[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 66 : Problem Child 24 #Reup

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 110
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    9 ต.ค. 61


Chapter 24



ไม่เห็นจะสนุกเลย 


 

สมาชิกลำดับสุดท้ายของวงค่อนข้างประหลาดใจแกมขัดใจเมื่อการปรากฏกายของตนเองไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่คาดไว้ พี่ชายร่วมวงทั้งสองนั่งเล่นอยู่ในห้องจริงดังที่สต๊าฟสาวกล่าว โดยอีฮยอกแจในชุดสูทสีแดงเข้มเตรียมพร้อมออกรายการเพียงแค่ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คมามองแวบหนึ่งก่อนจะกลับไปสนใจที่จอสี่เหลี่ยมตรงหน้าตัวเองต่อ  แม้แต่อีซองมินคู่อริที่บัดนี้เรือนผมสีทองกลับกลายเป็นสีแดงอมชมพูสดอย่างน่าตกใจก็แค่ทำสีหน้าเอือมระอาโดยไม่ได้พูดจาทักทายมากไปกว่านั้น ตรงหน้าคนชอบฟักทองมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คตั้งอยู่เครื่องหนึ่งเช่นกัน  



ดวงตาดำสนิทหรี่ลงเป็นสัญญาณอันตราย 



นี่เห็นโจคยูฮยอนเป็นอากาศธาตุไร้รูปไร้สีไร้ตัวตนหรือไง  แบบนี้มันหยามกันเกินไปหน่อยแล้ว




            “เหอะ ผมสีแบบนั้นคนธรรมดาใช้หัวคิดคงไม่ได้ออกมาหรอกอีซองมิน  นายใช้ส่วนไหนในตัวคิดกันแน่  ไม่อายบ้างหรือไง” 


            คนอายุน้อยที่สุดตัดสินใจเปิดฉากปะทะก่อนด้วยถ้อยคำแสบๆคันๆตามนิสัย


            “ส่วนไหนก็ไม่ได้คิดบนหัวนายละกันโจคยูฮยอน  ฉันชอบของฉัน ว่างนักก็ไปเล่นที่อื่นไป ฉันไม่ว่างเล่นด้วย” ซองมินตอบทั้งที่สายตายังไม่ได้ละจากหน้าจอคอมด้วยซ้ำ 


“อย่างนายมีปัญญาเล่นอะไรกับใครนอกจากเล่นกับตัวเองได้ด้วยเหรอซองมิน  ไม่ใช่ว่าไอคิวไม่สูงพอเหรอ”


“เรื่องของฉัน”



คนโดนลบหลู่ตอบเสียงเชิด จากหางตาสมาชิกคนที่เจ็ดเห็นว่าไอ้เด็กปากเสียค่อยๆเดินมาหยุดยืนจดๆจ้องๆอยู่ข้างๆโซฟาที่เขานอนคว่ำหน้าอยู่ทว่าเด็กหนุ่มร่างอวบก็ไม่อยากจะสนใจให้เสียเวลา  มองได้มองไป  อย่าเข้ามายุ่มย่ามก็แล้วกัน  ไม่งั้นได้เจอว้ากเพ้ยแน่ๆ 



            ต้องโทษอีฮยอกแจกับอีทงเฮ สองคู่ซี้ไก่ปลาที่ทำเอาซองมินกลายเป็นเด็กติดเกมส์ไปเรียบร้อยแล้ว  จากที่เคยเป็นแค่คนนั่งดูกับคนเชียร์ จอยบ้างเป็นครั้งคราวก็กระโดดลงมาเล่นด้วยเต็มตัว แถมยังแอดดิกต์แบบควบคุมตัวเองไม่ได้อีกด้วย 



            ใครใช้ให้สตาร์คราฟท์มันสนุกขนาดนี้เล่า  



            คนเพิ่งค้นพบเส้นทางชีวิตสายใหม่ครางในใจขณะที่มือก็กดรัวเร็วลงกับแป้นคีย์บอร์ด หาหนทางปราบศัตรูหน้าเหี้ยมในจอคอมอย่างมุ่งมั่น 



            “นี่...”


            “...............................”


            “นี่ อีซองมิน ฉันเรียกนายอยู่นะ”


            “รู้แล้ว หูไม่ได้หนวก” มันกวนใจจริงเว้ย คนยิ่งกำลังเครียดๆอยู่  


            “รู้แล้วก็อย่าทำเป็นหูหนวกสิ” คยูฮยอนอยากจะเข้าไปเขย่าหัวกลมๆให้หลุดออกมานัก พี่ชายคนที่เจ็ดกำลังทำผิดพลาดไปอย่างไม่น่าให้อภัย


            “อือออ”


            “นี่ อีซองมิน”


            “โว้ย หยุดรังควานฉันซักทีได้ไหม  คนจะเล่นเกมส์!



            ซองมินกระแทกเสียง  ยอมสละเวลาอันมีค่าหันขวับไปจ้องเด็กผีจากนรกขุมที่ร้อยด้วยความโกรธเคืองทว่ากระต่ายน้อยของวงก็ต้องแปลกใจเมื่อปลายสายตาเหวี่ยงๆของมังเนสิบสามไม่ได้จับจ้องอยู่ที่เขาแบบเหยียดๆเหมือนทุกที แววตาของคยูฮยอนมองเลยหัวซองมินไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังมีเกมส์สตาร์คราฟท์ค้างอยู่  ดวงตาสีดำเข้มเปล่งประกายแวววาว  ถ้ามองไม่ผิด มันเหมือนจะมีแสงเรืองรองออกมาด้วย ผิดกับท่าทางยโสโอหังตอนแรกลิบลับ 



            เป็นอะไรของมัน  ทำเหมือนจะกินคอมเข้าไปอย่างนั้นแหละ



            “นี่ โจคยูฮยอน  ฉันสนใจนายแล้วไง  มีอะไรก็ว่ามาให้จบ  วันนี้สงบศึกแล้วนะ  ไม่อยากมีเรื่อง”


            “นายเล่นผิด” คยูฮยอนพูดเสียงจริงจัง


            “หา...?” ซองมินทำตาโต งงกับประโยคที่ดูไม่ได้ข้องเกี่ยวอะไรกันเลยสักนิด “นายว่าอะไรนะ”


            “ฉันบอกว่านายเล่นผิด” คนตอบย้ำ ก่อนจะขยายความว่า “เล่นแบบนี้มันจะไปชนะได้ยังไง นายต้องวางแผนใหม่อย่าเอาแต่บุกลูกเดียว ดูความสามารถของเผ่านายด้วย พวกโปรตอสส์น่ะถึงจะแกร่งสุดแต่กำลังผลิตช้าแล้วก็แพง  นายใช้มั่วซั่วส่งไปตายแบบนี้ก็จบเห่กันพอดี” 


            “อ่า...”  


            “ยังไม่จบ นายอย่าคิดว่าโปรตอสส์จะเก่งที่สุดล่ะ ทุกเผ่ามีจุดแข็งของมันเองแต่ก็มีจุดอ่อน อย่างเทอร์รันค่อนข้างเป็นกลางแล้วก็ยืดหยุ่นด้านกองทัพ ส่วนพวกเซิร์กมันผลิตเร็วมากแล้วก็ใช้ของน้อยมากในการผลิต ถ้านายไม่จับจุดพวกนี้แล้วหาทางตีให้ตรงให้ตายก็ไม่ชนะหรอกอีซองมิน” 



ซองมินอ้าปากค้างไปแล้วเรียบร้อยกับการวิเคราะห์ระดับกูรูของซูเปอร์จูเนียร์คยูฮยอน  เด็กหนุ่มหันหน้าไปมองเพื่อนร่วมวงอีกคนที่นั่งเล่นอยู่ที่โต๊ะข้างๆเป็นเชิงร้องขอความเห็นหากอีฮยอกแจก็ส่ายหน้า ยักไหล่และมองกลับมาด้วยแววตางงงวยไร้คำตอบพอๆกัน  


ฉันไม่รู้ อย่ามาถาม’ หน้าตาของเพื่อนสื่อออกมาได้ดังนั้น



ฮยอกแจก็เหมือนกันกับเขาที่ไม่เคยใกล้ชิดสนิทสนมกับสมาชิกคนไหนมากพอจะรู้เรื่องราวส่วนตัวในชีวิตของกันและกัน กับคยูฮยอนคนตัวขาวเคยพูดว่าไม่ค่อยถูกชะตาท่าทางไม่มีสัมมาคารวะแต่ก็ไม่ได้เป็นศัตรูอะไรด้วยเป็นพิเศษ  ส่วนมากก็ต่างคนต่างอยู่  ทำเหมือนอีกฝ่ายเป็นธาตุอากาศเสียมากกว่า   



แล้วใครพอจะบอกซองมินได้บ้างว่าไอ้เด็กเวรนี่มันผีเข้าหรืออย่างไรถึงได้พ่นภาษาประหลาดออกมาเป็นไฟแลบขนาดนี้



เจ้าของฉายาฟักทองต้มหวานรู้สึกตัวในโลกแห่งความเป็นจริงอีกทีเมื่อโซฟาที่อาศัยนอนพังพาบอยู่ถูกรุกรานโดยเจ้าของเหตุการณ์ช็อกโลกคนเก่า ร่างอวบกระเถิบตัวเข้าไปด้านในโซฟาแทบไม่ทันเมื่อโจคยูฮยอนไม่พูดพร่ำทำเพลง  ทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาโดยไม่สนใจว่าพี่มันกำลังนอนอยู่  ข้อศอกแหลมถองซองมินให้ต้องเบี่ยงหน้าออกขณะที่ร่างสูงเก้งก้างโน้มตัวลงยึดครองพื้นที่หน้าจอคอมไปโดยสมบูรณ์



            หมดกันอธิปไตยของซองมิน 



            “นายทำบ้าอะไรของนายเนี่ยโจคยูฮยอน  เข้ามาถึงก็แย่งคอมคนอื่นเขาไปใช้  เอาเกมส์คนอื่นเขาไปเล่น  กลับไปห้องซ้อมนายเลยไป” กระต่ายสีชมพูโวยวายเรียกร้องความเป็นธรรมสุดชีวิตทั้งที่ยังถูกเบียดติดโซฟาไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้  


“พูดมากน่า ยืมเล่นหน่อยเดียวทำเป็นหวงไปได้” ดูดูมันอ้าง


“หวงสิ  กับนายยิ่งต้องหวง พวกไว้ใจไม่ได้”


“งก” คนฟังแทบจะพ่นไฟใส่หน้า นี่มันลืมไปแล้วใช่ไหมว่าทำอะไรกับซองมินไว้บ้าง แต่ละอย่างไม่ใช่น้อยๆ  จะมาทำตีหน้าซื่อยืมของยืมเกมส์ซองมินใช้แบบไม่มีอะไรเกิดขึ้นนี่มันมากเกินไปหน่อยแล้วนะ   


“เออ งกแล้วจะทำไม ลุกออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ ฮยอกแจช่วยฉันด้วย” ตอนหลังกระต่ายน้อยประจำบ้านตัดสินใจส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากฮัน รยูสตาร์ของวง มีสองคนถ้าสู้โจคยูฮยอนเพียงคนเดียวไม่ได้ก็ให้มันรู้ไปสิ 



เจ้าของเสียงร้องละลายใจจิ๊ปากเมื่อเห็นว่าสมาชิกหน้าไก่ลุกขึ้นจากเก้าอี้มาตามเสียงเอสโอเอสของคนเป็นเพื่อน  ทว่าแทนที่จะขับไล่  เด็กหนุ่มกลับกระดิกนิ้วจึกๆเรียกให้ผู้เป็นพี่เข้ามาหาโดยเร็ว  



“มานี่มานี่  ไหนๆจะมาแล้วก็มากันให้หมดเลย  จะได้เห็นกันทีเดียว”


“มีอะไรของนาย อยู่ๆก็มาแย่งของคนอื่นเขาเล่นแบบนี้ไม่รู้หรือไงว่ามันเสียมารยาท” 



ฮยอกแจว่าเสียงเย็นเมื่อเดินเข้ามาหยุดยืนข้างโซฟาที่มีมนุษย์เจ้าปัญหานั่งอยู่ในที่สุด  หมั่นไส้ท่าทางอวดดีอยู่กลายๆทว่าในคราวนี้เด็กหนุ่มก้าวร้าวกลับไม่ได้สวนกลับมาด้วยถ้อยคำรุนแรงอย่างที่คิดไว้  คนที่เด็กที่สุดแต่ดันผ่าตัวโตที่สุด ณ ที่นั้นเพียงกวักมือให้ฮยอกแจก้มหน้าลงไปมากกว่าเก่า  พร้อมกับดึงตัวซองมินให้หยุดดิ้นแล้วลุกขึ้นนั่งดีๆ  



“อยู่เฉยๆ ฉันไม่ได้จะเอานายมาแล่ และนายไม่ใช่ปลา ไม่ต้องดีดดิ้นอีซองมิน”


“ไอ้เด็กเวร!” 



จนเมื่อจัดฉากทุกอย่างให้เป็นไปตามความต้องการแล้วนั่นแหละ  โจคยูฮยอนจึงยักคิ้ว กระตุกรอยยิ้มแบบที่คนเป็นพี่ต้องยอมรับว่าเมื่อมันอยู่บนใบหน้าหล่อร้ายแล้วทำให้มีเสน่ห์ยากจะห้ามใจ 



            “พวกนายเล่นเกมส์นี้ก็ดีแล้ว เดี๋ยวฉันจะโชว์ให้ดู...ว่าเทพสตาร์คราฟต์ของจริงน่ะ  เขาเล่นกันยังไง” 

                        






 

            สมาชิกลำดับสิบสามของบ้านได้สร้างปรากฏการณ์บางอย่างขึ้น



“จริงๆนะทงเฮ เด็กนั่นมันเก่งเทพจริงๆ ฉันเห็นแล้วอึ้งเลย หน้าตาชั่วๆแบบนั้นใครจะไปนึกว่าเล่นเกมส์เป็น”


            “อืมๆ”


            “ทำเสียงแบบนั้นหมายความว่าไง  นายไม่เชื่อฉันเหรอ” 


            “เออน่า ฉันรู้แล้ว  นายบอกฉันเป็นรอบที่ล้านแล้วอีฮยอกแจ” ทงเฮลากเสียงยาว แสร้งทำหน้าเบื่อหน่ายทั้งที่ในใจเองก็มุ่งมั่นอยากจะพิสูจน์ฝีมือน้องเล็กเช่นเดียวกันหลังจากโดนกรอกหูมาสองวันสองคืนเต็ม  



ความสามารถระดับเทพของคยูฮยอนเป็นที่ฮือฮาในหมู่เด็กหนุ่มตระกูลอียิ่งกว่าตอนติดพันสาวสวยคนใดๆในวงการบันเทิงเกาหลี อีฮยอกแจถึงกับมองน้องชายคนที่สิบสามด้วยความเป็นมิตรเพิ่มขึ้นหนึ่งระดับ  พร่ำพูดชื่นชมฝีมือล้ำโลกไม่หยุดขณะที่อีทงเฮก็เปลี่ยนไปมองด้วยสายตาราวกับอีกฝ่ายเป็นขุมทรัพย์สำคัญที่รอการขุดค้น  แม้แต่สมาชิกคนสุดท้ายของตระกูลอีอย่างซองมินเองที่เคยคิดว่าชาตินี้จะไม่มีวันญาติดีกับโจคยูฮยอนก็ยังยอมกล้ำกลืนฝืนคำพูดของตัวเองเปลี่ยนเป็นว่าจะยอมดีด้วยในตอนที่คยูฮยอนกำลังเล่นเกมส์   


            เด็กหนุ่มหน้าหวานอ้างกับตัวเองว่าจะให้ทำอย่างไรได้


            ถึงนิสัยจะเกินรับยังไงแต่ความสามารถในการเล่นสตาร์คราฟท์รวมถึงเกมส์อื่นๆของคยูฮยอนก็เป็นของจริงพอๆกับน้ำเสียงทุ้มไพเราะ ดังนั้นในฐานะคนที่อยู่ในสังเวียนเกมส์มาได้ระยะหนึ่ง  การจะมีอคติจนต้องพลาดโอกาสที่จะได้ฝึกปรือฝีมือกับปรมาจารย์ชั้นแนวหน้าก็เป็นอะไรที่น่าเสียดายเกินไป


            “คราวหน้ายังไงถ้าไปยงซานชวนคยูฮยอนไปด้วยดีไหม  จะได้ไปสอยแผ่นเกมส์เจ๋งๆมาอีก  ดูเจ้านั่นจะเชี่ยวชาญพอสมควรเลย” 


            ขาแร็ปของวงเอ่ยพลางเกลือกกลิ้งตัวลงกับเตียงของทงเฮที่มาอาศัยนอนจนจะกลายเป็นห้องของตัวเองไปแล้ว ยงซานที่พูดถึงคือแหล่งจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยอดนิยมของเกาหลีที่สามหนุ่มได้ไปใช้บริการบ่อยๆหลังจากกลายมาเป็นคนติดเกมส์กันไปหมด 

 

เจ้าของเตียงพยักหน้าหงึกหงัก 


            “ก็ดีนะ  ฉันเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องแบบนี้เท่าไหร่  ถ้ามันเก่งจริงอย่างนายว่ามีมันไปด้วยเผื่อต่อราคาได้มากขึ้น  แล้วก็ชัวร์ด้วยว่าคุณภาพของเป็นยังไง” 


            “ซองมินว่าไง  นายโอเคหรือเปล่า” เด็กหนุ่มหันไปถามความเห็น 


            คนชอบฟักทองเม้มริมฝีปาก  คิดหนัก 



            โอเค เขาเพิ่งบอกไปว่ายอมรับนับถือในฝีมือแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าสมาชิกลำดับสิบสามของบ้านจะประพฤติตัวกับซองมินดีขึ้น  ดังนั้น การจะต้องออกไปไหนมาไหนกับคยูฮยอนนอกเหนือจากที่เจอหน้าในรายการอยู่แล้วมันก็ทรมานใจนิดๆอยู่เหมือนกัน


            “ฉัน...ไม่เอาได้ไหมฮยอกแจ  เราก็ไปซื้อกันเองแล้วกลับมาค่อยเอามาถามเด็กนั่นตอนจะเล่นก็ได้  ไม่เห็นจำเป็นต้องชวนไปด้วยเลย” 


            “นายยังไม่หายเคืองมันอีกเหรอ”


            “ไม่ใช่แค่เคือง” คนฟังแก้ “แต่เป็นไม่ชอบขี้หน้าเข้าขั้นสูงสุดต่างหาก นายก็เห็นว่าไอ้บ้านั่นมันชอบหาเรื่องฉันจะตาย  ไม่รู้เป็นบ้าอะไร  ฉันไม่เคยไปทำอะไรให้ซักหน่อย” ...เอ่อ จริงๆก็เคยแหละแต่มันน้อยนิดเดียวเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่หมาป่าหน้าหล่อทำกับเขา 


            “ฮืมม แต่เอาจริงๆแล้วคยูฮยอนก็ไม่ได้ทะเลาะกับนายจริงจังนี่  แบบ ฉันหมายถึง  ไม่ใช่อย่างพี่คังอินกับพี่เยซองอะไรแบบนี้ เหมือนเจ้านั่นมันแหย่นายเล่นให้โมโหมากกว่า  แต่แค่ไม่รู้จักควบคุมไม่ให้เลยเถิดกับมันไม่มีค่อยมีมารยาทกับพี่นัก  เฮ้ยๆ ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น นี่ฉันไม่ได้เข้าข้างมันเพราะอยากเล่นเกมหรอกนะ  แค่วิจารณ์ตามเนื้อผ้า”



            ประโยคสุดท้ายรีบแย้งเมื่อเห็นสายตาพิฆาตจากกระต่ายขนฟูของบ้าน  ว่ากันตามตรง  ถ้ามองห่างๆในฐานะคนกลางโดยไม่ได้อยู่ข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหมือนตอนก่อนที่จะพาตัวเองเข้ามาสนิทสนมกับซองมินและทงเฮแล้ว เรื่องทะเลาะเบาะแว้งของสมาชิกคนที่เจ็ดกับคนที่สิบสามของวงมันไร้สาระในสายตาฮยอกแจมากจนเคยคิดว่านี่มันโกรธกันจริงๆหรือแค่เหงาปากไม่อยากจะให้บ้านเงียบเกินไปกันแน่   



            ไอ้เด็กหล่อนั่นปากเปราะแล้วก็ช่างยียวน  ส่วนเพื่อนตัวกลมของเขาก็ขี้ระแวง แถมยังยุง่ายยั่วง่ายจนคยูฮยอนเปิดประเด็นเมื่อไหร่อีซองมินต้องเต้นตามไปด้วยทุกที แล้วแบบนี้ถ้าให้เทียบกับคู่ที่เขาทะเลาะกันเป็นเรื่องเป็นราวพาเอาข้าวของเสียหายจะให้เรียกว่าอะไรได้



            นอกจากแค่ไอ้เด็กช่างแหย่กับกระต่ายช่างงอน



            “นายน่ะไม่รู้อะไรฮยอกแจ  มันแกล้งฉันเอาไว้เยอะจะตาย  แต่ละอย่างก็โหดๆทั้งนั้นแถมยังเคย...” คนพยายามเรียกร้องความสงสารให้กับตัวเองชะงักคำพูด นัยน์ตาไหววูบเมื่อนึกถึงการกระทำอุกอาจทำลายศักดิ์ศรีเขาของเด็กหนุ่มเจ้าของสมญาหมาป่า...ที่ทำให้ความเป็นอริระหว่างกันเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่วันนั้น


            “เคยอะไร...?”


            “...เคย...นั่นแหละ  หลายอย่างเกินไป  จำไม่ได้” สุดท้ายซองมินก็ไม่กล้าบอก  ได้แต่เฉไฉไปว่า “แล้วอย่างนี้นายยังจะให้ฉันไปเดินดูเกมส์กับมันได้ลงคออีกเหรอ” 


            ท่าทางเอาแต่ใจทำให้ทงเฮต้องรีบเสริมกำลังก่อนจะขาแร็ปของวงจะโดนตีแตกไปก่อน  ปลานีโม่ปลอบเสียงนุ่ม


            “เอาน่า  ตอนนี้นายมีพวกแล้วไง  ทั้งฉันทั้งฮยอกแจเจ๋งกว่าเห็นๆ” 



ซองมินหันขวับ



            “อีทงเฮ  แปรพักตร์เหรอ”  


“เฮ้ย เปล่า ก็เห็นว่าที่ฮยอกแจพูดมันก็ถูก”


“ถูกยังไง ฮยอกแจมันเห็นเกมส์สำคัญกว่าฉันชัดๆ” ใบหน้าน่ารักอมลมจนแก้มพองไม่มีเค้าชายหนุ่มวัยขึ้นเลขสองแม้แต่น้อย


            “นายก็ยอมๆมันหน่อยเถอะนะซองมิน  ก็รู้ว่าปากไอ้เด็กคยูมันหมาไม่กินขนาดไหน  ฟังแล้วก็ผ่านๆไป  ยังไงฉันกับทงเฮก็อยู่ด้วย  ไม่ปล่อยให้มันทำอะไรนายจริงจังหรอก” ถ้อยคำนั้นไม่ต่างอะไรกับราดน้ำมันเข้ากองไฟ ซองมินตาลุกวาว ตะปบกรงเล็บลงกับหมอนใบนุ่มเตรียมยกขึ้นร่อนเต็มที่ขณะที่ปากก็ประกาศศึกเสียงดัง


            “พวกเพื่อนทรยศ!!  ตายยยย!!!!” 


            “เอ้าๆ เล่นอะไรกันซองมิน  เสียงดังออกไปถึงหน้าห้องโน่น”




            กระต่ายสีชมพูพองลมค้าง ท่าทางเงื้อหมอนจะแผลงฤทธิ์หดกลับลงทันทีเมื่อเห็นว่าผู้ที่ส่งเสียงแทรกเข้ามาคือพี่ใหญ่หัวหน้าวงที่บัดนี้เริ่มจะรู้สึกสนิทใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก  ดวงตากลมโตตวัดไปมองสองเพื่อนซี้ที่ก้มหน้าหัวเราะคิกคักอย่างอาฆาต  


            ฝากไว้ก่อนเถอะ 



            อีทึกแย้มริมฝีปากโชว์ลักยิ้มสวยนำมาแต่ไกลขณะเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งบนเตียงนอนขนาดยักษ์ที่ฟูยุ่งไปด้วยกองผ้าห่ม ความจริงในอดีตมันเคยแยกเป็นสองเตียงมาก่อนทว่าหลังๆกลับมีสมาชิกจากต่างห้องมาอาศัยนอนเพิ่มเป็นสามจนต้องนำมาเรียงชิดติดกันเป็นเตียงเดียว ใบหน้าสวยหวานแจ่มใสเมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศเป็นมิตรที่อบอวลอยู่ภายในห้อง



            “เล่นอะไรกันเสียงดังเอะอะ”


            “ฮยอกแจกับทงเฮแกล้งผม” เด็กหนุ่มตัวกลมได้ทีหันไปฟ้องพี่ชายคนโตทันควัน โดยอุบไว้ถึงสาเหตุเรื่องราวในเบื้องลึกกว่านั้น  


            “ซองมินขี้ฟ้อง  เปล่าแกล้งซะหน่อย” สองจำเลยแย้ง


            “โกหก  แกล้งฉันกันชัดๆ  บีบบังคับจิตใจ  พวกนายมันโหดร้าย” 


            “นายนั่นแหละตัวขัดขวางความเจริญ เรากำลังจะก้าวสู่ระดับสากลกันนะซองมิน”


            “สากลบ้านนายสิอีฮยอกแจอีทงเฮ!” 


            “บ้านฉันไม่ใช่บ้านนายเหมือนกันเรอะอีซองมิน!” 



            คนอายุมากที่สุดหัวเราะลั่นกับการเถียงกันเป็นเด็กๆของสามหนุ่มตระกูลอี  ในใจรู้สึกปลอดโปร่งเป็นที่สุด   



ดูเหมือนปมภายในใจของเด็กหนุ่มทั้งสามจะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ถูกต้องแล้ว แม้จะยังไม่ได้แก้ไขที่ต้นตอทว่าการมีเพื่อนคู่คิดคู่ใจคอยอยู่เคียงข้างมันก็ช่วยได้จริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น  ซองมิน  ทงเฮและฮยอกแจยอมรับเขาเข้าเป็นส่วนหนึ่ง...ส่วนเล็กๆของการสนทนาโดยไม่กีดกันแบบแต่ก่อน  



สำหรับพี่ชายที่เคยเป็นได้มากที่สุดแค่ส่วนเกิน...เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว 





ชายผู้มีความสุขและทุกข์ของสมาชิกทั้งสิบสองคนเป็นดั่งชีวิตทอดสายตาอ่อนโยนมองน้องทั้งสาม  ความฝันของปาร์คจองซูคงไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป



“ว่าแต่พี่มีอะไรหรือเปล่า วันนี้วันหยุดนี่” ซองมินหันกลับมาถามหลังจากที่คิดบัญชีทางสายตาฝากไว้เรียบร้อย


“ฮื่อ” อีทึกพยักหน้าตอบ “ก็เพราะวันหยุดนี่แหละ แล้วพวกนายก็อยู่กันครบเลยว่าจะชวนออกไปกินข้าวข้างนอก” 


“เห่อออออออออออออออออ” เสียงครางเบื่อหน่ายประสานกันลั่นห้อง 


“ที่ไหนน่ะ อยากอยู่บ้านเล่นเกมส์มากกว่า อย่าไปเลยเดี๋ยวก็มีเรื่องกันอีก อยู่บ้านเถอะนะพี่” ทงเฮว่าโดยมีฮยอกแจพยักหน้าเป็นลูกคู่


“จริง  แล้วพี่เองน่ะหายแล้วเหรอ  ออกไปข้างนอกไม่ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนอีกเรอะ”



อากัปกิริยาย่นจมูกทำเสียงเชิดเป็นเด็กๆทำให้คนเป็นพี่อดใจไม่อยู่  หมั่นไส้จนต้องดีดหน้าผากไปคนละที



“น้อยๆหน่อยเถอะ เอาเรื่องนั้นมาผสมเรื่องนี้มั่วเลยนะ วันนั้นพี่แค่เมาค้างไปหน่อยแล้วมันก็ตั้งเกือบสองอาทิตย์มาแล้วจะไม่หายได้ไง  ไม่ได้เป็นโรคติดต่อเรื้อรังนะ  พวกนายนั่นแหละทำมาเป็นพูด มีเรื่องมันก็เรื่องจากพวกนายทั้งนั้นไม่ใช่หรือไง  ถ้าพวกนายอยู่เฉยๆกันซะอย่างจะไปมีเหรอ” 


“อ้าวๆ  พูดให้ดีๆนะพี่  เราไม่เคยหาเรื่องใครซะหน่อย  มีแต่คนอื่นนั่น แหละมาหาเรื่องเราก่อน”



ถึงเนื้อความจะฟังดูจริงจังทว่าน้ำเสียงเจือหัวเราะของซองมินช่วยลดระดับมันลงไปได้มาก กระต่ายในเสื้อฮู้ดสีชมพูว่าพลางลุกจากเตียงนุ่มไปยืนหันหลังพิงโต๊ะเขียนหนังสือที่มีสมาชิกคนที่เก้านั่งอยู่ก่อนแล้ว  อีทงเฮพยักหน้าตอบรับ  นัยน์ตาวาววับ


“ใช่ แล้วถ้าเขาหามาจะให้อยู่เฉยไม่โต้กลับได้ยังไง  เสียมารยาทแย่”


“ใครดีมาดีตอบ  ใครร้ายมาก็ร้ายให้ยิ่งกว่า  มันเป็นสัจธรรมชีวิตอยู่แล้วนะ  ทำเป็นไม่เข้าใจไปได้” 



ท่าทางเกเรที่สามตัวแสบประสานกันได้อย่างดิบดีทำเอาอีทึกชักอยากจะถอนความคิดซึ้งๆทั้งหมดเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนแล้วเปลี่ยนเป็นยันโครมเข้าให้  ให้มันได้อย่างนี้สิน้องบังเกิดเกล้าของเขา  จะทำตัวน่ารักให้นานกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้     



“พี่ไม่เถียงพวกนายหรอก ตั้งสามคนเถียงไปก็แพ้เปล่าๆ” พูดให้ความหวังแก่คนที่กำลังอินกับเกมส์เข้าสายเลือดก่อนจะดับมันลงเมื่อเจ้าตัวยกนิ้วชี้ขึ้นส่ายไปมา  


“อ๊ะๆไม่ต้องทำหน้าดีใจ ที่พูดนี่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมหรอกนะ เสียใจด้วย ยังไงพวกนายก็ต้องแต่งตัวเตรียมออกไปกินข้าวอยู่ดี  พี่โทรนัดทางร้านไว้แล้ว  รีบๆไปรีบๆกินเสร็จแล้วค่อยกลับมาเล่นเกมส์กันต่อ  เข้าใจไหม”


ซองมินทำหน้าบูด ส่ายหน้าแรงๆจนเรือนผมสีแดงเพลิงสะบัดกระจาย 


“ไม่เข้าใจ”


“งั้นก็พยายามทำความเข้าใจซะเร็วๆ พี่รู้ว่านายฉลาด” 


“พี่อีทึกอ้ะ อย่าให้ผมได้เป็นหัวหน้าวงบ้างนะ” 


ปาร์คจองซูฉีกยิ้ม ลูกแก้วสีน้ำตาลใสพราวระยับขณะที่ยันตัวลุกขึ้นจากเตียงของน้องชาย   กล่าวทิ้งท้ายให้เด็กเจ็บใจเล่นว่า  


“กว่านายจะตายแล้วไปเกิดใหม่พี่ก็คงตายก่อนไปเกิดรอนายอยู่แล้วซองมิน  ชาติไหนๆก็ไม่มีโอกาสหรอก  ไปแต่งตัวได้แล้ว ฮยอกแจทงเฮด้วย  เดี๋ยวหกโมงเจอกันหน้าบ้าน” 



ร่างโปร่งเพรียวเดินลอยชายออกมาจากห้องของปลากระต่ายไก่พร้อมกับรอยยิ้มสนุกสนานที่ยังประดับริมฝีปาก แต่แล้วความสดใสก็มีเหตุให้ต้องเจือจางลงเมื่อดวงตาเรียวมองไปยังประตูห้องนอนอีกฝั่งที่อยู่เยื้องกัน คิมฮีชอลกำลังเดินออกมาจากห้องของตัวเอง...แน่นอน มันเป็นห้องของอีทึกด้วย...ด้วยสีหน้าตรงกันข้าม



 ใครทำอะไรฮีชอล



กำลังจะเอ่ยปากถามไถ่ทว่าร่างสูงที่เดินตามออกมาด้วยติดๆด้วยใบหน้าไม่สื่ออารมณ์ทำให้นางฟ้าของวงต้องชะงักกลางคัน  เปลี่ยนเป็นเบิกตาโตประหลาดใจกว่าเก่าจนเผลอหลุดปากออกมาว่า



“ฮีชอล?...คิบอม...?” 

 





 

            บรรยากาศรอบกายเงียบเสียจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศทำงาน ความมืดโรยตัวลงปกคลุมทั่วบริเวณทว่าดวงไฟกำลังต่ำหลอดน้อยที่ข้างประตูก็ยังสะท้อนให้เห็นเงาตะคุ่มของใครคนหนึ่งนั่งชันเข่าข้างหนึ่งอยู่บนกรอบหน้าต่างซึ่งเว้าลึกเข้าไปในผนังพอให้เป็นที่นั่ง  ขายาวอีกข้างห้อยลงระพื้น แผ่นหลังกว้างเอนพิงผนังในท่าทางที่ไม่ค่อยสบายนัก   


สมาชิกลำดับสิบสองของวงเหลือบตาไปมองสมาชิกอีกสองคน คิมรยออุกและโจคยูฮยอนที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงของตนเอง  แผงอกยกขึ้นลงเป็นจังหวะตามลมหายใจ  ก่อนจะหันกลับไปทางหน้าต่าง แหงนเงยใบหน้าคมคายขึ้นมองพระจันทร์บนฟ้าอีกครั้ง  ดวงตาสีนิลจมดิ่งดุจห้วงน้ำลึก


            หนึ่งนาฬิกา...สมควรแก่เวลาเข้านอนโดยเฉพาะเมื่อวันรุ่งขึ้นมีอัดรายการใหญ่ทว่าคิมคิบอมก็ยังไม่สามารถข่มตาลงได้    



เขายอมตามพี่ชายคนโตออกไปกินอาหารจีนกับสมาชิกคนอื่นข้างนอกบ้านเมื่อตอนเย็นอย่างแกนๆ  ทว่านอกจากสั่งอาหารแล้วคิบอมก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว  ใครจะว่ากระทบว่ายังไงก็ไม่ตอบโต้  อันที่จริง ชายหนุ่มแก้มบวมแทบจะฟังไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำว่ามีสมาชิกคนไหนพูดอะไรกับเขาบ้าง ห้วงความทรงจำของนักแสดงหน้าใหม่ถูกตรึงค้างอยู่เพียงเหตุการณ์ในช่วงบ่ายแก่ๆ ลายมือตวัดยุ่งของใครบางคนยังคงโลดแล่นอยู่ในตา และน้ำเสียงกราดเกรี้ยวปนผิดหวังของพี่ชายคนที่สองยังสะก้อนก้องอยู่ในใจ...จนถึงตอนนี้



นาย...พูดบ้าอะไรออกมาฮะ รู้ตัวหรือเปล่า!ไปพี้ยามาหรือยังไง ฉันจะได้เอาน้ำสาดให้สร่างคิมฮีชอลว่าเสียงกร้าว 



คิบอมยืนอยู่หน้าเตียงสีขาวบริสุทธิ์ที่คาดว่าคงเป็นของหัวหน้าวงขณะที่เจ้าของห้องอีกคนนั่งหน้าบึ้งอยู่บนเตียงสีแดง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มีโอกาสเข้ามาในห้องส่วนตัวของสองสมาชิกอาวุโสของบ้าน มันคงจะน่าสนใจกว่านี้ถ้าหากคิบอมจะไม่นำเอาปัญหาโลกแตกเข้ามาให้นางพญาใจร้อนด้วย


และก็เป็นไปตามที่คาดไว้ คนสวยแห่งซูเปอร์จูเนียร์กำลังลุกเป็นไฟ 



เปล่า ผมมาปรึกษาจริงๆ ก็ให้พี่อ่านแล้ว’ 


เขาพยายามตอบทว่าร่างสูงโปร่งดูจะไม่ยินยอมรับฟัง ใบหน้าสวยคมบิดออกเป็นรอยยิ้มไม่น่ามอง


แล้วยังไง  ก็แค่จดหมายเรียกร้องความสนใจธรรมดาๆ ไม่เห็นน่าจะทำให้แกสิ้นคิดขนาดตัดสินใจบ้าๆได้เลยซักนิด


พี่ฮีชอล  ที่พี่กำลังพูดถึงน่ะแม่ผมนะ’ คิบอมชักเสียงเย็นเมื่อเห็นว่านางพญาของวงเริ่มจะล้ำเส้นจนเกินควร  มือใหญ่กำกระดาษแผ่นน้อยไว้แน่น 



เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนเขาได้รับจดหมายจากมารดาที่ไม่ได้ติดต่อกันมาหลายปี คิบอมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนเป็นแม่ไปเอาที่อยู่เขามาจากไหน ใช้วิธีอย่างไรถึงได้นำพามันมาจนถึงบ้านของซูเปอร์จูเนียร์ได้  แต่ถึงกระนั้น สำหรับคนมีชื่ออยู่ที่จ่าหน้าซองผู้รับแล้ว...มันเป็นยิ่งกว่าของขวัญ  แต่ขณะเดียวกันก็เป็นยิ่งกว่ายาพิษ 



เรื่องราววุ่นวายมากมายที่เกิดขึ้นทำให้เด็กหนุ่มเกือบจะลืมจดหมายฉบับนี้ไปเสียแล้ว ถ้าไม่เพราะตัดสินใจจะเคลียร์โต๊ะหัวเตียงของตัวเองแล้วเห็นมันซุกอยู่ที่มุมลึกสุด  สุดท้าย...เมื่อไม่รู้จะยื้อเวลาต่อไปอีกทำไม...เขาก็แกะซองเปิดออกอ่าน  ภายในจดหมายร่ายยาวถึงความลำบากที่ต้องเผชิญหลังจากย้ายบ้านไปอยู่มลรัฐอื่น พร่ำบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะขาดการติดต่อกับเขานานขนาดนี้แต่ไม่รู้จริงๆว่าจะไปตามหาคิบอมที่ไหน  จนกระทั่งได้เห็นเด็กหนุ่มในรายการโทรทัศน์ของเกาหลีช่องหนึ่งที่ออกอากาศไปทั่วโลกรวมถึงในสหรัฐอเมริกา



และนั่นจึงเป็นที่มาของจดหมายฉบับนี้



ยังไงเขาก็เป็นแม่ผม  ช่วยระวังคำพูดด้วย


แม่ที่ทิ้งแกให้ตะลอนๆอยู่นอกบ้านตั้งแต่ยังไม่จบไฮสกูลจนต้องซมซานกลับมาที่นี่คนเดียวอย่างนั้นใช่ไหม


ดวงตาดำสนิทวาวโรจน์ เจ็บปวดเมื่อถูกจี้ที่บาดแผลเรื้อรังซึ่งยังคงชุ่มไปด้วยเลือดในใจ  


แต่เค้าก็กลับมาหาผมแล้วนี่ไง แล้วพี่ก็กำลังจะเป็นคนขัดขวางไม่ให้เขาได้ทำหน้าที่แม่อีกครั้ง


ฮีชอลกระตุกยิ้มเยาะกับคำเถียงข้างๆคูๆของคนเป็นน้อง สายตาที่ราวกับมองเด็กตัวน้อยไม่รู้ความคู่นั้นทำให้คนถูกมองตัวร้อนวาบ ก่อนจะเย็นเฉียบกับถ้อยคำเจ็บแสบที่ตามมา


แกแน่ใจเหรอว่าเขาอยากได้ตัวแกกลับไปจริงๆ...ไม่ใช่ผลประโยชน์ที่แกทำมาในช่วงที่ออกจากอกเขามานี่  หืม...? แน่ใจอย่างนั้นจริงๆเหรอคิมคิบอม


พี่...!’ คิบอมสำลักคำพูดอยู่ในลำคอ  ถึงจะร้ายกาจพอตัวแต่เมื่อเทียบกับคิมฮีชอลแล้วดีกรีการต่อสู้ด้วยฝีปากของสมาชิกคนที่สิบสองก็ยังห่างไกลกับคนเป็นพี่หลายขุม


คิดให้ดีๆนะคิบอม  แกพยายามมาเท่าไหร่  อดทนมาตั้งเท่าไหร่  กว่าจะมาได้ถึงวันนี้  จริงอยู่ซูเปอร์จูเนียร์ไม่ได้ดังจนล้นฟ้า  แอนตี้แฟนก็มี แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่วงที่ถูกลืมหรือไร้ตัวตนอย่างที่ไอ้เด็กเวรพวกนั้นเชื่อ  แกคิดว่าแกจะทิ้งโอกาสในมือแกไปง่ายๆ ทิ้งชื่อซูเปอร์จูเนียร์คิบอมไปง่ายๆแบบนั้นเพียงเพราะคนที่ไม่เคยจะมาสนใจไยดีแกเลย...มันคุ้มกันแล้วเหรอ



คำถามของคนเป็นพี่ตีกระทบใจเต็มแรง  ตระหนักดีว่าเส้นทางที่ผ่านมานั้นลำบากแสนสาหัสเพียงใดกว่าจะมาถึงจุดนี้  หากสำหรับคนที่โหยหาครอบครัวมาทั้งชีวิต เสี้ยวหนึ่งในใจเขาก็ยังคิดว่า...มันอาจจะคุ้มค่า...ที่จะลองดู 



แต่...แต่ก่อนพี่ก็เป็นแบบนี้ ก็ทุกคนในเอสเจนั่นแหละที่ไม่เอาวง  เพราะครอบครัวพี่กลับมาหาต่างหากพี่ถึงได้เปลี่ยนไป’ 


คิบอมรู้ว่าประโยคนั้นของตนทำให้พี่ชายหน้าสวยของขึ้นอีกครั้ง เสียงแหลมเพิ่มเดซิเบลตามความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นทุกขณะ 


ก็เพราะคนอื่นมันไม่เอาน่ะสิ แล้วเพราะฉันรู้ฉันเห็นฉันเลยต้องเปลี่ยนตัวเองไง  แล้วฉันก็ไม่ได้คิดจะออกจากวงไปเลยเหมือนแกตอนนี้นี่ ได้ครอบครัวกลับมาก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทิ้งซูเปอร์จูเนียร์ไปซะหน่อย ตรรกะประสาอะไรของแกวะ เรียนเมืองนอกมาซะเปล่า


เด็กหนุ่มอิมพอร์ตกัดริมฝีปาก ก้มหน้า  



ที่คิมฮีชอลเต้นราวกับเจ้าเข้าอยู่ตอนนี้เป็นเพราะเขาเดินมาปรึกษา  และมาบอกว่า อีกไม่นาน เขาอาจจะตัดสินใจออกจากวงเพื่อกลับไปอยู่กับครอบครัวที่อเมริกา  ไปเติมเต็มความฝันที่โหยหามานานแสนนาน  



ลูกแม่เป็นดาราใหญ่แล้วนะ แม่คุยอวดคนเขาไปทั่วเลยว่านั่นน่ะลูกแม่เอง  คิบอมเก่งมาก หล่อที่สุดในวงเลยด้วย


ผมไม่มีทางเลือก


แกมี!” คนพี่ตะเบ็งเสียง มือฉวยเอาหมอนนอนข้างตัวยกขึ้นฟาดไปทางที่น้องชายยืนอยู่เต็มแรง หมอนสีแดงสดใบนุ่มปะทะเข้ากับแผงอกกำยำของคนเป็นน้องไม่เบานักก่อนจะร่วงหล่นลงกับพื้นโดยที่คนถูกประทุษร้ายไม่แม้แต่จะขยับตัวป้องกัน


“มีแต่แกมันดื้อไม่เลือกต่างหาก  ไม่ได้แหกตาดูเลยใช่ไหมคิบอมว่าสี่ปีที่ผ่านมาใครเป็นคนดูแลแก ใครมันทำทุกอย่างแทบจะถวายหัว” 


ผมดูแลตัวเองมาตลอด’ ไม่รู้ทำไมเขาถึงตอบได้ไม่เต็มปากนัก 


เหรอ แกทำเองทุกอย่าง ใช่สิ งั้นไอ้คนที่มันทำงกๆเพื่อปิดข่าวเน่าๆนั่นก็ไม่ได้มีค่าอะไรต่อแกเลย ความรักที่จองซูมันให้จนไม่เหลือให้ตัวมันเองมันไม่มีค่าอะไรเลยใช่ไหม


ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น’ 


มันโง่เองที่ทำแบบนั้น ทั้งๆที่ไม่มีคนต้องการ’ 



ความกดดันมากมายที่บีบคั้นทำให้คิบอมตัดสินใจขุดเอาความรู้สึกร้ายกาจเย็นชาในอดีตออกมาพูดอีกครั้งเพื่อปกป้องตัวเอง  ประโยคที่เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเลือนหายไปจากใจมานานเท่าใดแล้ว


จะยังไงพี่อีทึกก็ไม่ใช่ครอบครัวของผมอยู่ดี ที่ทำไปมันก็เรื่องของเขาเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับผมซักหน่อย’ ...และเมื่อหลุดปากโพล่งออกไปแล้ว เด็กหนุ่มถึงได้รับรู้ว่าหัวใจมันก็บีบรัดด้วยความเจ็บไม่แพ้กัน 


ไม่ใช่ คิบอมไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นแบบนี้



“ผม...” 



ปัง



มือขาวเรียวทุบเปรี้ยงเข้าที่โต๊ะข้างเตียงจนโคมไฟตั้งโต๊ะสั่นสะเทือน  คิมฮีชอลดูเหมือนจะโกรธจนมือสั่น แผงอกบางเคลื่อนขึ้นลงตามการสูดลมหายใจแรง...ทั้งเข้าและออก  เสี้ยวหน้าสวยคมที่เห็นจากด้านข้างบ่งชี้ว่าเจ้าตัวยังอารมณ์ไม่คงที่นัก  ชายหนุ่มปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบครองพื้นที่อยู่ชั่วครู่ใหญ่กว่าที่ดวงหน้าสวยเกินชายจะหันกลับมามองมาทางคนอายุน้อยกว่าอีกครั้ง  สีหน้าของสมาชิกลำดับสองบึ้งตึง  ภายในแววตา  ถ้าคิบอมมองไม่ผิด  เหมือนจะมีความผิดหวังจางๆซ่อนอยู่



ฉันไม่ใช่คนชอบพูดล้อเล่น  ที่ฉันเคยบอกว่าเห็นนายเป็นน้องชาย  ฉันก็หมายความตามนั้นจริงๆ แต่ฉันก็คงบังคับนายไม่ได้ว่าจะเห็นฉันเป็นพี่ชายบ้างหรือเปล่า



สรรพนามเรียกชื่อเขาเปลี่ยนไป น้ำเสียงนั้นสงบลงแล้ว เรียบเรื่อยไม่ต่างจากเล่านิทานหากคนฟังกลับรู้สึกไม่ต่างกับโดนคลื่นลูกใหญ่โหมซัด  คิบอมกำมือแน่น อาศัยกำลังใจหนักหนาในการประคองตัวเองให้ยืนตรงอยู่ได้



ในฐานะที่ไม่ใช่คนในครอบครัว ฉันคงจะให้คำปรึกษานายไม่ได้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี...” คิบอมเจ็บ...หากคนพูดก็ยังคงพูดต่อโดยไม่รับรู้ “แต่ในฐานะหนึ่งในซูเปอร์จูเนียร์...ที่มีอายุมากกว่านาย  ฉันขอสั่งห้ามโดยเด็ดขาด


คิมฮีชอลตวัดสายตาคมกล้าประสานกับดวงตาวูบไหวของคนเป็นน้อง  ริมฝีปากบางเน้นย้ำทีละคำ ช้า...ชัด...จนเหมือนตั้งใจจะให้จารจำลงที่หัวใจมากกว่าสมอง 



อย่าได้บังอาจเอ่ยปากเรื่องนี้ให้จองซูได้ยินจนกว่านายจะตัดสินใจได้เด็ดขาดว่าจะเอายังไงกับชีวิตไร้ค่าของนาย ถ้าหากฉันรู้ว่าเพื่อนฉันต้องเจ็บปวดกับถ้อยคำโง่ๆไม่มีความคิดของ คนที่มันเห็นว่าเป็นครอบครัว’ เมื่อไหร่ล่ะก็  ฉันนี่แหละ จะเล่นงานนายให้ถึงตาย เอาให้ไม่มีโอกาสได้เสนอหน้ากลับไปหาครอบครัวที่รักของนายอีกเลย จำใส่หัวกลวงๆเอาไว้ให้ดี  คิมคิบอม

 



 

คิมคิบอมเมื่อตอนเย็นสั่นไหวด้วยความไม่มั่นใจอย่างไร คิมคิบอมเมื่อตอนสองนาฬิกาของวันใหม่ก็ยังไม่แตกต่างไปจากเดิม เด็กหนุ่มนั่งจมกับปัญหาอันไร้ทางออกมาหลายชั่วโมงแล้ว ในหัวมันคอยแต่จะฉายย้อนภาพเหตุการณ์สะเทือนจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า  



จิตใจที่เคยคิดว่าด้านชาจนไม่รับรู้อะไรแล้วมันยังเจ็บกับถ้อยคำตัดรอนของคนเป็นพี่ คิบอมไม่อยากเสียความรักความเอ็นดูที่เพิ่งได้รับจากพี่ชายหน้าสวยมาไม่นานไป แต่ก็ตระหนักดีว่าสิ่งที่ตนเองคิดนั้นก็เกินกว่าที่ฝ่ายนั้นจะให้อภัย และถ้าหากยังดึงดันต่อไปแล้ว คาดว่าบทลงโทษที่สมาชิกคนอื่น...ที่พี่อีทึก...หรือแม้แต่ทงเฮ...จะมอบให้กับเขา ก็คงไม่แตกต่างกัน



ทำอย่างไรดี  เขาควรจะทำอย่างไร ควรจะเลือกทางไหน



สุดท้ายร่างสูงเพรียวก็ซบใบหน้าลงกับหัวเข่า พรูลมหายใจยาวอย่างสุดจะกลั้น  หัวสมองมึนตื้อไปหมด


เขาไม่รู้อะไรแล้วทั้งนั้น  



มันง่ายนักหรือ...ที่จะบอกปัดครอบครัวที่เฝ้ารอเพียงเพื่อทนต่อสู้ในวงการมายาที่แสนจะโดดเดี่ยวเคว้งคว้าง...ทั้งที่ต้นทุนในมือมีแค่วงบอยแบนด์ขาดๆเกินๆที่ไม่เคยรักและสามัคคีกัน...?


มันง่ายนักหรือ...ที่จะละทิ้งทุกอย่างที่เพียรสร้างมาด้วยสองมือของตัวเอง  ละทิ้งหนทางที่มีวี่แววเลือนรางว่าอาจจะดีขึ้นตามลำดับเพียงเพื่อคนไม่กี่คนที่ไม่เคยได้อยู่เป็นกำลังใจ ทั้งยังบีบคั้นจนเส้นทางชีวิตเขาจากเด็กไฮสกูลธรรมดาต้องบิดเบี้ยวมาจนถึงทุกวันนี้...?



มันง่ายนักหรือ สำหรับเด็กหนุ่มที่เพิ่งจะมีอายุสิบเก้าปีเท่านั้น 



เมื่อไหร่จะกลับมาหาแม่บ้างล่ะลูก หรือส่งตั๋วเครื่องบินให้แม่บินไปหาก็ได้ อเล็กซ์เขาก็ไม่ว่าอะไรแล้ว ดีใจด้วยซ้ำถ้าลูกจะมา แม่คิดถึงคิบอมมากนะ เซฮีเองก็บอก ตอนนี้น้องมาเยี่ยมแม่บ่อย พ่อเซฮีคงเห็นว่าโตๆกันแล้วเลยไม่กีดกันขาดการติดต่อเหมือนแต่ก่อน เราทุกคนอยากเจอลูก อยู่กับลูก เป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง



ซ้อนทับกับภาพตัวหนังสือหวัดที่เรียงรายหลายบรรทัด ในห้วงความทรงจำของเด็กหนุ่มหน้าหล่อผุดพรายภาพของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ดูเพิ่งจะพ้นวัยยี่สิบมาไม่เท่าไหร่เดินตรงมาหาด้วยรอยยิ้มกว้างโชว์ลักยิ้มเต็มแก้ม ดวงตาสีน้ำตาลเปล่งประกายยินดีเมื่อเห็นเขา  ใบหน้าสวยบ่งบอกถึงความอารี 



คิบอมใช่ไหม  เพิ่งมาจากอเมริกาสินะ  เอาล่ะไม่ต้องกลัว นี่พี่จองซูนะหรือจะเรียกอีทึกก็ได้ไม่ว่ากัน  พี่เป็นเด็กฝึกรุ่นดึกดำบรรพ์ของเอสเอ็มน่ะ  ต่อไปจะดูแลนายเอง นายไม่ต้องเหงาแล้วนะ ถึงเราจะได้เดบิวต์ด้วยกันหรือไม่ก็ตามพวกนายก็คือครอบครัวของพี่  ครอบครัวที่พี่สัญญาว่าจะดูแลให้ดีที่สุด




ครอบครัว...ของเขา?



ดวงตาสีนิลฉายประกายสับสน

 



TBC




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น

  1. #1021 little-ship (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2561 / 14:02
    แงงงงง กดดันอีกแล้วว
    #1,021
    0