[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 71 : Problem Child 29 #reup

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 126
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    21 ต.ค. 61


Chapter 29




ถึงจะเคลียร์ปัญหากับน้องชายแก้มบวมไปแล้วเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืน ทว่ากับเด็กหนุ่มจากมกโพแล้วอีทึกกลับไม่มีโอกาสได้ทำดังที่ตั้งใจเอาไว้เสียที  เช้าวันรุ่งขึ้นมาถึงอย่างรวดเร็วพร้อมกับความวุ่นวายไม่น้อยเมื่อจู่ๆบริษัทเสื้อผ้าวัยรุ่นแบรนด์ดังที่จ้างซูเปอร์จูเนียร์เป็นพรีเซ็นเตอร์ยกวงก็ตัดสินใจเปลี่ยนตารางงานปุบปับ  จากที่ตกลงกันไว้ว่าจะถ่ายแบบคอลเล็คชั่นใหม่ในช่วงเย็นก็กลับกลายเป็นตอนเจ็ดโมงเช้า ทำเอาหัวหน้าวงอย่างเขาต้องลำบากไล่จี้ปลุกสมาชิกขึ้นมาแต่เช้ามืดให้อาบน้ำแต่งตัว ก่อนจะจับยัดใส่รถมุ่งตรงไปที่สตูดิโอถ่ายทำด้วยความรีบเร่ง



“มาทางนี้เลยค่ะทุกคน  ขอโทษนะคะวันนี้กะทันหันหน่อย เดี๋ยวเอาเสื้อผ้าตรงนั้นไปเปลี่ยนตามชื่อที่ติดอยู่แล้วไปทำผมกับแต่งหน้าต่อได้เลยนะคะ ห้องทางซ้ายมือที่ติดป้ายไว้ว่าห้องศิลปินชายน่ะค่ะ  ตรงนั้นเลย” 



ทันทีที่ถึงสตูดิโอความวุ่นวายก็บังเกิดอีกครั้ง สต๊าฟนับสิบเดินกันขวักไขว่ ทั้งจัดฉาก  ยกของ  สั่งการนู่นนี่ ซูเปอร์จูเนียร์เองก็ถูกรุนหลังให้เข้าไปที่ห้องแต่งตัวแบบไม่ยอมให้เสียเวลาสักวินาทีเช่นกัน  ภายในห้องกว้างฝั่งหนึ่งคือราวแขวนเสื้อขนาดใหญ่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าเรียงรายขณะที่อีกฝั่งคือโต๊ะยาวที่มีกระจกบานใหญ่เรียงกันอยู่สี่บานพร้อมกับเก้าอี้วางข้างหน้า  ตามสไตล์ร้านทำผมไม่ผิดเพี้ยน  



“เดี๋ยวแต่งตัวเสร็จแล้วออกไปเรียกได้เลยนะคะ  ช่างทำผมกับช่างแต่งหน้ามารออยู่แล้ว” 


“ครับ  ขอบคุณนะครับ” อีทึกเป็นตัวแทนกล่าวขอบคุณสต๊าฟที่มาอำนวยความสะดวกก่อนที่คนทั้งสิบสามจะถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังกันในห้องแต่งตัวเนื่องจากผู้จัดการสองคนซึ่งตามมาด้วยนั้นรับหน้าที่ดีลงานกับโปรดิวเซอร์และช่างกล้องอยู่  



อาจจะด้วยความที่เห็นทีมงานภายนอกเร่งรีบกันจริงจังและความที่ยังเบลอๆง่วงๆกันอยู่ทำให้น้องชายบังเกิดเกล้าทั้งหลายของอีทึกขยับตัวตามคำสั่งกันแต่โดยดี ต่างคนต่างเดินหาเสื้อผ้าที่มีชื่อของตนเองติดอยู่แล้วก็แยกย้ายกันไปเปลี่ยนตามมุมห้อง  ไม่มีการตั้งคำถาม  ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งหรือบ่นนู่นนี่นั่นให้เสียเวลาและอารมณ์ ตัวชายหนุ่มเองหลังจากที่เห็นว่าสถานการณ์ดำเนินไปได้เรื่อยๆโดยไม่ติดขัดแล้วก็ฉวยเอาเสื้อผ้าจากราวแขวนที่หลงเหลืออยู่เพียงตัวเดียวแล้วไปเปลี่ยนบ้าง ใบหน้าสวยคลี่รอยยิ้มถูกใจเมื่อเห็นว่าเสื้อยืดคอปกที่ตนเองได้สวมใส่นั้นเป็นสีขาวบริสุทธิ์  มีรูปดาวปักสีแดงอยู่ที่ตรงช่วงอกด้านขวาเท่านั้น  



เหลือบตามองเสื้อผ้าของคนอื่นก็เห็นว่ามีลักษณะเป็นเสื้อยืดคอปกแบบเรียบๆเช่นเดียวกับเขา  หรือไม่ก็เสื้อเชิ้ตกับเสื้อยืดคอกลม ขาว...ฟ้าอ่อน...ชมพูอ่อน...เหลือง...ดำ...เขียว...ม่วงอ่อน...ส้ม...เทา...น้ำตาล...น้ำเงิน...แดง...โอลโรส...ไม่มีใครได้เสื้อเฉดสีซ้ำกันเลยทว่าทุกคนต่างก็มีดาวสีแดงปักอยู่ตรงช่วงอกทั้งนั้น แม้จะดูธรรมดาแต่เมื่อสวมใส่คู่กับกางเกงยีนเข้ารูปก็ส่งให้แบบเสื้อเรียบๆนั้นดูโดดเด่นขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นความเรียบง่ายที่ลงตัวและพอดีที่สุด




ทันทีที่เสร็จสิ้นด้านการแต่งกายก็เกิดมหกรรมแปลงโฉมกันยกใหญ่ ยังดีที่วันนี้คอนเซปต์เป็นเสื้อผ้าวัยรุ่นสำหรับวันสบายๆจึงไม่มีการประโคมแต่งหน้าอะไรมาก ทรงผมก็ใช้แค่เจลปัดๆขึ้นให้เป็นทรง บางคนแทบไม่ต้องทำเลยด้วยซ้ำเพราะถือว่าดูเป็นธรรมชาติดีอยู่แล้ว  ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมงทุกอย่างก็เรียบร้อย



เนื่องจากพวกเขาทำเวลาได้ดีกว่าที่คิด  สต๊าฟสาวคนเดิมจึงปล่อยให้สมาชิกวงไอดอลทั้งสิบสามคนใช้เวลาส่วนตัวได้อีกเล็กน้อยประมาณสิบถึงสิบห้านาที  




“ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ออกไปเรียกได้เลยนะคะ พี่ฝากดูด้วยนะน้องอีทึก” 


“ได้เลยครับพี่แจยอง” ผู้ที่เป็นประดุจคุณพ่อของวงรับคำกับชินแจยองอย่างเต็มอกเต็มใจขณะที่ยืนยิ้มส่งจนประตูไม้สีน้ำตาลปิดตัวอีกครั้ง



อีทึกยืดแขนขึ้นจนสุดบิดขี้เกียจไปมาก่อนจะถามโดยไม่ได้หันกลับมามองภายในห้องว่า



“หิวกันหรือเปล่าน่ะ เมื่อเช้าไม่มีเวลาพี่เลยไม่ได้อุ่นอะไรให้กิน  เอาแซนด์วิชอะไรแบบนี้ไหมเดี๋ยวจะฝากคนไปซื้อมาให้”


“......................” เงียบกริบ  ไม่มีคำตอบจากสวรรค์จนคนเป็นหัวหน้าวงต้องพรูลมหายใจยาว  


“เฮ้ย  อะไร แป๊บเดียวดีแตกแล้วเรอะ ถามก็ตอบหน่อย พี่ถามว่าหิวกันหรือเปล่......อ้าว...”



ชายหนุ่มเท้าเอว หันหน้ามองกราดกะว่าจะเปิดคอร์สพิเศษอบรมกระตุ้นจิตสำนึกกันเสียหน่อยทว่าก็ต้องชะงัก หน้าเหวอเมื่อเห็นว่าเหล่าเทวดาตัวไม่น้อยในชุดเสื้อผ้าหน้าผมครบเครื่องต่างก็ทรุดตัวลงนั่งพิงผนังเรียงกัน  หลับคอพับคออ่อนกันไปอย่างหมดสภาพเสียแล้วภายในเวลาไม่ถึงนาทีไม่เว้นแม้แต่เจ้าแม่อย่างคิมฮีชอลหรือมังกรเคร่งขรึมอย่างฮันกยอง



“หลับกันซะแล้ว” ลูกแก้วสีน้ำตาลทอประกายขบขันระคนเอ็นดู



จะทำตัวร้ายกาจอะไรกันแค่ไหนแต่เด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำที่ต้องการการกินอิ่มนอนหลับให้เพียงพอ



สงสารก็สงสาร  แต่จะขำก็ขำที่ได้เห็นเด็กที่พยายามทำเชิดทำหยิ่งใส่กันกลายเป็นมานอนกองกันเรียงเป็นแถบแบบนี้ ที่อลังการสายตายิ่งไปกว่านั้นคือมีบางคนที่นั่งข้างกันถึงขนาดเอนหลับซบกันเสียด้วยทั้งๆที่ยามปกตินี่อย่าว่าแต่อยู่ใกล้กันเกินหนึ่งเมตรเลย นี่เขาควรจะถ่ายรูปเอาไว้บูชาเป็นบุญตาหรือเปล่านะ  ทั้ง คยูมินทั้ง วอนซินทั้ง อึนเฮถ้าลองแกล้งทำหลุดปล่อยลงอินเตอร์เน็ตไปไม่แฟนคลับคู่ไหนก็คู่ไหนได้กรี๊ดกันคอแตกบ้างล่ะ



“คิดอะไรไม่ดีๆอยู่ล่ะสิ” 



ยังไม่ทันจะได้ควักเอาโทรศัพท์มือถือออกมาก็มีมารผจญมาขัดเข้าให้เสียก่อน  ปาร์คจองซูชะงักอีกครั้งเมื่อเห็นว่าภายในกองเอสเจหลากสีที่เขาคิดว่าไม่รู้สึกตัวกันทั้งหมดยังมีใครบางคนที่มีสติอยู่ครบถ้วน



ที่ปลายสุดฝั่งซ้าย  คิมยองอุนในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินกำลังนั่งพิงผนังกอดเข่าหลวมๆ เพ่งสายตาคมกริบมาทางนางฟ้าชุดสีขาวโดยไม่มีวี่แววความง่วงงุนแม้แต่น้อย  ทั้งๆที่เมื่อกี้ก็ยังหลับตาพริ้มอยู่แท้ๆ 



“นายแกล้งหลับเหรอยองอุน” คนถูกกล่าวหาหัวเราะหึ


“แกล้งเพื่อ นายเซ่อดูไม่ออกเองต่างหากว่าใครหลับจริงใครไม่หลับจริง  เบิ่งตาดีๆสิว่ามีใครหลับจริงๆบ้าง” 


“คิมยองอุน!!” หัวหน้าวงที่ถูกลูกวงหาว่าเซ่อตาลุก ปากบางอ้ากว้างเตรียมจะพ่นอะไรออกมาสาดใส่อีกฝ่ายบ้างแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ  กลายเป็นขมุบขมิบอยู่ในลำคอแทน  



เกลียดมันจริงๆเลย ไอ้นิสัยแบบนี้เนี่ย



อีทึกตัดสินใจไม่เอาเรื่องเอาราวกับไอ้เด็กปากไม่ดีช่างหาเรื่องก่อนจะเดินตรงเข้าไปเขย่าปลุกน้องๆทีละคนแทน แน่นอนว่าเริ่มจากซูเปอร์จูเนียร์ฮีชอลเพื่อนรักที่นั่งอยู่คนละฟากกับซูเปอร์เนียร์คังอิน นางพญาแห่งเอสเจหลับจริงแน่นอนทว่าเมื่อปลุกแล้วก็ยังยอมลุกขึ้นมาแต่โดยดี 



“ฮีชอลลุกได้แล้ว  เอ้า ลุกๆๆ  สดชื่นกันหน่อยทุกคน ถ่ายทำเดี๋ยวเดียวก็เสร็จแล้วจะได้กลับไปนอนต่อไง  เลื่อนมาถ่ายเช้าตารางเย็นก็ว่าง สู้ๆกันหน่อยนะ”


“อืมมมมมมมมม หนวกหู” เสียงน้องชายคนที่แปดสะบัดทว่าคนฟังก็ไม่ยอมแพ้


“ตื่นน่าฮยอกแจ ซองมินมาช่วยพี่ปลุกเพื่อนหน่อย นั่น ดงฮี อย่าหลับตาใหม่เชียวนะไม่งั้นนายได้หลับยาวแน่ ตื่น!!


“สิบนาที”


“ไม่มีสิบนาทีแล้ว  ตื่นเดี๋ยวนี้เลย  น่านะ ตื่นหน่อยน่า”




อีทึกพยายามพูดให้กำลังใจ ทั้งปลอบทั้งขู่วิญญาณที่อยู่ในโหมดกลับคืนสู่ร่างทั้งหลาย รู้ดีว่าแต่ละคนคงได้นอนกันมาไม่ถึงสองสามชั่วโมง บรรเลงกันดึกเต็มที่เพราะตามตารางเดิมแล้วกว่าจะมีงานอีกทีก็สี่โมงเย็น เขาเองหลังจากที่คุยกับคิบอมเสร็จก็ยังไปนั่งดูซีรี่ย์ต่ออีกเกือบห้าตอนเหมือนกัน เพราะคำว่าความรับผิดชอบกับสปิริตเท่านั้นที่มันค้ำคออยู่ไม่งั้นก็บอกศาลาไปนานแล้ว



สรุปแล้วสิบห้านาทีที่ได้รับมอบมาปาร์คจองซูก็ใช้มันหมดไปกับการไล่ปลุกน้องวนแล้ววนอีกนั่นเอง กว่าจะทำให้กลับมาเป็นผู้เป็นคนพร้อมเข้ากล้องกันได้อีกครั้งตัวอีทึกก็แทบจะผมเบี้ยวไปข้าง ร่างเพรียวบางยืนกำกับอยู่ข้างประตูประหนึ่งคนเช็คตั๋วหน้าโรงภาพยนตร์ สำรวจเนื้อตัวของสมาชิกแล้วจึงปล่อยให้ออกไปข้างนอกทีละคนสองคน



“โอเค ฮัลโหล ตื่นครบแล้วนะพวกนายทุกคน ก่อนออกไปก็ดูแลเสื้อผ้าตัวเองกันให้เรียบร้อยด้วยนะ ฮันกยองนายจัดปลายแขนเสื้อดีๆสิ คยูฮยอนด้วยอย่าขย้ำปลายเสื้อแบบนั้นเดี๋ยวก็ยับหมด ทงเฮ นายปกเสื้อเบี้ยว เดี๋ยวพี่จัดใ...ห้...” 



ร่างโปร่งบางพูดรัวเร็วพร้อมทั้งถือวิสาสะดึงแขนน้องชายคนที่เก้ามาจัดปกคอเสื้อที่พับเบี้ยวลงด้านล่างให้  ก่อนจะชะงักกึกเป็นรอบที่สามของวันเมื่อนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ทำการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับน้องชายคนที่เก้าอย่างเป็นทางการหลังจากที่มีปากเสียงกันเมื่อคืน แถมตอนนี้จะแก้ไขอะไรก็สายเกินไปเสียแล้วเมื่อเจ้าของปกเสื้อยับๆตัวที่ว่ากำลังจ้องหน้าปาร์คจองซูเขม็ง



จะโดนเหวี่ยงกลับมาไหมนี่



“ง่า โทษที นายไปจัดเอาเองละกันนะ ตรงที่พี่บอกนั่นแหละ” คนมือไวใจเร็วคลี่รอยยิ้มจืดเจื่อน  ละมือออกจากร่างคนเป็นน้องอย่างเก้อๆทว่า


“จะจัดก็รีบจัดสิ ผมจะรีบออกไปเดี๋ยวโดนเขาว่าเอา” 


“หะ...หา” 


“ผมบอกว่าจะจัดก็รีบๆจัดซี่  ไม่งั้นจะไปให้ฮยอกแจทำให้แล้วนะ” อีทงเฮทำเสียงสะบัดพร้อมกับอาการเมินหน้าไม่ยอมสบตา  ทว่าใบหูเล็กๆที่เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีแดงก่ำก็แทนคำบอกเล่าหลายๆอย่างได้เป็นอย่างดี 



         ดูท่าว่าคิมฮีชอลจะทำหน้าที่ทูตสันถวไมตรีได้ดีสมดังที่โฆษณาเอาไว้



หัวหน้าวงลูกโป่งสีน้ำเงินคลี่ยิ้มหวานระคนโล่งอก  ท่าทางแบบนี้คงไม่ต้องแปลเป็นอย่างอื่นนอกจากว่าอีทงเฮกำลังยื่นสัญญาสงบศึกแบบไม่มีลายลักษณ์อักษรมาให้พี่ชาย...ถึงจะมาแบบเขินๆก็เถอะ และเขาก็ยินดีรับข้อเสนอนั้นโดยไม่ต้องถามหาคำอธิบายใดๆ แทนคำตอบ  อีทึกยกมือขึ้นแตะปกคอเสื้อสีครีม  ลูบให้เข้ารูปทรงอย่างประณีตบรรจง  ใส่ความรักความห่วงใยลงไปเต็มเปี่ยมในสัมผัสนั้น



เขาเชื่อว่าน้องจะรู้สึกถึงมันได้...คำขอโทษและคำขอบคุณโดยไร้ซึ่งคำพูดของพี่ชายคนนี้


“เอ้า หล่อแล้วทงเฮ ไปได้” 


ตบเข้าที่แผ่นอกบางภายใต้เสื้อยืดคอกลมสีเหลืองเบาๆก่อนจะดันตัวคนเป็นน้องให้เดินตามคนอื่นออกไปข้างนอก ทงเฮขืนตัวเล็กน้อย ริมฝีปากสีชมพูอ่อนจางเม้มเข้าหากัน ก่อนจะเผยอออกเป็นถ้อยคำแผ่วเบาที่มีเพียงหัวหน้าวงซึ่งยืนอยู่ข้างกันเท่านั้นที่ได้ยิน


“........ขอบคุณ....ฮะ...”



         แผ่นหลังกว้างบ้างบางบ้างของคนสิบสองคนที่เดินเกาะกลุ่มกันไปคือสิ่งที่อีทึกแห่งซูเปอร์จูเนียร์ได้เห็นยามที่รั้งรออยู่จนเป็นคนสุดท้าย  ริมฝีปากบางคลี่ออกจนเห็นรอยลักยิ้มบุ๋ม


 

เขาคิดว่ามันจะเป็นการถ่ายแบบเสื้อผ้าที่น่าจดจำครั้งหนึ่ง...ในหลายๆแง่มุม

 




       

         เพราะว่ามันช่างสมบูรณ์แบบ  สวยงามและดูเหมือนฝันจนเกินไป ปาร์คจองซูจึงมองทุกอย่างผ่านสายตาดุจเป็นภาพวาด



เด็กหนุ่มไล่ช่วงอายุไปจนถึงชายหนุ่มเต็มตัวจำนวนสิบสามคนกำลังหยอกล้อกันเล่นอย่างสนุกสนาน รอยยิ้มและเสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วทั้งสตูดิโอตลอดระยะเวลาการถ่ายทำเมื่อซูเปอร์จูเนียร์...นายแบบประจำวันนี้ต่างก็โพสต์ท่าทางที่แสนจะเป็นธรรมชาติรับกับคอนเซปต์การไปเที่ยวในวันสบายๆกับกลุ่มเพื่อนสนิท ถึงจะมีต้องโดนเทคซ้ำบ้างก็ไม่มีใครทำสีหน้าหงุดหงิดไม่พอใจออกมา  ทำให้กองถ่ายทั้งกองถ่ายทำด้วยความสุขไปด้วย



วันนี้ 


วินาทีนี้ 



เขาขอคิดเข้าข้างตัวเองสักครั้งว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้คือความเป็นจริง รอยยิ้มและสิ่งที่ส่งผ่านดวงตาทั้งสิบสองคู่นั้นเป็นความจริง  


นี่คือซูเปอร์จูเนียร์ในแบบที่เขาวาดหวังมาโดยตลอด



“เฮ้ เหม่อมากเดี๋ยวได้โดนสอยร่วงนะจองซู” 


“หา....โอ๊ย...” 


         คนหมกมุ่นกับความคิดตัวเองทำคอย่นเมื่อถัดจากประโยคเตือนไม่รู้เหนือรู้ใต้  ลูกโป่งสีแดงสดก็พุ่งเข้าชาร์ตที่แก้มขาวๆเต็มเปา อีทึกหน้าเบ้ในขณะที่เจ้าของอาวุธในชุดสีแดงสดแสยะยิ้มสะใจ หัวเราะร่า 


         “มันเจ็บนะฮีชอล”


         “สมน้ำหน้า อยากเหม่อดีนัก” 


         “พวกคนแก่ก็งี้แหละ สายตาฝ้าฟาง” เสียงกระทบกระเทียบดังลอยมาจากซูเปอร์จูเนียร์อึนฮยอกที่เดินอุ้มลูกโป่งสีเขียวโฉบไปโฉบมาอยู่ใกล้ๆ พาให้อีทึกกระพริบตาปริบๆเมื่อภาพความฝันสวยๆของตนมีอันต้องเป็นไปโดยไม่ทันได้รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย


         ว่าเขาแก่อย่างนั้นเหรอ?  ทั้งๆที่ตัวเองก็อายุต่างกันไม่ถึงสามปีเนี่ยนะ  จะใจร้ายกันเกินไปหน่อยแล้วอีฮยอกแจ


         “นี่...เล่นอะไรกันอยู่?”


         ฮีชอลยักไหล่ ตอบอย่างที่ไม่ทำให้เข้าใจอะไรไปมากกว่าเดิมว่า


         “ก็อย่างที่เห็น  เกมลูกโป่ง...ล่ะมั้ง”



         ภาพตรงหน้าแปรเปลี่ยนไปเมื่อหมดช่วงการถ่ายภาพนิ่งแล้ว ตอนนี้ลูกโป่งหลากสีสันและเบาะนวมรองนั่งนุ่มๆถูกนำมาเตรียมไว้สำหรับใช้ประกอบฉากถัดไป  ทว่าก่อนจะถึงเวลานั้นมันก็ได้กลายเป็นอาวุธชั้นดีให้หลายๆคนได้นำมาใช้โจมตีกันฆ่าเวลาไปเสียแล้ว รอบข้างคือเหล่าทีมงานที่ยืนกอดอกดูอย่างสนุกสนานพร้อมทั้งมีการบันทึกภาพบางส่วนเอาไว้สำหรับทำวีดีโอเบื้องหลังการถ่ายทำ


         ฉากพร้อม  ทีมงานพร้อม ส่วนนักแสดงน่ะหรือ



         ดวงตาที่จับใจคนมาแล้วเกือบทั้งวงการทอดมองไปยังน้องชายร่วงวงในเสื้อหลากสีสันที่กำลังยืนแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันเต็มที่...ก็กำลังพร้อมรบกันอยู่กลางฉากนั่นไง  ไม่รู้เป็นสคริปต์จริงหรือไปขอเขาเล่นเองกันแน่



สงครามย่อยๆระหว่างซูเปอร์จูเนียร์ถูกจุดขึ้นโดยฝ่ายหนึ่งนำโดยคิมฮีชอลเจ้าแม่ชุดแดงขณะที่อีกฝ่ายมีคิมยองอุนเป็นตัวชูโรง สมาชิกที่เหลือต่างก็แบ่งฝ่ายกันโดยอัตโนมัติตามความพึงพอใจซึ่งเท่าที่ดูๆแล้วเขาว่าน่าจะเป็นตามสัมพันธภาพส่วนตัวด้วยอีกประการหนึ่ง



ชเวซีวอนเกาะหนึบอยู่กับนางพญาของวงตามคาด พ่วงมาด้วยสามฝาแฝดตระกูลอีและปิดท้ายด้วยคิมรยออุก ขณะที่ฝั่งของคังอินนั้นมีกองหนุนเป็นมังกรจากแดนไกล คิมจงอุน คิมคิบอม ชินดงฮีและน้องเล็กโจคยูฮยอน สายตาของแต่ละคนวาววับไปด้วยความสะใจ บ่งชัดว่าถึงแม้จะเป็นการละเล่นกลั่นแกล้งกันขำๆเพื่อการถ่ายทำแต่ถ้าทำร้ายร่างกายไปได้ด้วยก็จะเพลิดเพลินเป็นอันมาก



“เหลือนายคนเดียวแล้วนะ จะอยู่ฝั่งไหนก็เลือกมาเร็วๆ เกมต่อไปจะเริ่มแล้ว” 



อีทึกเบือนหน้าไปสบตากับ ฝ่ายตรงข้าม’ ซึ่งมองมาอยู่แล้ว  โดยไม่ยอมปล่อยให้คิมฮีชอลทำคะแนนอยู่ฝ่ายเดียว  หัวหน้าทีมฝ่ายน้ำเงินจึงเดินเข้ามาหาบ้างพร้อมกับลูกทีมที่ตามกันมาเป็นพรวนเล่นเอาคนที่ยังวางตัวเป็นกลางชักจะวางตัวไม่ถูก


“เอ่อ...คือว่า...” 


“นายจะไม่อยู่กับฉันงั้นเหรอปาร์คจองซู”


“เร็วๆหน่อยซี่ พวกเราอยากเล่นแล้วนะ” เสียงหนุ่มร่างอ้วนดังแทรกขึ้นมาทั้งที่เจ้าตัวยังนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ห่างออกไป ตามด้วยถ้อยคำเร่งเร้าจากวัยรุ่นใจร้อนอย่างคยูฮยอน


“ให้เวลานับหนึ่งถึงสาม” 



ประโยคน่ารักผิดลุคทำเอาคนเป็นพี่เกือบหลุดหัวเราะพรืดแต่แล้วก็กลืนเข้าลำคอไปได้ทันท่วงทีเมื่อเห็นสายตาอาฆาตส่งมาให้ นี่คงเป็นเพราะอยู่ต่อหน้าสต๊าฟและทีมงานในกองถ่ายสินะถึงได้พูดจากับเขากันน่ารักขนาดนี้  



“โอเคๆ” มือขาวสองข้างถูกยกขึ้นเสมอข้างใบหน้าเป็นเชิงยอมแพ้ “เอาเป็นว่าพี่เป็นกรรมการละกัน พวกนายฝั่งละหกคนก็ดีอยู่แล้วนี่  ถ้ามีพี่ไปเสริมเดี๋ยวจะไม่ยุติธรรมกับอีกฝั่งนะ” 


“คิดว่าตัวเล็กอย่างพี่จะทำให้เกมเปลี่ยนได้เรอะ” คนฟังแยกเขี้ยวฉับกับน้ำเสียงดูถูกจากน้องเล็กเจ้าเก่า


“พี่แปะลูกโป่งใส่หน้านายได้ละกันน่ะคยูฮยอน”


“เหรอครับ”



ถ้าหากคิดว่าเจ้าเด็กร้ายกาจมันจะรับฟังอีทึกก็คงคิดผิด ขนาดต่อหน้าทีมงานนับสิบมันยังแสยะยิ้มร้ายกาจแล้วเดินถือลูกโป่งเทิ่งๆออกไปโดยไม่สนใจไยดีพี่มันเลยแม้แต่น้อย  เหมือนกับว่ามาถามฆ่าเวลาเท่านั้น



แน่นอนว่าไม่มีใครคิดสงสัยเพราะถึงอยู่ต่อหน้ากล้อง  อิมเมจของซูเปอร์จูเนียร์คยูฮยอนก็เป็นน้องเล็กที่ชอบแกล้งพี่ๆอยู่แล้ว  เจ้าตัวเลยยิ่ง แสดงออกมาได้อย่างไม่ต้องเม้ม



มันน่า...นัก 



“ไม่มาเล่นด้วยกันจริงอะ” ถัดจากอีวิลมังเนก็เป็นกระต่ายตัวกลม  อีทึกส่ายหน้าให้น้องชายคนที่เจ็ดแทนคำตอบ พยักเพยิดให้ทุกคนกลับไปสนุกกันต่ออีกครั้งโดยไม่มีเขา 


“ไม่ล่ะ พี่นั่งดูอยู่นี่แหละ ไปเล่นกันเถอะซองมิน  เดี๋ยวเขาถ่ายต่อแล้วจะอดเล่นนะ” 


“ตามใจ งั้นผมไปแล้วนะ  อยากมาก็ตามมาละกัน” 


โดยไม่รอคำตอบรับอีซองมินก็วิ่งถือลูกโป่งสีชมพูกระโจนเข้าไปร่วมวงกับศึกครั้งใหม่อย่างกระตือรือร้น เสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นเมื่อใครคนหนึ่งเอาลูกโป่งฟาดใส่ฝ่ายตรงข้ามรุนแรงไปหน่อยจนลูกโป่งเกิดแตกขึ้นมา



“เฮ้ยอย่าเล่นเอาจนลูกโป่งแตกเซ่ มันหนวกหูนะคิมยองอุน” 


“พี่อ่อนเองต่างหากล่ะอย่ามาโทษคนอื่นเขา”


“เดี๋ยวเหอะ เดี๋ยวไม่ได้ตายดีกันยกกลุ่มแน่”


“พี่นั่นแหละต้องตายก่อน”


“ย่าห์ !!!ปล่อยนะโว้ย



อีทึกหัวเราะออกมาเต็มเสียงเมื่อเห็นว่านางพญาจอมหยิ่งอย่างฮีชอลถูกตัวแสบคยูฮยอนใช้กำลังรัดร่างบางๆเอาไว้แน่นจากด้านหลังแล้วยกจนตัวลอย เปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมอย่างเยซองเอาลูกโป่งมาฟาดๆๆใส่คนเป็นพี่อย่างเอาเป็นเอาตายด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ตามแบบฉบับ  ทว่าไม่นานซีวอนก็พุ่งเข้ามาเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวแล้วก็ถึงคราวคู่พี่น้องเคอาร์วายได้โดนต้อนบ้าง



อีกด้านหนึ่งดูเหมือนว่าทงเฮจะอยากแก้แค้นคิมคิบอมจัดถึงขนาดให้ฝาแฝดทั้งสองของตนไปจับแขนล่ำๆนั่นล็อกเอาไว้คนละข้างส่วนตัวเองก็พุ่งเข้าชาร์จจากตรงกลาง เขาเห็นอีทงเฮหัวเราะอย่างสะใจเมื่อทำให้อีกฝ่ายหมดสภาพได้แต่ไม่รู้เจ้าปลาทะเลมันจะรู้หรือเปล่าว่าในสายตาคนนอกนั้นเด็กหนุ่มแก้มบวมยอมต่อให้พี่ชายทั้งสามคนชัดๆ เรี่ยวแรงกุ้งแห้งอย่างซองมินกับฮยอกแจน่ะหรือจะเอาคนตัวโตอย่างคิบอมอยู่ถ้าเด็กหนุ่มไม่ได้เป็นฝ่ายยอมให้



“พี่ฮันกยองปล่อยผมนะ” 


“นายอยากตัวเล็กเองนะรยออุก” 


“แพ้ฟาล์ว แบบนี้แพ้ฟาล์ว เลิกๆๆ” 


“อะไร แพ้แล้วพาลเหรอ” 



เสียงเจี๊ยวจ๊าวไม่ต่างอะไรกับสนามเด็กเล่นทั้งที่แต่ละคนก็อยู่ในวัยเกินวิ่งเล่นในสนามมาแล้วทั้งนั้น  หากความเอาจริงเอาจังในการเล่นก็ยังคงอยู่ครบถ้วนไม่จางหายไปไหน



สนุก 


ดวงตาที่เปล่งประกายบอกกับเขาเช่นนั้น  



แน่นอนว่าเจ้าพวกนั้นของเขากำลังสนุก อาจจะสนุกจนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเคยไม่ถูกชะตากันจนแทบจะฟาดฟันให้ตายไปข้างเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้เอง



ผู้ที่เฝ้ามองการเติบโตของคนทั้งสิบสองมาตลอดค่อยๆละจากภาพปัจจุบันตรงหน้า จ่อมจมลงไปในห้วงความคิดลึกซึ้ง



บางทีอีทึกก็ไม่ค่อยเข้าใจระบบความคิดของน้องๆสักเท่าไหร่ มันจะเป็นไปได้เหรอที่คนที่เกลียดกันขนาดนั้นจะมาทำท่าเป็นมิตรกันได้ถึงขนาดนี้ เขาไม่อยากจะเชื่อว่าแววตาที่เต้นระริกด้วยความรื่นรมย์เหล่านั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของการโกหกหลอกลวงทั้งเพ ทุกอย่างดูขัดแย้งกันเกินไป


หน้ากากมนุษย์มันทำให้คนเราฝืนซ่อนความรู้สึกได้แนบเนียนถึงเพียงนี้เชียวหรือ?



หรือแท้จริงแล้วความเกลียดชังมันไม่ได้เกาะกุมกันแน่นหนาเท่าเดิม แต่ที่ยังคงรูปอยู่ได้นั้นเป็นเพราะทิฐิกับความรู้สึกที่ว่าไม่สมควรจะญาติดีกันเท่านั้นเอง ให้เก่งกาจอย่างไรเขาก็ไม่อาจแทรกซึมเข้าไปถึงในเรือนใจของน้องชายแต่ละคนได้เลยว่ากำลังคิดและรู้สึกอย่างไรอยู่


“เหม่ออีกแล้วนะจองซู นายนี่แย่จริงๆเลย ไปถ่ายเซ็ตต่อไปกันได้แล้ว” 


ร่างโปร่งเพรียวสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นยิ้มแหยๆให้กับคนเป็นเพื่อนที่มายืนค้ำศีรษะอยู่ คิมฮีชอลยังคงความงดงามไว้ได้ครบถ้วนแม้จะเพิ่งผ่านจากศึกลูกโป่งครั้งใหญ่มาก็ตามที


“อ้าว ฮีชอล เล่นกันเสร็จแล้วเหรอ”


“อื้อ จะเริ่มถ่ายทำต่อแล้ว เหลือนายคนเดียวนี่แหละมัวแต่นั่งเหม่อไปดาวไหนไม่รู้” 


“ขอโทษๆ ไปเดี๋ยวนี้แหละ” นางฟ้าในชุดขาวรีบกุลีกุจอลุกขึ้น โค้งขออภัยให้กับทีมงานแล้วจึงทำท่าจะผละออกไปทว่าเรียวแขนขาวกลับโดนรั้งเอาไว้แน่น


“หืม?”


“นายเป็นอะไรหรือเปล่าน่ะ วันนี้แปลกๆหลายรอบแล้วนะ มีอะไรให้คิดอีกหรือไง วันนี้เจ้าพวกนั้นก็ออกจะเป็นเด็กดีนี่” 



ช่างสังเกตเกินไปแล้วนะคิมฮีชอล 



“เปล่าหรอก ไม่เกี่ยวกับน้อง ฉันแค่คิดอะไรเพลินๆไปหน่อย” อีทึกเลี่ยงตอบไปเป็นอีกอย่าง ร้อนๆหนาวๆกับสายตาคมที่บ่งบอกว่าไม่เชื่อแม้แต่น้อยทว่าฮีชอลก็เลือกที่จะไม่ถามต่อ


“งั้นก็เรื่องของนาย แต่มีสติหน่อยแล้วกัน” 


“อืม” 



อีทึกรับคำขณะที่เดินเคียงข้างเพื่อนร่วมวงตรงไปยังสถานที่ถ่ายทำอันถัดไปที่อยู่ข้างๆกัน สมาชิกที่เหลือยืนจัดท่ารออยู่แล้ว ดวงตาทั้งสิบเอ็ดคู่ยังฉาบเอาไว้ด้วยประกายสดใสร่าเริงสมดังคอนเซ็ปต์ของซูเปอร์จูเนียร์ การถ่ายทำในช่วงถัดไปดำเนินไปได้อย่างราบรื่นเมื่อวงบอยแบนด์ชื่อดังสามารถอวดเสน่ห์ความสดชื่นรื่นเริงให้ลอยฟุ้งไปได้ทั่วทั้งสตูดิโอโดยไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย



เขาก็ได้แต่หวังว่าเมื่อผ่านวันนี้ไปแล้ว ความทรงจำดีๆจะยังมีติดอยู่ในใจของทุกคนบ้าง อย่าให้กลายเป็นแค่ความฝันเพียงตื่นหนึ่งเลย  

 



 

ความฝันไร้สาระเมื่อคืนก่อนกำลังเล่นงานคิมยองอุนให้หงุดหงิด...มาก



ร่างหนาที่มีความสูงกว่าร้อยแปดสิบเซนติเมตรนอนหงายเหยียดยาวอยู่บนที่นอนของตัวเอง มือสองข้างช้อนรองอยู่ใต้ศีรษะ เบื้องบนในห้วงสายตาคือเพดานสีขาวว่างเปล่าที่ถูกความมืดย้อมให้เป็นสีเทาทึมไม่ต่างอะไรกับจิตใจของชายหนุ่มตอนนี้



“โว้ยยย” 



หลังจากทนพลิกตัวกระสับกระส่ายไปมาได้ไม่กี่ครั้งความร้อนรุ่มในใจก็ทำให้ต้องลุกขึ้นย่องออกไปสงบสติอารมณ์ข้างนอกห้องในที่สุด อยู่ไปก็พาลแต่จะหงุดหงิดมากขึ้นเปล่าๆด้วยเสียงกรนจากชินดงฮีบ่งชัดว่าเจ้าตัวไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับความไม่สบายใจของพี่ชายในครั้งนี้เลยสักนิด  


ส่วนรูมเมทอีกคนน่ะหรือ?  


คงจะได้เห็นหน้าหรอกในเมื่อลูกไก่ตัวขาวหอบผ้าหอบผ่อนย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ห้องอีซองมินกับอีทงเฮนู่น  ไม่ได้กลับมาที่ห้องเป็นหลายเดือนแล้ว 



คังอินจรดฝีเท้าผ่านห้องส่วนตัวของสมาชิกคนอื่นๆไปที่ปลายสุดของชั้นแล้วจึงหักเลี้ยวลงบันได มุ่งหน้าไปยังห้องครัวอย่างเงียบๆ  ความมืดสนิทที่รายล้อมไม่ได้ส่งผลอะไรกับจอมพลังแห่งซูเปอร์จูเนียร์เลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มอาศัยความเคยชินคลำทางไปจนถึงตู้เย็น  เปิดหยิบเอากระป๋องน้ำดื่มแช่เย็นออกมารินใส่แก้วที่คว้าเอาจากแถวๆนั้นจนเต็มแก้ว  จากนั้นจึงเก็บกลับ  ถือแก้วน้ำมานั่งที่โต๊ะกลางห้อง



เวลาตีหนึ่งกว่าทำให้บ้านพักซูเปอร์จูเนียร์ในชั้นล่างไม่ต่างอะไรกับบ้านร้าง ทว่าก็ตรงกับความต้องการของคนฝันไม่ดีตั้งแต่ต้น  ไอเย็นเฉียบจากแก้วยิ่งเป็นข้อเปรียบเทียบให้เห็นเด่นชัดว่าคังอินในตอนนี้ร้อน’ เพียงใด



“บ้าเอ๊ย” 



ร่างแกร่งยกแก้วน้ำในมือขึ้นดื่มอั้กๆจนหมดก่อนจะวางลงกระแทกโต๊ะกินข้าวดังปังอย่างไม่สบอารมณ์ มือหนาขยี้เรือนผมสั้นแรงๆจนชี้ฟูไม่เป็นทรง ดวงตาเรียวรีเปล่งประกายขุ่นมัวท่ามกลางความมืด 



ด้วยความเพลียจัด  หลังจากกลับมาจากการถ่ายทำตอนเกือบบ่ายสองชายหนุ่มจึงปลีกตัวกลับขึ้นห้อง  นอนยาวรวดไปจนถึงเกือบเที่ยงคืนก่อนจะมาตื่นเอาเต็มตาในตอนที่คนอื่นเขาเข้านอนกันแบบนี้ คงเป็นเพราะการนอนผิดเวลานั่นแหละที่ทำให้สมองของเขาบรรจงสร้างเรื่องฟุ้งซ่านขึ้นมาหลอกหลอนไม่รู้จบ ที่บัดซบยิ่งไปกว่านั้นคือตัวเขาเองดันบ้าจี้มีปฏิกิริยาไปกับมันด้วย 


ทำอย่างไรก็ลืมไม่ได้



“เลิกโปรโมตคังทึกอย่างนั้นเหรอ” 


เสียงนั้นเหมือนจะเค้นออกมาจากในลำคออย่างมาดร้าย ภาพในฝันยังติดตาแทบทุกฉากทุกตอน และแต่ละตอนก็ทำให้คังอินอยากจะเป็นบ้า 


ยองอุน ต่อไปนี้เรานั่งแยกๆกันหน่อยก็ดีนะ ต้นสังกัดเขาสั่งลงมา เขาบอกว่าอยากเปลี่ยนคู่โปรโมตบ้างจะได้เรียกกระแสแฟนคลับได้จากหลายๆกลุ่มน่ะ


ในความฝันอันไม่มีที่มาที่ไป จู่ๆหัวหน้าวงร่างบางก็เดินดุ่มๆเข้ามาบอกต่อคำสั่งที่ได้รับมาอย่างง่ายๆโดยไม่ได้คำนึงว่าจะส่งผลกระทบต่อคนฟังมากขนาดไหน


มะ หมายความว่ายังไง?’ 


ชายหนุ่มจำได้ว่าตัวเองในฝันตอบกลับไปอย่างอึ้งๆ จับต้นชนปลายไม่ถูก หากคนเป็นพี่เอียงคอยิ้ม 


เอ้า ก็หมายความว่าเขาจะเอาคู่อื่นโปรโมตแทนน่ะสิ ตอนนี้มันมีกระแสข้ามวง ฉันเองอาจจะต้องออกงานกับยุนโฮบ่อยๆ หรือถ้าเป็นกับในวงก็อาจจะเป็นซีวอนล่ะมั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรยังไงแน่ ก็คงต้องแล้วแต่บริษัทจะดูตลาดไม่แน่นายอาจจะโดนจับคู่ใหม่กับซองมินหรืออะไรแบบนี้ก็เป็นได้นะ เห็นเขาก็เปรยๆว่า คยูมินอาจจะออกอากาศไม่ค่อยเวิร์ค สองคนนั้นชอบทำขี้อายไม่เล่นกันเลย


พูดอะไรบ้าๆ ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ


เอาไม่เอาก็ต้องเอาแหละ มันก็แค่งาน เดี๋ยวเดียวแฟนคลับก็ซาๆเรื่องพวกนี้ไปเองแหละยองอุน


เพราะอะไรไม่รู้ แต่ตอนนั้นคนฟังแทบจะสะอึก


นาย...คิดแบบนั้นเหรอจองซู


ก็ถ้าไม่คิดแบบนี้จะให้คิดแบบไหน เรื่องคู่พวกนี้ยังไงซะมันก็ไม่ใช่ความจริงมาตั้งแต่ต้นแล้วไม่ใช่เหรอ



ความฝันส่วนอื่นค่อยๆเลือนรางไปนับตั้งแต่ประโยคนั้น  คังอินเองก็ไม่ได้จะสนใจมันอีกต่อไปเมื่อใจความสำคัญมันมากระจุกรวมอยู่ครบถ้วนที่นี่


เอสเจลำดับที่ห้าขบกรามแน่น



บางที ถ้อยคำเหล่านั้นอาจจะไม่ได้กระตุ้นความโกรธเกรี้ยวภายในตัวเจ้าของฉายาหมีขาวของวงมากเท่ากับท่าทางไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยจากพี่ชายคนโตสุด...ทำไมปาร์คจองซูถึงพูดเรื่องแบบนี้ ออกมาได้หน้าตาเฉย  เหมือนกับว่ามันไม่มีความสลักสำคัญอะไรเลยในการที่ตัวเองจะต้องโดนจับคู่กับคนโน้นคนนี้  และที่สำคัญ บังอาจมาคิดแทนเขาว่าเขาจะต้องเข้าใจมันไปในทิศทางเช่นนั้นด้วย 



ถึงจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัท  รู้ดีอยู่แก่ใจว่าสถานภาพอันง่อนแง่นของตนเองและวง ณ ขณะนี้ทำให้ไม่มีทางเลือกใดอื่นมากนักนอกจากต้องยินยอมทำตามนโยบายหลายๆอย่างของต้นสังกัดทั้งที่ฝืนใจ  ทว่ากระนั้นแล้วคิมยองอุนก็ยังมีศักดิ์ศรีของตนเอง



เขามาเป็นนักร้อง...มาขายความสามารถ  ไม่ได้มาขายความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับคนอื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงคนไหนทั้งนั้น คิดหรือว่าถ้าหากคนที่โดนจับคู่ด้วยไม่ใช่อีทึกแห่งซูเปอร์จูเนียร์  ไม่ใช่นางฟ้าปีกขาวแห่งวงการบันเทิง  คนอย่างคิมยองอุนจะยอมแสดงอะไรบ้าๆแบบนี้ 


เหอะ ไม่มีทาง!!


แต่เพราะว่าเป็นปาร์คจองซูเท่านั้น



ดวงตาคู่คมทอแสงอ่อนจางเมื่อนึกถึงเรือนร่างโปร่งบางและใบหน้าหวานเกินชายของใครบางคน  คำตอบที่ตัวเองก็เพิ่งมาตระหนักรู้เมื่อไม่นานมานี้



แม้จะไม่น่าเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว



คังอินชอบอีทึก  คิมยองอุนชอบปาร์คจองซู ชอบโดยไม่มีเหตุผลและไม่อยากหาเหตุผลให้วุ่นวายใจ  ชอบ...ในฐานะที่มากกว่าเพื่อนร่วมวง  อยาก...ที่จะมีสถานะเป็นมากกว่าคำว่าน้องชาย 


สุดท้ายก็กลับกลายเป็นเขาเสียเองที่ตกบ่วงนางฟ้า  ทั้งที่อีทึกไม่ได้ทำอะไรเลย


เรื่องคู่พวกนี้ยังไงซะมันก็ไม่ใช่ความจริงมาตั้งแต่ต้นแล้วไม่ใช่เหรอ



และเพราะมันเป็นแบบนั้น ยามที่ได้ยินประโยคบาดใจจากลีดเดอร์ตัวบางแม้เพียงในฝัน หัวใจมันจึงได้เจ็บแปลบๆจนกลายเป็นความหงุดหงิดงุ่นง่านเสียเหลือเกินอยู่แบบนี้



แชะ!!



“อ๊ะ” 



เสียงเปิดสวิตช์ไฟตามด้วยแสงสว่างจ้ากะทันหันทำให้คนนอนไม่หลับต้องเอามือป้องใบหน้าหลับตาปี๋ ความคิดกระเจิดกระเจิงไปทั่ว  คังอินสบถอุบ  รออยู่ชั่วขณะจึงจะสามารถลืมตาแล้วผินหน้าไปยังผู้บุกรุกยามค่ำคืนอันแสนสงบของเขา แสงจากหลอดไฟนีออนบนเพดานตกกระทบร่างหนาในชุดนอนลายทางตรงกลางกรอบประตูห้องครัว



ชินดงฮียืนอยู่ตรงนั้น


สายตาคมหรี่ลงอย่างไม่น่าไว้ใจ  



อะไรเป็นสาเหตุให้คนที่ควรจะนอนหลับอุตุอยู่บนห้องลงมาเดินเพ่นพ่านอยู่แถวนี้



“ยังไม่นอนอีกเหรอ หรือเพิ่งตื่น” ผู้มาใหม่เป็นฝ่ายเริ่มต้นการสนทนาก่อน  


“เปิดไฟทำไม  ฉันแสบตา ไม่เห็นเหรอ” อารมณ์หงุดหงิดที่ไม่ได้รับการปลดปล่อยส่งให้ชายหนุ่มไม่รีรอที่จะหาเรื่องเหวี่ยงลงกับน้องชายที่ห่างกันเพียงไม่ถึงขวบปี คิดว่าอย่างมากก็ซัดกันซักตั้งทว่าคราวนี้อีกฝ่ายกลับไม่ยอมตกหลุมพรางลงมาเล่นด้วย


ชินดงยักไหล่  



“โทษที ไม่รู้นี่ว่าชอบอยู่มืดๆ” บอกหน้าตาเฉยแล้วจึงปิดไฟกลับเข้าที่ เปิดทางให้ความมืดได้โรยตัวเข้าปกคลุมบรรยากาศภายในห้องครัวขนาดสิบสองตารางเมตรอีกครั้ง


“คราวนี้ก็มืดแล้วนะ โอเคยังล่ะ” 


“.............................” 


อาการไม่ยอมเต้นตามทำให้คนหาเรื่องออกจะเสียหน้าไม่น้อย  เริ่มรู้สึกว่าตนเองทำตัวเป็นเด็กๆจอมพาลหาเรื่องมากเกินไปหน่อย  พละกำลังของวงเม้มริมฝีปากแน่น ข่มอารมณ์ร้ายๆในตัวลงไปก่อนจะถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นว่า


“มีอะไรกับฉันหรือเปล่า”


แรปเปอร์ตัวอ้วนส่ายหน้า  อ้าปากหาวหวอด


“ไม่มีกับพี่หรอก  ว่าจะลงมาหาอะไรกินซักหน่อย” 

“อ้อ”



เป็นประโยคที่เบสิคที่สุดแล้วในการอธิบายเหตุผลของชินดงฮี  คังอินพยักหน้าตอบรับเนิบๆพลางหยัดกายลุกขึ้นจากเก้าอี้  ตัดสินใจจะกลับขึ้นไปใช้เวลากับตนเองต่อบนห้อง  ความอึดอัดยังปะทุแน่นในใจหากทู่ซี้นั่งอยู่ที่นี่ก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น  ดีไม่ดีอาจจะพาลหงุดหงิดมากไปกว่าเดิมอีกต่างหากเมื่อมีคนมากวนใจ



ทั้งหมดนี้ต้องโทษความฝันห่าเหวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น



“ตามสบายนะ งั้นฉันไปล่ะ” 


“อ้าว” คราวนี้คนฟังถึงคราวต้องพิศวงบ้าง “จะไปนอนแล้วเหรอ”


“ทำไม” ร่างสูงใหญ่เลิกคิ้ว “อยากได้คนกินข้าวเป็นเพื่อนหรือไง” 


“เปล่า แต่...พี่เสร็จแล้วเหรอ คือ จะอยู่ก็ได้นะ ไม่ได้ส่งเสียงอะไรมากนักหรอก แค่หิว คืออยู่ได้ แค่จะอุ่นไส้กรอกกินเท่านั้นแหละ”



ชินดงยกมือขึ้นประกอบ อธิบายวกไปวนมาเล็กน้อยเนื่องจากปกติก็แทบจะไม่เคยพูดประโยคดีๆยาวๆใส่กันมาก่อน  เขาคิดเอาไว้ตั้งแต่ที่ตื่นมาไม่เห็นใครอยู่ในห้องสักคนแล้วว่าคิมยองอุนจะต้องอยู่ข้างล่างแน่ๆ  และดีไม่ดีอาจจะได้มีรายการปะทะฝีปากกันเล็กน้อยเพื่อแย่งชิงพื้นที่ แล้วคนตัวโตก็อยู่จริงๆ  ทว่าสิ่งอื่นที่คาดการณ์ไว้กลับคลาดเคลื่อนไปหมดเมื่ออยู่ดีๆพี่ชายคนที่ห้าก็ยอมถอยเอาง่ายๆเสียอย่างนั้น  ทั้งที่เมื่อกี้ออกจะทำท่าจงอางหวงห้องครัวอยู่แท้ๆ  เลยทำเอาเขาชักรู้สึกผิดขึ้นมากลายๆ ชินดงฮีไม่ใช่คนนิสัยดีนักแต่ก็ไม่ได้แย่ขนาดไปแย่งที่คนอื่นเขามาได้หน้าด้านๆหรอกนะ  จะยังไงคิมยองอุนก็ใช้ห้องครัวอยู่ก่อน



หนุ่มร่างอ้วนไม่รู้เลยว่าสิ่งที่คิดจะกลายเป็นความจริงขึ้นมาในทันทีถ้าหากเมื่อกี้เขาไม่ได้ยอมประนีประนอมกับซูเปอร์คังอินก่อน  



“อยู่ได้จริงๆนะ มาอุ่นไส้กรอกกินแป๊บเดียว” ชายหนุ่มตบท้ายด้วยการยืนยันคำเดิม  หากคนที่ทำตัวเป็นปริศนาในสายตาน้องชายก็ส่ายหน้าเป็นเชิงยืนยันคำพูดของตนเองเช่นเดียวกัน


“จะทำอะไรก็ทำไป เปิดไฟก็ได้  ฉันจะขึ้นไปนอนแล้ว กินเสร็จก็อย่าลืมถอดปลั๊กไมโครเวฟด้วยล่ะ” 


พูดสั่งเสียจบคังอินก็ไปวางแก้วน้ำเอาไว้ในอ่างล้างจานก่อนจะเดินตัวปลิวกลับขึ้นไปบนห้องทั้งที่ทำหน้าเคร่งขรึมไม่เปลี่ยน ทิ้งให้สมาชิกอีกคนที่เหลือได้แต่มองตามด้วยความไม่เข้าใจกับอารมณ์ขึ้นๆลงๆเอาแน่เอานอนไม่ได้ของผู้เป็นพี่ชายร่วมวง




“อะไรของเขาวะ แล้วเมื่อกี้ยังแง่งๆบอกให้ปิดไฟอยู่แหมบๆ ประสาท” 

         

 


TBC

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น

  1. #1025 little-ship (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 20:58
    หึหึหึหึหึหึ คังทึกคังทึก คีๆๆๆ
    #1,025
    0