[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 73 : Problem Child 31 #Reup

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 152
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    24 ต.ค. 61



Chapter 31



“ว่าจะถามตั้งนานแล้วว่านายเป็นอะไรกับฉันหรือเปล่า ฉันเผลอไปเดินเหยียบเท้าในฝันหรือไงทำไมต้องทำหน้าแบบนั้นตลอดเวลา หา?” ซีวอนเปิดฉากอย่างไร้อารัมภบทในทันทีที่เดินตามหลังคู่กรณีเข้าสู่อาณาเขตห้องพักส่วนตัว  



ด้านหลังของเขาตามมาด้วยพี่ชายและน้องชายร่วมวงอีกเป็นพรวนใหญ่  หากแต่ไร้เงาของเสาหลักอย่างปาร์คจองซูและคิมฮีชอลรวมถึงสามฝาแฝดตระกูลอีที่ยังรีรอกันอยู่ข้างนอก



“.......................”



ไม่มีคำตอบที่ต้องการหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากหยักหนาได้รูป ดวงหน้าคมคายราวรูปสลักน้ำแข็ง มีเพียงแววตาที่ลุกวูบราวกับมีกองไฟลุกท่วมอยู่ภายใน



         “นี่ อย่าเดินหนีกันนะ มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆสิ มองหน้าหาเรื่องทำไม”   



         คนอายุน้อยกว่ากระชากเสียงห้วนเมื่อเห็นว่าพี่ชายลำดับที่ห้าปรายสายตามองเหยียดประหนึ่งน้ำคำของตนเองไม่มีค่า อารมณ์ดิบส่งให้คำพูดร้ายๆขึ้นมาออกันอยู่ตรงริมฝีปากหากเจ้าตัวก็ยังพยายามสะกดมันเอาไว้อย่างยากเย็น



         ถามว่าชเวซีวอนประพฤติตัวดีขึ้นไหมก็คงต้องบอกว่าดีขึ้นเป็นอย่างมาก แต่ถ้าถามว่านิสัยเปลี่ยนไปไหมคำตอบอาจจะเป็นตรงกันข้าม  เขาก็ยังคงเป็นเขาคนเก่าเพียงแต่ด้านร้ายๆมันถูกกลบเอาไว้ในส่วนลึกด้วยความเคารพและความเกรงอกเกรงใจในตัวหัวหน้าวงและเพื่อนสนิท รวมถึงความเยือกเย็นที่มีเพิ่มขึ้นนิดหน่อยตามอายุและประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้น 



         อย่างไรก็ตาม  ในวันนี้ทั้งปาร์คจองซูและคิมฮีชอลต่างก็แยกตัวไปก่อนในทันทีที่ถ่ายทำรายการเสร็จสิ้นเนื่องจากติดตารางงานที่ซ้ำซ้อนกัน ทำให้ไม่เหลือใครสักคนเดียวที่จะทำให้ชเวซีวอนให้เกิดความเคารพและเกรงใจได้ อีกทั้งสิ่งที่เผชิญมาตลอดทั้งห้าชั่วโมงก็บั่นทอนความเยือกเย็นที่เขาพยายามจะมีไปจนแทบไม่เหลือเช่นกัน  สำนึกที่เพิ่งได้รับการปลูกฝังในใจทำให้ซีวอนพยายามอดทนประคองอารมณ์ของตัวเองอย่างถึงที่สุด  หากไอ้พี่บ้าตรงหน้านี่แหละที่ทำให้เด็กหนุ่มของขึ้นหนัก  จะตบะแตกอยู่รอมร่อ



         กวนตีน กวนส้น กวนทุกอย่างตั้งแต่หัวจรดเท้า


         จะให้พูดอะไรได้นอกจากมันเป็นบ้า



         ใครจะไปชอบใจที่อยู่ดีๆก็โดนมองด้วยสายตารังเกียจและแผดเผาโดยที่ไม่รู้เหตุผลเลยสักนิด  เขาไม่ใช่คนโง่ เขารู้สึกได้ว่าตลอดทั้งวันมานี้ซูเปอร์จูเนียร์คังอินดูจะไม่พอใจไปเสียทุกอย่างในสิ่งที่ชเวซีวอนมีส่วนร่วม  หากจะเอาให้ตรงตัวกว่านั้นก็คงเป็นว่าเจ้าของร่างสูงหนาไม่อยากแชร์อากาศหายใจร่วมกับเขาเสียด้วยซ้ำทั้งๆที่ซีวอนมั่นใจว่ายังไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการไปเหยียบหางอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย  คุยกันสักประโยคยังไม่ได้คุยแล้วคิมยองอุนเป็นบ้าอะไรขึ้นมาถึงได้มาทำกับเขาแบบนี้



         คนอย่างชเวซีวอนไม่ใช่ที่รองรับอารมณ์ของใคร



“ฉันบอกให้นายหยุดเดินไงวะ!!” 



         กึก



         คราวนี้คนฟังยอมหยุดตามคำขอ แผ่นหลังกว้างเหยียดตรงแลดูน่าหวาดหวั่นเสียจนน้องชายคนอื่นชักจะกังวล คังอินแสยะยิ้มเย็นในยามที่หันไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายเต็มตัว  



นาย’ กับ ฉัน’ งั้นเหรอ? 



นี่มันคิดว่ามันอายุเท่าไหร่กัน  ไอ้ลูกหมาหัวฟู



“ดูเหมือนนายจะลืมไปนะว่าฉันเป็นใครและนายเป็นใคร” น้ำเสียงที่ผ่านพ้นลำคอออกมาเยียบเย็นไม่แพ้รอยยิ้ม



คังอินเองก็ไม่ได้ต่างอะไรจากซีวอน ประพฤติตัวดีขึ้นไม่ได้หมายความว่านิสัยในเบื้องลึกจริงๆจะดีขึ้นตามไปด้วย เขาเพียงแต่ฉาบมันเอาไว้อย่างแนบเนียนและเลือกแสดงแต่ละ ภาค’ ของตนเองได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ต่างหาก ทว่าในยามหงุดหงิดเฉกเช่นตอนนี้ อะไรที่เคยทนได้มันก็กลับกลายเป็นไม่น่าทนขึ้นมาเสียอย่างนั้น 



         “ฉันไม่ลืมแน่ ไม่ต้องเป็นห่วง” ซีวอนกดเสียง ก่อนจะไต่ระดับความดังตามอารมณ์อีกรอบ “แต่ที่ฉันสงสัยไม่ใช่นายเป็นใครแต่นายเป็นอะไรต่างหาก  ทำไม เห็นหน้าฉันแล้วมันหงุดหงิดนักหรือไง มีอะไรก็บอกออกมาให้หมด ไม่พูดแล้วมาทำตัวแบบนี้มันโคตรไม่แมนเลยว่ะ” 



         แว่วเสียงเปิดประตูดังมาจากด้านข้างหากทายาทตระกูลดังก็ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะสนใจนัก  เด็กหนุ่มปรายตามองเพียงชั่วแวบ  เมื่อเห็นว่าเป็นสมาชิกร่วมวงอีกสามคนที่เพิ่งตามมาทีหลังก็เบนสายตากลับมาที่เรื่องราวตรงหน้าต่อ พอดีกับที่อีกฝ่ายก็เพิ่งละสายตากลับมายังคู่กรณีเช่นกันทำให้ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างพอดิบพอดี ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นประหนึ่งมีประกายไฟแล่นแปลบปลาบ



         คู่หนึ่งคือความหงุดหงิดไม่เข้าใจ คู่หนึ่งคือความโกรธเกรี้ยว เกือบๆจะเจือเกลียดชัง 



         คิมยองอุนคำรามในลำคอ


         ชเวซีวอน ไอ้เด็กนรก  




แกว่งเท้าหาเสี้ยนแท้ๆ เขาอุตส่าห์พยายามหลีกเลี่ยงแล้วก็ยังไม่วายมาเซ้าซี้กวนใจ  ยิ่งเมื่อนึกถึงภาพความสนิทสนมระหว่างกันที่ดูจะมากเกินความจำเป็นของเจ้าของฉายานางฟ้ากับเจ้าชายประจำวงในวันนี้แล้วด้วยล่ะก็ อาการอยากออกกำลังแขนขาของคังอินยิ่งพลุ่งพล่าน



ไหนๆมันก็เสนอมาแล้ว สนองเอาสักทีดีไหม?



ชายหนุ่มขบเขี้ยวเคี้ยวฟันโดยไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าสิ่งที่สายตาของตนรับรู้และประมวลผลไปที่สมองแตกต่างจากภาพในสายตาคนอื่นเพียงใด



ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่ปาร์คจองซูปฏิบัติกับชเวซีวอนไม่ได้ต่างไปจากที่เจ้าตัวปฏิบัติกับน้องๆคนอื่นเลยแม้แต่นิดเดียว ทว่าเพราะอคติในจิตใจทำให้สมองของคนตัวโตเลือกที่จะรับเพียงบางภาพเข้าไปเพื่อตอกย้ำตนเองเท่านั้น  ความฝันกับความเป็นจริงถูกดึงมาซ้อนทับกันจนแยกแยะไม่ออก และทำให้ชายหนุ่มสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง 



         “นายนั่นแหละที่ไม่แมน เรื่องของตัวเองก็ยังแก้ไม่ได้ต้องวิ่งโร่ไปให้คนอื่นเขาช่วย ไม่อายบ้างหรือไง” 


         “พูดบ้าอะไรของนาย” คราวนี้คนต้องการความกระจ่างชักจะงงบ้างเมื่อเรื่องที่อีกฝ่ายโพล่งออกมามันดูไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยแม้แต่น้อย


         “หัดทำอะไรด้วยตัวเองบ้างได้แล้ว นายไม่ใช่ลูกแหง่นะ” 


         “หะ!” คิ้วเข้มขมวดมุ่น 


         เขาแก้อะไรไม่ได้ตอนไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่ 


         ซีวอนกวาดสายตาไปรอบห้องทว่าสมาชิกที่เหลือก็ดูจะช่วยอะไรไม่ได้อ้างอิงจากสายตางงงวยพอๆกัน



         แล้วมันเรื่องไหนวะ?



         คิดไปคิดมาเด็กหนุ่มก็ถึงบางอ้อเมื่อนึกขึ้นได้ว่าอาการประหลาดของคนเป็นพี่มันเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่เขาเข้าไปดึงตัวหัวหน้าวงหน้าหวานออกมากลางคันด้วยปัญหาสคริปต์นี่เอง อย่าบอกนะว่าที่ทำหน้าบูดหน้าบึ้งมาตลอดทั้งโชว์นี่แค่เพราะว่าไม่ชอบที่เขาแย่งเอาปาร์คจองซูไป?




         “นายหมายถึงเรื่องพี่อีทึกใช่ไหม” สายตาดุจัดที่ไหววูบบ่งชัดว่าข้อสันนิษฐานของชเวซีวอนถูกต้อง เด็กหนุ่มแทบจะอยากยกเก้าอี้ฟาดใส่หน้าอีกฝ่าย 



         งี่เง่าที่สุด นี่เขาต้องมาโดนไอ้พี่บ้านี่หงุดหงิดใส่เพราะเรื่องไร้สาระแค่นี้เนี่ยนะ มันน่าโมโหยิ่งกว่าเดิมเสียอีก อายุมากกว่าซะเปล่าทำตัวอย่างกับเด็กสิบขวบ 


         “แล้วพี่อีทึกจะมาช่วยหรือไม่ช่วยฉันแล้วมันไปหนักอะไรนายตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เกี่ยวก็ไม่ต้องมายุ่งสิคนเขาจะคุยกัน” 


         “บังเอิญว่าคนที่นายจะคุยด้วยกำลังคุยกับฉันอยู่ ถ้ารู้จักมารยาทสักนิดก็น่าจะรู้ตัวว่าไม่ควรจะสอดหัวเข้ามาจริงไหม”  


         “เหรอ แต่ถ้ารู้จักเรียงลำดับความสำคัญสักนิดก็น่าจะรู้ว่าธุระของใครสำคัญกว่าจริงไหม”



         เอสเจลำดับที่ห้าขบกรามแน่นเมื่อถูกน้องชายที่ห่างกันกว่าสองปีตอกกลับไม่ไว้หน้า สิ่งที่ชเวซีวอนพูดมานั้นจะว่าไปก็ไม่ผิด ทว่ายามที่อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ทุกอย่างก็สามารถพลิกจากหน้าไปหลังได้อย่างไม่ยากเย็น เขารู้แต่ว่าตอนที่เห็นจองซูหันไปคุยกับมันอย่างเอาใจใส่ หัวใจมันก็ไหววับเหมือนกำลังจะเสียสิ่งสำคัญไป 



         สำคัญกว่าชื่อเสียงที่เคยไขว่คว้า สำคัญกว่าวงที่จำทนอยู่ 


สำคัญกว่าทุกสิ่งทั้งปวงในชีวิตที่ผ่านมาอย่างเหลวแหลกของอันธพาลอย่างคิมยองอุน



         สีขาวเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่เต็มไปด้วยสีเทาหม่นของเขา 



         “อย่ายุ่งกับจองซูให้มากนัก อยู่ในที่ของนายไปก็พอ” 



         ประโยคที่ฟังดูอหังการอย่างถึงที่สุดเรียกให้เลือดของคุณชายเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลแล่นพล่าน ดวงตาดำเข้มประกาศศักดาว่าคนของตระกูลชเวไม่เคยต้องรับคำสั่งใคร จะมีก็แต่คนอื่นนั่นแหละที่ต้องมาก้มหน้ารับคำสั่งจากเขา โดยเฉพาะเมื่อคำสั่งงี่เง่ามาจากพี่ชายคนที่เขาไม่เคยเคารพด้วยแล้ว 



         “ขอประทานโทษ แต่ที่ของฉันมันคือเซ็นเตอร์ของซูเปอร์จูเนียร์ถ้าเผื่อว่านายจะไม่รู้ การที่พี่อีทึกจะเข้ามาหาฉันมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนี่ คนสำคัญยังไงมันก็ต้องสำคัญอยู่วันยังค่ำ ส่วนคนไม่สำคัญก็คงต้องพยายามมากหน่อยแล้วล่ะ” 



         คำพูดที่ไม่ได้กระทบถึงคนเพียงคนเดียวทำเอาสมาชิกหลายคนทำสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาบ้างทว่าความที่ยังกำหนดตายตัวไม่ได้ว่าสถานการณ์จะเป็นไปในทางใดต่อส่งให้รีรอกันอยู่ เช่นกัน สายตาหลายคู่ส่อแววกังวล อยากจะเข้ามาห้าม ทว่าก็รู้นิสัยกันดีเกินกว่าจะทำเช่นนั้น 



         ถ้ายังไม่ถึงที่สุดจริงๆ ขืนสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปคนที่จะเป็นเป้าหมายต่อไปจะกลายมาเป็นตัวเองเสียเปล่าๆ 



         “ว่าไง เถียงไม่ออกแล้วเหรอ” 



         คังอินพยายามสูดลมหายใจลึก สำนึกสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่บอกชายหนุ่มว่าไม่ควรจะเต้นไปตามน้ำคำยั่วยุจากอีกฝ่าย แต่มันก็อ่อนแรงเต็มที 



         “ฉันไม่มีอะไรจะต้องเถียง ในเมื่อฉันรู้ตัวดีอยู่แล้วว่าสำหรับจองซูแล้วใครสำคัญกว่ากัน” ซีวอนเบ้หน้าใส่ท่าทางมั่นอกมั่นใจจนเกินพอดีของคนเป็นพี่ ความหงุดหงิด หมั่นไส้ ระคนไม่ชอบขี้หน้ายิ่งพุ่งเกือบทะลุปรอท



“พี่อีทึกไม่ใช่ของนายเสียก่อน อย่ามาทำเป็นพูดจาเป็นเจ้าข้าวเจ้าของแบบนี้เลย ทุเรศ”


         “จองซูก็ไม่ใช่ของนายเหมือนกัน”


         “ตอนนี้ไม่ใช่แต่ต่อไปอาจจะใช่ก็ได้นะใครจะรู้” อารมณ์พาให้ซีวอนเอ่ยประโยคท้าทายคนเป็นพี่พร้อมทั้งรอยยิ้มเยาะ ทั้งที่จริงๆแล้วไม่ได้คิดกับพี่ชายคนโตในเชิงนั้นแม้แต่น้อย



         ใครที่มีตาก็ดูออกทั้งนั้นแหละว่าปาร์คจองซูวางคิมยองอุนไว้พิเศษกว่าสมาชิกคนอื่นเพียงใด แต่ในเวลาแบบนี้ใครมันจะโง่ยอมรับ อย่างน้อยก็ขอเอาให้มันกระอักเลือดหน่อยเถอะ มาหาเรื่องเขาดีนัก 


น้ำเสียงทุ้มเข้มยังพรั่งพรูต่อ



         “พี่อีทึกใจอ่อนจะตาย ไม่เคยคิดอะไรเลย อ้อนนิดหน่อยก็ยอมหมดแล้ว มันอยู่ที่ฝีมือต่างหากว่าใครดีใครได้ แต่อย่างนายคงเหนื่อยหน่อยล่ะสิ ทุนทรัพย์ก็ไม่มี วิธีพูดจาก็ติดลบ ใช้กำลังเป็นที่หนึ่งอีก พี่อีทึกเขาจะมองนายก็คงแปลก”


         คนฟังตาลุกวาบ โทสะถูกจุดติดขึ้นมาอีกครั้งในบัดดล


         ว่าเขายังพอทนได้ แต่พูดถึงปาร์คจองซูแบบนั้นให้อภัยไม่ได้เป็นอันขาด



         “หุบปากของแกเดี๋ยวนี้นะ”ซีวอนสะบัดเสียงดูถูก 


         “เฮอะ ตัวเองได้แต่มองเลยมาทำตัวหวงก้างใส่คนอื่นเขาล่ะสิ  ทำได้แค่นี้ก็มองมันต่อไปเถอะ น่าสมเพช”



         พูดจบแล้วเด็กหนุ่มก็เดินกระแทกไหล่คนอายุมากกว่ามุ่งตรงไปทางที่กระเป๋าของตนเองวางอยู่  หากเดินไปได้เพียงไม่ถึงสองก้าวคังอินก็โผนเข้ากระชากเสื้ออิมเมจของวงทันทีจากด้านหลัง แรงที่ไม่ได้ยับยั้งเลยแม้แต่นิดเดียวทำเอาคนถูกกระทำหน้าผงะ  หงายหลังแทบจะล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้น ซีวอนใช้ปลายเท้าจิกประคองตัวเองเอาไว้ได้ในวินาทีสุดท้ายก่อนจะหมุนตัวกลับไปมองหน้าพี่ชายตัวโตด้วยแววตาโกรธเคือง



         “จะทำอะไร” คังอินยิ้มเย็น  ว่าเขาชอบใช้กำลังไม่ใช่หรือ


         “ทำแบบนี้ไง” 



         ผัวะ!!!



         ชายหนุ่มดึงคอเสื้อของคนเป็นน้องเอาไว้ราวกับล็อกเป้าก่อนจะกำหมัดแน่น  เหวี่ยงเปรี้ยงใส่หน้าอีกฝ่ายเน้นๆจนหงายเงิบ แรงอัดจากมือคังอินไม่ได้เบาเลยส่งให้ซีวอนรู้สึกชาไปทั้งหน้า  กรามถูกกระแทกดังกร๊อบพร้อมกับที่เลือดเค็มปร่าฟุ้งกระจายในปาก 



         เด็กหนุ่มแตะเบาๆที่มุมปาก เมื่อยกออกมาดูแล้วเห็นสีแดงสดติดมาจึงถลึงตาเริงโรจน์  ไม่มีใครกล้าทำแบบนี้กับเขามาก่อน  ไม่ว่าจะบิดา มารดา  เพื่อนฝูง  แล้วมันเป็นใครมาจากไหน



“แก...กล้าดียังไง” 


         “ทำไมจะไม่กล้า  ทั้งที่ฉันพยายามเงียบแล้วแท้ๆแต่แกก็ยังวอนหาเรื่อง กับสวะปากหมาๆอย่างแกมันก็สมควรแล้ว” 



         ผัวะ!!! 



         คุณชายตระกูลชเวกระโจนเข้าใส่อีกฝ่ายโดยไม่ทันตั้งตัว  เหวี่ยงหมัดกลับด้วยความเร็วและความแรงไม่แพ้กัน  ความรุนแรงทำเอาคนอายุมากกว่าเซถลาไปชนเก้าอี้สำหรับนั่งแต่งตัวที่วางอยู่ใกล้เคียงจนพลิกคว่ำเสียงดังก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้นทั้งคู่  แว่วเสียงสมาชิกบางคนอุทานออกมาด้วยความตกใจทว่าเด็กหนุ่มในยามนั้นหูอื้อตาลายด้วยความโกรธเกินกว่าจะใส่ใจ    



         “ฉันปากหมา แกมันก็พอกันนั่นแหละ  ไอ้ห่าเอ๊ย” 


         “ชเวซีวอน ระวังปากเอาไว้ให้ดี”



         แม้จะอยู่ในสภาวะที่เสียเปรียบกว่าทว่าพิษสงของคังอินก็ไม่ได้ลดลง นิ้วแข็งแรงทั้งห้าฉกหมับเข้าที่ลำคอยาวของสมาชิกลำดับที่สิบ  บีบแน่นทั้งที่ยังโดนกดทับด้วยร่างกายของอีกฝ่ายอยู่บนพื้น  เพียงพักเดียว ซีวอนก็ทนขาดอากาศหายใจไม่ได้คลายแรงลงทำให้คังอินสลัดตัวหลุดจากเด็กหนุ่มร่างสูงได้ในที่สุด ฝ่ายแรกเองก็รีบสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดทดแทนกับที่ขาดหายไปเมื่อครู่เช่นกัน คังอินสะบัดมือทงเฮที่เดินเข้ามาเหมือนจะห้ามจนเด็กหนุ่มกระเด็นไปปะทะซองมินที่ยืนอยู่ข้างๆ  หันกลับมาหาคนที่ยืนทำตาวาวอยู่



         “จะต่อไหมล่ะ เอาให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย” 


         “ได้เสมอ แล้วนายจะเห็นว่าใครกันแน่ที่มันอ่อน”



         สายตาสองคู่ประสานกันอย่างเกลียดชังเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ร่างสูงทั้งสองร่างจะกระโจนเข้าห้ำหั่นกันใหม่  ในใจมีแต่ความคิดที่ว่าไม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องดับดิ้นกันไปข้าง ไม่ทันได้สังเกตว่ามีใครบางคนกำลังขบกรามกรอด มองสถานการณ์อันควบคุมไม่ได้ตรงหน้าด้วยดวงตาราวกับจะลุกเป็นไฟ  และยิ่งเพิ่มความโกรธมากขึ้นเมื่อเห็นแล้วว่าคนอายุน้อยกว่าทั้งสองฟัดกันเหมือนหมาบ้าจริงๆ  ลืมหมดสิ้นทั้งหน้าที่ของตัวเองและการณ์อันควรไม่ควร



         จนกระทั่ง...



“หยุดกันได้แล้ว  เป็นบ้าอะไรขึ้นมาหา!!




เยซองตวาดเสียงดังยามที่ทนมาจนถึงหยดสุดท้าย น้ำเสียงที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสามเสียงที่ทรงพลังที่สุดของซูเปอร์จูเนียร์ส่งให้ทุกอย่างหยุดชะงักในพริบตา  




         ด้วยความโมโห  ร่างสูงเพรียวก้าวยาวๆเข้าไปกระชากตัวน้องชายลำดับถัดมาจากตนเหวี่ยงไปทางหนึ่ง  ก่อนจะดึงตัวคุณชายเลือดร้อนของวงไปอีกทาง  เยซองไม่ลังเลเลยสักนิดยามที่ยกขาขึ้นกระแทกจนซีวอนลงไปกองกับพื้นอีกครั้งหลังจากพยายามจะลุกขึ้นมาสู้กับคิมยองอุนใหม่  สายตาเย็นชากราดเกรี้ยว



“โง่ที่สุด  มาทะเลาะห่าอะไรกันตรงนี้  อยากให้คนทั้งสถานีแห่มาดูหรือไง  ไม่รู้จักคิด!!” 



เมื่อพี่ใหญ่สุดทั้งสองคนไม่อยู่และสมาชิกคนถัดมาก็ปากหนักเกินกว่าจะออกห้าม  คิมจงอุนจึงต้องทำหน้าที่เป็นคนห้ามทัพแทนด้วยสำนึกที่มีอยู่น้อยนิดว่าถึงอย่างไร เขาก็จะให้ซูเปอร์จูเนียร์ล่มลงไปเพราะความสิ้นคิดโง่ๆของไอ้เด็กเลือดร้อนไม่กี่ตัวเท่านั้นไม่ได้เป็นอันขาด



         “ก็มันหาเรื่องก่อน” เจ้าชายผู้เป็นภาพลักษณ์ของวงกระชากเสียงทว่าอีกฝ่ายก็สวนกลับทันควัน


         “ฉันมีตา  ฉันเห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น  ไอ้คังอินมันของขึ้นก่อนจริงแต่แกก็ผิดเหมือนกันซีวอนที่ไปพูดจาแบบนั้นกับมันก่อน”


         “แล้วจะปล่อยให้มันชกผมฟรีๆหรือยังไง” 


         “อย่ามายอกย้อนฉันนะ” น้ำเสียงเฉียบแบบที่ไม่ได้เห็นมานานส่งให้บรรยากาศภายในห้องลดอุณหภูมิลงต่ำ



         ซองมิน คยูฮยอนและรยออุกตัวสั่นเมื่อนึกไปถึงวันที่เยซองระเบิดอารมณ์เกรี้ยวกราดออกมาในห้องน้ำสถานี  พี่ชายคนที่สี่ไม่ใช่คนโกรธแล้วโวยวาย  แต่ดวงตาคมกริบยิ่งกว่ามีดโกนและน้ำเสียงต่ำเบาก็ส่งผลกระทบต่อผู้ถูกว่าไม่แพ้กัน  แม้แต่คังอินเองก็รู้สึก ซาลาเปาหน้านิ่งในวันนี้เป็นคนละคนกับที่เขาเหม็นขี้หน้าและหาเรื่องมาโดยตลอด  ณ ตอนนั้น เขายังรู้สึกว่าคิมยองอุนกับคิมจงอุนสูสีกัน  



         แต่ตอนนี้  มันเหมือนจะไม่ใช่ 




         “หยุดทำตัวโง่ๆเถียงโง่ๆแบบไร้สมองได้แล้ว  มันไม่ทำให้พวกแกดูดีขึ้นมาหรอก” เยซองตั้งหน้าอบรมต่อ “ไอ้เรื่องที่พวกแกทะเลาะกันก็โง่ คิดว่าพี่อีทึกเขาจะดีใจหรือไงที่เป็นต้นเหตุให้พวกแกต้องมาฟาดปากกันแบบนี้”


“อย่าเอาชื่อจองซูเข้ามาเกี่ยว”


“เหอะ!!” คนฟังส่งเสียงเยาะ “ยังกล้าพูดออกมาอีกนะ  ฉันเหรอเป็นคนทำ  ไอ้ตัวเริ่มทั้งหมดมันพวกแกต่างหาก  จะบอกว่าแกไม่ได้ฟัดกันเหมือนหมาเพราะชื่ออีทึกหรือไง”


“ก็ดูแต่ละอย่างที่มันพูดออกมาสิ เป็นนายจะยืนยิ้มรับแล้วแถมเงินให้มันมั้ยล่ะ” คังอินยังไม่เลิก ทว่าอีกฝ่ายก็ปกป้องตัวเองไม่แพ้กัน


“แล้วใครมันเริ่มทำตัวบ้าๆก่อนล่ะ ถ้าไม่ทำตั้งแต่แรกก็คงไม่เกิดเรื่องหรอก” 


“แกว่าฉันงั้นเหรอ” 


“ก็เออสิ”


ท่าทางไม่สำนึกส่งให้คนห้ามทัพโกรธขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ดวงตาเรียวรียามที่ปาดอายไลเนอร์เต็มที่ดูเย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็ง เยซองก้าวปราดๆไปคว้าเอากระดาษทิชชู่เย็นในซองพลาสติกสีขาวที่มักจะมีเตรียมไว้ให้ศิลปินตามห้องพักมาโยนใส่หน้าคนเป็นน้องแทนการดึงความสนใจ



         “แล้วแกจะเอายังไงกัน ฉันไม่ได้มีหน้าที่มาตัดสินพวกแกเหมือนที่พี่อีทึกทำหรอกนะ อย่างน้อยถ้าจะกัดกันก็จำเอาไว้ด้วยว่าอย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน พวกฉันเดือดร้อนแกไม่สนใจก็ยังไม่เท่าไหร่แต่คนที่จะเดือดร้อนที่สุดมันก็ไอ้คนที่พวกแกเอามาใช้เป็นเหตุผลทะเลาะกันนั่นแหละ จัดการหน้ายับๆของพวกแกกันด้วย ทุเรศลูกกะตา” 



         คังอินกับซีวอนสะอึก ไปต่อไม่ถูกกับคำพูดของพี่ชายหน้าตายเพราะรู้ว่ามันเป็นความจริงอย่างที่สุด อารมณ์โกรธชั่ววูบพัดพาเอาเหตุการณ์ต่อเนื่องไปกันใหญ่จนเกินจะควบคุม พอรู้สึกตัวอีกทีผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็เกินจะเยียวยา 



         ไม่อยากจะคิดว่าถ้าเรื่องนี้ไปถึงผู้เป็นหัวหน้าวงแล้วอะไรจะเกิดขึ้น


         ร่างสูงสง่าเอามือแนบอก รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทันทีที่คิดว่าแววตาสีน้ำตาลคู่งามนั้นจะมองเขาเปลี่ยนไป  



         ไม่!!


         มันจะต้องไม่เกิดขึ้น 



         “เงียบๆเอาไว้ก็ไม่มีใครรู้หรอก” คังอินตัดสินใจจะฝังเรื่องทั้งหมดเอาไว้  รู้ดีว่าเป็นวิธีที่ออกจะสิ้นคิดอยู่บ้างเพราะความลับไม่มีในโลก  ทว่าถึงอย่างไรก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้ในตอนนี้


จะให้เรื่องแดงไปถึงบริษัทไม่ได้เป็นอันขาด  ซูเปอร์จูเนียร์โดนคาดโทษเอาไว้มากพออยู่แล้ว



         “พูดง่ายจริงนะ  ถ้าทำได้ไอ้พวกนักข่าวมันคงตกงานกันไปหมดแล้ว” สมาชิกร่างอ้วนเปรยขึ้นลอยๆก่อนจะโดนสวนฉับโดยคิมจงอุนเจ้าเก่า 


         “แล้วจะช่วยกันทำให้มันเป็นไปได้หรือจะวิ่งโร่ออกไปสารภาพใส่หน้าไอ้พวกสอดรู้นั่นแล้วแถลงข่าวยุบวงกันเลยล่ะ  ถ้ามือไม่พายก็อย่าเอาเท้าราน้ำ” 



น้ำเสียงเฉียบขาดไม่แพ้ปาร์คจองซูยามบัญชาการทำให้ชินดงยอมหยุดปาก ทว่าก็ยังไม่วายทำปากขมุบขมิบไม่มีเสียงเป็นเชิงไม่เห็นด้วย  ดวงตาเรียวเล็กไม่ฉายแววศรัทธา  



“จะทำอะไรก็รีบทำ ห้องนี่ไม่ใช่ของเรานะ” มังกรจากจีนที่เงียบมานานก็ยอมเอ่ยปาก   


         “ถ้ามันสำนึกกันได้ตั้งแต่แรกก็คงไม่หาเรื่องฟัดกันหรอก”


         “ผมว่าเรากลับไปคุยกันต่อที่บ้านดีกว่า ป่านนี้พี่ผู้จัดการคงสงสัยแล้วล่ะว่าทำไมถึงนานนัก” ความเห็นของคิมรยออุกดูจะมีประโยชน์ที่สุดในเวลานี้ 



         อีซองมินขยับตัวเป็นคนแรกโดยปราดไปยกเก้าอี้ขึ้นมาตั้งไว้ที่เดิม จัดการเคลียร์สถานที่ให้เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เด็กหนุ่มก้มลงมองพื้นเมื่อเห็นจุดแดงๆเหมือนโดนสีหกใส่อยู่ประปราย ร่องรอยนั้นเล็กจนแทบไม่สังเกต...แต่ก็ดูรังควานสายตาไม่เบาโดยเฉพาะเมื่อมันปรากฏอยู่บนพื้นสีขาวโล่งเช่นนี้  



         ดวงหน้าน่ารักแหยลงเมื่อระลึกได้ว่าจุดพวกนั้นจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากรอยเลือดของพี่ชายหรือไม่ก็น้องชายหนึ่งในสองคนเมื่อครู่  



         แล้วจะเก็บมันยังไงล่ะ ทิชชู่ก็ไม่มี จะให้ไปขอของพี่คังอินหรือซีวอนมาก็ใช่ที่



         ขณะที่ยังคิดไม่ตกอยู่นั้นปลายเท้าของใครคนหนึ่งก็ลากวืดเข้ามาในสายตา  ใกล้จนคนที่นั่งยองๆอยู่กับพื้นผงะหงาย เท้ายาวใหญ่ถูกพลิกให้เอนลงเพื่อวางชายกางเกงระพื้น  จากนั้นก็กวาดไปมาจนหยดเลือดสีแดงที่ถูกลากไปตามพื้นค่อยๆจางหายไปจนไร้ร่องรอย


         สกปรกแต่ก็ต้องยอมรับว่ามันทั้งรวดเร็วและไม่หลงเหลือหลักฐานใดๆทิ้งไว้ให้ระคายตา


         ดวงหน้ากลมใสแหงนเงยขึ้นมอง สบกับดวงตาคมที่ฉายรอยเหนือกว่า 



         “แค่นี้ก็คิดไม่ออก มีเสื้อผ้าเอาไว้ทำไม” 



         ซองมินชักสีหน้าทันควัน หากยังไม่ทันจะต่อมวยคู่สองเสียงกระแอมจากคังอินก็เรียกความสนใจของกระต่ายกับหมาป่าประจำวงกลับไปเสียก่อน เด็กหนุ่มยืดตัวขึ้นยืนตรงก่อนจะถอยกลับไปยืนรวมกลุ่มอยู่กับเพื่อนสนิท รอฟังว่าคนเป็นพี่จะมีอะไรมาพูดต่อ



คิมยองอุนทำหน้านิ่งอย่างที่ไม่มีใครรู้ว่าคิดอะไรอยู่ ดวงตาคมกริบกราดมองสีหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูกของรุ่นน้องร่วมวงแต่ละคนโดยเน้นหนักที่พี่ชายคนที่สี่และน้องชายคนที่สิบเป็นพิเศษ มือหนาปาดเอาเลือดที่มุมปากออกลวกๆก่อนจะกดเสียงต่ำ 



“ถ้าเรื่องวันนี้รู้ถึงจองซูล่ะก็...”



         เพราะสมาชิกทั้งหมดหันหน้าเข้าหากัน และต่างก็โฟกัสสายตาและความสนใจทั้งหมดอยู่ที่ร่างสามร่างตรงกลางเท่านั้น จึงไม่มีใครได้ยินเสียงแชะเบาๆจากโทรศัพท์มือถือยี่ห้อดัง รวมถึงไม่มีใครเห็นยามที่ร่างผอมสูงร่างหนึ่งดันประตูที่แง้มอยู่เล็กน้อยให้ปิดสนิท  ก่อนจะหลีกเร้นกายจากไปอย่างรวดเร็วราวกับเป็นเพียงสายลมเคลื่อนผ่าน     



ไม่ถึงนาที ทางเดินยาวภายในสถานีโทรทัศน์ก็ว่างเปล่า ไร้เงาของผู้คน





         

 

ร่างโปร่งบางในชุดคาดิแกนแขนยาวกับกางเกงขายาวผ้านิ่มก้าวลงบันไดทีละขั้น ทีละขั้นอย่างช้าๆ มือเรียวสวยไล้ไปตามราวบันไดไม้เรียบลื่นโดยไม่รู้ตัว แววตาครุ่นคิด 



เขารู้สึกว่าบ้านซูเปอร์จูเนียร์ในวันนี้มีบรรยากาศแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก



         มันดูจืดเจื่อน แล้วก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดแบบที่ไม่ได้เป็นมานานแล้ว สมาชิกเองก็ดูจะหลบหน้า ไม่ค่อยสบตาเขากันจนน่าสงสัย ไม่รู้ไปทำผิดอะไรกันมาหรือเปล่า  



         ชายหนุ่มขบฟันเข้าหากันจนเนื้ออ่อนบางตรงริมฝีปากกดลึกเป็นรอย



เริ่มจากสามฝาแฝด  อีซองมิน อีทงเฮ  และอีฮยอกแจที่หมกตัวอยู่กันแต่ในห้องโดยอ้างว่าไปเล่นเกมส์กัน  ข้าวปลาไม่ยอมกินเป็นที่ต้องยกเข้าไปกินในห้อง  แป๊บเดียวคยูฮยอนก็ไปทุบประตูโครมๆขอจอยด้วย โดยที่ฟักทองต้มหวานตัวกลมก็ยอมให้เข้าห้องแต่โดยดีอีกต่างหาก 



         น่าแปลกน้อยเสียที่ไหน



         ต่อด้วยคู่หูเยอุกที่หลบไปแต่งเพลงกันอยู่สองคนตั้งแต่เช้าตรู่ พออีทึกเฉียดเข้าไปใกล้หน่อยก็โดนสายตาแบบกำแพงน้ำแข็งดีดออกมาอีกประมาณว่าไม่ต้องการให้รบกวนในเวลานี้ ทั้งที่เขายังไม่ทันจะเอ่ยปากถามอะไรแท้ๆ



         นี่ก็ยิ่งแปลก 



         ถัดจากนั้นยังมีชินดงฮี คิมคิบอม แล้วก็ฮันกยองซึ่งเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง บอกว่าจะนอนหลับพักผ่อน กลุ่มนี้หนักกว่าตรงที่ไม่ออกมาเอาข้าวกินด้วยซ้ำ ซึ่งมันเป็นไปได้ที่ไหนสำหรับคนกินจุอย่างน้องชายขาแร็ปตัวกลม  ส่วนชเวซีวอนนั้นได้ความว่าหนีกลับบ้านตัวเองไปตั้งแต่งานเลิกแล้วไม่ได้กลับพร้อมคนอื่น



         ทำตัวพิลึกกันไปหมดแบบนี้แล้วจะไม่ให้เขาสงสัยได้ยังไงกัน




         ทุกคนกำลังมีความลับอะไรอยู่หรือเปล่า? 



         อีทึกเดินว่อนไปวอนมาหาเหยื่อในบ้านก่อนจะปะกับร่างสูงใหญ่ของสมาชิกคนที่ห้าที่กำลังจะเดินเข้าไปในครัวพอดี แน่นอน สมัยก่อนเขาหรือจะกล้า แต่ตอนนี้สถานะระหว่างกันที่เปลี่ยนไปช้าๆทำให้ร่างโปร่งไม่ลังเลยามเดินไปเอามือตบบ่าอีกฝ่ายจากข้างหลังอย่างสนิทสนม



         “เจอพอดีเลย นี่ ยองอุน นายรู้ไหมว่าทุกคนเป็นอะไรกันไปหมด” 


         กึก


         นี่ก็แปลก



         ลีดเดอร์หน้าหวานหรี่ตาลงเมื่อปฏิกิริยาที่ได้รับจากน้องชายดูจะเป็นอะไรที่เกินคาดไปหน่อย คนตัวโต เกร็งแผ่นหลังกว้างราวกับตกใจเสียเต็มประดาก่อนจะหันกลับมาหาคนอายุมากกว่าด้วยท่าทางแข็งทื่อ ดวงตาเรียวรีที่เคยฉายแววมั่นใจและมั่นคงในตัวเองบัดนี้ลดประกายลงอย่างเห็นได้ชัด



         นี่มันใช่ซูเปอร์จูเนียร์คังอินแน่หรือ? 



         คังอินคนที่ทะเลาะกับเยซองจะเป็นจะตายทว่าวันต่อไปก็สามารถปั้นหน้ายิ้มแย้มใส่กันในรายการได้ราวกับสนิทสนมกันมาสักสิบปี  ใช่คังอินคนนั้นแน่หรือ? 


         มันดูจะอ่อนไหวไปหน่อยไหมแบบนี้



         “เป็นอะไรหรือเปล่า  ทำไมต้องตกใจขนาดนั้น ฉันตีแรงไปเรอะ”


         “เปล่าซักหน่อย ก็นายมาไม่ให้สุ้มให้เสียง” ทันทีที่ตั้งตัวได้ท่าทางประหลาดก็หายวับไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น 


อีทึกย่นจมูกกับใบหน้าแข็งตึงเคร่งเครียดของคนเป็นน้อง ความสูงที่แตกต่างทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อจะประสานดวงตาสีน้ำตาลเข้ากับนัยน์ตาดำขลับของอีกฝ่าย


         “ไม่ให้ซุ่มให้เสียงที่ไหน นายนั่นแหละมัวแต่เดินใจลอย นี่เป็นอะไรกันไปหมดทั้งบ้านเนี่ย แปรปรวนตามอากาศหรือไง หา” 


         คนฟังแสร้งหัวเราะทั้งที่ในใจไม่ได้รู้สึกตลกแม้แต่นิดเดียว เสเอ่ยกลบเกลื่อนว่า 



         “นายคิดไปเองน่า  ไม่ได้มีอะไรเสียหน่อย” 


“จริงอะ”


         “อือ คิดมากไปได้ มันก็คงง่วงกันนั่นแหละ” ไม่มีใครรู้นอกจากตัวคนพูดเองว่าระหว่างที่ภายนอกแลดูนิ่งสงบนั้น  หัวใจของคิมยองอุนกำลังเต้นเป็นจังหวะรัวเร็วด้วยความหวาดกลัว 


 

         สติของเขากลับมาแล้วครบถ้วน วุฒิภาวะมีมากพอที่จะคิดได้ว่าสิ่งที่กระทำลงไปนั้นไม่ฉลาดเลยสักนิดเดียว เขาไม่ควรปล่อยให้อารมณ์เข้าครอบงำถึงขั้นนั้น  แต่มาคิดได้ตอนนี้มันก็สายไปเสียแล้ว และถ้าจะให้เอ่ยปากพูดออกไป  มันก็น้ำท่วมปาก



“อะไรกันเจ้าพวกขี้เกียจนี่ งานก็น้อยกว่าฉันกับฮีชอลตั้งเยอะ อายุก็น้อยกว่าแล้วยังมานอนอืดกันแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน ไม่เอาพี่ๆเป็นตัวอย่างซะบ้างเลย ถ้าไม่ขยันตอนนี้ระวังวงอื่นจะแซงเอาได้นะ” 



อีทึกเอ่ยล้อเลียนเอาขำๆ ในใจผ่อนคลายขึ้นเป็นอันมากเมื่อได้รับคำยืนยันจากคนที่เขาเชื่อใจรองลงมาจากตนเองว่าทุกอย่างเป็นปกติดี  หนุ่มหน้าสวยยกยิ้มรื่นรมย์ก่อนจะเลิกคิ้วเมื่อสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบนใบหน้าน้องชาย



“เอ๊ะ แล้วนายแต่งหน้าทำไมเนี่ย วันนี้ไม่มีคิวที่ไหนไม่ใช่เหรอ” 



มือใหญ่เผลอยกขึ้นแตะที่มุมปากโดยอัตโนมัติยามได้ยินเสียงทัก รับรู้อยู่แก่ใจว่าเพราะเหตุใดจึงต้อง กลบใบหน้าให้เรียบเนียนจนมองไม่เห็นผิวที่แท้จริง 



รอยช้ำที่มุมปากดวงใหญ่ยังติดแน่นอยู่ให้ระคายสายตา



“ฉันลองเครื่องสำอางใหม่น่ะ เพิ่งได้มา มันกลบแล้วเนียนกว่าตัวก่อน แต่ไม่ค่อยหนา” กลางประโยคกระตุกไปนิดหากก็ยังต่อได้จนจบโดยที่ผู้ฟังไม่ทันสังเกต


“อย่างงนั้นเหรอ” คนฟังพยักหน้าเอาใจใส่ “ดีแล้วๆ คราวหลังเอามาให้ลองใช้บ้างแล้วกัน ตัวที่ใช้อยู่ฉันว่ามันหนาไปหน่อย”


“ได้” 


         รอยยิ้มงดงามกลับมาปรากฏบนใบหน้าหวานอีกครั้ง



         “ดีมาก แล้วอย่าลืมไปล้างออกให้สะอาดล่ะยองอุน ทาครีมหลายๆรอบก่อนเช็ดออก เป็นสิวขึ้นมาไม่รู้ด้วยนะ”


น้ำเสียงร่าเริงไม่รู้เรื่องราวใดๆทำเอาคังอินคำรามในใจด้วยความเจ็บปวด ความรู้สึกผิดถ่วงจนหนักอึ้งไปทั้งกาย


ไม่เลย  เขาไม่ได้อยากปิดบัง  ไม่ได้อยากแอบซ่อน 



สำหรับคนที่ใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของการหลอกลวงมาตลอดเป็นสิบปีอย่างเขาแล้ว ทำไมจะไม่รู้ว่าการที่ต้องโกหกปิดบังไปวันๆมันน่าเบื่อและทุกข์ทรมานเพียงไหน ต้องปั้นหน้าทำเป็นสดใสรื่นเริงทั้งที่จริงๆแล้วรู้สึกตรงกันข้าม โดยเฉพาะคราวนี้เมื่อคนที่ต้องโกหกเป็นคนที่ทวีความสำคัญในพื้นที่หัวใจมากขึ้นทุกขณะ ความรู้สึกขณะที่พูดคำปั้นแต่งจึงยิ่งไม่น่าพิสมัย



         แต่มันก็จำเป็น 


ทั้งกับตัวเขาเอง กับคนตรงหน้า และกับวงของเรา



“อื้อ รู้แล้วล่ะ นายเองก็อย่าลืมพักผ่อนด้วย” 



น้ำเสียงที่ได้ยินฟังดูแหบแห้งกว่าปกติเล็กน้อยทว่าคนรั้งตำแหน่งหัวหน้าวงก็ไพล่คิดไปว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายเพิ่งตื่นนอนลงมาเลยยังไม่สดชื่นดีนัก ชายหนุ่มเอื้อมมือไปบีบที่ไหล่แข็งตึงของคนเป็นน้องเบาๆคลายความเมื่อยล้า มุมปากปรากฏรอยยิ้มสวย 




“ฉันพักพออยู่แล้วน่า หน้ายังเด้งออกขนาดนี้ นายนั่นแหละดูเหนื่อยๆ ฉันรู้ว่างานมันหนัก แต่ทนหน่อยนะ วงเรายังใหม่ เรายังต้องพยายามกันอีกเยอะ” โทนเสียงของหัวหน้าวงเจือการปลอบประโลมไม่ต่างอะไรกับน้ำใสไหลเย็น  



เขาเฝ้ามอง เขาสังเกต และเขาก็เห็นการเติบโตของน้องๆแต่ละคนที่ต่างก็เป็นไปในทางที่งดงาม พาให้คนที่เรียกได้ว่าปั้นมากับมือรู้สึกโล่งใจประหนึ่งว่ากำลังจะส่งเรือถึงฝั่ง 


ก็ดูสิ เด็กๆของอีทึกเติบโตขึ้นมากมายขนาดนี้ มีการเป็นห่วงเขากลับด้วย



จริงอยู่ ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบทว่าสิ่งที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ก็สามารถบอกได้ว่าเข้าใกล้คำๆนั้นเข้าไปทุกที ทั้งความอดทนที่น้องๆมีเพิ่มมากขึ้น ความมุมานะ ความเพียร ความอ่อนน้อม  และที่สำคัญที่สุดคือความสามัคคีที่จะขาดไปไม่ได้เลยในวงบอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ป


เขากล้าบอกได้เต็มปากว่าซูเปอร์จูเนียร์ไม่เคยมีสิ่งนั้นมาก่อน



ทว่าในวันนี้ ปาร์คจองซูเริ่มเห็นเงาของมันแทรกซึมอยู่ ณ พื้นที่ระหว่างช่องว่างของน้องๆแต่ละคน เงาที่เริ่มเห็นรูปรอยชัดเจนขึ้นเรื่อยๆจนเชื่อได้ว่าในวันหนึ่งมันจะไม่เป็นเพียงแค่เงาอีกต่อไป



         ความรู้สึกตื้นตันบางอย่างแล่นเข้าจับหัวใจที่เคยชุ่มโชกด้วยความเจ็บปวดจากกระทำของคนในวง



         จากความรักที่เขาเคยเป็นฝ่ายมอบให้อยู่ฝ่ายเดียว  เขากำลังได้มันกลับคืนมาทีละน้อยในรูปแบบของความไว้ใจและความเชื่อใจ  ใครจะรู้ว่าคำที่ฟังดูง่ายแสนง่ายอย่างความไว้เนื้อเชื่อใจคนเป็นลีดเดอร์เพิ่งจะมอบมันให้กับ รุ่นน้องร่วมวงได้อย่างเต็มหัวใจมาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์  




มันอาจจะดูใจร้ายแต่อีทึกก็ไม่เสียใจที่ทำแบบนั้น  สิ่งที่ได้มาง่ายๆย่อมไร้ค่า  แต่สิ่งที่ต้องลงแรงหนักหนาสาหัสกว่าจะได้มาต่างหาก จึงจะมีคนตระหนักถึงคุณค่าและเกิดความพยายามที่จะรักษามันไว้ต่อไป เขาเชื่อว่าบทเรียนชีวิตที่ใช้เวลากว่าสองปีนี้จะทำให้สายสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสิบสามคนถักทอกันอย่างแนบแน่นและมั่นคงยิ่งกว่าวงไหนๆ จะไม่มีใครกล้ามากล่าวหาว่าพวกเขาเป็นแค่วงรีไซเคิลอีกแล้ว 



ซูเปอร์จูเนียร์กำลังจะก้าวไปข้างหน้าอีกขั้นไม่ใช่เพื่อแข่งขันกับใครแต่เพื่อความภูมิใจในตัวของพวกเราเอง



คราวนี้รอยยิ้มงดงามแปรเปลี่ยนเป็นฉายประกายขำขันเมื่อนึกไปถึงหน้าหล่อบ้างน่ารักบ้างของสมาชิกร่วมวงแต่ละคน



หึ เจ้าเด็กดื้อพวกนั้นคงคิดไม่ถึงหรอกว่าเขาปลื้มใจขนาดไหนที่อดทนมาจนได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของวงในวันนี้



ในฐานะพี่ชาย  นี่เป็นของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดแล้วจริงๆ


แต่มาคิดคนเดียวก็เปล่าประโยชน์ มันจะรู้และสำนึกกันหรือก็เปล่า  นอนตีพุงกันสบายอยู่แน่ๆ





เอาเถอะ พรุ่งนี้ก็แล้วกันอีทึกบอกกับตัวเอง



         พรุ่งนี้หลังจากทำงานเสร็จเขาจะกลับมาบอกกับทุกคน




TBC



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น

  1. #1028 I have a pen (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2561 / 20:21
    รอนาค่าาา
    #1,028
    0