END [BL,Yaoi] ศิษย์ข้าอย่าทำกับอาจารย์เจ้าเช่นนี้! (ตีพิมพ์ สนพ. บ้านวายบุ๊ค)

ตอนที่ 3 : บทที่ 1 ตัวนำชายที่มีนิสัยแปลกประหลาด RE [2/4]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 31,137
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3,929 ครั้ง
    16 ต.ค. 62

บทที่ 1 ตัวนำชายที่มีนิสัยแปลกประหลาด





“ขะ..ขออภัยขอรับ ข้าน้อยผิดไปแล้ว! จะ จะไม่ทำอีกแล้วขอรับ” ป้ายอ่าวเฉินกล่าวเสียงดัง คุกเข่าก้มคำนับกับพื้นอย่างแรงจนได้ยินเสียงกระแทกชัดเจน


ทุกสายตามองมาที่ป้ายอ่าวเฉินเป็นจุดเดียว ป้ายอ่าวเฉินเกลียดการที่ตัวเองเป็นตัวตลกแต่ทว่าด้วยสถานการณ์เช่นนี้ป้ายอ่าวเฉินไม่สนใจด้วยซ้ำว่าตนเองจะเองจะอับอายเพียงใด


ในหัวของป้ายอ่าวเฉินคิดเพียงแค่ว่าจะทำอย่างไรให้เซียนฝูจิ้นหลิงอภัยและไม่ถือสาเรื่องที่ตนล่วงเกิน


ทว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าดันก็ไม่มีเสียงตอบรับจากเซียนฝูจิ้นหลิงสักที ป้ายอ่าวเฉินเหงื่อไหลเต็มใบหน้า จิตใจดิ่งลงลึกจนถึงจุดต่ำสุด


ป้ายอ่าวเฉินกล่าวอีกครา  “ผู้น้อยทำผิดไปแล้ว ท่านเซียนได้โปรดยกโทษให้ด้วย!” ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านด้วยความกลัว ก้มหัวคำนับกับพื้นอีกหลายครั้งหน้าผากกระแทกกับพื้นดินจนกลายเป็นสีเลือดแดงฉาน


ฝูจิ้นหลิงที่จู่ ๆ ก็เจอคนสิ้นสติไม่อาจทนมองสภาพเช่นนี้ได้


“หยุด หยุดได้แล้ว” ฝูจิ้นหลิงกล่าวและเข้าไปห้ามป้ายอ่าวเฉินไม่ให้ก้มหัวอีก “เงยหน้าขึ้น


ทว่าแม้ฝูจิ้นหลิงจะกล่าวให้ป้ายอ่าวเฉินเงยหน้า ทว่าความกลัวยังครอบงำป้ายอ่าวเฉิน ร่างกายของป้ายอ่าวเฉินสั่นสะท้าน เอาแต่พึมพำซ้ำ ๆ กล่าวให้ฝูจิ้นหลิงขออภัย


ฝูจิ้นหลิงกระแทกเสียงดัง “ข้าบอกให้เงยหน้าขึ้นมา!


ทุกอย่างพลันตกอยู่ในความเงียบ “......”


ป้ายอ่าวเฉินสะดุ้งและเงยหน้าขึ้นมาแล้ว “ทะ ท่านเซียน”


ฝูจิ้นหลิงกล่าวเสียงเข้ม “หยุดพูด” ก่อนจะเอื้อมฝ่ามือไปแตะรอยแตกที่บริเวณหน้าผากของป้านอ่าวเฉิน


ฝูจิ้นหลิงเห็นรอยแผลแล้วอยากจะเบือนหน้าหนี เสียงกระแทกพื้นดังขนาดนี้ ไม่แปลกที่พอป้ายอ่าวเฉินเงยหน้าขึ้นเขาจะเห็นแผลเหวอะแหวะจนเป็นแอ่งเลือดที่หน้าผากชัดเจน

‘             

             โอย เห็นแล้วยังเจ็บแทน เจ้าหมอนี่มันไม่รู้สึกเจ็บเลยหรือยังไง


ความรู้สึกขุ่นเคืองก่อนหน้านี้หายไปจนหมดกลายเป็นว่าเขารู้สึกสงสารป้ายอ่าวเฉินแทน ฝูจิ้นหลิงใช้พลังวิญญาณของตนเองรักษาแผลเหวอะหวะนั้น พลางเกิดนึกสงสัย ตั้งแต่ต้นฝูจิ้นหลิงยังไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่างนอกจากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ชิงเหล่าจู จากนั้นพอป้ายอ่าวเฉินรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา ก็ได้แสดงท่าทางกลัวเกิดเหตุ


ฐานะเซียนวิญญาณของเขาสำคัญถึงขนาดเปลี่ยนคนที่เย่อหยิ่งให้ก้มหัวคำนับกับพื้นต่อหน้าคนเป็นหมื่นเป็นพันเลยอย่างนั้นหรือ


ระหว่างรักษาฝูจิ้นหลิงก็กล่าวขึ้น “เสวี่ยจิ้งเหอเป็นศิษย์ของข้า คราวหน้าอย่าให้ข้ารู้ว่าเจ้ากล่าววาจาว่าร้ายศิษย์ผู้สืบทอดของข้าอีก เข้าใจหรือไม่” น้ำเสียงราวกับกำลังดุเด็กดื้อที่ชอบซน


ป้ายอ่าวเฉินชะงัก เหม่อมองฝูจิ้นหลิงที่รักษารอยแผลของตนด้วยความอ่อนโยน


ฝูจิ้นหลิงเห็นป้ายอ่าวเฉินไม่ตอบจึงกล่าวอีกครั้ง “ข้าถามว่าเข้าใจหรือไม่”


ป้ายอ่าวเฉินสะดุ้ง ใบหน้าแดงก่ำ“ขะ เข้าใจขอรับ ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว”


“เหตุใดใบหน้าเจ้าถึงได้แดงเช่นนั้นล่ะ” ฝูจิ้นหลิงกล่าวก่อนจะขมวดคิ้ว เขามั่นใจว่าตนเองรักษาแผลของป้ายอ่าวเฉินจนหายดีแล้ว แต่ใบหน้าของป้ายอ่าวเฉินขึ้นสีแดงผิดปกติ อาการแทรกซ้อน? ฝูจิ้นหลิงลองเอื้อมมือไปอังหน้าผากป้ายอ่าวเฉินเพื่อวัดอุณหภูมิ


ทว่าเสวี่ยจิ้งเหอกลับจับข้อมือฝูจิ้นหลิงเอาไว้ก่อน


“ซือฝุ...” เสวี่ยจิ้งเหอกล่าวใบหน้าแย้มยิ้มเหมือนยามปกติ “งานกำลังจะเริ่มแล้ว เรารีบเข้าไปข้างในกันเถอะขอรับ”


ฝูจิ้นหลิงตาโต “จริงด้วย” คำกล่าวของเสวี่ยจิ้งเหอทำให้เขานึกได้ว่าตนเองมาทำอะไรที่นี่ พอคิดดูอีกที เหมือนเขาจะเสียเวลากับตรงหน้าประตูสำนักมากเกินไป


คำกล่าวของเสวี่ยจิ้งเหอทำชิงเหล่าจูที่ยืนเป็นตัวประกอบเสียนานได้สติเช่นกัน


ชิงเหล่าจูหันไปสั่งศิษย์สายในคนอื่น ๆ เสียงดัง “พวกเจ้าเร่งมือการตรวจตราเดี๋ยวนี้!


เหล่าศิษย์ผู้ตรวจตรารับคำสั่ง “ขอรับ!


บริเวณหน้าประตูทางเข้าสำนักกิเลนฟ้าสาขาหลักกลับมาครึกครื้นอีกครา


เหล่าผู้ที่ต้องการร่วมการทดสอบตกอยู่ในความวุ่นวาย พวกตนลืมจุดประสงค์ที่มาสำนักกิเลนฟ้ากันเสียสนิท ไม่ใช่ว่าพวกตนมาที่สำนักกิเลนฟ้าเพราะต้องการรับการคัดเลือกศิษย์ใหม่หรืออย่างไงกัน


ทว่าตอนนี้ อย่าพึ่งหวังจะผ่านการคัดเลือกเลย พวกเขายังไม่ได้ลงทะเบียนเลยด้วยซ้ำ!


ความวุ่นวายกลับมาสู่หน้าประตูสำนัก ฝูงชนมุงเลิกสนใจเรื่องราวการทะเลาะกันระหว่างเสวี่ยจิ้งเหอและป้ายอ่าวเฉินและพยายามทำให้ตนเองรีบผ่านจุดตรวจให้เข้าไปด้านในเร็ว ๆ แต่ก็ยังมีบางคนมิวายเหลือบมองฝูจิ้นหลิงอยู่บ้าง “ท่านเซียน... หากท่านต้องการข้าสามารถสั่งลงโทษศิษย์สามหาวผู้นั่นได้นะขอรับ” ชิงเหล่าจูกล่าวกับฝูจิ้นหลิง สายตาเย็นชามองไปที่ป้ายอ่าวเฉินที่ยังคุกเข่าอยู่


ฝูจิ้นหลิงส่ายหน้า “มิเป็นไร”


การคำนับจนหน้าผากแตกก็นับว่าเป็นบทลงโทษที่เกินไปแล้วสำหรับป้ายอ่าวเฉิน อันที่จริงแค่กล่าวขอโทษเขามาก็เพียงพอแล้ว ทำไมต้องทำร้ายตัวเองเช่นนั้นด้วย ฝูจิ้นหลิงไม่เข้าใจเลยจริง ๆ


ในเมื่อไม่มีธุระกับที่นี่อีกแล้ว ฝูจิ้นหลิงจึงหันไปกล่าวกับเสวี่ยจิ้งเหอ “เราเข้าไปข้างในกันเถอะ”


เสวี่ยจิ้งเหอตอบ “ขอรับ”


สองศิษย์อาจารย์ยังไม่ทันจะก้าวผ่าน ชิงเหล่าจูก็เรียกพวกเขาเสียก่อน


ชิงเหล่าจูกล่าวเมื่อเห็นคนสองคนเดินผละออกไป “ เอ่อ ท่านเซียนขอรับ”


ฝูจิ้นหลิงหยุดชะงักหันกลับมาตอบด้วยความหงุดหงิด “มีอันใด?” ร่างในชุดสีขาวบริสุทธิ์หรี่ตาใส่ เจ้าหมอนี่จะเรียกพวกเขาทำไมตอนนี้ พวกเขากำลังจะสายแล้ว!


ชิงเหล่าจูกลืนน้ำลาย  “...ท่านเซียนยังไม่รู้ทางใช่หรือไม่ขอรับ”


สิ้นคำกล่าวของชิงเหล่าจูฝูจิ้นหลิงนิ่งประมวลผลไปแวบหนึ่ง ก่อนดวงตาจะเบิกกว้าง จะว่าไปเขายังไม่รู้ทางไปลานคัดเลือกจริงด้วย!


ฝูจิ้นหลิงตอบเสียงตะกุกตะกัก “อะ..อืม”


คำตอบของฝูจิ้นหลิงทำเอาชิงเหล่าจูสีหน้าดีขึ้นมาทันที ท่านเซียนกล่าวว่าตนไม่รู้เส้นทางหากตนเองอาสาจะนำทางให้ก็คงจะเพิ่มความสนิทชิดใกล้กับท่านเซียนไปอีกก้าว


ชิงเหล่าจูกำลังจะกล่าว “ถ้าเช่นนั้นเดียวข้านำทางให้-”


แต่น่าเสียดายแผนการของชิงเหล่าจูเกือบจะสำเร็จ หากเสวี่ยจิ้งเหอไม่กล่าวขัดขึ้นมาก่อน


เสวี่ยจิ้งเหอก้มหัวคำนับ “เกรงว่าคงมิอาจรับน้ำใจผู้อาวุโสชิง” ก่อนจะหันไปกล่าวกับฝูจิ้นหลิง “ศิษย์พอจะรู้ทาง เราไปกันเถอะขอรับ ซือฝุ”


ไม่รอคำตอบเสวี่ยจิ้งเหอก็คว้าแขนของฝูจิ้นหลิงเดินไปเลย


การกระทำดั่งสายฟ้าแลบของเสวี่ยจิ้งเหอ ทำชิงเหล่าจูนิ่งอึ้งไม่ทันได้พูดได้ตอบอะไร เพราะตนเองไม่คิดว่าชายหนุ่มข้างตัวเซียนฝูจิ้นหลิงที่ตนไม่ได้ให้ความสนใจตั้งแต่แรกจะกล้าพูดหักหน้าตนที่เป็นถึงหนึ่งในผู้อาวุโสเสาหลักเช่นนี้ พอรู้ตัวว่าตนถูกหยามสองมือกำหมัดแน่นสั่นด้วยความโกรธและอับอาย


ชิงเหล่าจูไม่ใช่คนโง่ แม้จะโกรธและอับอายแต่เขาก็ไม่คิดจะทำอะไรอย่างการหาเรื่องต่อหน้าเช่นป้ายอ่าวเฉิน


เพราะการที่ชายหนุ่มคนนั้นกล้าพูดเช่นนั้นกับเขาต่อหน้าเซียนฝูจิ้นหลิงหมายความว่าชายหนุ่มคนนั้นจะต้องเป็นคนที่เซียนฝูจิ้นหลิงให้ความสำคัญมากแน่


ในแววตาของชิงเหล่าจูเต็มไปด้วยความโกรธที่อัดแน่นจากความอับอายไม่มีที่ให้ลง จนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นต้นเหตุเรื่องวุ่นวายทั้งหมด


ชิงเหล่าจูแค่นเสียง “ป้ายอ่าวเฉิน เจ้าเด็กนั่นที่อยู่กับท่านเซียนมันเป็นใคร!?”


ป้ายอ่าวเฉินสะดุ้งอึกอักไม่กล้าตอบ ทว่าพอเจอสายตาวาวโรจน์ของผู้อาวุโสเสาหลักสาขาตัวเองก็จำต้องกล่าวออกมา “อะ อดีตศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าสำนักนามว่าเสวี่ยจิ้งเหอขอรับ แต่เมื่อครู่ท่านเซียนกล่าวว่าตอนนี้เสวี่ยจิ้งเหอเป็นศิษย์ของท่านเซียน”


ชิงเหล่าจูโพล่งขึ้นมาทันที “อะไรนะ!


พอได้ยินคำตอบที่ไม่คาดฝัน คราวนี้ชิงเหล่าจูเก็บความเยือกเย็นไว้ไม่อยู่ เขากระชากป้ายอ่าวเฉินขึ้นมาจากพื้นอย่างแรง “เจ้าบอกว่านั่นคือศิษย์ของเซียนฝูจิ้นหลิงงั้นรึ!?”


ป้ายอ่าวเฉินเสียงสั่น “ขะ ขอรับ”


เสียงที่ดังโพล่งของชิงเหล่าจูไม่ได้เบาเลย บทสนทนาของพวกเขาเรียกสายตาของเหล่าเด็กที่รอผ่านเข้าประตูแถวนั่นอีกครา ชิงเหล่าจูรู้ตัวว่าตัวเองสูญเสียความเยือกเย็นไป จึงหายใจเข้าหายใจออกสงบสติอารมณ์ มือปล่อยป้ายอ่าวเฉินลงและกล่าวออกมาเสียงเบา


“เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับเจ้าเด็กนั่นบ้าง บอกข้ามาให้หมด”


ป้ายอ่าวเฉินกล่าว “..เสวี่ยจิ้งเหอมันเป็นบุตรชายคนที่สามของตระกูลเสวี่ย ตระกูลขุนนางใหญ่ของเมืองเวิ่นอี้ขอรับ เมื่อวันจัดระดับปีที่แล้วมันมีระดับพลังวิญญาณถึงระดับก่อเกิดวิญญาณขั้น 9” ชิงเหล่าจูตกตะลึง ระดับก่อเกิดวิญญาณขั้นที่ 9! ขนาดผู้อาวุโสเสาหลักอย่างเขาเมื่อตอนที่อายุ 15 ปี ชิงเหล่าจูที่นับว่าเป็นอัจฉริยะในตอนนั้นยังอยู่เพียงระดับก่อเกิดวิญญาณขั้นที่ 3 แต่ขั้นที่ 9 อีกเพียงก้าวเดียวก็จะเข้าสู่ทะเลวิญญาณ ความรวดเร็วในการก้าวหน้าระดับนี้ไม่ใช่ระดับที่มนุษย์จะเอื้อมถึง


“...แต่ว่า” ป้ายอ่าวเฉินอึกอักและกล่าวต่อ “เหมือนจะเป็นปีที่แล้วหลังงานจัดระดับมีข่าวลือว่ามันถูกยาพิษสลายวิญญาณพร้อมกับเรื่องที่ท่านเจ้าสำนักปลดมันจากการเป็นศิษย์ผู้สืบทอดขอรับ ตอนนี้มันก็เป็นเพียงแค่ขยะระดับห้วงวิญญาณขั้น 5 เท่านั้นเองขอรับ!


ประโยคหลังทั้งใบหน้าและน้ำเสียงของป้ายอ่าวเฉินเต็มไปด้วยความสะใจ ชิงเหล่าจูที่ตกใจกับเรื่องแรกก็ต้องมาตกใจกับเรื่องที่สองอีก ยาพิษสลายวิญญาณ? ใครเล่าจะไม่รู้จักมันแค่ได้ยินชื่อชิงเหล่าจูก็ขนลุกไปทั้งร่างแล้ว


แต่...หืม?


พอทวนสิ่งที่ป้ายอ่าวเฉินพูดเหมือนชิงเหล่าจูจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่แปลกประหลาด “เมื่อกี้เจ้าบอกว่าเด็กที่ชื่อเสวี่ยจิ้งเหอถูกยาพิษสลายวิญญาณเมื่อหนึ่งปีก่อนใช่หรือไม่” ชิงเหล่าจูถามทวนในสิ่งที่เขาเอะใจ


“ขอรับ”


“เจ้าโง่!” ชิงเหล่าจูตะคอดใส่ป้ายอ่าวเฉินอย่างแรง “เจ้าบอกว่าเจ้าเด็กเสวี่ยจิ้งเหอนั่นมันเป็นขยะเรอะ ระดับห้วงวิญญาณขั้น 5 ในหนึ่งปี หนึ่งปี!


แกต่างหากเล่าที่เป็นขยะ!


ชิงเหล่าจูอยากตะโกนใส่ป่ายอ่าวเฉินอย่างนั้น พิษสลายวิญญาณทำให้พลังวิญญาณในร่างไม่เหลือสักหยด เหมือนพลังวิญญาณกลับไปเป็นศูนย์ดั่งตอนเป็นทารกและยังตกค้างพิษไว้ในจุดตันเถียนทำให้การฝึกปรือใหม่ยากลำบาก


15 ปีถึงระดับก่อเกิดวิญญาณขั้น 9 เขายังเรียกเจ้าเด็กนั่นว่าปีศาจ แต่พอถูกพิษสลายวิญญาณไปแล้วยังกลับมาได้ถึงระดับห้วงวิญญาณขั้น 5 ในเวลา 1 ปี...


นี่มันเกินขั้นอัจฉริยะไปแล้ว! หากในอนาคตผู้คนร่ำลือว่าแท้จริงแล้วเจ้าเด็กนั่นคือจอมมารแปลงกายมาเขาก็จะเชื่อโดยไม่ไตร่ตรองเลยสักนิด!


“ท่านเซียน ท่านมาจริง ๆด้วย เชิญทางนี้เลยขอรับ!


เสียงของเหลียงเป่ยชางแว่วมาจากชั้นบน แค่ได้ยินเสียงฝูจิ้นหลิงก็ทำหน้าเหม็นเบื่อแต่เขายอมขึ้นไปที่นั่งสำหรับผู้อาวุโสและแขกผู้มีเกียรติชั้นสูงแต่โดยดี


เมื่อก้าวขึ้นไปบนพื้นที่นั้นเหลียงเป่ยชางรอต้อนรับเขาอยู่ที่ต้นทาง พร้อมกับสายตาจากเหล่าผู้อาวุโสและแขกผู้มีเกียรติทั้งหลายจ้องมองมาที่เขาอย่างกับว่าเป็นของแปลก ฝูจิ้นหลิงไม่ชินเวลาที่มีคนจ้องมองที่เขามาก ๆ แต่พอคิดถึงสถานะของเขาที่เป็นเซียนวิญญาณเพียงหนึ่งเดียวในแผ่นดินเซียนหนาน ก็ไม่แปลกที่คนพวกนั้นจะจ้องมองมา


ฝูจิ้นหลิงก้าวไปยังที่นั่งของตนเองพร้อมกับเสวี่ยจิ้งเหอที่เดินตามหลัง


“อา...ยินดีที่ได้พบกันอีกนะอาเสวี่ย” เหลียงเป่ยชางหันไปพูดกับเสวี่ยจิ้งเหอ แม้น้ำเสียงจะอ่อนโยนแค่ไหนแต่รอยยิ้มของเหลียงเป่ยชางดูบิด ๆ เบี้ยว ๆ ดูออกเลยว่าเหลียงเป่ยชางไม่ยินดีสักเท่าไหร่กับเรื่องที่เสวี่ยจิ้งเหอกลายเป็นศิษย์ของฝูจิ้นหลิง


“คารวะ ท่านเจ้าสำนัก” เสวี่ยจิ้งเหอตอบกลับ ประสานมือและโค้งคำนับเป็นมารยาท ท่วงท่าสง่างามเรียกสายตาของแขกผู้มีเกียรติหลายคน


โดยเฉพาะคนที่อยู่ด้านหลังสุด


“หลันฮวา คนที่อยู่ข้างท่านเซียนคือผู้ใดกันรึ ท่าทางดูมีชาติตระกูลราวกับไม่ใช่คนธรรมดาเชียว”


หญิงสาวผู้ที่มีผมสีแดงเพลิงพูดกับหญิงสาวที่มีผมสีดำเงางามข้างตัว ดวงตาคมสีแดงเพลิงสีเดียวกับสีผมของนางมองไปที่เสวี่ยจิ้งเหอด้วยความเร่าร้อน ขาข้างซ้ายไขว้กับข้างขวาเปิดเผยเนื้อสีขาวที่โผล่ออกมาจากชุดสีแดงรัดรูป กลิ่นอายความเย้ายวนแผ่ออกมาไม่ขาดสาย


“รักษามารยาทหน่อยหยูหราน เด็กคนนั้นเป็นศิษย์ของท่านเซียนฝูจิ้นหลิง เจ้าคงไม่อยากให้พวกเราหัวหลุดออกจากบ่ากระมัง” มู่หลันฮวาพูดปรามเสียงเข้ม


พอมู่หลันฮวาพูดจบ กลิ่นอายความเย้ายวนก็หายไปหมดสิ้นไม่หลงเหลือ


“ศิษย์ของเซียนฝูจิ้นหลิงงั้นหรือ!? แต่ข้าเห็นว่าเด็กคนนั้นอยู่แค่ระดับห้วงวิญญาณขั้น 5 เลยไม่ได้คิดไปถึงขั้นนั้น


“สำหรับเจ้าที่มาสำนักกิเลนฟ้าวันนี้วันแรก ก็คงคิดว่าเขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนธรรมดา” มู่หลันฮวาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง


จูเชวี่ยหยูหรานสนใจขึ้นมาทันที “ทำไม? เขาคือใครกันหรือ?”


“เมื่อหนึ่งปีที่แล้วชายหนุ่มคนนั้นเคยเป็นศิษย์ผู้สืบทอดของท่านเหลียงเป่ยชาง” จูเชวี่ยหยูหรานเอามือปิดปาก ตาเบิกกว้างเป็นอันแสดงว่าตกใจ


มู่หลันฮวาพึมพำเสียงเบา “..ความคิดของเซียนไหนเลยที่มนุษย์อย่างเราจะเข้าใจ”


ฝูจิ้นหลิงกำลังแอบมองมู่หลันฮวาและจูเชวี่ยหยูหราน


มู่หลันฮวาแห่งสาขานภาคราม หนึ่งในบุฝผางามแผ่นดินเซียนหนาน ผู้อาวุโสเสาหลักอายุน้อยที่สุดผู้เป็นอาจารย์ของนางเอกในฮาเร็มคนหนึ่งของตัวนำชายเพียงหนึ่งชีวาพิภพสิ้นและแม่หญิงตระกูลสี่สัตว์เทพวิญญาณผู้ปราศเปรื่องทั้งรูปร่างแสนยั่วยวนและพลังวิญญาณอัคคีบริสุทธิ์หายาก จูเชวี่ยหยูหราน


ทั้งคู่มีหน้าตาที่สวยงามมาก หากไม่เก็บอาการเอาไว้ฝูจิ้นหลิงคิดว่าใบหน้าเขาจะต้องแดงมากแน่ ๆ ตอนที่เห็นพวกนาง... นอกจากความสวยงามฝูจิ้นหลิงไม่ได้สนใจมู่หลันฮวานัก แต่จูเชวี่ยหยูหราน ฝูจิ้นหลิงคิดว่าเขาจะต้องทำความรู้จักนางเอาไว้


ตระกูลจูเชวี่ยจะเป็นหนึ่งในตระกูลสัตว์เทพ ที่มีเหล่าอัจฉริยะในแผ่นดินเซียนหนานมากมายและที่สำคัญพวกเขายังเป็นเจ้าของโรงประมูลจูเชวี่ย โรงประมูลใหญ่ที่สุดในแผ่นดินเซียนหนานที่มีของล้ำค่าลงประมูลมากที่สุด ฝูจิ้นหลิงกำลังคิดอยู่ว่าจะเอาพวกขยะในหยกมิติวิญญาณไปลงประมูลที่นั่น


“ซือฝุชอบพวกนางหรือขอรับ”


หะ?


เสวี่ยจิ้งเหอที่ยืนอยู่ด้านข้างที่นั่งถามขึ้น “ข้าเห็นซือฝุมองผู้อาวุโสมู่กับแม่นางอีกท่านนานแล้ว...” เสวี่ยจิ้งเหอหันไปมองมู่หลันฮวาและจูเชวี่ยหยูหรานแล้วหันกลับมายิ้มให้ฝูจิ้นหลิง “ซือฝุชอบพวกนางหรือขอรับ”


คำถามที่จู่ ๆ ก็โผล่มาดั่งสายฟ้าแลบทำเอาฝูจิ้นหลิงนิ่งอึ้ง เขาควรจะตอบเสวี่ยจิ้งเหอยังไง “เอ่อ... พวกนางหน้าตาเหมือนคนที่ซือฝุรู้จัก ซือฝุเลยมองมากไปเท่านั้นเอง” ฝูจิ้นหลิงตอบ


เป็นคำตอบที่ฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด


“หืม... หน้าตาเหมือนคนที่ซือฝุรู้จักนี่เอง” เสวี่ยจิ้งเหอทวนประโยคที่ฝูจิ้นหลิงตอบ


ฝูจิ้นหลิงกลืนน้ำลายดังอึก ถึงเสวี่ยจิ้งเหอจะยิ้มเหมือนปกติอยู่ก็เถอะแต่ทำไมเขารู้สึกว่าเสวี่ยจิ้งเหอกำลังไม่พอใจ


ทว่าก่อนศิษย์อาจารย์ยังไม่ทันได้ปรับความเข้าใจกัน เสียงกลองตีดังตึงตังเป็นอันประกาศเริ่มงานคัดเลือกศิษย์ใหม่เข้าสำนักกิเลนฟ้า ฝูจิ้นหลิงจำเป็นต้องกลับมานั่งหลังตรงมองไปที่ผู้เข้าคัดเลือกข้างล่างด้วยความสง่างาม


คนที่เข้ามาคัดเลือกศิษย์ใหม่วันนี้เยอะมาก เยอะขนาดที่ว่าคำบรรยายจากหนังสือมิอาจสู้ภาพของจริงที่เห็นด้วยสองตาตนเองได้ มองกะด้วยสายตาเฉย ๆ คนที่มาเข้าคัดเลือกมันถึงขั้นมากกว่าหลักพันคนแล้วด้วยซ้ำ


ก่อนจะเริ่มการคัดเลือก เจ้าสำนักกิเลนฟ้าอย่างเหลียงเป่ยชางลุกขึ้นยืน


“ยินดีต้อนรับผู้เข้าคัดเลือกกว่าหมื่นคนที่ต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสำนักกิเลนฟ้า” เหลียงเป่ยชางเอ่ยท่าทางขึงขังสมกับเป็นเจ้าสำนัก เสียงที่เสริมด้วยพลังวิญญาณทำให้ผู้เข้าคัดเลือกหมื่นกว่าคนได้ยินอย่างทั่วถึง “ข้าที่เป็นเจ้าสำนักกิเลนฟ้ามีความสุขมากที่มีผู้ที่ต้องการเข้าสำนักมากขนาดนี้ ทว่าน่าเสียดาย... ที่สำนักกิเลนฟ้ารับศิษย์ใหม่เพียงห้าร้อยคนเท่านั้น”


สิ้นคำกล่าวของเหลียงเป่ยชาง ฝูงคนด้านล่างก็แตกฮือ รับห้าร้อยจากหนึ่งหมื่นหรือก็คือแต่ละครมีโอกาสเพียงหนึ่งในยี่สิบเท่านั้นที่จะได้เข้าสำนักกิเลนฟ้า


“ข้าจะอธิบายกติกาการคัดเลือก ตั้งใจฟังให้ดีข้าจะอธิบายเพียงครั้งเดียวเท่านั้น” คราวนี้ผู้อาวุโสชิงที่โผล่มาตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้เป็นผู้รับช่วงต่อ


“พวกเจ้าเห็นที่แท่นตรงนั้นหรือไม่” ชิงเหล่าจูชี้ไปที่แท่นสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่กลางลานคัดเลือด เทียบกับหน่วยวัดในโลกปัจจุบันแล้ว ตรงนั้นห่างจากจุดเริ่มต้นประมาณสองร้อยเมตรจะมีเส้นสีเขียวจากจุดนั้นไปอีกห้าสิบเมตรจะมีเส้นสีเหลืองและจากจุดนั้นไปอีกสิบเมตรจะมีเส้นสีแดง รวมเป็นระยะทางจากจุดเริ่มต้น 260 เมตร


“ผู้ใดที่ผ่านเส้นสีเขียวจะได้เป็นศิษย์สายนอก สีเหลืองสำหรับศิษย์สายในและสีแดง... สำหรับศิษย์หลัก” เสียงพูดคุยของผู้คัดเลือกดังขึ้นมาทันทีเมื่อชิงเหล่าจูกล่าวถึงเรื่องศิษย์หลัก


โดยปกติแล้วสำนักกิเลนฟ้าจะมีการสอบเลื่อนขั้นจากศิษย์สายนอกไปศิษย์สายใน ส่วนการจะได้เป็นศิษย์หลักนั่นหมายความว่าศิษย์สายในคนนั้นจะต้องตาหนึ่งในผู้อาวุโสเสาหลักสักคน แต่การที่มีตำแหน่งศิษย์หลักในการคัดเลือกนี้หมายความว่าอย่างไร มันหมายความว่าผู้ที่ได้ผ่านเป็นศิษย์หลักนั้นจะมีโอกาสได้เลือกสาขาของหนึ่งในเหล่าผู้อาวุโสเสาหลักเอง


“แต่!” ผู้คัดเลือกหยุดพูดคุยและฟังชิงเหล่าจู “มีเพียงห้าร้อยคนแรกเท่านั้นที่จะได้เป็นศิษย์ของสำนักกิเลนฟ้า อนุญาตให้ใช้พลังวิญญาณและทักษะยุทธ์ได้ ห้ามกระทำการด้วยวิธีสกปรกและห้ามกระทำถึงตาย หากฝ่ายตรงข้ามยอมแพ้ก็ต้องหยุดมือทันที จำเอาไว้ข้าและผู้อาวุโสทั้งหลายจับตาดูพวกเจ้าอยู่!


ฝูจิ้นหลิงมองไปด้านล่างด้วยความตื่นเต้น


ชาติที่แล้วเขาแค่อ่านเนื้อหาและจินตนาการผ่านตัวอักษรบรรยาย เขายังรู้สึกว่าฉากคัดเลือกศิษย์ใหม่ของสำนักกิเลนฟ้ามันน่าทึ่งมาก หลังจากชิงเหล่าจูอธิบายกฎกติกาการคัดเลือกจบฝูจิ้นหลิงอยากจะส่ายหัวให้กับความประมาทของผู้เข้าคัดเลือกหลายคน


จากมุมมองผู้เข้าคัดเลือกพวกเขาอาจจะคิดว่าการทดสอบนี้มันง่าย เพราะระยะทางมีแค่ 260 เมตรเท่านั้น แต่ความจริงมันไม่ใช่เลย


หากใช้ความรอบคอบหรือใช้พลังวิญญาณไต่ตรองดูสักหน่อยก็จะพบถึงการทดสอบที่ซ่อนอยู่ที่แท่นสี่เหลี่ยม


“เริ่มการทดสอบได้!


การทดสอบเริ่มต้นขึ้นแล้ว ฝูงชนเป็นหมื่นแย่งกันก้าวขึ้นแท่นฝุ่นควันฟุ้งลอยไปทั่ว ฝูจิ้นหลิงจำต้องใช้เนตรวิญญาณเพื่อมองเหตุการณ์ผ่านฝุ่นฟุ้งควันพวกนั้น


สิ่งแรกที่เขาเห็นคือผู้เข้าคัดเลือกบางคนยังไม่ทันได้ก้าวขึ้นแท่นก็กระเด็นลอยขึ้นอากาศกระแทกพื้นอย่างรุนแรง


เพราะว่าคนที่จะได้เข้าเป็นศิษย์สำนักกิเลนฟ้ามีเพียงห้าร้อยคนเท่านั้น ใครก็ตามที่ก้าวขึ้นเหยียบแท่นพวกเขาล้วนกลายเป็นเป้าหมายของการกำจัดเพื่อให้ตกลงมา


“หืม มีคนขึ้นไปบนแท่นได้แล้ว” เหลียงเป่ยชางกล่าวออกมา ฝูจิ้นหลิงรีบหันไปมองทางนั้นทันที


อันที่จริงแผนลอบทำร้ายจากด้านหลังมันก็ดี แต่น่าเสียดายจำนวนคนที่แย่งกันขึ้นแท่นมีจำนวนมากไม่มีทางที่คนด้านล่างจะสกัดกั้นได้ทั้งหมด สุดท้ายก็มีผู้เข้าคัดเลือกหลายคนที่รอดขึ้นไปบนแท่นได้


แต่ของจริงมันเริ่มจากนี้ต่างหาก


“นี่มันอะไร!?”


“ทำไมข้าขยับไม่ได้!?”


“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย!?”


เสียงโวยวายพลางสงสัยดังขึ้นจากเหล่าผู้เข้าคัดเลือกที่ขึ้นไปเหยียบบนแท่น บางคนยังไม่ทันได้อ้าปากพูดก็ดันถูกคนด้านล่างโจมตีจนตกลงมาที่พื้นทั้งที่กำลังงุนงงอยู่


เหตุการณ์แปลกประหลาดเมื่อเหยียบขึ้นแท่นแล้วขยับไม่ได้ทำให้ผู้เข้าคัดเลือกบางคนเอะใจขึ้นมา


ความสนุกมันเริ่มขึ้นต่อจากนี้ อันที่จริงถ้าพวกผู้เข้าคัดเลือกเอะใจเรื่องระยะทางที่แสนสั้นสักนิดหนึ่ง พวกเขาก็จะรู้ว่าการคัดเลือกที่ว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย


แท่นสี่เหลี่ยมที่นำมาใช้ทดสอบนั้นถูกสร้างมาจากหินพลังวิญญาณทั้งแท่น...และถ้าหากขึ้นไปบนนั้นโดยไม่สร้างอาณาเขตพลังวิญญาณของตนเองล่ะก็ จะถูกแรงกดดันจากพลังวิญญาณจนขยับไม่ได้


ระยะทาง 200 เมตรก่อนจะถึงเส้นสีเขียว คนที่เมื่อก้าวขึ้นไปบริเวณนั้น ...จะถูกแรงกดดันจากพลังวิญญาณระดับห้วงวิญญาณขั้นที่ 5 ตลอดเวลา จากนั้นเมื่อพวกเขาผ่านเส้นสีเขียวเข้าไปสู่อาณาเขตก่อนเข้าเส้นสีเหลือง แรงกดดันจากพลังวิญญาณจะมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งไปถึงระดับก่อเกิดวิญญาณ


และสุดท้ายอาณาเขตก่อนเส้นสีแดง


วิธีที่จะข้ามผ่านเส้นสีแดงไปได้นั้น หมายความว่าคนผู้นั้นจะต้องรับแรงกดดันจากระดับทะเลวิญญาณ ซึ่งตลอดหลายปีมานี้ยังไม่มีศิษย์ใหม่คนไหนผ่านเส้นสีแดงนั้นไปได้ ยกเว้นอัจฉริยะในตำนาน แม่นางเจียงชิงไฉ


ฝูจิ้นหลิงกล่าวถามเสวี่ยจิ้งเหอ “ตอนที่อาจิ้งเข้าสำนักก็มีการทดสอบแบบนี้ด้วยหรือเปล่า”


เสวี่ยจิ้งเหอตอบ “ปกติแล้วการทดสอบมักจะสลับกันไปทุกปีขอรับ ปีนี้ค่อนข้างเรียบง่ายกว่าปีของข้านัก”


ฝูจิ้นหลิงถามต่อด้วยความสงสัย “หืม..แล้วปีนั้นการทดสอบเป็นอย่างไรรึ” ถ้าหากเสวี่ยจิ้งเหอกล่าวว่าปีนี้เรียบง่ายแสดงว่าปีที่เสวี่ยจิ้งเหอเข้ามาจะต้องดุเดือดมากแน่


เสวี่ยจิ้งเหอยกยิ้ม “เป็นการล่าแก่นอสูรขอรับ”


ล่าแก่นอสูร?


ฝูจิ้นหลิงตกใจ การทดสอบแบบนั้นระดับความอันตรายมันคนละอย่างกับการทดสอบปีนี้เลยไม่ใช่หรือ!? “ซือฝุไม่เคยได้ยินการทดสอบล่าแก่นอสูรมาก่อน มิใช่ว่ามันอันตรายมากหรือ”


“ใช่ขอรับ ปีนั้นมีคนตายด้วยเพราะงั้นนั่นจึงเป็นปีสุดท้ายที่มีการทดสอบล่าแก่นอสูรขอรับ”


สัตว์อสูรในเรื่องเพียงหนึ่งชีวาพิภพสิ้นแค่ระดับห้วงวิญญาณหนึ่งตนก็มีความสามารถในการต่อสู้เทียบเท่าผู้ฝึกตนระดับห้วงวิญญาณห้าคน ศิษย์ใหม่ที่เข้าสำนักก็มักจะอยู่ขั้นห้วงวิญญาณกันทั้งสิ้น ฝูจิ้นหลิงจึงมิแปลกใจนักที่มีคนตายระหว่างการทดสอบ “ซือฝุมิแปลกใจเลย สัตว์อสูรอันตรายนัก” ฝูจิ้นหลิงถอนหายใจ


“ไม่ใช่หรอกขอรับ” เสวี่ยจิ้งเหอยิ้มและทิ้งช่วงให้คนฟังสงสัย “ที่เป็นปีสุดท้ายไม่ใช่เพราะมีคนตายจากสัตว์อสูร


...แต่เป็นการตายที่เกิดจากการแย่งแก่นอสูรกันขอรับ”


เสวี่ยจิ้งเหอเล่าด้วยน้ำเสียงปกติราวกับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอฝูจิ้นหลิงได้ยินก็เกิดอาการตกใจจนมิอาจเก็บสีหน้าไว้ได้หมด


ฝูจิ้นหลิงพูดไม่ออก อันที่จริง... เขาไม่รู้ว่าตนเองควรจะพูดว่าอะไรดี


“สิ่งที่เรียกว่าธรรมมะ ไม่มีจริงหรอกขอรับ” เสวี่ยจิ้งเหอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ยังกับว่าเขาได้ชินชากับเรื่องแบบนี้ไปเสียแล้วก่อนจะหันมาเห็นว่าฝูจิ้นหลิงนิ่งเงียบไป “เรื่องมันก็นานแล้ว ซือฝุมิต้องสนใจหรอกขอรับ” เสวี่ยจิ้งเหอกล่าวกุมมือฝูจิ้นหลิงเพื่อปลอบใจ


ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาที่ฝ่ามือ “อืม” ฝูจิ้นหลิงตอบหันไปยิ้มให้เสวี่ยจิ้งเหอ


ทว่าแม้ภายนอกเขาจะทำเหมือนกับว่าตนเองได้เป็นอะไรแต่ภายในเขาก็ยังจมกับความคิดในหัวตัวเองอยู่ ตลอดมาฝูจิ้นหลิงคิดว่าที่นี่คือโลกในนิยายมาตลอด เพราะงั้นเลยปล่อยตัวปล่อยใจ จนประมาทกับการใช้ชีวิต


อีกทั้งพอได้ยินเรื่องราวความเห็นแก่ตัวจากเสวี่ยจิ้งเหอแล้ว เขาก็คิดได้ว่าแท้จริงตนไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้เลย


เสวี่ยจิ้งเหอกล่าว “มีคนผ่านเส้นสีเขียวได้แล้วขอรับ ซือฝุ” ฝูจิ้นหลิงพลันหลุดจากภวังค์ หันมองไปที่แท่นพลังวิญญาณทันที


เป็นอย่างที่เสวี่ยจิ้งเหอพูด ที่แท่นพลังวิญญาณเริ่มมีผู้เข้าคัดเลือกผ่านเส้นสีเขียว ฝูจิ้นหลิงนับผ่าน ๆ จำนวนคนที่ผ่านเข้าอาณาเขตสีเขียวไปได้เกินจำนวนห้าร้อยคนจากที่สำนักตั้งไว้ คนที่ผ่านเข้าเส้นก่อนก็จะได้สิทธิ์ก่อน ด้วยเหตุนั้นแม้จะผ่านเส้นสีเขียวแล้วก็ยังวางใจมิได้ เพราะคนที่ผ่านเข้ามาทีหลังจะจ้องกำจัดคนก่อนหน้าเพื่อเลื่อนอันดับให้ตนเองเข้าห้าร้อยคนแรกได้ทุกเมื่อ


ใครประมาทลดการป้องกันของตนเองลงเพราะคนว่าผ่านแล้ว คนคนนั้นก็ถือว่าเป็นคนโง่เขลา


เสวี่ยจิ้งเหอเอ่ยถาม “ซือฝุหาศิษย์น้องเจอหรือยังขอรับ”


ฝูจิ้นหลิงส่ายหน้า “วุ่นวายขนาดนี้ซือฝุหามิเจอหรอก”


คนเยอะขนาดนี้ กว่าเขาจะหาจ้าวหลางเจอก็คงจะเป็นตอนที่จ้าวหลางผ่านเข้าอาณาเขตสีเหลือง เทียบกับในนิยายแล้วตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลาเลย


“มีคนผ่านเข้าอาณาเขตสีเหลืองแล้ว!


ฉับพลันก็มีเสียงมาจากข้างหลัง






ช่วงคุยกับนักเขียน

ตรวจเช็คคำ แก้คำบรรยายเฉย ๆ จ้า

Twitter : @Mellion009 

#อย่ากินซือฝุ -> แจ้งข่าว Cut อื่น ๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3.929K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,506 ความคิดเห็น

  1. #3497 ARikaSayuki (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มีนาคม 2564 / 07:19
    จิ้งเหอหลอกกินเต้าหู้ฝูจิ้นบ่อยจังน้าาาา 55555
    #3,497
    0
  2. #3489 ทีวาย (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 / 22:11

    อาจิ้งก็คือหาเรื่องแตะตัวน้องบ่อยจังนะ

    #3,489
    0
  3. #3417 12311232123312 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 12:28
    อุแงงงง
    #3,417
    0
  4. #3397 B.TEm (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 23:48
    โห่ย นายจิ้ง นายน่ะ ซัมตุ้งซัมติ้งหรือเปล่าน่ะ จะมาหลอกท่านเซียนคนสวยของป๋มป๋มตีตายเลยนะ
    #3,397
    0
  5. #3374 QUITLEŃ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 18:01
    พระเอกคนแรกนี่น่าสงสัยจริง
    #3,374
    1
    • #3374-1 bllam1880(จากตอนที่ 3)
      10 มิถุนายน 2563 / 23:19

      เดี๋ยวๆ มันไม่ได้มีคนเดียวหรอ!? ^0^
      #3374-1
  6. #3313 sakura17 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 19:02
    เสวี่ยจิ้งเหอพูดเหมือนรู้ว่าจะรับใครเป็นศิษย์น้องนะ
    #3,313
    0
  7. #3293 normal curve (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2562 / 17:27
    หื่มมมมม
    #3,293
    0
  8. #3270 MitsukiCarto (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 08:18
    หื่มมมมม หมอนี่น่าสงสัยจริง
    #3,270
    0
  9. #3261 MB.임지수GOT7 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 23:58
    หวงซือฝุละเกินน้าาา
    #3,261
    0
  10. #3210 -134340 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 13:50
    เอ๋?....
    #3,210
    0
  11. #3197 มนุษย์ที่รักอิสระ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 15:08
    ฮึ่ม...
    ถามหาศิษย์น้องเลยนี่
    นายรู้อยู่แล้วปะว่าศิษย์น้องที่ว่า คือใคร??
    #3,197
    0
  12. #3162 pcy921 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 22:49
    อาจิ้งหวงเก่งมากค่ะซือฝุ
    #3,162
    0
  13. #3145 กอลลิล่าแพนแพน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 10:05
    หาศิษย์น้องเจอรึยัง... แกควรถามว่าเห็นคนน่าสนใจรึยังรึป้ะอาจิ้งง!!
    #3,145
    0
  14. #3130 li_liew (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2562 / 03:12
    ไม่ใช่ 1 ใน 20 หรอคะ
    #3,130
    1
    • #3130-1 ฮาล์ฟจัง(จากตอนที่ 3)
      16 ตุลาคม 2562 / 08:42
      พิมพ์ผิดค่ะ ขอบคุณนะคะ
      #3130-1
  15. #3022 akaptnim (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 09:46
    안녕

    ห้าร้อยจากหนึ่งหมื่น คือหนึ่งในห้าเหรอคะ //กดเครื่องคิดเลขรัวๆ
    #3,022
    1
    • #3022-1 (จากตอนที่ 3)
      10 ตุลาคม 2562 / 10:26
      คิดว่าน่าจะพิมพ์ตกน่ะค่ะ...
      #3022-1
  16. #2952 Nuu_PaoL (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 03:14
    หนึ่งในสองร้อยสิ ห้าร้อยในหมื่นอ่ะ
    #2,952
    0
  17. #2731 14:03 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 14:46
    อาจิ้งเป็นใครรรรร๊ ประโยคที่ควรถามคือมีใครที่ซือฝุสนใจไหมขอรับ ไม่ใช่เหรอ อาจิ้ง! เป็น! ใคร!
    #2,731
    1
    • #2731-1 TunasanG(จากตอนที่ 3)
      10 กันยายน 2562 / 18:58
      เอะใจเหมือนกันเลย
      #2731-1
  18. #2663 alittletigerp (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 11:54
    ที่ถามว่าหาศิษฐ์น้องเจอรึยัง นี่คือหมายความว่าเห็นคนที่ถูกใจต้องตารึยังหรือหาคนนี้เจอรึยัง แต่ตอนที่อ่านเหมือนหมายถึงหาคนนี้เจอรึยัง เหมือนอาจิ้งรู้อยู่แล้วว่าจะหาใครเลย555
    #2,663
    0
  19. #2576 KaikoTDD (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 13:59
    เราเดานะ...

    จำตอนที่ตัวเอกเราบอกได้ไหวว่า การตายของซือฝุเกี่ยวกับจอมมาร

    เราว่าเสวี่ยจิ้งเหอนี่แหละจอมมาร เพราะเเค่เรื่องพลังที่ไปเร็วกว่าพระเอกหรือจ้าวหลางก็ทำให้รู้สึกส่งสัยละ

    ส่วยเหตุผลที่ฆ่า คงเป็นเพราะซื้อฝุ(คนเก่า)ปฏิเสธจะรับนางเป็นศิษย์ตามเนื้อเรื่องในนิยาย

    เเละตอนนี้มันเหมือนแอบบอกใบ้นิดๆว่าจอมมารคือนาง คือ
    1 เรื่องพลังที่ก้าวกระโดดกว่าพระเอก(จ้าวหลาง)
    2 ที่ซือฝุเพ้อเจ้อว่านางเป็นตัวละครลับ
    3 ที่ผู้อาวุโสเหลาจูคิดว่า ถ้านางเป็นจอมมารมาเกิดจะไม่ไตร่ตรองเลยสักนิด อะไรประมาณนี้

    เราเเค่เดานะ สำหรับคนที่เดาเเละรู้อยู่เเล้ว ก็อย่าหมั่นไส้เราละกัน เเค่อยากรู้ว่ามีใครสังเกตเหมือนเรามั้ง
    #2,576
    3
    • #2576-2 bllam1880(จากตอนที่ 3)
      10 มิถุนายน 2563 / 23:27
      โห~ เม้นซะกูดูโง่เลย! -_-
      #2576-2
    • #2576-3 bllam1880(จากตอนที่ 3)
      10 มิถุนายน 2563 / 23:28

      เจ้าเม้นบร้า! เเกทำให้ฉันดูเเย่!
      ปล. อินี่ล้อเล่นเด้ออ~~
      #2576-3
  20. #2349 love_forever 1992 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 21:31

    สนุกมากค้าาา
    #2,349
    0
  21. #1910 คุมะมง8844 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 / 16:48
    เนื้อเรื่องจีนกำลังภายใน ใช้หน่วยวัด เมตร!??

    555
    นี่เกล็ดความรู้นะไรท์

    1 หลี่ = 0.5 กิโลเมตร = 500 เมตร
    1 ผิง = 3.3 เมตร
    ของไรเป็น 260 เมตรชะ?
    ก็ "ครึ่งหลี่ 3 ผิง"
    (ครึ่งหลี่ = 250 ม. + 3 ผิง = 9.9 ปัดขึ้นเป็น 10)
    #1,910
    2
    • #1910-2 ppzean(จากตอนที่ 3)
      5 กันยายน 2562 / 14:39
      คือว่านะคะ เขาอธิบายอยู่เนาะว่าหากวัดเป็รระยะทางแบบโลกปัจจุบันแล้ว จุ้ๆ แต่ว่าที่ให้มาก็มีสาระมากเลย ขอบคุณแทนไรท์นะคะ
      #1910-2
  22. #1873 trp1021 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 13:48
    จ้าวหลางมิโดดเด่ยเลยหรือซือฝุ
    #1,873
    0
  23. #1863 kanyaest (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 11:11
    หรือเสวี่ยจิ้งเหอจะเป็นจอมมาร..
    #1,863
    0
  24. #1787 Gee_attano (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 23:51
    ลูกแกะ อาเหรินคือลูกแกะท่ามกลางฝูงหมาป่าชัดๆ
    #1,787
    0
  25. #1777 at2017 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 13:01
    อาเหรินดูโง่ๆ
    #1,777
    1
    • #1777-1 bllam1880(จากตอนที่ 3)
      10 มิถุนายน 2563 / 23:24
      ตรงไปโว้ยยย!! เอ็งต้องบอกว่า'ซื่อ' ไม่ก็ 'บื้อ' หรือถ้าจะให้เเรงสุดก็ต้อง'ซื่อบื่อ'

      อินี่เจ็บเเทนน้องเลยวุ้ย~😂🤣🤣🤣
      #1777-1