Parasite : ปรสิตสังหาร 3 จบภาค (ชุด สัญญาณวันสังหาร)

ตอนที่ 10 : บทที่ 10 ห้อง 1611

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 335
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 มี.ค. 55

  

  

บทที่ 10

 

 

ที่ชั้นล่างของโรงแรมอันดามันพาราไดซ์เวลานี้มีแต่เสียงน้ำกระทบดินและตัวตึก ดังเสียจนแม้แต่ตอนเดินลงมาจากบันไดชั้นที่สิบก็ยังได้ยินดังขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาทั้งสี่เดินลงมาไม่เร็วนัก ที่บันไดหนีไฟทำให้พวกเขาเห็นว่าบางชั้นก็มีศพอยู่ประปราย มันยิ่งทำให้รู้ว่าขืนอยู่ต่อคงอันตรายขึ้นเรื่อยๆ

 

ธรรม์ส่งสัญญาณให้ทั้งสามคนขยับตัวไปด้านหลัง ก่อนที่พวกเขาจะลงถึงชั้นล่างสุด ชายหนุ่มมองเห็นแค่ส่วนหนึ่งของลอบบี้เท่านั้นเนื่องจากถูกมุมเสากับกำแพงบังไว้

 

ร่างของใครคนหนึ่งหันหลังให้อยู่ตรงทางเดิน ธรรม์มองไม่เห็นว่าเขาใช่พวกตัวซีดหรือไม่เพราะมันใส่เสื้อยืดไว้ จนกระทั่งมันค่อยๆ หันหน้ามา

และเมื่อเห็นนัยน์ตาสีแดงก่ำจากเส้นเลือดฝอยที่แตกนั่น เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าควรทำยังไง ชายหนุ่มหยิบเอาด้ามไม้ถูพื้นที่ถูกตั้งทิ้งไว้ข้างผนัง มันทำจากเหล็กและท่าทางเหมาะมือ เขามองจนแน่ใจว่ามีแค่หนึ่งจึงวิ่งเข้าไปหา

ร่างนั้นมองเห็นธรรม์และแสยะยิ้มเหมือนเจอของถูกใจ ทว่าพอเห็นด้ามเหล็กในมือก็หลบไม่ทันเสียแล้ว ธรรม์ฟาดด้ามไม้ถูพื้นเข้าไปกลางหน้าแบบเต็มๆ ก่อนจะฟาดซ้ำอีก ร่างซีดนั่นแทบไม่มีเลือดอยู่แล้ว รอยที่แตกจึงดูแห้งไม่เหมือนกับตัวอื่นๆ ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มยังคงตีอย่างไม่ยั้งมือ

จนแน่ใจว่าตายสนิทเขาถึงเรียกให้คนอื่นเดินออกมาจากมุมบันได

“เจ๋งจริงๆ” จุนพูดอย่างทึ่ง สีหน้านิ่งๆ เมื่อตอนอยู่ข้างบน กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“หล่ออย่างกับตือโป๊ยก่ายเลยทีเดียว” เบนว่า สามคนที่ไม่คิดว่าเด็กหนุ่มท่าทางติ๋มๆ จะกล้าเล่นมุขแบบนี้

เล่นเอาฮีโร่ชั่วคราวอย่างธรรม์อึ้งไปเลย...

 

“ไม่ขำเหรอ” เบนทำหน้างง

“ไปหาคีย์การ์ดกันเถอะ” ทีน่าพูดตัดบท เอื้อมมือไปลูบหัวน้อยๆ ของเบน ราวกับเขาเป็นน้องชายคนเล็ก เด็กหนุ่มหน้ามุ่ยก่อนจะเดินตามทั้งสามคนไป

 

ท่าเราจะเหมือนลูกคนเล็กจริงๆ ล่ะมั้ง....

 

........................................................

 

 

 

ที่ด้านหลังเคาท์เตอร์ต้อนรับลูกค้าไม่ได้มีแค่เก้าอี้สองตัวที่ตัวหนึ่งเปรอะไปด้วยเลือดเท่านั้น มันยังมีทางเข้าสู่ห้องพักและเก็บของของพนักงานต้อนรับ ซึ่งร่องรอยสีแดงอมดำที่ลากเข้าสู่ห้องด้านหลังนั่นคือเส้นทางสู่เป้าหมาย

“อยู่ในนั้น” ทีน่าชี้มือทั้งที่เธอเองยังมองดูรอยเลือดบนพื้นนั่น รอยที่มีคราบเลือดมากขนาดนั้น รอยเลือดที่ลากยาวจนไปอยู่ใต้ประตูบานที่เขาจะต้องเปิด และธรรม์ก็รู้ดีว่ามีอะไรอยู่ในนั้น

 

นั่นเป็นศพแรกที่เขาเห็น...

 

ชายหนุ่มรีบไปยืนขวางทันทีที่ทีน่าจะเปิดเข้าไป เขาหันมาถามเธอด้วยน้ำเสียงสุภาพ

“คีย์การ์ดอยู่ตรงไหน เดี๋ยวฉันดูให้เอง”

“ด้านในสุดของห้องทางขวามือจะมีแผงแขวนอยู่นะคะ” เธอบอก “ให้ฉันเข้าไปด้วยไหม เผื่อว่ามีอะไรในนั้นที่...”

“อย่าดีกว่า เธอกับสองคนนี้คอยคุ้มกันฉันข้างนอกนี่ล่ะ” เขาบอกก่อนจะหันไปที่ประตูห้อง แต่เพราะรู้สึกว่าทีน่ายังจ้องเขาจึงหันไปบอกเธออีกรอบ “เชื่อฉันเถอะ”

เมื่อทีน่าเดินกลับไปรอแล้ว ธรรม์จึงค่อยๆ ย่องไปที่ประตูด้วยความระมัดระวัง ชายหนุ่มเอื้อมมือหมุนลูกบิดอันเย็นชืดนั่นแล้วเปิดออก ก่อนจะเห็นศพของพนักงานสาวคนนั้นอีกครั้ง เธอยังคงอยู่ในท่าเดิมที่ไม่มีใครขยับและมันน่ากลัวเหลือเกินที่เขาต้องมาเห็นมันอีก เขาหลีกเลี่ยงที่ไม่มองมัน หันไฟฉายส่วนตัวของเขาเองไปยังด้านขวามือ แล้วขยับตัวผ่านร่างของเธอเข้าไปด้านในของห้องตามที่ทีน่าบอกไว้ สายตามองหาคีย์การ์ดแล้วเลือกเอาแต่ชั้น10 ซึ่งเขาถนัดที่สุดมาทั้งหมด แต่ละชั้นของห้องแสตนดาร์ดจะมีอยู่ราวยี่สิบห้อง นั่นถือว่าเยอะพอแล้ว

พอได้สิ่งที่ต้องการ ธรรม์ก็หันหลังกลับ จังหวะนั้นเองที่เขามองเห็นบางอย่างจากแผลตรงแขนของพนักงานคนนั้นเพราะเป็นจุดตกของสายตาเขาพอดี ร่างสูงเดินเข้าหาแขนนั่นแล้วเพ่งมองมันด้วยความสนใจ ก่อนจะส่องไฟฉายไปยังแผลที่แขนของศพนั้น

เหมือนว่าแผลนั้นจะถูกล้างทำความสะอาดไปครั้งหนึ่งแล้ว รอยกดจิกอย่างแรงของเล็บผู้ชายทำให้เนื้อเปิดออกเห็นเนื้อแดงๆ ข้างใน แต่การกระทำนั้นมันผิดวิสัยผู้ชายที่จะทำร้ายคนอื่นด้วยการจิก จะว่าเป็นเพราะเขากำลังคลั่งก็ไม่น่าใช่ ที่จริงแล้วเมื่อมองดูรอยที่แขนดีๆ เขาถึงรู้สึกว่าเนื้อตรงนั้นเป็นสีขุ่นขาวกว่าจุดอื่นเล็กน้อย แต่มองไม่เห็นตั้งแต่เมื่อวาน คงเพราะตอนนั้นเขาไม่มองมันเต็มตา

ธรรม์นึกไปถึงเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่เขาลงจากเรือ ทุกอย่างยังไม่มีอะไรผิดปกติ เว้นแต่เรื่องที่มีคนอาละวาดตรงลอบบี้แล้ววิ่งหนีไป เขามองความเชื่อโยงว่าทำไมเกาะแห่งนี้ถึงได้เกิดเรื่อง หากมันมาจากเหตุการณ์ฉุกละหุกเหตุการณ์เดียวที่เขารู้ บางทีชายคนนั้นก็อาจจะรู้บางอย่างก็ได้

 

“เฮ้ ทีน่า” เขาร้องเรียก รีบปิดประตูเพื่อไม่ให้เธอเห็นศพในนั้น

“คะ” เธอดินมาหา มองผ่านหลังเขาไปดูประตูบานนั้นด้วยความสงสัย ธรรม์จึงขยับตัวบังอีกหน่อย

“ก่อนหน้าที่เรือเมื่อวานจะมา มีเรื่องแปลกๆ อะไรในโรงแรมไหม”

“เอ่อ... ไม่มีนะคะ ทุกอย่างปกติดีไม่มีอะไรแจ้งมาเลย คุณธรรม์ลองถามหัวหน้า เอ่อ.. คุณอธิปอีกทีก็ได้ค่ะ” หญิงสาวตอบ แต่ยังคงนึกไปเรื่อยว่ามีอะไรที่พอจะตรงกับคำถามของธรรม์หรือเปล่า

“แล้วคุณรู้มั้ยว่าผู้ชายที่อาละวาดนั่นพักห้องไหน คนที่ทำร้ายเพื่อนอีกคนที่อยู่กับคุณน่ะ” เขาอธิบายสิ่งที่ต้องการ ทีน่าทำหน้านึกเล็กน้อยก่อนจะจำได้ว่าช่วงเช้าเธอได้เช็คเขาจากการที่หน่วยรักษาความปลอดภัยโทรมา

“สักครู่นะคะ” สาวสวยบอกก่อนจะเดินไปที่เคาน์เตอร์แล้วหยิบสมุดออกมา

“โอ้ว เดี๋ยวนี้ยังใช้วิธีจดอยู่เหรอเนี่ย” เขาถามขึ้น เธอหันมายิ้มน้อยๆ

“เปล่าค่ะ นี่เป็นสมุดที่พนักงานจะมาจดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ” เธอบอกก่อนจะพลิกดู “เขาชื่อไมค์ ชูค่ะ” ธรรม์ทึ่งกับความจำของพนักงานสาวคนนี้จริงๆ เธอไล้นิ้วไปตามรายละเอียดที่จดไว้ในสมุดบันทึก ไม่นานนักก็พบกับคำตอบที่ต้องการ

“ใช่แล้ว อยู่ห้อง 1611 ห้องริมบันไดหนีไฟฝั่งขวาของชั้น 16

“หลังจากนั้นคุณได้เห็นเขาอีกไหมครับ”

“ไม่ค่ะ” หญิงสาวส่ายหน้า พอเห็นแบบนั้นธรรม์ก็กลับเข้าไปเพื่อเอาคีย์การ์ดสำรองของห้อง 1611 ติดมือออกมาด้วย

 

 

ปั้ง!

เสียงกระสุนนัดหนึ่งถูกยิงออกจากกระบอกปืนดังจนธรรม์สะดุ้ง เขารีบกลับไปยังหน้าเคาน์เตอร์ทันที ลืมเตือนไปว่าเสียงกระสุนจะกลายเป็นจุดสนใจของอะไรก็ตามที่ได้ยินขึ้นมาและเขาไม่คิดว่ามันจะมีน้อยอย่างที่เห็นข้างบน เนื่องจากศพที่นอนอยู่ตามพื้นไม่ได้มีมากเท่ากับนักท่องเที่ยวและพนักงานที่เดินกันขวักไขว่ตั้งแต่วันแรกที่เขาเห็น ยิ่งเรือที่มานั้นก็มีนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว เขาไม่คิดว่าทุกคนจะหนีไปหมดแล้ว

 

มันอาจซ่อนอยู่รอเหยื่ออย่างพวกเขาก็ได้...

เบนเป็นคนหยิบปืนขึ้นมายิงด้วยความไม่รู้บวกกับตกใจมากที่ร่างซีดๆ ของนักท่องเที่ยวคนหนึ่งเดินเข้ามาจากทางเชื่อมด้านหลัง แรกทีเดียวธรรม์เดินออกมาเห็นว่ามีเจ้าตัวซีดยืนเลือดนองเพราะถูกยิงอยู่แค่คนเดียวก็นึกโล่งใจ แต่พอเห็นอีกทีพวกมันก็แห่เข้ามากันนับสิบ

“ออกมาเร็ว!” ธรรม์บอก ต่อให้พวกเขาอยู่ที่เคาน์เตอร์ก็ไม่มีประโยชน์อะไรกลายเป็นจุดอับให้พวกมันรุมกินโต๊ะเสียเปล่าๆ พอธรรม์วิ่ง สามคนที่เหลือก็ออกฝีเท้าตามเขาทันทีโดยไม่ต้องให้บอกซ้ำ

 

ไม่ได้ จะขึ้นไปข้างบนตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด...

 

ชายหนุ่มนึกถึงว่าหากเขาหนีไปรวมกับคนข้างบน มันจะกลายเป็นทำให้ทุกคนติดอยู่ในวงล้อมแล้วพวกนั้นก็จะกรูกันขึ้นไปจนรับไม่ไหว พลอยทำให้ลำบากกันไปหมด ธรรม์จึงตัดสินใจวิ่งเลี่ยงไปทางด้านหลังอย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งทั้งสามคนก็เลือกจะวิ่งตามธรรม์

 

เขาเลือกด้วยสันชาตญาณว่าจะวิ่งไปทางไหน สองเท้าย่ำฝ่าฝนเปียกๆ ออกไป พลางมองเพื่อนข้างหลังเป็นระยะและพยายามนับว่าพวกที่ตามมานั้นมีกี่คน

 

7…

 

หลังจากหันไปดูสองสามครั้งเขาก็นับได้ คงเพราะทีแรกตกใจ พอนับจริงๆ มันไม่เยอะอย่างที่คิด และดูเหมือนเมื่อว่าเวลาอยู่ท่ามกลางสายฝนมันจะวิ่งได้ช้าลง

 

หรือบางทีอุณหภูมิอาจมีผล...

 

ธรรม์มองเห็นรั้วสีขาวของโรงละครอยู่ทางซ้ายมือไกลๆ เขาจำได้ว่าสอยพวกนั้นไปจนหมด อย่างมากก็เหลือตัวที่พอมองเห็นแค่ตัวเดียว ร่างสูงพุ่งทะยานเข้าไปที่รั้วนั่น แล้วหยุดเอาตรงมุมกำแพงโรงละคร คว้ามือดึงร่างของทีน่าเข้ามาหลบด้วย จุนกับเบนที่ตามหลังมาเห็นทั้งสองคนผลุบหายเข้าไปก็หลบอยู่เช่นกัน พวกเขายืนเอาหลังแนบกำแพงเพื่อให้พ้นจากสายตาของทั้งเจ็ดที่ไล่หลังมา ธรรม์หันหน้าไปทางถนนคอยดูลาดเลาไว้รอจนพวกมันวิ่งไปก่อนจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้าในเวลาที่ยังไม่พร้อมแบบนี้ หัวใจสี่ดวงเต้นไม่เป็นจังหวะ ทั้งเหนื่อยทั้งกลัวกับสิ่งที่เกิดอย่างรวดเร็ว

 

เกือบตายแล้วมั้ยเรา...

เบนนึก มือของเขาจับมือจุนแน่น แน่นจนจุนเผลอร้องออกมาเบาๆ เขาถึงได้รู้ตัวและยกมือขึ้นเชิงขอโทษที่ทำแบบนั้น แต่เหมือนจุนจะสนุกกับการวิ่งมาราธอนฝ่าฝนหนีซอมบี้คนเป็นๆ เขาจึงยิ้มออกมา

ยิ้มแบบที่เบนชอบมอง...

 

ธรรม์มองกลุ่มคนคลั่งที่วิ่งผ่านพวกเขาไป สังเกตได้ว่าพวกนั้นดูผอมแห้งลงเรื่อยๆ แต่ไม่ได้แตกหรือพ่นเลือดออกมาแบบที่เขาเคยเห็น มันมีความต่างที่เขาไม่เข้าใจระหว่างพวกไล่ฆ่ากับพวกที่ตายต่อหน้า อันที่จริงเขาก็คงไม่คิดจะเข้าใจหากไม่ใช่เพราะเขาต้องหาทางรอดให้ไปจากนี่ให้ได้

 

และแล้วหนึ่งในพวกมันไม่ก้าวต่อ อยู่ๆ ก็หยุดชะงัก จนธรรม์ต้องเบียดร่างของเขาถอยไปจนชิดทีน่า เธอและหนุ่มๆ ขยับตัวตามเพื่อซ่อนจากการมองเห็น เนื้อตัวพวกเขาเปียกปอน ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดฝนที่ไหลรินลงมาอย่างไม่ขาดสาย ธรรม์นึกไม่ทันว่าที่จริงเขาควรพาทุกคนไปอยู่ในร่มมากกว่าตากฝน

เมื่อดูจากชุดแล้วชายคนนี้คงจะเป็นพนักงานต้อนรับแถวท่าเรือ สภาพซีดๆนั่นยังไม่น่ากลัวเท่ากับการที่ฝนเริ่มชะล้างเนื้อเยื่อข้างนอกของเขาออก เนื้อเริ่มเปื่อยและดูเหมือนมันจะเจ็บอยู่ไม่น้อยจึงยืนอยู่แค่เพียงครู่เดียวก็จากไป

“มันใช่คนแน่เหรอคะ” ทีน่าพูดขึ้น เธออยู่ใกล้จนธรรม์ได้ยินเสียงลมหายใจหอบๆ

“เคยเป็นและยังเป็น” เขาบอก “เพียงแต่บางอย่างคงจะเปลี่ยนเขาไป” ชายหนุ่มมองร่างนั้นจนลับหายไป...

 

................................................

 

 

ที่ด้านบนในห้องพักหมายเลข 1012 ของธรรม์

เซนกับเอริกาเดินไปเอาไฟฉายมาจากห้องของเขา แม้ว่าไฟจะดับแต่ระบบคีย์การ์ดมีไฟสำรองในตัวของมันเองจึงไม่เป็นปัญหา พวกเขารอคอยทั้งสี่คนอย่างใจจดใจจ่อ

“มันนานเกินไปแล้วนะ” รติญาเป็นคนแรกที่พูดหลังจากทุกคนเอาแต่นั่งนิ่งรอ คู่แต่งงานใหม่เห็นด้วยทันที

“จะเจออะไรข้างล่างบ้างก็ไม่รู้”

“ใจเย็นๆ กันก่อนครับ อย่าลืมว่าพวกเขาต้องเดินขึ้นลงบันไดอาจจะช้าไปบ้าง” อธิปอธิบาย เขาเป็นคนที่ยืนรออยู่ตรงประตู และแนบสายตากับตาแมวสอดส่องดูด้านนอกเป็นระยะๆ

“เราแค่ใจเย็นๆ รอ ก็พอ” ดินพูด น้ำเสียงเขาดูไม่พอใจนักที่ต้องมาติดแหงกรวมอยู่กับสองผัวเมียเจ้าปัญหาแบบนี้ ได้แต่อยากจะขอให้เรื่องจบๆ ไปสักที

ถ้าไม่ติดร่างกายของเขายังอ่อนแอกว่าปกติและไม่ติดว่าข้างนอกมีคนผิดปกติอยู่เยอะ เขาไม่คิดจะหวังให้ใครไปกับเขานอกจากรติญาอยู่แล้ว

 

ต่อให้ต้องเอาไม้มาต่อแพเพื่อออกไปจากที่นี่ ผมก็จะทำเพื่อคุณรัน...

 

เขานึกเบื่อหน่ายกับการนั่งเฝ้าอยู่แบบนี้ แต่ก็ไม่คิดจะทิ้งรติญาไปไหน จึงได้แต่เดินไปเดินมาอยู่อย่างนั้น เวลาผ่านไปพักใหญ่ๆ จนกระทั่งเสียงเคาะห้องดังขึ้น ทุกคนจึงหันมองท่าทางใจชื้น

เมื่อมองลอดตาแมวออกไปแล้วอธิปเห็นว่าเป็นเบนที่ยืนอยู่เขาจึงเปิดออก ทว่ามีแค่เบนกับจุนเท่านั้นที่ยืนอยู่พร้อมด้วงพวงคีย์การ์ดของชั้น 10 ทั้งหมดที่ธรรม์ฝากไว้ให้

“แล้วสองคนนั้นล่ะ” อธิปถามจุน หนุ่มน้อยสองคนสภาพดูไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำ เนื้อตัวสั่นเทา เดินเข้ามาปุ๊บ เอริกาก็ไปหยิบผ้าขนหนูในตัวเสื้อผ้ามาให้ทันที

“เขาแวะไปทำธุระบางอย่าง เดี๋ยวจะมาครับ” จุนบอก

“เดี๋ยวน่ะเมื่อไหร่ อีกนานไหม เวลาแบบนี้ยังจะมีอะไรให้แวะอีก” เซนบ่นพึมพำ

“เขาบอกไว้แล้วว่าถ้าเกินครึ่งชั่วโมง พวกเราจะทำอะไรก็ทำเลยไม่ต้องรอ”เบนบอก มองดูคนพูดมากที่อายุคงไม่ได้เยอะไปกว่าเขาสักเท่าไร ชอบทำตัวเหมือนพวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำเสียจนน่ารำคาญ

“ก็เอาตามนั้นเถอะ” เอริกาปรามเซนไว้ เธอกลัวแววตาของดินที่จ้องมาอยู่บ่อยๆ จึงไม่อยากต่อปากต่อคำอะไร มองดูหนุ่มน้อยทั้งสองเช็ดตัวสั่นๆ ของพวกเขาให้หายหนาวแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก

อธิปรู้ดีว่ามีรอยร้าวอยู่ระหว่างพวกเขาทั้งกลุ่ม เอริกากับเซน ดินกับรติญา พวกเขาแยกกันเป็นคู่และพร้อมจะเดินคนละทางเสมอ จุนกับเบนยังเด็กแต่ก็สนิทกัน มีแต่เขาเท่านั้นในตอนนี้ที่ต้องอยู่ลำพังและทางเลือกของเขาก็อาจไม่เป็นที่ถูกใจนัก

 

หากธรรม์กับทีน่าไม่มา เห็นทีจะต้องคิดแผนฉุกเฉินสำหรับตัวเขาเองในกรณีแตกคอไว้แล้วสินะ

 

................................................

 

 

 

ธรรม์ตัดสินใจจะเข้าไปดูห้องของไมค์ ชูเพื่อลองหาบางอย่างที่เขาคิดว่าอาจจะมีเบาะแสเรื่องนี้ แต่ทีน่าก็ยังรั้นว่าเธอต้องมาด้วยให้ได้ แม้ธรรม์จะขู่เท่าไรเธอก็ไม่ยอม สุดท้ายทั้งสองคนก็มายืนอยู่ชั้น 16 หลังจากที่พวกเขาบีบขาตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ธรรม์ก็เดินไปหน้าห้อง 1611 ก่อนจะหยยิบคีย์การ์ดออกมาเปิด

มีสัญญาณดังเล็กน้อย ก่อนจะตามมาด้วยเสียงดังคลิก บอกให้รู้ว่าห้องถูกปลดลอคแล้ว

“ไม่เห็นเธอต้องมาด้วยเลย”

“พูดเป็นครั้งที่ร้อยฉันก็ไม่ไปหรอกค่ะ” ทีน่าบอก มองดูมือของธรรม์ที่ค้างอยู่บนลูกบิดประตู รอเวลาว่าเมื่อไหร่เขาจะเปิดมันออกเสียที...

ชายหนุ่มตั้งปืนเล็งไว้ เนื้อตัวของพวกเขาเปียกจนที่พื้นของจุดซึ่งเขายืนอยู่นั้นชุ่มไปด้วยน้ำ เมื่อเปิดออกดวงตาสองคู่ต่างก็มองเข้าไปในห้องพร้อมๆ กัน มันเป็นห้องแสตนดาร์ดแบบเดียวกับที่ธรรม์เข้าพัก และทุกอย่างก็ยังคงถูกจัดวางเรียงอย่างเป็นระเบียบตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา

จนกระทั่งธรรม์เดินไปที่โต๊ะรับแขกกับโซฟาที่จัดวางคล้ายๆ ห้องเขา เอกสารปึกหนึ่ง แฟ้มอีกสามแฟ้ม แก้วกาแฟที่ดื่มไว้แล้วเหลือน้ำขลุกขลิกเกาะเป็นคราบ กระดาษบางส่วนปลิวลงมาอยู่ที่พื้น เตียงยังไม่ได้ถูกจัดเก็บ มีกระเป๋าวางทิ้งไว้อยู่สองใบ รวมถึงเงินดอลล่าร์หลายปึก และของใช้ส่วนตัวบางอย่าง

นั่นยังไม่น่าตะลึงเท่ากับที่โต๊ะไม้เล็กๆตรงหัวเตียงซึ่งวางแลบทอปทิ้งไว้ พร้อมกับขวดเก็บสารเคมีแบบที่ใช้กันในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์วางเรียงอยู่บนโต๊ะไม้อีกตัวซึ่งสูงกว่า ธรรม์คิดว่าไมค์คงจะลากมันเข้ามาในนี้

 

นี่เขากำลังคิดจะทำบ้าอะไรอยู่นะเนี่ย....

 

 

การคิดอย่างคนอื่นนั้นดูจะยากไปหน่อยสำหรับธรรม์ เขาจึงแค่ไปนั่งอยู่บนโซฟาก่อนจะเปิดเอกสารที่กองบนโต๊เพื่อหาข้อมูลเรื่อยเปื่อย ทว่าในนั้นมีแต่ศัพท์วิชาการน่าปวดหัว ลายมือของไมค์ก็ยิ่งกว่าไก่เขี่ย แถมส่วนใหญ่เขายังบันทึกไว้ด้วยภาษาจีน ทำเอาเขาไม่รู้จะเข้าใจมันยังไง

“คุณคิดว่าเขาเกี่ยวข้องกับบางอย่างเหรอคะ” ทีน่าถามขึ้น เธอมองดูกองเอกสารพวกนั้นด้วยความสนใจ ชายหนุ่มขยับตัวเดินไปที่โต๊ะเพื่อดูว่าหมอนี่เก็บอะไรไว้ในแลบทอป และภาวนาว่าอย่างน้อยๆ ขอให้มันเป็นภาษาอังกฤษก็ยังดี อย่างน้อยเขาอาจจะรู้อะไรมากกว่านี้ เขาสงสัยเรื่องเกี่ยวกับศพ เกี่ยวกับสภาพการเปลี่ยนไป และอะไรเป็นตัวที่ทำให้คนเปลี่ยนหันมาฆ่าคนอื่นเหมือนเป็นเรื่องสนุก ราวกับพวกเขาถูกลบความรู้สึกผิดชอบชั่วดีออก

ต้องมีอะไรไปกระตุ้นพวกเขา มันถึงได้เกิดคนคลั่งขึ้นมามากขนาดนี้

พอหน้าจอติดปุ๊บ ธรรม์ก็เห็นว่าตัวเขาต้องใส่พาสเวิร์ด ที่สำคัญคือ แบตเตอรี่ของเครื่องเหลืออยู่ไม่มาก ชายหนุ่มใส่พาสเวิร์ดมั่วๆไป ไม่ว่าจะเป็นชื่อ นามสกุล ตัวเลขง่ายๆ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่คิดว่านักวิทยาศาสตร์อย่างไมค์ ชู จะไม่ยอมใช้ จนแม้แต่ทีน่ายังหรี่ตามองเขา

“นี่เอาเล่นหรือเอาจริงคะเนี่ย พาสเวิร์ดพวกนี้อะ”

“เอาน่า มันไม่ได้บอกว่าใส่ผิดแล้วเครื่องจะระเบิดสักหน่อย” ธรรม์ยิ้มเจ้าเลห์ หัวเราคิกคักกับความไร้เดียงสาของหญิงสาว

 

....

 

พรึ่บ...!

จู่ๆ ไฟก็กระพริบหน้าจอสว่างจ้าแล้วดับลงพร้อมกับกลิ่นไหม้ที่ลอยมาจากข้างใน...

“ค่ะ พวกนักวิทยาศาสตร์เค้าคงไม่คิดวิธการเซฟตัวเองแบบระเบิดคอมทิ้งหรอกค่ะ” ทีน่าเปรยขึ้น หันไปมองธรรม์ที่หน้ามุ่ยเพราะทำเสียเรื่องไปแล้ว ทีนี้ก็ไม่ต้องรู้กันพอดีว่ามันคืออะไร

 

แต่เธอกลับมองว่าเวลาเขาทำแบบนี้ดูน่ารักทีเดียวเชียว...

 

“เอ้อ ไม่ได้อะไรเลย” เขาบอก พอลุกขึ้นมองเห็นว่าทีน่าเริ่มตัวสั่นจากความเปียกและอากาศที่เย็นลงเรื่อยๆ ชายหนุ่มจึงเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าก่อนจะหาผ้าเช็ดตัว

“ไม่มีผ้าเลย แย่ชะมัด” เขาบ่นขึ้น

“เดี๋ยวลงไปเช็ดที่ห้องคุณก็ได้ค่ะ” เธอบอกอย่างเกรงใจเมื่อเห็นว่าเขาเปิดหาไปทั่ว

“อย่าเลย ข้างนอกห้องหนาวกว่านี้อีกถ้าคุณเป็นปอดบวมขึ้นมาผมรักษาไม่เป็นนะ” นัยน์ตาสีเขียวคู่นั้นมองหาไปเรื่อยเปื่อยจนเดินไปเปิดตู้ด้านบนอ่างล้างจาน กลายเป็นขวดแยมตกลงแตกที่อ่างจนแยมเลอะใส่เขาและอ่างนั้นจนหมด

“ตายจริง” ทีน่าเห็นว่าเขาเปรอะแยมรสองุ่นเต็มตัวทั้งเสื้อผ้า แม้แต่หน้าผากกับผม พอเขาหันมาหา ที่คิดไว้ว่าจะช่วยเลยกลายเป็นอดขำกับท่าทางเหมือนเด็กซนทำของเลอะเทอะไม่ได้

“หัวเราะอยู่นั่นล่ะ ผมยืนจนมดจะขึ้นอยู่แล้วนะ” ธรรม์บอกด้วยหน้าตามุ่ยๆ แบบที่เขาชอบทำให้เธอเห็น แถมยังเอานิ้วป้ายแยมที่หัวกะว่าจะเอามาชิมสักหน่อย

 

หมับ

หญิงสาวคว้ามือของเขาเอาเพื่อไม่ให้ชายหนุ่มทำอะไรตามความเคยชิน

“อย่ากินอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าดีกว่าค่ะ โดยเฉพาะของในห้องนี้” เธอบอก ความไวของเธอตอนมาประชิดตัวเขาทำให้ธรรม์ทึ่งอยู่เหมือนกัน

“ไปล้างตัวดีกว่ามั้ยคะ”

“โอเค แปลว่ากินไม่ได้แต่ล้างได้แล้วผมต้องถอดเสื้อผ้าให้คุณเชคความเรียบร้อยไหม” เขายังถามกลับอย่างยิ้มๆ ก่อนจะเดินไปที่ห้องน้ำเมื่อเธอไม่ตอบเอาแต่ทำหน้าอึ้ง พอหันหลังไปมองอีกทีก็เห็นหญิงสาวส่ายหน้าหมั่นไส้กับความกวนของเขา ชายหนุ่มยิ้มกว้างก่อนจะเปิดประตูห้องน้ำออก

 

สิ่งที่อยู่ในนั้นมันทำให้เขาหุบยิ้มลงทันที!!!

 

....................

 

 

111 ความคิดเห็น

  1. #81 คนติดนิยาย (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2555 / 14:01
    มันคืออะไรอะตอนต่อไปก็ไม่ได้บอก
    #81
    0
  2. #71 ~Mu~Max~Dek~D~ (@maxza000123) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 มีนาคม 2555 / 19:08
    อ๊ากกกกกก ค้างอย่างแรง มันคืออะไร อยากรู้ๆๆ
    #71
    0
  3. #70 neenajung (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 / 01:26
    ซอมบี้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #70
    0
  4. วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 / 00:13
    ศพ สินะครับ
    #69
    0
  5. #68 PRINCESS DEVIL (@apwd1987) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 / 14:43
    สิ่งนั้นนนน.....ง่าาา อยากรู้
    #68
    0