Parasite : ปรสิตสังหาร 3 จบภาค (ชุด สัญญาณวันสังหาร)

ตอนที่ 14 : ตอนที่ 2 เขตกักกัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 167
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 พ.ค. 55

 ตอนที่ 2

 

ในเขตกักกัน... พื้นที่ซึ่งห้ามใครเข้าหรือออกจนกว่าจะได้รับการตรวจสอบ

สามสัปดาห์ก่อนที่นี่ช่างเหมือนนรกบนดิน การกวาดต้อนหาผู้ติดเชื้อทำได้ยากนอกจากสังเกตดวงตาโปนแดงกับหน้าซีดๆ เท่านั้น และกว่าจะรู้ก็มักมีการฆ่าเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ทหารทั้งกองที่มาประจำอยู่ปฏิบัติหน้าที่จนไม่เป็นอันพักผ่อน มันโหดร้ายยิ่งกว่าเหตุก่อการร้ายที่พวกเขาเคยรับมือ

เมืองที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวกลับเงียบเหงา บางคนยังอาศัยในบ้านตัวเองเพราะรู้ดีว่าต่อให้เดินไปถึงจุดตรวจ คนเหล่านั้นก็ไม่ให้ผ่านง่ายๆ ภาวะนี้เขาไม่ให้ใครผ่านสักคน แค่จับคนติดปรสิตแยกออกไปไว้ในคุกที่เรียกสวยหรูว่าแดนกักกันผู้ติดเชื้อ ส่วนคนอื่นๆ ก็ให้ใช้ชีวิตตามปกติ จนกว่าจะได้รับประกาศ นานเข้าจึงเกิดความไม่พอใจและหลายครั้งที่มีการปะทะกันระหว่างทหารกับพลเรือนที่ต้องการออกจากพื้นที่เหล่านี้

มันเป็นกฎที่ทุกประเทศตั้งร่วมกันเพื่อจำกัดวงแคบของเชื้อ

แต่มันดูโหดร้ายเหลือเกิน... กว่าจะกลับมาสงบ บริเวณนี้ที่กินพื้นที่ริมทะเลของหลายจังหวัด ต้องเผชิญกับจลาจล ฆาตกรรม การถูกจับ วิสามัญ ทุกอย่างเรียกได้เลยว่านรก พวกเขาได้แค่รับอาหาร น้ำ และของจำเป็น กับความหวังลมๆ แล้งที่ผ่านมาเกือบเดือนก็ยังไม่เห็นว่ายาที่คิดค้นจะสำเร็จ

สุดท้ายที่นี่ก็ไม่ต่างจากสวนสัตว์มนุษย์ ที่ถูกเลี้ยงไว้ หากอยากออกไปต้องรอคิว พวกเขามีมากเกินกว่าจะบอกได้ว่าใครจะได้ออกจากที่นี่ไปก่อนหรือหลัง นานๆ จะมีนักการเมืองสักคนออกประกาศว่าพร้อมช่วยเหลือขอเพียงให้อดทนรออยู่ในเขตนั้น สุดท้ายก็ไม่ต่างจากเสียงนกแก้วนกขุนทองที่ลอดผ่านมาเท่านั้น

 

ในร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งเคยเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว...

เวลานี้ร้านช่างเงียบเหงา พอพ้นสามทุ่มไปแล้วก็แทบไม่มีใครออกจากบ้าน อย่างมากก็มีพวกทหารที่มานั่งจิบเบียร์กับกินข้าวเย็น ความระแวงทำให้ทุกคนต้องหาอะไรพกไว้เป็นอาวุธ บรรยากาศการคุยกันจึงไม่ได้สนุกสนานนัก พนักงานเสิร์ฟเป็นเด็กหนุ่มหน้าตี๋ที่เดินมาพร้อมกระดาษจดรายการอาหาร ยื่นเมนูให้กลุ่มชายในเครื่องแบบก่อนจะจดรายการไปเรื่อยๆ พลางคอยฟังพวกนั้นคุยกันเพื่อเก็บข้อมูล

“จุน โต๊ะสามเรียกเก็บเงินไม่เห็นหรือไงจ๊ะ” เสียงเจ้าของร้านเรียกเขา เธอเป็นสาวสวยวัยสามสิบต้นๆ ผิวเข้มคมแบบชาวใต้ เห็นหน่วยก้านของจุนก็รับมาทำงานและไม่ผิดหวังเมื่อเขาทั้งขยันและลุยได้ตลอด ทั้งยังพูดจาฉะฉาน ใช้ง่าย เธอเห็นแล้วอดชื่นชมไม่ได้

“คร้าบมาดาม” เด็กหนุ่มรับคำเสียงใส เขาหันไปหยิบบิล รับเงิน ทอนเงิน แต่ยังคงคอยฟังพวกนั้นคุยกันตลอด

“มันน่าจะเบาลงแล้วนะแถวเราเนี่ย อีกหน่อยคงเก็บได้หมด”

“อย่าประมาทเชียว ดูเรื่องที่เกาะนั่นดิ ตายกันอื้อเลย แล้วเรือก็ทำให้มันลามไปหลายประเทศ งานนี้เราสู้กับอาวุธชีวภาพชัดๆ”

เด็กหนุ่มแสยะยิ้มน้อยๆ อยู่ลำพังไม่ให้ใครเห็น เขาชอบการคาดเดาของคนในเขตกักกันนี่จริงๆ

 

จนกระทั่งเก็บร้าน เกือบเที่ยงคืนแล้ว ไม่มีแขกในร้านเหลืออยู่ เด็กหนุ่มเก็บเก้าอี้ขึ้นเพื่อถูพื้น ก่อนจะเดินไปหามาดาม

“เก่งจริงๆ เลยนะพ่อหนุ่มคนนี้” สาวหน้าคมยิ้มหวาน หยิบเงินค่าจ้างรายวันให้เขา แต่พอจะส่งกับมือ เธอก็อดไม่ได้ที่จะไล้นิ้วสัมผัสฝ่ามือเขาเบาๆ ก่อนวางเงินและกล่องสีน้ำตาลใบหนึ่ง

“สุขสันต์วันวาเลนไทน์จ้ะ” เจ้าของร้านโปรยยิ้มให้ จุนลืมไปแล้วว่าวันนี้เป็นวันอะไร ที่นี่เหมือนเวลาหยุดนิ่งอยู่กับที่ ผู้คนแค่ใช้ชีวิตเหมือนรอคอยไปวันๆ ชายหนุ่มรับมันมาทั้งที่ในใจไม่ได้พิศวาสแม้แต่น้อย

“ขอบคุณครับ”

“ค้างที่นี่ได้นะ ไม่คิดค่าที่พัก” สาวสวยถาม แววตาบ่งบอกว่าเชื้อเชิญจนจุนยิ้มแห้งๆ

“ไม่เป็นไรครับ” เขาบอกก่อนจะรีบผลุบออกจากร้านโดยไว ถึงจะชอบคนที่โตกว่าแต่เขาก็ไม่นิยมสาวอายุเยอะมากขนาดนี้อยู่ดี

ถนนหนทางดูเงียบ รถวิ่งน้อย มีทหารอยู่เป็นจุดๆ จุนหาจังหวะที่คนน้อยๆ กดโทรศัพท์อย่างทุกคืน

“วันนี้ไม่มีความคืบหน้า ผมยังคงรอรับคำสั่งอย่างเดิม”

เขาพูดเพียงเท่านั้นแล้วก็ตัดสายไป... ก่อนจะเดินไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงหน้าผับแห่งหนึ่ง สีหน้านิ่งๆ ก็ต้องปรับเป็นยิ้มร่าด้วยท่าทางอารมณ์ดีอีกครั้ง

ก่อนที่เบนจะเดินออกมาหาเขาด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อน

“ขอโทษนะที่ให้รอ” เด็กหนุ่มนักดนตรีเดินก้าวออกจากร้าน คิวที่เขาเล่นเพิ่งจบลงไป ดูเหมือนจะเลยเวลากำหนดเป็นประจำ

“ผมก็รอคุณทุกวันอยู่แล้วนี่นา” จุนบอกอย่างอารมณ์ดี ร้านของพวกเขาห่างกันราวกิโลเมตรหนึ่ง พอจุนมารับ พวกเขาก็จะกลับที่พัก มันเป็นเกสต์เฮ้าที่ตอนนี้ร้างจนเจ้าของเปิดเช่าถูกๆ

“โห ยิ่งรู้สึกผิดเลยแบบนี้” เบนหน้าหงอยลงทันที จนจุนหัวเราะ

“รู้สึกผิดทำไม ผมยินดีรอเอง ไว้ผมเบื่อจะรอ ผมก็แค่กลับห้องก่อน” เขาบอก ก่อนจะเดินช้าๆ เคียงกันกลับที่พัก

“ดีจังเลยนะที่แผลหายดีแล้ว” ร่างสูงมองดูต้นแขนของเบนด้วยความทึ่ง ทั้งที่วันนั้นเบนอาจตายไปแล้วก็ได้ พอเห็นแล้วเขาก็รู้สึกนึกถึงธรรม์ขึ้นมา เบนถกแขนเสื้อขึ้นดูแขนตัวเองที่หลงเหลือรอยแผลเป็นอยู่เพียงเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับ

“นั่นสิ เกือบตายแล้วเชียว” เขาพูดอย่างโลกอก “จุนว่าคนอื่นจะเป็นไงกันบ้าง พวกเขายังอยู่ไหม”

“อาจอยู่ทีไหนสักแห่งแล้วตั้งคำถามแบบเดียวกับเราก็ได้นะ”จุนบอก พวกเขาเดินไปด้วยกันจนเกือบจะถึง สายตาต่างมองถนนบ้าง ท้องฟ้าบ้าง ทั้งที่มองไม่เห็นเพราะแสงไฟถนนบดบังแสงจากดวงดาวจนหมด

“วันนี้คนในวงคนหนึ่งโดนจับไปกักตัวด้วยล่ะ” เบนเอ่ยอย่างลอยๆ จุนขมวดคิ้ว

“เค้าติดเชื้อเหรอ”

“ไม่รู้สิ ผมกำลังคิดว่า สุดท้ายทุกคนในเขตจะถูกกล่าวหาแล้วจับตัวหมดหรือเปล่า...” เบนบอก “การอยู่ในนั้นคนเดียวโดยไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้ออกมา มันโหดร้ายมากเลยนะ”

“คิดมากน่า” จุนตบบ่าเบนเบาๆ ทีหนึ่ง “คงไม่เป็นไรหรอก”

จุนนึก เขาไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายอะไร ดีเสียอีก การให้ติดอยู่ที่นี่มันเป็นคำสั่งของเบื้องบน หากเมื่อไรต้องกำจัดเบนจะได้ง่าย เพราะศพที่นี่ส่วนใหญ่ไม่ตายเพราะถูกทหารยิงก็ถูกพวกติดเชื้อฆ่า

“ผมจะเป็นยังไงก็ได้ ห่วงแต่พ่อ จนตอนนี้ยังติดต่อไม่ได้ ผมอยากออกจากที่นี่ไปเจอพ่อ”

“จำไม่ได้เหรอว่าเราพยายามแล้ว พยายามมาหลายหนมาด้วย” จุนบอก นึกถึงตอนที่เขาและเบนพยายามหาทางออกจากที่นี่แต่ไม่เป็นผล พวกเขาหาทางออกไม่ได้ เจอแต่กำแพงลวดหนามสูง คนเฝ้า ไฟฟ้า พวกนี้ทำงานกันเป็นระบบ หากไม่สามารถบินได้ก็คงหนีออกไปไม่ได้...

“อืม” เบนหน้าสลด “ยังดีที่ผมมีคุณ” เขาบอกก่อนจะยิ้มให้อย่างจริงใจ

ทั้งคู่มาถึงหน้าเกสต์เฮ้าส์ เบนเดินนำขึ้นไปก่อน จุนที่ฝืนยิ้มมาตลอด เมื่อเห็นว่าเป็นไม่ได้มองเขาก็ตีหน้าเรียบเฉย

ดีที่มีฉันอย่างนั้นน่ะเหรอ...

จนถึงห้องพักในชั้นสาม พวกเขาก็ทรุดตัวลงเตียงของตัวเอง ในห้องมีเตียงอยู่สองมุม และทั้งคู่เห็นพ้องต้องกันเรื่องความเป็นส่วนตัว ในความหมายของเบนคือการดูใจกัน แต่ในความหมายของจุนคือความโล่งอก

“อ่ะนี่...”

จุนเดินเข้ามาหาเบนที่เตียง หนุ่มน้อยลูกครึ่งขมวดคิ้วแปลใจ ก่อนจุนจะยื่นกล่องสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลให้

“สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะ” เขายิ้มกว้าง รอจนเบนที่ทำหน้างงๆ รับไปแล้วเดินกลับเตียงตัวเอง คนรับมองมันด้วยความรู้สึกประหลาด แววตามีประกายความดีใจเต็มเปี่ยม ก่อนจะเปิดมาเจอช็อกโกแลตแท่งหนึ่งขนาดประมาณฝ่ามือ เป็นช็อกโกแลตเคลือบคาราเมลหอมๆ

เบนยิ้มน้อยๆ

“ขอบคุณนะจุน...” พอเขาหันไปมองจุนก็หลับเสียแล้ว หลับง่ายเสียจนน่าอิจฉา หนุ่มน้อยลูกครึ่งลุกขึ้นเดินไปดึงผ้าห่มให้เขา

ทำไมคุณชอบทำอะไรให้ผมแบบนี้นะ...

แม้จะมีความสุขแต่ลึกๆ เบนอดสงสัยไม่ได้ว่าเขาสมควรได้รับสิ่งเหล่านี้จริงๆ หรือมันเป็นเรื่องหลอกลวงกันแน่ แล้วตัวเขาจึงเดินไปอาบน้ำพยายามไม่คิดอะไร พรุ่งนี้ก็ยังต้องไปทำงาน หาเงินมาเพื่อหาทางออกจากที่นี่ให้ได้

ทิ้งให้จุนลืมตาขึ้นในความมืดของห้องนอน...

สายตาว่างเปล่าของเขามองไปที่กล่องช็อกโกแลตซึ่งถูกทิ้งไว้บนเตียงนั่นนั่น ก่อนจะกลับมาข่มตาให้หลับไวๆ เพราะรู้ดีว่าทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป...

 

............................................

 

แสงแดดยามเช้าแยงตาเข้ามาถึงเตียงนอนในห้องสวีทของโรงแรมห้าดาวหรูหราริมแม่น้ำ...

ธรรม์หรี่ตาขึ้นมอง เขารู้สึกตัวทั้งที่กำลังฝันร้ายบางอย่าง ฝันที่เขาลืมเรื่องราวเมื่อตื่นลืมตาแต่จำได้ถึงความรู้สึก คงเพราะเมื่อคืนนี้เขาไม่ได้ปิดม่าน ชายหนุ่มมัวแต่มองดูวิวข้างนอกเพลินจนเผลอหลับไปตอนนี้กลายเป็นความร้อนกับแสงเจิดจ้า เขาขยับลุกขึ้นจะไปเลื่อนปิดม่านระเบียง

 

ก๊อกๆๆๆๆ...

เสียงเคาะประตูห้องคงดังมาแล้วพักหนึ่งเพราะดูเหมือนเขาได้ยินมันรัวดังเข้าไปถึงในฝัน นี่ถ้ามีกริ่งให้กดคนหน้าประตูคงกดจนเขาตื่นแน่ๆ

เมื่อประตูเปิดออก เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวหน้าตาบึ้งตึง แววตาที่เคยสนิทสนมเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้ง

“จะไปเคยบอกกันสักคำมั้ย” รติญาถามเสียงดัง ทำเอาคนตื่นนอนถึงกับทำหน้าไม่ถูก เขายังอยู่ในชุดนอนเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงบอกเซอร์ พอเห็นอีกฝ่ายแต่งตัวเสียพร้อมแล้วเขาก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป

“ไปไหน ฉันเพิ่งตื่น” ร่างสูงขมวดคิ้ว

“อย่ากวนนะธรรม์ เห็นฉันเป็นอะไร ไม่ใช่เพื่อนนายเหรอถึงได้บอกพ่อว่าจะไป แต่ไม่บอกฉันเลยสักคำ” หน้าตาของรติญาบอกเลยว่าเธอไม่ล้อเล่น ทำเอาธรรม์หายงัวเงีย ก่อนจะมองเธอเต็มๆตา

รันโกรธจริงๆ...

“ก็ถ้าเธอนั่งอยู่คงได้ยิน แต่เล่นลุกพรวดไปอย่างนั้น”

“แล้วทำไมไม่ตามฉันไปล่ะ” หญิงสาวแย้งขึ้น

“ก็ไม่เห็นต้องตามไปทีเดียวสองคน” ธรรม์พูดเตือนให้เธอนึกถึงว่าเมื่อวานใครกันที่เป็นฝ่ายไม่มีเวลาให้เขาได้มีโอกาสพูดอะไร

หรือเพราะแบบนั้นธรรม์จึงอยากไป เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน...

 

ความอึดอัดระหว่างเธอกับเขาดูเหมือนจะมากขึ้น ยิ่งเมื่อความเงียบเข้าครอบงำ ต่างก็ไม่พูดอะไร จนในที่สุดรติญาเป็นฝ่ายตัดบท

“วันนี้จะมีงานเปิดตัวสินค้าใหม่ของพ่อ ถ้านายไม่อยากร่วมด้วยก็โชคดีแล้วกัน” หญิงสาวบอกก่อนจะหันหลังไป ในใจนึกว่าเขาคงจะเรียกไว้หรือพูดอะไรบางอย่าง สองเท้าก้าวจากหน้าห้องนี้ไปอย่างช้าๆ ในใจหวังว่าจะมีเสียงของเขา

แต่ไม่เลย...

เสียงสุดท้ายที่เธอได้ยินคือเสียงชายหนุ่มปิดประตู ก่อนที่ทุกอย่างตรงทางเดินจะเงียบลง มีเพียงเสียงฝีเท้าของตัวเองกับหัวใจที่ถูกบีบคั้น ความโดดเดี่ยวที่เธอรู้สึกนับตั้งแต่ดินจากไปวิ่งกลับเข้ามาอีกครั้ง ได้แต่บอกว่าอย่ารั้งธรรม์ไว้

เขาไม่ใช่ดิน และมันทดแทนกันไม่ได้...

..............................

 

 

ค่ายกักกันโรคติดต่อชั่วคราว ค่ายที่ 27

 

สถานกักกันคนติดเชื้อถูกสร้างมาในรูปแบบเดียวกันคือตึกสีขาวสะอาดทรงสีเหลี่ยมผืนผ้าขนาดพอๆกับสนามฟุตบอล สูงเพียงสี่ชั้น ไม่มีหน้าต่างที่เปิดได้ มีผนังกระจกบ้างเพื่อให้พอมีแดดส่อง ทางเข้าออกของตึกมีทางเดียว เพื่อให้กรณีที่เกิดการผิดพลาดที่นี่จะถูกปิดตายแล้วเผาทำลายข้างในทั้งหมดทันที ด้านนอกเป็นรั้วเหล็กที่ทำลวดหนามเป็นระยะพร้อมปล่อยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ พอให้คนที่คิดจะแหกค่ายถึงกับชานิ่งได้เหมือนกัน แต่ละแห่งรับคนกักกันได้เพียงร้อยคนเพื่อความปลอดภัย

ความจริงแล้วมันไม่ใช่แหล่งกักกันที่รัฐสร้างแต่เป็นงบประมาณและข้อเสนอจากเอกชนที่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อ... พวกเขาให้เหตุผลว่ามีเงินทุนและนักวิทยาศาสตร์ที่พร้อมจะพัฒนายาต้านและทำลายปรสิตตัวนี้ จึงเข้ามาจัดการกับหลายๆ ประเทศอย่างชำนาญ ยิ่งเมื่อเป็นในนามของรัฐ ต่างคนต่างได้ผลประโยชน์ ไม่แปลกที่กลุ่มเจมส์แลงดอนจะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนใหญ่อย่างง่ายดาย นั่นก็เพื่อเฝ้าดูปรากฏการณ์นี้ผ่านการควบคุมของนักวิทยาศาสตร์ในสังกัด

พวกเขาแค่รอเวลาให้คำสั่งมาถึง...

และวันนี้ก็คือวันนั้นที่พวกเขารอมาตลอดสามสัปดาห์ เสียงเครื่องส่งสัญญาณเรียกให้ศจ.ระพี รองผู้อำนวยการประจำค่ายกักกันโรคชั้วคราวที่ 27 แห่งนี้ เดินเข้าไปในห้องทำงานของเขาเพื่อรับสายสำคัญ

“ครับ”

รพีหน้านิ่ง เขาเป็นชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ หน้าตาจริงจังจนดูเกินวัย สวมแว่นหนาๆ ใส่นาฬิการาคาแพงกับชุดกาวน์สีชาวสะอาด

“ครับ” เขาเงียบไปนานก่อนจะตอบรับอีกครั้งแล้ววางสายลง ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง แล้วเขาก็ถอนหายใจก่อนจะเดินออกจากห้องนั้น ผ่านประตูเล็กๆ ซ้ายขวานับสิบ หลังประตูแต่ละบานคือห้องที่ซอยไว้สำหรับให้ผู้ติดเชื้อถูกกักอยู่ห้องละคน พวกเขาดูกราดเกรี้ยว บ้างก็สนุกกับการทำลายข้าวของที่มีอยู่น้อยนิดในห้อง บ้างก็นั่งนิ่ง บ้างก็เดินมาชิดริมประตู มองหน้าระพีผ่านกระจกด้วยสายตานิ่งๆ  

ที่ค่ายนี้ถูกเลือกก็เพราะมันอยู่ใกล้กับจุดที่มีการตรวจตราคนหลบออกจากเขตกักกันอ่อนแอที่สุด และห่างไปไม่กี่ร้อยเมตร สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่การรักษา แต่เป็นการเลือก เลือกที่จะให้ทิศทางการแพร่เชื้อและทำลายล้างไปในทางไหน และดูเหมือนที่นี่จะพร้อมแล้วสำหรับหายนะขั้นถัดไป ชายหนุ่มเอามือดันแว่นให้เข้าที่ก่อนจะเดินก้าวออกจาก

แผนต่อไปได้เวลาเริ่ม...

.....................

 

 

ปี๊นๆๆ!!!

เสียงประกาศฉุกเฉินที่มากับรถทหารและรถของอาสาสมัคร ทำเอาจุนกับเบนตื่นจากหลับใหล ผวาลุกขึ้นมามองออกไปนอกหน้าต่าง

นี่คือเหตุฉุกเฉิน โปรดอยู่แต่ในบ้านและอย่าออกมานอกพื้นที่...

เสียงประกาศดังเป็นสามภาษาพอจะจับใจความได้ มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนแต่พวกเขายังไม่รู้ว่าเป็นอะไร จุนหยิบรีโมทมาเปิดทีวีเครื่องเล็กในห้องทันที เขากดปุ่มเปลี่ยนช่องอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะเจอข่าวด่วน

 

“เกิดเหตุระเบิดในศูนย์กักกันที่ยี่สิบเจ็ด ล่าสุดมีผู้ติดเชื้อเสียชีวิตและสูญหายนับร้อย เจ้าหน้ากล่าวว่าเกิดเหตุจลาจลภายในจนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดในนั้นต้องอพยพและทางการต้องควบคุมไม่ให้สถานการณ์แพร่ระบาดกลับมารุนแรงอีกครั้ง ทั้งนี้การควบคุมไม่เป็นผลนักเมื่อระเบิดของทางทหารเกิดระเบิดขึ้นจนเป็นผลให้ประตูทางออกเกิดช่องว่างและมีผู้ติดเชื้อหลบหนีออกมา ขณะนี้ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกและอยู่ในบ้านเรือนของท่าน อย่าต้อนรับคนแปลกหน้า และรอติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง...”

 

ขั้นต่อไปมันมาถึงแล้วสินะ...

จุนนึกก่อนที่เขาจะปิดข่าวลงเพื่อไม่ให้เบนสติแตกแล้วเดินไปปิดประตูห้องให้สนิท

“เรา... จะทำยังไงดีล่ะ” เบนไม่ได้โวยวายอะไร มีแค่ใบหน้าตื่นๆ ที่บอกว่าเขากำลังหวาดกลัว

“ไม่ต้องทำอะไร แค่อยู่เฉยๆ ไว้” จุนบอก แล้วเขาก็กลับไปนั่งนิ่งๆ อยู่บนเตียงตามเดิม ในใจนั้นคิดถึงแต่เรื่องคราวก่อนที่เกาะนั่น

คงไม่มีอะไรเป็นนรกกว่าตอนนั้นหรอก ถึงต่อให้เป็นอย่างนั้นผู้ศรัทธาย่อมได้รับการคุ้มครองเสมอ...

 

ปึ้ง...

เสียงเตะประตูด้านหน้าทำเอาทั้งสองคนสะดุ้งโหยง ผลุบลุกขึ้นจากเตียงทันที จุนผายมือเพื่อส่งสัญญาณบอกว่าให้เบนรอ เขาเป็นฝ่ายเดินไปเปิดเอง

พอประตุเปิดออก ร่างของเจ้าของเกสต์เฮ้าสืซึ่งเป็นชายชราวัยหกสิบต้นๆ ถือปืนลูกซองในมือจ่อมาที่เขาทั้งสอง

“ออกไปจากที่นี่ซะ ที่นี่ไม่ต้อนรับแขกแล้ว”

“อะไรนะ” จุนขมวดคิ้ว ท่าทางชายชรากำลังหวาดผวา สายตากับลำกล้องจ้องมาที่จุนอย่างตั้งใจ “แต่พวกผมยังไม่ได้เชคเอ้าท์”

“เราปิดบริการแล้วนิ” ชายคนนั้นพูดกลางสำเนียงใต้ “ไม่รับคนแปลกหน้าอีกต่อไป”

“แต่ลุงครับ พวกผมไม่ได้ติดเชื้อ ผมไม่ทำอะไรลุงหรอก” เบนที่ยืนอยู่หลังจุนพยายามอธิบาย

“ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร จะนอนตายกันรึไง ออกไปได้แล้ว” ชายชรายังคงยืนกรานคำเดิม จุนบ่งบอกความไม่พอใจจนเห็นจากสีหน้าได้ชัดเจนแต่เขาก็ไม่พูดอะไรออกไป สุดท้ายก็หันไปเก็บข้าวของแม้เบนจะพยายามพูดกับเจ้าของเกสเฮ้าส์ต่อ แต่ก็ไม่เกิดผลใดๆ

“ช่างเถอะ ไปหาที่อื่นอยู่ก็ได้” จุนบอกก่อนจะเดินออกจากห้องนำเบนไป ไม่วายหันไปมองหน้าเจ้าของที่พักใจจืดใจดำนั่นด้วยความหงุดหงิด

พอพ้นจากประตูเกสต์เฮ้าส์ออกมา ภาพที่พวกเขาเห็นดูไม่เหมือนเมื่อวาน แม้จะเป็นเขตกักกันที่ห้ามคนเข้าออกพื้นที่ แต่ปกติจะมีผู้คนเดินไปมา ใช้ชีวิตบนความหวาดกลัว

มาวันนี้ราวกับว่าไม่มีใครเหลืออยู่ ท้องถนนเต็มไปด้วยรถกับกลุ่มทหารเดินตรวจตรา หนึ่งในกลุ่เหล่านั้นหันมาหาเขาทั้งสอง ก่อนที่จุนจะชูสองมือเพื่อบอกให้รู้ว่าทั้งคู่ไม่มีอะไร

“อย่าออกมาครับ” หนึ่งในนายทหารพูดขึ้น แต่เมื่อเห็นว่ามีสองหนุ่มพวกเขาจึงหยุดเพื่อสอบถาม

“คือเจ้าของที่พักเค้าบอกว่าปิดบริการแล้ว พวกผมกำลังไปหาที่พักใหม่”

“งั้นก็มานี่สิ” ทหารนายหนึ่งพูดขึ้นก่อนจะโบกมือเรียกทั้งสองให้เดินตามไป จุนกับเบนรู้สึกเหมือนๆ กันว่าพวกนี้ไม่น่าไว้ใจสักเท่าไร

“เกิดเรื่องวุ่นวายไปหมด คำสั่งใหม่มาเพียบ” ทหารคนหนึ่งเปรยขึ้น อีกคนพยักหน้าน้อยๆ  หรือบางทีพวกเขาสองคนจะพลาดข่าวสำคัญอะไรไป...

“พวกนายเป็นใคร มีญาติไหม” ทหารคนที่พาเขาเดินมาถามขึ้น เบนนั้นอยากจะตอบแต่ไม่กล้า

“มี แต่เราติดต่อพวกเขาไม่ได้เลย” จุนบอก

“บัตรประชาชนล่ะ” ทหารคนนั้นถามขึ้นอีกรอบ แต่พอเห็นทั้งสองนิ่งจึงหันไปดู จุนส่ายหน้า เบนก็เช่นกัน มันหายไปตอนไหนเขาก็ไม่รู้ ตลอดเวลานับตั้งแต่เรื่องที่เกาะนั่น แค่รอดออกมาได้ถึงตอนนี้ก็ดีที่สุดแล้ว

“ไม่มี” จุนบอก ก่อนจะเดินขึ้นนั่งรถจี๊ปทหารตามที่นายทหารคนนั้นสั่ง เวลานั้นเขาหันไปเห็นเบนที่ตามขึ้นรถมา สองขาของหนุ่มน้อยดูสั่นๆ ความกังวลจากการขึ้นรถไปกับทหารคราวก่อนแล่นปรี่เข้ามา

ครั้งนันจุนบอกว่าทหารทิ้งพวกเขาไว้กลางทางเพราะเขาขอร้องและตกใจที่อยู่ๆ เบนก็หมดสติไป แต่เพราะคราวก่อนรถมุ่งสู่ค่ายกักกัน ในตอนที่หนีมาทำให้พวกเขาพอจะเห็นและจินตนาการถึงความโหดร้ายในนั้นได้

“เอาล่ะ พวกนายจะได้มีที่อยู่ล่ะนะ” พลขับบอกก่อนที่รถจะแล่นไป

ความกังวลในใบหน้าของเบนค่อยๆ ฉายชัดเมื่อเห็นว่าตลอดทางเดินนั้นไม่มีใคร แต่ละคนที่ระบุตัวตนได้ต่างก็อยู่แต่ในบ้าน นักท่องเที่ยวบางส่วนถูกส่งจากรถทหารไปขึ้นรถบัส พวกเขามองเห็นคนตรวจพาสสปอร์ต แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้ลงไป...

“ผมออกไปกับพวกนั้นไม่ได้เหรอ” จุนถาม

“นั่นของชาวต่างชาติน่ะ ทางประเทศเขาทำเรื่องขอตัวกลับแล้ว พวกนายมีไหมล่ะ” นายทหารที่นั่งข้างๆ ถามด้วยน้ำเสียงดูถูก

“ถ้างั้นแล้วพวกเราจะไปอยู่ไหน”

“นั่นไง” นายทหารคนนั้นชี้นิ้วไปที่ไกลๆ มันเป็นตึกสีขาว ตึกแบบเดียวกับที่พวกเขาเห็นตอนแรก

“ศูนย์กักกัน”

“เปล่า คล้ายๆ แต่ไม่ใช่” พลขับบอก “ที่นี่ไว้ให้คนไทยที่ติดอยู่ในนี้รอตรวจออกไปน่ะ ไม่มีอะไรหรอก พวกนายอยู่นี่ได้กลับบ้านไวด้วย ถ้าผลตรวจแข็งแรงก็ได้ออกแล้ว...”

อืม อย่างนี้เหรอ...

จุนนึก เขาไม่อยากเชื่อเท่าไร แต่ก็มั่นใจที่อย่างน้อยไม่มีรั้วหนามไฟฟ้า ไม่มีคนใส่ชุดกาวน์แบบนักวิทยาศาสตร์ และมีรถหลายคันมุ่งหน้ามาส่งคนปกติเช่นกัน พวกเขาต่างก็เดินทางมาถึงจุดหมายแห่งนี้เหมือนกันหมด

จำนวนมากพอดู...

แล้วรถที่มาส่งจุนกับเบนก็หยุดอยู่ที่ตรงทางเดินเบื้องหน้าซึ่งเป็นตึกสีขาวสนิท พวกเขามองดูสภาพของศูนย์ตรงหน้าแล้วรู้สึกรันทดใจ ราวกับว่าตัวเองเป็นพวกคนไร้บ้าน เด็กเหลือขอ เบนนั้นแทบจะร้องไห้ เขาไม่คิดว่าชะตาชีวิตต้องมาเจออะไรอย่างนี้ ภาพของคนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนไทยไม่ก็แรงงานต่างด้าว การดูแลไม่ได้ดิบดีอะไร มองลอดประตูเข้าไปก็เห็นพวกเขานั่งเรียงกันเป็นแถวเหมือนเกณฑ์ทหาร รอขานชื่อแล้วจึงเดินเข้าไปด้านใน ดูจากแถวแล้วคงเกือบร้อยคนกว่าจะถึงเขา

“อย่าเลือกนักเลย ถ้าอยากกลับบ้านก็ทำตามเขาไปเถอะ” ชายอีกคนพูดขึ้น คนที่มาเดินข้างเบนเมื่อไรเขาก็ไม่ทันได้สังเกต น่าประหลาดใจที่ชายคนนั้นเดาสีหน้าของเบนได้เป็นอย่างดี ดูท่าทางแล้วเขาก็คงเป็นหนึ่งในคนที่ถูกนำมาไว้ที่นี่เช่นกัน

“ทำไมพวกเราต้องมาที่นี่” จุนพูดขึ้น มองดูคนที่ท่าทางเหมือนจะรู้มากเป็นพิเศษด้วยความสนใจ

“คำสั่งน่ะ เมื่อเช้ามีป้ายประกาศให้คนในพื้นที่อยู่แต่ในบ้านและอย่ารับคนแปลกหน้า พวกเราไม่ใช่คนที่นี่ไง เขาคงจะกวาดล้างโรคระบาดนี่ให้มันจบๆ ล่ะมั้ง”

อย่างนั้นเหรอ...

จุนครุ่นคิด เขาติดต่อกับคนของแดนไทเมื่อคืน เช่นเดียวกับทุกวันที่ผ่านมา แต่ไม่มีคำสั่งเตือนใดๆ มาล่วงหน้าเลยว่าจะเริ่มต้นแผนขั้นถัดไปแล้ว

“ผมชื่อฮัท ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ชายคนนั้นพูดขึ้น สังเกตดูแล้วท่าทางคงจะเป็นนักท่องเที่ยวตกยากติดอยู่ในโซนนี้อีกคนไม่ต่างกัน

“ทำไมคุณมาอยู่นี่ล่ะ” จุนบอกก่อนที่เบนจะได้ทันอ้าปากแนะนำตัวกลับ

“ผมโดนปล้น ของหายหมด ไม่มีใครติดต่อเข้ามาเพื่อยืนยันตัว” เขาบอก “และพวกคุณล่ะ”

“ผมจุน นี่เบน เราติดอยู่ที่นี่เหมือนกัน” จุนบอกอีก ก่อนที่เบนจะได้ตอบ จนเบนเริ่มขมวดคิ้ว มองหน้าตากวนๆ ของจุน พวกเขาเดินมาจนถึงประตูทางเข้าแล้ว

อุตส่าห์หนีมาจากรอบนั้น สุดท้ายต้องมาติดที่นี่จนได้สินะ...

จุนนึกหงุดหงิด เขากลัวว่าสัญชาตญาณภายในที่ซ่อนไว้จะทะลุออกมาเผยให้ใครต่อใครเห็นเสียหมด ใจนั้นไม่ต้องการอยู่ร่วมกับคนอื่นแต่เพราะเขาคิดอยู่ตลอดว่านี่เป็นภารกิจที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ ร่างสูงมองประตูบานนั้น เมื่อเขายืนนิ่ง เบนก็ยืนนิ่งตาม

“เข้าไปกันเถอะ” เบนเอ่ยขึ้น “เผื่อว่าคุณกับผมจะได้กลับบ้านสักที”

บ้านอย่างนั้นเหรอ...

จุนยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเดินตามเบนไปด้วยหัวใจที่ว่างเปล่า...

..................

 

 

 

 

111 ความคิดเห็น

  1. #86 Fral2a (@illreris) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2555 / 08:52
     *0* มาแล้วๆ เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
    อะไรอยุ่ข้างหลังประตุบานนั้น
    จุนจะโดนหักหลังรึเปล่า
    อยากรู้ๆ
    #86
    0
  2. #85 คนติดนิยาย (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 / 15:15
    มาแล้ว!!!รอมาหลายวันสนุกมากครับ
    #85
    0
  3. #84 คนติดนิยาย (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 / 15:15
    มาแล้ว!!!รอมาหลายวันสนุกมากครับ
    #84
    0
  4. #83 Hijan (@aisarawadee) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 / 09:52
    ขอบคุณที่แต่งเรื่องน่าอ่านแบบนี้ให้ได้อ่านนะคะ
    #83
    0