Parasite : ปรสิตสังหาร 3 จบภาค (ชุด สัญญาณวันสังหาร)

ตอนที่ 3 : บทที่ 3 นรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 388
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 ม.ค. 55

 ตอนที่ 3

 

 

รติญาเป็นคนไม่ชอบทำตามคำสั่งของใคร...

แต่ไหนแต่ไรมาเธอไม่เคยต้องฟังว่าคนอื่นต้องการอะไร หญิงสาวเลือกฟังในสิ่งที่หัวใจตัวเองต้องการเสมอๆ รวมถึงการคบหากับแดนไทอย่างเปิดเผยทั้งที่ไม่ได้บอกเขาล่วงหน้าว่าจะยอมรับกับนักข่าว เธอมาที่นี่เพราะรู้ว่าจะได้พบเขาและจะขอโทษเพื่อสานความสัมพันธ์กันต่อไป

เธอคิดแบบนั้น แต่ก็ยังไม่เจอเขา

 

“ทำไมโทรไม่ติดสักทีนะ ปิดเครื่องหรือไงกัน” ร่างบางทำเสียงกระฟัดกระเฟียด พยายามข่มอารมณ์ใจร้อนของตัวเองเอาไว้จนลิฟต์ลงมาถึงชั้นแรก บอดี้การ์ดสองคนของเธอได้กลิ่นแปลกๆ มาตั้งแต่ตอนที่เจอชายแปลกหน้าตรงชั้นสิบ แม้งานของพวกเขาคือปกป้องคุณหนูให้ดีที่สุดและทำตามความต้องการของเธอ แต่ก็ต้องฟังสัญชาตญาณของตัวเองด้วยเช่นกัน

“คุณรันคอยในนี้ก่อนนะครับ” หนึ่งในผู้คุ้มครองเธอหันมาบอกเมื่อรู้สึกว่าชั้นล่างเงียบผิดปกติ ชายทั้งสองค่อยๆ ก้าวออกมาด้านนอกลิฟต์โดยไม่สนใจท่าทางไม่พอใจของหญิงสาว เมื่อเห็นว่าไม่มีใครแถมข้าวของยังกระจัดกระจายพวกเขาก็ชักปืนออกมาทันที

“มีอะไร” น้ำเสียงของร่างบางดูไม่พอใจนัก เธอเดินออกมาโดยไม่สนใจสิ่งที่บอดี้การ์ดบอกสักนิด จนได้เห็นกับตาตัวเองว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล หญิงสาวถึงได้ยืนนิ่งพลางขมวดคิ้วมองด้วยความสงสัย

 

สวบ...

เสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินย่ำอยู่ในสนามหญ้าด้านนอกอาคาร เสียงนั้นดังลอดเข้ามาจนทั้งสามได้ยิน พอหันไปดูจึงเห็นว่าผนังกระจกทางขวามือของพวกเขาซึ่งอยู่ใกล้กับทางเดินไปสระว่ายน้ำและคาสิโนด้านหลังมันแตกละเอียด เศษแก้วกระจัดกระจายเต็มพื้นด้านนอก

มีบางอย่างทำมันแตก...

เมื่อมองไกลออกไป รติญาจึงได้เห็นเก้าอี้ไม้แกะสลักตัวหนึ่งที่เคยตั้งต้อนรับแขกอยู่ในล็อบบี้แห่งนี้ ล้มตะแคงข้าง พนักพิงหักออกพร้อมกับร่างของใครบางคนนอนจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น เลือดไหลนอง ไม่เคลื่อนไหวใดๆ ดูจากชุดคงเป็นแขกวีไอพีที่มาพักที่นี่ไม่ต่างจากเธอ

“ผมว่าเราขึ้นไปข้างบนกันเถอะครับคุณรัน” บอดี้การ์ดคนหนึ่งพูดขึ้นเพราะเขาหันไปเห็นกองเลือดด้านซ้ายมือตรงทางเข้าห้องน้ำ เขาดูแลเธอมาตั้งแต่เด็กๆ จึงกล้าขัดใจหญิงสาวในบางครั้ง

 

นี่มันเรื่องบ้าอะไร เลือดใช่ไหม...!?!

 

รติญาหันหลังจะเดินกลับ ทว่าที่ทางเดินเชื่อมระหว่างตัวโรงแรมกับทางไปสระว่ายน้ำและคาสิโน มีร่างของใครคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น หญิงสาวตัวเกร็งทันทีที่เห็นเงาของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ เธอไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กำลังเดินเขย่งเท้าเข้ามานั่นยังควรเรียกว่าคนหรือไม่

สองบอดี้การ์ดที่คอยหันมองรอบๆ เพิ่งได้หันกลับมาเห็นร่างนั้นเต็มตา เสียงครางของมันชวนให้ทั้งคู่ต่างก็ตกใจ

“ยิงเลยมั้ย” หนึ่งในนั้นถามคู่หูซึ่งสนิทกับรติญามากกว่า แต่ไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมา สายตาของเขาจ้องมองร่างที่โปฃผล่พ้นเงามืดนั่น

ร่างนั้นซีดเผือด ดวงตาเหลือกโปนเหมือนคนตาย ลูกตาเกลือกกลิ้งไปมา พวกเขาแน่ใจว่ามองเห็นหน้าอกกระเพื่อมเหมือนคนหายใจอยู่ตลอดแม้จะดูติดขัดเป็นบางที มือที่เกร็งกับสีหน้าดูเจ็บปวดทุกครั้งที่ขยับตัวทำให้มันดูเหมือนคนชักกระตุก แต่มันก็ไม่หยุด ยังคงเดินช้าๆ เข้ามาหา

“คนหรือซอมบี้วะ” บอดี้การ์ดอีกคนสบถออกมา ย่นคิ้วมอง ในมือถือปืนจ่อเอาไว้อย่างตื่นๆ

“เฮ้ย หยุดเดี๋ยวนี้นะ” อีกคนพูดขึ้น ตราบใดที่คุณหนูของเขายังไม่บอกให้ยิงเขาก็ได้แต่เหลียวมองเธอเพื่อรอคำตอบ แต่ทว่าคุณหนูของพวกเขากลับเงียบกริบ ยืนตัวค้างแข็ง มองร่างนั้นที่กำลังเข้ามาอย่างใจจดใจจ่อ

“คุณรันครับ ยิงเลยไหมครับ”

“คุณรันครับ” สองบอดี้การ์ดผลัดกันเรียก คนหนึ่งขยิบตาให้อีกฝ่ายเขย่าตัวหญิงสาว

“คุณรันครับคุณรัน”

มือเย็นๆของชายหนุ่มสัมผัสแขนของรติญา คุณหนูไฮโซถึงกลับสะดุ้งหันมามองบอดี้การ์ด แต่สิ่งที่ทำให้ตกใจยิ่งกว่าคือร่างอีกร่างหนึ่งที่กระโจนเข้ามาด้านหลังของบอดี้การ์ดอีกคน!

“อ๊า” เธอร้องเสียงหลง แต่ไม่ทันเสียแล้ว ร่างผอมซีดที่แต่งตัวเหมือนพนักงานของโรงแรมกระโจนมาจากไหนไม่ทราบ ตรงเข้าหาบอดี้การ์ดเคราะห์ร้ายพร้อมขวานในมือ ขวานที่มีไว้ตู้ข้างกำแพงสำหรับยามฉุกเฉินเฉพาะลงกลางหน้าผากของชายร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำ โดยที่เขาไม่มีเวลาได้ตั้งตัวสักนิด โลหะเย็นๆ แทรกผ่านกะโหลกเข้าไปอย่างรวดเร็ว เลือดทะลักกระเซ็นออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจของมัจจุราช

 

ฮิฮิฮิ

เสียงหัวเราะแหลมสูงชวนสยดสยอง รติญารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเป็นลมลงไปตรงนั้น เว้นแต่มีเสียงปืนดังสนั่นเฉียดหูเธอเสียก่อน

 

ปังๆๆๆ...!!!

 

 

บอดี้การ์ดอีกคนรัวยิงใส่เจ้าซากโรคจิตนั่นที่อกและหัวจนมันเซล้มลง ก่อนจะหันไปยิงอีกคนที่เดินเข้ามาช้าๆ ตั้งแต่เมื่อครู่จนสองร่างล้มลงแล้วรีบคว้าแค้นรติญาพาเข้าลิฟต์ทันที

 

 

คิคิคิ...

ฮ่าฮ่าฮ่า...

เสียงหัวเราะชวนสยดสยองดังมาจากในสวนข้างนอก รติญารู้สึกหูอื้อ หน้ามืดจนเธอแทบจะเดินไม่ได้ บอดี้การ์ดจำต้องเหวี่ยงร่างคุณหนูเข้าไปในลิฟต์เบาๆ เธอเซไปติดผนังลิฟต์ ใช้สองมือยันให้ตัวเองยืน มองภาพชายหนุ่มกดปิดลิฟตื พร้อมๆ กับที่ร่างของใครบางคนพยายามกระโจนเข้ามา

“อั้ก” บอดี้การ์ดรู้สึกชาไปทั้งแขนเมื่อมีดด้ามหนึ่งแทงเข้ามา เขายิงแสกหน้าใส่ร่างนั้นก่อนจะถีบมันออกให้พ้นทางลิฟต์ปิด

รติญาเห็นเพียงแค่นั้นเธอก็หมดสติไป...

..................

 

 

สองมือของธรรม์กวาดทุกอย่างที่เขาคิดว่าจำเป็นใส่ลงในกระเป๋าสะพายอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ภาพของชายคนนั้นยังคงติดตาในทุกทีที่เขาเผลอหลับตา ปืนที่มีถูกดึงจากช่องลับมาวางไว้ในจุดที่หยิบง่าย

 

ไม่ว่าจะใคร หรือตัวอะไร ถ้ามาแบบเมื่อกี้อีกขอยิงก่อนล่ะนะ...

 

พอพร้อมแล้วเขารีบก้าวออกจากห้อง มองดูคีย์การ์ดในมือ ก่อนจะหันไปทางห้องของสองหนุ่มสาวคู่รักที่เพิ่งเจอ ถึงมันไม่ใช่ธุระอะไรของเขาแต่ธรรม์ก็คิดว่าการหาเพื่อนไปที่ท่าเรือด้วยกันน่าจะดีไม่น้อย

เขายืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องตัวเอกพักหนึ่งเพราะจำไม่ได้

“ห้องไหนล่ะเนี่ย” มองไปทางไหนก็ดูเหมือนห้องจะหน้าตาเหมือนกันหมด ถ้าไม่นับตรงใกล้กับลิฟต์ที่มีศพนอนตายอยู่ธรรม์ก็ไม่รู้ว่าสองคนนั้นอยู่ที่ห้องไหน จู่ๆ ไฟทางเดินก็กระพริบสองสามทีก่อนจะค่อยๆดับลง แล้วไฟสำรองที่พอมีอยู่ก็เริ่มทำงาน

 

แวบ...

 

แสงจากไฟฉายส่องมาตามทางเดินอีกฝั่ง ตรงข้ามกับบันไดหนีไฟสยองนั้น แสงไฟส่องมาที่หน้าของธรรม์จนเขาต้องหรี่ตามอง ยกมือขึ้นมาป้องหน้าไว้

“โปรดแสดงตัวด้วยครับ” เสียงเข้มๆ ของอีกฝ่ายดังสะท้อนมา พอไฟฉายเลิกส่องหน้า ธรรม์ถึงได้เห็นว่าเป็นผู้ชายผิวเข้ม ใส่ชุดสูทของโรงแรม ในมือถือปืนพกขนาดสั้นที่พวกตำรวจใช้กันจ่อมาทางคนแปลกหน้า

ธรรม์ยกสองมือขึ้น กระเป๋าสะพายทำเอาเขาเอนตัวไปข้างหลังเล็กน้อย

“เฮ้... ผมเป็นแขกของโรงแรมนะ” ธรรม์เอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น

“แล้วทำไมคุณมีปืน” ชายร่างสูงเห็นด้ามปืนตอนที่เขาเอนตัวพอดี ชายหนุ่มยิ้มแหยๆ ทีหนึ่งก่อนจะดึงปืนโยนลงกับพื้นแสดงความบริสุทธิ์ใจ ยังไงเสียสันชาตญานของเขาพร้อมจะหยิบปืนอีกกระบอกที่ซ่อนไว้ที่น่องเสมอ

“ผมเป็นตำรวจมาก่อนน่ะ มันเคยชิน” ธรรม์ตอบอย่างใจเย็นก่อนจะเข้าเรื่องที่เขาอยากรู้ “มันเกิดอะไรขึ้น คุณไม่เห็นศพที่นอนตรงนั้นหรือไง หรือคิดว่าผมจะทำให้คนอยู่ดีๆ ก็ตัวซีด เลือดทะลักกระจายขนาดนั้นได้”

สองหนุ่มมองกันไปมาสลับกับมองศพของพนักงานโรงแรม รอยเลือดจางๆ เป็นทางยาวมาจากบันไดหนีไฟ ในที่สุดชายผิวเข้มก็ยอมลดปืนลง

“ผมไม่รู้เหมือนกันว่ามันอะไรขึ้น...”

 

เขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าที่เจอด้วยตาตัวเอง...

 

..................

 

 

 

อากาศยามเช้าวันนี้ที่เกาะอันดามันพาราไดซ์ชวนให้สดชื่น ลมทะเลเย็นๆพัดปะทะทางฝั่งรีสอร์ทจนแขกที่อยู่ในห้องต่างก็เดินออกมารับลม พร้อมกับทานอาหารที่โรงแรมเตรียมเสริฟกันถึงเก้าอี้ชายหาดส่วนตัว บ้างก็นั่งทาครีมกันแดด บ้างก็จิบกาแฟยามเช้า

อธิปเป็นหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยในส่วนของโรงแรมและรีสอร์ท เขามักจะส่งคนเดินตรวจตราจนทั่ว เรื่องเมื่อคืนที่มีแขกอาละวาดก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่เขาละเลยไม่ได้ การที่ลูกน้องสองคนหายเข้าไปกับแขกของโรงแรมแต่ลูกน้องที่เหลือกลับมารายงานเขาเอาตอนเช้าแบบนั้นก็ทำให้หัวเสียอยู่ในไม่น้อย เขาจึงส่งคนไปเคาะดู

“ไม่มีเสียงอะไรเลยครับหัวหน้า” พนักงงานรักษาความปลอดภัยส่งสัญญาณวิทยุบอก อธิปเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล เขาจึงให้พนักงานคนนั้นตามเพื่อนที่ดูแลความปลอดภัยบริเวณใกล้ๆมาช่วยกันดู รวมถึงให้ลูกน้องคนหนึ่งเปิดกล้องขนาดจิ๋วที่พกติดตัวไว้ด้วย

“สามารถใช้ปืนป้องกันตัวเองได้เลย” เขาบอก สายตาจับจ้องอยู่ที่ภาพฉายจากกล้องจิ๋วไฮเทคตัวนั้น

 

เมื่อหนึ่งในพนักงานรักษาความปลอดภัยเดินเข้าไปในรีสอร์ทฝั่งตะวันตกห้องหมายเลขสิบเอ็ด คนที่เหลือก็ยกปืนเตรียมพร้อมเล็งไว้อย่างระมัดระวัง ท่ามกลางสายตาสงสัยของนักท่องเที่ยวบางคนที่บังเอิญหันมาเห็นพอดี

“นี่...มัน... อะไรกัน” เสียงสบถเบาๆ ของชายคนแรกผู้ก้าวเข้าไปดังลอดออกมาจนคนอื่นๆ ตัดสินใจเดินตามเข้าไปด้วย กล้องขนาดเล็กที่ติดไว้กับหนึ่งในทีม ทำให้อธิปได้เห็นภาพข้างใน

“พระเจ้า...” เขาอุทานออกมาอย่างลืมตัว

กล้องได้ส่องให้เห็นทุกอย่างด้านในนั้นตั้งแต่หน้าประตูเข้าไป มีรอยเลือดเป็นทางเหมือนคนโดนอะไรบางอย่างลากถูไปกับพื้น รองเท้าบูทของรักษาความปลอดภัยสองคนเมื่อคืน อยู่กระจัดจายกัน มันหลุดออกมาพร้อมกับข้อเท้าขาดวิ่นที่ยังสวมรองเท้าอยู่ มองเห็นกระดูกกับเส้นเอ็นขาวๆ ตรงกลางเท้าผุดออกมา

ที่โซฟาตัวนุ่มของห้องซึ่งทางโรงแรมจัดเตรียมต้อนรับเอาไว้ มีร่างของหนึ่งในนั้น นอนนิ่ง ตั้งแต่คอลงไปจนถึงช่องท้อง ถูกกรีดยาวและกระหน่ำแทงซ้ำหลายๆ แผลจนเลือดกระเซ็นไปทั่ว ใบหน้าเบิกโพลงราวกับหวาดกลัวสุดชีวิต อีกร่างนอนอยู่ที่ปลายเตียงในสภาพหัวห้อยลงมาจากขอบเตียง หงายหน้ามองเพดาน เลือดจากในปากใหลลงมาที่แก้มกับจมูกยาวไปจนถึงลูกตาทั้งสองข้าง มือเกร็งสุดชีวิต ที่คอถูกปาดจนเลือดสาดกระจาย

“ออกมาเดี๋ยวนี้” อธิปออกคำสั่งเสียงดังเด็ดขาด เขามองไม่เห็นแขกของโรงแรมคนที่พวกเขากำลังหาตัวอยู่ในห้องนั้นเลย

“ครับ” พนักงานคนหนึ่งรับคำ แล้วหันกลับไปที่ประตู ก่อนจะเงยหน้าไปดูที่ขื่อประตูด้านบนแล้วเห็นรอยยิ้มชวนสยองของใครบางคนซึ่งเกาะอยู่บนนั้น เหมือนกับแรงโน้มถ่วงไม่มีผลอะไร ร่างนั้นดูซีด ตาโปนถลึงจนเห็นเส้นเลือดฝอยข้างในตาทั้งสองข้าง ท้องดูป่องๆ ชอบกล

“เฮ้ย” เขาร้อง ขาดคำ มีดคมๆ ก็เจาะเข้าที่คอจากแรงเหวี่ยงของอีกฝ่ายทันที เขาส่งเสียงดังอึ้กอีกเพียงทีหนึ่งแล้วก็ล้มลงทันที คนอื่นๆที่ได้ยินต่างเล็งปืนไปที่เจ้าฆาตกรนั่น

 

ปั้งๆๆๆๆๆ....

 

เสียงปืนรัวดังหลายนัดลอดเข้ามาในห้องควบคุมจากลำโพง ถึงแม้จะใช้กระบอกเก็บเสียงต่อท่อแล้วก็ยังพอได้ยินแบบขนหัวลุก อธิปมองเห็นร่างของแขกผู้เสียสติ นัยน์ตาโปน กระโจนเข้าหาคนที่มีกล้องติดไว้อย่าบ้าเลือด เขาล้มลงไปกองกับพื้นพยายามเอามือกันไม่ให้ร่างนั้นทุบตี ก่อนที่คนบ้าคลั่งจะถูกยิงตายต่อหน้า เลือดกระเซ็นเปรอะเต็มกล้องไปหมดจนอธิปที่ยืนดูภาพอยู่ถึงกับนิ่ง ตะลึง

 

 

...เวรล่ะ เรื่องใหญ่มากขนาดนี้ เห็นทีต้องแจ้งคุณแดนไทให้รับทราบ

 

 

“ตายแล้วครับ” เสียงพนักงานรักษาความปลอดภัยคนหนึ่งพูดขึ้น อธิปยังคงมีสติอย่างดีเยี่ยม เขาหันไปหาพนักงานอีกคนที่เฝ้าดูกล้องตัวนี้อยู่พร้อมๆ กับออกคำสั่ง

“เชคดูกับทางพนักงานต้อนรับอีกทีสิว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน”

“ครับ” ลูกน้องรับคำแต่โดยดี ก่อนที่จะหันไปโทรศัพท์ตามคำสั่ง อธิปมองดูกล้องวงจรปิดตัวอื่นๆ ซึ่งยังคงไม่มีอะไรผิดปกติ เว้นแต่บรรดาแขกที่พักอยู่ในละแวกนั้น ต่างก็ตกใจ ยืนนิ่งมองดูพนักงานรักษาความปลอดภัยที่คนหนึ่งเดินตัวเปื้อนเลือดออกมา พร้อมกับคนอื่นๆ หนึ่งในนั้นหันไปลอคห้องอย่างรวดเร็ว

“ฉันยังไม่ได้บอกให้ออกมาเลย ออกมาสภาพนี้ได้ยังไงกัน” อธิปถามขึ้นอย่างหัวเสีย

“ก็จู่ๆ ไอ้เป้มันก็เดินออกมาเลยครับหัวหน้า” หนึ่งในนั้นบอกถึงชายผู้ติดกล้องไว้ที่ตัวว่าทำผิดกฎ อธิปยกมือขึ้นมากำแน่น เดินไปเดินมาก่อนจะบดกรามตัวเองเพื่อข่มไม่ให้โกรธที่ลูกน้องกำลังทำให้เรื่องนี้ไม่เป็นความลับอีกต่อไป

“ให้เป้มาที่ห้องควบคุมเดี๋ยวนี้” เขาออกคำสั่ง แต่ไม่ทันแล้ว คนของเขาถูกแขกของโรงแรมส่วนหนึ่งที่ไม่ได้มัวแต่ยืนอึ้งตกใจ เดินเข้ามาหา

 

“เกิดอะไรขึ้น” แขกของโรงแรม เป็นผู้ชายมีอายุพอควร รีบหันมาถามทันทีเมื่อกลุ่มพนักงานรักษาความปลอดภัยทั้งสี่คนที่เหลือเดินออกมา

แต่ไม่มีใครตอบ... พวกเขาเลือกจะเงียบเพราะไม่อยากให้เรื่องบานปลายไปกว่านี้ ได้แต่เดินตามนายเป้ที่ไม่ยอมหยุดไปด้วยความแปลกใจ

 

หมอนี่เป็นบ้าอะไรวะ...

 

“เกิดอะไรขึ้น พวกฉันมีสิทธิ์จะรู้นะ” หญิงมีอายุอีกคนที่อธิปคิดว่าคงจะเป็นภรรยาของชายคนที่ถาม เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

“ไม่มีอะไรครับ ทุกอย่างปกติดี” ชายคนหนึ่งในทีม ตอบกลับอย่างใจเย็น พวกเขายังคงพยายามเดินต่อ ถึงแม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวยืนขวาง และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

“ปกติอะไรกัน” ชายสวมแว่นกันแดดคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “เลือดเต็มตัวขนาดนี้” แล้วบางคนก็หยิบกล้องมาถ่ายรูป

“มีคนตายหรือไง”

“มีใครเป็นอะไรเหรอคะ”

“เฮ้...พวกนายเป็นใบ้เหรอ”

เสียงกดชัตเตอร์ เสียงคำถามดังรัวไปหมด คนที่มัวแต่ตกใจ พอเห็นว่ามีคนเข้ามาถาม ตัวเองก็เดินมาดูด้วย จนกลายเป็นเหมือนคนกลุ่มใหญ่กำลังห้อมล้อมพวกเขาไว้

อธิปกุมขมับ เขาพยายามนึกหาทางออกให้ลูกน้อง “บอกไปว่า เดี๋ยวทางโรงแรมจะแถลงข่าวให้ทราบ ตอนนี้คุมสถานการณ์ไว้แล้ว”

“คุณอธิปครับ แขกคนที่ตายชื่อไมค์ ชู เป็นชาวใต้หวัน แต่ทำงานเป็นนักวิจัยอยู่ในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ห้าปีที่แล้ว เพิ่งลาออกและขอเข้าพักที่นี่เมื่อสามวันก่อนครับ”

 

สามวันก่อน...

 

อธิปพอจะจำเรือที่มาวันนั้นได้ มันเป็นวันกลางสัปดาห์ คนน้อย ก่อนที่เรือจะถึง มีการแจ้งข้อมูลไว้ว่าจะมีแขกมาเข้าพัก 34 คน แต่เมื่อมาถึงกลับขาดไปคนหนึ่ง และชายวัยกลางคนซึ่งเขาเพิ่งนึกออกว่าเป็นคนเดียวกับที่เพิ่งถูกยิงตายไป ยืนยันว่าเห็นคนที่หายไป เดินลงจากเรือก่อนที่เรือจะออกจากท่า และเขายังเป็นคนขอย้ายไปเข้าพัก ห้องของคนๆ นั้นที่ชั้น 16 ในตัวโรงแรม จากนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจอีกเลย

 

เพราะอธิปมัวแต่คิดเรื่องของไมค์ ชู จนไม่ทันได้ดูจอมอนิเตอร์เวลานี้ จึงไม่เห็นว่าเป้กำลังยกปืนขึ้นจ่อชายคนแรกที่ตั้งคำถามกับพวกลูกน้องของเขา

 

ปั้ง...!

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด...

เสียงปืนดังสนั่นเพราะตอนนี้มันไม่มีเครื่องเก็บเสียงอีกต่อไป อธิปสะดุ้งกับเสียงกรีดร้องของผู้คนที่ตกใจเมื่อเห็นชายวัยกลางคนถูกยิงแสกกลางหน้าผากจนตาค้างแล้วหงายหลังปล่อยร่างร่วงลงกับพื้นคอนกรีตจนคนที่เหลือแตกตื่น เพื่อนอีกสามคนหันมาทางเป้ พวกนั้นมองเห็นรอยยิ้มชวนสยดสยอง

“ถามไรนักหนาวะ” เขาพูดขึ้น ก่อนที่สามคนจะทันหยิบปืนออกมา พวกเขาก็โดนกระสุนจากกระบอกของเป้ ฝังเข้ากลางหน้าผากคนละนัด ผู้คนต่างกรีดร้องและวิ่งหนีแตกฮือราวกับผึ้งแตกรังเว้นแต่ภรรยาของชายคนแรกที่ยังคงกอดร่างเขาไว้ เจ้ามัจจุราชในร่างของพนักงานรักษาความปลอดภัย ดึงปืนในมือของเพื่อนมาแล้วหันไปเล็งยิงเธอที่หลังศีรษะ ก่อนจะจ่อเล็งคนที่กำลังวิ่งหนีอย่างสนุกสนาน บ้างก็ทรุดฮวบทันทีที่ลูกปืนโดนจนเลือดทะลัก บ้างก็กระเสือกกระสนหนีตาย

 

อธิปได้ยินเสียงหัวเราะอย่างสะใจของเป้เต็มสองหู เห็นภาพเหยื่อจากกล้องที่อยู่บนเสื้อของลูกน้องเขา

 

ที่นี่ไม่ใช่อันดามันพาราไดซ์อีกต่อไปแล้วแล้ว มันกลายเป็น

 

นรก...!!!

 

...........................



คอมเม้นต์เป็นกำลังใจบ้างนะคับ ^^

111 ความคิดเห็น

  1. #89 wara (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2555 / 00:52
    สนุกมาก ไม่ยึด กระชับ เป็นกำลังใจให้นะครับ
    #89
    0
  2. #36 Hika Zerora (@hikazerora) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 / 00:28
    อ่านมา 3 ตอนรวด ได้บรรยากาศ Dead Island แฮะ ในฉากของโรงแรม ยิ่งอ่านยิ่งลุ้น ( ยิ่งเปิดเพลง OP ของเกม Parasite Eve มาคลอระหว่างอ่านแล้วด้วยยิ่งสุดยอด! ) ส่วนตอนนี้คำผิดพอมีบ้างครับ
    #36
    0
  3. #35 J.C. NIGHT TERROR (@marywin) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 มกราคม 2555 / 16:17
    เหตุการณ์วุ่นวายใหญ่แล้วววว

    ต้องมีสัตว์ประหลาดบุกมาแน่เลยสินะ เอ้า สู้สู้นะ ทุกคนนน
    #35
    0