[Super Junior] :: Problem Child :: (SJ-KangTeuk feat. All members)

ตอนที่ 45 : Problem Child 03 #Reup

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 174
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    5 ม.ค. 59


Problem Child 03

 

 

 

 

 

จากที่ฟังปลายสายซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของคยูฮยอนว่านั้นได้ความประมาณว่า เมื่อคืนเจ้าเด็กจอมป่วนนี่แอบหนีไปเที่ยวผับกับเพื่อนอีกโขยง แถมริอ่านกินเหล้าสูบบุหรี่ซะเต็มคอร์สทั้งๆที่ตัวเองเพิ่งจะอายุครบสิบแปดมาได้ไม่นาน ดีที่ยังรู้จักใส่หมวกใส่แว่นพรางหน้าตา และดียิ่งกว่านั้นตรงที่ญาติสาวดันบังเอิญมาเที่ยวสถานที่เดียวกันพอดีแล้วเจอลูกผู้น้องกำลังเมาได้ที่ เกรงจะเอะอะอาละวาดให้เป็นที่ขายหน้าประชาชีก็เลยอาสาพากลับบ้าน

แต่ความที่คยูฮยอนไม่เคยบอกว่าบ้านของซูเปอร์จูเนียร์นั้นอยู่ที่ไหน จึงแก้ปัญหาโดยการพากลับไปบ้านตัวเองก่อน

ฉันพยายามระวังสุดๆแล้วค่ะพี่อีทึก เพราะมันก็เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของน้องชายฉันเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้นะคะว่าจะมีพวกปาปารัสซี่อยู่แถวนั้นบ้างหรือเปล่า ถ้ายังไง พี่อีทึกให้ทางบริษัทหรือใครช่วยตรวจสอบดูอีกทีแล้วกันนะคะ ฉันต้องขอโทษแทนคยูฮยอนด้วยจริงๆ...

นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เขาได้ยินจากญาติสาวแสนดีของคยูฮยอน ส่วนตัวคนก่อเรื่องนั้นญาติคนเดิมบอกว่าถ้าตื่นแล้วจะบังคับพากลับมาส่งให้ถึงบ้าน แต่อาจจะต้องสายหน่อยหรือไม่ก็เกือบเที่ยงเพราะดูท่าแล้วพ่อตัวดีคงยังไม่สร่างเมาในเร็วๆนี้เป็นแน่

ก็เอาเถอะ เจ้าตัวไม่อยู่ หงุดหงิดไปก็ไร้ความหมาย รอกลับมาก่อนค่อยชำระความกันทีเดียวเลยก็แล้วกัน       

อีทึกผ่อนลมหายใจยาว อย่างน้อยคำถามข้อที่ว่าไปไหน...ก็เคลียร์ไปแล้วหนึ่งเปลาะ

ต่อไปก็ไปได้ยังไง…?

อันนี้เขาหาคำตอบให้ตัวเองได้ง่ายๆ ถ้าไม่ใช่ว่าใช้ให้เพื่อนมารับ คยู      ฮยอนก็คงเรียกรถแท็กซี่ไปนั่นแหละ คนที่ถูกเลี้ยงดูแบบลูกคุณชายมาตลอดสิบแปดปีอย่างไอ้เด็กนั่นคงไม่ยอมลำบากลงเดินเท้าไปหรอก

โอเค เคลียร์ไปได้อีกหนึ่งข้อ

                แล้วก็เหลือคำถามข้อสุดท้าย ออกไปด้วยวิธีอะไร…?

ข้อนี้แหละที่เป็นปัญหาหลัก ในเมื่อเมื่อคืนหลังเสร็จจากสถานี SBS ซูเปอร์จูเนียร์ก็นั่งรถกลับมาที่บ้านพร้อมๆกันและคยูฮยอนนั่งรถคันเดียวกับเขา ถึงจะมีคนชอบแซวว่าเขาแก่แล้ว แต่คนอายุแค่ยี่สิบสี่คงไม่เลอะเลือนจนจำเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆเมื่อคืนนี้ไม่ได้ใช่ไหม

คนเป็นลีดเดอร์เพียรคิดแล้วคิดอีกว่ามีช่วงเวลาใดบ้างที่น้องใหม่วัยสิบแปดไม่ได้อยู่ในสายตา แต่ก็ไม่น่าเป็นไปได้เลยในเมื่อรถก็ตอนตรงหน้าบ้านเป๊ะ มันจะมีก็แค่ตอน...ดวงตาเรียวเบิกกว้างเมื่อความคิดหนึ่งวาบเข้ามาในหัว

แน่แล้ว คยูฮยอนออกไปโดยไม่มีใครเห็นไม่ได้หรอก นอกเสียจากว่าจะมีคนช่วยกลบเกลื่อน หรือไม่ก็เห็นแต่ทำเป็นไม่รู้ไม่สนใจ

มีอยู่คนเดียวเท่านั้นแหละ ให้มันได้อย่างนี้สิ

ร่างเพรียวไม่รอช้า หันตัวกลับขึ้นบันได ก้าวเร็วๆตรงไปยังห้องของผู้ต้องสงสัย เตรียมที่จะพิสูจน์สมมติฐานของตนเองทันที สาวเท้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูห้องได้ก็ยืนเคาะปังๆ พลางตะโกนอย่างเดือดดาล   

ยองอุน ยองอุน เปิดประตูเดี๋ยวนี้เลยนะ ยองอุน!!!” อาการไร้การตอบสนองของคนในห้องทำให้ชายหนุ่มเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นอีก

คิมยองอุน ฉันบอกให้เปิดประตูไง

โว้ยยยยยยย

เสียงคำรามดังอื้ออึงมาจากในห้องตามด้วยเสียงฝีเท้าหนัก และแล้วบานประตูก็ถูกกระชากเปิดเต็มแรง ร่างสูงใหญ่โผล่ออกมาหน้าตาบูดบึ้ง กระชากเสียงถามห้วนจัดยิ่งกว่าที่ทำกับประตู

มีอะไรอีกล่ะ คนจะพักผ่อน

มีแน่”  

อีทึกตอบแล้วรีบแทรกตัวเข้าไปในห้องก่อนที่จะถูกกระแทกประตูปิดใส่หน้า กดสวิตช์ไฟขับไล่ความมืดสลัวที่ปกคลุมทั่วบรรยากาศ ชายหนุ่มกวาดสายตามองลวกๆ สองเตียงที่วางค่อนมาทางประตูถูกจัดเรียบร้อย แสดงว่าอึนฮยอกกับชินดงคงตื่นก่อนเวลาอาหารเช้านานพอสมควร ส่วนอีกเตียงชิดริมผนังนั้นยังมีผ้าห่มกองยับยุ่ง

เออ ดีนี่ ทะเลาะกันเสร็จก็ทิ้งให้เขาเป็นคนเก็บกวาดเศษซากของที่ใช้เป็นที่ระบายอารมณ์ ส่วนตัวเองก็ขึ้นมานอนตีพุงต่อสบายใจเฉิบ ช่างเป็นคนที่หาอะไรเปรียบไม่ได้เลยจริงๆ

นายมีปัญหาอะไรอีก ฉันจะนอนแล้ว ไม่มีอารมณ์กินข้าว ไม่ต้องมาตามเสียงคังอินดังมาจากข้างหลัง ก่อนที่ร่างสูงจะเดินเฉียดผ่านเขาไปล้มลงบนเตียงของตัวเองแล้วหาวหวอด อีทึกเลยได้ทีนั่งลงบ้างที่ปลายเตียงของอีฮยอกแจ

ก็ไม่ได้จะมาตามให้ไปกินข้าว เขากินกันจะเสร็จอยู่แล้ว

งั้นนายมีอะไร

เมื่อคืนนายเป็นคนปล่อยให้คยูฮยอนออกไปข้างนอกใช่ไหมผู้มารุกรานเปิดฉากถามเจ้าบ้านอย่างไม่มีอารัมภบทแม้แต่น้อย

พูดเรื่องอะไรเนี่ย ไอ้เด็กนั่นมาเกี่ยวอะไรกับฉัน

อย่ามาตีหน้าซื่อยองอุน

ก็ฉันเปล่า

โกหก

ไม่ได้โกหก

คังอินตวัดเสียงเมื่อได้รับการกล่าวโทษทางวาจาจากหัวหน้าวง แต่ถึงแม้ปาร์คจองซูจะยอมหยุดปากเพียงครู่หนึ่ง การกล่าวโทษทางสายตาก็ยังคงมีต่อไป

ฉันไม่เชื่อ ถ้าไม่ใช่นายแล้วจะเป็นใคร ในเมื่อมีแค่ช่วงเดียวเท่านั้นที่ฉันไม่ได้อยู่กับคยูฮยอน” 

พูดอะไรของนาย ฟังไม่รู้เรื่อง

เมื่อคืนฉันเหนื่อยมากเลยฝากนายปิดบ้านให้ ไม่ได้อยู่รอเช็คว่าน้องๆเข้าห้องนอนครบหรือยัง มีแต่นายที่ฉันฝากกุญแจไว้เท่านั้นแหละที่สามารถปล่อยเขาออกไปได้ใช่ไหมคิมยองอุน”  

ประโยคสุดท้ายกดเสียงเข้มแม้จะรู้ว่าคนตรงหน้าไม่เคยกลัวก็ตาม ซึ่งไอ้เด็กเวรมันก็เมินหน้าหนีไปซุกกับหมอนนุ่ม ไม่สนใจเอาเสียเลยจริงๆ

โว้ย มันน่า...

ยังไม่ทันได้คิดอะไรเรื่อยเปื่อยต่อคังอินก็เงยหน้าออกมาจากหมอน เปิดปากแบบไม่แน่ใจ 

ฉันไม่ได้ปล่อยเขา แต่จะเรียกว่ามีส่วนก็ได้

หมายความว่ายังไงน้ำเสียงอีทึกชักเอาเรื่อง ไอ้หมีนี่นับวันยิ่งพูดจาไม่รู้เรื่องขึ้นทุกที

ฉันพูดจริงที่ว่าฉันไม่ได้ช่วยจู่ๆคนที่นอนทอดตัวยาวกับเตียงก็ลุกขึ้นพรวด ยักไหล่

ฉันแค่ไม่เห็นตอนที่เด็กนั่นแอบแวบไปโดยที่ไม่เข้าบ้านต่างหาก

ฮะเสียงอีทึกขลุกขลักเหมือนสำลัก

อืม ไม่เห็น

นายจะไม่เห็นได้ยังไงยองอุน ในเมื่อนายเป็นคนปิดบ้านน่ะ นายก็ต้องเป็นคนสุดท้ายที่อยู่ตรงนั้นไม่ใช่หรือไง”  

ก็ฉันคิดว่าตัวเองเดินรั้งท้ายแล้ว พอเข้าบ้านได้เลยล็อคเลย ไม่ได้ดู   หรอกว่ามีใครยังไม่ได้เข้าหรือแอบแวบไปไหนหรือเปล่า” 

นี่นาย...นายไม่ได้เช็คจำนวนน้องก่อนปิดบ้านเหรอเนี่ย

เปล่า

ยองอุน!!”

คนหน้าสวยครางเสียงอ่อนหมดแรง ยังดีที่เขานั่งอยู่ไม่งั้นคงได้เข่าอ่อนลงกับพื้นแน่ โกรธก็โกรธ แต่ก็อ่อนใจจนไม่รู้จะพูดยังไง อันที่จริง อีทึกโกรธตัวเองมากกว่าที่ดันสะเพร่าจนปล่อยให้หนุ่มร่างโตเป็นคนถือกุญแจบ้านโดยไม่ได้ตรวจสอบให้เรียบร้อยเหมือนทุกครั้ง

เขาหลงคิดไปได้ยังไงนะว่านอกจากเขาแล้ว จะยังมีสมาชิกคนไหนอีกที่จะสนใจความเป็นไปของเพื่อนร่วมวงคนอื่น

คนตรงหน้าเองก็ไม่อยู่ในข้อยกเว้นหรอก  

แล้วคราวนี้จะเอาอะไรไปดุคยูฮยอนล่ะ เพราะถ้าว่ากันจริงๆแล้วทั้งเขาทั้งยองอุนก็มีส่วนผิดเหมือนกัน อย่างน้อยก็ในฐานะพี่และหัวหน้าวงที่ไม่ได้รับผิดชอบงานของตัวเองให้เรียบร้อย

เฮ้อ

เป็นอะไรไปอีกล่ะ อยู่ดีๆก็มานั่งถอนใจเฮือกๆในห้องคนอื่นเขา

คังอินถามอย่างแปลกใจโดยลืมเตือนห้ามไม่ให้ผู้เป็นพี่เรียกยองอุนเหมือนทุกครั้ง จะว่าชินแล้วก็ได้ พูดไปคนหน้าสวยลักยิ้มสวยก็คงไม่ฟังอยู่ดี

นี่นายไม่ได้สำนึกผิดเลยสักนิด...”

จะให้สำนึกเรื่องอะไร

ก็เรื่องที่คยูฮยอนออกไปเที่... “

ปาร์คจองซูคนตัวโตกดเสียงเข้ม

ความรู้สึกเหนื่อยหน่ายเริ่มก่อตัวสวนกันกับอารมณ์ที่ดิ่งลงกะทันหัน ก็เพราะแบบนี้แหละทำให้ต้องมีปากเสียงกันอยู่ร่ำไป ในเมื่อคังอินเบื่อ ระอากับความคิดราวกับแม่ไก่กางปีกปกป้องลูกเจี๊ยบของคนตรงหน้าเต็มทน

เจ้านั่นมันเป็นผู้ชายนะ ดูหน้าตาก็ฉลาดแกมชั่วออกอย่างนั้น ฉันเชื่อว่ามันคงไม่งี่เง่าจนโดนเขาหลอกจับไปขายตามซ่องแน่ ถ้ามันคิดจะออกไปมันก็ต้องหาทางรับผิดชอบตัวเอง นายไม่จำเป็นต้องไปประคบประหงมอะไรมันให้มากนักหรอก” 

แต่ยังไงคยูฮยอนก็เป็นน้อง เป็นหนึ่งในซูเปอร์จูเนียร์ เป็นครอบครัวที่ฉันควรต้องดูแลเขาอย่างดี ไม่ใช่ปล่อยให้ออกไปตะลอนๆข้างนอกโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีที่ซุกหัวนอนหรือเปล่าเหมือนอย่างเมื่อคืนนี้” 

อีทึกแย้งเสียงแข็ง แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อสัมผัสได้ถึงความรู้สึกแปลกๆที่ส่งผ่านมาทางรอยยิ้มเหยียดของคู่สนทนา

นายยิ้มอะไร

คำถามไม่สบอารมณ์ถูกขับออกจากปากคนเป็นพี่อีกครั้ง แล้วก็อีกทีที่คนที่ไม่เคยสำนึกตัวว่าตัวเองเป็นน้องยักไหล่

ยิ้มสมเพชนาย

ว่าไงนะน้ำในหัวอีทึกเริ่มเดือดปุดๆ คังอินส่ายหน้า

นายมันน่าสมเพช จองซู

คิมยองอุนคนเก่ากลับมา ทันทีที่อีทึกเริ่มเท้าความถึงเรื่องความรักความผูกพันระหว่างคนในวง

นายฝันกลางวันมากไป หรือกำลังพยายามหลอกตัวเองอยู่กันแน่ ถึงได้เพ้อเจ้อแต่ในสิ่งที่รู้ๆกันอยู่ว่ามันไม่เคยมีค่า ไม่เคยมีความสำคัญสำหรับพวกเรา”  

ยองอุน!”

ถามหน่อยเถอะ คิดจริงๆเหรอว่าคยูฮยอนมันจะขอบคุณที่นายเป็นห่วงเป็นใยมันยิ่งกว่าแม่แบบนี้ พนันกันได้เลยว่าถ้าหากนายรู้ก่อนแล้วห้ามได้สำเร็จล่ะก็ ไม่พ้นโดนไอ้เด็กเวรนั่นตอกหน้ากลับอีกแน่โทษฐานที่สอดมือยุ่งไม่เข้าเรื่อง ไปขัดขวางความสุขของมัน เด็กคนนั้นไม่เคยใส่ใจอะไรที่นายทำให้หรอกถึงแม้ว่ามันจะมาจากความหวังดีก็ตาม

ไม่รู้อะไรทำให้คังอินพูดออกไปแบบนั้น ประโยคยาวๆโดยไม่มีการวิวาท แต่เป็นคำอธิบายจากใจ วูบหนึ่งที่เกิดขึ้นมาคือความรู้สึกสงสารปนสมเพช อยากให้คนตรงหน้าตื่นเสียที ตื่นขึ้นมารับรู้ความจริงแล้วทำใจที่จะอยู่กันให้ได้โดยไม่ต้องพยายามปรับเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น

ซูเปอร์จูเนียร์เป็นแบบนี้มานานแล้วและคงไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบไหนได้อีก โดยเฉพาะในแบบที่ลีดเดอร์หน้าสวยของวงปรารถนา

ยองอุน...ปาร์คจองซูไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากเรียกชื่อคิมยอง    อุนทวนซ้ำอยู่อย่างนั้น

สิ่งที่นายคิดน่ะ คนอื่นเขาคิดเหมือนกับนายด้วยหรือ ก็เปล่า ในเมื่อไม่มีใครนับว่าคยูฮยอนเป็นน้อง ไม่สิ ไม่มีใครซักคนที่จะคิดว่าคนอื่นในวงเป็นครอบครัว แล้วจะต้องห่วงใยทุกข์สุขกันไปเพื่ออะไร จะว่ากันตามจริงแล้ว ซูเปอร์จูเนียร์มันก็แค่กลุ่มคนที่ต้องมาอยู่ร่วมกันชั่วครั้งชั่วคราวเพราะหน้าที่เท่านั้นแหละ ใครจะเป็นจะตายยังไงก็ช่างหัวมันสิ ถึงนายจะกระตุ้นสักกี่ครั้ง พร่ำบอกย้ำสักกี่หน คำตอบที่ได้รับมันก็คงจะเหมือนเดิมไม่มีทางเปลี่ยนแปลง

ประโยคนั้นช่างเย็นชา ไร้หัวใจ...หากอีทึกก็รู้ว่ามันเป็นข้อเท็จจริงที่เขาไม่พยายามยอมรับ

ใบหน้าสวยหม่นหมองลง

เขาก็แค่อยากให้มีอย่างน้อยสักคนหนึ่งที่ร่วมคิดร่วมแก้ปัญหาไปกับเขาในฐานะเพื่อน พี่ น้อง และในฐานะครอบครัวซูเปอร์จูเนียร์ ไม่ใช่แค่กลุ่มคนที่จำกัดคำนิยามเพียงแค่เพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่คนแปลกหน้าที่บังเอิญมารู้จักกัน

แต่ดูเหมือนว่าความหวังมันจะยังอีกไกล...ไกลมาก

นายก็ด้วยเหรอ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปาก

เมื่อเช้านายยังได้ยินไม่ชัดพออีกหรือไง ฉันเคยพูดว่าไม่ไหมล่ะ

ไม่เคย นายไม่เคยปฏิเสธเลยซักครั้งเดียว

ลีดเดอร์แห่งซูเปอร์จูเนียร์หัวเราะฝืดเฝื่อน พยายามไม่คิดไม่ใส่ใจกับถ้อยคำเจ็บแสบที่ได้ยินจนชินชา

พูดอะไรไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์ในเมื่อคนฟังไม่คิดจะรับมันเข้าไปในหัว เอาเถอะ ถึงยังไงซูเปอร์จูเนียร์คงไม่น่าจะแตกในเร็วๆนี้ โปรดิวเซอร์อีซูมานไม่มีทางยอมทุ่มเงินเปล่าไปกับคนสิบสามคนโดยไม่คิดจะเรียกทุนคืนแน่

อีทึกยังมีเวลาที่จะดัดนิสัยเจ้าพวกเด็กนิสัยเสียนี่อีกนาน 

คิดได้ดังนั้น ร่างเพรียวค่อนข้างซูบผอมจากการโหมงานหนักจึงยันตัวขึ้นจากที่นอนของน้องคนที่แปด บอกเสียงเรียบๆโดยไม่พยายามจะเซ้าซี้กวนใจคนนอนเอนหลังอีกต่อไป   

นายนอนพักไปเถอะ วันนี้ไม่มีงานทั้งวัน ตอนเที่ยงถ้าหิวก็ลงไปหาอะไรกินเอาเองแล้วกัน ฉันซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปติดบ้านไว้แล้ว ไข่กับกิมจิอยู่ในตู้เย็น หรือไม่ก็ให้ฮันกยองทำข้าวผัดให้กินก็ได้...” ไหล่บางไหวไปนิดเมื่อคิดถึงนิสัยของน้องคนที่สาม

"...ถ้าเขายอมทำให้น่ะนะ..."   

ว่าแล้วก็หมุนตัวก้าวยาวๆออกจากห้องโดยไม่ลืมปิดสวิตช์ไฟให้ดับเป็นเหมือนก่อนที่จะเข้ามา อีทึกกำลังจะออกไปพ้นห้องอยู่แล้วในตอนที่มีแรงกระชากจากข้างหลังรั้งไว้ ร่างบางชะงักเมื่อเห็นร่างใหญ่น้องๆหมีขั้วโลกยืนซ้อนอยู่ จับไหล่ขวาของคนเป็นพี่ไว้มั่น

ผ่านแสงไฟสลัว ถ้าเขามองไม่ผิดดวงตาคู่นั้นอ่อนแสงลง...นิดหนึ่ง

โกรธเหรอที่ฉันพูดแบบนั้น

เปล่า ชินแล้ว

แล้วเดินหนีทำไม

ไม่ได้เดินหนี แต่ฉันมีงานอื่นที่ต้องทำอีก จะให้มามัวคุยเล่นอยู่แต่กับนายทั้งวันได้ยังไง

วันนี้วันหยุด ยังจะต้องทำอะไรอีก” 

..............................

คนเป็นพี่หยุดขืนตัวกะทันหัน หมุนกลับมามองเจ้าของคำพูดอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก อีทึกพยายามค้นหาสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในแก้วตาสีเข้ม

แปลกเกินไป

คังอินไม่ใช่คนอ่อนหรือคนที่รู้จักการใช้ศิลปะทางคำพูดในการโน้มน้าว แค่เอ่ยวาจาไม่ให้ทำร้ายจิตใจคนอื่นเขาได้ก็ยังต้องนับว่าเป็นเรื่องดีแล้ว ฉะนั้นการจะอ้อนหรือต่อบทสนทนาไม่รู้จบกับเขานี่ลืมมันไปได้เลย

มันกำลังเล่นละครอะไรอยู่...?

ฉันต้องไปจัดตารางงานให้พวกนาย เราได้หยุดแค่วันเดียวนะอย่าลืมสิ

เหรอหมีใหญ่ของวงตอบแต่คิ้วยังขมวดมุ่นและมือก็ยังยึดต้นแขนขาวจัดของอีกฝ่ายไว้แน่น เอ่ยต่อว่า

แล้วนายเป็นอะไร ทำไมมองฉันแบบนั้น

ก็ปกติแค่สงสัยนิดหน่อยกับพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ

อย่ามาโกหก

นี่นายกล้ากล่าวหาพี่นายเหรอไง บอกว่าเปล่าก็เปล่าสิ

โคตรจะมีพิรุธเลยจองซู บอกมาเดี๋ยวนี้นะว่านายเป็นอะไร

คำพูดนั้นห้วนสั้นและไร้มารยาทเกินแบบแผนที่เด็กควรพูดกับคนอายุมากกว่า แต่คนฟังก็ฟังออกว่าแฝงความห่วงใยอยู่ลึกๆตามสไตล์คนพูด คิ้วเรียวจึงขมวดอย่างไม่กลัวรอยยับย่นบนใบหน้า   

ห่วงใย...อย่างนั้นเหรอ?  

                บ้าสิ ชักเริ่มจะไม่สนุกด้วยแล้วนะ เลิกเล่นอะไรบ้าๆซักทีคิมยองอุน...นายจะเอายังไงกันแน่เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้ายจนตามไม่ทันแล้ว ลงอีหรอบนี้ เวลาที่คิดจะต่อว่ามันแรงๆทีไรก็ทำไม่ลง ในเมื่อถึงยามร้ายจะร้ายยังไง แต่ยามดีส่วนที่ดีจริงๆของน้องคนนี้มันก็ยังพอมีอยู่

จองซูคนถามยังคงเร่งเร้า

ดวงตาคู่สวยไหววูบ ถึงกระนั้นเรียวปากบางก็ขยับเป็นคำตอบ

เปล่า จะไปทำงาน

เชื่อก็โง่ละ หน้านายมันฟ้องอย่างกะกระจก

บอกว่าไม่เป็นไรไง ปล่อยได้แล้ว เสียเวลาผู้เป็นพี่สูดลมหายใจลึก สั่งตัวเองหนักแน่นตามที่สัญชาตญาณป้องกันตัวเองบอก

มันก็แค่ละคร แค่ความสมเพชเท่านั้นปาร์คจองซู คังอินก็คือคังอิน เจ้าตัวยังบอกเองว่าไม่มีวันจะเปลี่ยนแปลงไปได้ ฉะนั้นนายก็ไม่จำเป็นต้องไปคิดแทนเขา แล้วก็อย่าใจอ่อน ไม่งั้นเด็กนี่ก็จะปั่นหัวนายเล่นเหมือนที่ผ่านมา วินาทีหนึ่งคือเพื่อน หากวินาทีถัดมาก็ตัดรอนกับทุกสิ่งในโลกอย่างเลือดเย็น

อีทึกถึงไม่เคยตามเกมได้ทันซักทียังไงล่ะ

จองซู อย่าเปลี่ยนเรื่อง

พอกันที

นายนั่นแหละเล่นอะไร คิมยองอุน

อีทึกตวัดน้ำเสียงใส่โดยไม่ตั้งใจ

เขากำลังไม่เข้าใจทั้งท่าทีแปลกๆของคนตรงหน้าแล้วก็อารมณ์ของตัวเองด้วยว่าทำไมต้องของขึ้นกับเรื่องแค่นี้...แค่ความรู้สึกที่ว่าอีกฝ่ายไม่จริงใจ

เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย นายบอกว่ารำคาญฉัน ฉันก็กำลังจะหลบไปให้พ้นหน้านายแล้วนี่ไง ยังจะมาเรียกหาอะไรอีก ถ้ามันเป็นแค่ละครปลอบใจคนโง่ๆคิดอะไรงี่เง่าอย่างฉันก็เลิกซะเถอะ ฉันบอกได้คำเดียวว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรเลย

ชายหนุ่มพยายามกล้ำกลืนขณะพูดต่อว่า

ความรู้สึกที่เสียไปแล้วมันไม่กลับมาหรอก แต่นายก็สบายใจได้ ฉันไม่เก็บเอาไปคิดอะไรทั้งนั้นแหละ เดี๋ยวก็ลืม บอกแล้วไงว่าไม่ได้โกรธ

"จองซู" 

ปล่อยฉัน แขนข้อเล็กเริ่มดิ้นรน สั่งเสียงแข็ง

นาย...

ปล่อยสิวะ

.............................

หนึ่งในซูเปอร์จูเนียร์เหมือนจะชาไปชั่วขณะ มือใหญ่ตกลงข้างตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง ทันทีที่เป็นอิสระเจ้าของคำพูดเมื่อกี้ก็เมินหน้า สาวเท้าเร็วๆลงไปข้างล่าง ราวกับนกที่โผบินหนีไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย   

ร่างโปร่งที่ชอบเล่นบทพี่ชายในครอบครัวใหญ่จากไปแล้วหากแต่ผู้เป็นเจ้าของห้องยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเนิ่นนาน  เป็นความตกใจ  นึกไม่ถึงว่าคนนิสัยอย่างปาร์คจองซูจะกล้าพูดแบบนี้

อันที่จริงคังอินก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าเมื่อกี้ทำไปทำไม...รั้งไว้เพื่ออะไร

เขาไม่ใช่เด็กๆแล้ว ยิ่งไม่ใช่คนไร้เดียงสา ไม่โง่จนถึงขนาดที่จะไม่รู้ว่าความรู้สึกของตนเองที่มีต่อหัวหน้าวงนั้นมันไม่ใช่ธรรมดาเหมือนอย่างที่เขารู้สึกกับเพื่อนร่วมวงคนอื่นๆ แม้แต่ชื่อเขาก็ยังเป็นน้องคนเดียวนอกจากคิมฮีชอลที่กล้าเรียก 'พี่อีทึก' ว่าจองซูและไร้ซึ่งสรรพนามนำหน้า รวมถึงยินยอมให้อีกฝ่ายดันทุรังเรียกเขาว่ายองอุนโดยไม่โดนสอยปากแตกไปเสียก่อน

คนตัวโตตระหนักดี สำหรับคิมยองอุนแล้วปาร์คจองซูไม่ได้เป็นเพียงแค่พี่ชายร่วมวง แต่ยิ่งรู้ดีนั่นแหละ...ยิ่งอันตราย

เพราะมันไม่ใช่ความรู้สึกแบบคนพิเศษที่มีให้กัน ก้ำกึ่งอยู่ระหว่างความเกลียดชัง แต่ก็แฝงความเป็นห่วง บางครั้งเป็นความสมเพช แปรเปลี่ยนเป็นความสงสาร แต่แล้วแวบหนึ่งก็กลับกลายเป็นความเข้าใจ สับสนปนเป คละเคล้ากันจนแยกไม่ออก

นับวันมันจะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนคังอินกลัว กลัวตัวเองไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะทำอะไรลงไปบ้าง และไม่รู้ว่าควรจะปฏิบัติตัวแบบไหนกับเพื่อนรุ่นพี่คนนี้ ในเมื่อตัวเขาเองก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นความรู้สึกในทางที่ดีหรือเลวเป็นความประสงค์ดี หรือเจตนาร้าย

นัยน์ตาเข้มจัดหรี่ลงซ่อนประกายลึกล้ำ พยายามย้ำกับตัวเองหนักแน่น

แต่ก็ช่างเถอะ ในเมื่อสิ่งสำคัญที่เขารู้สึกตัวอยู่เสมอคือมันไม่ใช่ความเสน่หาในทางลึกซึ้งแบบนั้น

ไม่ใช่ความชอบ ไม่ใช่ความพึงพอใจ

และที่แน่นอนที่สุด

 

มันไม่ใช่ความรัก 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,034 ความคิดเห็น