[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 65 : Problem Child 23 #Reup

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 117
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    8 ต.ค. 61



Chapter 23 




จ๋อย จ๋อยสนิท 



            ความเงียบบนรถตู้ เงียบแบบเงียบจริงๆไม่มีใครพูดกันเลยทำให้บรรยากาศดูน่าอึดอัดยิ่งกว่าเวลาที่ส่งเสียงวิวาทกันเสียอีก เอสเจทีอีกสามคนที่อยู่ในวงนอกแต่กลับต้องมามีเอี่ยวด้วยในผลลัพธ์อย่างชินดง ซองมินและอึนฮยอกทำหน้างงๆทว่าก็รักตัวกลัวตายเกินกว่าจะเอ่ยปากถามอะไรใครขึ้นมาในตอนนี้



ซีวอนกลับไปก่อนตั้งแต่หลังจบการแสดงแล้วด้วยรถยนต์ส่วนตัว อึนฮยอกกับซองมินนั่งแถวหลัง  ฮีชอลนั่งเบาะกลางมาข้างๆกับชินดง ถีบส่งหัวหน้าวงเจ้าปัญหาให้ขึ้นไปนั่งเคียงคู่กับหมีตัวโตที่เบาะแถวหน้าสุด 



ดีแล้ว มันก่อเรื่องเองก็ให้มันรับผิดชอบเองละกัน 



คิดพลางนึกไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ถัดจากคำพูดงี่เง่าไม่รู้จักคิดของใครบางคน คิมยองอุนก็ดูเหมือนจะพองลมเสียให้ได้ น่ากลัวจะแตกโพละออกมาในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง รังสีความน่ากลัวฉายชัดโดยเฉพาะเมื่อมันพุ่งเป้าไปที่คนตัวผอมบาง เจ้าของฉายานางฟ้าของวง 



ก็...คนมันมีเรื่องกันอยู่ยังไม่ได้สะสาง พอมาเจออีกรอบก็คงเดือดเป็นธรรมดาแหละ แถมจองซูมันดันแพ้ทางไอ้เด็กหน้าหมีเสียด้วย โชคดีเลยมาตกที่คิมฮีชอล เจ้าของมือปาเป้าตัวจริงที่ถูกเรื่องราวอื่นๆกลบทับจนไม่มีใครมาทวงถามความรับผิดชอบจากเขาอีกแล้ว ห้องก็ไม่ต้องเก็บกวาดเองด้วย และเขาก็ไม่คิดจะหยิบยกมันขึ้นมาถกอีกครั้งให้เข้าตัว



น่าสงสารปาร์คจองซู แต่คนมันเกิดมาดวงซวยเอง จะให้ทำอย่างไรได้

 




 

คนเกิดมาดวงซวยทำหน้าจืดเจื่อนเมื่อนับตั้งแต่วันนั้นจนกระทั่งวินาทีนี้...สามวันกับอีกสิบชั่วโมงกว่าๆ น้องชายคนที่ห้ายังไม่เปิดปากพูดกับเขาเลยแม้แต่คำเดียวนอกจากไฟลท์บังคับยามต้องเข้าฉากด้วยกัน


ก็รู้อยู่ว่าโกรธ แต่ว่านี่มันก็เกินไป เขาไม่ได้ทำเรื่องคอขาดบาดตายชนิดที่ให้อภัยไม่ได้อีกแล้วในชีวิตนี้เสียหน่อย  เทียบกับสิ่งที่ไอ้เจ้าเด็กประเสริฐพวกนี้ทำกับเขาแล้วยังห่างไกลกันหลายขุมด้วยซ้ำ  


แต่ก็นั่นแหละ 

คนคิดถอนหายใจปลงๆ



โวยวายไปก็ไร้ประโยชน์ เกิดมาเป็นอีทึก แค่นั้นก็บอกได้อยู่แล้วว่าใครควรจะต้องเป็นคนง้อ จะผิดจะถูกเขาก็ต้องง้อน้องเสมอ และเขาเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เต็มใจทำเสียหน่อย


รอยยิ้มถูกวาดขึ้นที่ริมฝีปากบาง 

มากกว่านี้ เขาก็ทำให้น้อง...ทำให้ซูเปอร์จูเนียร์ได้ 



คนรั้งตำแหน่งหัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์รวบรวมแฟ้มงานเข้าด้วยกันก่อนจะดันไปไว้ที่มุมหนึ่งของโซฟารับแขก ตอนนี้เขากลับมาทำหน้าที่แบ่งงานให้น้องๆเหมือนเดิมแล้ว  ถึงงานจะหนักแต่ก็เติมเต็มความรู้สึกบางอย่างได้ดี อีทึกรู้สึกว่าพื้นที่ในวงเปิดกว้างให้เขากลับเข้าไปยืนอย่างเต็มภาคภูมิอีกครั้ง เสียงกุกกักเรียกให้ใบหน้าเรียวคมเงยขึ้นมอง ชายหนุ่มเปิดรอยยิ้มกว้างขึ้นเมื่อเห็นว่าสมาชิกลำดับถัดจากตนกำลังเดินผ่านห้องนั่งเล่นเข้ามาหา



“ว่าไงฮีชอล”


คิมฮีชอลใช้นิ้วดันแฟ้มหนาปึกออกไปให้ไกลขึ้นแล้วจึงทรุดตัวลงนั่งข้างๆหัวหน้าวงที่อายุห่างกันเพียงสิบวัน  ยกขาขึ้นไขว่ห้างด้วยมาดนายแบบระดับสากล


“ไง”


“อะไรไง  หิวเหร  ฉันไปต้มบะหมี่ให้เอาไหม” คนฟังเบ้หน้า


“น้อยๆหน่อยปาร์คจองซู ฉันไม่ใช่ไอ้อ้วนชินดงนะ  อย่าคิดว่าฉันนิ่งเป็นหลับขยับเป็นกินแบบนั้นสิ”


“นายนี่  ไปว่าน้อง”


“เสียใจ  ไม่ใช่น้องฉัน  ฉันไม่ได้รักมัน  ไม่รู้สึกอะไรหรอก” คนหน้าสวยลอยหน้าพูดตามความเคยชินก่อนจะเสเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นว่าบรรยากาศรอบกายลีดเดอร์ชักจะหม่นลงด้วยความปากจัดของตัวเอง


“ว่าแต่นายเถอะ  มานั่งทำอะไรตรงนี้” 


“ฉันมารอคังอิน ตั้งแต่เรื่องคืนนั้นมันก็ตึงๆมาทีแล้ว โดนปาหัวเข้าไปอีกรอบเลยพาลไม่พูดกับฉันไปเลย  อยากขอโทษกับเคลียร์ให้จบๆซะที  ไม่งั้นออกรายการทีลำบาก  วางหน้าไม่ถูก” นางฟ้าไร้ปีกอ้างโดยที่ไม่ได้เผยออกไปว่า นอกจากปัญหาด้านการทำงานแล้ว ปัญหาด้านจิตใจก็ส่งผลกระทบไม่แพ้กัน  ในใจของอีทึกโหวงๆบอกไม่ถูกกับความเหินห่างครั้งนี้


            มันมากเกินไป...จนเขาไม่ชิน 


            “นายจะเอาใจมันมากไปหน่อยหรือเปล่าจองซู  กะอีแค่เช็ดตัวให้แค่นี้  แล้วก็ปาของโดนหัวหน่อยทำเป็นโกรธ  ทีนายทำให้มันมากกว่านี้ล้านเท่ามันยังไม่เห็นจะขอบคุณนายเลย”



แล้วตอนนั้นได้ข่าวว่าก็ไอ้คนที่นั่งหัวโด่อยู่ข้างๆฮีชอลไม่ใช่หรือไง ที่ทำท่าหมางเมินใส่เจ้าเด็กตัวโตเสียจนมีข่าวว่าคังทึกรักร้าว  ทีตัวเองโดนเมินบ้างทำเป็นทนไม่ได้ 



“ฉันว่านายต้องแข็งใส่เด็กเวรพวกนี้บ้างแล้ว เสียนิสัยกันไปหมด เห็นแล้วน่าจับกดน้ำให้หมด” 


น้ำเสียงไม่สบอารมณ์...แต่ก็ไม่ได้อาฆาตมาดร้ายจริงจังหรือมองผ่านไม่เห็นหัวแบบแต่ก่อนทำให้อีทึกหลุดหัวเราะ


“อะไร  นายเองไม่ใช่เหรอที่บอกให้ฉันดีกับคังอินซะ”


“ตอนนั้นก็ส่วนตอนนั้นสิ แต่ตอนนี้ฉันหมั่นไส้มัน ทำตัวขี้งอนเป็นสาวน้อยไปได้ ตัวโตอย่างกะหมีควายตายซาก” 


“เอาน่า ยังไงดีกันไว้มันก็ดีกว่าไม่ใช่หรือไง”


“ไม่รู้ พวกนายมันคังทึกนี่ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน จะไปง้ออะไรกันยังไงก็ตามใจ จัดงานแต่งเมื่อไหร่อย่าลืมส่งการ์ดเชิญแล้วกัน”


“ฮีชอลมันใช่เรื่องไหมนั่น อันนั้นมันก็แค่แฟนเซอร์วิส” คนโดนเหวี่ยงใส่ขึ้นเสียงสูง หน้าร้อนกับการเรียกชื่อคู่วายที่บริษัทส่งเสริมให้เขาโปรโมตกับหมีอ้วนทว่าอีกฝ่ายก็ตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน


“ก็ใช่อยู่นะ”  


“นายนี่มัน...” 


ยังไม่ทันที่อีทึกจะได้โวยวายอะไรเพิ่มเติมประตูหน้าบ้านก็เปิดออกเสียก่อน  เรียกให้สองหนุ่มหน้าสวยของวงหันไปมองเป็นตาเดียว ใบหน้าคุ้นเคยของน้องชายร่วมวงค่อยๆทยอยมาให้เห็น 


มาได้ยังไง ทำไมเขาไม่รู้ 



“พวกนายกลับมายังไงเนี่ย ทำไมพี่ไม่ได้ยินเสียงรถเลย” จากความคิดก็ถูกถ่ายทอดออกไปเป็นคำพูด 


            ชินดงที่เดินนำมาเป็นคนแรกส่ายหน้า ถอดรองเท้าวางที่ชั้นก่อนจะหันมาตอบห้วนๆว่า


            “พี่สิอยู่กันตั้งแต่เมื่อไหร่ กดกริ่งเรียกทำไมไม่ได้ยินจนต้องไขกุญแจเข้ามาเอง” 


            “อ้าว...เป็นงั้นไป”



            หัวหน้าวงผู้เอ่ยปากถามหัวเราะเสียงแห้ง ขยับจะพูดอะไรบางอย่างกับพี่อ้วนของวงแต่แล้วก็หุบปากฉับ  ผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วไปดึงรั้งชายเสื้อโค้ตของคนที่กำลังจะผ่านเข้าไปยังส่วนในของบ้านโดยที่ไม่มีแม้แต่คำทักทายหรือสายตาทอดมอง 



“เดี๋ยวคังอินอย่าเพิ่งไป” เสียงและท่าทางของพี่ชายนางฟ้าเรียกความสนใจจากสมาชิกที่กำลังเดินเข้าบ้านมาได้หลายคน  



ไม่มีใครด้านชาจนไม่รับรู้ถึงท่าทีแปลกประหลาดระหว่างหัวหน้าวงกับสมาชิกคนที่ห้าที่เคยหายไปช่วงหนึ่งก่อนจะกลับมาอีกครั้งหลังจากคิมยองอุนหิ้วตัวปาร์คจองซูที่เมาจนอ่อนปวกเปียกกลับมาบ้านในวันนั้น หากคราวนี้ผู้ที่เป็นฝ่ายหลบหน้ากลับไม่ใช่นางฟ้าไร้ปีกคนเดิม  แต่เป็นหมีตัวโตที่ทำท่าทางราวกับว่ากำลัง งอน’ ผู้เป็นพี่ชายอยู่ ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้เลยสำหรับคนเย็นชาไม่เคยสนใจใครหน้าไหนอย่างซูเปอร์จูเนียร์คังอิน 



ผู้ร่วมวงเดียวกันบางคนทำตาวาววับ...มันก็ดูฉีกแนวดีจากบททะเลาะวิวาทประจำวันที่เห็นจนเบื่อ แต่จะออกหัวหรือออกก้อยก็คงต้องรอดูกันต่อไป 



ไม่มีเสียงตอบรับจากสวรรค์ คิมยองอุนทำท่าจะสะบัดตัวออกโดยที่ไม่หันกลับมาทว่าแรงยึดเหนี่ยวจากคนเป็นพี่ก็มากเสียจนเขาต้องหยุดก่อนที่จะกลาย เป็นหนังอินเดียตามง้องอนกันให้เป็นที่กระอักกระอ่วนแก่สายตาคนรอบข้างมากไปกว่านี้  สุดท้ายเจ้าของใบหน้าคมคายหากบึ้งตึงก็ยอมหันกลับมา ดวงตาคมกริบเป็นประกายแผดเผา 



“ทำไม” 


อีทึกกระตุกรอยยิ้มนำร่องทั้งๆที่ใจฝ่อไปกว่าครึ่ง   


“เอ่อ...ฉันมีเรื่องจะพูดด้วย” 


“อะไร” 



คนเริ่มไม่ตอบแต่กลับดึงชายเสื้อน้องชายคนที่ห้าออกไปทางประตูหน้าบ้านอีกครั้ง ปลายสายตาเห็นคิมฮีชอลค่อยๆต้อนน้องชายคนอื่นให้ไปจากส่วนห้องรับแขก แล้วยังมีอารมณ์ขันพอจะหันมาทำท่าโอเคใส่อีทึก ชายหนุ่มร่างเพรียวรอจนคนตัวโตหยิบรองเท้ามาสวมเรียบร้อยแล้วจึงเดินนำคู่กรณีออกไปที่สนามหญ้า...สถานที่โปรดของตน  มั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องเดินตามมาถึงแม้จะไม่มีแรงรั้งบังคับแล้วก็ตาม



เดือนมีนาคม  หิมะไม่ตกแล้วทว่าลมหนาวยังคงโชยมาเป็นระยะทำให้อีทึกต้องห่อร่างเข้าเล็กน้อยตามประสาคนไม่ค่อยชื่นชอบอากาศหนาว ชายหนุ่มเป่าลมออกจากปาก...เห็นเป็นไอเย็นสีขาว 



“นายมีอะไรก็ว่ามาเร็วๆ” 


ความที่อยู่กันมานานทำให้คนฟังจับสิ่งที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของคนอายุน้อยกว่าได้ชัดแจ้ง...ยังโกรธอยู่...เยอะเลยล่ะ  เอาวะจองซู ง้อน้องแค่นี้ต้องทำได้สิ  


ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองน้องชายตัวสูงอย่างออดอ้อนแบบที่มักจะทำบ่อยเมื่อต้องการขออะไรจากรุ่นพี่หรือพีดีในรายการ  เอ่ยด้วยน้ำเสียงเอาใจและลุแก่โทษเต็มที่ 


“ฉันอยากขอโทษนาย  จริงๆนะ” 


“...............................”


“คิมยองอุน ฉันพูดกับนายอยู่นะ” คนเป็นพี่ชายเผลอนิ่วหน้า กดเสียงดุตามความเคยชินก่อนจะตะครุบปากตัวเอง รีบปรับท่าทีให้อ่อนลงเมื่อระลึกได้ว่าตัวเองกำลังเป็นคนง้ออยู่ 


“ยองอุนอา ตอบฉันหน่อย”


“ขอโทษเรื่องอะไร นายจำอะไรไม่ได้ไม่ใช่หรือไง” 


“ง่า จำได้สิ” อีทึกรีบพูดเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะพองลม “จำได้แล้ว ฮีชอลบอกฉันหมดแล้วที่นายช่วยแบกฉันเข้ามาแล้วยังเช็ดตัวให้อีก” 


“เหอะ” คังอินเบือนหน้าหนี...ยังไงก็รู้จากปากคนอื่นอยู่ดี


“ฉันมันบ้าลืมได้ยังไงก็ไม่รู้ ขอบคุณนายมากแล้วก็ขอโทษที่ทำให้ลำบาก”


“......................................” 



คำขอโทษอันอ่อนโยนทำให้ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น  ตัดสินใจผละจากพี่ชายไปยืนกอดอกพิงเสาชิงช้าข้างหนึ่งไว้อย่างพยายามข่มอารมณ์  แววตากร้าวกระด้างสั่นไหวในส่วนลึก



เขามักไม่รู้สึกตัวเสมอยามได้อยู่ใกล้ร่างผอมบางของปาร์คจองซู  ทั้งที่อยากออกห่าง  แต่กลับพาตัวเข้าไปใกล้  ทั้งที่อยากจะเกลียดชัง ก้าวร้าวใส่ แต่ในบางเวลาก็กลับกลายเป็นว่าเขาช่วยคนๆนี้ไว้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เป็นไปตามสัญชาตญาณ  เป็นไปก่อนที่สมองจะทันได้คิดสั่งการอะไร  ไอ้อาการโกรธไร้สาระนี่ก็เหมือนกัน มันพุ่งวูบขึ้นมาทันทีที่เห็นว่าคนหน้าหวานไม่ใส่ใจ  ไม่สนใจคิมยองอุนเท่าที่ควร 



รู้ด้วยเหรอว่าทำให้คนอื่นลำบาก


“รู้ รู้มากๆเลย สำนึกผิดแล้วด้วย” ประโยคอาขยานไม่ต่างจากเด็กประถมทำให้คนฟังพ่นลมหายใจ


“หึ คิดว่าตัวเองอายุเท่าไหร่แล้วนายน่ะ”


“ฉันสำนึกจริงๆนะยองอุน” 


“นาย...ฉัน...ช่างเถอะ มันก็ไม่ได้มากมายอะไร” ตัดบทก่อนจะย้ำหนักแน่นไม่รู้รอบที่เท่าไหร่


เลิกทำตัวงี่เง่าเสียทีคิมยองอุน ปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบมาอยู่เหนือเหตุผลจนบานปลายขนาดนี้ได้อย่างไรกัน  จุดมุ่งหมายของนายคืออะไรลืมไปแล้วเหรอ  


คังอินขบกรามแน่น รู้สึกถึงความขัดแย้งรุนแรงในตัว  



ต้องโทษความใจอ่อนของตัวเองที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบเป็นปาร์คจองซูคืออันตราย  แต่ก็ยังเอาตัวเข้าไปยุ่งด้วย  ไม่เคยมีใครทำให้เขาเป็นแบบนี้มาก่อนไม่ว่าจะผู้หญิงสาวสวยเพียงไหน  แต่คนที่ทำได้กลับเป็นแค่พี่ชายร่วมวง พี่ชายที่ไม่มีอะไรดีนอกจากหัวดื้อ พูดมาก แล้วก็ดันทุรัง...แต่ก็เป็นห่วงเขามากที่สุดเท่าที่เด็กมีปัญหาครอบครัวแตกแยกคนหนึ่งเคยได้รับมา



นี่มันบ้าชัดๆ

เขาต้องการคังอินคนเดิมกลับมา!! 



คนมาง้อหน้าจืดลงเมื่อเห็นว่าหนทางปรองดองดูจะยากกว่าที่คิดไว้  อีกฝ่ายเหมือนจะพูดออกมาส่งๆแต่ไม่ได้หมายความตามนั้นจริงๆ  ชายหนุ่มสาวเท้าเข้าไปใกล้  มือเย็นเฉียบเอื้อมไปแตะท่อนแขนแกร่ง 



“นายแน่ใจนะว่าหายแล้ว”


“อือ” 


“แล้วทำไมนายไม่ยอมพูดด้วยดีๆกับฉันล่ะ  แถมยังหลบหน้าตลอด”


“เปล่านี่...”   


“ไม่จริงอ่ะ”


“ไม่เชื่อก็ตามใจนาย ไม่ใช่เรื่องของฉัน” 


“ไม่เอานะยองอุน”



หมับ



ร่างสูงใหญ่ชะงัก ตัวเกร็งเมื่อได้รับสัมผัสที่ไม่คาดคิด ชายหนุ่มก้มหน้าลงต่ำ  ที่กลางลำตัว มือขาวคู่หนึ่งกำลังประสานกันแนบแน่นอยู่ที่ช่วงท้องของเขา พร้อมกับที่แผ่นหลังสัมผัสได้ถึงไออุ่นของใครคนหนึ่งแนบลงมาทั้งตัว 



ปาร์คจองซูกำลัง...กอด...เขา 



“นายโกรธอยู่แน่ๆ จะไม่หายโกรธจริงๆเหรอยองอุน หายกันเถอะนะ ฉันรู้สึกไม่ดีเลยที่มีสงครามเย็นกับนายแบบนี้  นายเป็นน้องที่ฉันสนิทด้วยที่สุดเลยนะ”


อีทึกเอียงแก้มใสแนบกับแผ่นหลังกว้างของน้องชาย  พูดเสียงเบาแต่ความแนบชิดกลับทำให้มันสะท้อนก้องไปทั้งหัวใจ 


สิ่งที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกดีกับเขาเลย มัน...ว่างเปล่า เมื่อพบว่าคนที่เคยใกล้ชิดเขามากกว่าใครในวงกลับกลายเป็นคนที่ทำตัวเหินห่างที่สุด  เขาไม่ชอบให้มันเป็นแบบนั้น  ถึงแม้จะยังตะขิดตะขวงกับอาการแปลกๆไร้ที่มาของคิมยองอุนอยู่บ้าง  ทว่ามาถึงตอนนี้คนรั้งตำแหน่งหัวหน้าวงก็เลือกได้แล้ว


อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด



ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอในทุกช่วงเวลา  เผชิญหน้ากับมัน  ยอมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้นยังดีกว่ามานั่งหลบเลี่ยงหวาดกลัว...แลกกับการสูญเสียความสัมพันธ์กับน้องชายคนที่ห้าไปโดยไม่มีวันได้กลับคืนเป็นไหนๆ



“......................................” 


“ฉันง้อนายขนาดนี้แล้วนะ ใจอ่อนได้แล้ว”   


คนถูกรุกทำสีหน้าประหลาด ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกของตัวเองยังไงกับการได้รับเกียรติในครั้งนี้


“นาย...เวลาง้อใครก็เที่ยวไปกอดเขาแบบนี้ไปทั่วเลยเหรอ” คังอินเค้นเสียงออกมายากเย็น 

 

“เปล่า นายเป็นคนแรก” คนเป็นพี่ตอบเสียงใส เกลือกกลิ้งใบหน้ากับแผ่นหลังภายใต้เสื้อโค้ตตัวหนามากขึ้นไปอีก  ใจมาเมื่อรับรู้ถึงแรงต่อต้านที่ลดน้อยลง 


“ฉันแคร์นายนะยองอุนอา”   


“บ้าเอ๊ย”


ประโยคเดียวเท่านั้นทำให้ทุกอย่างพังทลาย  



คิมยองอุนลืมหมดทุกอย่างที่พยายามพร่ำบอกกับตัวเอง สมองกลายเป็นเพียงก้อนอวัยวะไร้ความหมายในเมื่อหัวใจมันเข้ามามีบทบาทเหนือร่างกาย หัวใจไม่รักดีที่เต้นแรงแทบบ้าเพียงแค่ได้ยินประโยคนั้นจากคนเป็นหัวหน้าวง 



ทั้งๆที่ย้ำกับตัวเองแล้วแท้ๆ...ว่าจะไม่ทรยศความฝัน  จะไม่ตกหลุมพรางของนางฟ้า 



คนตัวสูงใหญ่ถอนหายใจ หลับตานิ่ง ก่อนจะเป็นฝ่ายหมุนตัวกลับ ดึงร่างโปร่งเพรียวเข้ามาในอ้อมกอดเสียเอง กลิ่นหอมเจือจางลอยมาติดจมูก คังอินสูดลมหายใจลึกพากลิ่นหอมอันคุ้นเคยจากร่างของพี่ชายเข้าไปสู่ปอด  ปากพึมพำว่า



“นายมันเป็นบ้าปาร์คจองซู  แล้วยังทำให้คนอื่นเขาเป็นไปด้วย”  



คนถูกกล่าวหาว่าบ้าช้อนสายตามองงงๆ อ้อมกอดที่รัดแน่นทำให้อีทึกไม่เห็นอะไรมากไปกว่าปลายคางคมสันที่มีไรหนวดขึ้นจางๆ   


น่าแปลกที่อ้อมกอดของน้องชายหน้าหมีในวันนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยการคุกคามน่าหวาดหวั่นเหมือนอย่างที่เคยเป็น  หากแต่เป็นอะไรที่อบอุ่น  มั่นคง...จนไม่อยากจะผละออก  


อีทึกลอบยิ้ม เขาคิดว่าเขาเลือกไม่ผิด 


“นายอุ่นจัง”


“นายนั่นแหละที่ตัวเย็น แล้วก็ไม่รู้จักเอาเสื้อหนาวมาใส่” อีทึกทำหน้ายู่  เมื่อดีกันปุ๊บสิ่งแรกที่ไอ้เด็กตัวโตทำก็คือข้ามรุ่นมาทำตัวเจ้ากี้เจ้าการกับคนเป็นลีดเดอร์ทันที สงสัยมันคงจะลืมไปแล้วจริงๆว่าเขาเป็นพี่มัน  


ช่างเถอะ เพราะบางทีเขาเองก็ชักจะลืมๆไปเหมือนกัน  


“อย่ามาว่าฉันนะ ก็ฉันเห็นว่าออกมาแค่แป๊บเดียว”


“ไม่สบายขึ้นมาก็อย่างอแงให้ใครรับผิดชอบล่ะ” ปากพูดอย่างนั้นหาก มือใหญ่ก็จับมือของคนเป็นพี่ให้ซุกเข้าที่กระเป๋าเสื้อโค้ตตัวหนา  ซึ่งอีกฝ่ายก็โอนอ่อนตามอย่างว่าง่าย  


เสื้อโค้ตของยองอุน...ก็อุ่นจัดพอๆกับเจ้าของนั่นแหละ


“สรุปว่าหายโกรธแล้วใช่ไหม”


“อืม  หายแล้ว”


“ดีจัง ค่อยโล่งใจหน่อย” 


คนฟังกระชับอ้อมกอดให้แน่นยิ่งขึ้น  ไม่ตอบอะไร ดวงตาคมกริบเหม่อมองออกไปไกลเกินกว่าที่ปัจจุบันเป็นอยู่


เขากำลังทำอะไรกันแน่ 



มันไม่ใช่การยุติเรื่องราวอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่กลายเป็นการต่อยอดความสัมพันธ์คลุมเครือให้ลึกล้ำยิ่งขึ้นไปอีก เขาผูกพันกับหัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์มากเกินไปเสียแล้ว



ณ วินาทีนี้คังอินไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำยังไงต่อไปจริงๆ  

 

 







            เบื่อ


            คิมรยออุกนั่งเท้าคาง  โยกตัวไปมา สายตามองผ่านกระดาษโน้ตเพลงตรงหน้าอย่างไม่คิดใส่ใจ  


            หลังกลับจากงานพัทยามิวสิคเฟสติวัล เคอาร์วายก็ยังมีงานรออยู่อีกเพียบไม่แพ้เอสเจที  อย่างตอนนี้ เขากำลังรอขึ้นแสดงไลฟ์เคอาร์วายร่วมกับพี่ชายคนที่สี่และน้องชายคนที่สิบสาม การจราจรที่ว่างโล่งผิดคาดทำให้รถแวนคันงามมาถึงสถานีเร็วไปจากเวลาที่กำหนดถึงสามชั่วโมง  เมื่อไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้ สต๊าฟจึงจับให้นักร้องไอดอลทั้งสามคนมานั่งแกร่วอยู่ในห้องพัก  โยนน้ำกับขนมมาให้พร้อมกับชีทเพลงคนละแผ่น


            เพลงที่ร้องในวันนี้ไม่ใช่เพลงของเคอาร์วายเองแต่เป็นเพลงบัลลาดของนักร้องรุ่นพี่ชื่อดังคนหนึ่ง ทว่าถึงอย่างไรก็ไม่ได้สร้างความลำบากใจให้แก่รยออุกอยู่แล้ว  สำหรับคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มาตั้งแต่เยาว์วัยอย่างเขา  เพลงแค่นี้เป็นเรื่องกระจอกเหลือเกิน

  

            คนตัวเล็กที่สุดในวงแต่พลังเสียงกลับยิ่งใหญ่เกินคาดตวัดสายตาไปมองเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนที่กำลังร่วมชะตากรรมเดียวกัน  ทางด้านซ้ายมือ ไอ้เด็กนรกคยูฮยอนกำลังนั่งหลับตาอยู่ที่โซฟาตัวยาว ดูไม่แยแสอะไรกับใครเป็นปกติขณะที่ไกลออกไปไม่มาก  พี่ชายอีกคนกำลังนั่งมองแผ่นชีทสีขาวในมือด้วยความตั้งใจ


            คิมจงอุน...เจ้าของฉายาเจ้าชายก้อนเมฆที่รยออุกรู้สึกดีด้วยมากที่สุดหลังจากผ้าเช็ดตัวสีขาวถูกหยิบยื่นมาให้ในวันนั้น


            ใบหน้ากลมหากหล่อเหลาเต็มไปด้วยความจริงจัง  ดวงตาเรียวเล็กยามจับจ้องโน้ตเพลงก็ดูอ่อนโยนผิดกับตอนอยู่ที่บ้านลิบลับ รยออุกไม่รู้ว่าเยซองถูกส่งมารวมกับซูเปอร์จูเนียร์ด้วยสาเหตุอันใด  ด้วยความเต็มใจหรือไม่  ทว่าสิ่งหนึ่งที่คนตัวเล็กรู้สึกได้คือคิมจงอุนมีความรักในเสียงเพลงอย่างแท้จริงไม่ต่างจากตัวเขา


อะไรๆอาจจะดีกว่านี้ถ้าหากพวกเขาได้พบกันในฐานะอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกร่วมวงซูเปอร์จูเนียร์...ถ้าหากพวกเขาได้พบกันบนเวทีในฐานะนักร้องเดี่ยวถ้าหาก...  


“นายมองอะไร” 


คนกำลังคิดเพลินสะดุ้งเฮือก เลือดสูบฉีดทั่วใบหน้าจนแดงก่ำเมื่อถูกจับได้ว่าทำตัวเป็นนักถ้ำมอง  รยออุกยิ้มแหยกับสายตาดุดันของซูเปอร์จูเนียร์เยซองที่มองมา ใบหน้าขึงตึงเรียบไม่บ่งบอกความรู้สึกยิ่งส่งให้บรรยากาศดูกดดันเข้าไปอีก สมาชิกตัวเล็กของวงใจชื้นขึ้นเมื่ออย่างน้อย...ในดวงตาคู่เล็กก็ไม่มีวี่แววของความรังเกียจเดียดฉันท์ปนไม่ไว้ใจแบบที่รยออุกได้รับจากสมาชิกหลายคนหลังจากจบคดีกับชินดงฮี


“ฉันถามว่านายมองอะไร” 


เยซองเพิ่มระดับเสียงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังช็อคค้างไม่เลิก


สำหรับคิมจงอุน คิมรยออุกคือเด็กที่มีความขัดแย้งในบุคลิกของตัวเอง และมีความทะเยอทะยานอย่างที่น่านับถือและน่ากลัวไปพร้อมๆกัน  เขาไม่เคยคิดว่าคนตัวเล็กจะเป็นอันตรายกับเขาแต่ก็รู้อยู่บ้างว่ากับสมาชิกที่ไม่ชอบหน้า เจ้าตัวสามารถร้ายได้พอฟัดพอเหวี่ยงกับพวกตัวร้ายๆของวง ครั้งหนึ่งที่เคยได้ยินคิมรยออุกพ่วงอีซองมินโต้เถียงกับโจคยูฮยอนตอนพักเบรกจากการถ่ายทำมินิดราม่าพอจะเป็นหลักฐานได้อย่างดี  


            แต่ก็นั่นแหละ  ในตอนนั้นเขาเข้าไปห้ามเด็กหนุ่มทั้งสามเพียงเพราะว่าห้องน้ำของสถานีมันสาธารณะและประเจิดประเจ้อจนเกินไป ไม่ได้คิดจะยุติอย่างจริงจังในเมื่อมันไม่ใช่เรื่องอะไรของเขา   


เยซองไม่เคยสนใจที่จะรู้จักพี่ชายน้องชายร่วมวง...ไม่ว่าจะคนไหน...มากไปกว่าที่เป็นอยู่


            “เอ่อ ผม...” คนฟังเลิกคิ้ว


            “ผม...”


“อะไรล่ะ”


“ผมไม่ค่อยเข้าใจท่อนที่ต้องอิมโพรไวส์เสียงตอนหลัง  พี่ช่วยดูให้หน่อยได้ไหม...ครับ” 


            คนอายุมากกว่าขมวดคิ้ว 

ตลก อย่างคิมรยออุกน่ะหรือจะทำอะไรง่ายๆแค่นี้ไม่ได้   


 

            “ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร  เดี๋ยวผมลองฝึกไปเรื่อยๆก็คงดีขึ้น” 



            รยออุกรีบบอกเมื่อเห็นสีหน้าประหลาดของรุ่นพี่ในวง  หวาดหวั่นว่าจะได้รับเสียงตวาดกลับมาแทน มันฟังดูประหลาดจริงๆนั่นแหละที่หนึ่งในเสียงหลักของวงจะมาพูดอะไรทำนองนี้  เพียงแต่เขาคิดอะไรดีกว่านี้ไม่ออก


            เยซองขมวดคิ้วมากกว่าเก่า...เพิ่งรู้อีกอย่างว่าเด็กนี่เป็นคนพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง


            “สรุปว่าจะให้ช่วยหรือไม่ให้ช่วย”  


“เอ่อ...”


            “ถ้าไม่ก็ไม่ต้องมองอีก  ถ้าจะให้ช่วยก็ลากเก้าอี้มา” 


            “ครับ  ครับ ช่วยครับ”



คนขอรีบตอบรับคำ พยักหน้ารัวเร็วก่อนจะลากเก้าอี้ของตัวเองเข้าไปใกล้อีกฝ่ายอย่างเกร็งๆ รยออุกยกชีทในมือขึ้น  ลากปลายนิ้วไปที่ท่อนอิมโพรไวส์ซึ่งความจริงไม่ได้เป็นปัญหาอะไรแต่แรกให้คนเป็นพี่ดู อีกฝ่ายรับไปเทียบท่อนร้องแล้วจึงหยิบปากกาขึ้นมาขีดเขียนอะไรบางอย่างลงบนแผ่นกระดาษด้วยสีหน้าจริงจัง



            “เข้าใจไหม  ขึ้นเสียงสูงตรงนี้แต่อย่าหลงคีย์  พยายามลากเสียงยาวๆไม่ให้ลมหมด”


            “ครับ” รยออุกซ่อนรอยยิ้มกับท่าทางเอาใจใส่ที่ไม่เคยได้พบเห็นของพี่ชายคนที่สี่  


คิมจงอุนภาคคุณครูก็ไม่ได้แย่นักหรอก  ถึงจะเข้มงวดไปนิดก็ตาม 


            “ไหน ลองร้องซิ”  


             ไม่นานนัก เสียงร้องคีย์สูงสองโทนก็ดังประสานกันกังวานไปทั่วห้องพัก  เสียงเพลงแทนคำพูดสื่อสารระหว่างคนทั้งสองได้ดียิ่งกว่าอะไรทั้งหมด  สอดแทรกทั้งความสุข  ความสงบ และความเป็นมิตรเอาไว้โดยไม่รู้ตัว ดวงตาสองคู่สบประสานยามที่คนตัวเล็กกว่าต้องอิมโพรไวส์เสียงขณะที่อีกฝ่ายร้องคลอเป็นพื้นหลัง คนผันตัวเองมาเป็นครูฝึกชั่วคราวเพิ่งจะค้นพบว่าการเป็นผู้สอนก็สามารถสนุกได้ไม่แพ้ตอนเป็นคนร้องเอง เขารู้สึกถึงกระแสแห่งความยินดีและปลอดโปร่งบางอย่างที่ล่องลอยมากับเสียงเพลงงดงามนั้น    


            มันเป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับคำว่า...สบายใจ



คิมจงอุนไม่ใช่คนร่าเริงและเป็นมิตร  ตรงกันข้าม เขามีมนุษย์สัมพันธ์ติดลบและไม่รู้จักการเข้าหาคนอื่นโดยสิ้นเชิง  แม้กระทั่งตอนออกรายการที่ต้องแสร้งทำตัวให้สนุกสนาน เขาก็ยังทำได้ไม่ดี  ทำออกมาแล้วดูติดๆขัดๆ  ไม่ขำ ไม่เป็นธรรมชาติเท่าสมาชิกคนอื่นเพราะเขาไม่เคยทำแบบนั้นไม่ว่าจะกับใคร 


 น้ำเสียงที่น่าหลงใหลเป็นสิ่งเดียวที่ยึดโยงชายหนุ่มเอาไว้กับสังคมรอบข้าง และตัวเยซองเองก็ยึดถือมันเป็นสิ่งเดียวในชีวิตเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงไม่สบอารมณ์กับซูเปอร์จูเนียร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักร้องแท้ๆแต่กลับไม่เคยให้ความสำคัญกับการร้องเพลง  ไม่เคยรู้ว่าการเป็นนักร้องที่แท้จริงจะต้องทำอย่างไร คนเหล่านั้นคือภาระหนักอึ้งที่เขาไม่ต้องการ...ชายหนุ่มรู้สึกแบบนั้นมาตลอด  เสียงร้องของเขาแทนที่จะได้เปล่งประกายกลับกลายเป็นว่าจะต้องมาด้อยลงเพราะหน้าที่ของเยซองในซูเปอร์จูเนียร์คือการประคับประคองคุณภาพด้านเสียงของวง  



แต่ในวันนี้ คิมรยออุกทำให้ความคิดของเยซองเปลี่ยนไปเมื่อคนตัวเล็กพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่ายังมีซูเปอร์จูเนียร์อย่างน้อยหนึ่งคนที่มีเสียงร้องคุณภาพและใส่ใจกับการร้องเพลงจริงๆ  ชายหนุ่มอดนึกไม่ได้ว่าในบางครั้งเสียงร้องประสานมันก็อบอุ่นและน่าฟังกว่าเสียงแหบสูงของเขาคนเดียวเป็นไหนๆ 



ศิลปินเสียงทองทั้งสองถ่ายโอนจิตใจอันมุ่งมั่นไปที่โน้ตเพลงและการเปล่งเสียงร้องโดยไม่ทันได้สังเกตว่าที่โซฟาตัวยาว ร่างสูงของน้องชายคนที่สิบสามซึ่งเคยนั่งหลับตานิ่งได้อันตรธานไปเสียแล้ว  

 





 

            ร่างสูงโปร่งที่ดูออกว่ายังไม่โตเต็มที่เดินลากขาไปตามทางเดินยาวภายในสถานี  มือสองข้างซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง  ใบหน้าหล่อร้ายเป็นเอกลักษณ์ขมวดมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์ 

 

            ง่วงก็ง่วง  เหนื่อยก็เหนื่อย จะงีบเสียหน่อยก็มีไอ้บ้าสองตัวแหกปากร้องเพลงกันอยู่ได้ไม่ดูเวล่ำเวลา  ถ้าไม่ใช่ว่าในห้องนั้นมันมีกล้องวงจรปิดคยูฮยอนได้อาละวาดให้รู้ดำรู้แดงกันไปแล้ว  ไอ้พี่เยซองก็เหมือนกัน  โง่ ซื้อบื้อ งี่เง่า...แค่นี้ก็ไม่รู้ว่าคิมรยออุกมันมารยา 


            “อยากจะเอากิมจิดองกับหญ้าให้กินจริงๆ  ไอ้พวกโง่ที่หลงหน้าตาใสซื่อของคิมรยออุกนี่” 


            เสียงทุ้มเข้มพึมพำมาดร้าย น้องเล็กคนที่สิบสามแห่งซูเปอร์จูเนียร์หมกมุ่นอยู่ในความคิดของตัวเองจนไม่ทันได้มองว่าข้างหน้ามีใครบางคนกำลังเดินสวนมาด้วยความเร็วไม่น้อยเช่นกัน  


            พลั่ก!!


            “โอ๊ะ ขอโทษครับ” เด็กหนุ่มส่งเสียงไปโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นว่าผู้ที่ชนไหล่กับเขาโดยแรงเสียการทรงตัวถึงกับเซ  


            “ขอโทษค่ะ  อ้าว คยูฮยอน”


            ใครวะ...?



            เจ้าของชื่อหรุบตาลงมองคนที่ทักทายเขาเหมือนรู้จักกันดีอย่างงงๆ หญิงสาววัยประมาณยี่สิบปลายในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์สวมทับด้วยสเว็ตเตอร์ตัวยาว หน้าตาธรรมดาจนคยูฮยอนคิดว่าถึงเคยเจอมาก่อนก็คงจำไม่ได้และไม่คิดจะจำด้วย  อย่างไรก็ตาม หน้ากากชีวิตอันสมจริงยิ่งกว่าดาราตุ๊กตาทองของซูเปอร์จูเนียร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำอวดอ้างของปาร์คจองซูเท่านั้น  นักร้องหนุ่มหยิบบทบาทน้องเล็กผู้นอบน้อมน่ารักออกมาใช้ทันควัน  เอ่ยเสียงนุ่มพลางโค้งคำนับต่ำ


            “ครับ  เจ็บมากไหมครับ  ผมต้องขอโทษจริงๆที่ไม่ทันมอง” เสียง  สีหน้า แววตา...ทุกอย่างเพอร์เฟกต์ชนิดที่ไม่ต้องเรียกหาการเทคซ้ำสอง  


คนฟังส่ายหน้า ถามกลับอย่างร่าเริง


            “ไม่มากหรอก  ไม่เป็นไร จำพี่ได้ไหม  พี่อึนบีคนที่เคยทำแผลน้ำร้อนลวกให้เมื่อ...เอ ก็นานอยู่เหมือนกัน...สามสี่เดือนก่อนไง แล้วนี่แผลหายหรือยัง” 


            คยูฮยอนชะงัก สีหน้าเปลี่ยนไปวูบหนึ่งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ฝังใจในครั้งนั้นก่อนจะรีบกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มกว้างกว่าเก่า


            “อ่อ จำได้ครับ  จำได้  วันนั้นต้องขอบคุณมากเลยนะครับ  ตอนนี้ผมดีขึ้นแล้วครับ  ไม่มีแผลแล้ว” 


            “ดีแล้วๆ  ขืนมีแผลล่ะแย่เลย  เสียดายผิวออกสวย”


            พี่สาวสต๊าฟยังคงเจื้อยแจ้วอีกหลายคำจนคนความอดทนต่ำชักจะรำคาญ ทว่าบางประโยคในนั้นก็เรียกความสนใจเด็กหนุ่มเอาไว้เสียก่อน       


           “แล้วนี่มาหาซองมินกับอึนฮยอกเหรอ” 


ดวงตาคู่คมเป็นประกายวาววับเมื่อได้ยินชื่อคู่อริหากเจ้าตัวก็กลบซ่อนเอาไว้อย่างแนบเนียน  แกล้งถามเสียงซื่อ


            “เอ๋ พี่ซองมินกับพี่อึนฮยอกมาจัดรายการกันวันนี้เหรอครับ?  ผมมาไลฟ์เคอาร์วาย  ไม่เห็นพี่เขาจะบอกอะไรเลย” 


            “อ้าวเหรอ” ชเวอึนบีอุทาน “นึกว่ามาหาเสียอีก  วันนี้เขามีอัดรายการ Believe it or not กัน น้องซองมินทำผมแดงมาเลย เห็นครั้งแรกพี่ตกใจแทบตาย” 


            มังเนแห่งบ้านเอสเจเออออโดยไม่ปริปากว่าเรื่องที่พี่ชายคนที่เจ็ดย้อมผมสีใหม่นั้นเขาเองก็เพิ่งรู้จากปากคนอื่นเดี๋ยวนี้นี่เอง  


            “ในวงว่ายังไงบ้างล่ะ ไม่มีคนท้วงเลยเหรอตอนที่ซองมินไปทำผมสีนี้มา  คือมันก็ไม่ใช่ว่าไม่เข้ากับเจ้าตัวนะแต่พี่ว่า...สีมันเจ็บมากจริงๆ”


            “นั่นสิครับ  ผมก็ว่าอยู่” ปัญญานิ่มขนาดนั้นถึงทำจริงๆก็ไม่น่าประหลาดใจ


“แล้วนี่พี่เขาอยู่ห้องไหนกัน อีกตั้งนานกว่าผมจะแสดง ผมว่า...จะไปหาก่อนดีกว่า” รอยยิ้มน่ารักพร้อมกับท่าทางเอามือลูบผมเขินๆแบบเด็กติดพี่บดบังความร้ายกาจก้าวร้าวภายในไว้อย่างสิ้นเชิง    



สต๊าฟสาวยิ้มเอ็นดูเด็กหนุ่มหน้าหล่อจากวงไอดอลชื่อดังก่อนจะบอกทางให้แต่โดยดี ไม่รู้แม้แต่น้อยว่าเพียงแค่เดินแยกห่างกันมาไม่ถึงสามก้าว สีหน้าอ่อนโยนน่ารักนั้นจะแปรเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้ามยิ่งกว่าหน้ามือเป็นหลังมือ คยูฮยอนแสยะยิ้ม แววตากร้าวขึ้นเมื่อนึกถึงวีรกรรมที่ยังไม่ได้รับการชำระแค้นหลายต่อหลายครั้งของคนเป็นพี่ เร่งฝีเท้าเดินไปยังห้องรับรองศิลปินอันเป็นจุดหมาย



            “หึ ไปทักทายอีซองมินแก้เบื่อก็น่าสนุกดีเหมือนกัน”

 


TBC

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น

  1. #1020 little-ship (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 22:42
    เจ้าคยยยยยู จะทำไรรร
    #1,020
    0
  2. #1019 อาหมวยพิงก์ (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 17:58
    คนอ่านก็อุ่นไปด้วยเลยค่ะตอนนี้ :)
    #1,019
    0
  3. #1018 kangin (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 15:56
    ไรท์มาต่อแล้ววววววววววววว
    #1,018
    0