[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 70 : Problem Child 28 #Reup

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 119
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    14 ต.ค. 61






“ขอโทษนะที่เข้ามาขัดจังหวะ แต่พอดีได้ยินเรื่องที่พี่คิดว่าตัวเองน่าจะมีส่วนร่วมด้วยน่ะเลยอดไม่ได้” 




อีทึกเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเมื่อเห็นว่าน้องชายทั้งสองมีอาการตกใจค้าง  ชายหนุ่มเจือยิ้มอ่อนจางในหน้า  นึกชมตัวเองที่ยังสามารถคงความสงบเอาไว้ได้ทั้งที่ในใจร้อนดุจไฟแผดเผา  เขาตามคนเป็นน้องขึ้นมาติดๆด้วยความเป็นห่วงว่าจะมียากินหรือไม่  เมื่อไม่เห็นเป้าหมายในห้องส่วนตัวเลยลองเดินมาดูที่ห้องของทงเฮ  ซองมินและฮยอกแจแทน  คิดว่าอย่างมากก็แค่ทำหน้าที่กรรมการห้ามมวยอีกครั้ง  แล้วก็เปิดคอร์สอบรมเรื่องความสามัคคีในวงซักหน่อย  ทว่าความเป็นจริงกลับเกินกว่าที่คาดคิดเอาไว้มากมาย



ยาแก้ไข้คงไม่สำคัญอีกแล้ว



ชายหนุ่มเหลือบตามองแผงยาพลาสติกที่ถืออยู่ในมือก่อนจะเก็บเข้ากระเป๋ากางเกงโดยไม่ปริปากถึงมัน



“พวกนายคงไม่ว่าอะไรใช่ไหมถ้าพี่จะมาคุยด้วย” 



ทงเฮเป็นคนแรกที่รู้สึกตัวก่อน  เด็กหนุ่มสาวเท้าเข้ามาหาพี่ชายคนโตสุด  บอกด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักว่า



“พี่  อย่าเพิ่งโกรธนะ  ผมไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง...” พูดได้แค่นั้นก็ต้องชะงัก  ส่วนที่เหลือหายเข้าไปในลำคอเมื่อทงเฮรู้สึกว่ากำลังกลืนน้ำลายตัวเองอยู่  


เขาโกหก 



ลูกแก้วใสที่แสดงออกตรงกันข้ามกับวาจาทำให้อีทึกส่ายหน้า  ไม่นึกเชื่อถือเลยแม้แต่น้อย



“นายไม่ได้ตั้งใจมันยังเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้  แล้วถ้าตั้งใจขึ้นมามันจะเป็นอะไรเหรอ  วงเราคงจะถูกยุบไปแล้วเลยหรือเปล่า”  


“........................” อาการก้มหน้านิ่งสั่นคลอนความเยือกเย็นของคนรั้งตำแหน่งพี่ใหญ่ทีละนิด  เสียงใสเริ่มสั่นพร่า


“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ พวกนายไม่คิดจะปรึกษาพี่...ที่เป็นทั้งพี่คนโตสุด  เป็นทั้งหัวหน้าวงของนายเลยสักนิดเหรอ  นายเห็นพี่เป็นตัวอะไรกัน  ตัวตลก? คนแก่ๆที่พึ่งพาอะไรไม่ได้? ตัวปัญหา? อย่างนั้นสิ  ใช่ไหมคิบอม” ประโยคหลังอีทึกเจาะจงไปที่ตัวต้นเหตุโดยตรง



ทงเฮปิดปากเงียบเมื่อประเด็นของเรื่องถูกโยนไปให้น้องชายลำดับที่สิบสองรับแทน  เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองควรจะยืนอยู่ตรงนั้นเป็นไม้ประกอบฉากหรือถอยออกมาจากห้องดี  แต่สุดท้ายเด็กหนุ่มก็ตัดสินใจฝืนอยู่ต่อ ทั้งกลัวเรื่องราวจะบานปลายไปกันใหญ่และอันที่จริงมันก็เป็นความผิดของเขาส่วนหนึ่งที่ลากคิบอมมาถามความไม่ดูตาม้าตาเรือจนพี่อีทึกตามมาเจอเข้า  



จะทิ้งให้อีกฝ่ายอยู่รับกรรมไปคนเดียวก็กระไรอยู่



“ว่ายังไง นายคิดแบบนั้นใช่ไหมคิมคิบอม” น้ำเสียงปวดร้าวเรียกรอยวูบไหวในดวงตาอันเฉยชาเป็นนิตย์  


“ผมเปล่า” 


“แต่การกระทำนายมันบอกพี่แบบนั้น”


“ผม...แค่ยังไม่อยากให้พี่รู้ตอนที่ทุกอย่างยังคาราคาซัง”


“แล้วนายกะจะให้พี่รู้เมื่อไหร่  วันที่นายหอบกระเป๋าเดินออกจากบ้านกลับอเมริกาอย่างนั้นเหรอ” 


“.................................” คิบอมตอบไม่ได้ อีทึกจึงพูดต่อ


“นายรู้บ้างไหมว่าพี่เสียใจ  ไม่ใช่เพราะนายคิดจะกลับบ้าน แต่เพราะนายเก็บเรื่องทุกอย่างเอาไว้โดยไม่ปรึกษาพี่ซักคำต่างหาก”  



แน่นอน  เขาเองก็เสียใจที่เด็กหนุ่มคิดว่าซูเปอร์จูเนียร์ไร้ค่าไร้ความหมายจนนึกจะทิ้งก็สามารถทิ้งได้โดยไม่ลังเล  แต่ที่เสียใจยิ่งกว่าคือการที่คิมคิบอมไม่เห็นความสำคัญของปาร์คจองซู  ไม่เห็นเลย แม้กระทั่งเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ก็ยังเลือกที่จะเก็บไว้กับตัว  หรือไปปรึกษาคนอื่น  

แล้วแบบนี้เขาจะเป็นพี่ไปทำไมกัน



“โอเค พี่อาจจะไม่ใช่พี่ชายที่ดีนัก  บางทีพี่ก็นึกถึงแต่ภาพรวมจนลืมใส่ใจความรู้สึกพวกนายแต่ละคน  แต่นายคิดว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว  พี่จะเห็นแก่ตัว เห็นแก่วงจนไม่สนใจความต้องการของนายเลยเหรอคิบอม  ถ้านายบอกซักนิด เราก็จะได้ช่วยกันคิดช่วยกันแก้ไข ทางเลือกมันไม่ได้มีแค่สองทางเสมอไปนี่ แต่นี่...” ร่างเพรียวส่ายหน้า ขมปร่าในลำคอขณะที่พยายามเค้นคำ “พี่ไม่รู้อะไรเลย  ไม่รู้อะไรเลยแล้วจะช่วยนายคิดได้ยังไงกัน” 



คิบอม  ทงเฮ  รวมถึงร่างโปร่งบาง  งดงามไม่แพ้หัวหน้าวงอีกร่างที่เดินตามเข้ามานิ่งอึ้ง  ปล่อยให้น้ำคำพรั่งพรูของอีทึกแห่งซูเปอร์จูเนียร์ลอยเข้าไปวนเวียนอยู่กลางใจ  ก่อนจะค่อยๆตกตะกอนกลายเป็นความรู้สึกผิด 



ตอนที่คิดปิดบัง พวกเขาไม่ได้นึกถึงในแง่ที่ว่าจะชักชวนปาร์คจองซูมาร่วมคิดร่วมตัดสินใจเลยแม้แต่นิดเดียว  มัวแต่คิดว่าถ้าหากผู้ที่รักและหวงแหนซูเปอร์จูเนียร์ยิ่งชีวิตรู้แล้วจะต้องเจ็บปวด  จะต้องเสียกำลังใจ  แต่เมื่อเหตุการณ์ออกมาในรูปแบบนี้ คนทั้งสามถึงเพิ่งจะสำเหนียกว่าบางทีการปกป้องมากจนเกินไปอาจจะทำให้พี่ชายใหญ่เจ็บปวดยิ่งกว่า  



เจ็บที่เป็นที่พึ่งไม่ได้  และไม่รู้อะไรเลย 



“ถ้านายจะต่อว่าเรื่องนั้นก็มาต่อว่าฉันดีกว่าจองซู” 



อีทึกหันขวับทันที่ได้ยินคนเอ่ยแทรก  ดวงตาสีน้ำตาลรื้นน้ำเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าตรงที่ที่เขาเพิ่งเดินจากมา  นางพญาแห่งเอสเจกำลังยืนกอดอก  เอนร่างพิงกรอบประตูอยู่ 



“ฮีชอล” เจ้าของชื่อกระตุกยิ้มชืดชาแทนคำตอบรับ  



“นายลืมปิดประตู แล้วฉันก็ผ่านมาพอดี” ร่างโปร่งเพรียวก้าวล้ำเข้ามาอีกก้าวก่อนจะดันบานประตูให้ปิดสนิท  ทำลายโอกาสที่จะมีบุคคลที่สี่  ห้า และหก  เข้ามาร่วมรับรู้รับฟังด้วยอย่างสิ้นเชิง  ไม่ลืมปรายตามองน้องชายจากมกโพด้วยความสงสัย 



เขาเข้ามาทันฟังความในใจของเพื่อนร่วมวงแต่ไม่รู้เหตุการณ์ก่อนหน้านั้น ถ้าจะให้เดา อีทงเฮคงเป็นอีกคนหนึ่งที่ล่วงรู้เรื่องโง่ๆของเด็กตัวดำนั่น แต่จะเป็นคิบอมเล่าให้ฟังเองหรืออีกฝ่ายจับพลัดจับผลูรู้โดยบังเอิญฮีชอลก็สุดจะคาดการณ์ได้ ที่สำคัญคือเหตุการณ์ตรงหน้าและที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปต่างหาก



“อย่าไปว่าสองคนนั่น” สมาชิกหน้าสวยกล่าวย้ำ ชักนำเอาความรับผิดชอบเข้ามาโถมทับใส่ตัวอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน  แต่ฮีชอลก็ไม่คิดว่ามันเสียหายถ้าจะทำในตอนนี้


“จะโทษก็โทษฉันนี่แหละ”


วินาทีหนึ่งที่นางฟ้าแห่งวงการเพลงทำสีหน้างุนงง  และแล้วก็แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจราวสายฟ้าฟาด


“นาย...นี่นาย...ก็รู้เรื่องนี้เหรอฮีชอล” อีทึกถามอย่างไม่อยากเชื่อ  ในใจสั่นไหวด้วยความรู้สึกที่คล้ายคลึงกับ...ผิดหวัง


“ใช่ ฉันรู้ แล้วก็เป็นคนบอกเองไม่ให้มาบอกนาย แต่ดูเหมือนมันจะทำตามที่ฉันสั่งไม่สำเร็จ” 


ประโยคเปิดเปลือยความจริงทุกอย่างทำเอาคนฟังได้แต่หัวเราะเสียงขม 



“อย่างนั้นเหรอ ฮะๆ” สมเพชตัวเองนัก  เคยคิดว่าเก่งเสียเต็มประดา  รู้ไปหมดทุกอย่าง  แต่แล้วสุดท้ายก็เป็นแค่ไอ้โง่คนหนึ่งที่ถูกเขาปิดหูปิดตาไม่ให้รู้อะไรเลย


“นี่มีฉันโง่อยู่คนเดียวใช่ไหม  ยังมีอะไรที่ฉันไม่รู้อีกหรือเปล่า  บอกมาให้หมดทีเดียวเลยก็ได้นะ  ฉันรับได้ ฉันรับได้” ลักษณาการนั้นเหมือนพยายามตอกย้ำกับตัวเองเสียมากกว่า  คราวนี้ฮีชอลส่ายหน้าดิก


“ไม่ใช่ อย่าทำแบบนี้สิจองซู  นายไม่ได้โง่ และคนอื่นก็ไม่มีใครรู้”


“แต่นายก็รู้ ทงเฮก็รู้”




ซูเปอร์จูเนียร์อีทึกอาจจะดูเป็นคนเข้มแข็ง  ตั้งรับทุกอย่างได้ด้วยรอยยิ้ม  แต่นั่นเป็นการตั้งรับสิ่งภายนอกที่จะเข้ามากระทบกับวงเท่านั้น  ในทางกลับกัน ถ้าหากเป็นเรื่องราวภายในโดยเฉพาะถ้าเกี่ยวกับสมาชิก  ต่อมความละเอียดอ่อนของชายหนุ่มจะเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ  จนบางครั้งก็รับมือลำบาก



อาการนิ่งไม่ตอบคำทำให้คนฟังยิ่งเข้าใจผิด 



“เห็นไหม ทุกคนก็รู้กันหมด  แล้วทำไม  ทำไมต้องปิดกันด้วย” แม้แต่ฮีชอลที่ดีกับจองซูมากๆ คิมฮีชอลที่เพิ่งช่วยเขาไปเมื่อกี้ที่ห้องอาหารก็ยังโกหกกันได้ลงคอ  อีทึกเดินโซซัดโซเซไปพิงผนังห้องข้างเตียง  กอดตัวเองแน่น  


“ทำไม?”


“ก็เพราะ...” 


“เพราะไม่อยากให้พี่ไม่สบายใจน่ะสิ  ผมเองก็เพิ่งรู้เมื่อกี้  แล้วก็บังคับคิบอมไม่ให้บอกพี่เหมือนกัน” 



อีทึกเบนสายตาไปยังน้องชายคนที่เก้า  บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรที่เพียงไม่นาน พระเอกมือทองก็หันไปไว้ใจอีทงเฮ...ผู้ซึ่งเคยโกรธเกลียดไม่ชอบหน้ากันยิ่งกว่าอะไรมากกว่าลีดเดอร์อย่างเขาเสียแล้ว  อารมณ์ชั่ววูบทำให้ร่างโปร่งเผลอตวัดเสียง



“แค่นั้นเหรอ”


“กะ  ก็แค่นั้นแหละ” สายตาผิดหวังสร้างความอึดอัดให้กับคนพูดจนต้องใช้เสียงดังข่ม  ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าทำพลาดที่ไม่ปล่อยให้พี่ชายคนรองอธิบายไปจนจบ  


“พี่คิดว่าเราทำไปทำไมล่ะ” ปาร์คจองซูแสร้งยักไหล่


“ไม่รู้สิ ก็...อาจจะแค่ไม่อยากบอก” น้ำเสียงและสีหน้าตีรวนผิดกับพี่ชายคนอ่อนโยนบีบคั้นอารมณ์รูมเมทของกระต่ายสีชมพูมากขึ้น  เส้นสายในสมองขึงตึงเปรี๊ยะ



ตั้งแต่มีซองมิน และรวมไปถึงฮยอกแจในช่วงหลัง  คนเก็บตัวอย่างทงเฮก็ไม่เคยต้องโดดเดี่ยวอีกเลย  ชีวิตไม่เคยขาดจากรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ  เพื่อนทำให้เขาเข้มแข็งขึ้น  แต่ขณะเดียวกันก็ฉุดรั้งจนอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อต้องกลับมาสู่การเผชิญหน้ากับช่วงเวลาตึงเครียดคลับคล้ายในอดีตเช่นนี้  



เด็กหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น  ดวงตาโตฉายแววดื้อดึงทั้งที่ไหวระริก  ใบหน้าเชิดยืนหยัดในสิ่งที่ทำลงไปเต็มที่



“ก็ต้องไม่อยากบอกน่ะสิ พี่รู้พี่ก็คิดมากเปล่าๆ”


“คิดมากก็ยังดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่ใช่เหรอ” ใครบ้างจะอยากเป็นตัวตลกแสนโง่ในวง  แต่ปาร์คจองซูก็เป็นไปแล้ว  เพราะความหวังดี’ เพียงคำเดียวจากน้องและเพื่อน



มันช่วยไม่ได้เลยที่เขาจะเสียใจ  ผิดหวัง และเปลี่ยนเป็น...โกรธ



“นายรู้ไหมว่าพี่รู้ทีหลังพี่ยิ่งรู้สึกแย่  แย่มากๆจนพูดไม่ออก” ประโยคแฝงน้ำเสียงกล่าวหาไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ทำให้ทุกอย่างเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด


“ก็แล้วผมจะไปรู้ไหมเล่า!!! ผมก็คิดแต่ว่าจะทำยังไงก็ได้ให้คิบอมมันเปลี่ยนใจ แล้วก็จะได้ไม่ต้องบอกเรื่องนี้กับพี่ตลอดกาลนั่นแหละ!  หัวผมมันก็คิดได้แค่นี้”



ทงเฮหันขวับ  ตะเบ็งเสียงใส่หน้าจนอีกฝ่ายผงะ  ความรู้สึกผิด ความขัดใจ  ความเซ็ง  ความกลัว ทุกอย่างเทประดังเข้ามาพร้อมกันในทีเดียวทำเอาสมดุลระหว่างเหตุผลและจิตใจเจ้าของฉายาปลานีโม่เอียงวูบ  ยิ่งเมื่อไม่มีสมาชิกคนที่เจ็ดและแปดคอยรั้งเอาไว้อีทงเฮในยามนี้จึงประดุจทำนบน้ำที่ถูกพายุซัดใส่จนพังครืน  จากที่คิดจะพูดอธิบายก็กลับกลายเป็นตวาดก้าวร้าว  จากที่คิดจะขอโทษก็บิดเบือนไปเป็นกล่าวโทษแทน  



ความผิดของเขาหรือ ทงเฮก็แค่หวังดี ไม่อยากให้คนเป็นพี่ต้องมารู้เรื่องไม่เป็นเรื่อง  แล้วเขาก็คิดว่ายังพอแก้ไขมันได้  อาจจะมีทางทำให้มันดีขึ้นได้  มันก็แค่นั้นจริงๆ



            “ต่อไปผมจะไม่ยุ่งกับเรื่องบ้าๆพวกนี้อีกแล้ว  ใครอยากจะทำอะไรก็ทำไปเลย  จะออกจากวง จะกลับบ้านไปตกเครื่องบินตายกลางทะเลที่ไหนก็ไปกันให้หมด ไม่เอาด้วยแล้ว!!!” 



            หลับหูหลับตาประกาศจุดยืนเสียงกร้าวเสร็จมวลน้ำก้อนไม่น้อยนามทงเฮก็พุ่งตัวผ่านพี่ชายน้องชายออกจากห้องไปด้วยอัตราเร็วที่ยิ่งกว่าสึนามิถล่ม  ไม่ลืมถีบประตูปิดดังปังใหญ่จนเชื่อได้ว่าคงสะเทือนกันไปทั้งบ้าน  ทิ้งความเสียหายระเนระนาดทางใจเอาไว้ให้กับสองบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง



            ฮีชอลโคลงหัวกับอาการเบรกแตกของน้องชายตัวเล็ก  



เออหนอมันก็ช่างเข้าใจระเบิดอารมณ์ดีจริงๆ จากฝ่ายโดนโกรธพลิกกลับมาเป็นฝ่ายโกรธได้ในพริบตา  ไอ้แบบนี้มันเด็กอนุบาลที่กลัวแพ้เลยชิงพาลก่อนแล้วชิ่งหนีชัดๆ สมแล้วที่อีทงฮวาจะเป็นห่วงจนต้องฝากฝังคนนู้นคนนี้ดูแลให้วุ่นวาย



            คนที่ถือตัวเองอยู่เหนือจุดพิกัดถล่มทั้งปวงตวัดสายตาไปทางผู้เสียหายคนที่หนึ่งบนเตียงที่ทำหน้าซึมหนักกว่าเก่าก่อนจะตัดสินใจปล่อยทิ้งเอาไว้ก่อนด้วยอารมณ์โกรธส่วนตัว  ถึงอย่างไรคิมคิบอมก็เป็นตัวต้นเรื่อง  เพราะมันคนเดียวทำเอาเดือดร้อนไปกันหมด  จะโดนกดดันให้รู้สึกผิดมากๆก็สมควรแล้วนี่  



            นัยน์ตาสีนิลเคลื่อนย้ายจุดศูนย์รวมไปยังผู้เสียหายคนที่สองที่อาการหนักไม่แพ้กัน  ปาร์คจองซูพิงร่างโปร่งบางไปกับผนังห้องดุจจะให้ช่วยถ่ายเทน้ำหนัก  ใบหน้าหวานฉายแววตกตะลึง  เห็นชัดว่ายังช็อกไม่หายกับการโดนน้องชายลำดับที่เก้าวีนใส่หน้าเข้าให้  



น้องชายหนึ่งในสิบสองคนที่ซูเปอร์จูเนียร์อีทึกรักยิ่งกว่าใคร



            ฮีชอลถอนหายใจยาว  ไว้อาลัยให้กับเหตุการณ์ที่ดูจะขมวดปมแน่นหนายิ่งขึ้นไปอีกจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ



            “ถึงมันจะโวยวายมากแล้วก็ใส่อารมณ์ส่วนตัวมากไปหน่อยแต่มันก็เป็นอย่างที่ทงเฮพูดนั่นแหละ  ฉันเอง...ที่ปิดนายก็เพราะแบบนั้น  ถ้ามันทำให้นายรู้สึกแย่ฉันก็ขอโทษจริงๆ  แต่อยากให้รู้ไว้ว่าไม่มีใครหวังร้ายกับนายหรอกนะจองซู  ที่ทำก็เพราะอยากจะช่วย  ฉันเห็นนายเหนื่อยมาเยอะแล้ว  ไม่น่าจะต้องเหนื่อยกับเรื่องนี้อีก” 



ความเงียบโรยตัวปกคลุมไปทั่วห้องนอนทาสีครีมอบอุ่น  อีทึกหันไปมองเด็กหนุ่มตัวโตที่นั่งก้มหน้านิ่ง  ก่อนจะหันกลับมามองวงหน้าสวยดุของคนเป็นเพื่อนซึ่งสบตาเขาตรงๆโดยไม่หลบเลี่ยงแล้วจึงนิ่งงัน ริมฝีปากบางสีระเรื่อหุบสนิท  ชายหนุ่มในยามนี้เหมือนตุ๊กตาสวมหน้ากากที่ทำให้ฮีชอลไม่กล้าเซ้าซี้ใดๆ



เวลาผ่านไปนาน...จนสมาชิกลำดับที่สองชักถอดใจเตรียมจะเดินออกไปจากห้อง  ลีดเดอร์ตาสวยก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง



            “ฮีชอลอา” น้ำเสียงกลับมาเป็นโทนปกติแบบอีทึกคนเก่าทำให้ผู้ที่กำลังจะผละจากไปชะงัก  หมุนตัวกลับมาด้วยแววตามีความหวัง


            “ฉัน......”



ความโกรธถูกระบายออกไปบางส่วนกอปรกับถูกเด็กหนุ่มตระกูลอีคนเล็กสุดระเบิดใส่ซึ่งๆหน้าทำเอาหัวสมองของอีทึกว่างโล่ง  มันตื้อๆชาๆ แต่ก็ช่วยดับไฟร้ายภายในใจเขาให้มอดไหม้ลงเหลือเพียงเถ้าถ่าน  ร่างโปร่งพยายามเรียกสติและความเยือกเย็นกลับมาให้สมกับที่เป็นเสาหลัก  เป็นคน พิเศษที่ประสานรอยร้าวของวงมาโดยตลอด  ช่วงเวลาเพียงไม่กี่เสี้ยววินาทีก่อกำเนิดเป็นความคิดร้อยเรียงภายในหัวมากมาย



            เขารู้จักฮีชอลมาได้...ห้า...ไม่สิ...หกปีกว่าแล้วสินะ  ถ้านับที่เป็นรูมเมทกันมาก็สองปี  เคยเจอมาหมดแล้วทั้งฮีชอลที่ร้ายกาจเย็นชา  ชอบจิกกัดเสียดสี  ชอบออกคำสั่ง ชอบวางแผน  มาจนถึงฮีชอลที่ดูสงบนิ่งแต่จริงจังจนน่าแปลกใจคนนี้ ทว่าไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์หรืออิริยาบถแบบใด สิ่งหนึ่งที่ชายหนุ่มรุ่นเดียวกันไม่เคยเปลี่ยนไปเลยก็คือความจริงใจที่อยู่ในการกระทำนั้น  ความหยิ่งทะนงในตัวเองทำให้นางพญาแห่งเอสเจปากตรงกับใจ  รวมถึงตรงกับสิ่งที่แสดงออกมาเสมอ  เกลียดก็อาละวาด  ขัดใจก็โวยวาย พอใจก็ยิ้ม  ดังนั้นแล้วยังจะมีอะไรต้องสงสัยในตัวคิมฮีชอลที่ขอโทษเพราะสำนึกผิดตรงหน้าเขาอีกหรือ



            ดวงตาคู่งามทอแสงอ่อนลง


แล้วยังอีทงเฮอีกเล่า




ภาพเด็กชายตัวเล็ก  ใบหน้าหวาน ดวงตากลมโต  พร้อมกับสำเนียงเหน่อเล็กน้อยน่าเอ็นดูยามพูดตามประสาเด็กนอกเมืองผ่านเข้ามาในห้วงความคิด ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยภาพบุคคลเดิมที่เติบโตขึ้นจนกลายเป็นเด็กหนุ่มร่างเพรียวบางใบหน้าเรียวคม ดวงตาหวานที่เคยเต็มไปด้วยประกายน้ำหล่อเลี้ยงแห้งผากลงเหลือเพียงแววตาเรียบเฉย แกร่งกร้าน  จากนั้นจึงค่อยฟื้นคืนชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา  



สมาชิกลำดับเก้าเป็นคนที่สองที่อีทึกมีโอกาสได้รู้จักถัดจากอีฮยอกแจซึ่งเข้าบริษัทมาในปีเดียวกัน รู้จักตั้งแต่ก่อนจะเกิดโปรเจ็กต์ซูเปอร์จูเนียร์ขึ้นเสียอีก  ทงเฮเป็นเด็กดีมาตลอด แม้กระทั่งตอนพยศก็ยังเป็นเด็กดีที่แทบไม่เคยสร้างปัญหาร้ายแรงให้แก่เขาผิดกับพวกตัวร้ายของวงอย่างคังอินหรือคยูฮยอน แล้วเด็กที่ดีแบบนี้น่ะหรือจะจงใจทำร้ายทำลาย  หรือขับไสไล่ส่งผู้เป็นพี่ชายออกจากกลุ่มด้วยวิธีการเช่นนี้



หัวใจชุ่มเลือดของอีทึกบีบรัดตัวน้อยลงยามที่คิดได้ดังนั้น  ความเข้าใจผุดพรายขึ้นช้าๆ 

เขาเองเป็นมนุษย์คนหนึ่ง  ฮีชอลก็เป็นมนุษย์อีกคนหนึ่ง  ทงเฮกับคิบอมก็เช่นกัน  แล้วเมื่อมนุษย์จะทำผิด  หรือคิดพลาดไปบ้าง  มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเลย  ที่สำคัญคือจุดประสงค์ที่กระทำมันต่างหาก  



“ขอโทษนะ”


ในที่สุดอีทึกก็เอ่ยเสียงเบาในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้



ฉันฟิวส์ขาดมากไปหน่อยเลยไม่ทันได้ฟังอะไรเลย ไม่ได้ตั้งใจจะโทษว่าเป็นความผิดของพวกนายทั้งหมดหรอก  ฉันเข้าใจว่าพวกนายพยายามเลือกสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดแล้วสำหรับตอนนั้น”  



ดวงหน้าสวยแย้มรอยยิ้มที่แฝงความรู้สึกผิดขณะย้ำอีกครั้งว่า



“ขอบใจที่พยายามรักษาซูเปอร์จูเนียร์แทนฉัน”



            แทนคำตอบด้วยวาจา ร่างโปร่งบางเจ้าของตำแหน่งสมาชิกลำดับที่สองพาตัวเองเข้ามาใกล้ก่อนจะอ้าแขนโอบกอดผู้ที่เกิดห่างกันเพียงสิบวันเอาไว้แน่น  สัมผัสนั้นไม่ได้อ่อนโยนปลอบประโลมแต่ก็สื่อความหมายได้มากมาย  อีทึกชะงักไปชั่วครู่กับความใกล้ชิดอันไม่ได้คาดคิดก่อนจะเผยอรอยยิ้ม  ยกมือขึ้นโอบตอบอย่างเต็มใจที่สุด



            ไม่มีข้อสงสัยใดๆอีกแล้ว โกหกปิดบังเพราะรักกับเพราะเกลียดชัง...มันช่างต่างกันเหลือเกิน



“ขอบใจนะฮีชอล  ขอบใจจริงๆ”


            “...อะ...อือ...แล้วก็รีบๆหายน้อยใจได้แล้ว  ทำคนอื่นเขาตกใจกันไปหมด” เสียงพึมพำอู้อี้พร้อมอาการขยุกขยิก  ผลักไสไล่ส่งทั้งที่เป็นคนเริ่มต้นกอดก่อนทำเอาผู้เป็นหัวหน้าวงต้องกลั้นยิ้มตบแผ่นหลังบางของคนแสดงออกไม่เก่งไปเบาๆสองสามที


            “หายแล้วๆ  ไม่ต้องเขินหรอกน่า”   


“คะ...ใครเขินนายกันปาร์คจองซู !!” 


“อ้าว  ไม่ได้เขินหรอกเหรอ” อีทึกอมยิ้ม 


“ฉันยังเขินเลยนี่เป็นครั้งแรกที่นายกอดฉันเลยนะ  กอดนานๆหน่อยก็ได้ฉันชอบ” 



ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะจี้ถูกจุดไปหน่อยเมื่อจากที่ขัดเขินแต่พองาม คิมฮีชอลก็กลายเป็นแหกปากโวยวายอาละวาดไปในบัดดล  มือขาวจัดการผลักร่างโปร่งออกไปห่างๆ



“หุบปากไปเลยนะไม่ต้องพูดมาก” คนฟังปิดปากหัวเราะคิกๆ


“เขินจริงด้วย”


ฮีชอลถลึงตาเมื่อคนที่เห็นทำท่าเจ็บปวดอยู่หยกๆกลับมายิ้มแป้นจนน่าหมั่นไส้



ไม่น่าเลย  ไม่น่าหลวมตัวมารู้สึกผิดไปกับมันเลยจริงๆ  บทจะดราม่าก็ทำเอาคนอื่นใจหายใจคว่ำ บทจะหายก็หายมันเสียดื้อๆแล้วยังมาแว้งกัดกลับอีก  ไอ้คนแบบนี้น่ะนะมันน่าจะปล่อยให้เสียใจจนน้ำตาท่วมตายนัก



“ยิ้มก็ไม่ได้!! หยุดเดี๋ยวนี้นะ” 


“ฮะๆ ฉันชอบนายที่เป็นแบบนี้จัง”


“ปาร์คจองซูนายอยากตายใช่ไหม!!



สองผู้อาวุโสของวงเถียงกันไปมาเหมือนจะลืมไปแล้วว่ามีใครอีกคนอยู่ในห้องด้วย จนกระทั่งฮีชอลเหลือบไปเห็นร่างสูงที่ยังนั่งตัวแข็งเหมือนกลายร่างเป็นก้อนหินไปแล้วนั่นแหละ  จึงได้รู้สึกตัวขึ้นมาว่าเขาทั้งสองไม่ได้อยู่ตามลำพังในห้องส่วนตัวเหมือนเช่นทุกที และนอกเหนือจากความยินดีที่ปรับความเข้าใจกันได้แล้วยังมีปัญหาใหญ่รอให้แก้ไขอยู่



“อะแฮ่ม” นางพญาของวงกระแอมปิดบังความขัดเขินก่อนจะเรียกเอาท่าทางเชิดหยิ่งอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวออกมาแสดงอีกครั้ง  พาให้ผู้เป็นเพื่อนเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง อีทึกเบือนหน้าไปทางน้องชายคนที่สิบสองก่อนจะเม้มปาก  ละล้าละลังด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี



            “โอเค  เอาเป็นว่านายรู้เรื่องแล้วก็ซักฟอกมันต่อเองแล้วกันนะ  ฉันขอบาย” 



            ฮีชอลเป็นฝ่ายเริ่มให้เมื่อเห็นว่านางฟ้าไร้ปีกดูจะไร้ประสิทธิภาพไปชั่วขณะ จะให้อยู่ต่อเขาก็เกรงว่าปากตัวเองจะพลอยจิกกัดหาเรื่องไอ้เด็กอิมพอร์ตพาให้เสียเส้นไปเปล่าๆ  ไปจัดการอีทงเฮยังจะง่ายเสียกว่า




“ฮีชอล  อยู่ด้วยกันก่อนสิ” 


            ปาร์คจองซูพยายามรั้งหากคนเป็นเพื่อนก็โยกมือขึ้นโบกผ่าน  เดินนวยนาดไปที่ประตูพลางร่ายยาวต่อเสร็จสรรพว่า


            “ส่วนเรื่องไอ้ปลาเตี้ยนั่นไม่ต้องเป็นห่วง ฉันจะไปจัดการให้ก่อนเดี๋ยวมันเห็นหน้านายแล้วจะเซ้นซิทีฟอาละวาดขึ้นมาอีก นายเสร็จเรื่องแล้วค่อยตามไปคุยปิดท้ายอีกรอบแล้วกัน  ส่วนนาย...” ดวงตาโตตวัดมองน้องชายที่เคยรักและเอ็นดูเขม็งแม้อีกฝ่ายจะไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาโต้ตอบ


            “ทำตัวให้มันดีๆล่ะ”


            ปึง!!



            แผ่นหลังกว้างแข็งเกร็งขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อรับรู้ได้จากเสียงบานประตูปิดว่าบัดนี้เหลือเพียงตนเองกับพี่ชายคนโตสุดอยู่ในห้องเพียงสองคน  และอีกไม่นาน บทสนทนาคงจะมาถึงเขาในที่สุด

 

คิบอมรักษาระดับสายตาให้มองเพียงมือของตัวเองแน่วแน่



ถึงจะนั่งเงียบมาตลอดแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กหนุ่มไม่ได้ยิน  ไม่รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง  และในความรับรู้นั้นลึกลงไปอีกชั้นคือความเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน  เมื่อแรกเริ่มเขาเจ็บเมื่อนึกถึงว่าทุกคนจะโกรธเกลียดในสิ่งที่เขาทำ  ทว่าบัดนี้ คิบอมคิดว่าเขาเจ็บยิ่งกว่าที่ต้องเผชิญด้วยตาตนเองว่าทุกคนต่างก็เจ็บปวดและเสียใจเพราะเรื่องของเขา 



เด็กหนุ่มเจ็บ...ที่ทำให้พี่ชายต้องเจ็บ  



            “อย่าไปสนใจฮีชอลเลย  มันโกรธง่ายหายเร็วแบบนี้แหละ ไหน  เรื่องมันเป็นยังไงเล่าให้พี่ฟังหน่อย  ทำไมอยู่ๆนายถึงคิดจะ...ไปจากวงของเรา” คนอายุน้อยกว่าสะดุ้งกับสัมผัสแผ่วเบาที่แตะยังแผ่นหลัง ไม่รู้ตัวเลยว่าซูเปอร์จูเนียร์อีทึกเข้ามาใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่  


            “พี่...” น้ำเสียงคิบอมแห้งผาก 


            “พูดออกมาตามที่นายคิดนั่นแหละ  รู้สึกยังไงก็พูดออกมา  พี่พร้อมจะฟังนายแล้ว” น้ำเสียงคนเป็นพี่มิได้เร่งรัด ร่างโปร่งบางเดินมาทรุดตัวนั่งลงบนเตียงที่ถูกคลุมด้วยผ้าคลุมเตียงสีชมพู  ชี้ชัดว่าเป็นของอีซองมินสมาชิกลำดับที่เจ็ด  ก่อนจะทอดสายตาปรานีไปทางเด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้าคมคาย  ชายหนุ่มดึงเอาความเยือกเย็นกลับมาได้ครบถ้วน  มากพอที่จะประเมินได้ว่าท่าทางสำนึกผิดในยามนี้ของน้องชายผู้เย็นชาเป็นของจริงมิได้ปั้นแต่ง



            น้อง...จะเป็นอย่างไรก็คือน้อง 


 

ถึงจะโกรธ  เสียใจไปมากมายแต่เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้วที่เหลืออยู่ก็คือน้องชายที่รักของเขาเสมอ แล้วเมื่อน้องเจ็บปวด คนเป็นพี่จะทนมองเฉยอยู่ได้อย่างไร 



            “นายรู้ใช่ไหมว่าพี่รักนาย  ถ้าให้เลือกระหว่างวงกับพวกนาย  พี่ก็ต้องเลือกพวกนายก่อน  เพราะพวกนายต่างหากเราถึงเป็นซูเปอร์จูเนียร์ ถ้าไม่ใช่พวกนายแล้ว  ชื่อซูเปอร์จูเนียร์ก็ไม่มีความหมายอะไรเลย” 


            “………………….”



            คิมคิบอมไม่เคยชอบยามที่ผู้เป็นพี่พร่ำพรรณนาถึงความรักลึกซึ้งที่มีต่อวง หรือพยายามจะสร้างสถานการณ์ให้พวกเขารักกันแบบที่เป็นไปไม่ได้  ทว่า ณ วินาทีนี้ เขากลับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่กลั่นออกมาเป็นน้ำตาอุ่นร้อนตรงหัวตา  พร้อมกับความอบอุ่นที่วาบไปทั้งใจ  



            “พี่อีทึกผมขอโทษ” อีทึกยิ้มบาง ยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกจากใบหน้าของคนเป็นน้องที่กำลังร้องไห้เป็นเด็กๆ


            “ไม่เอาน่าอย่าร้องไห้สิ  เดี๋ยวพี่ก็ร้องตามหรอก  พี่เองก็ต้องขอโทษที่ตวาดพวกนายไปแบบนั้น  อีกอย่างนายยังไม่ได้ทำอะไรผิด”


            “ผม...กำลังจะทำ” 


            “ผิดหรือไม่  พี่จะเป็นคนตัดสินเองคิบอม” ชายหนุ่มสรุป  ก่อนจะกระตุ้นซ้ำอีกครั้งว่า “เล่ามาเถอะ  นายจะได้สบายใจ  พี่เองก็สบายใจ” 


            “..................................”


            “พูดออกมาตอนนี้อาจจะยังพอมีทางทำอะไรได้บ้าง อย่าปล่อยให้เรื่องทุกอย่างมันสายเกินไปเลยนะคิบอม” เจ้าของร่างสูงเม้มริมฝีปากขณะที่คิดตามคำคนเป็นพี่



นั่นสินะ  เขาจะเก็บมันเอาไว้ทำไม  เก็บเอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์ในเมื่อถึงอย่างไรมันไม่ใช่ความลับอีกต่อไปแล้ว มีแต่รังจะทำให้เรื่องมันบานปลายออกไปไม่รู้จบ ที่สำคัญคือเขาเหนื่อยเหลือเกินกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น  เขาไม่อยากคิดอะไรอีกแล้ว



พูดออกไปให้มันจบๆ  จะได้จบสิ้นกันเสียที 




คิบอมสูดลมหายใจลึกเรียกกำลังใจ ก่อนจะเริ่มเล่าถึงที่มาที่ไปของจดหมายจากบุพการีผู้ร้างลาไปนานอีกครั้งด้วยน้ำเสียงต่ำเบา

 

 

 

 

 

 

 TBC

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น

  1. #1024 pungsj13 (จากตอนที่ 70)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 23:28
    เศร้าไปอีก
    #1,024
    0