เพลิงกานต์ Enchant in your heart [YAOI]

ตอนที่ 1 : EPISODE 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 71
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    18 ต.ค. 60

     07.45PM สนามบินสุวรรณภูมิ           

    ณ ท่ากาศยานแห่งเมืองหลวงในประเทศไทย ชายหนุ่มผู้ที่ห่างหายจากบ้านเกิดของมารดาไปถึง 17 ปี ได้สูดลมเข้าไปอย่างเต็มปอดด้วยความคิดถึงและดีใจที่จากนี้เขาจะได้เข้าศึกษาต่อที่นี่ ก็คงไม่แปลกนักที่ ฮานะ (ฮานะเอะ ชิโรยยูกิ) จะคิดถึงบ้านเกิด ก็ตั้งแต่เกิดมาได้อยู่ในประเทศไทยแค่ 6 ปี จากนั้นเข้าก็ต้องเรียนต่อที่ญี่ปุ่นในเมืองของบิดา พอจบมัธยมตอนปลายเขาก็ต้องไปศึกษาการบริหารและภาษาที่อิตาลี ในบริษัทของเพื่อนบิดา ถึงจะมีสายเลือดญี่ปุ่นอยู่ครึ่งนึง แต่เค้ากลับชอบประเทศไทยมากกว่า ที่นี่มีความทรงจำในวัยเด็กมากมาย แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม ซึ่งก็คงไม่ต่างกับ สึคิ (โทชิโร่ ชินเทนโกะ) มิตรแท้คู่ยากของเค้าที่ไม่ว่าจะไปไหน สึคิจำต้องไปเป็นเพื่อนทุกที่ ด้วยเหตุผลว่ากลัวฮานะจะเหงา แต่ความจริงเกรงว่าคงเป็นสึคิมากว่าที่จะเหงา เพราะเค้าเองก็เข้ากับคนอื่นไม่ค่อยเก่ง ตั้งแต่ลืมตาดูโลกมาก็มีแต่ฮานะลูกของเพื่อนสนิทของพ่อที่เค้าพูดคุยได้นานที่สุด อาจเพราะรู้จักกันมานาน


สึคิ ยื่นคะแนนไว้ที่คณะไหนเหรอ ฮานะเอ่ยถามในขณะที่ลากสัมภาระไปยังรถของพ่อเค้า ที่มารอรับตั้งแต่เครื่องยังไม่ลงจอด


วิศวะฯ ฮานะหุบยิ้มพร้อมกับหันไปหาสึคิแทบจะทันที


อะไรนะ! วิศวะฯ


นะ เสียงดังไปแล้วสึคิร้องปามเพื่อนเล็กน้อย


ก็... ทำไมถึงอยากเรียนละ รู้ไหมว่าคณะนั้นมีแต่พวกป่าเถื่อน ชอบใช้ความรุนแรง บอกตรงๆนะเราไม่อยากให้สึคิเรียนคณะนั้นเลยฮานะเองก็อดกังวลไม่ได้ที่เพื่อนของเค้าจะไปอยู่กับมนุษย์ปึกปึนแบบนั้น ตัวเองปอบบางอย่างกับแก้วแบบนั้น


นะคิดมากไปหรือป่าว คิแค่อยากเรียนด้านคอมพิวเตอร์น่ะ


แต่เราก็เห็นสึคิเรียนที่ญี่ปุ่นแล้วนี่นา


นั่นมันหลักสูตรมัธยมฮานะถอนหายในนิดหน่อย ถึงจะหาเหตุผลร้อยแปดสึคิก็คงไม่เปลี่ยนใจ เพราะคิดว่ายังไงสึคิคงต้องเข้าคณะนั้น เค้านะชอบดันแปลงโปรแกรม เขียนโปรแกรม บางทีว่างมากๆก็มาลื้อคอมฯนั่งนับชิ้นส่วนเล่นซะงั้น


แล้วนะน่ะ จะเรียนแพทย์ใช่ไหม


ใช่ เราอยากเป็นหมอ


ก็บ้านนะเปิดโรงพยาบาลนิเนอะ ฮานะยิ้มตอบสึคิไป ที่บ้านฮานะเปิดโรงพยาบาลเองก็อาจจะมีส่วน แต่ใจจริงเค้าเองก็ตั้งใจจะเป็นหมออยู่แล้ว อาจเป็นเพราะนิสัยของเค้าเอง ที่ชอบดูแลชอบช่วยเหลือคนอื่นละนะ


พี่ฮานะ พี่สึคิ โซระน้องสาวของฮานะ (โซระโนะ ชิโรยยูกิ) วิ่งโพล่เข้ามากอดพี่ชายทันทีที่เห็นร่างฮานะย่างเข้ามา


ว่าไงเรา โตขึ้นเยอะเลยนะ ฮานะกอดตอบเล็กน้อยพร้อมกับโยกหัวน้องสาวไปเบาๆด้วยความเอ็นดู


ก็ปีนี้เค้าอายุ 15 แล้วนี่น่า พี่เองก็น่ารักเหมือนเดิมเลย พี่สึคิด้วย โซะระยิ้มกว้างให้ทั้งสองผิดกับอีกด้านที่หน้าบึ้งเล็กๆที่มีแต่คนว่าน่ารัก อย่างนั้นอย่างนี้ ก็เพราะเค้าเป็นผู้ชายน่ะสิ


พ่อแม่สวัสดีครับ หลังจากเห็นท่านทั้งสองเดินเข้ามา ฮานะก็เอ่ยทักทายพร้อมกับเข้าไปสวมกอดทันที เช่นเดียวกับสึคิที่เดินไปหาทางครอบครัว หลังจากนั้นทั้งสองครอบครัวก็บอกลากันนิดหน่อย ก่อนจะกลับขึ้นรถเพื่อกลับบ้านของตน ถึงจะบอกว่าบอกลา แต่ความจริงบ้านก็อยู่ห่างกันแค่กำแพงกันเท่านั้นเอง

   

    เช้าวันใหม่ของอีกวันฮานะและสึคินั่งจองโน๊ตบุ๊คเพื่อเช็ครายชื่อของตนเอง แต่ก็เป็นไปตามคาดทั้งสองสามารถเข้าคณะของตนเองได้ และหลังจากนั้นเค้าทั้งสองก็เข้าไปยังมหาลัยเพื่อสัมภาษณ์ และก็ผ่านฉลุยอย่างไม่น่าประหลาดใจนัก

ฮานะ

    วันนี้ผมตื่นเช้ากว่าปรกติ เพื่อเตรียมตัวไปมหาลัยพร้อมกับสึคิ เรื่องที่สึคืไปเรียนที่คณะวิศวะฯ ถึงจะกังวลอยู่เล็กน้อยแต่ก็ไม่เป็นไรหรอกครับในเมื่อสึคิอยากเรียน พวกเราถูกสั่งให้ไปทำนู่นทำนี่มามากพอแล้วถึงเวลาที่ต้องเลือกทางของตัวเองบ้างละนะ

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จผมและสึคิก็ตรงไปยังมหาลัยทันที สึคินั้นมีท่าทีประหม่าเล็กน้อย แหงละเค้าไม่เคยอยู่ห่างจากผมนอกจากตอนอยู่ที่บ้านเลยนี่นา


ไม่เป็นไรนะสึคิ ผมพูดและกุบมือสึคิเบาๆ


อื..อืม ไม่เป็นไร จะไหวแน่มั้ยเนี่ย วันนี้หลังจากปฐมนิเทศแล้วมีรับน้องอีก


"มีอะไรรีบโทรหาเราเลยนะ แล้วก็ถ้าเสร็จแล้วโทรหาเราอีกครั้งด้วยนะ" หลังจากนั้นเราก็เข้าหอประชุมก่อนที่จะแยกยายไปที่คณะของตัวเอง

    

     เมื่อแยกจากเพื่อนรักที่หอประชุมผมก็เข้ามานั่งทำกิจกรรรมกับเพื่อนคนอื่นๆที่คณะแพทย์ รุ่นพี่.. ถึงจะเรียกว่ารุ่นพี่แต่อายุคงเท่ากันไม่ก็ผมมากกว่าแน่ๆ รุ่นพี่ของคณะแพทย์พาเหล่าปี1 ทั้งหลายไปเยี่ยมชมห้องต่างๆ ก็สมกับเป็นมหาลัยระดับประเทศละนะ แต่ละห้องดูสะอาดและทันสมัยสุดๆไปเลย ใช้เวลาไปไม่ถึงชั่วโมงรุ่นพี่ก็ปล่อยให้ไปพัก และกลับเข้ามาตอนบ่ายสอง


จะ 10 โมงแล้วสึคิยังไม่โทรมาเลยแฮะ ไปดูที่คณะหน่อยดีกว่า


เมื่อมาถึงคณะของสึคิผมนั่งที่ม้าหินอ่อนที่ไม่ไกลจากกลุ่มคนของณะวิศวะฯ มากนัก คณะนี้มีผู้ชายเป็นส่วนใหญ่จริงๆด้วย ผู้หญิงมี 1 2


สองคน อะไรกันเนี่ย ว่าแต่สึคิเราไปไหนเนี่ย นั่งนี่นานชักหนวกหูแล้ว ผมพยามมองหาเพื่อนของตัวเองแต่ก็ไม่เห็นเลยแฮะ ถึงสายตาผมจะสั้นก็เถอะ แต่กลับเพื่อนที่อยู่ด้วยกันเป็นยี่สิบกว่าปีผมจำได้แม่นเลยเถอะ

พรึบ!!

   ผมหันไปตามเสียงบริเวณสนามฟุตบอลและพบว่ามีคนฟุบอยู่บริเวณนั้น แต่นั้นมัน


สึคิ!!” ผมวิ่งไปด้วยความเร็วที่มี ไปให้ถึงร่างของเพื่อน


สึคิ เป็นไร แล้วเหงื่อท่วมตัวมันอะไรเนี่ย


ระ..เรามาวิ่งนะ


วิ่ง ทำไมต้องวิ่ง เดี่ยวหอบก็กำเริบหรอก


ไม่เป็นไร เราผิดเองนี่น่า ดันหลงทางซะได้


ไม่ต้องวิ่งแล้ว ผมจับแขนของสึคิเอาไว้เพราะเหมือนเค้าจะออกตัววิ่งอีกครั้ง


แต่เรายังวิ่ง มะ..ไม่ครบ 100 เลย สึคิเริ่มหายใจแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังฝืนวิ่งออกไป บอกตรงๆตอนนี้ผมอารมณ์ไม่ดีเอามากๆ ทำผิดอะไรหนักหนา ถึงได้ให้ไปวิ่งตั้งร้อยรอบ คนธรรมดานะไม่ได้เสริมหินเหล็กปูน ผมเดินตรงดิ่งไปหาคนที่ยังคงตะหวาดเสียงดังใส่ผู้คน ขอให้คออักแสบในสักวันเถอะ ไม่รู้จะใช่คนที่สั่งทำโทษเพื่อนผมไหม แต่ก็ขอคุยหน่อยเถอะ 


มีอะไรครับ เมื่อหางตาของผู้ชายร่างใหญ่เห็นผมมายืนอยู่ด้านหน้าจึงเอ่ยถามด้วยเสียงติดหงุดหงิดเล็กน้อย


มี ผมอยากจะบอกคุณอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกคนที่กำลังวิ่งอยู่เป็นเพื่อนของผม สองทำไมเค้าต้องวิ่งตั้ง 100 รอบ มันไม่เกินไปหน่อยหรอ


ผมก็อยากจะบอกคุณอยู่สองเรื่องเหมือนกัน หนึ่ง ผมเป็นรุ่นพี่คุณ สอง เพื่อนคุณมาสายครึ่งชั่วโมง


แล้วไงครับ คุณรุ่นพี่คิดว่าวิ่งร้อยรอบแล้วจะเรียกเวลาครึ่งช่วงโมงนั้นกลับมาได้หรอครับ ฉลาดดีนะครับ


แล้วคุณคิดว่าในครึ่งชั่วโมงที่เพื่อนคุณไม่ได้ทำกิจกรรมด้วย มันไม่เอาเปรียบคนอื่นไปหน่อยหรอหมอนี่เสียงดังได้โหล่เลยแฮะ กินไมโครโฟนมาหรือไง


ผมมั่นใจว่าแค่ครึ่งชั่วโมงที่คุณรุ่นพี่ทำกิจกรรมกัน คงไม่เท่าวิ่งรอบสนามนั้น 100 รอบหรอกนะครับ นั้นมันสนามฟุตบอลไม่ใช่สนามเด็กเล่น และอี

กอย่างสึคิเป็นหอบหืด ถ้าเพื่อนผมเป็นไรไปคนที่เดือนร้อนคือคุณรุ่นพี่นั้นแหละ


คุณอย่าเอาเรื่องนี้มาอ้าง ทำผิดก็คือผิดไม่มีข้อยกเว้น


งั้นผมขอโทษล่วงหน้านะครับที่ต้องพูดแบบนี้ ถ้าหากคุณรุ่นพี่พอรู้จักวิธีเข้า google ช่วยหาคำตอบในนั้นหน่อยนะครับว่าอะไรที่เค้าห้ามคนที่เป็นโรค

นี้ทำบ้าง ช่วยตอบให้เหมือนคนมีสมองกว่านี้หน่อยได้ไหมครับ


มึงจะเอาไงห๊ะ!! เหอะ ห่วงขนาดนี้เพื่อนหรือผัววะ ผู้ชายตรงหน้าเข้ามากระชากชายคอเสื้อพร้อมกับตะหวาดเสียงดังไปทั่ว ก่อนที่รุ่นพี่คนอื่นจะเข้ามาช่วยกันห้าม


เรื่องส่วนตัวของผมคงไม่สำคัญมั้งครับ เพราะคงมีแต่คนที่ obtrusive(เสือก) เท่านั้นแหละที่อยากรู้..”


นะ.. สึคิวิ่งหอบเข้าหาผมพร้อมจับแขนผมเชิงห้ามปราม แต่คงช้าไปแล้วละ เพราะตอนนี้ผมเองก็โมโหมากเหมือนกัน ผมก็เห็นนะว่าไอรุ่นพี่นั่นกำมือแน่นจดเส้นเลือดปูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ถ้าไม่มีรุ่นพี่คนอื่นจับไว้ผมคงโดนต่อยแล้วมั้งเนี่ย


สึคิ ไม่ต้องวิ่งถ้าวิ่งเราจะโกรธสึคิไม่ตอบเพียงแต่ก้มหน้า


มึงคงอยากเจ็บตัว ถึงกล้ากวนตีนกูพวกบ้ากำลัง


แหม! รุ่นพี่ที่น่าเครารพขนาดนี้ผมคงมิบังอาจหรอกครับ


มึง!”


พี่ว่าน้องกลับไปก่อนเถอะนะเค้าเตรียมจะพุ่งเข้าใส่ผมแต่ถูกคนอื่นๆดึงตัวไว้ แต่ผมก็ไม่ได้หนีไปไหนหรอกนะยังยืนอยู่ที่เดิม สตรอง!


นั่นสิครับ คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละครับ เพราะผมก็คงไม่ยอมเจ็บตัว


นะ ปะ..ไปกัน


มึงชื่อไร ก่อนที่ผมจะเดินหันหลังกลับ รุ่นพี่คนนั้นก็พูดออกมาเสียงดัง และผมก็..


ฮานะ ฮานะเอะ ชิโรยยูกิ เรียนที่คณะแพทย์ ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณรุ่นพี่ แนะนำตัวเสร็จสรรพผมก็แถมยิ้มแบบตอแหลให้แบบฟรีๆ


ฮึ!” เค้าตอบมาแค่นั้น แต่ก็เชิญทำหน้าน่ากลัวอย่างนั้นไปเถอะ เพราะผมคงไม่อยู่มอง

     ให้ตายสิ คนอะไรน่าโมโหชะมัด ว่าแต่ผมคงไม่ทำให้สึคิลำบากใช่มั้ยเนี่ย ต่อให้เรื่องนี้ผมเป็นคนผิด ผมก็ไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิด มันไม่เห็นจะสมเหตุสมผลเท่าไหร่เลย ที่ทำแบบนั้น ถึงจะบอกว่ามันเป็นกฎแต่มันก็ยังน่าโมโหอยู่ดี


75%...

 

 พอพ้นจากคณะวิศวะฯ ผมและสึคิก็ออกมานอกมหาลัย เพื่อมาทานข้าวเที่ยงกัน ก็ได้ร้านอาหารตามสั่งเล็กๆอยู่ข้างมหาลัย คนเยอะใช้ได้เลย

 

นะ ไปมีเรื่องกับเค้าแบบนั้นจะดีหรอ สึคิถามออกมาด้วยความกังวลเล็กน้อย

 

“เราห่วงสึคิมากกว่านะสิ” ต้องอยู่ในที่แบบนั้นตั้งสี่ปี

 

“ไม่เป็นหรอกน่า หอบเราก็ไม่ค่อยออกอาการแล้วด้วย”

 

“แต่มันก็ไม่ได้หายไปนะสึคิ ถ้าออกแรงแบบนั้นมากๆเข้าเกิดมันกำเริบขึ้นมาเดี๋ยวจะแย่เอา”

 

“แต่...”

 

“สึคิ ไม่ควรจะเถียงหมอในอนาคตนะ” ผมว่าตัดประโยค สึคิหัวเราะเบาๆ ก่อนที่เราจะเริ่มรับประทานอาหารกัน

 

   เมื่อมื้อเที่ยงผ่านไป สึคิที่ต้องไปร่วมกิจกรรมต่อในตอนบ่ายก็เดินกลับเข้ามาในคณะอีกครั้ง แน่นอนว่าผมมาด้วย คณะผมเข้าตอนบ่ายสองยังไงก็ทัน คณะมันก็ไม่ได้ไกลกันมาก

 

“นะ จะนั่งอยู่นี่จริงหรอหรอ” คงจะกลัวรุ่นพี่ตัวดีเห็นผมสินะ

 

“อืม.. ไปได้แล้วเดี๋ยวโดนทำโทษอีกหรอก” สึคิวิ่งออกไปหลังจากผมพูดจบ ผมนั่งอยู่ที่เม้าหินอ่อนตัวเดิม และผมกับเจ้ารุ่นพี่ปัญญาอ่อนได้สบตากันโดยบังเอิญ ก่อนที่เจ้าตัวจะหันไปตะหวาดเสียงดังๆแบบเมื่อเช้า

 

“ก่อนอื่น ผมจะมาสอนเรื่องมารยาท” เหอะ! อย่างหมอนั่นน่ะนะจะสอนเรื่องมารยาท ก่อนจะสอนคนอื่นช่วยสอนตัวเองด้วยเถอะ

 

“เพราะเมื่อเช้า คงได้เห็นกันแล้ว ว่ายังมีคนที่ไร้มารยาท ไม่รู้จักเครารพรุ่นพี่” ผมเห็นนะว่าเค้าใช้หางตามองมาททางนี้ เหอะ! แต่เรื่องแค่นี้ทำร้ายคนอย่างฮานะไม่ได้หรอกบอกไว้เลย

 

“อย่างแรก เมื่อเห็นรุ่นพี่จะต้องไหว้.. บลาๆๆ” ผมนั่งฟังอย่างไม่ใส่ใจนัก พร้อมกับทำท่าทางล้อเลียนอยู่กับตัวเอง แต่ไม่รู้ว่ารุ่นพี่คนนั้นเค้าตาดี หรือมองผมอยู่ตลอดเวลากันแน่ ถึงได้เดินมาทางนี้ แถมดูเหมือนจะโมโหอยู่ด้วย แปลงร่าง ฮานะโหมดตั้งรับ

 

“มีปัญหาไร” ถามอย่างนี้หมายความว่าไงละ คนที่เดินมาและดูเหมือนมีปัญหาคือทางด้านนูนไม่ใช่หรอ

 

“คนที่เดินมาอย่างคุณรุ่นพี่มั้งครับ ที่กำลังมีปัญหา ผมนั่งอยู่ในที่ของผม หรือว่าในคณะนี้ไม่ให้ใครนั่งนอกจากคนของคณะ แต่เสียใจด้วยนะครับ ผมจ่ายเงินมาเรียน มีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะนั่งอยู่ตรงนี้” หึๆ นี่แหละฮานะ คนกวนตีน

“พ่อแม่มึงไม่เคยสอนให้มีมารยาทกับรุ่นพี่บ้างหรอวะห๊ะ” จะเสียงไรดังไรนักหนาเนี่ย ถามจริง

 

“สอนสิครับ สอนมาดีมาก แล้วคุณรุ่นพี่คิดว่าตรงไหนหรอครับ ที่ว่าผมดูไม่มีมารยาท”

 

“อยากรู้ใช่มั้ย! มานี่” พอพูดจบเค้าก็ดึงตัวผมออกไปทางด้านหลังคณะในห้องน้ำ แถมล็อกกลอน เฮ้ย

 

“จะ.. จะทำไร”

 

“มึงไม่รู้ไม่ใช่อ่อ ว่ามึงไม่มีมารยาทยังไง กูจะก็จะบอกให้


“แล้วทำไมต้องที่นี่ รสนิยมคุณรุ่นพี่แปลกจังเลยนะครับ

 

“เพราะที่นี่กูทำไรมึง ก็ไม่มีใครเห็นไง” เค้าบีบเข้าที่แก้มของผมพร้อมกับพูดด้วยเสียงที่แหบพล่าชวนขนลุก เจ็บอะ

 

“ผมก็นึกว่าคุณรุ่นพี่จะรู้จักใช้สมองมากกว่าใช้กำลัง เพราะถ้าเป็... อื้อออ”  ยังไม่ทันพูดจบประโยคเค้าเข้าจู่โจมด้วยการประกบที่ปากทันที มันไม่มีความพิศวาสอะไรหรอกนะครับ โทสะล้วนๆ เจ็บเป็นบ้า แต่ว่า กูโดนจูบบบบ ผมพยามใช้แรงที่มีดันคนตัวโตออกไป แต่มันก็ไม่สำเร็จผมจึงใช้ หัวเข่ากระแทกที่กล่องดวงใจเค้าเข้าไปเต็ม

 

“โอ๊ยยไอเชี่ยนี่” สงสัยคงจะเจ็บจริงแหะ ถึงกับทรุดลงไปกองอยู่บนพื้นแบบนั้น T_T

“หึ! สมน้ำหน้า” ว่าเสร็จผมก็ปลดกลอนก่อนจะวิ่งไปที่คณะของตัวเอง ถึงจะมีเสียงคำรามร้องตามหลังผมก็ไม่สนใจหรอก ทำไมมันรู้สึกไม่ชอบไอคนนี้เอาซะเลยนะ

     และนี่ผมเพิ่งจะเข้ามาในมหาลัยนี้ในฐานะนักศึกษาแท้ๆเล้ย ทำไมมีแต่เรื่องวุ่นว่ายกันละเนี่ย วิ่งไปผมก็บ่นอุบอิบอยู่ใจ เจ็บปากชะมัดเลย ฝากไว้ก่อนเถอะไอคนเฮงซวย..

 

 

 

 

 


 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #1 oKisSaTen123 (@OoKAWAIoO) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2560 / 05:00
    สนุกกกก รีบมาต่อเร็วๆน่ะค่ะ รอๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #1
    0