END [BL,Yaoi] ศิษย์ข้าอย่าทำกับอาจารย์เจ้าเช่นนี้! (ตีพิมพ์ สนพ. บ้านวายบุ๊ค)

ตอนที่ 6 : บทที่ 2 เทศกาลสีเลือด RE [1/5]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27,425
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,438 ครั้ง
    25 ส.ค. 62

บทที่ 2 เทศกาลสีเลือด





“ซือฝุอยากไปที่ใดหรือขอรับ” จ้าวหลางถามคนข้างกาย


ฝูจิ้นหลิงชะงักค่อย ๆ หันไปตอบ “เอ่อ...ซือฝุอยากดูรอบ ๆก่อน”


งานเทศกาลลี่หลินมีอะไรที่น่าสนใจมากมาย เดินเที่ยวเล่นได้ไม่นานฝูจิ้นหลิงก็มีเป้าหมายที่อยากจะทำหลายอย่าง


จะให้จ้าวหลางรู้ไม่ได้ว่านอกจากการมาเที่ยวงานเทศกาลเล่นแล้ว


หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของเขาก็คือการดื่มสุรา


ในชีวิตก่อนอาเหรินไม่เคยแม้แต่จะเห็นพวกของมึนเมาเป็น ๆ ด้วยซ้ำ ตลอดมาเขาคิดอยู่เสมอว่าในฐานะผู้ชายอย่างน้อยก็ต้องมีประสบการณ์ดื่มสักครั้งหนึ่ง ในร่างขี้โรคของเขาทำไม่ได้แต่ถ้าเป็นร่างนี้ต้องทำได้แน่


แต่จะใช้ร่างเซียนวิญญาณผู้สง่างามที่ถูกนิยามว่าเป็นผู้สูงศักดิ์ล้ำค่าไร้มลทินใด ๆ ไปดื่มอย่างเปิดเผยก็ใช่ที่ เพราะการนี้ฝูจิ้นหลิงถึงสวมแหวนที่สามารถใช้ปกปิดพลังวิญญาณอีกชั้นมาด้วยโดยเฉพาะ


ปกติเสื้อคลุมขนจิ้งจอกหิมะของฝูจิ้นหลิงมีคุณสมบัติปกปิดพลังวิญญาณอยู่แล้ว แต่คุณสมบัติมันต่ำเกินไปสำหรับการปกปิดพลังระดับเซียนวิญญาณของเขา ถ้าหากจะปกปิดพลังโดยสมบูรณ์ฝูจิ้นหลิงเลยต้องสวมแหวนปกปิดอีกชั้นหนึ่ง


ร่างสีขาวบริสุทธิ์หัวเราะเสียงแห้ง ตอนที่ฝูจิ้นหลิงลองสวมแหวนครั้งแรกเสวี่ยจิ้งเหอดันจับได้ทันทีว่าเขาปกปิดพลังวิญญาณไว้ แม้จะไม่ได้กล่าวอะไรออกมาและทำท่าทางเหมือนปกติทว่าฝูจิ้นหลิงรู้ว่าเสวี่ยจิ้งเหอสงสัยกับการกระทำทุกฝีก้าวของเขา เพราะงั้นฝูจิ้นหลิงถึงเลือกที่จะขีดเสวี่ยจิ้งเหอออกไปก่อนโดยการใช้หญิงสาวคนนั้น


ไม่ใช่ว่าฝูจิ้นหลิงไม่เห็นสีหน้าไม่พอใจของเสวี่ยจิ้งเหอ แต่เสวี่ยจิ้งเหอเป็นก้างขวางคอชิ้นใหญ่ที่อาจจะทำให้แผนหนีไปดื่มของเขาล่มกลางทาง ฝูจิ้นหลิงตั้งใจสวมแหวนปกปิดพลังวิญญาณไว้เพราะอยากจะหลีกเลี่ยงเสวี่ยจิ้งเหอที่เป็นอัจฉริยะในเรื่องตรวจจับพลังวิญญาณโดนเฉพาะแต่กลับโดนจับได้ ฝูจิ้นหลิงคิดว่าตนเองอาจจะไม่รอดแล้วทว่าโชคดีที่โอกาสพุ่งเข้ามาหาพอดี เขาจึงสามารถแยกเสวี่ยจิ้งเหอออกไปได้สำเร็จ


จะว่าไปแม่นางที่เข้าหาเสวี่ยจิ้งเหอดูเป็นคนช่างตื้อใช่ย่อย เหมาะกับนิสัยความเป็นสุภาพบุรุษของเสวี่ยจิ้งเหอเพราะคนอย่างเสวี่ยจิ้งเหอคงจะไม่ปฏิเสธแม่นางคนนั้นอย่างแน่นอน


ปัญหาอีกอย่างก็คือจ้าวหลาง


ฝูจิ้นหลิงเหลือบมองคนหน้าตายที่พูดน้อยคำได้ด้านข้าง


ถึงจะทำหน้านิ่งอยู่แต่ฝูจิ้นหลิงสัมผัสได้ว่าเจ้าตัวกำลังสร้างบรรยากาศไม่ให้ใครเข้ามาใกล้ ฝูจิ้นหลิงถอนหายใจ


ถ้าเป็นจ้าวหลางเวอร์ชั่นออริจินอลทุกอย่างมันจะง่ายดายยิ่งกว่าการจัดการเสวี่ยจิ้งเหออีก จ้าวหลางเวอร์ชั่นออริจินอลถูกเลี้ยงดูให้เป็นคนรักความยุติธรรมและชอบช่วยเหลือคน แค่สร้างสถานการณ์หรือเกิดเหตุคนตีกันสักหน่อย จ้าวหลางก็จะกระโจนเข้าไปช่วยอย่างไม่ลังเล


แต่กับจ้าวหลางคนปัจจุบันนี่ อย่าว่าแต่คนแก่ล้มหรือคนตีกันต่อหน้าเลย หากมีแม้กระทั่งคนฆ่ากันตายต่อหน้า ร้อยทั้งร้อยเจ้าตัวก็จะมองด้วยสายตานิ่งเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเองแล้วก็จากไป


นิสัยไม่สนใจสิ่งใดที่ว่าทำให้ฝูจิ้นหลิงคิดไม่ตก เขาควรจะจัดการแยกจ้าวหลางออกไปอย่างไรดี?


ก่อนหน้านี้ก็คิดอยู่เหมือนกันว่าถ้าวุ่นวายขนาดนั้นก็พาไปด้วยกันไม่เห็นเป็นไร แต่ถ้าเรื่องมันง่ายแบบที่ว่าก็ดีสิในฐานะอาจารย์ถึงจะฝูจิ้นหลิงไม่ได้สอนอะไรเพิ่มเติมแต่อย่างน้อยเขาก็ยังมีภาพลักษณ์อาจารย์ที่น่านับถือ แล้วจู่ ๆ ถ้าเกิดว่าสองศิษย์รู้ขึ้นมาว่าอาจารย์ของตนที่เป็นถึงเซียนผู้สูงส่งกลับหลงระเริงในของมึนเมา ภาพลักษณ์อันน่านับถือของเซียนผู้สูงสมที่สั่งสมาก็จะแตกเป็นเสี่ยง ๆ


“นั่นศิษย์น้องจ้าวมิใช่หรือ?”


เสียงเสียงหนึ่งเอ่ยทักมาจากข้างหน้า


จ้าวหลางกล่าว “ศิษย์พี่ชิง”


ที่ด้านหน้ามีชายกลุ่มหนึ่งที่สวมใส่เครื่องแบบสีน้ำเงินเข้ม ที่อกด้านซ้ายมีรอยปักอันกิเลนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสำนักกิเลนฟ้าและตราสัญลักษณ์รูปคัมภีร์


หากมีรอยปักกิเลนแสดงว่ากลุ่มตรงหน้าเป็นศิษย์ของสำนักกิเลนฟ้าแน่นอน และเป็นศิษย์สายในอีกด้วยเพราะทั้งหมดสวมใส่เครื่องแบบสีน้ำเงินเข้ม เครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มมีอยู่สาขาเดียวซึ่งเป็นสาขาจิวซื่อที่อยู่ในการควบคุมของผู้อาวุโสเสาหลัก


ดูจากคำทักทายแล้วจ้าวหลางน่าจะรู้จักคนกลุ่มนั้น


ฝูจิ้นหลิงถามเสียงเบา “ใครหรือ?” น้ำเสียงแฝงความรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่คนอย่างจ้าวหลางจะรู้จักใครเป็นการส่วนตัว


จ้าวหลางก้มตอบฝูจิ้นหลิง “ศิษย์พี่ชิงหยวนเช่อ ศิษย์หลักของจิวซี่อขอรับ”


“อ๋อ...” ที่แท้แล้วชายหัวหน้ากลุ่มคนนี้เป็นถึงศิษย์หลัก


ภาพคนสองคนกำลังพูดคุยกันอย่างสนิทสนมทำให้ชายที่มีนามว่า ชิงหยวนเช่อ แปลกใจ


ชิงหยวนเช่อมองฝูจิ้นหลิงที่อยู่ด้านข้างจ้าวหลางแววตาเหม่อลอย ความจริงชิงหยวนเช่อเห็นฝูจิ้นหลิงก่อนแล้วค่อยเห็นจ้าวหลางเสียด้วยซ้ำ ชิงหยวนเช่อกำลังจะเข้าไปทักแต่พอสังเกตดูดี ๆ เขาก็เห็นว่าฝูจิ้นหลิงกำลังคุยกับใครบางคน และคนคนนั้นก็มีใบหน้าที่คล้ายกับศิษย์น้องจ้าว


แต่ศิษย์น้องจ้าวไม่ใช่คนที่จะมาเดินเล่นในงานเทศกาลแบบนี้


เพราะงั้นถึงจะเหมือนแต่ชิงหยวนเช่อไม่คิดว่าชายคนนั้นจะเป็นจ้าวหลางตัวจริงเสียด้วยซ้ำ ชิงหยวนเช่อกะจะเข้ามาทักทายฝูจิ้นหลิง แต่ยิ่งเข้าใกล้ชายหนุ่มด้านข้างก็ดูมีลักษณะเป็นศิษย์น้องจ้าวมากขึ้นเรื่อย ๆ จนชิงหยวนเช่อได้ลองทักออกไป เมื่อได้ยินเสียงตอบกลับ ชิงหยวนเช่อจึงได้รู้ว่าชายคนนั้นเป็นศิษย์น้องจ้าวจริงเสียด้วย


เห็นจ้าวหลางและฝูจิ้นหลิงพูดคุยก้มตัวไปกระซิบกันอย่างสนิทสนมชิงหยวนเช่อก็กล่าวแทรกขึ้นมา “แล้วผู้งดงามคนนี้เป็นใครกันหรือขอรับ?” น้ำเสียงของชิงหยวนเช่ออ่อนโยนอย่างมากเมื่อกล่าวกับฝูจิ้นหลิง


ฝูจิ้นหลิงที่ได้ยินคำว่า ผู้งดงามถึงกับคิ้วกระตุก ใจเย็น... ใจเย็นไว้ เขาเข้าใจว่าใบหน้าของเซียนฝูจิ้นหลิงมันทำให้เข้าใจผิดง่าย เขาจะถือว่างดงามเป็นคำชมก็แล้วกัน


“ข้าเป็น...” ฝูจิ้นหลิงหันไปมองจ้าวหลาง “สหายของเขา”


ฝูจิ้นหลิงกำลังจะบอกว่าเป็นอาจารย์แต่เกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน เขาตัดสินใจว่าจะไม่เปิดเผยตัวตนของตัวเอง


ได้ยินเช่นนั้น ชิงหยวนเช่อก็ชะงักไปแวบหนึ่ง ริมฝีปากของเขาขยับเหมือนจะพึมพำกับตัวเอง “เป็นแค่สหายหรอกหรือ...”


จ้าวหลางหรี่ตา “ศิษย์พี่ชิงมีธุระอันใดหรือขอรับ” สายตาคมเหลือบมองไปด้านหลังชิงหยวนเช่อที่มีศิษย์จิวซื่อประมาณสามสี่คนยืนอยู่ พวกมันจ้องมาที่ฝูจิ้นหลิงอย่างไม่วางตา จ้าวหลางก้าวไปด้านหน้าใช้ร่างของตัวเองบดบังฝูจิ้นหลิงไว้


“ชิ”


ศิษย์จิวซื่อด้านหลังส่งเสียงขัดใจเมื่อคนงามถูกจ้าวหลางบัง แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้


ชิงหยวนเช่อก็ตากระตุกเสียดายเหมือนกันที่คนงามถูกบดบัง แต่เขาไม่ใช่คนโง่มองไม่เห็นอะไรเฉกเช่นศิษย์สาขาเดียวสามคนด้านหลัง ศิษย์น้องจ้าวที่ปกติไม่เคยสนใจใครทว่ากลับออกนอกหน้าหวงคนงามด้านหลังอย่างรุนแรง


ฉับพลันชิงหยวนเช่อเหมือนจะนึกเรื่องสนุกบางอย่างได้ เขากล่าวชักชวน “ไหนไหนเราก็บังเอิญพบเจอกัน ไปดื่มด้วยกันก่อนเถอะ ศิษย์น้องจ้าวปกติไม่ค่อยสุงสิงกับใครอีกอย่างข้าอยากทำความรู้จักกับสหายของศิษย์น้องจ้าวนัก”


ไปดื่มด้วยกัน...


ฝูจิ้นหลิงตาโต ไป ไป ข้าอยากไป!


ทว่าตรงข้ามกับฝูจิ้นหลิงบรรยากาศรอบตัวจ้าวหลางกลับอึดอัดยิ่งกว่าเดิมดูเหมือนจ้าวหลางจะไม่ต้องการเช่นนั้น “ดูเหมือนศิษย์พี่จะรู้จักข้าดี ขนาดที่รู้ว่าปกติข้าไม่ค่อยสุงสิงกับใคร” จ้าวหลางกล่าวถึงจะไม่แสดงสีหน้าแต่น้ำเสียงเย็นเยียบแข็งกระด้างแสดงออกว่าเริ่มไม่พอใจ


ขมับศีรษะของชิงหยวนเช่อถึงขนาดมีเหงื่อไหลออกมา “ข้าก็พูดไปเรื่อยศิษย์น้องจ้าวอย่าได้ถือสา... จะคร่ำเคร่งไปไยงานเทศกาลทั้งทีไปดื่มกันเถอะ” ชิงหยวนเช่อชวนอีกครา


แต่จ้าวหลางไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ “ศิษย์พี่ชิงต้องการดื่มขนาดนี้ สงสัยต้องหารือเรื่องกองโจรทมิฬใต้กับข้าก่อนแล้วกระมัง?”


ชิงหยวนเช่อแสดงอาการเลิ่กลั่ก หันซ้ายหันขวากลัวว่าจะมีใครได้ยินสิ่งที่จ้าวหลางพูดเข้า “เอ่อ...เรื่องนั่นไว้สนทนากันคราวอื่นเถิดศิษย์น้องจ้าว เรื่องกองโจรทมิฬใต้เป็นเรื่องละเอียดละอ่อนกับคนที่นี่นักข้าเกรงว่ามันจะไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่”


จ้าวหลางไม่ยอมให้ชิงหยวนเช่อบ่ายเบี่ยงง่าย ๆ “เพราะเป็นเรื่องละเอียดละอ่อนจึงต้องรีบกำจัดมิใช่หรือ?” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกดดัน “ยิ่งช้าเท่าใดก็ยิ่งมีผู้คนล้มตาย ศิษย์พี่ชิงยอมให้เป็นเช่นนั้น?”


คราวนี้ไม่มีใครขัดแย้งจ้าวหลาง ยิ่งจ้าวกลางกล่าวเท่าใดความกดดันก็มีแต่จะมากขึ้นเท่านั้น ชิงหยวนเช่อที่ตอนแรกอยากจะทำความรู้จักกับฝูจิ้นหลิงถึงกับทำตัวไม่ถูก การหารือเรื่องกองโจรทมิฬใต้จะมีขึ้นในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้าแต่ในเมื่อจ้าวหลางพูดถึงขนาดนี้หากชิงหยวนเช่อจะปฏิเสธมันก็ดูเหมือนกับว่าเขาเป็นคนเห็นตัว “เข้าใจแล้ว ๆ” ชิงหยวนเช่อยอมแพ้


จากบทสนทนาที่ได้ยินดูเหมือนว่าพวกเขาตกลงจะไม่ได้ไปดื่มกันแล้ว ฝูจิ้นหลิงหดหู่รู้สึกเสียดาย


แต่... ไม่ใช่ว่านี่เป็นโอกาสหรือ?


“ซือฝุจะไปไหนขอรับ...” จ้าวหลางกล่าวเสียงเบาพอให้ได้ยินกันแค่สองคน มือหนาจับข้อมือร่างเล็กไว้เมื่อเห็นว่าฝูจิ้นหลิงกำลังจะผละออกไป


ฝูจิ้นหลิงยิ้มแหย “กำลังจะคุยเรื่องลับกันมิใช่หรือซือฝุไปรอที่อื่นดีกว่า”


แม้ฝูจิ้นหลิงจะกล่าวเช่นนั้นแต่มือหนาก็ไม่ขยับเลยสักนิด


เขาก็คิดไว้อยู่แล้วว่าจ้าวหลางคงจะไม่ยอมง่าย ๆ เหมือนเสวี่ยจิ้งเหอ ฝูจิ้นหลิงเลยต้องหลอกล่ออีกสักนิด เขาชี้ไปตรงโรงเตี้ยมนามซื่อเหยียนที่เป็นร้านอาหารอยู่ด้านล่าง “ซือฝุจะรอตรงนั้น”


มือหนาเริ่มผ่อนแรงนิดหน่อย จ้าวหลางหันไปมองที่โรงเตี้ยมที่ฝูจิ้นหลิงชี้ซึ่งมีคนไม่มากดูแล้วน่าจะเป็นโรงเตี้ยมที่ธรรมดาที่ด้านล่างเปิดขายอาหาร ร่างสูงก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ ก่อนจะหยิบของบางอย่างจากถุงมิติ “ใส่ผ้าคลุมหน้าด้วยขอรับ” จ้าวหลางสวมผ้าผืนบางสีฟ้าอ่อนให้ฝูจิ้นหลิง ใบหน้าครึ่งล่างจึงถูกบดบังใต้ผืนผ้าทั้งหมดมีเพียงดวงตาสีอำพันส่องประกายโดดเด่นออกมา


ฝูจิ้นหลิงตกใจกับท่าทางเอาใจใส่ของศิษย์คนเล็ก เสวี่ยจิ้งเหอและจ้าวหลางทั้งคู่ชอบดูแลเขาอยู่ตลอดเวลาจนบางครั้งฝูจิ้นหลิงก็มักจะเผลอไผลไปด้วยทุกที


ผ้าคลุมหน้าด้วย อันที่จริงแค่ยื่นส่งให้เขาใส่เองก็ได้ไม่เห็นต้องใส่ให้เขาเลย ฝูจิ้นหลิงอยากจะกล่าวออกไปมากแต่เพื่อแผนการ เขาต้องทำตามความต้องการของศิษย์ผู้เอาแต่ใจคนนี้ก่อน


ฝูจิ้นหลิงกล่าว “ซือฝุเข้าใจแล้ว”


คนที่อยู่ในร่างเซียนวิญญาณชักสงสัย สรุปใครเป็นผู้ปกครองใครกันแน่...


กระนั้นใบหน้าที่งดงามของเซียนฝูจิ้นหลิงถึงจะบดบังครึ่งหนึ่งของใบหน้าด้วยผ้าสีฟ้าอ่อนผืนบาง ทว่าด้วยบรรยากาศและความลึกล้ำของดวงตาสีอำพันก็ทำให้ฝูจิ้นหลิงดึงดูดสายตาผู้คนอยู่ดี นิ้วเรียวยาวของจ้าวหลางเกลี่ยใบหน้าของร่างบางเสมือนหลงลืมตัวตนไปชั่วขณะ


สายตาที่มองมาของจ้าวหลางทำให้ฝูจิ้นหลิงรู้สึกร้อนวูบวาบแปลก ๆ “เอ่อ..ซือฝุขอตัว” ฝูจิ้นหลิงกล่าวเสียงอึกอัก สองขารีบก้าวเดินไปที่โรงเตี้ยมอย่างรวดเร็วกลัวจ้าวหลางจะเปลี่ยนใจ


จ้าวหลางมองแผ่นหลังฝูจิ้นหลิงที่ห่างออกไปและเข้าไปในโรงเตี้ยมซื่อเหยียนก่อนมุมปากที่ยกยิ้มพลันเรียบนิ่งลงเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นกลุ่มของชิงหยวนเช่อที่มองฝูจิ้นหลิงไม่วางตา


แผนการปลีกตัวออกมาท่องเที่ยวคนเดียวสำเร็จหมายมั่น ในที่สุดฝูจิ้นหลิงก็สามารถแยกตัวออกจากศิษย์สองคนได้สำเร็จ เสวี่ยจิ้งเหอถูกสาวติดพัน จ้าวหลางกำลังคุยกับพวกศิษย์จิวซื่อ ฝูจิ้นหลิงแค่ใช้พลังวิญญาณสร้างภาพบิดเบือนหลบซ่อนตัวตนสักเล็กน้อย เขาก็สามารถหลบหนีออกไปได้แล้ว


สองขาก้าวไปยังโรงเตี้ยมซื่อเหยียนอย่างสง่างามในใจคิดคำแก้ตัวเรียบร้อยหากถูกสองศิษย์จับได้ว่าหนีไปคนเดียว


ฝูจิ้นหลิงนั่งลงที่โต๊ะว่าง โรงเตี้ยมซื่อเหยียนนอกจากฝูจิ้นหลิงที่เพิ่งเข้ามาแล้วก็มีคนที่นั่งอยู่ก่อนหน้าสองสามคนเท่านั้นเมื่อเห็นคนเดินเข้าโรงเตี้ยมมา เด็กน้อยคนหนึ่งก็รีบวิ่งเข้าไปหาฝูจิ้นหลิง


“นายท่านรับอะไรดีขอรับ” เด็กน้อยถาม


เด็กน้อยตัวแค่นี้แต่เป็นเสี่ยวเอ้อของโรงเตี้ยม ฝูจิ้นหลิงมองเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู


ฝูจิ้นหลิงครุ่นคิด “อืม” อันที่จริงตนไม่ได้วางแผนที่จะเข้าโรงเตี้ยมเลย พลันขณะที่ฝูจิ้นหลิงกำลังคิด เสี่ยวเอ้อน้อยแอบสำรวจคนตรงหน้า


เสื้อคลุมสีขาวไม่มีตำหนิและรอยเปื้อนแม้แต่นิดเดียวดูก็รู้ว่าทำมาจากขนของสัตว์อสูรระดับสูง ลายปักเสื้อด้านในที่ประณีตงดงามเมื่อขยับเขยื้อนแล้วจะสะท้อนแสงประกายทองเงิน ดวงตาสีอำพันหายากและใบหน้าครึ่งล่างที่ถูกปิดบังด้วยผ้าผืนบางเสมือนมิอยากให้ผู้ใดเห็น นอกจากนั้นแล้วท่าทางคำพูดการวางตัวต่าง ๆ แตกต่างจากคนธรรมดา


ทั้งสง่างาม สูงศักดิ์ ล้ำค่า มั่งคั่ง อีกทั้งยังปกปิดตัวตน เมื่อนำองค์ประกอบทั้งหมดมารวมกันแล้ว เสี่ยวเอ้อน้อยมั่นใจมากว่าคนตรงหน้าหากไม่ใช่คุณชายจากตระกูลใหญ่ก็ต้องเป็นเชื้อพระวงศ์อย่างแน่นอน...


ฝูจิ้นหลิงกล่าว “เอาเป็นอาหารที่ดีที่สุดของร้านก็แล้วกัน” กลัวเสี่ยวเอ้อน้อยจะรอนาน


เสี่ยวเอ้อน้อยพยักหน้า “ขอรับ” กำลังจะกลับไปสั่งห้องครัวแต่ฝูจิ้นหลิงเรียกรั้งไว้ก่อน


ฝูจิ้นหลิงอึกอักกระซิบถามเสียงเบา “เอ่อ....เหลาสุราที่ดีที่สุดในเมืองนี้คือที่ใด เจ้าพอจะบอกข้าได้หรือไม่”


หลังจากถามไปเสี่ยวเอ้อน้อยมีท่าทีงุนงง ฝูจิ้นหลิงอยากตบปากตัวเองเมื่อคิดได้ว่าตนเพิ่งจะถามแหล่งสุราจากเด็กน้อยอายุเก้าถึงสิบขวบ เขากำลังจะเอ่ยว่าไม่มีอะไรทว่าเสี่ยวเอ้อน้อยกลับตอบก่อน


“ถ้าเป็นเหลาสุราช่วงนี้เหลาสุราฟางเซียนเปิดกิจการอยู่ขอรับ! คุณชายโชคดีมากขอรับปกติเหลาสุราฟางเซียนมิได้เปิดง่าย ๆ” เสี่ยวเอ้อตอบอย่างกระตือรือร้น


ฝูจิ้นหลิงอึ้งที่เสี่ยวเอ้อน้อยรู้แหล่งสุรา เขาพยายามคิดในแง่ดีว่าเด็กน้อยอาจจะได้ยินจากลูกค้าคนอื่น ๆ ที่เข้ามาในโรงเตี้ยมก็เป็นได้


“ดีขนาดนั้นเลยหรือ?” เสี่ยวเอ้อน้อยกล่าวด้วยอาการตื่นเต้นนอกหน้า ถึงฝูจิ้นหลิงจะรู้สึกผิดที่คุยเรื่องนี้กับเด็กแต่เขาชักจะสนใจสถานที่ที่เรียกว่าเหลาสุราฟางเซียนขึ้นมาแล้ว


เสี่ยวเอ้อน้อยหันซ้ายหันขวา ทำท่าอย่างกับว่ากลัวใครจะได้ยินบทสนทนาแต่ในเมื่อไม่มีใครจึงเข้ามากระซิบใกล้ ๆ “คุณชายเพิ่งเข้ามาในเมือง คงไม่เคยได้ยินถึงหนึ่งจอกสู่สวรรค์...”


ฝูจิ้นหลิงถามทันที “มันคืออะไร?”


“หนึ่งจอกสู่สวรรค์เป็นสุราชื่อดังของเหลาสุราฟางเซียนที่ถูกเรียกว่าสุราของเหล่าเทพเซียนขอรับ คนที่ได้ลิ้มรสล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่ารสชาติเหมือนพวกเขาได้บรรลุสู่สวรรค์ ไม่ว่าใครที่ได้ลิ้มรสก็เป็นอันต้องเสพติดทุกราย ขนาดเจ้าเมืองเองก็ยังจัดให้หนึ่งจอกสู่สวรรค์คือสุราประจำเมืองเลยล่ะขอรับ”


รสชาติเหมือนกับว่าได้บรรลุสู่สวรรค์?


ฟังแค่คำเปรียบเปรยยกยอรสชาติของสุรานาม หนึ่งจอกสู่สวรรค์ด้วยท่าทางเทิดทูนและสายตาเป็นประกายของเสี่ยวเอ้อน้อยแล้ว ฝูจิ้นหลิงรู้สึกอยากจะยืนยันว่ารสชาติของหนึ่งจอกสู่สวรรค์จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่


“ถ้าพูดขนาดนี้ข้าคงจะต้องลิ้มลองสักหน่อยเสียแล้วกระมัง” ฝูจิ้นหลิงหมายมั่นว่าคืนนี้เขาจะต้องได้ลิ้มรสหนึ่งจอกสู่สวรรค์ให้ได้ ใบหน้าที่บดบังภายใต้ผ้าบางแสดงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า


เห็นคุณชายลึกลับสนใจในสุราประจำเมือง เสี่ยวเอ้อน้อยก็รู้สึกภูมิใจขึ้นมา “ต้องลองให้ได้นะขอรับ! เอ่อ..แต่” ทว่าจู่ ๆ เสี่ยวเอ้อน้อยก็ทำท่าทางเลิ่กลั่กดูเหมือนเขามีเรื่องลำบากใจบางอย่าง


ฝูจิ้นหลิงที่สังเกตเห็นจึงถาม “มีอะไรรึ?”


“คือข้าน้อยเตือนด้วยความหวังดีนะขอรับ ถ้าเหลาสุราฟางเซียนเปิดแสดงว่าท่านเจ้าเมืองก็อยู่ที่นั่น เอ่อ...” เสี่ยวเอ้อน้อยกระซิบใกล้ ๆ “...ท่านเจ้าเมืองมีชื่อเสียงที่ไม่ดีสักเท่าไหร่ อาจจะเสียมารยาทแต่คุณชายค่อนข้าง เอ่อ โดดเด่นมาก ได้โปรดระวังตัวด้วยนะขอรับ”


คำกล่าวของเสี่ยวเอ้อน้อยเต็มไปด้วยปรารถนาดีตั้งแต่เริ่มต้นถึงจนจบ ทว่าฝูจิ้นหลิงไม่เข้าใจเขากำลังจะเอ่ยถามแต่ดันมีคนกลุ่มใหม่เข้าร้านมาเสียก่อน


เสี่ยวเอ้อน้อยก็เห็นกลุ่มคนที่เข้ามาใหม่เช่นกันจึงนึกได้ว่าตอนนี้ตนกำลังอยู่ในช่วงเวลาทำงาน “อย่าลืมที่กล่าวไปนะขอรับ ข้าน้อยขอตัวไปทำงานก่อน” เสี่ยวเอ้อน้อยกล่าวลาก่อนจะขอตัวผละออกไป


คนตอบคำถามไม่อยู่แล้วอีกทั้งยังทิ้งระเบิดไว้ลูกโตให้เขาสงสัย คำเตือนของเสี่ยวเอ้อน้อยทำเอาฝูจิ้นหลิงนิ่งใบหน้างามเผลอขมวดคิ้วด้วยความสับสน ฝูจิ้นหลิงไม่สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เสี่ยวเอ้อน้อยกล่าวทิ้งท้ายได้เลยสักนิด เจ้าเมืองมีชื่อเสียงที่ไม่ดีแล้วอย่างไร? เหตุใดเขาถึงจำเป็นต้องระวังตัว? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องโดดเด่น? มีแต่เรื่องให้สงสัยเต็มไปหมด


ฝูจิ้นหลิงจมอยู่ในความคิดของตัวเองจนกระทั่งอาหารที่เขาสั่งไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว


เป็นคนอื่นที่ยกอาหารมาให้ “อาหารที่คุณชายสั่งได้แล้วขอรับ”


“เท่าไหร่รึ?” ฝูจิ้นหลิงถาม


ชายคนที่ยกอาหารมาทำท่าทางงุนงงเล็กน้อย แต่มิแปลกเพราะปกติแล้วคนมักจะกินก่อนแล้วค่อยเรียกเสี่ยวเอ้อเก็บเงิน“อ่า 10 เหรียญทองแดงขอรับ”


ฝูจิ้นหลิงหยิบ 1 เหรียญเงินส่งให้ “ไม่ต้องทอน เงินที่เหลือให้กับเสี่ยวเอ้อน้อยล่ะกัน” เงินที่เหลือถือว่าเป็นค่าตอบแทนสำหรับข้อมูลดี ๆ


“ขอรับ” ชายที่ยกอาหารรับ 1 เหรียญทอนจากฝูจิ้นหลิงไปและก้มคำนับ จากนั้นก็เดินไปหาเสี่ยวเอ้อน้อย


ชายที่ยกอาหารกล่าวอะไรสักอย่างก่อนที่เสี่ยวเอ้อน้อยจะทำตาโต ก้มหัวปลก ๆ ให้กับฝูจิ้นหลิงน่าเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง


หลังจากได้รับอาหารแล้วฝูจิ้นหลิงก็เก็บทั้งหมดเข้าหยกมิติและใช้ทักษะวิญญาณซ่อนร่างของตนเอง เมื่อมองออกมาจากซื่อเหยียนเห็นจ้าวหลางและกลุ่มจิวซื่อพูดคุยด้วยท่าทางเคร่งเครียดไม่ไกลจากโรงเตี้ยมทว่าไม่มีทีท่าจะสนใจสิ่งรอบตัวเลยสักนิด


ไม่มีโอกาสไหนดีไปกว่าตอนนี้อีกแล้ว ฝูจิ้นหลิงเดินออกจากโรงเตี้ยมซื่อเหยียนมั่นใจเป็นอย่างมากว่าไม่มีใครสังเกตเห็นตนแน่นอน


ทักษะซ่อนร่างคือการใช้พลังวิญญาณบดบังร่างของตัวเองไว้ หากมองด้วยตาเปล่าจะมิมีทางเห็น วิธีแก้คือต้องใช้ทักษะเนตรวิญญาณ 


แต่ไฉนเลยจะง่ายดายเช่นนั้น... การใช้ทักษะเนตรวิญญาณในการมองผ่านทักษะซ่อนร่างก็มีข้อจำกัดของมัน เพราะผู้ที่ใช้ทักษะเนตรวิญญาณต้องมีระดับพลังวิญญาณเท่ากันหรือสูงกว่าผู้ที่ใช้ทักษะซ่อนร่างเท่านั้นถึงจะเห็นได้และในแผ่นดินเซียนหนานจะมีใครที่มีระดับพลังวิญญาณสูงกว่าเซียนวิญญาณฝูจิ้นหลิงอีกเล่า 


ร่างเล็กเดินไปฮัมเพลงไปอย่างอารมณ์ดี...


“แล้วก็เรื่องสมบัติ หือ? ศิษย์น้องจ้าวมีอะไรหรือเปล่า”


ชิงหยวนเช่อถาม เมื่อเห็นว่าจ้าวหลางไม่ได้ฟังตนแต่กำลังหันไปมองทางหนึ่งซึ่งที่แห่งนั้นไม่มีใคร


“...เปล่าขอรับ”





ช่วงคุยกับนักเขียน

ตรวจเช็คคำและแก้คำบรรยาย

Twitter : @Mellion009 

#อย่ากินซือฝุ -> แจ้งข่าว Cut อื่น ๆ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.438K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,506 ความคิดเห็น

  1. #3487 POPPIN-s (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 / 18:42
    ไม่แปลกที่ซือฝุจะไม่รู้และไม่ค่อยระวังตัว แถมยังอยากรู้อยากลองอะไรหลาย ๆ อย่าง ต้องเข้าใจก่อนว่าก่อนหน้าเขาใช้ชีวิตมายังไงอะ
    #3,487
    0
  2. #3477 baekkyy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2563 / 17:30
    หนึ่งจอกสู่สวรรค์มีจริงมั้ยคะเพราะเหล้าชื่อนี้ก็มีปรากฏอยู่ในเรื่องข้าอยากเป็นแค่ตัวประกอบเหมือนกัน
    #3,477
    3
    • #3477-2 princehalf(จากตอนที่ 6)
      13 ธันวาคม 2563 / 23:06
      เจอได้บ่อยในนิยายจีน
      #3477-2
    • #3477-3 Po-inKd(จากตอนที่ 6)
      14 มีนาคม 2564 / 12:24
      เราพึ่งรู้ว่ามีจริงๆ อ่านมาหลายเรื่องเห็นบ่อยมาก555
      #3477-3
  3. #3468 pichayapa-sk (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 17:07
    นางมีซัมติงจิง
    #3,468
    0
  4. #3438 Ray RZ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 21:08
    คิดมานานแล้วว่า ศิษย์ทั้งสองของซือฝุย้อนอดีตกลับมารึเปล่า เพราะแค่เพิ่งเคยเจอกัน(กับอาเหริน) แต่ทั้งสองกลับแบบ เหมือนมีอะไรในใจอะ แล้วแบบ ดูแลซือฝุดีมากกก ดีจนแบบ มีอะไรจริงๆปะเนี่ย เหรือมันจะรักซือฝุมาก่อน(ก่อนย้อนมา)
    #3,438
    0
  5. #3420 12311232123312 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 18:44
    อ้ยย5555
    #3,420
    0
  6. #3400 B.TEm (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 เมษายน 2563 / 23:35
    เอ๊ย ซัมติงอีกแร้ว ใครปลอดภัยสำหรับน้องฝูบ้างคะ
    #3,400
    0
  7. #3377 QUITLEŃ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 20:55
    เอ ศิษย์ย้อนมารึเปล่า คนน้องถึงได้มีนิสัยแบบที่หลังซือฝุตาย แถมยังเก่งขนาดนี้เพราะฝึกกับจารย์มามากพอแล้ว แต่วิญญาณของซื้อฝุตัวจริงคงกลับมาไม่ได้ เลยได้นายเอกมาสวมแทน เอ๊ะ คิดเป็นตุเป็นตะเลยฉัน555
    #3,377
    0
  8. #3366 GOT-MarkBam (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มีนาคม 2563 / 16:10
    หืออออ จ้าวหลางเป็นใครกันแน่
    #3,366
    0
  9. #3356 editionzeed (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 มีนาคม 2563 / 20:48
    อย่าลืมนะ น้องป่วยมาตลอดชีวิตจนตาย มันไม่แปลกหรอกที่จะอยากรู้อยากลอง
    #3,356
    0
  10. #3316 sakura17 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 19:55
    คือสมควรที่สองคนนี้จะเป็นห่วงอะ ไม่รู้หรอว่าตัวเองหน้าตาดีขนาดไหนถึงจะเก่งแค่ไหนแต่ก็ไม่ควรประมาทนะ
    #3,316
    0
  11. #3273 MitsukiCarto (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 09:54
    ระวังโดนศิษย์จับตีก้นนะซือฝุ~
    #3,273
    0
  12. #3264 MB.임지수GOT7 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 00:20
    ซือฝุซนมาก
    #3,264
    0
  13. #3213 -134340 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 15:05
    แสดงพลังของจ้าวหลางก็เทพพอๆกับซือฝุไม่ก็มากกว่าเลยมองเห็น เอ๊ะ...
    #3,213
    0
  14. #3165 pcy921 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 23:26
    ซือฝุดื้อมากเลยค่ะ หนีเที่ยวไหนอีกคะ
    #3,165
    0
  15. #3134 พระจันทร์ตะวันออก (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2562 / 14:44
    เพราะเนื้อเรื่องเดิมอาหลางช่วยคนเยอะไปหน่อย ไม่ได้อยู่กับซื่อฝุ เลยช่วยซือฝุตอนโดนฆ่าไม่ได้ ชาตินี้เลยไม่ช่วย-งี้เปล่า
    #3,134
    0
  16. #2734 14:03 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 15:18
    หนึ่งจอกสู่สวรรค์555555
    #2,734
    0
  17. #2355 love_forever 1992 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 22:27

    งานงอกแล้วน้อง
    #2,355
    0
  18. #2257 Disk Nara (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2562 / 00:05
    โดยเฉพาะ***
    จ้าวหลาง****
    #2,257
    1
    • #2257-1 ฮาล์ฟจัง(จากตอนที่ 6)
      22 สิงหาคม 2562 / 00:31
      ขอบคุณค่า
      #2257-1
  19. #2056 whitemidblue (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2562 / 13:39
    เริ่มสงสัยว่าทำไมศิษย์เก่งมากขนาดนี้

    *0*
    #2,056
    0
  20. #1950 kimg_lll (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 / 09:55
    เอ็นดูซือฝุไม่ไหวแล้ว55555
    #1,950
    0
  21. #1876 trp1021 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 14:26
    ระวังจะโดนตีนะ 5555555
    #1,876
    0
  22. #1865 kanyaest (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 11:40
    แสบมากกก
    #1,865
    0
  23. #1830 JHTEN (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 20:58
    เจ้าซนนนนน
    #1,830
    0
  24. #1812 น้ำพัน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 / 03:25
    ซือฝุน่ารักมาก เอ็นดูความหนีเที่ยว ชอบที่ไร้ท์เพิ่มอารมณ์ความรู้สึกให้ตัวละครมากขึ้น อ่านแล้วใจเต้นตึกตักเลยค่ะ
    #1,812
    0
  25. #1791 tamutaminini (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 13:12
    ซอฝุน่ารักมากกก

    ปล.เห็นไรท์สอบบ่อยก็ขอให้ผลสอบมาได้คะแนนเยอะๆเลยนะคะ ขอบคุณสำหรับนิยายสนุกๆค่ะะะ
    #1,791
    0