จบ | [FIC GOT7] - Don't say อย่า(ถามหา)รัก #BNIOR

ตอนที่ 9 : Don't say อย่า(ถามหา)รัก : EP.08

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,543
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 62 ครั้ง
    17 มี.ค. 61

ฟิคชั่นเรื่องนี้มีเนื้อหารุนแรง โลกมืด และ18+ 
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านค่ะ

คำเตือน โปรดอ่านทอล์กทุกครั้ง ไม่อ่านจะตกข่าวนะคะ
สามารถติดต่อ พูดคุยกับเหม่ยได้ที่ 
1.Twitter : @PN__97

2.PAGE FB : Writer_Pn

3.ตามหวีดได้ที่ #อย่าถามหารัก เหม่ยเหงามาก เข้ามาหาหน่อยน้าา 



| EP.08 |


เช้าวันแรกที่ปูซานผมเป็นฝ่ายตื่นก่อนก็เลยลุกจากเตียงเดินมารับลมที่ระเบียง เมื่อคืนหลังจากจบประโยคบ้าๆ ของมาร์คผมก็กอดเขาตามที่เขาต้องการ ไม่ได้สงสาร ไม่ได้เป็นห่วง แต่แค่ทำตามแผนการที่วางไว้




ผมไม่มีวันเป็นห่วงคนอย่างมาร์คหรอก




ระหว่างที่ผมยืนรับลมอยู่ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นผมก็เลยรีบวิ่งไปหยิบมันมาก่อนที่มาร์คจะได้ยินและตื่น คนที่โทรมาหาผมก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นแจ็คสันนั่นเอง




“ฮัลโหล” ผมกดรับสายและกรอกเสียงลงไป




(กูกำลังจะไป มึงเคลียร์ทางให้กูยัง?) ผมยกยิ้มให้กับประโยคที่แจ็คสันบอก




“เมื่อคืนกูลองแล้วแต่ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เดี๋ยวเช้านี้กูจะลองอีกที” ใช่ เพราะเมื่อคืนมาร์คสติแตกและร้องไห้ ผมรำคาญก็เลยยุแหย่เพียงแค่นั้น แต่เช้านี้ระหว่างที่กินมื้อเช้าผมจะลองทำมันอีกครั้ง




(อือ ถึงแล้วจะโทรบอก) แค่นั้นแจ็คสันก็วางสายไป ผมลดโทรศัพท์ลงและหันไปมองคนที่ยังนอนอยู่บนเตียง เขากำลังหลับ ไม่รู้ว่าฝันอะไรหรือเปล่า แต่ถ้าฝันก็ขอให้ฝันร้าย ไม่สิ มาร์คต้องตื่นมารับฝันร้ายจากผม




รับรองเขาไม่มีวันลืม...ผู้หญิงคนนั้นก็เหมือนกัน




รักมันมากก็เจ็บปวดให้มากแล้วกัน

 






“กินอะไรดีนะ...อืม...น่ากินทุกอย่างเลย” มาร์คนั่งพึมพำกับตัวเองระหว่างที่เลือกอาหารจากใบรายการ เขาพลิกไปพลิกมาอยู่นานแล้วแต่ก็เลือกไม่ได้สักทีจนผมเริ่มรำคาญ





“สักอย่างสิมาร์ค บริกรเขารออยู่” ผมบอกและเสตามองบริกรหนุ่มที่ยืนรออยู่ มาร์คมองตามอย่างเกรงใจก่อนจะชี้ไปที่เมนูที่เป็นภาษาเกาหลีแถมยังอ่านยาก





“อันนี้ครับ” เขาสั่งอาหารและยื่นใบรายการคืนบริกรไป จากนั้นก็เหลือแค่เราสองคน ระหว่างที่รออาหารผมก็เดินแผนการต่อ





“มาร์ค” ผมเรียกเขา





“หื้ม?” เขาหันมามองหน้าผมด้วยท่าทางแจ่มใส คงจะชอบทะเลมากสินะถึงมองออกไปไกลๆ แล้วยิ้มออกมาได้





“คือเรายังคาใจอยู่นิดหน่อย เรื่องเมี่อคืน” ผมแค่เกริ่นแต่สีหน้ามาร์คเปลี่ยนไปทันที สายตาของเขาล่อกแล่กไปมาเหมือนคิดหนักเรื่องนี้ “เราไม่ได้อยากจะตอกย้ำอะไรนะ...แต่ว่ามาร์ค...”






“เราเข้าใจ” ผมยังพูดไม่ทันจบมาร์คก็สวนกลับมาก่อนจนผมเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม “เราคิดอยู่แล้วล่ะว่าจินยองต้องพูดเรื่องนี้”




คำตอบจากมาร์คทำให้ผมอึ้งนิดหน่อย นี่เขาก็ยังเก็บเรื่องนี้มาคิดเหรอ เชื่อเขาเลย แต่ก็ดี...




“แล้ว?”




“เราจะพยายามคุยกับแจ็คสัน แต่ว่า...” มาร์คบอกประโยคแรกจบก็เงียบไป ทิ้งให้ผมคาใจกับสิ่งที่เขาจะพูดแต่ไม่ยอมพูด ผมเอียงคอเล็กน้อยพร้อมขมวดคิ้ว




“ว่า?”




“จินยองช่วยอยู่ข้างๆ เราได้ไหม? เราไม่อยากอยู่กับแจ็คสันตามลำพัง” คำขอของมาร์คทำให้ผมอยากจะถอนหายใจใส่แรงๆ แต่ก็ทำได้แค่ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยเหมือนเก้อๆ และบอกเขาด้วยน้ำเสียงติดกังวล




“มันจะดีเหรอ? คือแบบว่ามันเป็นเรื่องของพวกนายแถมยังเป็นเรื่องนั้น...เราเป็นคนนอกด้วย” พอผมบอกไปแบบนั้นมาร์คก็หน้าถอดสีเลย เขาคงรู้สึกผิดหวังที่ผมปฏิเสธมั้ง




“จริงด้วย”




“แต่ว่าเราจะรออยู่ห่างๆ ตกลงไหม?” ผมเสนอทางออกที่คิดว่ามันดีที่สุดและแสดงถึงความเป็นมิตรให้อีกฝ่าย มาร์คยิ้มรับและพยักหน้าตกลง




ไม่นานอาหารก็ถูกนำมาวางบนโต๊ะ ผมและมาร์คก็นั่งกินกันไปชวนคุยเรื่องนู่นนี่ไปตามประสา มาร์คดูผ่อนคลายขึ้นเยอะเลย เขาต่างจากเมื่อวานและเมื่อคืนมาก




มีความสุขเข้าไปเถอะ

 





ผมกับมาร์ควางแผนว่าจะนั่งรถไปเดินชมตลาดใกล้ๆ ที่พักก็เลยกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่มันดูดีกว่าเดิม ก่อนออกจากห้องก็ไม่ลืมที่จะหยิบกล้องติดมือมาด้วย เผื่อว่าจะอยากเก็บภาพอะไรๆ ที่ถูกใจ





ไม่นานเราก็มาถึงตลาดที่พูดถึง ตลอดทางเดินมีของขายเต็มไปหมด เห็นอะไรก็อยากจะได้ มาร์คดูมีความสุขกับร้านค้าแบบเกาหลีมากๆ เพราะเขาลากผมเข้าทุกร้านเลย





เราเดินมาถึงร้านๆ หนึ่งที่ขายกำไลข้อมือเชือกถัก ผมมองว่ามันก็งั้นๆ แหละไม่ได้พิเศษอะไร แต่มาร์คกลับมองว่ามันน่ารักเหลือเกิน





“เส้นนี้ก็สวย” เขายืนเลือกอย่างจริงจังเหมือนจะซื้อติดไปด้วย ผมเองก็เลยทำได้แค่ยืนรอเงียบๆ แต่ถ้ามาร์คให้ออกความเห็นผมก็จะพยักหน้ารับและปั้นยิ้มส่งกลับไป





ระหว่างรอให้มาร์คเลือกสร้อยข้อมือผมก็เดินไปดูร้านข้างๆ มันเป็นร้านขายแหวนหลากหลายแบบเลย ผมก็เดินไปดูเล่นๆ ไม่คิดจะซื้อหรอก ก็เพราะไม่รู้จะใส่ไปทำไม





และขณะที่กำลังจะเดินกลับออกมาเพราะเห็นว่ามาร์คเลือกของจะเสร็จแล้ว คนขายแหวนก็โผล่จากข้างในร้านทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ผมไม่เห็นเขาเลย แล้วเขาก็ดึงแขนผมไว้ ผมหันกลับไปมองแล้วก็เลิกคิ้วเป็นเชิงถาม





“ช่วยซื้อหน่อยสิพ่อหนุ่ม ตั้งแต่เช้าป้ายังขายไม่ได้เลย” คนขายแหวนบอกกับผมแบบนั้น ผมชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบเงินและยื่นให้เจ้าของร้าน จากนั้นก็หันไปเลือกแหวนที่อยู่ในตู้โชว์





ผมถูกใจสองวงเลย





“วงไหนดีวะ” ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ แต่คนขายดันได้ยิน





“เอาไปทั้งสองวงเลยก็ได้ ให้เพื่อนให้แฟนก็ได้จ้ะ” พอป้าเขาบอกแบบนั้นผมก็เลยหยิบมันมาทั้งสองวงและเดินออกจากร้าน





แต่รู้ไหมคำว่า ให้เพื่อนให้แฟน มันติดหัวผม





“อ้าว เราก็นึกว่าหายไปไหน” มาร์คทักผมในตอนที่ผมเดินกลับมาหา เขาทำหน้าเจื่อนๆ นิดหน่อยที่คิดว่าผมหายไป ผมยิ้มกลับน้อยๆ




“อยู่แถวๆ นี้แหละ เสร็จแล้วก็ไปกันต่อเถอะ” ผมบอกและเราก็เดินชมตลาดกันต่อ และระหว่างที่กำลังเพลิดเพลินกับทุกสิ่งทุกอย่าง โทรศัพท์ของผมก็สั่น ผมก็เลยหยิบขึ้นมาดู





แจ็คสันโทรมา





“ใครเหรอ?” มาร์คหันมาถาม ผมก็เลยตอบกลับไป





“แจ็คสันน่ะ ขอตัวครู่หนึ่งนะ” ผมบอกและเดินเลี่ยงออกมา แอบเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของมาร์คตอนที่พูดชื่อแจ็คสันด้วยด้วย




ผมเดินออกห่างมาร์คมาได้ระยะหนึ่ง หันกลับไปดูก็เห็นอีกฝ่ายยืนถ่ายรูปร้านค้าและชมของที่สนใจ ผมละสายตาจากอีกฝ่ายและกดรับโทรศัพท์





(กูถึงปูซานแล้ว มึงอยู่ไหน?)




“กูอยู่ตลาดใกล้ๆ ที่พัก เดี๋ยวส่ง Location ไปให้” ผมตอบกลับ





(อือ...อ้อ แล้วผัวมึงล่ะ) แจ็คสันครางรับสิ่งที่ผมบอกและถามหาแจบอม ผมกรอกตาเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไป





“กูไม่รู้” ก็เพราะผมไม่รู้จริงๆ นี่ วันนี้ทั้งวันเขายังไม่โทรมาหาผมเลย และอย่าคิดว่าผมจะโทรไปหาอีกฝ่าย มันไม่มีวันนั้นซะหรอก





(ผัวทั้งคน ไม่สนใจเลยหรือไง) แจ็คสันมันถามด้วยน้ำเสียงแปลกๆ ผมหยักไหล่เบาๆ




“ไม่อะ เพราะกูไม่เคยคิดว่ามีผัว” อาจจะเย็นชาไปบ้างแต่ผมคิดแบบนั้น 





แจ็คสันถอนหายใจออกมาหนักๆ ซึ่งผมได้ยินชัดเต็มหู มันต้องด่าผมอีกแน่ๆ




(มึงจะดื้อแค่ไหนก็ได้นะจินยอง แต่ช่วยเห็นความรักของแจบอมมันด้วย ที่กูพูดเพราะกูเข้าใจความรู้สึกของมัน มันทุ่มเทให้มึงมากแค่ไหนมึงก็รู้...) ผมกรอกตาอีกรอบเมื่อแจ็คสันพูดถึงแจบอมซะยืดยาว คนหัวอกเดียวกันก็คงเข้าใจความรู้สึกกันดีสินะ แต่ช่างหัวเขาสิ จะรู้สึกยังไงก็ช่างเขา ผมไม่เคยร้องขอให้เขามาทุ่มเทให้ซะหน่อย





“มึงไม่ต้องมาสอนกูหรอก กูรู้ดีว่ากำลังทำอะไร อีกอย่างแจบอมมันก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น มันก็แค่เห็นกูเป็นที่ระบายอารมณ์ความใคร่เฉยๆ กูไม่ควรเอาใจไปผูกกับเรื่องแบบนี้” ผมย้ำในสิ่งที่ผมคิดมาตลอดเวลาให้แจ็คสันฟัง แล้วเขาก็ถอนหายใจใส่ผมอีกครั้ง




(ก็เรื่องของมึง อย่ามาเสียใจทีหลังแล้วกัน แต่กูจะบอกอะไรให้อย่างนะ...แจบอมมันเป็นคนซื่อสัตย์ต่อความรู้สึก แค่นี้แหละ) พูดจบแจ็คสันก็วางสายไปทันที แต่คำพูดที่เขาพูดทิ้งไว้มันทำให้ผมตงิดในใจ




ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกเหรอ...ทำไมมันพูดเหมือนมาร์คเลยวะ





ผมสะบัดหัวไล่คำพูดเพ้อเจ้อของแจ็คสันออกไปจากความคิดและเดินกลับมาหามาร์ค





“ทำไมทำหน้าแบบนั้น” มาร์คถามผมทันทีที่หันมามองหน้าผม ผมก็ไม่รู้ว่าผมทำหน้าแบบไหนแต่ผมก็รีบส่ายหัวปฏิเสธ




“เปล่า ไม่มีอะไร” ผมบอกและเสมองไปทางอื่น




“แล้วแจ็คสัน...” เหมือนมาร์คจะอยากรู้ว่าแจ็คสันโทรมาทำไม ผมก็เลยหันกลับมามองเขาและบอกความจริงไป





“มันกำลังมาหาเราที่นี่ ขอโทษนะที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า” พอผมบอกไปแบบนั้นมาร์คก็นิ่งเงียบ ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร แต่สีหน้าเขาไม่ค่อยดี





“...”




“แต่ไม่ต้องเป็นห่วง เราจะอยู่ข้างมาร์คนะ”




ใช่ ผมจะอยู่ข้างๆ เขา




...เพื่อคอยทำร้ายให้เจ็บช้ำ

 




แจ็คสันใช้เวลามาหาพวกเราไม่นานหลังจากที่ผมส่ง Location ไปให้ พอมาร์คได้เจอหน้าแจ็คสันเขาก็มีอาการแปลกๆ คือสีหน้าที่เปลี่ยนไปและมือไม้สั่นน้อยๆ เขาเดินมาหลบหลังผมจนแจ็คสันอึ้ง ผมลอบถอนหายใจเบาๆ กับอาการแปลกๆ ของมาร์ค




ผมใช้เวลากล่อมให้มาร์คมีสติอยู่นาน สุดท้ายเราก็พากันไปที่ร้านกาแฟเล็กๆ เพื่อนั่งคุย มาร์คและแจ็คสันนั่งหันหน้าเข้าหากันที่โต๊ะติดหน้าต่างใสมองออกไปเห็นผู้คนมากมาย ส่วนผมก็นั่งโต๊ะถนัดมาอีกหนึ่งโต๊ะ เพื่อให้มาร์คมั่นใจว่าผมยังอยู่ใกล้ๆ เขา




นานหลายนาทีกว่าทั้งคู่จะเริ่มปริปากคุยกัน แจ็คสันเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนและบทสนทนาของพวกเขาก็ลอยเข้าหูของผมเต็มๆ





“ขอโทษนะ” คำแรกที่แจ็คสันเอ่ยคือคำว่าขอโทษ ฟังจากน้ำเสียงแล้วเขาคงรู้สึกผิดจริงๆ




“...” แต่มาร์คกลับเงียบไม่ตอบอะไร




“วันนั้นเราขาดสติมากๆ ไม่รู้ตัวเลยว่าทำอะไรลงไป...” แจ็คสันก้มหน้าลงนิดหน่อยเหมือนกำลังสำนึกผิด มาร์คจ้องอีกฝ่ายได้ครู่หนึ่งก็เสมองออกไปนอกหน้าต่าง





“เราก็เหมือนกัน...” มาร์คบอก “เราอยากให้แจ็คสันลืมทุกอย่างในวันนั้น...” พอมาร์คพูดประโยคนี้แจ็คสันก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาทันที แววตาของอีกฝ่ายดูผิดหวังและหมดกำลังใจ





“เราทำไม่ได้...เราลืมไม่ได้จริงๆ” เขาส่ายหน้าประกอบคำพูดด้วย มาร์คขยับมือไปหยิบแก้วกาแฟบนโต๊ะและยกขึ้นดื่ม




“...”




“ความรู้สึกของเรามันมากกว่าเพื่อนแล้วนะ...” แจ็คสันยังคงพูดต่อไป ผมได้ยินเต็มๆ หูก็ได้แต่ยิ้มเหยียดๆ แจ็คสันคนโง่ที่บูชาความรักมากเกินไปจนตัวเองเจ็บปวด เห็นไหมว่าความรักไม่ใช่สิ่งสวยงามเลยสักนิด




“แต่เรายังเห็นแจ็คสันเป็นเพื่อน เรายอมรับว่าเรารับไม่ได้ที่เกิดเรื่องขึ้น แต่วันนั้นเราก็ไม่มีสติเหมือนกัน มันก็เป็นความผิดของเราด้วยส่วนหนึ่ง เราอยากให้แจ็คสันเข้าใจเรื่องนี้...” ผมเพิ่งเคยเห็นมาร์คพูดอะไรยาวๆ ก็วันนี้นี่แหละ




พอเขาพูดจบก็หันไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง





“แต่เรารักมาร์คไปแล้วไง เรารักมาร์ค” แจ็คสันพูดเสียงแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยินเลยด้วยซ้ำ เขาย้ำว่ารักมาร์คจนคนถูกบอกรักหันกลับมามองด้วยแววตาคาดเดาไม่ออก จะว่าเย็นชามันก็ใช่




“อย่าหลอกตัวเองสิ เราแค่มีเซ็กซ์กันเฉยๆ แถมยังเมามากด้วย มันไม่ใช่ความรักหรอกแจ็คสัน” มาร์คพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเนิบช้าจนผมแปลกใจ เขามีสติมากพอที่จะพูดอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ ความรู้สึกหวาดกลัวพวกนั้นหายไปไหนหมด




“เรารักมาร์คตั้งแต่เจอครั้งแรก...ส่วนเซ็กซ์ครั้งนั้นเป็นแค่เครื่องยืนยันว่าเรารักมาร์คจริงๆ ได้โปรดให้โอกาสเราสักครั้ง...” แจ็คสันบอกกล่าวด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนจนผมอยากจะอวก การวอนขอความรักมันน่าสมเพชขนาดนี้เชียวเหรอ




ผมจะไม่มีวันทำอะไรแบบนี้เด็ดขาด




“แต่เราไม่ต้องการความรักแบบนี้...ไม่ต้องการ!!” อยู่ดีๆ มาร์คก็หันมาพูดเสียงแข็งกร้าวใส่แจ็คสัน สองมือขาวกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ท่าทางของมาร์คแปลกไปอีกแล้ว




“มาร์ค...”




“จบแค่นี้เถอะ ถือว่ามันเพียงพอแล้ว เรายังมองว่าแจ็คสันเป็นเพื่อนอยู่และช่วยอยู่ในขอบเขตของคำว่าเพื่อนด้วย...เราไม่อยากเกลียดแจ็คสันมากไปกว่านี้” พูดจบมาร์คก็ลุกขึ้นยืนและเดินผ่านผมออกไป เหมือนเขาต้องการอยู่คนเดียวมากกว่าจะให้ผมอยู่ด้วย ผมลุกจากที่นั่งของตัวเองไปหาแจ็คสันและยกมือขึ้นตบไหล่เขาเบาๆ





“กูควรทำยังไง?” เขาถามผมเหมือนคนหมดทางออกในชีวิต ใบหน้าหล่อมีแต่ความกลัดกลุ้มใจจนต้องยกมือขึ้นมากุมขมับ





ถ้ามาถามผมว่าต้องทำยังไง...ผมมีคำตอบให้อยู่แล้วล่ะ





“ทำตามที่ใจอยากทำ กูไม่คิดว่ามึงจะยอมแพ้” ผมรู้ว่าครั้งนี้แจ็คสันพยายามทำให้ดี พยายามที่จะไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง ซึ่งมันผิดไปจากที่ผมคาดไว้ ผมคิดว่าเขาจะใส่อารมณ์และทำอะไรที่เลวร้ายกว่านี้ซะอีก




นี่เลยเป็นเหตุผลที่ผมต้องพูดประโยคเมื่อครู่




เพื่อนผมไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้อะไรง่ายๆ ผมเชื่อว่าแจ็คสันต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้มาร์คกลับมา...อ่า ไม่ใช่สิ เพื่อให้ได้ครอบครองมาร์คอีกครั้งต่างหาก




ผมแยกกับแจ็คสันหลังจากนั้นประมาณสิบนาที เขาบอกว่าจะกลับไปที่ที่พักเพื่อนอนเพราะเขาเพลียจากการขับรถระยะไกล พอแจ็คสันลับสายตาไปผมก็เดินไปตามหามาร์ค และก็พบว่าเขานั่งแอบๆ อยู่ข้างร้านกาแฟ



ผมยังไม่เดินเข้าไปทัก ลอบมองท่าทางของอีกฝ่ายก่อน มาร์คเป็นคนที่แปลกจริงๆ ขณะที่อยู่คนเดียวทำไมเขาไม่ร้องไห้ออกมาเลยล่ะ มันน่าจะเป็นช่วงเวลาที่ได้ระบายความทุกข์ไม่ใช่หรือไง




กลับกัน ถ้ามีผมหรือใครก็ตามอยู่ข้างๆ เขาก็คงร้องไห้ออกมายกใหญ่ มันคือการเรียกร้องความสนใจใช่ไหม...ก็คงงั้นแหละมั้ง




“มาร์ค” ผมเรียกชื่ออีกฝ่ายเบาๆ และเขาก็หันมา พอเห็นผมมาร์คก็เดินมาหาและกอดผมไว้แน่น เหมือนอย่างที่ผมคิดไว้ เขาร้องไห้ออกมาทันที นี่สำออยหรืออะไร?




“ฮึก...” เขาสะอื้นจนตัวโยนและกอดผมแน่นกว่าเดิม ผมก็ทำได้เพียงแค่ยกมือขึ้นลูบหลังปลอบใจอีกฝ่ายไป




“ไม่ต้องร้องไห้นะ”




“ทำไมเราไม่เห็นสบายใจเลย...เราพูดความรู้สึกออกไปแล้ว...” เขาสะอื้นไห้และเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หากคนอื่นที่ไม่ใช่ผมมาเห็นคงจะบอกว่ามาร์คน่าสงสาร ท่าทางทรมานของเขามันสามารถเรียกความเห็นใจจากใครก็ได้...ที่ไม่ใช่ผม




ผมลอบถอนหายใจเบาๆ และผละออก




“แล้วที่พูดออกไปใช่ความรู้สึกจริงๆหรือเปล่า?” ผมจ้องตาอีกฝ่ายและถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง มาร์คชะงักไปครู่หนึ่ง





“...” แต่เขาไม่ได้ตอบอะไร




“ถ้าใช่ก็ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว แจ็คสันมันเข้าใจนายนั่นแหละ”






 

เข้าวันที่สามของการมาเที่ยวปูซานแล้ว ผมไม่อยากจะคิดถึงแจบอมหรอกนะ แต่เพราะแจ็คสันนั่นแหละที่จุดประกายขึ้นมา แจบอมไม่ได้โทรหาผมเลยตั้งแต่เมื่อวานตอนเช้าจนกระทั่งตอนนี้ จริงๆ ผมก็ไม่ได้รอโทรศัพท์จากเขา แต่มันผิดปกติเกินไปสำหรับคนที่ชอบวุ่นวายอย่างเขา




ไม่รู้ว่าไปทำอะไรที่ไหน หรือไปกับใคร




แต่ก็ช่างเขา จะไปไหนกับใครก็ตามใจ หรือถ้าจะหายไปจากชีวิตของผมเลยก็ยังได้ ดีซะด้วยจะได้ไม่ต้องมีคนมาคอยพูดจาก่อกวนให้รำคาญใจ





“หน้าบึ้งเชียวนะจินยอง” มาร์คทักขึ้นขณะเดินออกจากห้องน้ำ ผมหันไปสบตากับเขาแล้วก็ส่ายหน้าน้อยๆ





“ไม่มีอะไรหรอก แค่เซ็งๆ แจบอม” ผมหลุดพูดเรื่องของผู้ชายน่าเบื่อออกไปจนมาร์คเลิกคิ้วพร้อมรอยยิ้มล้อเลียน จะหาว่าผมแคร์แจบอมเหรอ? บ้าเถอะ!





“ถ้าเป็นห่วงทำไมไม่โทรไปหาล่ะ โทรไปก่อนก็ไม่เป็นอะไรนี่” ทีเรื่องคนอื่นน่ะให้คำปรึกษาได้ดีเชียวนะ หึ ทีกับเรื่องของตัวเองร้องไห้จะเป็นจะตาย ผมส่ายหน้าอีกครั้งพร้อมยักไหล่





“ไม่ได้เป็นห่วงอะไรหรอก จะหายไปไหนก็เรื่องของเขา” ผมบอกอย่างไม่แคร์ทำให้มาร์คยู่หน้าราวกับไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายเขาก็ไม่พูดอะไรต่อ วันนี้เราตกลงกันว่าจะกินข้าวที่ห้องเพราะยังไม่อยากออกไปไหนในตอนเช้า ที่จริงจะบอกว่าขี้เกียจก็ได้ เพราะเมื่อวานก็เล่นเดิมซะเมื่อยไปหมด





ระหว่างที่รอบริกรเอาอาหารมาให้ ประตูห้องของเราก็ถูกเคาะสองสามครั้ง มาร์คทำหน้าตื่นตกใจและเดินไปหลบที่มุมห้อง เหมือนเขาคิดว่าแจ็คสันมาหา




ผมอาสาเป็นคนเดินไปดู พอเปิดประตูออกก็ตะลึกกับคนหน้าห้อง





จะบอกว่าตายยากมาก




“แจบอม”





คนมาใหม่ไม่พูดอะไร เขาดันให้ผมเดินกลับเข้าไปในห้องและตัวเองก็เดินตามมา ทันทีที่เขาเห็นว่ามาร์คก็อยู่ในห้องด้วยเขาก็หันมามองหน้าผมและเลิกคิ้วขึ้นสูงเป็นเชิงถาม




“นอนด้วยกัน?”




“อือ” ผมพยักหน้าตอบไปตามความจริง แจบอมนิ่งไม่พูดอะไร เขาเดินมาจับข้อมือผมและหันไปหามาร์ค




“ขอตัวจินยองสักครู่” เขาพูดแค่นั้นก็จูงผมเดินมายังอีกห้องหนึ่งซึ่งห่างจากห้องที่ผมเช้าไว้แค่สองห้อง และทันทีที่ประตูห้องถูกอีกฝ่ายปิดลง แจบอมก็พุ่งเข้ามาและกอดผมไว้ซะแน่น



ผมยกมือดันไหล่อีกฝ่ายแรงๆ





“เป็นบ้าอะไรเนี่ย!?”




“คิดถึงไง” เขาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ส่วนผมก็ไม่พูดอะไร




“...”





“ไม่คิดถึงกันบ้างเหรอ?” คำถามของเขาทำให้ผมถอนหายใจดังๆ ใส่




“ทำไมต้องคิดถึงด้วยวะ? สำคัญมากนักเหรอ?” ผมเชิดหน้าและถามเขากลับไป อีกฝ่ายไม่ตอบอะไร แต่กลับไล่ต้อนผมเข้ามาในห้องและผลักผมนั่งลงบนเตียง สายตาที่เขามองมามันสื่อชัดเจนว่าเขาต้องการอะไร




ผมหันไปมองรอบๆ ตัว เห็นผ้าม่านสีทึบปิดกระจกใสจนห้องมืด บรรยากาศมันเหมาะสำหรับทำอะไรๆ ที่ไม่ใช่แค่นอนเฉยๆ พอหันมาหาแจบอมก็พบว่าเขายื่นหน้าเข้ามาใกล้จนผมต้องเอนตัวหลบ




“...” ลมหายใจผสมกลิ่นบุหรี่เย็นๆ ของอีกฝ่ายเป่ารดบนใบหน้าของผม




“จะทำอะไร?” คำถามโง่ๆ ถูกถามออกไปเรียกรอยยิ้มร้ายๆ จากใบหน้าหล่อ ผมรู้อยู่แก่ใจว่าแจบอมจะทำอะไร แต่ผมยังไม่อยากทำตอนนี้ไง




“อยากพิสูจน์ว่าคนบางคนไม่คิดถึงกันจริงๆ หรือเปล่า” เขาบอกแค่นั้น มือหนาผลักไหล่ให้ผมนอนลงบนเตียงตามด้วยร่างสูงที่ขึ้นคร่อมทับร่างผมจนแทบจม ส่ายตาคมไล่มองใบหน้าของผมจนทั่ว




“ไม่ใช่ตอนนี้ ลุกออกไป” ผมบอกอีกฝ่ายกลับไปด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ แต่แจบอมก็ไม่ได้ทำตาม เขากลับโน้มตัวลงมาจนใบหน้าเราแทบจะแตะกัน




“ไม่” เขาส่ายหน้าปฏิเสธ “ฉันคิดถึงนายจะตาย จะให้ทนได้ยังไง” ว่าจบมือหนาก็เลื่อนไปปลดกางเกงของตัวเอง ผมคิดว่าถ้าหากผมปล่อยให้เขาถอดกางเกงออก เช้าวันนี้ผมคงไม่ได้ออกไปไหน



“แจบอม มาร์ครออยู่ อีกอย่างฉันยังไม่ได้กินข้าวเลย หิวจะตายแล้ว!” ผมรั้งมือหนาไว้พร้อมบอกเหตุผลออกมา แจบอมเอียงคอมอง




“ยังไม่ได้กินเหมือนกัน หิวเหมือนกัน แต่อยากทำก่อน” ว่าจบก็ปลดกางเกงต่อ ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างรำคาญใจ ถ้าตามมาแล้วทำตัวแบบนี้ก็ไม่ต้องตามมาจะดีกว่านะ




“อย่าต้องให้โมโห ลุกออกไปเดี๋ยวนี้!!” ผมแผดเสียงใส่อีกฝ่ายด้วยความโมโหเกินกว่าจะทนไหวแล้ว แจบอมแสยะยิ้มใส่ผมแถมยังไหวไหล่อย่างไม่แยแส นี่จะลองดีใช่ไหม?



“ทำไม? อยากไปกินข้าวพร้อมมาร์คมากขนาดนี้เลยเหรอ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงยียวนกวนประสาทพร้อมส่งสายตาไม่พอใจมาให้ผม ผมขมวดคิ้วเป็นปมเพราะไม่เข้าใจที่อีกฝ่ายพูด



“ทำไมถามแบบนี้? คิดทุเรศอะไร?” ผมถามกลับ




“เปล่า ก็แค่ถาม” เขาตอบจบก็ลุกลงจากเตียงและเดินออกไปยังนอกระเบียง การกระทำที่เหมือนคนผีเข้าผีออกของอีกฝ่ายทำให้ผมหงุดหงิด มาถึงก็ทำตัวบ้าๆ น่ารำคาญใส่ เหอะ คิดว่าผมจะสนใจหรือไง




ผมลุกขึ้นนั่งและจัดแจงเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อย หันไปมองอีกฝ่ายที่ตอนนี้กำลังสูบบุหรี่อยู่ ท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ทำให้ผมสงสัย ทำไมวะ แค่มาเที่ยวกับมาร์คต้องคิดหนักขนาดนี้เลยเหรอ?



แต่ผมไม่สนใจหรอก จะคิดจะอะไรก็เรื่องของเขา ผมลงจากเตียงและเดินกลับไปที่ห้องตัวเอง มาร์คนั่งอยู่บนโซฟาและจ้องมองอาหารไม่วางตา ดูจากสภาพแล้วเขายังไม่ได้แตะสักคำ




“ทำไมไม่กินล่ะ?” ผมถาม



“ก็รอจินยองนั่นแหละ” คำตอบของอีกฝ่ายทำให้ผมชะงัก รอผมเนี่ยนะ




“ทีหลังไม่ต้องรอ หิวก็กินก่อนเลย” พูดจบผมก็นั่งลงตรงข้ามกับอีกฝ่ายและเราสองคนก็ลงมือกินอาหารที่สั่งมากันเงียบๆ เพราะความหิวทำให้เราไม่คิดจะพูดอะไรกัน และพอกินเสร็จโทรศัพท์ผมก็ดังทันทีเหมือนคนที่โทรเข้ามาจะรู้กาลเทศะ




ผมหยิบโทรศัพท์ออกมาดู แล้วก็ต้องหัวร้อนเมื่อเป็นแจบอมที่โทรเข้ามา



จะงี่เง่าอะไรอีก




“ฮัลโหล” ผมกดรับและกรอกเสียงลงไป “โทรมาทำไม?”




(กินข้าวเสร็จยัง?)




“เสร็จแล้ว มีอะไร?” ผมตอบกลับไปเพราะไม่สบอารมณ์ ยังฉุนที่อีกฝ่ายงี่เง่าก่อนหน้านี้อยู่




(มาหาที่ห้องสิ แล้วจะบอก...) พูดจบเขาก็ตัดสายไปทันที ผมขมวดคิ้วกับสิ่งที่อีกฝ่ายพูด อะไรอีกวะ อะไรๆๆ




“เป็นอะไรเหรอ?” มาร์คถามผมเมื่อเห็นว่าผมทำหน้ายุ่ง ผมส่ายหน้าไปมาและเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกง




“มาร์คออกไปเดินเล่นก็ได้นะ เดี๋ยวเราไปหาแจบอมก่อน” พูดจบผมก็ออกจากห้องไป พอมาถึงห้องของอีกฝ่ายผมก็ตรงไปที่ห้องนอนทันที แล้วสิ่งที่เห็นคือ




แจบอมอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำนั่งอยู่บนเตียง




เขาเงยหน้าขึ้นมามองผมและกวักมือเรียก




“มานี่สิ” ผมเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าอีกฝ่าย แจบอมดึงข้อมือผมเบาๆ แต่ก็ทำให้ผมลงไปนั่งบนตักของเขาได้




“...”




“บอกหน่อยสิว่าทำไมแจ็คสันถึงอยู่ที่นี่” น้ำเสียงเรียบๆ พร้อมคำถามของอีกฝ่ายทำให้ผมนิ่ง แจบอมถามแบบนี้แสดงว่าเขาเจอแจ็คสันแล้วงั้นเหรอ



“มันมาง้อมาร์ค” ผมตอบ




“เหรอ? นึกว่ามาทำอะไร” ผมเริ่มหงุดหงิดอีกครั้งที่แจบอมแสดงออกว่าเขามีอะไรบางอย่างในใจแต่ไม่พูดมันออกมาตรงๆ ผมหันไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย




“พูดออกมาเลยดีกว่าว่าคิดอะไร ไม่ต้องมาพูดอ้อมๆ แบบนี้” ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแจบอม แต่ผมเดาไม่ออกว่าเขารู้สึกอะไรหรือคิดอย่างไร มันยากกว่าทุกครั้งและครั้งนี้เหมือนผมจะแพ้เขา




“นายมากกว่าที่ต้องบอกฉันว่านายคิดจะทำอะไร เรียกแจ็คสันมาทำไมกันแน่?!” แจบอมขึ้นเสียงใส่ผมพร้อมกับบีบต้นแขนของผมอย่างแรง ท่าทางของเขาดูหงุดหงิดมากๆ ผมไม่รู้ว่าเขาไปรู้อะไรมา




แต่ที่แน่ๆ เขาไม่ได้เชื่อว่าผมบริสุทธิ์ใจกับมาร์ค




“เจ็บ!” ผมบอกเสียงแข็งไม่แพ้เขาพร้อมกับพยายามดึงแขนตัวเองออกจากมือหนา “ปล่อย!




“บอกมาเดี๋ยวนี้จินยอง” เขาเค้นผมอีกครั้ง แต่มีเหรอที่ผมจะบอก บอกไปก็โง่สิ แจบอมต้องขัดขวางแผนของผมแน่ๆ





“ทำไมต้องบอกวะ ไม่ใช่พ่อสักหน่อย!” ผมตะคอกใส่อีกฝ่ายด้วยเสียงทั้งหมดที่มี อารมณ์โมโหของผมมันเต็มพิกัดแล้ว แต่พอผมทำแบบนั้นไปแจบอมก็ไม่มีท่าทีที่จะเกรงกลัวใดๆ เลย เขาทำเพียงแค่จ้องตาผมและตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเข้มๆ




“เออ! ไม่ใช่พ่อแต่เป็นผัว บอกได้หรือยังล่ะ”




 “เหอะ...” ผมหัวเราะในลำคอและผลักอกอีกฝ่ายแรงๆ ที่ยอมให้บีบแขนและตะคอกใส่มันก็มากเกินพอแล้วล่ะ




“...” ร่างสูงเอียงไปข้างหลังนิดหน่อยและเขาก็ไม่พูดอะไร เป็นจังหวะที่ดีที่ผมจะได้ลุกหนีเขาไป และตอนที่ฝ่าเท้ากำลังจะแตะพื้นแจบอมก็เอื้อมมือมารั้งผมไว้และกระชากให้ลงไปนอนกับเตียง




จากนั้นเขาก็พลิกร่างมาคร่อมผมไว้ด้วยความรวดเร็ว




“คิดจะหนีเหรอ? ง่ายไปหน่อยมั้ง” คำพูดยั่วโมโหของอีกฝ่ายทำให้ผมหัวร้อนได้จริงๆ เหมือนเขากำลังตอกย้ำว่าผมทำอะไรไม่คิด การที่จะออกไปจากห้องของเขาอีกครั้งมันไม่ง่ายหรอก




“แต่มันก็ไม่ยากนี่” ผมยิ้มเย็นๆ ส่งกลับไป แจบอมจ้องหน้าผมราวกับว่าจะกลืนกินผมไปทั้งตัว




“จินยอง ครั้งสุดท้าย...บอกฉันมา” แจบอมเปลี่ยนมาใช้น้ำเสียงที่เรียบแทนเสียงเข้มๆ หรือการตะคอก ฝ่ามือหนาเลื่อนจากแขนของผมมายังกรอบหน้า เรียวนิ้วไล้ไปตามสันกรามและแก้ม





“...” ผมนิ่งไม่พูดอะไร ปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบคลุมทุกพื้นที่ในห้อง แต่ในสมองคิดวนไปวนมาว่าจะทำยังไงกับสถานการณ์นี้ดี แจบอมรู้แล้วว่าผมไม่ได้จริงใจกับมาร์ค เขาต้องดูออกแล้วแน่ๆ หรือว่าเขาไปรู้อะไรมากันแน่




แต่ทุกอย่างมันก็แค่สิ่งที่ผมคิด ความจริงแล้วเขาอาจจะไม่รู้อะไรเลยก็ได้





“จินยอง” เขาเรียกชื่อผมอีกครั้ง




“มันไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ ฉันนัดแจ็คสันมาก็เพราะมันอยากจะขอโทษและง้อมาร์ค ซึ่งมันก็ทำไปแล้ว มาร์คให้อภัยแจ็คสันแล้ว...” สุดท้ายผมก็เลือกที่จะพูดมันออกไป ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบัง




“แล้วทำไมไม่พูดแต่แรก” เขาถามกลับ ผมกรอกตาใส่




“ก็พูดไปแล้วว่ามันมาง้อมาร์ค นายนั่นแหละที่กวนประสาทฉัน!” ว่าจบผมก็ทุบไหล่และหน้าอกของอีกฝ่ายดังอั้กๆ เป็นการระบายอารมณ์ แจบอมนิ่งเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับแรงที่ผมกระทำใส่




“...” กลายเป็นว่าตอนนี้แจบอมเงียบแต่จ้องหน้าจ้องตาผมไม่ละไปไหน




“ไม่ต้องมามองแบบนั้นหรอก ก็บอกแล้วไงว่ามันไม่มีอะไรทั้งนั้น” ผมย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด การที่แจบอมจ้องกันแบบนี้มันทำให้ผมคิดว่าเขาไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูด




เขาต้องเชื่อผมสิ...




“...” และเขาก็ยังคงเงียบและจ้องหน้าผมต่อไปเรื่อยๆ เวลาก็ดำเนินผ่านไปจนผมทนไม่ไหวแล้วจริงๆ เป็นบ้าเป็นบออีกแล้ว




“ถ้าไม่คิดจะเชื่อกันก็ถอยออกไป น่ารำคาญว่ะ” ผมบอกและผลักไหล่อีกฝ่าย แต่เพราะแจบอมแรงเยอะแถมยังตัวใหญ่กว่าผม เขาก็เลยไม่ขยับไปไหนเลยแม้ผมจะออกแรงมากขึ้น




“แล้วทำไมต้องนอนห้องเดียวกัน” อยู่ดีๆ เขาก็เปลี่ยนเรื่อง ทำเหมือนลืมว่าเมื่อกี้เราพูดเรื่องอะไรกัน สีหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบ แววตาของเขาเหมือนสื่อว่ากำลังหวงผม หวงงั้นเหรอ?




“เอ้า! ก็มาเที่ยวด้วยกันนี่” ผมบอก เหตุผลมันก็ง่ายๆ ทำไมต้องถามด้วย




“แล้วทำอะไรกันบ้าง?” ผมขมวดคิ้วเป็นปมทันทีที่แจบอมถามออกมาอีกคำถาม เขาเป็นพวกขี้หึงขี้หวง อันนี้ผมรู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่คิดว่าจะขนาดนี้ มาร์คกับผมก็ถือว่าสนิทกันระดับหนึ่งและแจบอมก็รู้อยู่แล้ว



“ทำอะไรกัน? อืม...” ผมรู้แล้วว่าผมจะทำยังไงกับคำถามผีเข้าผีออกของ





แจบอม ในเมื่อขี้หึงขี้หวงและชอบแสดงออกมากเกินหน้าเกินตาขนาดนี้ก็ขอปั่นหัวเล่นแก้เครียดหน่อยเถอะ




ผมทำท่าครุ่นคิดไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง...




“กอด...แล้วก็มีจูบด้วย” คำตอบของผมทำเอาสีหน้าของแจบอมเรียบตึง เหมือนเขาอยากจะระเบิดอารมณ์ออกมาใส่ผมเต็มที่ มือหนาเลื่อนมาเชยปลายคางของผมและโน้มใบหน้าลงมากดจูบที่ริมฝีปาก




จากจูบเบาๆ ก็กลับกลายเป็นการบดขยี้จนแสบร้อนไปหมด แจบอมระเบิดอารมณ์ใส่ผมจริงๆ ด้วย เขาไม่ปล่อยให้ผมได้มีโอกาสหายใจได้นานๆ เลย เพียงแค่ไม่กี่วินาทีเขาก็ขยี้ริมฝีปากของผมจนบวมเจ่อ




“อื้อ” ผมหายใจไม่ทันก็เลยทุบอีกฝ่ายและครางในลำคอ แจบอมผละออกอย่างนึกเสียดายและจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผมก่อนจะเอ่ยประโยคกวนประสาทออกมา




“ฉันไม่ปล่อยให้จูบของคนอื่นมากลบจูบของฉันหรอกนะ เตรียมตัวปากแตกไว้เลยจินยอง”




พูดจบเขาก็บดขยี้ริมฝีปากของผมอีกครั้ง ครั้งนี้ผมไม่ขัดขืนแล้วเพราะมันเหนื่อยและเสียเวลา ก็เลยจูบตอบและไล้มือไปตามแผงอกกว้างและไหล่แกร่ง สัมผัสที่แนบชิดและซาบซ่านจากอีกฝ่ายทำให้ผมลืมทุกอย่าง



ลืมว่าปล่อยให้มาร์คอยู่คนเดียว ลืมว่าผมโกหกอะไรแจบอมไปบ้าง



ผมปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ร่างกายต้องการ



ครืดด...ครืดด...




แต่ก่อนที่ผมและแจบอมจะทำอะไรกันไปมากกว่านี้ โทรศัพท์ของอีกฝ่ายก็สั่น แจบอมผละจากผมอีกครั้งด้วยท่าทางหงุดหงิด เขาเดินไปรับโทรศัพท์และออกไปคุยที่ระเบียงด้านนอก ผมก็พลิกตัวนอนคว่ำและมองไปที่อีกฝ่าย




ไม่รู้ว่าใครโทรหาเขาในเวลาแบบนี้...




ไม่นานแจบอมก็กลับเข้ามาด้วยสีหน้าหงุดหงิดเหมือนเดิม เขาถอดชุดคลุมอาบน้ำออกและไปหยิบกางเกงสแล็กสีดำมาใส่พร้อมกับเสื้อเชิ้ตสีขาว



“มีอะไรเหรอ?” ผมอดไม่ได้เลยที่จะไม่ถาม แจบอมหันมาหาผมและบอกว่า


“กลับโซล ด่วน”













อ่านจบตอนแล้ว อย่าลืมสาดกำลังใจนะคะ :)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 62 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,320 ความคิดเห็น

  1. #1300 Lunyes (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2561 / 07:10
    ชัดนะว่าเป็นผัว ไม่ใช่พ่อ 55555
    #1,300
    0
  2. #1241 Kwan_Z.E* (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 20:00
    หึงจ้าแต่ทำไรไม่ได้~
    #1,241
    0
  3. #1220 โจอี (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 16:55
    ไม่ได้เป็นพ่อแต่เป็นผัวนาจา
    #1,220
    0
  4. #1190 shierichi (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 15:28
    นอกจากผัวก็เป็นพ่อทูนหัวได้อ่ะ โอ้ย แจบอมเอ้ยทนทานดีจริงๆเป็นเราไม่อยู่กับจินยองแล้ว เราหนีอ่ะ
    #1,190
    0
  5. #1039 bibimbua (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 23:49
    อื้อหือ เป็นผัว ชัดเลย
    #1,039
    0
  6. #932 มะเอยเนย (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 / 20:53
    เป็นเรา เราจะไปกับมาร์ค แฮ่...
    #932
    0
  7. #775 Everthing93467 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 21:19
    โอ้โหแจบอม ปรบมือค่ะ จินยองเห็นแก่ตัวมากกกกก ร้ายมากๆ แจบอมทนนิสัยเหวี่ยงๆของจินยองได้นี่นับถือมากเลยนะ
    #775
    0
  8. #580 Pangya_1234 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2560 / 20:26
    มาแล้ววว ฮื่ออออคิดถึงมากกกก สู้ๆนะคะรออ่านอยู่นะคะ ไฟท์ติ้งงงงง
    #580
    0
  9. #538 กีกี้ส์ :-*) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2560 / 18:59
    โอ๊ยความผัวววว อย่ามาโกหกเพราะผัวรู้ทุกเรื่องจ้าาา
    #538
    0
  10. #439 Pangya_1234 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 13:00
    มาแล้ววว ฮื่ออออคิดถึงมากกกก สู้ๆนะคะรออ่านอยู่นะคะ ไฟท์ติ้งงงงง

    #439
    0
  11. #426 Pangya_1234 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2560 / 06:52
    มาแล้ววว ฮื่ออออคิดถึงมากกกก สู้ๆนะคะรออ่านอยู่นะคะ ไฟท์ติ้งงงงง

    #426
    0
  12. #422 Bu Beom (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2560 / 09:22
    ไม่ใชพ่อแต่เป็นผัวจบนะคะจินยอง
    #422
    0
  13. #410 ออมม่า (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 19:36
    แจบอม คงกำลังคิดหาวิธีหยุดจินยอง แน่เลย
    #410
    0
  14. #402 norrijung (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 10:47
    มาร์คแอบชอบจินยองหรือ สิ่งสำคัญคือแจบอมรู้ได้ไงว่าแจ็คสันอยู่นี้ และเมื่อไหร่จินยองจะพูดกับแจบอมดีอะ
    พอจินยองจนมุมแบบนี้ ต้องทำท่าไม้ตาย เผด็จแจบอมอีกหรือเปล่า
    #402
    0
  15. #401 Ploy Snw (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 06:40
    พี่แจบอมเป็นไลเนี่ยย คิดมากอะไร
    #401
    0
  16. #400 TuesThursday (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 02:20
    จินยองเลิกดื้อสักทีน่าาาาาา
    #400
    0
  17. #399 Jannie18 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 00:30
    ลุ้นวนไป
    #399
    0
  18. #398 Jannie18 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 00:30
    นี่สงสัยว่าทำไมแจบอมถึงต้องโมโหด้วยถ้าจินยองคิดไม่ดีกับมากแลัวมันเกี่ยวอะไรกับแจบอม หรือจะเป็นห่วงจินยองหรือไม่ก็มีซัมติงที่เรายังไม่รู้อีก
    #398
    0
  19. #397 Jannie18 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 00:29
    มันก็ถูกของแจบอมนะจินยองที่เป็นผัวอ่ะ5555
    #397
    0
  20. #396 Warabiw (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 00:09
    ว้ายตายแล้ววว อันความหลัวนี้~~~กึกๆๆกลัวจังเลยพี่แจบอมจ๋าาา /สู้ๆนะไรท์
    #396
    0
  21. #395 Naniile (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 00:01
    เกรี้ยวกราดมากจบม
    #395
    0
  22. #393 PatteemaS. (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2560 / 23:22
    อห ประกาศกร้าวมาก
    #393
    0
  23. #392 cinncookie (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2560 / 23:05
    เป็นหลัวที่รวยและหล่อมากกก
    #392
    0
  24. #391 Majig (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2560 / 22:50
    พี่บีต้องจัดนยองหนักๆแล้วล่ะ โอ้ยยยชอบ
    #391
    0
  25. #390 ysoldevagelyn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2560 / 22:18
    จบมต้องฮาร์ดคอใส่นยองแน่ๆ
    #390
    0