Parasite : ปรสิตสังหาร 3 จบภาค (ชุด สัญญาณวันสังหาร)

ตอนที่ 12 : บทนำ...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 239
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 เม.ย. 55

บทนำ

ธันวาคม 2012

ที่บาร์เหล้าเล็กๆ นอกเมืองหลวงห่างออกไปเกือบห้าสิบกิโลเมตร...

มันเป็นบาร์ขนาดเล็กที่เงียบสงบ ตั้งอยู่ริมถนนสายรองตัดกับถนนหลักห่างมาราวห้าร้อยเมตร เจ้าของร้านมักจะเปิดเครื่องเล่นเก่าๆ พอให้มีเสียงเพลงสากลยุค 80 คลอเบาๆ เคล้าไปกับเสียงแก้วกระทบ ทุกคืนแขกที่มาเยือนจะมองเห็นพนักงานชายหน้าตาลูกครึ่งยุโรปผสมเอเชียท่าทางทะมัดทะแมงกำลังรินเบียร์ลงในแต่ละแก้วอย่างชำนาญ ลูกค้าในร้านส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติมีอายุกับลูกค้าขาจรที่แวะมาหลังเลิกงานหรือผ่านมาเห็นเข้า ร้านตกแต่งแบบคาวบอยตะวันตก มีปืนลูกซองไขว้กันแขวนไว้ตกแต่ง เป้าสำหรับปาลูกดอก หมวกปีกกว้าง และรูปสลักชาวอินเดียแดง

ร้านนี้สร้างมาจากชายชาวอเมริกันรุ่นก่อนที่แต่งงานกับสาวไทยแล้วมาเปิดทิ้งไว้ หวังเป็นที่พึ่งให้คนไกลบ้านรู้สึกเหมือนกลับไปนั่งในบาร์บรรยากาศเดิมๆ อีกครั้ง ถูกส่งต่อให้กับแมท ลูกชายคนเดียวของเขา ผู้เป็นทั้งบาร์เทนเดอร์และเจ้าของร้านหนุ่มอัธยาศัยดี ลูกค้าประจำมองเขาเหมือนลูกหลานคนหนึ่งจึงทำให้รักษาร้านมาได้จนทุกวันนี้แม้มันจะดูเงียบเหงาก็ตาม

แต่วันนี้ดูต่างไป...

ลูกค้าขาประจำส่วนใหญ่นั่งจับกลุ่มกันพูดคุยเรื่องวันสิ้นโลกตามคำทำนายในปฏิทิน บ้างก็ยกโน่นนี่ออกมาเล่าประกอบให้คนฟังเชื่อว่าวันพรุ่งนี้อาจถึงกาลอวสาน เสียงพูดคุยคึกคักจนลูกค้าขาจรทั้งไทยและต่างชาติเริ่มจับกลุ่มคุยกันเองบ้าง เมื่อมีหลายกลุ่มเข้าเสียงคุยก็กลบเสียงเพลงไปจนหมด แม้แต่สกู๊ปข่าวในโทรทัศน์ก็ไม่สามารถดึงความสนใจได้ มันคึกคักจนแมทเองยังอดแปลกใจไม่ได้

บาร์เทนเดอร์หนุ่มยืนมองอย่างเงียบๆ สายตาของเขาสลับไปมาระหว่างกลุ่มคน ประตูร้านและนาฬิกาแขวนกับผนัง หวังว่าลูกน้องจะมาให้ทันเวลาก่อนเที่ยงคืน...

 

ครืนนน...

เสียงฟ้าคำรามมาจากที่ไหนสักแห่งแถวๆ นั้น ทว่าคนอื่นๆ คงไม่ได้สนใจเท่าไรจึงคุยกันต่อออกไปจนถึงเรื่องมนุษย์ต่างดาวยานอวกาศเรื่อยเปื่อย ต่างจากแมทที่มองหน้าต่างหลังเคาน์เตอร์ไปดูเมฆสำดำทะมึนกำลังเคลื่อนตัวช้าๆ ผ่านท้องฟ้าสีแดงฉานเคลื่อนเข้ามาพร้อมๆ กับฟ้าแลบเป็นระยะ

“ขอเบียร์ดำสองแก้ว”

เสียงภาษาไทยสำเนียงอเมริกันของชายวัยห้าสิบปลายๆ ทำให้ชายหนุ่มหันมาสนใจลูกค้าในร้านอีกครั้ง เขายิ้มน้อยๆ

“ไม่เจอนานเลยนะครับลุงบ๊อบ” ชายหนุ่มตอบเป็นภาษาไทยที่ฉะฉานกว่าก่อนจะรินเบียร์ลงแก้วแล้วยื่นให้ สายตามองดูเพื่อนของขาประจำด้วยความสนใจแล้วรับธนบัตรมาจากบ๊อบ

“นั่นสินะ เดี๋ยวนี้นายดูเหมือนพ่อสมัยหนุ่มเลย” ชายชราแซวอย่างอารมณ์ดี แต่แล้วเขาก็หุบยิ้มลงเมื่อเหลือบมองคนข้างๆ

“เชื่อเรื่องวันสิ้นโลกมั้ย”

เสียงของชายอีกคนที่มากับบ๊อบถามแมทขึ้นด้วยความสนใจ แมทรู้สึกว่าชายคนนี้ไม่ใช่ชาวต่างชาติธรรมดาๆ เขาดูเหมือนคนอายุสามสิบปลายๆ ผมสีดำเรียบเหมือนทรงผมเจ้าพ่อในหนังฮอลลีวู้ด ใส่สูทราคาแพง ตัวสูงกว่าเขาเล็กน้อย มองดูน่าเกรงขามแม้จะยิ้มอย่างเป็นมิตรก็ตาม ที่สำคัญ คนๆ นี้พูดภาษาไทยได้ชัดจนน่าทึ่ง

“อะไรนะครับ”

เขาทวนคำ ไม่แน่ใจว่าชายคนนั้นถามตนหรือถามลุงบ๊อบกันแน่ สายตากรุ้มกริ่มของชายแปลกหน้าชวนให้สงสัย

“ผมถามคุณนั่นล่ะ คุณเชื่อเรื่องวันสิ้นโลกไหม” เขาหันมาสบตาตรงๆ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้คำตอบของคนตรงหน้าจนแมทรู้สึกว่านี่เป็นปัญหาเชาวน์หรืออย่างไรกัน

“ผมเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง”

“ทำไมครึ่งหนึ่งคุณไม่เชื่อ” ชายแปลกหน้าถามอีกครั้ง แมทสบตากับบ๊อบ ดูเหมือนบ๊อบจะเคารพในตัวของชายที่อยู่ข้างเขา นั่นทำให้ชายหนุ่มผู้ซึ่งไม่เคยตอบคำถามแปลกๆ แบบนี้ต้องตอบอย่างเสียไม่ได้

“ไม่รู้สิครับ ถ้าโลกมันจะแตกก็คือแตก ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ ผมคงไม่มีเวลาคิดเรื่องพวกนั้นหรอก” เขาบอก พลางหยิบแก้วขึ้นมาเช็ดระหว่างยังไม่มีใครสั่งเพิ่ม

“แปลกดีนะที่ตอนนี้ทุกคนสนใจ เชื่อและหวาดกลัว แต่คุณไม่ คุณเชื่อในพระเจ้าหรือเปล่า...แมท”

คำถามถัดมาของชายแปลกหน้ายิ่งทำให้เขารู้สึกขนลุกอย่างประหลาดราวกับว่าชายคนนั้นมีรังสีฉาบอยู่ภายใต้ท่าทางสุภาพนั่น แมทนั้นไม่อยากตอบคำถามไร้สาระพรรค์นี้ มีคนที่พร้อมจะพูดเรื่องพระเจ้ากับวันสิ้นโลกอยู่เต็มบาร์ไปหมด เหตุใดจึงไม่ไปจับกลุ่มคุยกับพวกนั้น และเหมือนโชคช่วยเมื่อประตูร้านเปิดออกอีกครั้ง

“ขอโทษครับ พอดีผมต้องรับของ” เขาบอก ก่อนจะยิ้มอย่างมีมารยาทให้ชายแปลกหน้าอีกครั้งแล้วหันไปสนใจวัยรุ่นไทยสองคนที่เดินมาพร้อมกับถุงเฟรนซ์ฟรายแช่แข็งใบใหญ่ ร่างสูงจ่ายเงินให้เด็กหนุ่มทั้งสองก่อนจะเดินเข้าไปเก็บของที่ด้านหลังร้าน เขาแง้มประตูไว้เพื่อที่ใครมาเรียกจะได้ขานรับง่ายๆ

ไอ้ตุ้ยไปไหนนะ...?

ร่างสูงนึกถึงพ่อครัวของเขา วันนี้แมทยังไม่เห็นตุ้ยเลยตั้งแต่ก่อนร้านเปิด ปกติแล้วหากหลังเลิกงานตุ้ยจะขอไปเที่ยวที่อื่นบ้างหรือจะไปไหน ตุ้ยก็มักกลับก่อนเวลางานเสมอ เขาเฝ้ามองเวลาเพราะความกระวนกระวายที่ลูกน้องไม่มาและตัวเองต้องทำงานคนเดียว ยิ่งหน้าที่แบกของมาเก็บในตู้แช่นี่ต้องเป็นของตุ้ยไม่ใช่เขา คิดแล้วแมทก็ยิ่งหงุดหงิด เขาต้องเสียรายได้พวกกับแกล้มและอาหารว่างไปครึ่งคืนแล้ว

แต่พอวางห่อสินค้าลงแล้วเขาก็ได้ยินเสียงตะกุกตะกักที่หลังร้านจึงเดินออกไปดูด้วยความแปลกใจ ร่างสูงขยับประตู ก่อนจะเดินออกไปดู

แต่ไม่มีอะไร... ชายหนุ่มขมวดคิ้วก่อนจะปิดประตูลง

 

ครืน!!!

“อะไรนักหนาเนี่ย”

เสียงฟ้าร้องดังสนั่นก่อนที่ไฟในร้านทั้งหมดจะดับสนิทลงในพริบตา แมทสบถออกมาด้วยความตกใจบวกกับหงุดหงิดที่ไฟมาดับเอาตอนนี้ ร่างสูงดึงพวงกุญแจที่กระเป๋าหลังกางเกงยีนส์ ก่อนจะกดปุ่มเล็กๆ ที่ด้านท้ายของพวงกุญแจ พริบตาเดียว พวงกุญแจก็เปลี่ยนหน้าที่เป็นไฟฉาย คนในร้านส่งเสียงดังอย่างไม่สบอารมณ์ลอดมาถึงหลังร้าน แมทเปิดตู้แช่แข็งก่อนจะยัดถุงเฟรนซ์ฟรายเข้าไป ความมืดทำให้เขาทำงานอย่างยากเย็น ตู้แช่แข็งแบบใช้น้ำแข็งเป็นตัวทำความเย็นคงพอจะช่วยได้บ้างในยามไฟดับ  

พอเขาปิดตู้แช่ได้ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่เสร็จไปอีกหนึ่งอย่าง ก่อนจะหันไปกดโทรศัพท์หาตุ้ย

ทว่า เสียงข้างนอกกลับเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด เหลือเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่ลอดตามร่องประตูเข้ามาชวนให้ขนลุก แมทชะงักขาที่จะก้าวเปลี่ยนเป็นยืนนิ่ง

เงียบ...

เงียบมากจริงๆ...

 

ร่างสูงไม่สามารถบอกได้ว่าเขากลัวหรือเพราะอะไร ร่างกายจึงยืนนิ่งฟังเสียงในความมืดอยู่แบบนั้น ไฟฉายของเขาส่องไปที่ประตูทางเข้าเคาน์เตอร์บาร์ ซึ่งเขาจำได้ดีว่าตัวเองเปิดแง้มไว้

แต่เวลานี้กลับปิดสนิท...

อาจเพราะลมแรงๆ ตีประตู หรือมันอาจปิดตั้งแต่ตอนฟ้าร้องเขาถึงไม่รู้ตัวก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มอดที่จะกังวลไม่ได้ เขาค่อยๆ ก้าวอย่างเชื่องช้า ฟ้าแลบแปลบๆ เข้ามาทางหน่างคล้ายแสงแฟลชกระพริบอยู่บ่อยครั้ง แมทยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเข้าไปอยู่ในหนังสยองขวัญอย่างบอกไม่ถูก เขาเอื้อมมือที่ชุ่มด้วยเหงื่อไปหมุนลูกบิดประตูช้าๆ ด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ สายตามองลอดออกไป

มันเงียบมากๆ... ทุกอย่างก็มืดสนิท ลมพายุสีดำทะมึนครอบเอาความสว่างบนท้องฟ้าไปเสียสิ้น เขาแทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากเงารางๆ ของคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะ แต่ละคนดูนิ่งราวกับลูกปั้น

 

แปลบ...

ฟ้าแลบจากนอกหน้าต่างเผยให้เห็นสภาพชวนสยองภายในร้าน ผู้คนที่เคยนั่งคุยกันเรื่องวันสิ้นโลกเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว เวลานี้กลับนั่งนิ่ง บ้างก็เบิกตาค้าง บ้างก็คอพับคอหงายไปด้านหลัง บางคนฟุบลงโต๊ะ และลุงบ๊อบที่เคยนั่งคุยกับเขาเวลานี้กลับลงไปนอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้น

สองสิ่งที่พวกเขาเป็นเหมือนๆ กันคือ พวกเขาไร้ชีวิตและที่คอมีแผลฉกรรจ์จากการปาดอย่างชำนาญ

แมทจะร้องก็ร้องไม่ออก ปากของเขาค้างอยู่อย่างนั้น ขากรรไกรไม่ทำงานด้วยความไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น ยิ่งฟ้าแลบถี่เป็นระยะ ยิ่งเผยภาพชวนขนหัวลุกตรงหน้า บาร์ที่พ่อเขาสร้างไว้ให้ กลายเป็นฉากฆาตกรรมหมู่สุดโหดร้ายเกินบรรยาย

มีเพียงร่างหนึ่งที่ยืนท่ามกลางซากศพนั้น เสื้อสีขาวของชายชาวไทยเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ในมือถือมีดทำครัวขนาดใหญ่หันหน้ามาทางแมท แสงจากท้องฟ้าข้างนอกที่กำลังปั่นป่วนสาดส่องเข้า ชายหนุ่มรู้ทันทีว่าใครยืนอยู่ตรงนั้น

ตุ้ย...!

 

“เจ้านาย ผมมาสาย” เขาพูดเสียงนิ่ง

“ลงโทษผมด้วยการให้ผมฆ่าทิ้งซะเถอะนะ” ร่างสูงแสยะยิ้ม พูดอย่างสะใจก่อนจะวิ่งเข้ามาหาแมททันที เจ้าของร้านตาเหลือกถลน มองร่างที่ถลาเข้ามาพร้อมกับมีดอาบเลือดในมือนั่น

ไม่นะ!!!

 

......................

 

ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ชายนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มขยับร่มในมือเพื่อไม่ให้เสื้อสูทของเขาเปียกละอองฝน ...

ถนนเบื้องหน้ามองไม่เห็นรถสักคัน มีเพียงหยดน้ำพร่างพรูจากฟ้ามากระทบกับถนนลาดยางส่งเสียงแข่งกันดังเปาะแปะเป็นระยะ ผสานกับอากาศเย็นๆ และฟ้าแลบแปลบๆ แต่ชายหนุ่มกลับไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย ใบหน้านั้นกลับเปื้อนยิ้มอย่างพึงใจระหว่างเดินไปตามทาง

ครู่หนึ่งเขาขยับมือข้างที่สวมนาฬิกาขึ้นมาดูเวลา ก่อนจะเหลียวกับไปมองบาร์ข้างทางที่เดินจากมาอีกครั้ง ที่หูของเขาเสียบบลูทูธไว้ ชายหนุ่มกดเพียงครั้งเดียวสัญญาณก็ติดคนที่ต้องการโทรศัพท์หาทันที

“เรียบร้อย การทดลองนี้น่าพอใจมาก” เขาเอ่ยขึ้น ที่จริงแล้วเขาไม่ได้มากับบ๊อบ เพียงแต่แมทคิดไปเองว่าเขาคือเพื่อนบ๊อบเพียงเพราะหันมาเห็นทั้งสองนั่งข้างกัน

“เมืองไทย... ผมว่าน่าสนใจ เมืองไม่เคยหลับ นักท่องเที่ยวทุกมุมโลก ที่นี่ล่ะ เหมาะ” เขาเอ่ยขึ้น รอยยิ้มปรากฎอีกครั้ง ปลายสายพูดบางอย่างที่เขาถูกใจเป็นที่สุด

“ครับ ผมจะเคลียร์ให้” เขาพูด ก่อนจะกดซ้ำที่เดิมเพื่อวางสาย ก่อนจะหยุดฝีเท้าแล้วจึงหันไปมองบาร์ที่ห่างเขาไปจนดูเล็กลงถนัดตา มองประติมากรรมที่เขาสรรค์สร้างด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์อีกเครื่องขึ้นมา แล้วกดโทรออก

ฝนเริ่มซาลงแล้ว...

คลิก

นาฬิกามีเสียงตอบรับเบาๆ ทีหนึ่ง ก่อนที่ลูกไฟขนาดใหญ่จะปะทุขึ้นกลางบาร์แห่งนั้น เสียงระเบิดดังตูมพร้อมกับแรงสั่นไหวที่เท้าของเขาพอสัมผัสได้ทำให้ร้านทั้งร้านกลายเป็นจุณในพริบตา แสงสว่างวาบของระเบิดแสบตาเขาไปพริบตาหนึ่ง ก่อนที่ทุกอย่างจะสงบลงอีกครั้ง

แล้วชายคนนั้นก็หันหลังกลับ ก่อนจะผิวปาก เดินกลางร่มฮัมเพลงฝ่าสายฝนไปตามถนนเช่นเคย จุดหมายใหม่ของเขากำลังมาถึงในไม่ช้า...

.................


111 ความคิดเห็น

  1. #105 AeJeaNNy (@luvsuper-junior) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2555 / 19:31
    รอเล่มสองสุดใจขาดดิ้นนนนนน
    T[]T 
    #105
    0
  2. #76 Fral2a (@illreris) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 เมษายน 2555 / 09:18
     อ่า นึกว่าแมทจะเป็นตัวละครใหม่นะเนี่ย ซี้ม่องเลี้ยวอ่า

    อยากให้เล่ม 2 ออกไวๆ จัง น่าจะมัน 
    #76
    0