END [BL,Yaoi] ศิษย์ข้าอย่าทำกับอาจารย์เจ้าเช่นนี้! (ตีพิมพ์ สนพ. บ้านวายบุ๊ค)

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 ตัวนำชายที่มีนิสัยแปลกประหลาด RE [1/4]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36,786
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4,197 ครั้ง
    8 ก.ย. 62

บทที่ 1 ตัวนำชายที่มีนิสัยแปลกประหลาด




              

             ถึงจะบอกอย่างนั้นก็เถอะ


พิษสลายวิญญาณไม่ใช่สิ่งที่ลงมือแล้ววันสองวันจะหายเป็นปกติแม้จะเป็นเขาก็ตาม เพราะขนาดจ้าวหลางที่เป็นตัวเอกชายแม้ไม่ถึงขั้นสูญเสียพลังวิญญาณแต่ก็ยังใช้เวลาแก้พิษตกค้างถึงหนึ่งเดือน สิ้นเปลืองเวลาฝึกซ้อมไปอย่างไร้ประโยชน์


อาเหรินคือฝูจิ้นหลิงที่เป็นถึงระดับเซียนวิญญาณและอาเหรินยังรู้เนื้อเรื่องในอนาคตของเพียงหนึ่งชีวาพิภพสิ้นล่วงหน้า การแก้พิษสลายวิญญาณให้เสวี่ยจิ้งเหอแค่หนึ่งอาทิตย์ก็เพียงพอแล้ว


ที่ฝูจิ้นหลิงกลับมาที่ห้องของตนเองเพื่อหาของชิ้นหนึ่งที่จะมอบให้เสวี่ยจิ้งเหอ ของสิ่งนั้นอยู่ในหยกมิติวิญญาณทำให้เขาไม่สามารถหยิบออกมาต่อหน้าเสวี่ยจิ้งเหอได้ ฝูจิ้นหลิงจึงต้องกลับมาที่ห้องของตนเองเพื่อจะใช้ห้องนี้เป็นสถานที่เปิดหยกมิติวิญญาณ


“ฝ่ามือหยก กายทองแดง ร่างทิพยวารี...” ฝูจิ้นหลิงอ่านชื่อคัมภีร์แต่ละเล่มที่หยิบออกมาพร้อมกับขว้างมันทิ้งอย่างไม่ไยดี ทั้งที่คัมภีร์ทุกเล่มล้วนเป็นคัมภีร์หายากที่มีระดับอาณาเขตวิญญาณหรือจักรพรรดิวิญญาณขึ้นไปทั้งสิ้น ล้ำค่าขนาดที่ว่าหากคัมภีร์พวกนี้ถูกเปิดเผยในที่สาธารณชนทุกสำนักจะต้องพุ่งฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงกันคัมภีร์พวกนี้แน่


ทั้งที่เป็นอย่างนั้นแต่ฝูจิ้นหลิงกลับโยนพวกมันเกะกะตามทางราวกับว่าเป็นหนังสือโง่ ๆ เล่มหนึ่ง


โยนไปได้เป็นสิบสิบเล่มฝูจิ้นหลิงก็นิ่ง ใบหน้าขมวดคิ้วมุ้น


ฝูจิ้นหลิงพึมพำ “ไม่เห็นมีเลย”


อาเหรินคิดว่าตัวเองค่อนข้างเป็นคนที่ความจำดีมาก ในเนื้อเรื่องของเพียงหนึ่งชีวาพิภพสิ้นเคยกล่าวถึงคัมภีร์สองเล่มที่มีระดับถึงเซียนวิญญาณ คัมภีร์เล่มหนึ่งฝูจิ้นหลิงมอบให้จ้าวหลาง แต่อีกเล่มหนึ่ง... ถูกทิ้งปล่อยลืมไว้ในหยกมิติวิญญาณไม่มีตัวตนในเนื้อเรื่องเพราะเซียนฝูจิ้นหลิงไม่มีผู้สืบทอดที่เหมาะสม


คัมภีร์เล่มนั้นมีแนวทางการฝึกที่เหมาะกับเสวี่ยจิ้งเหอเป็นอย่างมาก และฝูจิ้นหลิงคิดว่าจะมอบคัมภีร์เล่มนั้นให้เสวี่ยจิ้งเหอทว่าเขากลับ หา-มัน-ไม่-เจอ


อันที่จริงก็ไม่แปลกใจสักเท่าไหร่... ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่อาเหรินเข้ามาในพื้นที่หยกมิติวิญญาณของฝูจิ้นหลิงเลยไม่ใช่การหยิบของออกมา สิ่งแรกที่เห็นในสายตาก็คือ กระบี่ หอก ดาบ ธนู อาวุธวิญญาณระดับสูงที่ไม่สามารถตีมูลค่าได้ ตอนที่เห็นตัวเขาก็รู้สึกทึ่งกับอุปกรณ์วิญญาณตระการตาพวกนี้อยู่หรอกแต่ความรู้สึกพวกนั้นมันหายไปหมดเมื่อเห็นพวกมันวางสุมกันเหมือนเหล็กร้านขายของเก่า...


อีกทั้งพอหันไปอีกด้านหนึ่งก็พบกองคัมภีร์วิญญาณที่มีสภาพอย่างกับกองหนังสือที่จะเอาไปรีไซเคิลมิมีผิด


ถือว่าได้เปิดโลกที่แท้จริง เซียนฝูจิ้นหลิงที่ว่ามีใบหน้างดงามและความสง่างามทุกท่วงท่า แท้จริงแล้วเป็นคนมักง่าย ดูเหมือนเวลาได้ของมาก็คงจะโยนเอา ๆ เข้ามิติเลยกระมัง


ฝูจิ้นหลิงถอนหายใจ ความคิดที่ว่าจะหาเจอง่าย ๆ เป็นอันพับเก็บเข้ากรุ ฝูจิ้นหลิงคิดว่าเขาควรจะค่อย ๆ หาทีละเล่มดีกว่า


รวบรวมพลังวิญญาณไปไว้ที่ดวงตา ทักษะเนตรวิญญาณมีความละเอียดที่สามารถมองเห็นขนาดของพลังวิญญาณได้ ของวิเศษแต่ละชิ้นจะมีพลังวิญญาณของตัวเองและมีขนาดพลังวิญญาณที่ต่างกันยิ่งระดับของพวกมันสูงขึ้นเท่าไหร่ขนาดพลังวิญญาณก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น


ฝูจิ้นหลิงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ พื้นที่ เจอจุดที่มีขนาดพลังวิญญาณมากกว่าที่อื่นถึงสองจุด ฝูจิ้นหลิงเดินไปที่จุดแรกก็พบกล่องสลักลายมังกรกล่องหนึ่งที่มีตราผนึกแข็งแกร่งสมกับที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี แต่น่าเสียดายที่กล่องนี้ยังไม่ใช่ของที่ฝูจิ้นหลิงต้องการ เพราะเขาจำได้ว่ากล่องสลักลายมังกรกล่องนี้คือกล่องที่เก็บรักษาคัมภีร์สยบมารของจ้าวหลางไว้


ร่างสีขาวบริสุทธิ์วางกล่องสลักลายมังกรไว้ที่เดิม แล้วเดินไปที่จุดถัดไป


ทว่าพอเดินมาถึงจุดที่สองใบหน้างดงามถึงกับบิดเบี้ยวเหยเก ฝูจิ้นหลิงลองใช้พลังวิญญาณตรวจจับขนาดพลังวิญญาณอีกครั้งแต่ผลที่ออกมาก็ยังคงเป็นเช่นเดิม


คัมภีร์สยบมารสยบฟ้าของจ้าวหลางถูกบรรจุไว้ในกล่องสลักลายมังกรดูล้ำค่าสมกับเป็นคัมภีร์ระดับเซียนวิญญาณเป็นอย่างดี


แต่คัมภีร์ เทพวิญญาณบรรพกาลกลับถูกสุมอยู่ในกองเศษกระดาษซะอย่างงั้น!


“มันคงอยู่ในนี้จริง ๆ นั่นแหละ..” ฝูจิ้นหลิงเสียงแผ่วถอนหายใจ ก้มตัวลงควานหาคัมภีร์ในกองกระดาษ


สยบมารสยบฟ้าของจ้าวหลาง ฝูจิ้นหลิงหาเจออย่างรวดเร็ว แต่กลับเทพวิญญาณบรรพกาลเล่มนี้ฝูจิ้นหลิงใช้เวลาค้นเอาเกือบ 1 ชั่วโมง ตอนแรกเขาจัดกองเอกสารให้เป็นระเบียบดี ๆ แต่ด้วยจำนวนที่เยอะเกินไปทำให้เขาคุ้ยกระจัดกระจายแทนซะเลย


...สักวันเขาจะหาเวลามาทำความสะอาดที่นี่ให้ได้


คัมภีร์เทพวิญญาณบรรพกาลมีสภาพเหมือนหนังสือกับรีไซเคิลไม่มีผิด ไม่มีกล่องผนึก ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเป็นคัมภีร์ระดับเซียนวิญญาณเลยนอกจากพลังวิญญาณที่อัดแน่น หากฝูจิ้นหลิงไม่ใช้พลังวิญญาณคลำหาไปเขาก็คงคิดว่ามันเป็นหนังสือธรรมดาเล่มหนึ่งแล้วโยนทิ้งไปแล้ว


คุณนักเขียน ถึงเทพวิญญาณบรรพกาลจะเป็นคัมภีร์ระดับเซียนวิญญาณที่ถูกลืมเหมือนตัวประกอบก็เถอะแต่อย่างน้อยทำให้มันดูมีราคาสมกับเป็นระดับเซียนวิญญาณมากกว่าไม่ได้รึยังไงนะ...


ฝูจิ้นหลิงถือเทพวิญญาณบรรพกาลไว้ในมือ เมื่อได้ของที่ต้องการแล้วเขาก็ออกมาจากหยกมิติวิญญาณและเดินกลับมาหาเสวี่ยจิ้งเหอ


กล่าวขึ้น “อาจิ้ง” พร้อมกับยื่น เทพวิญญาณบรรพกาลให้


ชายหนุ่มรับของที่ฝูจิ้นหลิงให้ท่าทางดูไม่แปลกใจอะไรนัก เสวี่ยจิ้งเหอมองเทพวิญญาณบรรพกาลแวบหนึ่งก่อนจะลองพลิกหน้ากระดาษดูข้างใน “คัมภีร์ระดับเซียนวิญญาณเล่มนี้ซือฝุจะให้ข้าจริงหรือขอรับ” เสวี่ยจิ้งเหอเสียงแตกตื่น


มองเพียงปราดเดียวเสวี่ยจิ้งเหอก็รู้ว่ามันคือคัมภีร์ระดับเซียนวิญญาณ พรสวรรค์ของเสวี่ยจิ้งเหออยู่ในระดับที่สุดยอดมากจริง ๆ


“อืม” ฝูจิ้นหลิงตอบ


หากเป็นผู้อื่นก็คงมองคัมภีร์เล่มนี้เป็นหนังสือธรรมดาทั่วไปเท่านั้น เพราะนอกจากรูปร่างภายนอกของมันแล้ว เทพวิญญาณบรรพกาลเป็นคัมภีร์ระดับเซียนวิญญาณที่มีแต่ผู้ฝึกตนระดับจักรพรรดิวิญญาณขึ้นไปเท่านั้นถึงจะสัมผัสตัวตนของมันได้


ทว่ามันก็มีข้อยกเว้น


หากผู้ฝึกตนคนนั้นมีพรสวรรค์ด้านการตรวจจับพลังวิญญาณก็จะสามารถรับรู้ถึงตัวตนของมันได้ ฝูจิ้นหลิงคิดว่าเสวี่ยจิ้งเหออาจจะมีพรสวรรค์นั้น


“เทพวิญญาณบรรพกาลเป็นคัมภีร์ระดับเซียนวิญญาณซึ่งทักษะของมันเน้นการใช้พลังวิญญาณเป็นหลัก ซือฝุคิดว่าคัมภีร์เล่มนี้จะต้องเข้ากับอาจิ้งได้อย่างแน่นอน แม้ว่าตอนนี้พลังวิญญาณของอาจิ้งจะยังมีปัญหาอยู่แต่อีกไม่นานซือฝุจะรักษาให้ไม่ต้องกังวลไป” ฝูจิ้นหลิงพูดต่อ “ระหว่างหาหนทางรักษา อาจิ้งก็ลองอ่านเทพวิญญาณบรรพกาลไปพลาง ๆก่อนก็แล้วกัน”


“หน้าแรกจะอธิบายเรื่องวิธีฝึกพลังวิญญาณแบบเฉพาะ ส่วนเรื่องถัดไปหน้า...” ฝูจิ้นหลิงพล่ามอธิบายสรรพคุณของเทพวิญญาณบรรพกาลเปิดทีละหน้า ๆ อย่างละเอียด


ฝูจิ้นหลิงเงยหน้าขึ้น “คร่าว ๆ ก็ประมาณนี้ อาจิ้ง--”  


พูดไม่ทันจบประโยคก็ต้องกลืนเสียงเข้าไปเมื่อเงยหน้าชึ้นมาแล้วสายตาปะทะกับใบหน้าหล่อเหลาของเสวี่ยจิ้งเหอที่ห่างกันไม่ถึง 10 เซนติเมตร ดวงตาของเสวี่ยจิ้งเหอจ้องมองมาที่ฝูจิ้นหลิงด้วยความจริงจัง ใบหน้าปราศจากรอยยิ้มเหมือนยามปกติ


สายตาคมกริบที่แสดงความรู้สึกแปลก ๆ นั่นทำเอาฝูจิ้นหลิงไม่กล้าแม้แต่จะผลักออกหรือหายใจ


ทว่า.. เพียงเสี้ยววินาทีเดียว สีหน้าของเสวี่ยจิ้งเหอก็กลับมามีรอยยิ้มเช่นเดิม “ซือฝุดีกับข้าเหลือเกินขอรับ” เสวี่ยจิ้งเหอกล่าวพร้อมกับสวมกอดฝูจิ้นหลิง


“...” ฝูจิ้นหลิงชะงักค้าง การกระทำจู่โจมกะทันหันทำให้ประมวลผลไม่ทันอีกทั้งไม่รู้ตัวว่าคนตรงหน้ากำลังสวมกอดตนอยู่


เสวี่ยจิ้งเหอถาม “ซือฝุหิวหรือยังขอรับ”


ฝูจิ้นหลิงได้สติ “อะ อืม”


ตอนที่เห็นใบหน้าของเสวี่ยจิ้งเหอเมื่อกี้ จู่ ๆ ก็รู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา... 


เสวี่ยจิ้งเหอลุกขึ้น “ซือฝุอยากกินอะไรหรือขอรับ” ใบหน้าประดับรอยยิ้มทำให้ฝูจิ้นหลิงโล่งใจ


ฝูจิ้นหลิงคิดว่าสิ่งที่ตนเห็นเมื่อกี้คงจะคิดมากไปเอง แววตาคมกริบของเสวี่ยจิ้งเหอที่เห็นตอนนั้นอาจจะน่ากลัวก็จริงทว่าไม่รู้สึกถึงจิตสังหาร รู้จักกันได้ไม่นานถึงวันแต่เสวี่ยจิ้งเหอไม่น่าจะทำอะไรที่ไม่ดีต่อตนแน่นอน


ฝูจิ้นหลิงตอบอย่างรวดเร็ว “อาจิ้งทำน้ำแกงไก่เป็นหรือไม่ ซือฝุอยากกินน้ำแกงไก่นัก”


เสวี่ยจิ้งเหอพยักหน้า “เป็นขอรับ ซือฝุรอชิมน้ำแกงไก่ฝีมือศิษย์ได้เลย” และทั้งสองคนก็มุ่งหน้าสู้ห้องครัว


ห้องครัวของเรือนพำนักมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างและส่วนประกอบของห้องครัวครบครันระดับห้องครัวของตระกูลใหญ่ เหตุเพราะตอนแรกเหลียงเป่ยชางคิดจะส่งเด็กรับใช้มาคอยปรนนิบัตรรับใช้ทว่าด้วยนิสัยของฝูจิ้นหลิงคนเก่าที่ค่อนข้างรักอิสระสันโดษ เด็กรับใช้เหล่านั้นจึงถูกส่งกลับไป


ฝูจิ้นหลิงยืนมองคนทำอาหารอยู่ห่าง ๆ ถึงจะรู้ว่ารสชาติอาหารของเสวี่ยจิ้งเหอคือระดับเทพแห่งอาหารลงมือทำ แต่ท่าทางในการหยิบจับคว้านู่นนี่นั่นของเสวี่ยจิ้งเหอดูคล่องแคล่วผิดปกติเสมือนใช้ห้องครัวนี้บ่อย คุ้นเคยจนรู้ที่ที่เก็บของทุกอย่าง


ต่างจากเจ้าของเรือนที่บางอย่างตนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่ในห้องครัวด้วย


“อา..ว่าแต่ที่นี่มีเครื่องปรุงกับวัตถุดิบด้วยหรือ?” ฝูจิ้นหลิงถามเมื่อเห็นขวดเครื่องปรุงกับวัตถุดิบหลายอย่างบนโต๊ะ


“ของข้าเองขอรับ” เสวี่ยจิ้งเหอหันไปตอบ


สีหน้าของฝูจิ้นหลิงแสดงออกว่าตกใจมาก “ข้าไม่ได้ชอบทำอาหาร...” เสวี่ยจิ้งเหอยิ้มพร้อมกับต้มน้ำไปด้วย “แต่มีคนผู้หนึ่งชอบอาหารที่ข้าทำมาก ..ถุงมิติของข้าเลยมีเครื่องปรุงกับวัตถุดิบเต็มไปหมด”


ยามกล่าวรอยยิ้มของเสวี่ยจิ้งเหออ่อนโยนมาก ฝูจิ้นหลิงคิดว่าคนคนนั้นที่เสวี่ยจิ้งเหอกล่าวถึงจะต้องเป็นคนสำคัญต่อเขามากแน่..


ใช้เวลาหนึ่งเค่อน้ำแกงไก่ต้นตำหรับเสวี่ยจิ้งเหอก็เสร็จสมบูรณ์ ฝูจิ้นหลิงนั่งประจำที่กับโต๊ะพร้อมกับเสวี่ยจิ้งเหอที่จัดมื้ออาหารลงบนโต๊ะอย่างเรียบร้อย


ฝูจิ้นหลิงตักน้ำแกงไก่ขึ้นมากินหนึ่งคำ


อร่อยมาก!


ทั้งที่ควรจะเป็นน้ำแกงไก่ธรรมดาแท้ ๆ ทว่ารสชาติทกระจายทั่วปากเกือบทำฝูจิ้นหลิงน้ำตาไหลด้วยความสุข อย่าหาว่าพูดเกินไปเลย น้ำแกงไก่ถ้วยนี้ถือว่าเป็นน้ำแกงไก่ที่อร่อยที่สุดในชีวิตที่ผ่านมาของเขา


“ซือฝุชอบหรือไม่ขอรับ?” เสวี่ยจิ้งเหอถาม มองฝูจิ้นหลิงที่กินอีกคำและอีกคำอย่างเอร็ดอร่อย


ฝูจิ้นหลิงไม่ได้พูดตอบแต่พยักหน้าด้วยความปลื้มปริ่มก่อนจะตักน้ำแกงไก่กินอีกคำ เสวี่ยจิ้งเหอเห็นท่าทางเช่นนั้นก็ยิ้มด้วยความเอ็นดู ไม่ได้ชวนสนทนาต่ออีกและหันไปกินมื้ออาหารเช่นกัน


อาหารบนโต๊ะหมดลงด้วยความรวดเร็วโดยเฉพาะน้ำแกงไก่ที่ไม่เหลือแม้แต่น้ำแกงสักหยด


ฝูจิ้นหลิงพลันนึกเรื่องบางอย่างออกได้ “อีกสามวันซือฝุจะไปสำหนักหลัก อาจิ้งต้องไปกับซือฝุด้วย”


เสวี่ยจิ้งเหอรินน้ำชาลงถ้วยและส่งให้ฝูจิ้นหลิง “สามวัน... วันคัดเลือกศิษย์ใหม่เข้าสำนักใช่หรือไม่ขอรับ”


ฝูจิ้นหลิงพยักหน้า “อืม” รับถ้วยน้ำชาขึ้นจิบแต่พอนึกถึงสาเหตุที่ตนต้องไปงานวันนั้นก็รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมา “ซือฝุต้องไป.. เอ่อ ศิษย์น้อง” น้ำเสียงของฝูจิ้นหลิงดูลังเลเมื่อจะกล่าว


เพิ่งจะรับตนเป็นศิษย์ ทว่าอีกสามวันซือฝุรับศิษย์ใหม่อีกแล้วฝูจิ้นหลิงกลัวว่าหากกล่าวออกไปแล้วเสวี่ยจิ้งเหอจะน้อยใจ


ทว่าเสวี่ยจิ้งเหอดูเหมือนจะไม่ได้มีความคิดแบบนั้นเลยสักนิด


เสวี่ยจิ้งเหอเสียงร่าเริง “ศิษย์น้องหรือขอรับ ดีจัง ข้าไม่เคยมีศิษย์น้องเลย” ไม่มีน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความน้อยใจหรือรู้สึกไม่ดีเลยสักนิด


บทสนทนาและบรรยากาศยามร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเป็นไปด้วยดี ฝูจิ้นหลิงและเสวี่ยจิ้งเหอได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ มากมายจนแทบจะรู้นิสัยซึ่งกันและกัน จนกระทั่งเข้าสู่ยามจื่อซึ่งเป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว ฝูจิ้นหลิงจึงกล่าวให้เสวี่ยจิ้งเหอกลับห้องตนเอง เนื่องจากวันพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า


เมื่อส่งเสวี่ยจิ้งเหอเข้าห้องเรียบร้อยฝูจิ้นหลิงจึงกลับไปที่ห้องตน ร่างสง่างามในชุดสีขาวนอนฟุบลงไปกับเตียงนุ่ม


วันนี้เป็นวันที่เเจออะไรมามากมาย


ทั้งที่คิดจะตายแต่โชคชะตากลับเล่นตลกมอบชีวิตใหม่ อดีตชาติที่ผ่านมาไม่มีความทรงจำสลักสำคัญใดให้จดจำ กระทั่งเรื่องครอบครัวที่รู้ว่าเขาเป็นโรคร้ายก็เริ่มหายหน้าหายตาทำอย่างกับว่าเขาไม่มีตัวตน  


หนึ่งเดือนสำหรับการมาเยี่ยมในทุก ๆ วัน หนึ่งปีนเริ่มมาบางเดือน และสุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้มาอีก


ชีวิตของอาเหรินเรียกได้ว่าตัวคนเดียวตลอด 15 ปี ไม่เคยมีคนอยู่เคียงข้าง


ในโลกนี้ยังมีคนอยู่เคียงข้าง


เป็นความรู้สึกที่ไม่เลวเลย...


ดวงตาค่อย ๆ ปิดลง ฝูจิ้นหลิงจมเข้าสู่ห้วงนิทรา คืนนั้นฝูจิ้นหลิงฝันถึงครอบครัวที่ไม่เคยเห็นหน้ามาตลอดสิบห้าปีช่วงเวลายามเด็กก่อนที่จะเป็นโรคร้าย ทุก ๆ วันต่างเต็มไปด้วยสีสัน



๐๐๐๐๐๐



อาจจะเพราะว่าเป็นโลกในนิยายที่เคยอ่าน ในช่วงเวลาสามวันอาเหรินจึงสามารถปรับสภาพตัวเองในโลกนี้ได้รวดเร็วกว่าที่คิด อีกทั้งช่วงเวลาสามวันที่ใช้เวลาร่วมกันกับเสวี่ยจิ้งเหอ ทำให้ฝูจิ้นหลิงรู้ว่าเสวี่ยจิ้งเหอมีศักยภาพล้ำเลิศถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะได้เลย ทั้งที่พลังวิญญาณยังมีปัญหาเนื่องจากฝูจิ้นหลิงยังไม่สามารถแก้พิษสลายวิญญาณได้ทว่าในสภาพร่างกายเช่นนั้นเสวี่ยจิ้งเหอกลับสามารถเพิ่มระดับพลังวิญญาณจากห้วงวิญญาณขั้น 5 เป็น ห้วงวิญญาณขั้น 6 ได้เฉยเลย


แค่มีพิษตกค้างยังล้ำหน้าเช่นนี้ หากแก้พิษได้แล้วพลังวิญญาณคงไม่พุ่งพรวดเลยหรือ...


มันแปลกเกินไป


ความเร็วในการเพิ่มระดับพลังวิญญาณระดับนี้ จ้าวหลางซึ่งเป็นตัวเอกชายของเรื่องยังทำไม่ได้เลย อีกทั้งชาติก่อนก่อนที่อาเหรินจะตาย เพียงหนึ่งชีวาพิภพสิ้นก็ยังแต่งไม่จบด้วย หรือว่าแท้จริงแล้วเสวี่ยจิ้งเหอจะเป็นตัวละครลับที่โผล่มาจากเนื้อเรื่องต่อจากนั้นกัน...?


ยังไม่ทันได้ฟุ้งซ่าน เสวี่ยจิ้งเหอก็โผล่มาเสียก่อน “ขออภัยที่ทำให้ซือฝุต้องรอขอรับ”


ฝูจิ้นหลิงหันไปตอบ “ไม่เป็น...ไร”


ช่างมันเถอะ... มันเป็นเรื่องของอนาคต หากเสวี่ยจิ้งเหอเป็นตัวละครลับที่โผล่มาหลังจากนั้นจริง กว่าจะถึงตอนนั้นตัวเขาอาจจะตายไปเพราะเดธแฟลกส์ก่อนก็เป็นได้


สิ่งที่เห็นทำเอาฝูจิ้นหลิงนิ่งค้าง เสวี่ยจิ้งเหอในชุดเครื่องแบบของสาขาทลายฟ้า สีขาวปักลายนกกระเรียนที่มีลายเส้นขาวดำ และเสื้อคลุมตัวนอกที่ขอบร้อยมาจากด้ายทอง อกข้างซ้ายมีลายปักสัญลักษณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นดอกโบตั๋น


ขนาดตอนที่สั่งตัดชุดนี้ไปฝูจิ้นหลิงลองจินตนาการเสวี่ยจิ้งเหอในชุดนี้ มันช่างเข้ากับท่าทางชนชั้นสูงและบรรยากาศหนุ่มหล่อแสนสุภาพของเสวี่ยจิ้งเหอมากแน่


และใช่... สุดท้ายก็เป็นไปอย่างที่คิด


ฝูจิ้นหลิงชม “อาจิ้งสง่างามมาก”


เสวี่ยจิ้งเหอยิ้มเขินเมื่อได้รับคำชมจากฝูจิ้นหลิง “วันนี้เป็นวันพิเศษ ศิษย์มิยอมให้ซือฝุเสียหน้าหรอกขอรับ” ท่าทางขวยเขินของเสวี่ยจิ้งเหอน่าเอ็นดูมาก ถ้าไม่ติดภาพลักษณ์ของเซียนฝูจิ้นหลิง เขาก็คงวิ่งเข้าไปกอดเจ้าศิษย์น้อยผู้น่ารักคนนี้แล้ว คำพูดที่แสนน่ารักนั่นมันอะไรกันทำเอาหัวใจเต้นระส่ำด้วยความน่าเอ็นดูไปหมด


ฝูจิ้นหลิงเรียกกระบี่หลิ่งถิงของตนออกมา จุดหมายปลายของหลักของวันนี้คือสำนักกิเลนฟ้าสาขาหลักซึ่งเป็นสถานที่คัดเลือกศิษย์ใหม่เข้าสำนัก


วันนี้ฝูจิ้นหลิงจะไปรับคุณตัวเอกชายเป็นศิษย์อีกคน


สองศิษย์อาจารย์ทะยานขึ้นกระบี่ของตน การเดินทางออกจากยอดเขาทลายฟ้าครานี้ไม่เหมือนเดิม คราวนี้ฝูจิ้นหลิงไม่ได้ให้เสวี่ยจิ้งเหอขึ้นกระบี่เล่มเดียวกับตนแต่ให้เสวี่ยจิ้งเหอขึ้นกระบี่ของตนเองและฝูจิ้นหลิงเป็นผู้ถ่ายเทพลังวิญญาณทดแทนส่วนที่ไม่พอ แม้วิธีนี้จะใช้พลังวิญญาณมากถึงสองเท่าของการเดินทางแต่เพราะฝูจิ้นหลิงเป็นถึงเซียนวิญญาณ พลังวิญญาณที่เสียไปจึงไม่อาจเป็นผลกระทบมากมายกับเขานัก


จากยอดเขาทลายฟ้าถึงสำนักกิเลนฟ้าสาขาหลักค่อนข้างห่างไกลจากกัน เทียบระยะทางแล้วประมาณหลักร้อยกว่าลี้ได้ ผู้ฝึกตนปกติจะเวลาเดินทางเกือบครึ่งชั่วยามทว่าด้วยปริมาณพลังวิญญาณของฝูจิ้นหลิง ไม่ถึงหนึ่งเค่อพวกเขาก็เห็นสำนักกิเลนฟ้าสาขาหลักแล้ว


แม้จะมองในระยะไกลแต่ก็เห็นได้ชัดว่ามีผู้คนอออยู่ด้านหน้าประตูทางเข้ามากมาย ฝูจิ้นหลิงและเสวี่ยจิ้งเหอไม่ได้ขี่กระบี่เข้าไป แต่เลือกที่จะเดินเป็นระยะหนึ่งลี้ก่อนถึงหน้าประตูแทนเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองเด่นเกินควร


“ซือฝุเหนื่อยรึไม่ขอรับ” เสวี่ยจิ้งเหอถามด้วยความเป็นห่วง


ฝูจิ้นหลิงส่ายหน้า “ไม่” อย่างที่บอกไปพลังวิญญาณระดับนี้ไม่ทำให้เกิดผลกระทบกับเขา อีกทั้งสาขาหลักของสำนักกิเลนฟ้ายังตั้งอยู่บนหุบเขาซูหนานที่ถูกล้อมรอบด้วยแม่น้ำลี่กว่าง แม่น้ำที่อัดแน่นด้วยพลังวิญญาณอีกด้วย กล่าวได้ว่าแค่เข้ามาเยือนในพื้นที่แห่งนี้พลังวิญญาณที่หายไปก็เสมือนถูกเติมเต็ม


นอกจากวันนั้นที่เหลียงเป่ยชางเชิญเขามาพูดคุย ฝูจิ้นหลิงก็ไม่ได้มาเยือนที่สำนักหลักอีก ทำให้ฝูจิ้นหลิงไม่ค่อยคุ้นชินกับสถานที่นี้นักโชคดีที่มีเสวี่ยจิ้งเหอไม่งั้นเขาคงหลงทางอยู่แถวนี้แล้ว


บรรยากาศหน้าทางเข้าเต็มไปด้วยความครึกครื้นกว่าปกติ เนื่องจากวันนี้เป็นวันคัดเลือกศิษย์ใหม่เข้าสำนักบริเวณลานกว้างด้านหน้าก่อนเข้าเขตจึงเต็มไปด้วยเด็กหนุ่มหรือเด็กสาวที่มีอายุน้อยกว่าหรือรุ่นราวคราวเดียวกันกับเสวี่ยจิ้งเหอมากมาย บางคนสวมใส่ด้วยเสื้อผ้าเก่า ๆ บางคนแต่งกายดูดีมีชาติตระกูล บ่งบอกถึงฐานะที่แตกต่างของแต่ละคน


ทว่าถึงจะมาจากครอบครัวฐานะแตกต่างกัน หากเมื่อเข้าสู่สำนักกิเลนฟ้า ไม่ว่าครอบครัวจะยิ่งใหญ่หรืออำนาจมากแค่ไหนก็ไม่สามารถใช้อำนาจของตระกูลกับคนที่มีฐานะต่ำต้อยกว่าได้


สำนักกิเลนฟ้ามีกฎ ความเก่งกาจเท่านั้นถึงจะเป็นตัวกำหนดทุกสิ่ง


เสวี่ยจิ้งเหอเสนอ “เราแสดงตัวเพื่อผ่านเข้าไปก่อนดีไหมขอรับ หากรอเข้าตามลำดับคงมิทันการแน่”


ฝูจิ้นหลิงพยักหน้าเห็นด้วย จำนวนคนที่จะเข้าเขตสำนักมีมากมายมหาศาล กว่าแต่ละคนจะสามารถผ่านเข้าไปภายในเขตสำนักได้ต้องตรวจสอบอะไรมากมาย ตรวจหนึ่งคนก็ใช้เวลาเกือบหนึ่งเค่อแล้วหากเป็นแบบนี้ต่อไปฝูจิ้นหลิงกับเสวี่ยจิ้งเหอคงไม่ทันพิธีเปิดงานแน่


สองศิษย์อาจารย์เดินออกจากแถวและก้าวไปข้างหน้า เรียกสายตาจากคนอื่น ๆ ที่กำลังต่อแถวให้มองมา ตอนแรกคนเหล่านั้นกำลังจะต่อว่าที่พวกเขาไม่ต่อแถว แต่พอเหลือบไปเห็นฝูจิ้นหลิงคนเหล่านั้นก็ต่างชะงักค้างกันทุกราย


พลันมีเสียงเสียงหนึ่งทักขึ้น “ข้าก็นึกว่าใครที่ไหนมาแทรกแถว ที่แท้เป็นศิษย์น้องเสวี่ยนี่เอง”


ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ในจุดตรวจคนเข้าสำนักกล่าวขึ้น เมื่อเห็นใบหน้าของคนคุ้นเคย ฝูจิ้นหลิงสำรวจชายหนุ่มคนนั้นจากเครื่องแบบแล้วน่าจะเป็นหนึ่งในศิษย์สายในของสาขาหลัก


เสวี่ยจิ้งเหอคำนับ “ศิษย์พี่ป้าย” ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร


รอยยิ้มของเสวี่ยจิ้งเหอไม่เหมือนยามปกติ ถึงเบื้องหน้าดูจะเป็นรอยยิ้มแสดงความมิตรแต่ในสายตาฝูจิ้นหลิงที่พอจะรู้นิสัยของเสวี่ยจิ้งเหอแล้วรอยยิ้มนี้คือรอยยิ้มของคนที่คิดแผนการชั่วร้ายไว้ในใจชัด ๆ


พอเห็นเสวี่ยจิ้งเหอตอบ ชายคนที่เสวี่ยจิ้งเหอเรียกว่าศิษย์พี่ป้ายก็ยิ้มเยาะ “เห็นว่าท่านเจ้าสำนักไล่เจ้าออกจากการเป็นศิษย์ผู้สืบทอด! เจ้ายังมีหน้ามาที่นี่อีกรึ”


เสียงของป้ายอ่าวเฉินไม่ได้เบาเลย ขณะที่ป้ายอ่าวเฉินกล่าวฝูจิ้นหลิงรู้สึกได้ถึงพลังวิญญาณที่ปนออกมาพร้อมเสียงด้วย ป้ายอ่าวเฉินใช้พลังวิญญาณขยายเสียงราวกับว่าเขาต้องการให้ทุก ๆ คนได้ยิน


ก็คิดไว้อยู่แล้วว่าชายคนนี้ไม่น่ามาดีแต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นกล่าววาจาไม่ไว้หน้าเช่นนั้น เสียงของป้ายอ่าวเฉินที่ขยายเสียงด้วยพลังวิญญาณดังมากจนเรียกสายตาจากผู้คนทุกทิศทุกทางให้มองมาที่พวกเขา ในเวลาถัดมาก็เริ่มมีเสียงซุบซิบสนทนาเกี่ยวกับเรื่องของคุณชายสามตระกูลเสวี่ยถูกปลดจากตำแหน่งศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าสำนักขึ้น


ป้ายอ่าวเฉินยิ้มเยาะ


ฝูจิ้นหลิงกล่าว “ไล่ออก? หมายความว่าเขาจะมาที่นี่ไม่ได้อย่างงั้นรึ”


ศิษย์โดนหยามหน้าต่อหน้าผู้เป็นอาจารย์ มิมีทางที่ฝูจิ้นหลิงจะนิ่งเฉย


โทนเสียงอ่อนหวานเรียกสายตาของป้ายอ่าวเฉินให้หันไปมอง เมื่อสายตาปะทะกับดวงตาสีอำพันที่งดงามราวกับคนตรงหน้าคือนางฟ้านางสวรรค์ ป้ายอ่าวเฉินหน้าแดงก่ำตอบเสียงสะดุดเพราตกตะลึง “ชะ..ใช่”


ก่อนหน้านี้ในหัวป้ายอ่าวเฉินมีแต่ความคิดที่จะทำยังไงให้เสวี่ยจิ้งเหอมันขายหน้ามากกว่านี้ แต่ความคิดสลายหายไปทันทีที่เห็นความงดงามดุจมิใช่มนุษย์ของฝูจิ้นหลิง


ตรงนี้มีคนงามอยู่ตั้งแต่เมื่อใด ทำไมตนถึงไม่สังเกตเห็นกัน


ป้ายอ่าวเฉินกำลังจะกล่าวทัก “แม่นาง-”


ยังกล่าวไม่ทันจบ ความงดงามก็ไม่ได้อยู่ให้ป้ายอ่าวเฉินเชยชมนานนัก เมื่อป้ายอ่าวเฉินกำลังจะกล่าว เสวี่ยจิ้งเหอใช้แขนเสื้อของตัวเองบังฝูจิ้นหลิงเอาไว้ ป้ายอ่าวเฉินที่โดนขัดจังหวะฉุนเฉียวตวัดสายตามองเสวี่ยจิ้งเหอที่กล้ามาขัดเขา


“เจ้า! เสวี่ยจิ้งเหอสายตานั่นมันอะไร!?”


ทว่าพอเงยหน้ามองขึ้นไปป้ายอ่าวเฉินกลับพบสายตาของเสวี่ยจิ้งเหอมองลงมาราวกับว่ากำลังมองมดปลวกชั้นต่ำ ป้ายอ่าวเฉินโมโหเลือดขึ้นหน้าชักกระบี่ออกมาชี้ใส่เสวี่ยจิ้งเหอ


“กล้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนี้ เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน!” ป้ายอ่าวเฉินตะคอกด้วยความโกรธ


เสวี่ยจิ้งเหอแย้มยิ้ม “ศิษย์พี่โปรดสำรวมกิริยาด้วยขอรับ” และชี้ไปมุมปาก


รอยยิ้มกวนโมโหของเสวี่ยจิ้งเหอทำให้ป้ายอ่าวเฉินยิ่งโกรธหนัก แต่พอยกมือแตะที่มุมปากตนก็รู้สึกถึงความเปียกชื้น ป้ายอ่าวเฉินเบิกตากว้างรีบเช็ดมุมปากที่มีน้ำลายทันที


น้ำลายไหลขณะที่เห็นคนงามแบบนี้ไม่ใช่ว่าเป็นไอ้โรคจิตอย่างนั้นหรือ ป้ายอ่าวเฉินอับอายขายขี้หน้าต่อคนหลายคน กระทั่งต่อมาความอับอายก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นความโกรธ “พวกเจ้ามองอะไร! ” ป้ายอ่าวเฉินสบถเสียงดัง  ทั้งหมดนี่มันเป็นความผิดของไอ้เสวี่ยจิ้งเหอนั่นแหละ!’ ป้ายอ่าวเฉินคิด


เรื่องราวหน้าประตูสำนักชักจะกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ป้ายอ่าวเฉินมองเสวี่ยจิ้งเหอด้วยความโกรธแค้นทำท่าทางคล้ายจะพุ่งเข้าไปแทงได้ทุกเมื่อ เสวี่ยจิ้งเหอเองก็ไม่เกรงกลัวยิ้มยียวนเพิ่มโทสะให้คนตรงหน้าเพิ่มขึ้นไปอีก


ฝูจิ้นหลิงงุนงน มองไม่เห็นเหตุการณ์ด้านหน้าเพราะเสวี่ยจิ้งเหอบังตนไว้


พลันมีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้น “เกิดอะไรขึ้น!


ชายผู้มีอายุมาก หนวดยาวเฟิ้มถึงอก หางตาชี้ ไม่มีขนคิ้วและสวมใส่ชุดคลุมสีน้ำเงินที่ด้านหลังมีสัญลักษณ์ของสำนักกิเลนฟ้าปรากฏกาย ฝูจิ้นหลิงจำลักษณะเฉพาะไม่มีขนคิ้วแบบนี้ได้เพราะในหนึ่งชีวาพิภพสิ้นมีเพียงคนคนเดียวเท่านั้นแหละ ชายผู้มีอายุคนนี้น่าจะเป็นชิงเหล่าจูหรือผู้อาวุโสชิง หนึ่งในผู้อาวุโสเสาหลักของสำนักกิเลนฟ้าอย่างแน่นอน


ชิงเหล่าจูสีหน้าแววตาดูดุดันมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความขุ่นเคือง ปีนี้สาขาของตนได้เป็นเจ้าภาพงานรับศิษย์ใหม่เข้าสำนักปีนี้ ทุกอย่างกำลังเรียบร้อยเป็นไปได้ด้วยดีทว่าก่อนจะถึงขั้นตอนพิธีเปิดตนกลับได้รับรายงานว่าที่หน้าประตูนักมีคนทะเลาะกันทำให้การตรวจตราติดขัด อีกไม่กี่เค่อก็จะเพิ่มแล้วดังนั้นชิงเหล่าจูรีบร้อนรีบรุดมาคลายสถานการณ์ด้วยตนเอง แต่พอมาถึงชิงเหล่าจูโกรธจัดไม่คาดคิดว่าคนที่ก่อเรื่องจะเป็นหนึ่งในศิษย์สาขาของเขาเอง


“ผู้อาวุโสชิงเหล่าจู!


“นั่นผู้อาวุโสเสาหลักนี่”


แน่นอนว่าในทวีปหยวนอิงมิมีใครไม่รู้จักผู้อาวุโสเสาหลักของสำนักกิเลนฟ้า การปรากฏตัวของชิงเหล่าจูทำให้ผู้คนแตกตื่นฮือฮาเสียงดังอย่างกับตลาดนัด “เงียบ!” ชิงเหล่าจูกล่าวเสียงดัง ขยายเสียงด้วยพลังวิญญาณตอนตะโกนเพื่อให้ได้ยินทุกคน


ลานกว้างที่เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเงียบในพริบตา เมื่อเงียบแล้วชิงเหล่าจูถอนหายใจเฮือกใหญ่ควบคุมอารมณ์ เขาไล่มองไปที่กลุ่มคนที่ก่อเรื่องเรื่อย ๆ จนกระทั่งสายตาหยุดที่เสวี่ยจิ้งเหอและฝูจิ้นหลิง


ตาของชิงเหล่าจุแทบจะถลนออกมาด้วยความตกใจ


ชิงเหล่าจูเสียงตะกุกตะกัก “ทะ ท่านเซียนใช่หรือไม่ขอรับ”


ฝูจิ้นหลิงพยักหน้า


การได้พบเจอผู้อาวุโสเสาหลักของสำนักกิเลนฟ้าก็เหมือนเรื่องเพ้อฝัน ทว่าพอได้ยินคำว่า ท่านเซียนจากชิงเหล่าจูที่เป็นผู้อาวุโสออกมาก็เสมือนกับว่าได้มีฟ้าเข้ามาผ่ากลางใจฝูงคน


ท่านเซียน หมายถึงเซียนวิญญาณเพียงหนึ่งเดียวในทวีปหยวนอิง ฝูจิ้นหลิงใช่หรือไม่


เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครา ฝูจิ้นหลิงที่เป็นจุดรวมความสนใจของผู้คน เสวี่ยจิ้งเหอใช้ชายเสื้อบังฝูจิ้นหลิงเพื่อไม่ให้ใครเห็นใบหน้าของฝูจิ้นหลิงอัตโนมัติ


“ชิงเหล่าจู ข้ามีบางอย่างอยากจะถามเจ้า” ฝูจิ้นหลิงกล่าวออกมา น้ำเสียงนิ่งแข็งกระด้าง


ชิงเหล่าจูสะดุ้ง “ขอรับ”


ฝูจิ้นหลิงหันไปมองป้ายอ่าวเฉินทว่าเอ่ยกล่าวกับชิงเหล่าจู “ศิษย์ในสาขาเจ้าคนนี้กล่าวว่าอาจิ้งมิสามารถมาที่สำนักได้ด้วยเหตุผลเพราะว่าเขาถูกเหลียงเป่ยชางไล่ออกจากการเป็นศิษย์ผู้สืบทอดจริงหรือไม่?”


สิ้นเสียง ชิงเหล่าจูเบิกตากว้าง หันไปมองป้ายอ่าวเฉินอย่างแตกตื่น


ไอ้ศิษย์เวรคนนี้หาเรื่องให้ตนแล้ว!’


เมื่อฝูจิ้นหลิงกล่าวออกมาเช่นนั้น ชิงเหล่าจูไม่ใช่คนโง่ ตนเป็นผู้อาวุโสเสาหลักของสาขาหลักข่าวลือเรื่องการไม่ถูกกันระหว่างเสวี่ยจิ้งเหอและป้ายอ่าวเฉินมีออกมาตลอดบ้างไม่ขาดสาย หากเป็นตอนก่อนหน้าคงจะมิเป็นไรแต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ป้ายอ่าวเฉิน เจ้าลูกเต่าโง่ดันเข้ากล้าไปหาเรื่องตอนเสวี่ยจิ้งเหอกลายเป็นศิษย์ของเซียนฝูจิ้นหลิงแล้วเสียได้!


“ไม่ขอรับ ไม่อย่างแน่นอน ถึงจะถูกไล่ออกจากการเป็นศิษย์ผู้สืบทอดทว่าก็ยังคงเป็นศิษย์ของสำนักกิเลนฟ้าดังเดิมขอรับ!”ชิงเหล่าจูรีบอธิบายหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อซึมออกมาให้เห็น


ป้ายอ่าวเฉินหน้าซีดทรุดลงกับพื้นพร้อมกระบี่ที่หลุดออกจากมือกระทบพื้นจนส่งเสียงดัง


ตนดันไปล่วงเกินบุคคลที่ไม่สมควรจะล่วงเกินที่สุดในแผ่นดินเซียนหนานเข้าเสียแล้ว





ช่วงคุยกับนักเขียน

ตรวจคำบรรยายให้ลื่นไหลขึ้น ไม่ได้แก้เนื้อเรื่องนะคะ

Twitter : @Mellion009 

#อย่ากินซือฝุ -> แจ้งข่าว Cut อื่น ๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4.197K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,506 ความคิดเห็น

  1. #3499 Pimnok2124 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 เมษายน 2564 / 14:14
    สมน้ำหน้านังคนเฝ้าประตู
    #3,499
    0
  2. #3465 pichayapa-sk (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 00:24
    แบบ ดือ ผัดสัว
    #3,465
    0
  3. #3429 bllam1880 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2563 / 23:03
    อืม.....รู้สึกเหมือนอาจิ้งจะเป็นพวก'หมาป่าห่มหนังเเกะ' .......หรือเราคิดมากไปเอง? ^-^
    #3,429
    0
  4. #3416 12311232123312 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 12:05
    แงงงงง;;
    #3,416
    0
  5. #3396 B.TEm (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 23:29
    หูยยยย สุดแสนตะเท่มากมากท่านเซียน ! ปกป้องน้องด้วยนาคับ น้องจิ้งแค่หมาน้อยโกเด้นรีถีบเว่อ น้องใสใสมากเลย สหยำสำสำย
    #3,396
    0
  6. #3391 nawkk (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 22:25
    ชอบค่าาาา
    #3,391
    0
  7. #3390 nawkk (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 22:25
    ชอบค่าาาา
    #3,390
    0
  8. #3389 nawkk (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 22:25
    ชอบค่าาาา
    #3,389
    0
  9. #3388 nawkk (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 22:25
    ชอบค่าาาา
    #3,388
    0
  10. #3387 nawkk (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 22:25
    ชอบค่าาาา
    #3,387
    0
  11. #3386 nawkk (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 เมษายน 2563 / 22:25
    ชอบค่าาาา
    #3,386
    0
  12. #3373 QUITLEŃ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 16:40
    เห็นด้วยกับคอมเม้นท์3312
    #3,373
    0
  13. #3312 sakura17 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 มกราคม 2563 / 18:37
    เสวี่ยจิ้งเหอต้องรู้จักฝูจิ้นหลิงคนนี้อะไม่ใช่คนเดิม เพราะรู้กระทั่งว่าชอบอาหารอร่อยๆ
    #3,312
    0
  14. #3303 SoraUnnieSama❄ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 มกราคม 2563 / 22:27
    ป้องปากขำเลยจ้า สมควรแล้วว หิๆๆๆๆ
    #3,303
    0
  15. #3269 MitsukiCarto (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 21:17
    เอาเลยคุณน้อง มีคนกล้ามาเรื่องลูกศิษย์ป้ายแดง!
    #3,269
    0
  16. #3209 -134340 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 13:11
    น่าติดตามมมๆ ชอบค่ะ
    #3,209
    0
  17. #3206 D_mza (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2562 / 11:54
    ส่วนตัวคิดว่าอาจิ่งเนี่ยอาจจะเป็นตัวละครลับในนิยาย(ในโลกก่อน)ที่มีซัมติงกับซือฝุแล้วจะเป็นคนที่ไปจัดการกับตัวเอกที่เข้าสายดาร์กเพราะอาจาร์ยตายก็ได้แต่ในส่วนที่ว่าอาจิ้งย้อนเวลากลับมารึเปล่าก็ต้องดูๆไป
    #3,206
    0
  18. #3196 มนุษย์ที่รักอิสระ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 13:51
    คงไม่ใช่ว่าอาจิ้งกลับชาติมาเกิดใหม่อีกครั้งนะ
    #3,196
    0
  19. #3161 pcy921 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 22:34
    คนที่ชอบทานอาหารมากคนนั้นคนที่ทำให้อาจิ้งพกเครื่องปรุงเอาไว้คือซือฝุรึเปล่าคะ??? อาจิ้งกับซือฝุรุจักกันมาก่อนหรือเปล่า???
    #3,161
    0
  20. #2738 มากิริจัง (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 17:55
    ท่าทางจะมีปมในปมให้ลุ้น
    #2,738
    0
  21. #2730 14:03 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 14:24
    อาจิ้งรู้จักเซียนมาก่อนเหรอ? หรืออะไรยังไง ดูเหมือนรู้จักมาก่อน รู้จักในเชิงแอบรักด้วย
    #2,730
    1
    • #2730-1 Nuu_PaoL(จากตอนที่ 2)
      29 กันยายน 2562 / 03:00
      แอบส่งใจให้นิดๆ แต่เธอไม่รู้บ้างเลย~
      #2730-1
  22. #2666 แอดมินมายา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 23:42

    งงๆนะ แบบตัวเอกดูเขินมากเกินไปรึป่าว ถ้าชาติก่อนเป็นเกย์ก็พอว่า นี่ชายแท้นะ แบบบทเข้าพระนางเร็วจัง ศิษย์อะไรปีนเกลียวเหมือนเคยเป็นผัวอาจารย์มาก่อน

    #2,666
    0
  23. #2662 alittletigerp (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 11:30
    มีเงื่อนงำาาา ปล.น้องดูปรับตัวเร็วมากจริงๆ ดูเข้าถึงบทบาทมาก55555
    #2,662
    0
  24. #2519 §INERZIA§ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2562 / 02:21

    นิดนึงนะ พล๊อตเรื่องน่าสนใจดีค่ะ แต่เราว่าน่าจะเขียนบอกเรื่องลำดับพลังในเรื่อง เอาไว้ตั้งแต่ตอนอธิบายเรื่องย่อของนิยายที่ตัวเอกหลุดเข้ามานะคะ คนอ่านจะได้รู้ว่าลำดับพลังนี้จัดว่าสูงแค่ไหน ลำดับนี้เทียบกับลำดับนั้นจัดว่าห่างชั้นกันมากน้อยยังไง ไล่ตั้งแต่เริ่มต้นยันสูงสุด อันนี้คือแบบไม่รู้อะไรเลย มันไม่เหมือนกับเวลาบอกว่าคนนั้นlevel10 ที่คนอ่านจะเก็ทได้ทันทีว่าเขาต่างกับlevel3 ถึง7ขั้นอ่ะค่ะ อันนี้คือทะเลวิญญาณ ห้วงวิญญาณอะไรไม่รู้ 
    ..แล้วก็รายละเอียดนิยายที่ตัวเอกหลุดมาเราว่าก็น้อยไปหน่อย แบบจุดมุ่งหมายของนิยายเรื่องนั้นคืออะไร มีนางเอกดั้งเดิมของเรื่องนั้นไหม หรือจะไม่มีความรักมาเอี่ยว เน้นฝึกจนเก่งขึ้นเรื่อยๆจนได้ตำแหน่งใหญ่โตสักตำแหน่ง อันนี้จับใจความได้แค่พระเอกเข้าด้านมืดหลังอาจารย์ที่รักของตนเองตาย ..แล้วมันยังไงต่ออ่ะ ต่อให้นายเอกจะตายก่อนอ่านจบมันก็ควรรู้คร่าวๆนะว่านิยายเรื่องนั้นต้องการสื่ออะไร



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 31 สิงหาคม 2562 / 03:08
    #2,519
    1
    • #2519-1 (จากตอนที่ 2)
      31 สิงหาคม 2562 / 04:46
      เรื่องระดับพลังเดิมเราเคยใส่ไว้แล้วแต่เอาออกไปเพราะไม่ได้สำคัญกับเนื้อเรื่องมาก แต่ตอนนี้ใส่ไว้ให้ที่หน้าข้อมูลแล้วค่ะเผื่อว่าใครอยากรู้ รายละเอียดพลาดเรื่องจุดมุ่งหมายจริง ๆ ค่ะ ขอบคุณที่แนะนำนะคะ :)
      #2519-1
  25. #2348 love_forever 1992 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 21:14
    เงื้ยนงำ?//ผิดๆ. เงื่อนงำเยอะจริงนะอาจิ้ง.
    #2,348
    0