียร์บางทียังเจ็บยิ่งกว่า จองแฮมินเตรียมเสื้อคอกว้างสีดำอมเขียวเอาไว้กับกางเกงขายาวรัดรูปสีดำเช่นกัน มีผ้าคลุมงงๆสีควันบุหรี่ให้เป็นพร็อพเสริมคู่กับสร้อยคอโซ่ โดยรวมแล้วดูไม่แปลกอะไรมากนอกจากผ้าคลุมไหล่หากเมื่อมาอยู่บนตัวของหัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์แล้วมันก็กลับโดดเด่นขึ้นมาอย่างน่าตกตะลึง  



            “ให้ตายสิ  ทำไมนายถึงชอบสีขาวนะอีทึก  คือมันก็เหมาะกับนายอยู่หรอกแต่พี่ว่าสีดำเนี่ยแหละ  สุดยอด ผิวนายผ่องเด้งดันทั้งเสื้อทั้งคนสุดๆไปเลย  อันที่จริงนายดูไม่เหมือนคนเลยล่ะตอนนี้  หลุดออกมาจากหนังสือนิยายชัดๆ”



            หญิงสาวช่างแต่งตัวพูดทันทีที่เห็นนักร้องหนุ่มโผล่ตัวออกมาจากผ้าม่าน  ร่างบางตรงเข้าจัดแต่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อยขณะที่ปากก็ว่า



            “พี่ว่าเสื้อมันอาจจะหลวมไปนิดแต่ก็เซ็กซี่ดี  ถ่วงเยอะๆจะได้เห็นอกขาวๆของนายไง  คราวนี้เขาเน้นถ่ายช่วงบน  รับรองมันมีท่าให้นายต้องก้มตัวต่ำโชว์แน่ๆ” 


            “พี่แฮมิน!” คนฟังอ้าปากค้าง  อับอายแทนทั้งๆที่ตัวเองเป็นผู้ชายแท้ๆ 


            “โอย ไม่ต้องหวงหรอก มีดีก็อวดๆไปเสียบ้าง  เอ  หรือว่าจะเก็บไว้ให้ใครดูคนเดียว” หญิงสาวยกยิ้มเจ้าเล่ห์ สบตาสีน้ำตาลอย่างรู้ทัน 


            “จะคังทึกหรือวอนทึกดีล่ะ  พี่เห็นนะ ถึงตอนออกอากาศไอ้เจ้าซีวอนมันจะพูดถึงฮีชอลตลอดแต่พออยู่หลังเวทีเมื่อไหร่นี่พี่อีทึกมาเป็นที่หนึ่ง  ห่างไม่ได้เลย คังอินก็เหมือนกัน เผลอเป็นไม่ได้มาวนเวียนตลอด นายใจอ่อนกับคนไหนล่ะ” 


            “พี่!! ไม่มีคนไหนทั้งนั้นแหละ” แม้ใบหน้าจะไม่สามารถเปลี่ยนสีได้เพราะถูกพรางด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะหากใบหูที่แดงก่ำก็เปิดเปลือยทุกความรู้สึกของปาร์คจองซูได้ดีเยี่ยมไม่แพ้กัน  แฮมินหัวเราะร่วน 


            “ล้อเล่นแค่นี้เอง  หูแดงซะ น่ารักจริงๆเลย”


            “ไม่คุยด้วยแล้ว”


            “ก็คุยไม่ได้แล้วล่ะ” จองแฮมินล้อเลียนคำพูด


            “ได้เวลาแล้วอีทึก  ไปถ่ายทำได้ ถึงตานายแล้ว” 



            ร่างโปร่งตวัดสายตาใส่เป็นรอบสุดท้ายก่อนจะก้มหัวรับการทักทายของรุ่นน้องนางแบบสาวที่เพิ่งเสร็จการถ่ายทำก่อนหน้าเขาแทบไม่ทัน  ใบหน้าสวยจืดเจื่อนเมื่อเผลอทำตัวเป็นเด็กออกไป



            “สวัสดีค่ะรุ่นพี่อีทึก  สู้ๆนะคะ” 


            “ขอบคุณมากซอลยอน  วันนี้สวยนะ” หญิงสาวในชุดขาวฟูฟ่องหากแต่แต่งแต้มด้วยขนนกสีเลือดหัวเราะร่วน

  

            “ไม่เท่ารุ่นพี่หรอกค่ะ แต่งแบบนี้เหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยายจริงๆเลยนะคะ  ฉันชอบจัง” คนฟังบู้หน้า


            “เหอะ  เกินไปล่ะสิไม่ว่า  ตอนนี้นะถ้าเธอเอามือจิกหน้าพี่รับรองไปไม่ถึงหนังหรอก  เจอแต่แป้ง แป้ง  แล้วก็แป้ง!” 



             ชเวซอลยอนยิ่งแย้มรอยยิ้มกว้างกับท่าทางกระบึงกระบอนของพี่ชายคนสวย  พี่อีทึกก็เป็นแบบนี้ ชอบบ่นนู่นบ่นนี่แต่สุดท้ายก็เห็นทำออกมาดีทุกที  แต่ก็เพราะอุปนิสัยเข้ากับคนง่ายและตั้งใจทำงานของชายหนุ่มจึงทำให้เป็นที่ชื่นชอบและชื่นชมมากมาย  



            “บ่นเยอะเดี๋ยวพี่ซูยองได้ยินเข้าก็โดนเติมแป้งอีกรอบหรอกค่ะ  ฉันขอตัวไปเปลี่ยนชุดก่อนนะคะพี่  เดี๋ยวมีถ่ายอีกชุด” 


            “อื้อ  ไปเถอะ” 



            อีทึกพยักหน้าให้ก่อนจะแยกย้ายกับนางแบบสาว  เดินตรงออกไปที่ห้องสตูดิโอถ่ายทำบ้าง ร่างโปร่งเพรียวโค้งตัวต่ำทักทายทีมงานไปตามรายทาง  ดวงหน้าที่แต่งเต็มเรียกเสียงฮือฮาจากสต๊าฟทั้งหญิงและชายได้มากมาย



            “สวัสดีครับ วันนี้รบกวนด้วยนะครับ” 


            “สวยจังเลย  จีบได้ไหมคะ” คนฟังหัวเราะเสียงใส  เย้ากลับว่า 


            “ผมสิต้องเป็นฝ่ายจีบ ชมผมว่าหล่อดีกว่า  สวยมันฟังแปลกๆ”


            “เต็มที่เลยนะครับคุณอีทึก”


            “แน่นอนครับ  ฝากด้วยนะครับ” ชายหนุ่มขยิบตาให้กับช่างกล้องใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วจึงมุ่งหน้าตรงที่ไปฉากป่าทึบสีมืดหม่นตรงกลางห้องอย่างมั่นใจ




            งานของเขากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว 


 

 




            หนึ่งครั้ง  สองครั้ง สิบครั้ง  ยี่สิบครั้ง  จำนวนแสงแฟลชที่วาบเข้าตาค่อยๆทวีขึ้นเรื่อยๆตามวันเวลาจะผันผ่านทว่าอีทึกก็ยังคงทำงานต่อไปโดยไม่ย่อท้อ


“คุณอีทึกเงยหน้าขึ้นอีกนิดครับ”   


  

            หัวหน้าวงหน้าหวานโพสต์ท่าตามที่ถูกสั่งอย่างมืออาชีพ ใบหน้าสวยเชิดขึ้นหากแต่จิกสายตาว่างเปล่าลงมองกล้องตามที่คนจัดท่าบอกกำกับ ความอ้างว้างเดียวดายแผ่กระจายออกมาจากแววตาทั้งสองข้าง แม้จะขัดๆแปลกๆในความรู้สึกหากช่างกล้องมือหนึ่งก็อดยอมรับไม่ได้ว่าเมื่อได้ลองมาแต่งหน้าแบบนี้แล้ว ซูเปอร์จูเนียร์อีทึกคนก่อนที่สดใสร่าเริงก็ดูจะกลายเป็นแค่เปลือกนอกอันหลอกลวงไปเลย  ที่อยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้สิคืออีทึกตัวจริง



งดงาม...โดดเดี่ยว...อ้างว้าง  



เหมือนกับปีเตอร์แพนที่รับรู้อยู่แก่ใจว่าเนเวอร์แลนด์ไม่มีอยู่จริง




            “โอเค  เรียบร้อยครับ วันนี้เลิกกองได้” เสียงผู้กำกับและช่างภาพส่งให้คนตัวเพรียว...นายแบบหลักของวันนี้ผ่อนลมหายใจยาว  ละทิ้งท่าทางที่กำลังโพสต์อยู่เป็นกำมือเข้าหาตัว  ร้อง ‘Yes’ อย่างยินดีปรีดา   


            “วันนี้ดีมากเลย ขอบคุณทุกคนมากๆเลยนะครับ” อีทึกกล่าวพร้อมกับโค้งตัวต่ำให้แก่ทีมงานที่ช่วยในการถ่ายแบบทุกคน ส่งรอยยิ้มหวานปิดท้ายก่อนจะคว้าเสื้อแจ๊กเก็ตของตัวเองเดินตัวปลิวออกมาจากห้องอย่างอารมณ์ดีเมื่อการถ่ายทำเสร็จก่อนเวลาอันควรทำให้เขามีเวลาว่างเพิ่มมากขึ้น  ชายหนุ่มกลับไปเปลี่ยนชุดที่ห้องแต่งตัว  แงะใยแมงมุมออกเอาน้ำราดผมให้เรียบ เช็ดคราบเครื่องสำอางออกลวกๆพอให้ดูไม่น่ากลัวนักก่อนจะรีบโทรศัพท์บอกคนขับรถให้วนมารับที่หน้าตึก



            ลิฟต์จากชั้นห้าลงมาที่ชั้นหนึ่งใช้เวลาไม่นานนัก เมื่อลงมาถึงชั้นล่าง เสียงดังเอะอะจากภายนอกเรียกรอยขมวดที่หน้าผากจากหนุ่มหน้าสวยได้เล็กน้อยหากความที่เคยชินกับแฟนเพลงมากมายที่มารอรับทำให้ปาร์คจองซูไม่ใส่ใจกับมัน



            ดีออกจะตาย แสดงว่าแฟนเพลงยังคงรักอีทึกอยู่ถึงมารอ นี่ขนาดวันนี้เขามาถ่ายแบบคนเดียวไม่ใช่ทั้งวงด้วยซ้ำ  เขาเองก็อยากตอบแทนคนเหล่านั้นไม่แพ้กัน ส่วนปัญหาที่ว่าถ้าควบคุมสถานการณ์ไม่ได้การ์ดก็ต้องลงมาจัดการให้อยู่แล้ว 



            พร้อมความคิดที่ไหลเรื่อยในหัว ฝีเท้าหนักแน่นก็ยังคงพาชายหนุ่มมุ่งหน้าตรงไปที่ประตูทางออก พี่ใหญ่เอสเจค่อนข้างมั่นใจว่าเพียงแค่โบกมือยิ้มแย้มตามปกติ ไม่นานรถสีดำคันใหญ่ของบริษัทก็จะแล่นมาจอดเทียบพาเขาจากไปอย่างเรียบร้อยเหมือนทุกครั้ง ร่างโปร่งสูดลมหายใจลึก ริมฝีปากบางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มน้อยๆพอให้ดูไม่แข็งกระด้างก่อนจะผลักบานประตูใหญ่ของสถานีออกไปสู่ลานกว้างภายนอก



            ทว่า...สิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่แฟนคลับกับลูกโป่งสีน้ำเงินอย่างที่คิด



            ทันทีที่ประตูเปิดออกกว้างพอให้เห็นว่าบุคคลที่ออกมาเป็นใคร ชายหญิงหลากหลายวัยต่างก็กรูกันเข้ามาจนแทบจะโถมทับอีทึกไปทั้งตัว ในมือมีเครื่องมือสีดำขนาดย่อมแปะสัญลักษณ์ของแต่ละสถานี  เตรียมพร้อมที่จะอัดเสียงคำสัมภาษณ์เต็มที่ มือเหล่านั้นต่างพยายามยื่นมาตรงหน้าชายหนุ่มราวกับกลุ่มคนอดอยากที่โรมรันกันเพื่ออาหารเพียงถ้วยเดียว  



            “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่คะคุณอีทึก ไม่ทราบว่าคุณจะอธิบายภาพที่เกิดขึ้นยังไงคะ!


            “ขอคำอธิบายด้วยครับ ตอนนี้แฟนคลับทุกคนต่างก็ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น!


            “ทำไมพวกคุณถึงได้ทะเลาะกันรุนแรงขนาดนั้น!” 


“ซูเปอร์จูเนียร์ไม่ได้รักกันอย่างที่แสดงออกอย่างนั้นหรือคะ!


“อะ อะไรกันครับ ทุกคนใจเย็นๆก่อน ใครทำอะไรกัน” 



หัวหน้าวงที่ถูกจู่โจมโดยไม่รู้ตัวผงะวูบ สีหน้างงงวยเมื่อถูกกลุ้มรุมโดยนักข่าวมากมายจากหลายสถานี ใบหน้าหวานพยายามรักษารอยยิ้มเยือกเย็นทว่าดวงตากลับฉายประกายสับสนงุนงงเห็นได้ชัด  ภายในใจกระตุกวูบเมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายจากนักข่าวประจำสถานีทีวีเอ็น



เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ...? 



ยังไม่ทันที่นักร้องหนุ่มวงดังจะได้รวบรวมสติตอบอะไรกลับไปก็รู้สึกว่าถูกสะกิดจากข้างหลัง อีทึกหันขวับก่อนจะทำสีหน้าโล่งใจเมื่อผู้มาใหม่คือผู้จัดการวงที่คุ้นเคย...ซองคิบอมและอีซึงฮวาน



“ไป จองซู กลับเข้าไปข้างใน เดี๋ยวไปออกประตูด้านหลัง” 


“นี่มันอะไรกันครับพี่”


“มีเรื่องนิดหน่อย  นายเงียบก่อนไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น  ยิ้มเอาไว้ ไว้ไปคุยกัน” อีซึงฮวานกระซิบบอกนักร้องในความดูแลขณะที่ก็ค่อยๆโอบประคองที่ไหล่พาร่างโปร่งเพรียวฝ่าด่านนักข่าวมากมายกลับเข้าไปด้านในสถานี  



ชายหนุ่มส่งสัญญาณให้ผู้ร่วมอาชีพอีกคนรับมือนักข่าวเอาไว้จนกว่าจะพาลีดเดอร์แห่งซูเปอร์จูเนียร์หลบไปจนถึงพื้นที่ปลอดภัย  ท้ายสุด หลังจากที่หลบเลี่ยงไปตามชั้นต่างๆ อีซึงฮวานก็พาปาร์คจองซูไปจนถึงประตูทางออกด้านหลังของสถานีได้สำเร็จ  รถแวนยังอ้อมมาไม่ถึงแต่ก็ไร้ผู้คนมาออกันเหมือนด้านหน้า  ทุกอย่างเงียบสงบแสดงว่าซองคิบอมน่าจะทำหน้าที่ได้ดีพอสมควร



คนเพิ่งเดินเร็วระยะสี่ร้อยเมตรมาหอบแฮ่ก ชายหนุ่มหน้าหวานย่อตัวลงวางมือไว้กับเข่า พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยสายตาคำถาม



“พี่ซึงฮวาน ทำไมเขาทึ้งแล้วก็ถามผมแบบนั้น มีอะไรเหรอ  ใครทำอะไรกันอีก”



ผู้จัดการที่หน้าตาดีพอฟัดพอเหวี่ยงกับนักร้องทำสีหน้าปั้นยาก ซึงฮวานเสมองผนังข้างตัวขณะที่เอ่ยไม่เต็มเสียงนักว่า



“พี่เองก็ไม่ค่อยแน่ใจ แต่ว่ามันมีข่าวออกในหนังสือพิมพ์ว่าพวกนายทะเลาะกัน แล้วดันผ่ามีรูปหลุดด้วย ทุกคนเลยตื่นตกใจกันใหญ่ตอนนี้ แฟนคลับนายรัวคำถามวิพากษ์วิจารณ์ในเน็ตจนวุ่นวายไปหมด”


คนฟังตาเบิกกว้าง ยืดตัวตรงขึ้นโดยอัตโนมัติ 


“เป็นไปไม่ได้!! มันจะหลุดมาจากไหนในเมื่อตอนนี้พวกนั้นแทบไม่ได้ทะเลาะกันแล้ว  อย่างดีก็จิกกัดนิดหน่อย  ผมเองก็อยู่กับน้องตลอด”


“ก็นั่นไงพี่ถึงสงสัยว่ามันมาได้ยังไง จะว่ารูปเก่าก็ไม่ใช่เพราะทรงผมมันก็ตอนนี้ พี่คิดว่าคงเป็นวันที่นายกับฮีชอลไปอัดรายการกันสองคนนั่นแหละเพราะไม่เห็นฮีชอลในรูป  เจ้าพวกนั้นอาจจะอัดกันเอง  ถามพี่ยองจุน พี่มินซอง พี่คิบอมแล้วก็ไม่มีใครระแคะระคายเลยว่าเกิดเรื่อง  ไม่รู้ไปทำกันตอนไหน” ชายหนุ่มหมายถึงเมื่อสองวันที่แล้วที่อีทึกกับสมาชิกลำดับที่สองมีงานกันแค่สองคนโดยปล่อยสมาชิกคนอื่นเอาไว้ที่สถานีหลังจากอัดรายการรวมด้วยกันเสร็จแล้ว


“แต่...ไม่น่า” อีทึกยังคงไม่เชื่อถือ “เด็กพวกนั้นรู้ดีว่าตอนไหนควรทำอะไร  ไม่มีทางจะไปหลุดเอาที่สถานีหรอก” 


“พี่คิบอมมาแล้ว นายถามเอากับพี่เขาเองก็แล้วกัน” 


อีซึงฮวานโยนเรื่องกลับไปให้ชายหนุ่มอีกคนที่เพิ่งโผล่พ้นประตูออกมาอีกคน คิบอมขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าคนทั้งสองยังยืนกันอยู่แถวนั้น


“ทำไมรถยังไม่มาอีก”


“เดี๋ยวก็คงจะมาแหละพี่ ไม่มีนักข่าวมาก็โอเคแล้ว”


“ไม่มีหรอก  พี่บอกไปแล้วว่าเดี๋ยวจะมีแถลงข่าว ขออย่ามารุมแบบนั้น แล้วก็ประสานทางสถานีแล้วด้วยว่าให้กันพวกปาปารัซซี่ให้หน่อย  ตอนนี้ไม่มีใครเห็นหรือแอบถ่ายเราได้แน่”



ซองคิบอมจบประโยคกับน้องชายร่วมอาชีพก่อนจะหันมาทางศิลปินที่เป็นศูนย์กลางปัญหา



“ว่าไงจองซู นายรู้อะไรบ้างไหมว่าทำไมรูปมันถึงหลุดออกไปได้ เรื่องใหญ่มากนะ นี่พี่ยองจุนกับพี่มินซองก็วิ่งปิดข่าวให้วุ่น” 



 ปาร์คจองซูส่ายหน้าอีกครั้ง อัดอั้นตันใจแต่ก็จนปัญญา 



“ผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ารูปอะไร พี่ช่วยอธิบายผมหน่อยเถอะว่ามันเกิดอะไรขึ้น ใครไปทำอะไรอีก” แทนคำตอบ ผู้จัดการวงที่มีศิลปินให้ดูแลมากที่สุดในเกาหลียื่นหนังสือพิมพ์หัวสีฉบับหนึ่งมาให้


“นายดูเอาเองก็แล้วกัน ฝีมือน้องบังเกิดเกล้าของนายน่ะ” 


อีทึกยื่นมือสั่นระริกไปรับเอาปึกกระดาษเจ้าปัญหามาไว้ในมือ ภายในใจหวิววับประหลาดเมื่อรู้สึกได้ว่าสิ่งที่กำลังจะผ่านเข้าสู่สายตานั้นคงไม่ได้สิ่งที่ดีเท่าไหร่นัก ชายหนุ่มกลั้นหายใจขณะที่ยกหนังสือพิมพ์หน้าแรกสุดขึ้นดูข้อความและรูปภาพภายในนั้น


“....................................”



ไม่จริง!! 

ต้องไม่ใช่!! 

ไม่ใช่!!



พี่ใหญ่ของวงเงยหน้าขึ้นสบตาผู้จัดการที่มองมาก่อนแล้ว ใบหน้าหวานซีดเผือดก่อนจะส่ายหน้าช้าๆอย่างไม่อยากเชื่อ  



“นี่มันอะไรกันครับพี่  ตั้งแต่เมื่อไหร่  ทำไมผม...ไม่รู้เลย” ประโยคสุดท้ายแผ่วหายเข้าไปในลำคอแทบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ  


ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นไม่ใช่หรือ


ก็ไหนเมื่อวันก่อนที่ไปถ่ายแบบเสื้อผ้าเราก็ยังเล่นตีลูกโป่งกันอยู่เลย พวกนายก็ไม่เห็นจะทะเลาะอะไรกันเลยไม่ใช่หรือ 



“ผม...ไม่เชื่อ” 


“พี่ก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่หลักฐานมันก็มีอยู่ทนโท่ รูปนี้น่ะมันห้องพักศิลปินที่สถานีเคบีเอสไม่ใช่เหรอ” 


“........................” 


ไม่เชื่อ...เขาไม่เชื่อ...เขาไม่



เชื่อ!!



ร่างโปร่งบางกัดริมฝีปากแน่น สกัดกั้นเสียงกรีดร้องที่อยากจะปลดปล่อยมันออกมาให้สาแก่ใจ ฟันคมขบเข้ากับกลีบปากอ่อนนุ่มจนรับรู้ได้ถึงรสเค็มปร่าของเลือด 



            เจ็บ...แต่มันก็ยังไม่เท่ากับความขมขื่นในใจที่ได้รับยามเมื่อจ้องมองยังหนังสือพิมพ์น่ารังเกียจตรงหน้า



            ภายในหน้ากระดาษสีเทามีเนื้อข่าวด้านหน้าพาดหราเกี่ยวกับเรื่องราวระหองระแหงกันภายในของศิลปินบอยแบนด์ชื่อดัง และรูปภาพประกอบอันตอกย้ำความเป็นจริงนั้นด้วยภาพผู้ชายกว่าสิบคนในชุดไปรเวทยืนกระจัดกระจายอยู่โดยกึ่งกลางมีชายร่างเพรียวคนหนึ่งล้มคว่ำอยู่กลางห้อง  ชายหนุ่มอีกคนแทบจะโผคร่อมทับ มุมปากคนด้านล่างมีเลือดจาง เกินกว่าจะเข้าใจความสัมพันธ์เป็นอื่น คนที่เหลือนั้นมีทั้งที่ยืนกอดอกมองอยู่ห่างๆ พยายามถลาเข้ามาแต่โดนแขนของใครบางคนฉุดรั้งเอาไว้  หรือเงื้อมือถลันเข้ามาจนจะถึงกลางวงอยู่แล้ว



ภาพถ่ายนั้นมัวนิดหน่อยบ่งบอกว่าเป็นภาพแอบถ่ายแต่ก็ยังชัดเจนจนมองออกว่าใครอยู่ในภาพบ้าง



เหล่าเด็กหนุ่มและชายหนุ่มในภาพถ่ายช่างคุ้นเคยนัก ท่าทาง รูปร่าง ใบหน้า และทุกสิ่งทุกอย่างช่างเจนใจ ในเมื่อทั้งหมดคือบุคคลที่ปาร์คจองซูผูกพันลึกซึ้งในฐานะของผู้ร่วมงานกันมากว่าสองปีเต็ม...ในฐานะพี่ชายคนโตสุดของน้องๆ...ในฐานะคนในครอบครัว



คนในภาพคือซูเปอร์จูเนียร์อย่างแน่นอน    



อีทึกได้ยินเสียงอะไรบางอย่างร้าว  ก่อนจะตกแตกกระจาย...ภายในใจ 



นายคิดไปเองน่า ไม่ได้มีอะไรเสียหน่อย


ฉันลองเครื่องสำอางใหม่น่ะ เพิ่งได้มา มันกลบแล้วเนียนกว่าตัวก่อน แต่ไม่ค่อยหนา

คำกล่าวที่เขาเลือกจะเชื่อสุดใจเพราะคิดว่าคนเป็นครอบครัวจำเป็นต้องมีความเชื่อใจซึ่งกันและกัน



นี่หรือคือสิ่งตอบแทนของเขา...?  




ร่างเพรียวค่อยๆขยุ้มหนังสือพิมพ์จนกระทั่งมันยับเยินคามือ ริมฝีปากแดงช้ำเป็นสีเลือดแย้มออกก่อนจะหัวเราะแบบไม่มีเสียง ลูกแก้วสีน้ำตาลสั่นระริกเมื่อรู้สึกถึงบางสิ่งไหลมาเอ่อคลอที่เบ้าตา ภาพความฝันที่วาดหวัง ภาพสปาเก็ตตี้จานใหญ่ที่พยายามบรรจงต้มบรรจงปรุงด้วยความตั้งใจผ่านเข้ามาในสายตา ทุกอย่างแตกกระจายเป็นเศษเสี้ยว



            มีด มีดปลายแหลมกำลังกรีดหัวใจปาร์คจองซูอยู่



“จองซู...นายโอเคนะ” ซองคิบอมเอ่ยอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มในความดูแลนิ่งงันไปนาน 


“ฮะๆ ผมไม่เป็นไรครับ  ยังปกติดีอยู่ แค่รู้สึกว่าตัวเองโง่เหลือเกิน ...” หัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์ตอบเจือหัวเราะก่อนจะย้ำซ้ำๆเหมือนบอกตัวเองมากกว่า 


“โง่...โง่งมยิ่งกว่าลาที่เพ้อเจ้อไปคนเดียวอยู่ได้นานปี  ทั้งๆที่น่าจะรู้...น่าจะรู้มาตั้งนานแล้ว...” 



ไม่มีหรอกความฝันโง่ๆ  ไม่มีความเห็นอกเห็นใจหรือความรักเพียงเล็กน้อยที่เคยคิดว่าได้รับ  ไม่มีอะไรในมือทั้งนั้นนอกจากความว่างเปล่า



คำตอบกลับพร้อมทั้งสีหน้าแววตารวดร้าวยิ่งทำให้ผู้จัดการทั้งสองมองด้วยความเห็นใจ  พูดไม่ออกกันมากขึ้น อยู่ด้วยกันมานานทำไมพวกเขาจะไม่รู้ ปาร์คจองซูรักวงรักน้องเพียงไหน มีเท่าไหร่ชายหนุ่มให้ได้หมดทุกสิ่ง ก็เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี้เอง ไม่ใช่ชายหนุ่มหน้าหวานคนนี้หรอกหรือที่เดินเข้าไปบอกกับโปรดิวเซอร์อีซูมานด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่าความฝันของซูเปอร์จูเนียร์คงอยู่อีกไม่ไกลเพราะน้องๆกำลังเริ่มเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกัน  



แต่แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็เหมือนกับโลกทั้งใบของชายหนุ่มพลิกคว่ำลง  



“ใจเย็นๆนะจองซู มันต้องแก้ไขได้ ค่อยๆคิดค่อยๆทำไป” 


“นายต้องไปอธิบายให้อีซอนแซงนิมฟังดีๆ แล้วก็หาทางแก้ข่าว เดี๋ยวเรื่องมันก็ซาลง”



คนที่ไม่ได้กระทำความผิดแต่กลับต้องรับผิดชอบในทุกสิ่งกำกระดาษหนังสือพิมพ์แน่นขณะที่พยายามสูดลมหายใจลึกเพื่อควบคุมอารมณ์ของตัวเอง คำพูดปลอบโยนของผู้จัดการทั้งสองลอยผ่านไปโดยไม่ได้เข้าหูแม้แต่น้อย 



อีทึกตัวชาวูบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า  อยากร้องไห้ แต่ก็รู้สึกว่าไม่คุ้มค่าที่จะเสียน้ำตาอีกต่อไป 



รัก  เกลียด เสียใจ ผิดหวัง...ทุกอย่างมันอัดแน่นอยู่ในอกจนเหมือนจะหายใจไม่ออก  ที่เขาโกรธไม่ใช่เพราะน้องทะเลาะกัน แต่เป็นเพราะเด็กพวกนั้นไม่มีสติพอที่จะจำคำของเขาว่าอย่าให้เกิดเรื่องออกมาถึงภายนอก  ให้เสื่อมเสียถึงวงซูเปอร์จูเนียร์  ซึ่งผลสุดท้ายแล้วคนที่จะเดือดร้อนที่สุดก็คือตัวสมาชิกแต่ละคนเอง  และโกรธที่สุดคือสองคนต้นเรื่องนั้นคือคนที่หลงคิดว่าจะเป็นกำลังหลักสำคัญของวงต่อไป คนที่คิดว่าจะดีกว่าใครๆอย่างคิมยองอุนและชเวซีวอน  



“ผม...” อีทึกพยายามจะพูดแต่ก็โกรธจนรวบรวมความคิดไม่ได้ 



คำขอของเขามันยากนักหรือยังไง ไร้ความสำคัญจนไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจเลยอย่างนั้นใช่หรือเปล่า  ถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา  แถมเกิดขึ้นแล้วยังไม่มีใครมีแก่ใจมาบอกกล่าว มาปรึกษาเขาเลยซักคำจนกระทั่งต้องมาเห็นเองในข่าวตอนที่สายเกินแก้  แล้วยังมีหน้ามาตีหน้าซื่อโกหกเขา



ทำราวกับว่าเขาเป็นหัวหลักหัวตอในบ้าน



สิ่งที่คนทั้งสิบเอ็ดคนทำกับพี่ชายคนนี้...มันเจ็บแสบยิ่งกว่าโดนตบหน้ากลางรายการเสียอีก...เหมือนคนที่ถูกแทงข้างหลัง...ถูกทรยศโดยคนที่รักที่สุดในชีวิต



จากความชาค่อยแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวเหมือนพญางูที่ถูกตีขนดหาง เปลวไฟแห่งความขุ่นแค้นแผดเผาจิตใจอันบริสุทธิ์อ่อนโยนจนแทบไม่มีเหลือ 



ดี...เป็นแบบนี้ก็ดี 


จะได้ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจกันอีกแล้ว


รักของเขาก็ไม่จำเป็นอีกแล้วเช่นกัน


พอกันที!! 




อีทึกค่อยๆคลี่หนังสือพิมพ์ในมือออกมามองอีกครั้งด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม ร่างเพรียวบางหันไปถามผู้จัดการเสียงนิ่งว่า   



“แล้วอีซอนแซงนิมว่ายังไงบ้างครับ แล้วตารางคิสเดอะเรดิโอวันนี้จะทำยังไง”


“เขาก็...ยังไม่ได้ว่าอะไรออกมา เรียกพบนายวันมะรืน บอกว่าให้เวลานายไปจัดการกับเจ้าเด็กดื้อพวกนั้นก่อน ส่วนเรื่องเรดิโอยังให้จัดตามเดิม...คงเป็นวันสุดท้ายสำหรับช่วงนี้”


“พี่ว่ามันจะถึงยุบวงไหมครับ” อีซึงฮวานทำสีหน้าไม่ดีกับอาการของหัวหน้าวงที่พูดถึงความล่มสลายของวงตัวเองด้วยทีท่าเรียบนิ่งจนเกินไป ผิดกับคนที่ตกใจเสียใจจนถึงขีดสุดเมื่อครู่



นี่ไม่ใช่ปาร์คจองซูที่เขารู้จัก 



“พูดอะไรอย่างนั้นจองซู  ไม่หรอกน่าอาจจะแค่พักงานนิดหน่อยรอให้เรื่องซา นายอย่าคิดไปในทางร้ายขนาดนั้นสิ”


“หึ ก็แค่โปรเจ็กต์มีปัญหาเตรียมจะโละทิ้งของค่าย คิดแค่นี้อาจจะดีเกินไปแล้วด้วยซ้ำ” 


“จองซู!!!” คนเอ่ยวาจาชวนตกตะลึงเมื่อครู่เพียงยักไหล่


“ขอโทษครับ ตอนนี้...พวกนั้นอยู่ไหนกันเหรอครับ ผมอยากเจอทุกคน” แม้แต่คำว่าน้อง...อีทึกในตอนนี้ก็โกรธเกินกว่าจะเรียกได้ลง 



รักมากก็เกลียดมากเป็นเช่นไร เขาเพิ่งเข้าใจในวันนี้เอง 



“นาย...ต้องการให้พวกพี่ช่วยอะไรไหม บอกได้เลยนะ” 



ซึงฮวานเอ่ยอย่างจริงใจที่สุด จากคนที่เคยพยายามหลีกห่างปัญหา ในยามนี้ผู้จัดการวงทั้งสองกลับรู้สึกเต็มหัวใจว่านี่คือวงในความรับผิดชอบของพวกเขา ปัญหาของวงคือปัญหาของพวกเขาที่ต้องช่วยกันดูแล ทว่าผู้ที่เคยอยากได้ความช่วยเหลือมาตลอดกลับปฏิเสธมันอย่างเยือกเย็น 



“ไม่ต้องหรอกครับ เอาเป็นว่าพี่ช่วยโทรตามทุกคนกลับไปบ้านให้หมดก็แล้วกัน  เดี๋ยวผมกลับไปจัดการเอง” 



แม้น้ำคำนั้นจะฟังดูก้าวร้าวหากอีซึงฮวานก็ไม่กล้าขัดเมื่อเห็นแววตาของผู้เป็นลีดเดอร์ซูเปอร์จูเนียร์  อีทึกในยามนี้แผ่รัศมีอำนาจออกมาอย่างเห็นได้ชัดจนแม้แต่เขาก็ยังนึกเกรง



เด็กน้อยตาใสในวันนั้นเติบโตขึ้นมากเหลือเกิน


            “ส่วนมากก็อยู่บ้านกันหมดแล้วล่ะ  พี่เรียกตัวกลับตั้งแต่เห็นข่าวนี้ออกมาแล้ว  เหลือแต่ซีวอนที่อยู่บ้านตัวเองกับฮีชอล”  


            “เดี๋ยวผมตามฮีชอลเอง  รบกวนพี่จัดการเรื่องซีวอนด้วยนะครับ  ฝากบอกว่าอีกสองชั่วโมงผม ต้อง’ เห็นทุกคนอยู่ที่บ้าน” 


            “อืม แล้วพี่จะจัดการให้” 

 

 




เบอร์โทรของสมาชิกที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือมันช่างระคายสายตา อีทึกรีบกดผ่านเบอร์พวกนั้นไปจนถึงเบอร์ที่ต้องการซึ่งอยู่เกือบท้ายสุดเมื่อเรียงตามลำดับอักษร


“ฮีชอล อยู่ที่ไหน”


ชายหนุ่มกรอกเสียงห้วนลงไปทันทีที่ได้ยินปลายสายตอบรับ แม้จะรู้ว่าไม่ใช่ความผิดของคิมฮีชอลทว่าอารมณ์เกรี้ยวกราดในยามนี้ก็มากเกินกว่าจะมานั่งแยกแยะว่าใครเป็นใคร


“ฉันอยู่ร้านคาราโอเกะ” เสียงดังก้องแทรกเข้ามาในโทรศัพท์ยืนยันคำพูดของนางพญาแห่งวง “มีอะไรหรือเปล่าจองซู  นายเสียงไม่ดีเลย”


“กลับบ้านเดี๋ยวนี้เลย เกิดเรื่องนิดหน่อย”


“อะไร?” 


“เดี๋ยวไปคุยกันที่บ้าน  ภายในสองชั่วโมงนะฮีชอล  แล้วเจอกัน” 



บานพับโทรศัพท์ถูกดันปิดก่อนจะยัดกลับเข้าไปในกระเป๋ากางเกง นางฟ้าที่กำลังจะผันตัวเองเป็นซาตานเอนศีรษะพิงพนักที่นั่งในรถ หลับตาลงโดยไม่นำพาต่อสายตาเกรงใจเจือกังวลของสองผู้จัดการที่นั่งมาด้วยกัน 



ถนนรอบข้างแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วตามความเร็วรถ เพียงไม่นานก็เลี้ยวเข้าสู่ย่านที่พักอาศัยอันคุ้นเคย ใช้เวลาอีกไม่กี่นาทีรถแวนสีดำก็แล่นมาจอดเทียบหน้าบ้านเดี่ยวสองชั้นหลังหนึ่งซึ่งถูกรั้วต้นไม้บดบังจนแทบจะมองไม่เห็นข้างใน บ้านพักที่เขาอยู่อาศัยมาเกือบสี่ปีเต็มตั้งแต่ก่อนเดบิวต์ 



            อีทึกนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่แม้ว่าเครื่องยนต์จะถูกดับสนิทแล้ว น่าแปลก บ้านที่เคยเป็นที่พักพิงยามเหนื่อยล้า บัดนี้กลับเหนื่อยล้าเกินกว่าที่จะเหยียบย่างเท้าเข้าไป อีกทั้งเขารู้...การก้าวเข้าบ้านครั้งนี้คือการตัดสิน 



            จะไม่มีซูเปอร์จูเนียร์อีทึกที่รักน้องเกินกว่าสิ่งใดๆอีกแล้ว

            จะมีก็แต่ซูเปอร์จูเนียร์หน้าโง่คนหนึ่งที่โดนทรยศ และกำลังจะกลับมาเผชิญหน้ากับพวกคนทรยศเหล่านั้น 



“จองซู ถึงบ้านแล้วนะ”  


“ครับ” เจ้าของชื่อตอบขณะที่หยิบกระเป๋าขึ้นสะพายไหล่  มือขาวบางสั่นระริกจนเจ้าตัวรู้สึกได้หากก็พยายามเก็บซ่อนมันเอาไว้  สุดท้ายเมื่อยากนักจึงตัดสินใจกำสายกระเป๋าไว้แน่น


“ผมกำลังจะลงไป เดี๋ยวให้รถเลยไปส่งพี่เลยนะครับ”


คนฟังทำหน้าลังเล 


“เอาอย่างงั้นเหรอ แน่ใจนะว่านายจะเข้าไปคนเดียว”


“ผมก็เข้าไปคนเดียวตลอดอยู่แล้ว ครั้งนี้มันก็คงไม่มากไปกว่าเดิมหรอก” 



เรื่องหนักหนาที่ประดังเข้ามาทำให้ชายหนุ่มลืมที่จะระวังคำพูดเหมือนทุกครั้ง และคราวนี้เขาก็ไม่คิดจะแก้มัน    



ผู้จัดการที่ไม่เคยก้าวเท้าเข้าบ้านศิลปินทำสีหน้าสำนึกผิดแต่ก็น้ำท่วมปากเกินจะเอ่ยแก้ตัวอะไร คงถึงที่สุดจริงๆเพราะร่างโปร่งบางไม่เคยแม้แต่จะกล่าวโทษพวกเขา ทุกครั้งปาร์คจองซูจะตอบรับสิ่งที่เข้ามาสู่ตัวด้วยรอยยิ้มเข้มแข็งจนไม่เคยมีใครรู้ว่าภายในนั้นคือจิตใจที่กำลังจะแหลกสลาย



“พวกพี่ไม่รู้จะพูดอะไร นอกจากคำว่าขอโทษ มันอาจจะสาย...หรือยังไม่สายเกินไปแต่ก็ขอโทษ...ขอโทษจริงๆจองซู”



อีทึกทำไหล่เกร็ง แข็งใจไม่หันกลับไปมองยังผู้จัดการทั้งสองที่เอ่ยคำพูดฝากสายลมมาขณะที่รถกำลังเคลื่อนตัวออกไป ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกก่อนจะก้าวเท้าเข้าสู่ตัวบ้านที่ไม่ได้ล็อกกุญแจเอาไว้ กลางเดือนเมษายนอากาศที่เกาหลีอบอุ่นขึ้นมากหากปาร์คจองซูก็ไม่มีแก่ใจมาชื่นชม ร่างบางก้าวเร็วๆผ่านสนามหน้าบ้านและชิงช้าตัวโปรดที่ตั้งอยู่อย่างเดียวดาย เมื่อเปิดประตูเข้าไป รองเท้าสีแดงสดที่วางอยู่บ่งบอกว่าสมาชิกลำดับที่สองคงมาถึงแล้ว 



            ลูกแก้วสีน้ำตาลสั่นไหว  ห้องรับแขกว่างโล่ง หากได้ยินเสียงพูดคุยเจือจางดังมาจากด้านใน  


            ห้องนั่งเล่นอย่างนั้นสินะ



ในใจของคนที่เรียกได้ว่าโอบอุ้มประคับประคองวงทั้งวงมากับมือมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินทางขึ้นสู่ลานประหาร ทว่าไม่รู้จริงๆว่าไปในฐานะใด นักโทษ...หรือเพชฌฆาต แต่ที่แน่ๆมันคงจะเป็นจุดจบของวงบอยแบนด์ที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวมาได้ไม่นานอย่างซูเปอร์จูเนียร์



            พี่ใหญ่ของบ้านก้าวช้าๆไปยังทิศทางต้นเสียง ในมือข้างหนึ่งคือหนังสือพิมพ์ที่เป็นต้นเหตุของปัญหา  ไม่สิ...มันเป็นปลายเหตุ ต้นเหตุทั้งหมดมันอยู่ที่คนสิบเอ็ด...รวมคิมฮีชอลเป็นสิบสองคนที่เขากำลังจะไปพบหน้าต่างหาก  



            ห้องนั่งเล่นซูเปอร์จูเนียร์ในวันนี้ค่อนข้างจะอึดอัดคับแคบเนื่องด้วยสมาชิกทั้งหมดได้มารวมตัวกัน จากใบหน้าเคร่งเครียดดูเหมือนน่าจะรู้กันหมดแล้วว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น  



สามแฝดตระกูลอีนั่งจ่อมรวมกันอยู่บนโซฟาตัวนิ่ม  ที่พื้นคือชินดง ฮันกยอง กับคยูฮยอนที่นั่งแยกคนละมุมและเยซองกับรยออุกที่นั่งขัดสมาธิพูดคุยอะไรกันบางอย่าง ผนังด้านขวาถูกจับจองโดยคิมฮีชอลและคุณชายชเวซีวอนที่ทำหน้าเคร่งเครียด  ส่วนทางด้านซ้าย ติดกับหน้าต่าง คือบุคคลที่เขาไม่เคยคิดว่าจะยอมปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น  น้องที่เคยไว้ใจมากที่สุด และเป็นคนเดียวกับที่เขามีความรู้สึกพิเศษให้...คิมยองอุน



ปาร์คจองซูมีเวลามองหน้าสมาชิกทุกคนให้เต็มตาอยู่ไม่ถึงสิบวินาทีก่อนที่หนึ่งในนั้นจะหันมาเห็นเข้า



“พี่...“ อีซองมินหลุดเสียงแผ่วเบาออกมาจากลำคอ ทำท่าจะลุกขึ้นเดินมาหาทว่าคนเป็นพี่ยกมือข้างที่ว่างห้ามไว้  ใบหน้าสวยหวานเรียบตึงไม่ต่างอะไรกับหน้ากากขัดกับดวงตาสีน้ำตาลเริงโรจน์พาให้ทุกคนชะงัก  



อีทึกคลี่รอยยิ้มเย็นเฉียบกับปฏิกิริยาที่ของน้องที่เห็น  ก่อนจะกล่าวเสียงเย็นเยียบ



“ช่วยบอกฉันให้หายโง่ทีได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

 

 


TBC




------------------------------------------------------------



สรุปว่ามีคนอยากได้ถึงจำนวนล่ะ เราเลยจะเปิดจองเรื่องนี้อีกรอบนะคะ อันนี้คือปก เพื่อนทำสวยมากกก




      



รายละเอียดอยู่ในลิ้งค์นี้นะคะ คงเปิดประมาณสองสามอาทิตย์น้า 

https://goo.gl/forms/bKz8fgOmUxWUPYJb2



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น

  1. #1029 Oo Namnung (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 12:43
    รออยู่น้าาาา
    #1,029
    0