END [BL,Yaoi] ศิษย์ข้าอย่าทำกับอาจารย์เจ้าเช่นนี้! (ตีพิมพ์ สนพ. บ้านวายบุ๊ค)

ตอนที่ 18 : บทที่ 4 กองโจรทมิฬใต้ RE [3/3]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17,841
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,380 ครั้ง
    25 ส.ค. 62

บทที่ 4 กองโจรทมิฬใต้ 





ฝูจิ้นหลิงหรี่ตา คิดว่าเขาไม่รู้หรือว่าศิษย์ตัวดื้อกำลังเลี่ยงคำตอบ “สำรวจ”


ช่างเถอะ ครั้งนี้เขาจะทำเป็นไม่สนใจก็แล้วกัน


ซ่า... ซ่า...


เสียงสายน้ำไหลเอื่อยและฝูงปลาหลากชนิดหลากสีแหวกว่ายไหลตามกระแสน้ำพลางให้ผู้พบเห็นเพลินตา ฝูจิ้นหลิงหลับตาลงซึมซับกับบรรยากาศธรรมชาติที่แสนสงบสุข


โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตกเป็นเป้าสายตาของชายหนุ่มด้านข้างที่จ้องมองมาอย่างไม่วางตา


พลันจ้าวหลางโพล่งขึ้น “ใส่มาด้วยหรือขอรับ”


ฝูจิ้นหลิงสะดุ้ง “หะ?”


เสียงทุ้มของจ้าวหลางแทรกเข้ามาในโสตประสาท ฝูจิ้นหลิงตกใจเผลอหลงไปกับกลิ่นอายธรรมชาติมากจนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเสียได้ “เอ่อ อาหลางหมายถึงอันใดหรือ” คำกล่าวที่จ้าวหลางเอ่ยออกมาเมื่อสักครู่ ฝูจิ้นหลิงไม่รู้เลยสักนิดว่าศิษย์คนเล็กกล่าวว่าอะไร


“ผ้าผืนนั้น...” จ้าวหลางชี้ไปที่ใบหน้าครึ่งล่าง


“เอ่อ...”


ฝูจิ้นหลิงอึกอัก ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงมีคนยุ่งวุ่นวายกับผ้าปิดหน้าของเขาจัง จะให้เขาบอกได้อย่างไรว่าพอเขาเปลี่ยนสีผมกับสีตาแล้วบรรยากาศรอบตัวมันเปลี่ยนเป็นแบบนั้นจนไม่อาจให้เห็นใบหน้าเต็ม ๆ ได้น่ะ..


ฝูจิ้นหลิงปลอมเหตุผลขึ้นมา “ซือฝุกลัวว่าจะมีใครจำใบหน้าของซือฝุได้” ฉากหน้าประดับรอยยิ้มจริงใจ


แต่ฉากหลังลอบเหงื่อตกไปสามสี่หยดแล้ว


กับจ้าวหลางอาจจะยังพอมีหวัง แต่ถ้าเป็นเสวี่ยจิ้งเหอ เหตุผลนี้คงใช้ไม่ขึ้นแน่ ฝูจิ้นหลิงเคยออกงานฉากหน้าให้กับสำนักกิเลนฟ้าครั้งเดียวคืองานคัดเลือกศิษย์ใหม่ ตอนที่อยู่ตรงประตูทางเข้าเขาใช้ทักษะบิดเบือนไว้ยกเว้นตอนที่ไปที่นั่งของผู้ชมกับผู้เข้าคำเลือกซึ่งค่อนข้างห่างไกลจากแท่งคัดเลือด ดังนั้นในวันนั้นจึงมีแค่ เสวี่ยจิ้งเหอ เหลียงเป่ยชาง พวกผู้อาวุโสและศิษย์หลักที่เป็นศิษย์ผู้สืบทอดอีกไม่กี่คนกระมังที่เคยเห็นใบหน้าของเขา


“งั้นหรือขอรับ”


จ้าวหลางกล่าวเสียงเบา แต่สายตาไม่จ้องเขม็งมาที่ผ้าปิดหน้าของเขาแล้ว ฝูจิ้นหลิงโล่งใจพลันจู่ ๆ ฝ่ามือหนาก็เอื้อมมา ฝูจิ้นหลิงจับผ้าปิดปากของตัวเองอัตโนมัติ


หนึ่งคนแขนค้าง อีกหนึ่งคนตาโต จ้องมองกันไม่มีใครมองใคร


กระอักกระอ่วนดีแท้...


แกร๊บ...


ฉากกระอักกระอ่วนของศิษย์อาจารย์อยู่ได้ไม่นาน เมื่อมีเสียงกิ่งไม้หักจากทางด้านหลังมันก็เรียกความสนใจจากฝูจิ้นหลิงและจ้าวหลางทันที


“ทำอะไรกันอยู่ขอรับ”


เสวี่ยจิ้งเหอนั่นเอง...


ฝูจิ้นหลิงปล่อยมือออกจากผ้าปิดปากพลางถอนหายใจ เมื่อครู่ตอนที่ได้ยินเสียงกิ่งไม้หักก็รู้สึกเสียววาบไปชั่วขณะหนึ่งเพราะกลัวว่าคนที่เข้ามาเห็นพวกเขาจะเป็นศิษย์จิวซื่อคนใดสักคน


ดวงตาสีดำประกายแดงกวาดตามองศิษย์น้องเล็กและอาจารย์ของตนอยู่กันสองต่อสองที่เพิ่งตกอยู่ในความกระอักกระอ่วน ใบหน้ายามปกติประดับรอยยิ้มเรียบนิ่งก่อนจะริมฝีปากจะค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมา


เสวี่ยจิ้งเหอเสียงเรียบนิ่ง “ไม่ยักรู้ว่าศิษย์น้องจ้าวกำลังพูดคุยอะไรกับภรรยาของผู้อื่นสองต่อสองกัน”


อะไรนะ...


คำกล่าวของเสวี่ยจิ้งเหอก่อให้เกิดความเงียบชั่วขณะ ฝูจิ้นหลิงมองศิษย์คนโตที่จู่ ๆ ก็พูดจาแปลก ๆ ขึ้นมา อาจิ้งพูดอะไรของเขาเนี่ย…’


หรือว่าแถวนี้จะมีศิษย์จิวซื่อแอบมองอยู่เลยต้องแสดงเป็นหวงอวิ๋นหยาง? ฝูจิ้นหลิงลองปล่อยพลังวิญญาณเพื่อตรวจสอบทว่ากลับไม่พบใครในบริเวณนี้นอกจากพวกเขาสามคน


แต่ท่าทางยามกล่าวก็ดูเหมือนจะไม่ได้ล้อเล่น


จ้าวหลางกำลังกล่าว “ศิษย์พี่


พลันเสวี่ยจิ้งเหอแทรกขึ้นมา “หรือว่าศิษย์น้องจ้าวคิดจะแย่งภรรยาของข้า?” ร่างสูงดึงฝูจิ้นหลิงขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัวก่อนจะโอบร่างเล็กให้เข้ามาใกล้


ฝูจิ้นหลิงที่โดนจู่โจมกะทันหัน ลอบสบถในใจ


ภรรยาแม่เจ้าสิ!


“อาจิ้ง...” ฝูจิ้นหลิงยิ้มเย็น มองเสวี่ยจิ้งเหอก่อนจะไล่มองไปที่แขนหนาที่กำลังโอบเอวของตนอยู่


เมื่อวานกอด เมื่อคืนนอน วันนี้โอบเอว คืนนี้ไม่จูบไปเลยล่ะ! พอเห็นเขาตามใจด้วยหน่อยทั้งเสวี่ยจิ้งเหอทั้งจ้าวหลางชักจะทำตัวเอาแต่ใจกันใหญ่แล้วนะ


แม้จะเจอสายตารอยยิ้มเย็นเยียบจากฝูจิ้นหลิงไปแต่เสวี่ยจิ้งเหอยังคงไม่ปล่อย บรรยากาศเริ่มอึดอัดขึ้นเรื่อย ๆ ฝูจิ้นหลิงที่กลายเป็นคนกลางตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบมองสลับสองศิษย์ที่หนึ่งคนยิ้มยียวนชวนโมโห และอีกหนึ่งคนใบหน้าเรียบนิ่งอ่านความรู้สึกไม่ออก


เสวี่ยจิ้งเหอไม่หยุดอีกทั้งยังกล่าวด้วยน้ำเสียงยียวน ดวงตาสีดำสนิทเริ่มเจือสีแดงขึ้นเรื่อย ๆ “ชายคนหนึ่งตรงดิ่งเข้าไปพูดคุยสองต่อสองกับภรรยาของข้า” เสวี่ยจิ้งเหอหัวเราะในลำคอ “จะให้ข้าคิดเป็นอันใดได้กัน?”


จ้าวหลางเสียงเข้ม “ศิษย์พี่ตั้งสติ” มือหนาจับกระบี่ของตนแน่น


เสวี่ยจิ้งเหอหัวเราะเย้ยหยัน “ตั้งสติ? ข้ามิรู้ว่าศิษย์น้องจ้าวกำลังจะกล่าวเรื่องอันใด”


แบบนี้มันไม่ใช่แล้ว


ตอนแรกฝูจิ้นหลิงคิดว่าเสวี่ยจิ้งเหอแค่หยอกล้อจ้าวหลางเหมือนปกติ แต่ด้วยบรรยากาศที่เริ่มอึดอัดและความจริงจังที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ฝูจิ้นหลิงไม่มั่นใจ


ฝูจิ้นหลิงกล่าวขึ้น “เอ่อ อาจิ้ง” มือเล็กจับแขนหนาที่โอบเอวตัวเองแผ่วเบา จู่ ๆ ก็มีความรู้สึกว่าหากเป็นแบบนี้ต่อไปมันจะต้องเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นแน่พลันสมองสั่งการไวการกว่าคิด


หมับ!


เอิ่ม แล้วทำไมจู่ ๆ เขาถึงเข้าไปกอดเสวี่ยจิ้งเหอกันล่ะเนี่ย


เรียกได้ว่าเป็นเพราะร่างกายขยับไปก่อนแท้ ๆ ฝูจิ้นหลิงอายแสนอายแต่ทำอย่างไรได้ร่างกายมันก็ดันพุ่งเข้าไปกอดก่อนซะแล้ว “...ใจเย็น” ฝูจิ้นหลิงกระซิบพลางลูบหลังปลอบให้ใจเย็น


แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากคนถูกกอด “............”


ฝูจิ้นหลิงรู้สึกหน้าเสียนิดหน่อยกะจะผละออกมาเพื่อดูปฏิกิริยา ทว่าในขณะที่ร่างเล็กกำลังขืนตัวออก ฝูจิ้นหลิงก็ดันถูกกระชากกอดหมับจนกระแทกอกหนาอย่างแรง “ใจเย็นแล้วขอรับ” คนที่ประทุษร้ายอาจารย์ของตนกล่าวด้วยความขบขัน


ดวงตาของเสวี่ยจิ้งเหอไม่ได้เจือสีแดงอีกแล้ว


ฝูจิ้นหลิงเสียงแข็ง กล้าดียังไงมาประทุษร้ายเขาด้วยอกแข็ง ๆ “ปล่อยซือฝุ”


แต่เสวี่ยจิ้งเหอไม่ยอมปล่อยอีกทั้งกล่าวเสียงออดอ้อน “ไม่ปล่อยไม่ได้หรือขอรับ”


ฝูจิ้นหลิงไม่ใจอ่อน “ไม่”


ศิษย์พี่และอาจารย์หยอกล้อด้วยความสนิทสนมตรงหน้า จ้าวหลางนิ่งเงียบไม่แสดงอาการอะไรก่อนจะหมุนตัวออกไปเงียบ ๆ ไม่กล่าวลากันเลยสักคำ


“ไปยั่วโมโหอาหลางทำไมกัน เห็นรึไม่ว่าอาหลางโกรธจนเดินออกไปแล้ว” ฝูจิ้นหลิงบ่น


เสวี่ยจิ้งเหอส่ายหน้า ใบหน้าหล่อเหลาประดับรอยยิ้มน่าหมั้นไส้ “ศิษย์น้องไม่ได้โกรธหรอกขอรับ” เสวี่ยจิ้งเหอเหลือบมองผ้าปิดหน้าผืนบางที่ใบหน้าครึ่งล่างของฝูจิ้นหลิงอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าผ้าผืนนี้...เสวี่ยจิ้งเหอคิดในใจ ส่ายหน้าไปมารู้สึกเบื่อหน่ายกับความงี่เง่าของตนเองที่เผลอให้ไอมารครอบงำ


เป็นอย่างที่เสวี่ยจิ้งเหอกล่าว จ้าวหลางไม่ได้โกรธและท่าทีของจ้าวหลางไม่ใกล้เคียงกับคำว่าโกรธเลยสักนิด


จ้าวหลางรู้ว่าเสวี่ยจิ้งเหอสติหลุดและกำลังจะถูกไอมารเข้าครอบงำ ดังนั้นตั้งแต่เริ่มจ้าวหลางจึงไม่ได้ถือสากับคำกล่าวที่เสวี่ยจิ้งเหอกล่าวออกมาสักเท่าไหร่ และที่ผละออกไปก็คงเพราะรู้สึกถึงศิษย์จิวซื่อที่กำลังเข้ามาใกล้แถวนี้


พวกเขาไม่หึงหวงเรื่องฝูจิ้นหลิงกันมากหรอก เพราะพวกเขาได้ตกลงเรื่องนั้นก่อนที่จะย้อนเวลากลับมาแล้ว


ในขณะเดียวกันที่เสวี่ยจิ้งเหอเหม่อลอย ดวงตาของเสวี่ยจิ้งเหอยังคงมองไปที่ผ้าปิดหน้าผืนบาง


ฝูจิ้นหลิงสันหลังเสียววาบ หรือเพราะว่าศิษย์ทั้งสองรู้เรื่องใบหน้าของเขาแล้ว ถึงได้สนใจผ้าปิดใบหน้าของเขานัก ไม่มีทาง! ยังไงเขาก็จะไม่ยอมให้ใครเอาผ้าปิดปากนี่ออกจนกว่าสีผมและสีตาของเขาจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม...


เวลาพักหนึ่งชั่วยามหมดลงอย่างรวดเร็ว


ในที่สุดช่วงเวลาแห่งการเดินทางแสนน่าเบื่อก็วกกลับมาอีกครา อาจจะเพราะฝูจิ้นหลิงและเสวี่ยจิ้งเหอต่างมีเรื่องให้คิดอยู่ในใจ ระหว่างเดินทางพวกเขาจึงไม่มีอะไรให้สนทนากันอีก


เดินทางได้ไม่นานแสงอาทิตย์เริ่มเลือนหายและแสงจันทร์เขามาแทนที่


ทั้งที่เพิ่งเข้าสู่ยามโหย่ว(17.00-18.59น.) แต่ท้องฟ้ากลับมืดสนิท กลุ่มปราบปรามกองโจรทมิฬใต้ต้องหยุดเดินทาง หาสถานที่ที่ทำเลดีสำหรับตั้งค่ายพัก


สวี่เชิงฝานเลือกสถานที่ลานโล่งกว้างไร้ต้นไม้บดบัง แบ่งศิษย์จิวซื่อออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มหนึ่งเขียนอักขระสร้างอาณาเขตไล่สัตว์อสูร ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งสำรวจเส้นทางและล่าสัตว์เพื่อนำมาประกอบอาหาร


จ้าวหลางออกไปพร้อมกับกลุ่มสำรวจเส้นทางและล่าสัตว์ ส่วนฝูจิ้นหลิงและเสวี่ยจิ้งเหอไม่อยู่กลุ่มใดทั้งนั้นเพราะพวกเขาปลอมตัวเป็นหวงอวิ๋นหยางและหลี่เฟยไป่ที่มาในฐานะผู้สังเกตการณ์


ร่างเล็กมองศิษย์จิวซื่อเขียนอักขระวิญญาณด้วยแท่งหินสีขาวอยู่เงียบ ๆ


อาณาเขตวิญญาณคือขั้นแรกของเขตแดนวิญญาณ ซึ่งมีเพียงแต่ระดับอาณาเขตวิญญาณถึงจะใช้ได้


ระดับอาณาเขตวิญญาณไม่ใช่ระดับที่ผู้ฝึกตนทั่วไปจะมีโอกาสเข้าถึง จึงได้มีการพัฒนาดัดแปลงหลายอย่างจนทำให้อาณาเขตวิญญาณสามารถสร้างขึ้นได้หากมีการผสานจากอักขระวิญญาณและพลังวิญญาณศิษย์หลายคน


ในเพียงหนึ่งชีวาพิภพสิ้นเคยอธิบายลงลึกเรื่องอักขระวิญญาณไว้ ดังนั้นอาเหรินจึงสามารถอ่านมันออก


นอกจากมีอักขระที่เป็นส่วนประกอบของอาณาเขตป้องกันภัยสัตว์อสูรแล้วยังมีอักขระลวงตาที่ไม่ให้สัตว์อสูรเห็นสิ่งที่อยู่ภายในอักขระวิญญาณด้วย เรียกได้ว่าสวี่เชิงฝานสั่งการรอบคอบเลยทีเดียว


“ซือฝุจะรับมื้อเย็นเลยรึไม่ขอรับ”


เสวี่ยจิ้งเหอกล่าวถาม ด้านหลังมีกระโจมหรูหราหลังหนึ่งโผล่ขึ้นมาได้อย่างไรไม่ทราบ


เสวี่ยจิ้งเหอที่เห็นสายตาใคร่รู้ของอาจารย์จึงกล่าวคลายข้อสงสัย “ประโจมวิญญาณขอรับ ในหมู่ศิษย์ธรรมดามักจะไม่มีกันทว่าในหมู่ชนชั้นสูงจะพกกันไว้ในถุงมิติกันตลอด ด้านในมีพื้นที่กว้างขวางเหมือนพื้นที่มิติพร้อมกับเครื่องเรือนที่ตระเตรียมพร้อมไว้ขอรับ”


ก็ว่าทำไมกลุ่มศิษย์ชั้นสูงพวกนี้ถึงเลือกที่จะไม่พักในเมืองแล้วมาตั้งค่ายในป่าแทน ด้านในกระโจมวิญญาณหรูหรามาก อีกทั้งยังมีเครื่องเรือนครบครัน รู้แบบนี้แล้ว หากเป็นเขาก็คงไม่มีทางยอมนอนพื้นดินพื้นทรายและโรงเตี้ยมเตียงแข็ง ๆ เช่นกัน


หลังจากจบเรื่องกองโจรทมิฬใต้เขาน่าจะหาซื้อกระโจมวิญญาณสักหลัง เพราะเป็นไปตามคาดในหยกมิติวิญญาณฝูจิ้นหลิงไม่มีกระโจมวิญญาณเลยสักหลัง


เสวี่ยจิ้งเหอพาฝูจิ้นหลิงเข้ากระโจม บนโต๊ะมีอาหารหลากหลายอย่างวางอยู่


มื้อเย็นของวันนี้ก็หรูหราตามมาตรฐานเชฟเสวี่ยจิ้งเหอเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมูตุ๋นนุ่มลิ้นหรือต้มยำจัดจ้าน ก็เอร็ดอร่อยสมกับที่คาดหวังไว้ทั้งหมด


“ว่าแต่อาหลางไม่กินพร้อมพวกเรารึ” ฝูจิ้นหลิงจิบชาเพิ่งนึกเรื่องจ้าวหลางได้หลังกินเสร็จ


เสวี่ยจิ้งเหอตอบ “น่าจะอยู่กับพวกจิวซื่อนะขอรับ”


เพราะว่ายังอยู่ในช่วงปลอมตัวเพื่อความแนบเนียนจ้าวหลางจึงไม่สามารถเข้าออกกระโจมของพวกเขาได้เพราะเกรงว่าจะมีศิษย์จิวซื่อคนใดเห็น ฝูจิ้นหลิงส่ายหน้ารู้สึกเสียดายแทนที่จ้าวหลางไม่อาจรับประทานมื้อเย็นแสนอร่อยของเสวี่ยจิ้งเหอด้วยกัน


ถัดจากชวนรับประทานอาหารก็คือการจิบชาล้างปาก


“ด้านนอกเสียงดังจังเลยนะ” ฝูจิ้นหลิงกล่าวขึ้น


ถึงจะเป็นกระโจมวิญญาณคับแน่นไปด้วยคุณภาพอย่างดีแต่ก็ไม่ได้กันเสียง จึงทำให้เสียงพูดคุยเอะอะของศิษย์จิวซื่อดังเข้ามามากมาย “เดี๋ยวศิษย์กางอาณาเขตปิดกลั้นเสียงดีมั้ยขอรับ” เสวี่ยจิ้งเหอเสนอแต่ฝูจิ้นหลิงส่ายหน้า


ฝูจิ้นหลิงกล่าว “พวกศิษย์ของสาขาจิวซื่อก็มีอะไรให้พูดคุยกันเยอะเสียจริง”


เสวี่ยจิ้งเหอเสียงขบขัน “อันที่จริงสาเหตุก็รู้กันอยู่ใช่มั้ยขอรับ” สมกับเป็นคนรู้ใจอ่านจิตใจของเขาออกไปเสียหมด


สาเหตุของเสียงดังพวกนั้นก็คือ จ้าวหลาง


เมื่อถึงวันพรุ่งนี้การปราบปรามกองโจรทมิฬใต้ก็จะเริ่มขึ้น หลังจากบุกเข้าไปความยุ่งวุ่นวายก่อเกิดทั่วบริเวณไม่รู้สิ้นสุดเมื่อไหร่ ไม่มีใครที่จะมีช่วงเวลาว่างเพราะต้องเตรียมการรับมือกับกองโจรตลอดเวลาจนกว่าจะไปถึงขั้นตอนการแบ่งสมบัติ


หรือกล่าวได้ว่านอกจากคืนนี้แล้ว การที่จะได้พูดคุยกับจ้าวหลางอีกครั้งคือหลังจากแบ่งสมบัติเสร็จ


ทว่าจ้าวหลางมีนิสัยอย่างไรเป็นอันรู้ไปด้วยกัน ด้วยลักษณะนิสัยของจ้าวหลาง ไม่มีใครถามก็ต้องรู้แน่นอนว่าจ้าวหลางจะกลับสำนักทันทีหลังแบ่งสมบัติ ไม่รีรอใคร


ดังนั้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดจึงไม่มีอะไรจะเหมาะไปมากกว่าคืนนี้อีกแล้ว


ฝูจิ้นหลิงแย้มยิ้ม “เป็นอาหลางก็เหนื่อยเหมือนกันนะ”


“ฮ่า ๆ ต้นเหตุก็คือซือฝุไม่ใช่หรือขอรับ”


เดี๋ยวนี้ต่อปากต่อคำใหญ่เชียว


กว่าจะจิบชาเล่นจนหมด เสียงด้านนอกก็เงียบไปแล้ว


คนตัวเล็กหาววอด ไม่รู้ทำไมช่วงนี้ตนถึงเริ่มมีอาการหิวอาการง่วง สันนิษฐานว่าอาจจะมาจากผลกระทบของการทำตัวผิดวิสัยของเซียน ที่ไม่จำเป็นต้องกินน้ำกินอาหารและนอนหลับ ทว่ารู้อย่างนั้นแล้วฝูจิ้นหลิงก็ไม่เลิกกินเลิกนอนอยู่ดี ความจริงเขากลับชอบและคุ้นเคยที่ตนเองเป็นอย่างนี้เสียด้วยซ้ำ เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้เขามีความรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองยังเป็นมนุษย์อยู่ดี


“อืม...” ฝ่ามือเล็กยกปิดปากหาววอด หางตามีหยดน้ำตาซึมเล็กน้อย


เสวี่ยจิ้งเหอกล่าว “ซือฝุนอนเถอะขอรับ”


ทว่าฝูจิ้นหลิงส่ายหน้า


“ได้อย่างไรพวกเจ้ายังไม่นอนกันเลย” มันดูไม่ดีนักที่คนที่เป็นอาจารย์จะเข้านอนก่อนศิษย์


“ซือฝุนอนเถอะขอรับ ร่างกายของท่านชินกับการนอนหลับยามห้าย(21.00-22.59น.) หากฝืนก็คงไม่ดีต่อร่างกาย” เสวี่ยจิ้งเหอเว้นโน้มน้าว “ตัวศิษย์นั้นมีธุระคงต้องนอนดึกดื่นหรืออาจจะไม่ได้นอนเลย ส่วนศิษย์น้องอีกสักหนึ่งก้านธูปก็คงเข้านอนแล้วขอรับ ซือฝุไม่ต้องเป็นกังวล”


การโน้มน้าวเป็นผล ฝูจิ้นหลิงคล้อยตามอย่างง่ายดายอาจจะเพราะตนง่วงมากแล้วด้วย


ฝูจิ้นหลิงงัวเงีย “งั้นซือฝุนอนก่อน”


ร่างเล็กมุ่งหน้าไปทางที่ตั้งของเตียง เมื่อเห็นมีแค่เตียงใหญ่เตียงเดียวก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่าตนต้องนอนร่วมกันกับศิษย์อีกแล้ว ตั้งแต่คืนที่นอนด้วยกันสามคนฝูจิ้นหลิงได้ล่วงรู้ว่าศิษย์ทั้งสองนอนดิ้นกันมากนักเพราะเมื่อตื่นขึ้นมาเราดันตกไปอยู่ในอ้อมกอดศิษย์ทั้งสองเสียได้


ฝูจิ้นหลิงไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่จู่ ๆ ตัวเองก็ตกไปอยู่ในอ้อมกอดศิษย์ทั้งสองโดยบังเอิญเลยสักนิด ร่างเล็กทิ้งตัวลงบนเตียงนอนนุ่มที่แม้จะนุ่มเท่าเตียงนอนที่ห้องเขาแต่ก็นุ่มเหมือนกัน


.......


ท้องฟ้าอันมืดมิดไร้แสงดาวทว่ามีแสงจันทร์เต็มดวงส่องสว่างเข้ามาเติมเต็ม ณ ใจกลางป่าวิญญาณแสนอันตรายที่มีสัตว์อสูรวิญญาณนับหมื่นนับพัน เสวี่ยจิ้งเหอไม่ได้อยู่ในกระโจมวิญญาณ เขายืนอยู่ท่ามกลางความมืดของป่ากว้างดวงตาสีดำประกายแดงมองอย่างเลื่อนลอยไปทางท้องฟ้า ก่อนที่สีหน้าจะแสดงอาการเจ็บปวดบางเบา


เริ่มทนเข้าไปไม่ไหวทุกที


ยิ่งคิดถึงเรื่องนั้นพลังวิญญาณในอากาศยิ่งสั่นไหว เหล่าอสูรที่เห็นคนอาจหาญอยู่ใจกลางป่าวิญญาณจากเดิมคิดจะเข้าไปสังหารเสวี่ยจิ้งเหอกลับโดนแรงกดดันจนไม่กล้าเข้าใกล้สายตาแข็งกร้าวเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว


ปากบอกว่าตนเองสามารถควบคุมปราณมารได้เนื่องจากอยู่กับมันมานาน แต่ตอนนี้มันกลับมันไม่ใช่แบบนั้นเลย


เสวี่ยจิ้งเหอเป็นมากกว่าจ้าวหลาง เพราะไอมารที่เสวี่ยจิ้งเหอมีเรียกได้ว่าทั่วร่าง แรงปรารถนาที่เขาต้องควบคุมหลายเท่ากว่าจ้าวหลางนัก


ปกติแล้วเสวี่ยจิ้งเหอจะควบคุมอารมณ์ของตนเองได้จากการที่ใบหน้าประดับรอยยิ้มไว้ตลอด ทว่าภายหลังหลังจากที่ฝูจิ้นหลิงกลับจากยอดเขานภาคราม ผลกระทบจากไอมารจู่ ๆ ก็รุนแรงขึ้นเป็นหลายเท่าตัวแทบสำลัก เสวี่ยจิ้งเหอไม่ทันได้ปรับตัวทันจึงเผลอแสดงอารมณ์รุนแรงออกไป


โชคดีที่ตอนนั้นเขาสงบลงอย่างรวดเร็วจึงไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น


ถึงกับมีความคิดบ้า ๆ อยากจะกักขังให้อยู่ในสายตาเขาเพียงผู้เดียว


“ศิษย์พี่...”


มีเสียงเรียกออกมาแผ่วเบา เสวี่ยจิ้งเหอหันสายตาไปทางต้นเสียง


ใบไม้ปกคลุมทั่วป่าวิญญาณยากนักที่แสงจันทร์จะส่องลงเพื่อแสดงว่าผู้มาเยือนคือใคร แต่สำหรับเสวี่ยจิ้งเหอที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความมืดมิดแล้วไม่ต้องใช้สายตาก็สามารถรู้ตัวตนของผู้มาเยือนได้อย่างง่ายดาย


มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เรียกเขาว่าศิษย์พี่


เสวี่ยจิ้งเหอกล่าว “มีอะไรหรือ”


จ้าวหลางนิ่งเงียบ “......”


เสวี่ยจิ้งเหอกล่าวขึ้นมาเอง “อาการของข้ารุนแรงขึ้นมาก” ดวงตาสีดำสนิทมองขึ้นไปบนท้องฟ้าไร้ดวงดาวก่อนจะหันมาพูดกับจ้าวหลาง “เจ้าไปนอนกับซือฝุเถอะ ยามนี้น่าจะไม่มีศิษย์จิวซื่อคนใดอยู่ด้านนอกแล้ว”


จ้าวหลางพยักหน้า แต่ยังไม่ไป “แล้วศิษย์พี่ล่ะขอรับ”


เสวี่ยจิ้งเหอตอบ “ข้าเพิ่งคิดอะไรมากมาย สงบสติอารมณ์ตรงนี้สักพักแล้วจะตามไป”


ได้ยินคำยืนยันแล้วแต่จ้าวหลางก็ยังมีอาการอึกอัก แต่สุดท้ายแล้วก็ยอมเดินจากไป ระยะทางจากจุดที่เสวี่ยจิ้งเหอยืนสงบสติอารมณ์ห่างจากค่ายพักแรมประมาณหนึ่งลี้ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูปจ้าวหลางจึงกลับมาถึงค่ายพักแรมทันที


ร่างสูงเดินตรงเข้าไปยังเตียงนอน พลันเห็นคนบนเตียงนอนหลับสนิทใบหน้าที่ไม่ค่อยจะปรากฏรอยยิ้มพลันยิ้มขึ้นมา


จ้าวหลางจัดการร่างกายตัวเองเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อตัวในพร้อมนอนเสร็จสับ ร่างสูงค่อย ๆ หย่อนตัวเองลงเตียงซีกขวาเพราะเกรงว่าฟูกนุ่มยุบลงตามแรงน้ำหนักกะทันหันจนทำให้คนบนเตียงตื่น มือหนาเอื้อมปัดไรผมที่บดบังใบหน้างามออก


เห็นผ้าปิดหน้าผืนบางที่ยังอยู่บนใบหน้าของฝูจิ้นหลิง


หรือว่าจะลืมถอดจ้าวหลางคิดก่อนจะปลดผ้าผืนบางออกไป


เมื่อเห็นใบหน้าที่ปรากฏภายใต้ผ้าผืนบางลมหายใจของจ้าวหลางพลันสะดุดไปชั่วขณะ ใบหน้าเรียบนิ่งตกตะลึงตาเบิกกว้าง ร่างกายแข็งค้างไม่ขยับแม้กระทั่งปลายนิ้ว จ้าวหลางนิ่งไปกลมกลืนกับความเงียบ หลับตาเบือนหน้าหันไปทางอื่นพร้อมกับกำหนดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ พยายามควบคุมสติของตนเองไม่ให้เตลิด


วันนี้จ้าวหลางได้รับบทเรียนจากเสวี่ยจิ้งเหอแล้ว เขาจะไม่ยอมให้แรงปรารถนาเข้าควบคุมร่างเด็ดขาด...


“อืม...” ฝูจิ้นหลิงขยับตัวพลิกไปด้านจ้าวหลาง ลำคอส่งเสียงหวานอื้ออึงชั่วขณะนั้นสติของจ้าวหลางก็ขาดผึ่ง


ร่างสูงโน้มตัวลง มือทั้งสองข้างวางกดบนฟูกด้านซ้ายและขวาเสมือนกับว่าตนเองกำลังกักขังคนตัวเล็กไว้ภายในอ้อมกอด เมื่อใบหน้าของจ้าวหลางห่างจากฝูจิ้นหลิงที่ตกอยู่ในห้วงนิทราประมาณ 1 ชุ่น แสงจันทร์ที่กระทบสาดส่องเผยให้เห็นดวงตาแดงก่ำที่เต็มไปด้วยอารมณ์แรงปรารถนาจ้องมองคนด้านล่างไม่วางตา


“ซือฝุขอรับ...” เสียงกระซิบของจ้าวหลางแหบพร่าชวนให้คนที่ได้ฟังเคอะเขิน ดวงตาแดงก่ำที่เต็มไปด้วยอารมณ์ปรารถนาเลื่อนลงมาเห็นริมฝีปากอิ่มที่เผยอออกมาเล็กน้อย


ก่อนจะค่อย ๆ ประกบริมฝีปากของตัวเองลงไปแผ่วเบา...


“อึก!


พลันจ้าวหลางร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ที่ต้นขาด้านซ้ายมีมีดเล่มบางปักอยู่หนึ่งเล่ม


ดวงตาสีแดงก่ำแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทพร้อมกับกลิ่นเลือดที่โชยออกมา จ้าวหลางที่ได้สติหอบแฮ่กเสยผมที่ตกลงมาของตัวเองขึ้น ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มปิดใบหน้าครึ่งล่างของฝูจิ้นหลิงเอาไว้และดึงมีดที่ปักอยู่บนต้นขาของตนออกมาทันที


ไม่ได้มีใครลอบทำร้ายจ้าวหลางแต่เป็นจ้าวหลางต่างหากที่เป็นคนทำตัวเอง ชายหนุ่มรู้มาจากเสวี่ยจิ้งเหอแล้วว่าผลกระทบของไอมารรุนแรงขึ้นแต่ไม่คาดคิดว่าจะถึงขั้นแค่เห็นใบหน้าของฝูจิ้นหลิงเพียงอย่างเดียวตนจะขาดสติเกือบทำเรื่องเลวร้ายที่ไม่อาจอภัย โชคยังดีที่มีสติเฮือกสุดท้ายหยิบมีดจากถุงมิติปักขาต้นเองเพื่อเรียกสติทัน


หากไม่ได้ความเจ็บปวดจากมีดเล่มนั้นตอนนี้เขาก็คงจะบดขยี้ริมฝีปากอวบอิ่มนั่นไปแล้ว


“ข้า.. ข้าขอโทษขอรับ”


จ้าวหลางเสียงสั่นรู้สึกผิด แม้ความจริงฝูจิ้นหลิงจะหลับไม่รู้เรื่องราวที่ตนได้กระทำเอาไว้แต่ไม่ว่าอย่างไรจ้าวหลางก็รู้สึกละอายใจจนไม่อาจเสนอหน้าอยู่ที่แห่งนี้เสมือนกับว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นได้ ฉะนั้นเมื่อเจ้าตัวก้มหัวกล่าวขอโทษจบ จ้าวหลางรีบพยุงร่างของตัวเองออกไปด้านนอกกระโจม ลบรอยเลือดและหายไป


ช่วงเวลาสงบสุขกลับมาอีกครา


ซะเมื่อไหร่


ฝูจิ้นหลิงลืมตาขึ้น “เอ่อ ไปแล้วใช่มั้ยนะ?”


ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าเขาไม่ได้หลับ ไม่ได้หลับตั้งแต่แรกด้วย...





ช่วงคุยกับนักเขียน

จ้าวหลางโป๊ะแตกหนึ่ง

Twitter : @Mellion009 

#อย่ากินซือฝุ -> แจ้งข่าว Cut อื่น ๆ

ฝากนิยายเรื่องใหม่ > Tales of demon prince and war god


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.38K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,506 ความคิดเห็น

  1. #3506 Pimnok2124 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 เมษายน 2564 / 20:47
    อมก ย้อนเวลากลับมาจริงด้วย
    #3,506
    0
  2. #3485 peachnich (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 มกราคม 2564 / 22:14
    เอ้ะะะะะะ
    #3,485
    0
  3. #3472 pichayapa-sk (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2563 / 16:51
    nc จะแซ่บขนาดไหนคะ คิดแร้วก้อ ... แค่กๆๆ
    #3,472
    0
  4. #3452 yingg8663 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2563 / 09:26
    อ้าวๆๆๆๆ
    #3,452
    0
  5. #3431 bllam1880 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 02:05

    เเล้วเอ็งจะทนทำไมฟร่ะ!?
    กดเล-เเค่กๆ โทดๆ
    #3,431
    0
  6. #3362 22CM (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 14:39
    เอ้าโป๊ะแตก5555
    #3,362
    0
  7. #3341 มืใหม่คาซึ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:30
    เอาแล่วๆๆๆๆ
    #3,341
    0
  8. #3306 SoraUnnieSama❄ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 มกราคม 2563 / 02:06
    โอ๊ะโอ....ไม่เบาๆ
    #3,306
    0
  9. #3284 MitsukiCarto (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2562 / 13:32
    แอร๊ยยยยย~ รู้เห็นหมดๆ~
    #3,284
    0
  10. #3248 sudauy (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 11:41
    จ้างหลางโป๊ะแตก!!!!
    #3,248
    0
  11. #3224 -134340 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 19:46
    อ้าวสวว!!!เห้นนน!!!กี๊ดดดเ!!!!!
    #3,224
    0
  12. #3205 JHTEN (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 07:52
    แรงม๊ากกกากาเ่ดาดาาดอิแม่
    #3,205
    0
  13. #3198 มนุษย์ที่รักอิสระ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 02:52
    ต๊ายยยยย ไม่ต้องทนมันแร้วววว
    #3,198
    0
  14. #3177 pcy921 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2562 / 09:44
    โป๊ะแร้วววววอาหลางทำไงดี
    #3,177
    0
  15. #2912 chaaimmeme (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 21:45
    กรี๊ดดดลูกเรารู้ตัวว
    #2,912
    0
  16. #2748 14:03 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 22:19
    ตายแล้ววว ซือฝุรู้ตัว!
    #2,748
    0
  17. #2655 peace_in_apple (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 6 กันยายน 2562 / 18:05
    หรือว่าจิ้นหลิงจะท้องงงง
    #2,655
    0
  18. #2547 Wfast (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2562 / 11:24
    อ๊ากกกกกกก
    #2,547
    0
  19. #2386 love_forever 1992 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 11:47

    อ่าว!!! ไม่ต้องทนแล้วนาทีนี้
    #2,386
    0
  20. #2353 Disk Nara (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 22:08
    กระโจม***
    ไม่นุ่ม***
    #2,353
    0
  21. #2245 mintewanlaya (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2562 / 19:19
    กรี้ดดดดดดดดด
    #2,245
    0
  22. #2189 Ramifa (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2562 / 13:39
    เราว่าฝูจิ้นหลิงอะคือคนเดียวกับคนก่อนนั้นแหละ แต่แบบมันเป็นเพราะผลกระทบที่สองคนนั้นพูดถึงอะ เลยไปเกิดเป็นอีกคนไปก่อนแล้วค่อยกลับมา
    #2,189
    0
  23. #2072 Nattha_rika (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 09:04
    แต่ละคนเดาเก่งกันจัง
    #2,072
    2
    • #2072-1 mintewanlaya(จากตอนที่ 18)
      21 สิงหาคม 2562 / 19:21
      ใช่เลย ในขณะที่ทุกคนเดาได้โคตรโหด เราได้แค่นั่งทึ่งแบบโง่ๆ...
      #2072-1
    • #2072-2 Ppillow_(จากตอนที่ 18)
      22 สิงหาคม 2562 / 13:15
      นั่งทึ่งโง่ๆเหมือนกันค่ะ...
      #2072-2
  24. #2071 แมวมุม. (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 07:28
    เดาว่า ฝูจิ้นหลิงก่อนย้อนเวลาก็คือตายจริงๆนั่นแหละ แล้วไปเกิดเป็นอาเหริน แต่พอเด็กมาร2คนนั่นย้อนเวลา คือจะไม่มีฝูจิ้นหลิงก็ไม่ได้ถูกมะ มันคือกฎของห้วงเวลา เลยต้องดึงวิญญานฝูจิ้นหลิงหรือก็คืออาเหรินกลับมาในภพอดีตที่ถูกย้อน แต่ ด้วยความที่ถูกดึงมาเข้าร่างแบบที่ไม่ใช่เกิดใหม่ เลยมีความทรงจำอาเหรินติดมาด้วย...เดานะ
    #2,071
    0
  25. #2069 filmza_exo88 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2562 / 00:09

    มันมีจุดที่น่าสงสาร ในตอนที่อาจิ้งกับอาหลางยังไม่ย้อนกลับมา เรื่องถูกดำเนินด้วยที่จ้าวหลางเป็นพระเอก มีนางเอก อาจิ้งเป็นตัวร้าย มีฝูจินหลิงเป็นชนวน ให้จ้าวหลางแค้นอาจิ้ง อันนี้คือตามนิยายอริ ที่สงสัยก้คือ 1.มีsometingอะไรที่ทำให้อาจิ้งกับอาหลางย้อนกลับมา

    2.คนที่อาจิ้งกับอาหลางรักคือฝูจินหลิง อริจินอล? ถ้าใช่ แล้วอย่างงี้ไม่เท่ากับว่ารักผิดคนหรอ เพราะตอนนี้เป็นอาเหรินเข้ามาอยู่ในร่างของฝูจินหลิง แบบนี้มันน่าสงสารเข้าไปอีก แล้วที่บอกว่า ตอนที่อาจิ้งกับอาหลางย้อนกลับมาความทรงจำของฝูจินหลิงหายไป มันก้ยังงงๆอยู่ หรือว่าฝูจินหลิงไปเกิดใหม่เป้นอาเหริน แล้วอาเหรินก้มาเข้าร่างตัวเองในชาติก่อน??
    #2,069
    6
    • #2069-1 ฮาล์ฟจัง(จากตอนที่ 18)
      12 สิงหาคม 2562 / 00:12
      Easter Egg เยอะจริมๆ :3
      #2069-1
    • #2069-3 worajaroen2517(จากตอนที่ 18)
      12 สิงหาคม 2562 / 01:55
      มีความสงสัยอีกอย่างหนึ่งอาเหรินอาจจะเป็นฝูจินหลินอยู่แล้วแบบเกิดใหม่ไรงี้แล้วย้อนกลับมาจำความทรงจำไม่ได้แต่จำได้ตอนที่อยู่โลกนั้นก่อนเกิดใหม่ งงไหม เราก็งง555+
      #2069-3