[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 59 : Problem Child 17 #Reup

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 273
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    11 ก.พ. 61

Problem Child 17 #Reup


เพดานฝ้าสีขาวเป็นสิ่งแรกที่เขาเห็นหลังจากเปิดเปลือกตาขึ้นในรอบแรกของสัปดาห์ อีทึกกะพริบตาปริบๆ พยายามปรับภาพที่เห็นให้ชัดขึ้นหลังจากตื่นมาพบกับความพร่ามัวของแสงเงาและเสียงรายการโทรทัศน์เบาๆดังแว่วมาเข้าหูเป็นระยะ พักหนึ่ง เส้นแสงทั้งหลายเริ่มคมชัด มีมิติขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งผ่านไปนาทีกว่า โลกอันคุ้นเคยก็มาปรากฏโฉมอยู่ในสายตาปาร์คจองซูในที่สุด  


โรงพยาบาล...งั้นหรือ?  


ชายหนุ่มขยับตัวด้วยความเมื่อยขบ รู้สึกตัวชาๆและไร้เรี่ยวแรง หากสมองกลับปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างประหลาด ทำไมร่างกายเขาถึงดูซีดๆและเหลวไม่มีกล้ามเนื้อแบบนี้ ตั้งคำถามกับตัวเองแล้วจึงเริ่มสำรวจโลกรอบตัว พอหันหน้าไปทางด้านซ้ายก็ปะทะเข้ากับร่างโปร่งเพรียวในชุดโรงพยาบาลแบบเดียวกันนั่งพิงหัวเตียงของเตียงข้างๆ ทอดขาอันมีเหล็กดามไว้เหยียดยาวจับจ้องตาโตสวยมาที่เขาอยู่ก่อนแล้ว ริมฝีปากอิ่มนั้นขยับยกเป็นรอยยิ้มทักทาย...ที่ไม่ได้แฝงไปด้วยยาพิษเฉกทุกครั้ง


ไง ตื่นจนได้นะนายน่ะ

ฮีชอล ไม่เพียงร่างกาย หากเสียงเขาเองก็ยังแหบพร่าราวกับไม่ได้เปิดปากพูดมานานนับปี

ก็ฉันน่ะสิ นึกว่าเป็นใครล่ะ

ทำไมฉันถึงมานอนอยู่ห้องเดียวกับนายได้

ถามเป็นละคร น้ำคำเพื่อนยังบาดหูไม่เปลี่ยน นายก็ป่วยเหมือนฉันน่ะสิ เขาคงกลัวเปลืองงบเลยจับนายมาไว้ห้องเดียวกับฉัน ประหยัดทั้งเงินทั้งคนเฝ้าไง ดีไหมล่ะ

ฉัน...ล้มหัวฟาดเหรอเขายังงงๆ เหมือนจะจำได้รางๆว่ากำลังซ้อมเพลงก่อนแสดงจริงอยู่ จากนั้นก็รู้สึกตามัวๆตัวหนักๆ แล้วก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย จนกระทั่งตอนนี้


เกิดอะไรขึ้นบ้างในชั่วเวลาที่เขาหลับอยู่?


ไม่รู้ คงงั้นมั้ง ก่อนนายล้ม ตอนนายล้ม หรือหลังนายล้มฉันก็ได้แต่นอนอยู่ที่นี่อยู่แล้ว จะไปรู้ได้ไง ฮีชอลตอบหน้าตาเฉย

แล้ว... คนป่วยยกแขนขึ้นมองสายระโยงระยางที่เชื่อมอยู่กับแขนทั้งสอง ขมวดคิ้ว กับแค่ล้มหัวฟาดเนี่ยจำเป็นต้องให้น้ำเกลือกันแบบนี้เลยเหรอ

ใครบอกว่านายแค่ล้ม หัวฟาดพื้นน่ะอย่างมากก็แค่ทำแผลแล้วกลับบ้าน นายนอนให้น้ำเกลืออยู่นี่เพราะขาดสารอาหารต่างหากเล่า นายคิดว่าแผลนั่นจะทำให้นายนอนซมไม่ตื่นอยู่ห้าวันเลยเรอะ? เป็นทฤษฎีที่ฉลาดมากปาร์คจองซู ขอบใจที่มอบแนวคิดใหม่นี้ให้แก่โลก โรงพยาบาลจะได้ขาดทุนตายสิ”  


อีทึกอ้าปากค้าง ไม่ได้เจ็บอะไรกับคำพูดหรอกเพราะไม่ทันได้ฟัง สมองหัวหน้าวงหนุ่มหยุดทำงานไปตั้งแต่คำแรกที่มีตัวเลขปรากฏในประโยคแล้ว


ห้าวัน!!!!!!!!

บ้ารึเปล่า เขาเนี่ยนะสลบไปห้าวัน


วันนี้วันที่เท่าไหร่ รีบกระวีกระวาดถาม

ปีสองพันหก เดือนเก้า วันที่สามสิบ...ชัดมั้ย นางพญาของซูเปอร์จูเนียร์พูดทั้งที่สายตาหันกลับไปจับจ้องที่หน้าจอสี่เหลี่ยมปรากฏภาพเคลื่อนไหวยุกยิก ไม่สนใจเพื่อนร่วมวงที่เพิ่งลืมตาตื่นอีก

วันที่สามสิบ เสียงทุ้มเบาหวิว เขาจำได้ว่าไลฟ์ที่แสดงครั้งสุดท้ายคือวันที่ยี่สิบห้า

นายควรจะเลิกสงสัยและเรียกหมอเข้ามาได้แล้ว เพิ่งฟื้น พูดมากเดี๋ยวก็ตายไปอีกหรอก  ฉันไม่อยากนอนกับศพเหมือนที่ต้องทนมาตั้งคืนนึงหรอกนะ นอนคนเดียวยังสบายใจกว่าอีก ชิ


แม้ปากจะประชดประชันจิกกัด แต่มือเรียวกลับยกสัญญาณฉุกเฉินขึ้นกดในทันทีทันใด เอาจริงๆก็ใจชื้นขึ้นมาโขล่ะที่ไอ้คนแก่กว่าแป๊บเดียวนี่ฟื้นขึ้นมาเสียที พอเห็นคนที่เคยแต่เป็นเดือดเป็นร้อนแทนคนอื่นกลับมานอนตายซากอย่างนี้แล้วมันใจหายพิลึก


เร็วยิ่งกว่าจรวด ไม่ถึงนาทีนายแพทย์พ่วงด้วยพยาบาลสาวอีกสองคนก็กรูกันเข้ามาในห้อง เดินข้ามเตียงของคนเพิ่งฟื้นไข้ที่นอนเฉยตาปริบๆไปยังเตียงด้านใน ถามไถ่ให้วุ่นวาย


คุณคิมฮีชอล มีอะไรรึเปล่าคะ

คุณรู้สึกปวดที่แผลตรงไหนเหรอคะ

ต้องการให้เรียกผู้จัดการไหมคะ

โอ๊ย ใจเย็นๆ ในที่สุดเจ้าแม่จอมวีนของวงก็ทนไม่ได้ แว้ดเข้าให้

ผมเป็นคนกดกริ่งก็จริงแต่คนเป็นน่ะไม่ใช่ผมหรอก บุ้ยใบ้ไปยังอีกเตียงที่โดนเมินในตอนแรก

โน่น เตียงนั้นโน่นที่มีปัญหา 


สามคนหันหน้าไปมองคนป่วยที่ยิ้มหวานแห้งๆให้ก่อนจะชะงักไปชั่วขณะ


คุณปาร์คจองซู!!!!!!!”


ไม่น่า ไม่น่าเลยจริงๆ


อีทึกบ่นพึมพำกับตัวเองในใจขณะที่ร่างกายถูกตรวจสอบมากมายไม่ได้หยุด สายน้ำเกลือยังไม่ถูกนำออกจากแขน แถมยังมีที่วัดอะไรทางการแพทย์มาเพิ่มอีกไม่รู้ หันไปหาเพื่อนร่วมวงก็ได้แต่เจ็บใจเพราะอีกฝ่ายนอนดูโทรทัศน์เฉย ไม่แม้แต่จะปรายตามามองหรือให้กำลังใจด้วยซ้ำ


ฟื้นตั้งแต่เมื่อไหร่คะ นานแล้วหรือยัง


พยาบาลสาวถามพลางวัดความดันที่ต้นแขนขาวบางน่าหดหู่ ชวนให้เจ้าของคิดจะรื้อฟื้นโปรแกรมเสริมกล้ามอย่างจริงจัง


ก็ไม่นานมากครับ ตื่นมาคุยกับฮีชอลแป๊บนึงแล้วเขาก็กดกริ่งเรียกให้


ใจหายกันไปตามๆกัน รู้มั้ยคะว่าที่นี่น่ะหัวปั่นกันสุดๆเลยที่ห้าวันแล้วคุณก็ไม่ฟื้นซักที กลัวแทบแย่


จะให้ตอบอะไรได้นอกจากมอบรอยยิ้มหวานไปแทนทั้งคำขอบคุณและคำขอโทษ ถ้าเลือกได้เขาก็ไม่อยากนอนไปนานขนาดนั้นหรอก งานการมีตั้งไม่รู้เท่าไหร่ไหนจะ...


อีทึกลืมตาโต กระตุกพรวดจนพยาบาลสาวสะดุ้ง ถามเสียงสั่น


เป็นอะไรคะคุณปาร์คจองซู ปวดแผลที่ศีรษะหรือคะ


อ๋อ เปล่าครับ เพียงแต่ว่า... หัวหน้าวงซูเปอร์จูเนียร์หัวเราะแห้งๆกลบเกลื่อน จะให้บอกคนอื่นเขาอย่างไรล่ะ...ว่าไหนจะกลัวสุดประเสริฐทั้งสิบเอ็ดคนที่ตกค้างอยู่ที่บ้านตีกันตายไปเสียก่อน 


หรือว่าตายไปแล้วจริงๆก็ไม่รู้  ปกติไม่ต้องห้าวัน ไม่ถึงห้าชั่วโมงก็ลงแดงตายได้นี่ถ้าไม่ตีกัน


อีทึกอดทนรอจนกระทั่งเหล่าคนในชุดขาวจัดการชำแหละตัวเขาเสียเสร็จครบถ้วนทุกกระบวนความ พร้อมทั้งทยอยกันเดินออกไปนอกห้องเรียบร้อยแล้วจึงหันมาทางคนที่บัดนี้เปลี่ยนจากการนั่งดูทีวีมาเป็นนอนเอนหน้ามามองเขาด้วยสายตาขบขันได้ซักระยะหนึ่ง


คิดไปเองหรือเปล่าว่าฮีชอลเวอร์ชั่นโรงพยาบาลนี่ดูจะเพี้ยนๆไป ปากยังจัดอยู่แต่ไม่ค่อยจิกจนเลือดซิบเหมือนตอนอยู่ที่บ้าน  และดวงตากลมโตที่ดูจะลดดีกรีความเย็นยะเยือกบาดใจลง


ห่วงไอ้เวรพวกนั้นล่ะสิ ตื่นมาถึงก็นึกถึงพวกมันก่อนใครเลยนะ คำเปรยนั้นช่างตรงกับใจเขามากเป็นที่สุด ทว่าคนเพิ่งฟื้นไข้แปลความหมายของน้ำเสียงนั้นไม่ออก

ก็ต้องห่วงสิ ถ้าฉันไม่อยู่แล้วจะอยู่กันยังไง รายการที่ไปถ่ายทำมีปัญหาอะไรบ้างหรือเปล่า นายพอรู้อะไรบ้างไหม ตอบออกไปตามตรงไม่มีปิดบัง แล้วแถมด้วยคำถามเสียอีกดอกหนึ่ง

ไม่รู้อะไรทั้งนั้น นายนี่นอกจากประสาทแล้วยังหูหนวกอีกนะ บอกแล้วว่าฉันนอนอยู่ในโรงพยาบาลมาก่อนนายอีกจะให้รู้อะไร


เห็นท่าหงอยๆนั้นก็รู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย คนเพิ่งฟื้น กระทบกระเทือนมากไปก็ไม่ดีฮีชอลจึงเสริมต่อว่า


แต่ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรนี่ ไม่งั้นก็ต้องมีผู้จัดการซักคนวิ่งแจ้นมาแล้ว


แม้จะไม่ได้อย่างที่คิดทว่าคำตอบนั้นก็สร้างความอุ่นใจได้ในระดับหนึ่ง อีทึกผ่อนลมหายใจ เอนตัวลงนอนด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้น  อากัปกิริยานั้นจุดรอยยิ้มประหลาดบนใบหน้าสวยของคนเป็นเพื่อน


คิมฮีชอลเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหลาดไม่แพ้ใบหน้าว่า


นายนี่มัน...นางฟ้าจริงๆเลยนะ




 

 

หลังจากนั่งเล่นนอนเล่น คุยเล่นรวมถึงเป็นของเล่นให้ฮีชอลจิกกัดเล่นมาได้ซักระยะ ตกเย็น ห้องพักผู้ป่วยพิเศษของโรงพยาบาลก็ได้มีโอกาสต้อนรับกลุ่มนักร้องบอยแบนด์ชื่อดังรวมทั้งผู้จัดการทั้งสี่ที่ต่างมากันพร้อมหน้าจนห้องพักรับรองที่ว่าใหญ่แล้วถึงกับจะไม่มีที่ให้ยืน


อีทึกไม่เคยคิดว่าจะยิ้มได้ขนาดนี้เมื่อเห็นเด็กหนุ่มสิบกว่าคนเดินเรียงแถวกันเข้ามาพร้อมกับผู้จัดการ ยิ้ม...ทั้งๆที่รู้สึกถึงน้ำใสๆคลอคลองใต้ตา


ขอบใจมากนะที่มา เสียงยังแหบเล็กน้อยทว่าทุกคนก็รับรู้ถึงความตื้นตันในน้ำเสียงนั้น บางคนถึงกับเบือนหน้าหนี  บอกไม่ถูกว่าจะรำคาญ...หรือละอายแก่ใจ


จนถึงบัดนี้  เจ็บถึงเพียงนี้  ปาร์คจองซูก็ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง


 “คิดอะไรมาก นายฟื้นก็ดีแล้วจองซู งานรอนายอยู่ตรึมเลย นี่ขนาดบางงานงดหรือให้คนไปแทนบ้างแล้วนะ


ทักยองจุนผู้จัดการใหญ่เข้ามาใกล้ เอ่ยอย่างอารมณ์ดีแต่ยังไม่กล้าแตะต้องตัวผู้ป่วยเกรงจะกระทบกระเทือน ทว่า น้ำคำที่เอ่ยออกมานั้นก็ค่อนข้างจะกระเทือนจิตใจคนนอนแบ็บอยู่ไม่ใช่น้อย อีทึกยิ้มแห้ง

งาน งาน และงาน...ไม่เคยได้หยุดพัก


ขนาดนั้นเลยหรือครับ

ก็งั้นสิ เจ้าพวกนี้วิ่งรอกกันแทบไม่ทัน

พวกนี้ เขาทวนคำ

ใช่ ก็ไปออกบางรายการแทนนายไง   


ไร้คำพูดไปชั่วขณะ ภายในใจมันฟูฟ่องและเต็มตื้น ใครจะนึกว่าน้องจะยอมช่วยทำงานแทนเขา ดวงหน้าหวานกวาดมองใบหน้าของน้องแต่ละคนอย่างซาบซึ้งก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อมีบางสิ่งบางอย่างขาดหายไป ไวเท่าความคิดก็เปิดปากถาม


แล้วซีวอนไปไหนล่ะครับ ยังไม่เห็นเลย

...........................  

หมอนั่นโดนพ่อแม่เรียกกลับไปตั้งแต่ตอนทำงานน่ะ เลยไม่ได้มาด้วย


อีซึงฮวานตอบแทนให้เมื่อคนที่เหลือทำท่าราวกับลืมเอาปากมาเสียหมด ท่าทางสดชื่นเบ่งบานเหมือนดอกไม้ได้น้ำยามเช้าเฉาลงเล็กน้อย ริมฝีปากบางพึมพำ


อย่างนั้นเหรอครับ

อืม

ไม่เป็นไรครับ อีกเดี๋ยวก็คงได้เจอกันอยู่ดี ชายหนุ่มพยายามฝืนยิ้มอีกครั้ง ปรับความหมองหม่นของดวงตาให้กลับมาเป็นปกติพร้อมกับก่นด่าตัวเองในใจ


หยุดงี่เง่าได้แล้วจองซู ดูเวลาหน่อย มันไม่ใช่เรื่องที่นายจะต้องทำให้น้องคนอื่นรู้สึกไม่ดีไปด้วย ที่เขาพากันมาเยี่ยมนายเยอะขนาดนี้ก็มากจนไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว ยังจะเอาอะไรอีก

สิ่งที่นายทำได้และต้องทำในตอนนี้คือยิ้มให้กับทุกคน  นายต้องยิ้ม...ย้ำคำหนักๆพร้อมกับที่รอยแย้มปรุงแต่งให้สดใสค่อยคลี่ออกกว้าง

หน้ากากถูกนำมาสวมอีกครั้ง...คราวนี้กับคนในวง

 



 

การเยี่ยมไข้ปาร์คจองซูไม่ใช่อะไรที่ดูสนุกสนานและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเฮฮาเหมือนอย่างที่อื่น กลับกัน มันกลับเป็นการที่คนหมู่มากมายืนรวมตัวกันเงียบๆ ต่างคนต่างไม่สนใจอะไร รวมถึงเมื่อเจ้าตัวที่มักจะเป็นฝ่ายตั้งคำถามเสียก่อนถูกบั่นทอนกำลังใจจนหงอยเหงา แม้จะพยายามยิ้มพยายามฝืนให้ดูมีความสุขก็ทำไปได้ไม่กี่น้ำแล้วก็กลับมาหน้าเฉยเหมือนเก่า


ดูๆไปแล้วไม่ต่างอะไรกับงานศพดีๆนี่เอง


คิมฮีชอลกลอกตาไปมา ร่ำๆอยากจะขว้างอะไรซักอย่างลงไปกลางห้องเพื่อทำลายความเงียบ


ไม่เข้าใจ จะมากันทำไม มาเพื่อทำหน้านิ่ง ยืนเงียบ สร้างความอึดอัดให้กับเจ้าของห้องเนี่ยนะ ถึงไอ้คนข้างๆเขาจะยิ้มไม่รู้สึกรู้สมแต่ฮีชอลคนนี้ก็รับรู้รับฟังและรู้สึกในทุกๆอย่างนะ


น่ารำคาญจริงๆไอ้เวรพวกนี้นี่

ร่างโปร่งในชุดสีขาวขยับตัวยุกยิก หันซ้ายหันขวาก่อนจะไปสะดุดกับ ภาพอะไรบางอย่างที่เตียงข้างๆ


ในขณะที่ทุกคนยืนกระจายกันรอบห้อง เว้นระยะห่างจากพี่ชายคนโตสุดพอสมควร ไอ้เด็กเปรตนั่นกลับเป็นเพียงคนเดียวที่เข้าไปยืนเสียจนชิด พิงสะโพกกับขอบเตียง แม้จะไม่พูดไม่จาและไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ แต่แบบนี้มันเหมือนกับว่า...แสดงความเป็นเจ้าของกลายๆ


คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นเมื่อจับได้ว่าริมฝีปากหยักนั่นกำลังขยับ


ไอ้นั่น มันมีธุระจริงๆ พรุ่งนี้ก็คงมา ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้นหรอก


คนที่ยืนกอดอกอยู่ข้างเตียงเอ่ยขึ้นลอยๆ  เบาจนไม่มีใครได้ยินนอกจากผู้ที่อยู่บนเตียงเท่านั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร เพียงแค่เห็นหน้าขาวๆนั่นสลดลง ปากก็พาไปเองโดยอัตโนมัติ แล้วก็ต้องข่มความร้อนบนใบหน้าของตัวเองเมื่ออีกฝ่ายแหงนเงยใบหน้า ช้อนดวงตาคู่สวยขึ้นมามอง


คนเป็นหัวหน้าวงกำลังงงเล็กน้อยว่าน้องชายตัวโตเอ่ยถึงอะไร หากประมวลผลเพียงไม่นานริมฝีปากบางก็คลี่ออกเป็นรอยยิ้มที่มาจากใจเมื่อนึกได้ว่าเจ้าของฉายาหมีอ้วนต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนกว่าจะเค้นคำประเภทนี้ออกมา


ความเอื้ออาทรเพียงเท่านี้ ก็เป็นยิ่งกว่าสิ่งล้ำค่าสำหรับเขา เสียงนุ่มเบากระซิบตอบ รู้ดีว่าน้องก็คงอายและไม่อยากให้ใครรู้เช่นกัน

อืม ขอบใจนะยองอุน

        

    ของขวัญของอีทึกคือรอยกระตุกยิ้มมุมปากและแววตาทอแสงอ่อนลงจนเจือ...อบอุ่นนิดๆ คนที่กำลังป่วยหน้าซีดรู้สึกถึงเลือดลมที่สูบฉีดจนแก้มร้อนฉ่า รีบก้มหน้าให้เส้นผมลงมาบังระข้างแก้มในทันที

        

    หัวใจ...เหมือนเต้นผิดจังหวะไปครั้งหนึ่ง 

 




 

ตกดึก คิมฮีชอลพลิกตัวไปมาอย่างกระสับกระส่าย ผ้าห่มบนเตียงเหมือนจะร้อนจนเกินไปและทุกอย่างก็ดูน่าอึดอัด ทนไปได้อีกไม่ถึงนาที นางพญาขาเจ็บของเอสเจก็ต้องผุดลุกขึ้นนั่งท่ามกลางความมืดที่มีเพียงแสงไฟจากระเบียงนอกหน้าต่างส่องเข้ามารางๆ


มองไปด้านข้าง นางฟ้าบนดินกำลังนอนหลับสนิท มุมปากยังปรากฏรอยยิ้มจางๆ แนบใบหน้าซีกหนึ่งไปกับหมอนสีขาวนุ่มฟู ฮีชอลถอนหายใจหมดอารมณ์ที่จะปลุกอีกฝ่ายขึ้นมานั่งร่วมทุกข์ เห็นหน้ามันแล้วเรียกไม่ลง รู้สึกเหมือนกำลังจะทำบาป แต่ทว่า


กุกกัก !  


เสียงประหลาดดังมาจากทางด้านหน้าประตูห้อง คนตระกูลคิมชะงัก ดวงตากลมโตตวัดไปอย่างระแวดระวัง ร่างกายชักเครียดเกร็ง ตื่นตัวเต็มที่...ซูเปอร์จูเนียร์ไม่ได้มีแต่มิตร ถ้อยคำด่าทอในอินเตอร์เน็ตหรือใบมีดที่สอดแทรกมาในจดหมายเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดี และถึงแม้จะไม่เกี่ยวข้องกับวง


ดึกดื่นป่านนี้ใครจะเข้ามานอกเสียจาก


ประตูสีขาวบานใหญ่ค่อยแง้มออกช้าๆพร้อมกับเม็ดเหงื่อที่ไหลซึมเต็มขมับขาว ชายหนุ่มหน้าสวยค่อยผ่อนกายลงกับหมอน แสร้งทำเป็นหลับ รู้ดีว่าในยามนี้หลงเหลือเพียงตัวคนเดียว ไม่อยู่ในฐานะที่จะให้ใครช่วยเหลือได้ หากอีกใจก็ขอบคุณสุดชีวิตที่เขาเป็นคนตื่นอยู่ ถ้าหากว่าเป็นอีกคนซึ่งยังไม่แข็งแรงพอที่จะช่วยเหลืออะไรได้หรือว่าหลับกันทั้งคู่แล้วล่ะก็


มือผอมควานหาข้าวของที่พอจะนำมาเป็นอาวุธเต็มที่จนกระทั่งมือไปสะดุดเข้ากับนาฬิกาปลุกเรือนเหล็กใต้หมอน วัตถุชิ้นพอดีมือถูกกำไว้จนแน่น เตรียมพร้อมถ้าหากว่ามีอะไรฉุกเฉิน   


ร่างเงาตะคุ่มค่อยๆเคลื่อนกายเข้ามาใกล้ แผ่วเบา ชนิดที่ถ้าหากว่าเขาสองคนหลับอยู่ทั้งคู่จะไม่มีวันรู้สึกตัว โชคดีซ้ำสองที่ข้างเตียงคิมฮีชอลคือสวิตช์ไฟหัวเตียงพอดี สมาชิกลำดับที่สองพลิกตัวให้หน้าหันออกสู่ผู้บุกรุก มือข้างหนึ่งแตะที่สวิตช์แข็ง อีกข้างกำนาฬิกาไว้ รอจนอีกฝ่ายเข้ามาในระยะที่พอเหมาะแล้วจึงกดเปิดไฟ เงื้อเหล็กทรงตันหนักขึ้นเต็มที่


แชะ !!


แม้บุรุษแปลกหน้าจะนำมือขึ้นป้องใบหน้าด้วยความตกใจแสงไฟข้างเตียงที่สว่างจ้าขึ้นมากะทันหัน หากเพียงแวบเดียว ความเคยชินก็ทำให้ฮีชอลจำได้ทันที นัยน์ตาโตเบิกกว้าง


ไอ้เด็กไร้มารยาท พ่อแม่ไม่สั่งสอนนั่น


ชเวซีวอน!!!!

            “พี่ฮีชอล!!!


ฝ่ายตั้งรับตกใจเพียงใด ฝ่ายมาบุกรุกก็เป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นักร้องหนุ่มที่พ่วงสถานะคุณชายแห่งตระกูลชเวทำตาโตเกือบจะเรียกได้ว่าเหลือกถลน ยังดีที่ไม่เผลอหลุดปากตะโกนออกมาให้อีกคนตื่นไปด้วย


มาทำไมดึกดื่นป่านนี้ ทันทีที่ตั้งหลักได้ยาพิษก็ถูกพ่นออกจากริมฝีปากบางในทันที นัยน์ตาโตฉายประกายไม่เป็นมิตรเด่นชัด หากมือเรียวก็ยอมลดนาฬิกาเหล็กลงวางข้างตัว

ไม่ได้มาหาพี่ก็แล้วกัน

เหอะ ถึงมาหาฉันก็ไม่ต้อนรับ อีกอย่างห้องนี้มันก็ของฉันครึ่งหนึ่ง ไม่เคยมีใครสั่งสอนหรือไงว่าย่องเข้าห้องคนอื่นในตอนตีสองเนี่ยมันเสียมารยาท

พูดมากเดี๋ยวพี่อีทึกก็ตื่นหรอก

แกก็ตั้งใจจะมาเพื่อปลุกเขาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอไง

ไม่ใช่

อ้อ มานั่งมองเรอะ เพิ่งรู้นะว่าเป็นพวกแอบ...จิต


ฮีชอลยิ่งเพิ่มเสียงให้ดังขึ้นอีก ในระดับที่เขารู้ดีว่าเพื่อนซึ่งเป็นรูมเมทร่วมห้องมานานจะไม่ตื่นขึ้นมาง่ายๆ


แน่นอน อีกคนย่อมไม่รู้ 


สมาชิกซูเปอร์จูเนียร์คนที่สิบพยายามสูดลมหายใจลึก ระงับความโกรธควันพุ่งกลับเข้าไปในอกไม่ให้ปะทุออกมาจนเสียเรื่อง ตระหนักดีว่าสำหรับคนอย่างคิมฮีชอล เถียงไปก็ใช่จะชนะได้ ดีไม่ดีจะต่อยาวถึงเช้าด้วยซ้ำ และเขาก็ไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น


ในที่สุด ซีวอนก็ยอมฝืนใจตัวเองลดทิฐิ กล่าวด้วยน้ำเสียงปกติเป็นครั้งแรก...ครั้งแรกจริงๆนับตั้งแต่ที่ได้รู้จักรุ่นพี่หน้าสวยคนนี้มา


ผมไม่ได้จะมาทะเลาะกับพี่นะ ผมมาหาพี่อีทึก  

จะหามันทำไม แกเองไม่ใช่เหรอที่ทำให้มันนอนแบ็บอย่างนี้น่ะ จริงไม่จริงไม่รู้ ฮีชอลขอบลัฟไว้ก่อนก็แล้วกัน และดูจากสีหน้า...เห็นท่าว่าเขาจะเดาถูก


ซีวอนใจกระตุกกับคำกล่าวหานั้น นึกทดท้อทว่าความตั้งใจแต่แรกเริ่มก็ทำให้ยังอดทนฟังจนประโยคถัดไป


จะเอายังไงก็ว่ามา เสียเวลานอน

.......................

ไม่งั้นฉันจะกดเรียกพยาบาลแล้วนะ

“ผมแค่จะมาคุยกับพี่เขา” คนฟังส่งเสียงหึ ปฏิเสธทันควัน

“ไม่ให้ น้ำหน้าอย่างแก ปากอย่างแกได้ทำให้เพื่อนฉันทรุดหนักกว่าเดิมแน่ๆ ถ้าจะหาเรื่องก็ช่วยดูเวลาหน่อยเถอะชเวซีวอน  จองซูตอนนี้มันไม่มีปัญญาจะรับมืออะไรกับแกอีกแล้ว กะจะเอาให้ตายไปต่อหน้าเลยหรือไง”


ถึงจะไม่ได้สาดถ้อยคำด่าทอรุนแรงแบบเมื่อก่อนทว่าคำพูดเรียบๆเย็นๆ กึ่งจะขอร้องด้วยซ้ำของคิมฮีชอลก็บาดใจคนฟังยิ่งนัก ซีวอนกระตุกเท้าถอยออกจากห่างเตียง ส่ายหน้า ลดท่าทางอหังการ์ที่เคยเป็นเกราะป้องกันลงทั้งหมด  พูดเสียงแหบแห้ง


“ไม่ใช่ ไม่ใช่ ผมไม่ได้จะมาหาเรื่องพี่อีทึก ผมไม่ได้จะทำร้ายเขาอีกแล้ว”

“แล้วนายมาทำอะไรกันแน่  ถ้าไม่บอกฉันก็จะนั่งอยู่แบบนี้แหละ  ไม่ให้แกยุ่งกับจองซูเด็ดขาด”

“ผม...” น้ำเสียงนั้นแทบไม่หลุดพ้นริมฝีปาก

“ว่ามาสิ ฉันฟังอยู่”

ผม...มา...มา...ขอโทษ


อีกฝ่ายนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจจนคุณชายตระกูลดังชักใจเสีย ทว่าในอีกวินาทีถัดมาเขาก็ต้องตกตะลึงกับรอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่เคยเห็นจากนางพญาคนดัง...ไม่ต่างจากรอยยิ้มนางฟ้าของหัวหน้าวงหน้าหวานเลยแม้แต่นิดเดียว ริมฝีปากที่คลี่ออกทำให้ใบหน้าหวานดุคลายลงกลายเป็นความอ่อนโยนอันคาดไม่ถึง น้ำเสียงแหลมสะบัดเล็กน้อย


ก็เท่านั้นแหละ...ที่อยากได้ยิน


ร่างบางกระถดตัวลงนอนเอนยาวตามเดิม พลิกตัวหันแผ่นหลังให้ เอ่ยผ่านความมืดมาเบาๆ


จะคุยอะไรก็คุยซะสิ วันนี้ฉันเหนื่อย หลับสนิทไม่รู้สึกตัวเลยทั้งคืน           



รอยยิ้มบางถูกวาดขึ้นโดยไม่รู้ตัว สีหน้าแววตารวมถึงจิตใจอ่อนยวบลงอัตโนมัติ  ในวันนี้รู้สึกว่าจะเกิดครั้งแรกระหว่างเขากับคนตรงหน้ามากมายหลายข้อเหลือเกิน และตอนนี้ชเวซีวอนก็กำลังเกิดความคิดหนึ่งเป็นครั้งแรก และก็ออกจะตกใจกับมันไม่น้อย 

คิมฮีชอล...ก็มีบางมุมที่น่ารักเหมือนกัน

 

 



ว่ากันว่าการนอนหลับเป็นหนทางพักผ่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์...ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติหรือศาสนาใด ร่างกายจะสะสมเซลล์เพื่อผลัดเปลี่ยนรวมถึงฟื้นฟูสิ่งที่เสื่อมสภาพไป และยิ่งนานเท่าไหร่การรักษาก็จะยิ่งทวีประสิทธิภาพมากขึ้น


ซูเปอร์จูเนียร์ฮันกยอง ฮยอกแจและคิบอมเพิ่งจะซาบซึ้งกับทฤษฎีว่ามันเป็นความจริงอย่างที่สุดก็วันนี้เอง


พี่ชายคนโตสุดของพวกเขา ผู้ซึ่งหลับใหลไม่ได้สติไปกว่าห้าวัน บัดนี้นอนลืมตายิ้มหวาน เปล่งประกายรังสีความสดใสออกมาอย่างเห็นได้ชัด นางฟ้าคนเดิมกำลังใกล้จะกลับคืนสู่โลกมนุษย์เข้าไปทุกวัน ภายใต้แสงแดดอ่อนที่สาดกระทบมาจากบานหน้าต่างใหญ่ข้างห้อง แผ่นหลังบอบบางในชุดคนไข้ผูกป้ายหน้าหลวมๆสีอ่อนนั้นแลดูราวกับปีกสีขาวกำลังจะสยายบาน


หน้าตาสดใสเชียวนะ หึ ความสุขสดชื่นรอบตัวนั้นมากมายเสียจนคนนอนอยู่เตียงข้างๆอดที่จะเหน็บแนมไม่ได้ ทว่าคนถูกเหน็บกลับยิ้มหวาน

ก็ฉันฝันดีนี่

ทำไม ฝันว่านายได้รางวัลชายงามแห่งปีเรอะ อีทึกส่ายหน้าหากใบหน้าก็ยังยิ้ม

บ้าเหรอ อันนั้นมันดีตรงไหน

ชิ


อาการที่ออกยิ่งกว่าอะไรของคนเป็นหัวหน้าวงทำให้คิมฮีชอลนึกรู้ ไอ้สิงโตหัวฟูปากเสียนั่นคงจะบรรลุวัตถุประสงค์ของมันอย่างสมบูรณ์แล้ว  ก็ดี บ้านจะได้เงียบเสียงลงอีกหน่อย ข้าวของก็จะได้พังน้อยลงอีกนิดนึง คิดได้ดังนั้นจึงเพียงแต่เปิดปากทิ้งค้างไว้ว่า


ฝันสูงมากระวังจะฝันสลายก็แล้วกัน”   


หลังจากที่ปล่อยให้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ได้ไม่นาน ราวสายหน่อย นายแพทย์เจ้าของไข้ก็เดินเข้ามาตรวจเช็คอาการนักร้องหนุ่มเป็นรอบแรกของวัน โล่งใจกับอาการที่ฟื้นตัวได้เร็วอยู่ไม่ถึงสองนาทีก่อนจะทำท่าไม่สบอารมณ์กับคำร้องขอของคนเพิ่งหายป่วย


ไม่ได้คนเป็นหมอปฏิเสธเฉียบขาด

ทำไมจะไปไม่ได้ล่ะครับ ก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้วนี่

ใครว่าคุณไม่เป็น คุณเป็นหมอเหรอถึงจะรู้น่ะ อีกเสียงโวยตอบ ชายหนุ่มในชุดกาวน์แพทย์ยืน เกือบจะเรียกได้ว่าเท้าสะเอว ทำหน้าถมึงทึงอยู่กลางห้อง

แต่ผมไม่ได้รู้สึกเหนื่อยหรืออะไรแล้วจริงๆนะครับ คนป่วยยังพยายามแย้งแล้วก็โดนขัดคอฉับ

ไม่เป็นบ้านคุณสิ


คุณหมอหนุ่มไม่เคยเป็นกังวลกับเรื่องคำพูดคำจากับบุคคลที่เป็นนักร้องอยู่แล้ว ดี ยิ่งดุยิ่งดี จะได้สำนึกกันเสียบ้าง คราวที่แล้วก็ไอ้คนค่ายนี้แหละ ที่มันโดนหามส่งโรงพยาบาลมาล้างท้องเพราะดันมักง่ายไปดื่มน้ำส้มหน้าตาน่าสงสัยของแฟนคลับ


อะไรมันจะเป็นคนดีขนาดนั้น แฟนคลับให้มา แม้แต่น้ำส้มเปิดขวดแล้วก็ยังเชื่อดื่ม ขอบอกว่าทงบังชินกิ ยูโนว์ยุนโฮเป็นคนที่บ้าที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมา

ยังคนที่นอนอยู่นี่อีก เฮอะ...พวกหัวหน้าวง


รู้ไหมว่าร่างกายคุณน่ะอ่อนแอขนาดไหน กระทบนิดกระทบหน่อยก็วูบ ความดันก็ต่ำ เลือดก็ไม่มี อาหารการกินก็กินไม่พอ มีอะไรดีบ้างไหมเนี่ย ...แล้วยังไม่เจียมอยากจะทำอาชีพนักร้อง


ประโยคหลังได้แต่เก็บเอาไว้ในใจ


สายตาขุ่นขวางของคนที่ดูแลเขามาตลอดหนึ่งอาทิตย์ทำให้อีทึกชักคอหด หันไปทางไหนก็ไม่มีใครคิดจะช่วยเลยสักคน สุดท้ายจึงได้แต่เอ่ยเสียงอ่อยๆด้วยแววตาเว้าวอน


แต่ผมอยากไปนี่นา ประเทศไต้หวันเลยเชียวนะ แถมยังได้แสดงในงานด้วย

คุณอยากเป็นลมกลางงานอีกครั้งไหมล่ะ

........................... 


คนถูกช่วยชีวิตส่ายหน้า ขณะที่ผู้ช่วยชีวิตถอนหายใจเฮือก


ใครเป็นคนมาบอกคุณเรื่องงานประกาศรางวัลอะไรนี่ล่ะ พวกคุณเรอะ หันหน้าไปถามสมาชิกอีกสามคนที่นั่งหัวโด่ ก็ไม่มีใครให้คำตอบอะไรนอกไปจากทำหน้าเฉยๆ ดูแล้วมันชวนตงิดๆในความสัมพันธ์นัก  


ไหนเขาว่าซูเปอร์จูเนียร์รักกันปานจะกลืนกินไม่ใช่เรอะ...แล้วนี่มันอะไร

คิบอมชักจะรู้สึกตัวกับสายตามีแววประหลาดของคุณหมอชุดขาวจึงพยายามปรับใบหน้าให้ละมุนขึ้น ตอบเสียงเรียบว่า


ผู้จัดการให้เราเอาตารางงานมาให้พี่อีทึกครับ แต่จะไปหรือไม่ไปให้พี่เขาเป็นคนตัดสินใจเองศีรษะกลมพยักเป็นเชิงรับรู้ ทว่า

ไปสิ ต้องไปอยู่แล้ว”   

คุณน่ะเงียบๆไปเลย!!”


เป็นที่สะอกสะใจของคิมฮีชอลนัก เมื่อหลังจากที่โดนดุและถลึงตาใส่ไปอีกรอบ คนอายุมากที่สุดก็ไม่กล้าออกเสียงออกความเห็นใดๆอีก ได้แต่นอนนิ่งถูกจับตรวจร่างกายไปเงียบๆ ชายหนุ่มหน้าหวานนอนเหลือบตามองแมวสีเทาสุดรักเดินเล่นไปมารอบห้องอย่างสบายใจ


ฮันกยอง ฮยอกแจ และไอ้เด็กแก้มป่องกลับไปทำงานแล้วห้องจึงว่างพอที่ฮันเจย์ฮีบอมจะครอบครองพื้นที่ทั้งหมด มุมปากบางวาดเป็นรอยยิ้ม


ไม่มีทางที่เขาจะยอมให้ปาร์คจองซูได้ในสิ่งที่หวังหรอก มันเรื่องอะไรกันขณะที่เขายังต้องนอนอยู่แบบนี้อีกนานนับเดือนแต่อีกฝ่ายจะลุกไปสนุกอยู่ที่ไต้หวันอย่างนั้นเหรอ เหอะ  


อย่าหวังซะให้ยาก

ถ้าไม่ได้ไปมันก็ต้องไม่ได้ไปด้วยกัน

 



 

กระแสตอบรับอัลบั้มสามของทงบังชินกิโด่งดังเป็นพลุแตก กระจายไปทั้งในและนอกประเทศ พลอยให้หลายๆคนจับตามองศิลปินในค่ายเอสเอ็ม เอนเตอร์เทนเม้นท์กันมากขึ้นว่าจะมีคลื่นลูกใหม่ที่สั่นสะเทือนวงการไล่ตามหลังมาอีกหรือเปล่า และวงน้องใหม่สิบสามคนที่ชื่อซูเปอร์จูเนียร์ก็ติดอยู่ในโผนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   


คิมฮีชอลทำหน้าไม่สบอารมณ์เมื่อได้กลับมาพักผ่อนอยู่ที่หอพัก แทนที่จะสงบ ตารางงานมากมายก็พากันหมุนเวียนเข้ามาจนน่าเวียนหัว และที่น่าหงุดหงิดที่สุดก็คือ เขาไม่ได้มีส่วนในงานเหล่านั้นเลยแม้แต่งานเดียว ในขณะที่ปาร์คจองซูได้ทำแทบทุกอย่าง แม้แต่การไปไต้หวันที่สุดท้ายคุณหมอก็อนุญาตให้ไป


ความยุติธรรมมันหายไปไหนหมด!!


มีความสุขเหลือเกินนะ ไม่อยากกลับมานอนเล่นกับฉันอีกสักอาทิตย์สองอาทิตย์หรือไง   


คนฟังชะงัก ละมือจากตู้เสื้อผ้าที่กำลังจะเปิดแล้วหันไปยิ้มกับร่างผอมบางซึ่งทอดกายยาวอยู่บนเตียงในห้องพักส่วนตัวของสองพี่ใหญ่แห่งวง อีทึกเอ่ยเสียงปะเหลาะ


เอาน่า ขานายยังไม่หายดีนี่นา อีกไม่นานหรอก

ปากมาก ไม่รู้ก็อย่าทำมาเป็นรู้ดี รำคาญ

ฉันรู้เยอะกว่านายละกันน่า อย่างน้อยฉันก็ไปถามหมอมาแล้ว


เจ้าของฉายาซินเดอเรลล่าทำเสียงเฮอะแล้วเบือนหน้าหนี หากสีหน้าเย้ยหยันไม่ได้ทำให้คนที่อายุมากกว่าเพียงสิบวันรู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป ระยะเวลานับสิบวันที่ได้อยู่ด้วยกันทำให้เขาได้เรียนรู้ยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม   

ภายใต้หน้ากากอันเย็นชา...คือตัวตนที่เปราะบาง อ่อนไหว และถัดจากตัวตนนั้นเข้าไป...คือความอ่อนโยน


ฮีชอลเริ่มละลายกำแพงของตัวเองบ้างแล้ว   


เมื่อตอนอยู่ที่โรงพยาบาลน่ะ ขอบใจนายมากนะ เมื่อเห็นความเงียบเข้ามามีบทบาทมากเกินไป อีทึกจึงเป็นฝ่ายทำลายมันซะ ด้วยบทสนทนาที่เตรียมเอาไว้นานพอสมควรว่าจะต้องพูด

อะไร

วันที่ซีวอนมา

ไอ้เด็กนั่นมันเคยมาเยี่ยมนายด้วยเหรอ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันไม่เห็นรู้ สีหน้าแววตานั้นแนบเนียนไร้ที่ติ ทว่าเขาก็ยังรู้

ขอบใจทุกอย่าง ทั้งที่นายพยายามสู้ถ้าเผื่อคนที่เข้ามาไม่ใช่ซีวอน และ...ที่นายยอมทำให้เขาเอ่ยคำๆนั้น


อีกฝ่ายยังคงทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ และคนพูดก็ยังคงพูดต่อไป


ฉันเคยคิดว่าฉันเข้าใจน้อง เข้าใจซีวอนว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น แต่ฉันก็ไม่เคยได้ฟังความจริงจากปากเขาเลย สมัยก่อนฉันทำให้เขาต้องเตลิดหายไปด้วยซ้ำ อัญมณีสีเข้มเหม่อลอยไปถึงวันที่น้องชายตัวโตหันแผ่นหลังให้วิ่งจากไป และน้ำคำห้วนห้าวที่ตะโกนใส่หน้า


แล้วมันจะเป็นอย่างไหนล่ะ สุดท้ายสิ่งที่พี่ต้องการก็คือแค่ให้ผมไปขอโทษมัน หรือไม่ใช่...งั้นผมขอบอกให้รู้ไว้ตรงนี้เลยนะ ผมไม่ขอโทษมันหรอก ให้ตายก็ไม่ขอโทษ


แต่พอมาวันนี้ วันที่เขายอมบอกทุกอย่าง ฉันถึงได้รู้ว่าฉันไม่เคยเข้าใจเขา แม้แต่นิดเดียว


ลึกๆแล้วเขาก็ยังเสียใจ ถ้าเพียงแต่รู้ให้เร็วกว่านี้ ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป รอยร้าวอาจจะปรากฏน้อยลง และทุกคนก็จะมีความสุขมากกว่านี้


แล้วมันทำตัวให้น่าเข้าใจไหมล่ะ” ในที่สุดฮีชอลก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความคิดเห็น เขาไม่เห็นด้วยที่อีทึกเอาแต่คิดโทษตัวเอง ในชีวิตไม่มีใครถูกไปหมดทุกอย่าง อยู่ที่ว่าจะผิดมากหรือน้อยกว่ากันก็เท่านั้น

ไม่ใช่ความผิดของซีวอนคนเดียวหรอกฮีชอล เด็กคนนั้นแค่ไม่รู้จะแสดงออกมายังไงก็เท่านั้น อีทึกเอ่ยต่อเมื่อเห็นแววตาฉายประกายคำถาม

บ้านเขารวยใช่ไหม ซีวอนน่ะ

นายคิดว่าห้างฮยอนแดที่มันมีอยู่ในไม่รู้กี่จังหวัดน่ะ มันเช่าชื่อเขามาเรอะ ก็ของมันทั้งนั้นแหละ ยังฮานาแบงก์กับเครือฮยอนแดทั้งหมดอีก ถ้าตระกูลชเวไม่รวยก็ไม่รู้จะมีใครที่ไหนรวยแล้ว

แต่ก็ไม่เคยมีความสุข…” คนชอบขัดคอเงียบลงเมื่อได้ฟังดังนั้น

คนรวย ก็เลี้ยงลูกแบบคนรวย ตลอดเวลาที่ผ่านมาซีวอนได้แต่เงิน ได้คนรองมือรองเท้า ได้ทุกอย่างที่เงินจะสรรหามาให้ แม้แต่เพื่อน...เด็กนั่นยังซื้อได้ด้วยเงิน ก็ไม่แปลกที่เขาจะกลายเป็นคนหัวสูง มองไม่เห็นหัวใครนอกจากเงินแบบนี้ ถ้าให้เดาพื้นฐานของเจ้าเด็กคยูก็คงไม่ต่างกัน บ้านคนรวย เห็นทุกอย่างเป็นเงิน


ชายหนุ่มเสริมเมื่อนึกได้ถึงท่าทางวัตถุนิยมไม่แพ้กันของน้องคนสุดท้อง  


มันบอกนายเรอะ

อืม

แปลก  

ฉันก็ว่าแปลก แปลกทั้งซีวอนและคนตรงหน้าที่ยอมรับฟังและให้ความเห็น ถ้าเป็นคิมฮีชอลคนก่อนคงสะบัดหน้าจากไปตั้งแต่คำแรกพร้อมทั้งตวาดเสริมว่ายุ่งไม่เข้าเรื่อง


ฮีชอลเปลี่ยนไปมากจริงๆ 


นายรู้ไหมว่าเด็กพวกนี้มักจะอ่อนไหวนะ จริงๆแล้วสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่เงินเลย ก็แค่...ความใส่ใจจากคนอื่น แต่ความที่ไม่เคยได้รับ ถึงไม่รู้จะเรียกร้องยังไงนอกจากให้เงิน อีกอย่าง อยู่ที่บ้านซีวอนเคยเป็นที่หนึ่ง พอมาอยู่รวมกับพวกเราหลายๆคนความสำคัญก็ถูกลดลงเป็นธรรมดา เขาเลยไม่ค่อยชอบใจ

มิน่า...ถึงได้อยากเด่นอยากดังขนาดนั้น ฮีชอลเปรยเสริม พร้อมทั้งนึกเสียดายนิดๆที่วันนั้นดันเผลอหลับไปเลยอดฟังความลับ ไม่อย่างนั้นหากต้องปะทะกันคราวหน้าคงจะชิงความได้เปรียบอยู่มากทีเดียว

แล้วนายเอามาบอกฉันทำไม

ฉันก็แค่...อยากบอกนาย

ประสาท ระหว่างที่เล่า ปาร์คจองซูก็เริ่มต้นเปิดตู้เสื้อผ้า สรรหาชุดที่เหมาะสมมาใส่ไปพลาง  เสื้อคอวีแขนยาวสีชมพูอ่อนและกางเกงขาสามส่วนคือเครื่องแบบที่หัวหน้าวงเลือกในวันนี้

เด็กคนนั้นบอกว่า นายเป็นคนแรกที่ทำให้เขาพูดคำว่าขอโทษได้

มันตั้งใจจะบอกนายต่างหาก

แต่ถ้าไม่ใช่นายบังคับ ฉันเชื่อว่าซีวอนก็คงยังไม่พูดคำนั้นกับฉันอยู่นั่นเอง

........................... จะให้ตอบอย่างไรล่ะ


ฮีชอลนอนมองเพื่อนแต่งตัวจนเรียบร้อย เดินตรงไปที่ประตูโดยไม่พูดอะไรกับเขาอีก


การเริ่มต้นครั้งแรกน่ะ มันยากนะ โดยเฉพาะคำขอโทษครั้งแรกของคุณชายอย่างซีวอน ระหว่างที่ซีวอนพูดคำนั้น เขาร้องไห้…”

 ‘พี่อีทึกผม...ขอโทษ...’  


เสียงนั้นแผ่วเบาราวกระซิบ ทว่าอีทึกก็ยังได้ยินมันผ่านความเงียบ ชายหนุ่มร่างบางพยายามชันตัวขึ้น เอื้อมมือออกไปหาคนที่นั่งอยู่ข้างเตียง หากเรี่ยวแรงก็ยังอ่อนจนกระทั่งซีวอนต้องลุกขึ้นยื่นตัวเข้ามาหาเสียเอง อีทึกดึงร่างหนาๆนั้นเข้ามาในอ้อมกอด ใบหน้าเข้มซุกอยู่ที่ซอกไหล่ และเขาสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นที่ผิวหนังบริเวณนั้น


มือบางลูบไล้แผ่นหลังกว้าง


ไม่เป็นไร นายไม่ผิดนี่ พี่ก็ต้องขอโทษด้วยที่ผ่านมาไม่เคยเข้าใจนายเลย ทั้งๆที่นายมีปัญหามากขนาดนี้

ไม่ ผม...


เสียงนั้นเงียบหายทว่าความอบอุ่นจากอ้อมกอดยังคงอยู่ ระหว่างนั้นอีทึกลืมความเจ็บปวดทางกายทุกอย่าง สิ่งที่เขารับรู้มีเพียงความรู้สึกของน้อง ของชเวซีวอน...หนึ่งในสิบสองคนที่เขาตั้งใจไว้ว่าจะร่วมแบ่งปันทั้งทุกข์และสุข จะอยู่เคียงข้างกันไม่ไปไหน


จำไว้นะซีวอน ถ้าจะมีใครผิด คนที่ผิดที่สุดคือพี่ ที่ไม่เคยรู้ว่านายเป็นอะไร ที่ไม่เคยรู้เหตุผลของการกระทำของนาย เอาแต่ดุว่า ไม่เคยเข้าใจพวกนายแต่ละคนเลย

ไม่

เอาเป็นว่าเรามาเริ่มต้นใหม่ตกลงไหม กับคนอื่นถ้านายยังไม่สนิทใจก็ไม่เป็นไร ยังไม่ต้องไปขอโทษเขาไปพูดดีกับเขาก็ได้ เพียงแต่ไม่ทะเลาะกันก็พอ นายมีอะไรบอกพี่ได้เสมอนะซีวอน


ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมฟูพยักหงึกหงักตรงซอกคอเขา อีทึกยิ้มบาง ภายในแววตามีประกายหล่อรื้นเช่นกัน


วินาทีนี้...เขาเพิ่งรู้สึกว่าเขาได้ทำหน้าที่หัวหน้าวงที่แท้จริงเป็นครั้งแรก

ในความเงียบและความมืด...สายใยบางอย่างที่เรียกว่าความเป็นครอบครัวกำลังผูดมัด...รัดรึง

 




 

ก่อนออกจากห้อง ชายหนุ่มหันมาหาเพื่อนร่วมรุ่น  

อ้อมกอดที่กอดน้องชายหัวสิงโตยังอุ่นจนจำได้ ขณะที่สายตาเจือแววอ่อนและคำพูดปลอบโยนของน้องชายหน้าหมีอีกคนก็ไม่ลบเลือนไปเช่นกัน

อีทึกอมยิ้ม บอกด้วยน้ำเสียงที่พาให้คนฟังรู้สึกดีไปด้วยว่า


ฟ้าหลังฝนมัน...สวยแบบนี้นี่เองเนอะ ฮีชอล


TBC



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น

  1. #1006 I have a pen (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:20
    ต่อเรฌวๆนาค่า
    #1,006
    0
  2. #1005 meepung (จากตอนที่ 59)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:51
    นางฟ้าอีทึกกี้ 🐥 คิดถึง. ชอบๆรอๆ

    #1,005
    0