END [BL,Yaoi] ศิษย์ข้าอย่าทำกับอาจารย์เจ้าเช่นนี้! (ตีพิมพ์ สนพ. บ้านวายบุ๊ค)

ตอนที่ 1 : แรกเริ่ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 47,883
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4,660 ครั้ง
    13 ก.พ. 63

แรกเริ่ม

*คำเตือน โปรดลืมเนื้อเรื่องที่ผ่านมา



สำหรับเขาแล้วโลกแห่งความจริงนั้นเป็นอะไรที่ไร้ค่า


โลกที่มีเพียงห้องสี่เหลี่ยมสีขาวขนาด 10*5


เพราะร่างกายอ่อนแอและโรคประหลาดที่แพทย์ชั้นนำระดับโลกต่างวินิจฉัยแล้วว่าไม่มีทางรักษา ทำให้อาเหรินต้องอยู่ในโรงพยาบาลตั้งแต่เด็กมาเป็นระยะเวลา 15 ปีเต็ม


ทุก ๆวันอาศัยอยู่ในห้องที่มีกลิ่นยาและกลิ่นดอกไม้ ไม่เคยได้ออกไปข้างนอก ไม่เคยไปเรียนที่โรงเรียน ไม่เคยได้เที่ยวเล่นหรือออกกำลังกายเหมือนคนอื่น หนึ่งวันของอาเหรินทำได้เพียงมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง หวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ที่อาจทำให้ตนหายจากโรคบ้า ๆ นี่และได้ชีวิตเหมือนคนปกติบ้าง


ทว่ายิ่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานความหวังก็เริ่มจะริบหรี่ อาการป่วยของอาเหรินแย่ลงเรื่อย ๆ แย่ขนาดที่ว่าแพทย์ไม่ได้กล้ากล่าวออกมากลัวเขาเสียกำลังใจ แต่อาเหรินก็รู้อยู่แล้ว ว่าอย่างไรอาการป่วยของตนก็ไม่มีความหวัง


เขากำลังจะตาย...


อาเหรินหลับตาลง สิ้นหวังในอาการป่วยของตนเต็มที เดิมอาเหรินเบื่อหน่ายกับชีวิตในโลกแห่งความจริงมากมายหลายครั้งมีเพียงโลกแห่งนิยายกระมังที่ทำให้อาเหรินสามารถจินตนาการถึงชีวิตในโลกภายนอก


ตัวอักษร ประโยค คำบรรยาย ทุกการกระทำที่ตัวเอกนิยายของเรื่องทำ พอได้จินตนาการพวกมันออกมาอาเหรินรู้สึกราวกับว่าตนเองได้ใช้ชีวิต สำหรับนิยายแล้วมันเปรียบเสมือนเครื่องช่วยชีวิตที่ได้มอบความหวัง เมื่อใดที่ตนหายดี สิ่งที่บรรยายในนิยายพวกนั้นก็จะไม่ใช่แค่จินตนาการอีกต่อไป


ทว่าพอได้รู้ความจริงว่าอย่างไรก็ไม่มีทางรักษาหาย ความหวังที่ริบหรี่ก็สลายหายไปในพริบตา


ลมหายใจของคนบนเตียงแผ่วเบา รอยหยักสัญญาณชีพจรเริ่มลดลงเรื่อย ๆ จนนิ่งสนิท เครื่องวัดสัญญาณชีพส่งเสียงดังลั่นน่าหนวกหู ความรู้สึกที่ว่าแสงสว่างและความหวังถูกทำลายในพริบตาทำให้อาการของโรคประหลาดกำเริบหนัก


กว่าบุคลากรทางการแพทย์จะกรูกันเข้ามา


ก็สายไปเสียแล้ว...



ในตอนที่อ่านนิยายเพื่อคลายความเหงา หนังสือโลกหลังความตายเกือบทุกเล่มมักจะกล่าวไว้เหมือนกันว่าเมื่อมนุษย์เราตาย วิญญาณจะกลับไปยังกระแสฐานวิญญาณเพื่อชำระล้างดวงจิตพร้อมรอเกิดในช่วงชีวิตใหม่ต่อไป


แต่สงสัยหนังสือพวกนั้นจะจกตาเขาเสียแล้ว


ทั้งที่ควรจะรู้สึกว่าตนเองกลายเป็นดวงจิตวิญญาณล่องลอยไม่มีรูปร่าง อาเหรินกลับรู้สึกได้ถึงแขนขา อุณหภูมิและอวัยวะของร่างกายในส่วนต่าง ๆ


อาเหรินลืมตา ตกใจจนตาเบิกกว้าง


แสงสว่างที่ลอดจากช่องว่างของต้นไม้ ผีเสื้อสีเงินบินทั่วบริเวณทิ้งประกายแสงสีเงินไปทั่ว กลิ่นอายของอากาศบริสุทธิ์ที่ไม่มีทางรู้สึกได้ในโลกแห่งความจริง ไม่คาดคิดว่าเมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่อาเหรินเห็นเป็นอย่างแรกไม่ใช่กระแสฐานวิญญาณสถานที่รวบรวมเหล่าวิญญาณคนตาย แต่เป็นป่าซวนหลาง ป่าวิญญาณที่มีแต่สัตว์อสูรวิญญาณอันตรายในนิยายเรื่องจีนโบราณกำลังภายในแนวล้างแค้นยอดฮิตเรื่องหนึ่งนาม เพียงหนึ่งชีวาพิภพสิ้น


อาเหรินหัวตื้อ มองรอบตัวไปมาทั้งตื่นตาและหวาดระแวงพลันสายตาก็เหลือบมองเห็นแขนขาว


แม้ช่วงตลอดชีวิตอาเหรินจะอุดอู้อยู่แต่ในโรงพยาบาลแค่อาเหรินจำไม่ได้ว่าแขนของตัวเองจะขาวผ่องปานเรืองแสงขนาดนี้


หรือว่า...


เสมือนอาเหรินสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาลุกยืนขึ้น พอเห็นชุดจีนโบราณที่ตัวเองสวมใส่อยู่ในตอนนี้อาเหรินชักจะมั่นใจแล้วว่าสิ่งที่ตนคิดอาจจะถูกต้อง เขามองรอบตัวเพื่อหาอะไรบางอย่างที่สามารถสะท้อนสภาพของเขาในปัจจุบัน


น่าเสียดายที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็เห็นเพียงต้นไม้ใบหญ้าและผีเสื้อสีเงิน


อาเหรินพยายามสำรวจตัวเองอีกครา นอกจากผิวขาว ชุดจีนโบราณลายนกกระเรียนสีขาวขอบทอง อาเหรินยังค้นพบอีกว่าผมของตัวเองเป็นสีขาวยาวถึงกลางหลังและมุมมองสายตาเหมือนจะสูงขึ้น


ถึงเวลาส่วนใหญ่ของอาเหรินจะใช้ไปกับการนอน แต่เขาสามารถจำมุมมองสายตาของเขาได้อย่างแน่นอนและมุมมองแบบนี้ ยังไงไม่ใช่ส่วนสูง 165 ของเขาแน่ ๆ


เรื่องราวมันชักจะมีกลิ่นแปลก ๆ อาเหรินเริ่มเดินสำรวจรอบ ๆ ในป่าเขาแบบนี้ไม่มีทางที่จะเจอกระจกหรือสิ่งของมันเงาอะไรพวกนี้ได้อยู่แล้ว เขาจึงเลือกที่จะหาพวกแม่น้ำ ลำธารแทน


ซ่า... ซ่า...


เสียงน้ำตก?


สองขาก้าวไปทางเส้นทางนั้นอัตโนมัติ เดินไปไม่ไกลเท่าไหร่อาเหรินก็เจอน้ำตกเข้าจริง ๆ


เดิมรู้ว่าที่นี่เป็นป่าซวนหลางอาเหรินจึงไม่ได้สงสัยสักเท่าไหร่ เพราะป่าซวนหลางมีอาณาเขตกว้างไกลหลายพันลี้และกินพื้นที่ของทวีปหยวนอิงไปเกือบหนึ่งในสี่


ทว่าพอเจอน้ำตกที่มีประกายแสงสีทองจาง ๆ และกลิ่นอายบริสุทธิ์ที่อัดแน่นแล้ว


อาเหรินก็เริ่มประติดประต่อเป็นทอด ๆ ได้แล้วว่าตนเป็นใคร


น้ำตกที่อยู่ตรงหน้าของเขา สมควรที่จะเป็นต้นสายของน้ำตกผานกู่ที่อยู่ในเขตยอดเขาทลายฟ้า ยอดเขาที่มีเจ้าของคือเซียนวิญญาณ ฝูจิ้นหลิง อาจารย์ของตัวเอกชายในโลกเพียงหนึ่งชีวาพิภพสิ้น


ผมตรงยาวสีขาว ดวงตาสีอำพัน ใบหน้างดงามปานเทพเซียน ชุดสีขาวลายนกกระเรียนขอบทอง นั่นคือเอกลักษณ์ของเซียนวิญญาณ ฝูจิ้นหลิง


อาเหรินพึมพำ “อย่าบอกนะว่า...”


ชายหนุ่มเหลือบมองผมสีขาวและชุดจีนโบราณลายนกกระเรียนสีขาวขอบทองที่อยู่บนร่างตนอีกครา ก่อนจะก้าวเดินไปริมน้ำตก


ปะ เป็นไปไม่ได้หรอก


สิ่งที่สะท้อนออกมาจากผิวน้ำคือใบหน้าขาว ตาโต ริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่ม งดงามหมดจดจนทำให้อาเหรินถึงกับล้มลง


นี่ไม่ใช่ร่างของเขาอย่างแน่นอน ร่างกายของเขาน่ะทั้งผอมทั้งแห้งเนื้อหนังติดกระดูกไม่มีตรงไหนเหมือนชายหนุ่มงดงามปานเทพเซียนที่สะท้อนออกมาจากผิวน้ำเลยสักนิด!


อาเหรินยกมือข้างซ้าย ชายหนุ่มผู้งดงามที่สะท้อนผิวน้ำก็ยกมือข้างซ้าย, อาเหรินทำหน้าประหลาด ชายหนุ่มผู้งดงามก็ทำหน้าประหลาดเช่นกัน


“จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันล่ะเนี่ย” อาเหรินบ่น นั่งยองลงกับพื้นก่อนจะหยิบกิ่งไม้แถวนั้นมาเขี่ยดินเล่น


เข้าร่างใครก็ไม่เข้า ดันมาเข้าร่างของเซียนวิญญาณ ฝูจิ้นหลิง เอาซะได้...


เพียงหนึ่งชีวาพิภพสิ้นเป็นนิยายจีนโบราณกำลังภายในที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อสู้กับโชคชะตาและล้างแค้นของชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งมีชีวิตวัยเด็กแสนรันทดทว่าเป็นอัจฉริยะนาม จ้าวหลาง


บิดามารดาเป็นใครไม่ทราบ รู้แค่ว่าตนเองถูกนำมาฝากเลี้ยงไว้ที่สกุลฉีแห่งหลวนซาน[ชื่อเมือง] เติบโตพร้อมกับการโดนคุณหนูคุณชายในสกุลฉีกลั่นแกล้ง


จนกระทั่งเมื่ออายุครบ 15 ปี การกลั่นแกล้งยิ่งรุนแรงหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ


ประมุขสกุลฉีเอ็นดูจ้าวหลางมาตลอดทว่ากลับไม่สามารถออกตัวปกป้องจ้าวหลางได้ด้วยเหตุผลส่วนตัวของตน ดังนั้นประมุขสกุลฉีจึงเสนอให้จ้าวหลางไปเข้าร่วมงานคัดเลือกศิษย์ใหม่เข้าสำนักของสำนักกิเลนฟ้า เผื่อหากว่าจ้าวหลางเกิดได้เป็นศิษย์ใหม่ของสำนักขึ้นมา เขาก็มิต้องติดอยู่กับสกุลฉีอีก


และ.. ใช่


จ้าวหลางผ่านการคัดเลือกศิษย์ใหม่ของสำนักกิเลนฟ้าอย่างงดงามและง่ายดาย ด้วยพรสวรรค์ของจ้าวหลางทำให้เขาข้ามขั้นเป็นศิษย์สายใน จนต้องตาของเซียนวิญญาณฝูจิ้นหลิงที่กำลังมองหาศิษย์ผู้สืบทอดวิชา ด้วยเหตุนั้นจ้าวหลางจึงกลายเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่กลายเป็นศิษย์ของเซียนวิญญาณ


ช่วงแรกของเพียงหนึ่งชีวาพิภพสิ้นนั้น จ้าวหลางถือได้ว่าเป็นตัวเอกชายสายคุณธรรมที่แท้จริง รักความยุติธรรม ปราบกองโจร ปราบจอมมาร ช่วยเหลือผู้คน ชื่อเสียงดีงามเลื่องลือเป็นที่ยกย่องของผู้คนทั่วทวีปหยวนอิง


เรื่องราวทั้งหมดกำลังเป็นไปได้ด้วยดี...


แต่สุดท้ายจุดแตกหักของเนื้อเรื่องก็ดำเนินมาถึง


หลังจากที่จ้าวหลางขับไล่จอมมารไปได้ ในขณะที่จ้าวหลางเดินทางกลับถึงสำนักกิเลนฟ้าศิษย์คนหนึ่งได้บอกเล่าเรื่องราวอันน่าตกใจเกี่ยวกับการก่อเหตุจลาจลใหญ่ เมื่อสองวันก่อนที่จ้าวหลางจะกลับมามีข่าวลือว่าเซียนวิญญาณฝูจิ้นหลิงขโมยคัมภีร์ลับสังหารเทพที่เป็นคัมภีร์ลับของสำนักกิเลนฟ้าไป ทางสำนักกิเลนฟ้าจึงได้ประกาศปลดเซียนฝูจิ้นหลิงออกจากการเป็นผู้อาวุโสหลัก ยึดยอดเขาทลายฟ้า และในวันต่อมาก็ได้ประกาศว่าฝูจิ้นหลิงถูกสังหารจนสิ้นชีพแล้ว


แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านั้นจ้าวหลางล้วนไม่เชื่อ ทั้งแผ่นดินเซียนหนานมีเพียงผู้เดียวที่มีถึงระดับเซียนวิญญาณนั่นคืออาจารย์ของเขา แม้อาจารย์จะไม่เก่งกาจเรื่องต่อสู้นัก แต่ช่องว่างของระดับพลังวิญญาณไม่ใช่เรื่องง่ายที่สามารถแทนที่ด้วยความเก่งกาจได้ ฉะนั้นไม่ว่าผู้ที่สังหารอาจารย์ของเขาจะเป็นปรมาจารย์ด้านการต่อสู้หรืออะไร ยังไงก็ไม่มีทางสังหารอาจารย์ของเขาได้อย่างแน่นอน


จ้าวหลางยึดมั่นในความคิดอย่างมาก แต่ทว่าไม่วายบุกเข้าไปที่ตำหนักเจ้าสำนักของเหลียงเป่ยชางเพื่อสอบถามความจริง เหลียงเป่ยชางไม่อิดออดนำจ้าวหลางไปยังสถานที่ที่เรียกว่าสุสานบรรพชน เปิดหลุมศพของฝูจิ้นหลิงเพื่อยืนยัน


ภายในหลุมศพปรากฏร่างของเซียนวิญญาณ ฝูจิ้นหลิงในสภาพเดิมทุกอย่างเสมือนกับว่าเขาไม่ได้ตายแต่ตกอยู่ในห้วงนิทรา จ้าวหลางตกตะลึงร่างกายแข็งค้างพูดไม่ออก เนื้อตัวของฝูจิ้นหลิงเย็นชืด ไม่มีสัญญาณชีพจร ไม่มีพลังวิญญาณตกค้างในร่างเลยสักนิด อย่างกับว่าเป็นเปลือกร่างกายเปล่า ๆ ไม่มีดวงจิตวิญญาณอยู่ภายใน


ชั่วขณะนั้นจ้าวหลางจิตใจแตกสลาย อาจารย์ผู้เป็นที่รักได้จากเขาไปเสียแล้ว


ความยุติธรรมไม่สามารถช่วยเหลือใครได้...


หลังจากวันนั้นนิสัยของจ้าวหลางได้เปลี่ยนไปทุกอย่าง จากเดินที่เป็นคนอ่อนโยน ช่วยเหลือผู้คนกลับกลายเป็นคนโหดเหี้ยม ดุร้าย ชนิดที่ว่าหากมีใครกล้าขวางทางจ้าวหลางจะฆ่าไม่เลือกหน้าหรือใครกล้าเข้ามาหาเรื่องก็จะทำให้ชีวิตของมันไม่เป็นสุข ตามล่าบุคคลที่กล้าสังหารอาจารย์ของตนซึ่งภายหลังหลักฐานทุกอย่างบ่งบอกว่าจอมมารเจวี๋ยซื่อหานเสวี่ยนั้นเป็นผู้ลงมือ


เนื้อเรื่องสุดท้ายที่อาเหรินได้อ่านคือแผ่นดินเซียนหนานสิ้นชีพกลายเป็นหุบเหวแห่งความตายจากการต่อสู้ปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างจ้าวหลางและจอมมารเจวี๋ยซื่อหานเสวี่ย และอาเหรินก็ได้ตายไป


ชายหนุ่มผู้กลายเป็นเซียนกังวลอยู่นิดหน่อย เพียงหนึ่งชีวาพิภพสิ้น ค่อนข้างเป็นนิยายที่แต่งตามใจนักเขียนไม่มีการวางโครงเรื่องไว้ก่อนใดใดทั้งสิ้น กล่าวได้ว่าปมสำคัญที่นักเขียนวางไว้หลายอย่างได้ถูกปล่อยทิ้งเบลอไปหมด กระทั่งความตายของตัวเปิดม่านชูโรงเนื้อเรื่องที่ทำให้พระเอกเข้าสายดาร์คอย่างของฝูจิ้นหลิงยังถูกนักเขียนกลบหลุมเนื้อเรื่องทิ้งอย่างน่าสงสาร


ถ้าเป็นตอนแรกอาเหรินคงไม่สนใจ เพราะมันแค่ก็นิยายอ่านฆ่าเวลา แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ในร่างของฝูจิ้นหลิง อาเหรินไม่อาจเดาได้เลยว่าเขาจะถูกฆ่าตายเมื่อใด


“เอาไงดี...” อาเหรินกล่าวกับตัวเอง


สำหรับคนที่ตายมาแล้ว จะตายอีกครั้งก็ไม่เห็นจะต่าง แต่อย่างน้อยร่างของฝูจิ้นหลิงก็ยังดีกว่าร่างป่วยโรคประหลาดของเขาเยอะถึงจะโดนปักธงตายไว้ก็เถอะ


อาเหรินที่กลายเป็นฝูจิ้นหลิงเดินกลับเข้าไปในป่า ในเมื่อไม่รู้เส้นทางก็เดินตรงไปเรื่อย ๆ ร่างกายเซียนอึดถึกทน เหนื่อยอยาก ไม่ต้องกินอาหาร ไม่ต้องกินน้ำ ต่อให้เดินหลงเขาก็ไม่ลำบากอยู่ดี


โชคดีที่สวรรค์เข้าข้าง

              

             ในที่สุดฝูจิ้นหลิงก็เจอเรือนพำนักหลังใหญ่

              

              ยอดเขาทลายฟ้าเดิมเป็นอาณาเขตของสำนักกิเลนฟ้า ทั้งยอดเขาถูกปกคลุมด้วยป่าวิญญาณซวนหลาง ป่าที่มีสัตว์อสูรวิญญาณอันตรายมากมายที่ต่อให้เป็นระดับอาณาเขตวิญญาณก็ยากจะรอดชีวิต แน่นอนว่าสถานที่อันตรายเช่นนี้สำนักกิเลนฟ้าไม่อาจเอามาใช้ประโยชน์ เหลียงเป่ยชางเจ้าสำนักเจ้าเล่ห์จึงนำยอดเขานี้ไปต่อรองกับเซียนฝูจิ้นหลิงว่าหากฝูจิ้นหลิงตกลงรับตำแหน่งผู้อาวุโสเสาหลักของสำนักกิเลนฟ้า เหลียงเป่ยชางจะมอบยอดเขาทลายฟ้าเป็นของตอบแทน

              

              ฝูจิ้นหลิงเปิดประตูใหญ่ ฝูงฝุ่นควันจากเรือนพำนักฟุ้งกระจายออกมาจนทำให้ร่างสีขาวสำลักควัน


ด้านในกว้างขว้างแต่เครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนมีฝุ่น สภาพอย่างกับเรือนร้าง อาเหรินไม่แปลกใจนักเพราะฝูจิ้นหลิงเป็นระดับเซียนวิญญาณ เซียนวิญญาณนับว่าไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป ไม่จำเป็นต้องดื่มกิน ขับถ่ายหรือหลับนอน ฉะนั้นสำหรับเขาแล้วของพวกนี้ก็เป็นเพียงสิ่งไร้ค่าเท่านั้น


ทว่ากับอาเหรินมันต่างกัน เพราะเขาเป็นคนที่มาจากศตวรรษที่ 20


ถึงจะไม่หิวก็ยังชอบที่จะกิน ถึงไม่เหนื่อยก็ยังชอบที่จะนอน อาเหรินชอบเที่ยวชอบออกไปข้างนอกเพราะในชีวิตที่แล้วเขาไม่มีโอกาสที่จะทำอย่างนั้นทว่าก็เป็นคนที่ชอบนอนเกียจคร้านอยู่ในห้องด้วย สภาพเครื่องเรือนที่ฝุ่นจับเป็นก้อนเช่นนี้มันขัดขว้างการใช้ชีวิตของเขาไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลงมือทำความสะอาดเสียก่อน


กระนั้นเรือนหลังใหญ่ขนาดนี้ให้ทำคนเดียวกันก็เกินไปหน่อย...


พลันในหัวก็คิดอะไรบางอย่างออกอาเหรินล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ เสมือนคลับคล้ายคลับคลาจะจำได้ว่าในเนื้อเรื่องเคยบรรยายเกี่ยวกับสิ่งของสิ่งหนึ่งที่ฝูจิ้นหลิงใช้ทำความสะอาดตัวจ้าวหลางที่เปรอะเปื้อนจากการฝึกหนักจนสภาพดูไม่ได้ ของสิ่งนั้นอยู่ในหยกมิติวิญญาณที่ซ่อนอยู่ภายในสาบเสื้อของเขา


ท่อนไม้พลังวิญญาณพันปี ขนแกะเขามังกร ผ้าแพรสวรรค์ อาเหรินหยิบของที่อยู่ในหยกมิติวิญญาณด้วยอาการตกตะลึง สิ่งของพวกนี้ล้วนเคยปรากฏในเพียงหนึ่งชีวาพิภพสิ้นมาแล้วแต่ปรากฏในการครอบครองของจ้าวหลาง พวกมันล้วนเป็นวัตถุดิบล้ำค่าที่หาได้จากสถานที่อันตรายยากจะมีชีวิตรอดกว่าจ้าวหลางจะได้ครอบครองของพวกนี้มาสักชิ้นก็สูญเสียหลายอย่างสะบักสะบอมตั้งเท่าไหร่


แต่ในหยกมิติวิญญาณของเซียนฝูจิ้นหลิงมีของพวกนี้เป็นสิบสิบชิ้น แถมยังวางกระจัดกระจายยังกับขยะ...


ไม่สิ! เขาต้องหา หินชำระล้างนี่นา


อาเหรินในร่างฝูจิ้นหลิงตัดใจเมินของล้ำค่าชิ้นอื่น ๆ และตั้งจิตมั่นหาสิ่งของที่เขาต้องการก่อน


ใช้เวลาไม่นานก็หาเจอ เมื่อหาเจอแล้วฝูจิ้นหลิงหยิบหินชำระล้างเหล่านั้นออกมาประมาณสามสิบก้อนเหตุเพราะก้อนหนึ่งจะมีอาณาเขตที่สามารถชำระล้างไม่มากนัก เรือนพำนักของฝูจิ้นหลิงเองก็กว้างขว้างจำนวนหินชำระล้างประมาณนี้คงจะเพียงพอแล้ว


เขาไม่รู้วิธีใช้พลังวิญญาณแต่ดูเหมือนร่างกายของฝูจิ้นหลิงจะจดจำวิธีการใช้พลังวิญญาณได้เอง


ฝูจิ้นหลิงวางหินชำระล้างที่โต๊ะฝุ่นจับตัวหนึ่งก่อนส่งพลังวิญญาณไปที่หินชำระล้าง หินชำระล้างเมื่อถูกสัมผัสโดยพลังวิญญาณของฝูจิ้นหลิง หินชำระล้างทั้งหมดแตกเป็นผุยผงและกลายเป็นประกายแสงส่องสว่างวาบทั่วเรือนพำนัก


เมื่อแสงสว่างเริ่มจางหายไปฝูจิ้นหลิงลืมตาขึ้น ดวงตาสีอำพันมองไปรอบ ๆ เรือน มุมปากยกยิ้มขึ้น เมื่อเรือนที่จากเดิมเคยเลอะเทอะเต็มไปด้วยคราบฝุ่นสะอาดเงาวิ้งวับในพริบตา


เรือนสะอาดแล้ว เหลือเพียงเรื่องอาหาร


เพราะอยู่แต่ในโรงพยาบาลตั้งแต่เด็กจนตาย อาเหรินไม่มีความสามารถด้านการปรุงอาหารเลยสักนิดเพราะฉะนั้นตัดตัวเลือกหาวัตถุดิบมาปรุงอาหารเองไปได้เลย ในหยกมิติวิญญาณเองก็ไม่มีของอาหารทางเลือกเดียวในตอนนี้คือฝูจิ้นหลิงต้องลงไปหาซื้ออาหารเองจากในเมือง


ถ้าเป็นนิยายเซียนกำลังภายใน แน่นอนว่าวิธีเดินทางยอดฮิตก็คือการขี่กระบี่บิน


ฝูจิ้นหลิงมีกระบี่ที่เป็นอาวุธวิญญาณอยู่หนึ่งเล่มนาม หลิ่งถิง*[1]


เรียกนามกระบี่ออกมา “หลิ่งถิง”


พลันกระบี่เรียวยาวสีขาวไร้มลทิตก็ปรากฏกลางอากาศ ฝูจิ้นหลิงมองกระบี่งดงามตาเบิกกว้าง ไม่ว่าจะเป็นด้ามกระบี่หรือฝักกระบี่ล้วนมีรอยอักขระสีทองที่แผ่ไอพลังวิญญาณบริสุทธิ์ออกมามากมาย บ่งบอกถึงพลังอำนาจของกระบี่เล่มนี้


เมื่อได้จับกระบี่การกระทำของอาเหรินที่อยู่ในร่างฝูจิ้นหลิงเป็นไปโดยอัตโนมัติ ฝูจิ้นหลิงชักกระบี่ออกและสะบัดมันไปกลางอากาศ จนกระบี่หลิ่งถิงลอยขึ้นเหนือพื้นดินฝูจิ้นหลิงจึงทะยานขึ้นกระบี่ด้วยท่าทางสง่างาม


ระดับความสูงระหว่างพื้นดินและฝูจิ้นหลิงราวยี่สิบลี้ สูงกว่ายอดเขาที่สูงที่สุดในโลกยอดเขาเอเวอร์เรสต์เสียอีก


ในความเป็นจริงแล้ว เขาควรจะรู้สึกอึดอัดจากความกดอากาศต่ำและออกซิเจนไม่เพียงพอ ทว่าโลกนี้เป็นโลกนิยายกำลังภายในที่มีอะไรเหนือธรรมชาติไปเสียหมด คงจะใช้หลักวิทยาศาสตร์ในโลกเดิมมาตัดสินกันไม่ได้


“แล้วเมืองต้องไปทางไหนเนี่ย...” ฝูจิ้นหลิงบ่นพึมพำ


ทางตรงอย่างเดียวก็แล้วกัน


ดั่งคำกล่าวที่ว่าไว้ว่าทางตรงคือทางที่เร็วที่สุด เมื่อฝูจิ้นหลิงมุ่งหน้าไปทางใต้เป็นเส้นตรงประมาณห้าร้อยลี้ในที่สุดเขาก็เจอเมืองเมืองหนึ่งจนได้


ฝูจิ้นหลิงเลือกที่จะลงจากกระบี่ห่างจากเมืองเล็กน้อยแล้วเดินเท้าต่อ ปกติแล้วผู้ฝึกตนจะไม่ค่อยปรากฏเข้ามาในตัวเมืองกันเท่าไหร่นักแต่ถ้าหากปรากฏขึ้นมาแล้วก็เป็นอันต้องถูกประจบประแจงจากคนรอบข้างจนไม่มีเวลาส่วนตัวอยู่เรื่อย ฝูจิ้นหลิงไม่ต้องการเช่นนั้นเขาจึงเลือกที่จะไม่ขี่กระบี่บินเข้าไป


หน้าประตูทางเข้าเมืองมีผู้คนต่อแถวกันเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นพวกที่มากับรถม้ามีการแต่งกายเหมือนเป็นพ่อค้า อีกส่วนเป็นนักเดินทาง


ฝูจิ้นหลิงเดินไปต่อแถวท้ายสุด ความโดดเด่นของเขาเรียกสายตาคนแถวนั้นให้จับจ้องทั่วกัน


“คนถัดไป!” เสียงตะโกนดังขึ้นจากด้านหน้า แถวสั้นลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ถึงคิวของฝูจิ้นหลิงสักที


ร่างกายของฝูจิ้นหลิงถูกซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมสีขาวที่สร้างจากขนจิ้งจอกหิมะ ไอเย็นที่แผ่ออกมาทำให้ร่างกายของเขาเย็นสบายแม้จะอยู่ท่ามกลางอากาศร้อนระอุหรือจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นในวันที่มีฤดูหนาว “ขอบัตรผ่านด้วยขอรับ” คนที่รับหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อมเมื่อเห็นการแต่งกายของคนตรงหน้า


บัตรผ่าน?  เขามีของพวกนั้นที่ไหนกัน


“ใช้ของสิ่งนี้แทนได้หรือไม่?” ฝูจิ้นหลิงกล่าวพร้อมกับส่งของบางอย่างให้กับผู้ตรวจ


เหรียญสีทองในมือของฝูจิ้นหลิงทำให้ชายผู้ตรวจดวงตาเบิกกว้าง เขารับของในมือฝูจิ้นหลิงและยิ้มออกมาด้วยท่าทางประจบประแจง


“ได้ขอรับ! ได้อย่างแน่นอน ยินดีต้อนรับนายท่านเข้าสู่เมืองซวนหยางขอรับ”


“อืม”


ที่แท้แล้วการเข้าเมืองมันก็แค่นี้ เพียงมอบเหรียญทองให้ผู้ตรวจตราสองเหรียญฝูจิ้นหลิงก็ผ่านเข้ามาในเมืองได้อย่างง่ายดาย


บรรยากาศภายในเมืองครึกครื้น เสียงสนทนาพูดคุยและผู้คนมากมายเดินตามท้องถนนอีกทั้งตามทางมีร้านค้าแผงลอยขายของที่เขาไม่เคยเห็นแปลกตาเต็มไปหมด ที่ป้ายประกาศก่อนเข้าเมืองกล่าวไว้ว่าเมืองซวนหยางคือเมืองแห่งการค้าดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง


“เจ้ารู้หรือไม่ อีกสามวันสำนักกิเลนฟ้าก็จะเปิดรับศิษย์เข้าสำนัก น่าเสียดายที่ลูกข้าอายุเพียงสิบปี มิอย่างนั้นข้าคงให้เขาไปรับการทดสอบแล้ว”


“เห็นว่าลูกชายบ้านหลี่ที่ออกเดินทางไปอยู่ขั้นห้วงวิญญาณแล้ว ข้าว่าเขาผ่านการทดสอบแน่”


“เจ้าหมายถึง หลี่ถู่? ถ้าอย่างนั้นบ้านหลี่ก็โชคดีแล้ว! สำนักกิเลนฟ้าไม่รับศิษย์อายุมากกว่าสิบหก แต่เห็นว่าอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเกิดของหลี่ถู่และมันอยู่หลังวันรับศิษย์ของสำนักกิเลนฟ้าพอดี เฉียดฉิว ๆ”


“...จะว่าไปเจ้าได้ยินเรื่องคุณชายสามตระกูลเสวี่ยหรือไม่”


“อา..เจ้าอย่าพูดเรื่องนั้นเลย คุณชายสามน่าสงสารนัก”


“ได้ยินข่าวลือว่าหลังจากที่ท่านเสวี่ยกู่หลางเสีย คุณชายสามก็ถูกปลดจากศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าสำนักกิเลนฟ้าทันทีเลย ตระกูลเสวี่ยขายหน้าแล้ว...”


บทสนทนาเป็นต่อยหอยของกลุ่มหญิงสาววัยกลางคนที่โต๊ะด้านข้างดังเข้าหูไม่หยุด พาลให้เสียอารมณ์สุนทรีย์สำหรับการลิ้มลองรสชาติหมูอบเครื่องเทศจนหมด


แต่เพราะบทสนทนาของหญิงสาวพวกนี้ทำให้ฝูจิ้นหลิงนึกเรื่องสำคัญออก


วันงานคัดเลือกศิษย์ใหม่เข้าสำนักกิเลนฟ้าคือวันที่เซียนฝูจิ้นหลิงจะรับจ้าวหลางเป็นศิษย์ อาเหรินกำลังขบคิดว่าตนควรจะทำตามเนื้อเรื่องในนิยายหรือไม่ เพราะตนก็ชอบตอนจ้าวหลางเทิร์นเป็นสายดาร์คไม่น้อย.. แต่การทำเช่นนั้นนั่นหมายความว่าอาเหรินจะทำตามเนื้อเรื่อง ความเสี่ยงที่จะตายตามเนื้อเรื่องก็มีมากขึ้นเช่นกัน


ไม่ได้การ เขาต้องเตรียมตัวก่อน...


ฝูจิ้นหลิงกวักมือเรียกเสี่ยวเอ้อคิดเงิน เตรียมกลับเขาทลายฟ้าทว่าพอเดินออกจากเมือง ฝูจิ้นหลิงก็หยุดนิ่ง


ฝูจิ้นหลิงกล่าวเสียงแข็ง “พวกเจ้าต้องการอะไร?”


ตั้งแต่ย่างเท้าก้าวเข้าเมืองมาฝูจิ้นหลิงรู้สึกได้ว่าตนเองถูกใครบางคนแอบติดตามอยู่แล้ว เดิมเขากะจะกำจัดให้สิ้นซากแต่ทว่าคนพวกนั้นแค่ตามเขาเฉย ๆ ไม่มีจิตสังหารใดใด ฝูจิ้นหลิงก็เลยปล่อยไป กระนั้นถึงเขาจะยอมแต่ก็ใช่ว่าจะให้คนพวกนี้ตามเขาไปถึงยอดเขาทลายฟ้า


ด้านหลังของฝูจิ้นหลิงปรากฏบุคคลปริศนาห้าคน ฝูจิ้นหลิงจ้องเขม็ง เขาจำเครื่องแบบและสัญลักษณ์ที่อกด้านซ้ายแบบนี้ได้ คนปริศนาพวกนี้เป็นศิษย์สายในของสาขาหลัก


คนที่เหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มพูดด้วยน้ำเสียงสั่น เนื่องจากพวกเขาทั้งห้ากลัวว่าจะทำให้เซียนฝูจิ้นหลิงไม่พอใจ “ทะ..ท่านเจ้าสำนักทราบมาว่าท่านเซียนลงจากยอดเขา จึงอยากเชิญท่านเซียนมาสนทนาที่สำนักหลักสักครู่ขอรับ”


เจ้าสำนัก?


ฝูจิ้นหลิงถอนหายใจ


เหลียงเป่ยชางเจ้าสำนักคนโง่ ปกติในนิยายก็ชอบมาวอแวเซียนฝูจิ้นหลิงจนน่ารำคาญแต่ไม่คิดว่าจะถึงขั้นส่งคนมาแอบติดตามแบบนี้ จะว่าไปพลันน่าสงสัยนักว่าเรื่องเขาลงจากเขาทลายฟ้าไปถึงหูเหลียงเป่ยชางได้อย่างไร “นำทางไป” ฝูจิ้นหลิงกล่าว


หลังจากบอกให้เหล่าศิษย์ห้าคนนำทาง ศิษย์สายในห้าคนที่แม้จะยังกลัวอยู่บ้างทว่าก็ทำหน้าที่ผู้นำทางได้ไม่ขาดตกบกพร่อง ขัดใจอย่างเดียวที่ความเร็วกระบี่ของศิษย์สายในช้ายิ่ง ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วยามจึงเข้าเขตสำนัก


เหลียงเป่ยชางผายมือ “เชิญขอรับ” นำทางฝูจิ้นหลิงเข้าไปห้องรับรองด้านใน


ฝูจิ้นหลิงนั่งลงรับชาจากเหลียงเป่ยชางและถาม “มีอะไร”


เจ้าสำนักเหลียงเป่ยชางผู้นี้สมกับที่นิยายวางพล็อตให้เป็นคนกลับกลอก หางตาเชิดขึ้น รอยยิ้มหวานกริบให้ความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจ อีกทั้งยังกระบิดกระเบี้ยนท่าทางประจบประแจงจนอยากจะอ้วก


เหลียงเป่ยชางเสียงเล็กเสียงน้อย “คือเรื่องสัญญาน่ะขอรับ”


สัญญา...


อาเหรินลอบเหงื่อตก เขาเป็นเพียงคนอาศัยไม่มีความทรงจำของฝูจิ้นหลิง ฝูจิ้นหลิงไปสัญญาอะไรกับคนเจ้าเล่ห์เหลียงเป่ยชางอะไรไว้กัน “..สัญญา?” ฝูจิ้นหลิงทวนคำกล่าวทำเหมือนกับลืมไปแล้วว่าเหลียงเป่ยชางเคยสัญญาอะไรไว้


เหลียงเป่ยชางเลิ่กลั่ก “กะ ก็ที่ว่าท่านเซียนจะไปงานรับศิษย์ใหม่เข้าสำนักในอีกสามวันไงขอรับ”


สองสามอาทิตย์ที่แล้วเหลียงเป่ยชางป่าวประกาศไปทั่วทวีป ว่างานคัดเลือกศิษย์ใหม่เข้าสำนักในอีกไม่กี่วันนี้ เซียนวิญญาณฝูจิ้นหลิงจะร่วมชมด้วย หากวันจริงมาถึงแล้วเซียนฝูจิ้นหลิงไม่ไป ไม่ใช่เท่ากับว่าตนหน้าแตกรึ


“......” ฝูจิ้นหลิงครุ่นคิด


ตอนแรกนึกว่าเป็นเรื่องสำคัญอะไรเสียอีกแต่เกี่ยวกับเรื่องนี้นี่เอง อาเหรินก็นึกว่าเป็นเพราะโชคชะตาบันดาลให้จ้าวหลางและฝูจิ้นหลิงได้มีวาสนาให้เป็นศิษย์อาจารย์กัน เซียนฝูจิ้นหลิงที่ไม่เคยออกนอกยอดเขาตลอด 5 ปีเต็มถึงได้บังเอิญโผล่ไปงานรับศิษย์เข้าสำนักได้อย่างไรไม่ทราบ


แต่แท้จริงแล้วเป็นเพราะสัญญาระหว่างเขาและเหลียงเป่ยชาง


“อืม” ฝูจิ้นหลิงพยักหน้า จากที่ตอนแรกลังเลว่าจะไปไม่ไปสุดท้ายก็ตัดสินใจที่จะไปจนได้ อีกอย่างเขาไม่รู้ด้วยว่าทำไมเซียนฝูจิ้นหลิงถึงต้องตอบรับคำสัญญาของเหลียงเป่ยชาง ฉะนั้นเขาควรจะเล่นตามน้ำกันไปก่อน


“ไม่มีอะไรแล้วใช่หรือไม่” ฝูจิ้นหลิงกล่าวตัดรอน ไม่อยากสนทนากับเหลียงเป่ยชางมากนัก เพราะเจ้าสำนักคนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของฝูจิ้นหลิง


ได้ยินคำกล่าวของฝูจิ้นหลิง เหลียงเป่ยชางหน้าเสียแต่ก็ยังรักษารอยยิ้มบนใบหน้าเอาไว้ได้ “น้อมส่งท่านเซียนขอรับ” เหลียงเป่ยชางเดินไปส่งฝูจิ้นหลิงที่หน้าเรือนอย่างมีมารยาท ตลอดทางฝูจิ้นหลิงทำตัวไร้มารยาทใส่เหลียงเป่ยชางไปมากมายแต่สีหน้าของเหลียงเป่ยชางไม่เปลี่ยนเลยสักนิด นับถือ นับถือ


ทว่านับถือไปได้ไม่ถึงเสี้ยววิ ชั่วพริบตาเหลียงเป่ยชางตาเบิกกว้างมองเขม็งไปข้างหน้าด้วยแววตาแฝงความรังเกียจแต่ภายในเสี้ยววิสีหน้าของเหลียงเป่ยชางก็กลับมาเป็นดังเดิม


ปฏิกิริยานั้นไม่มีทางรอดจากสายตาของฝูจิ้นหลิง ฝูจิ้นหลิงแปลกใจ ตนก่อกวนเหลียงเป่ยชางมาตลอดทางแม้แต่มุมปากยังไม่กระตุกเลยสักนิด คนด้านหน้าเป็นใครกันถึงทำให้เหลียงเป่ยชางแสดงท่าทีรังเกียจออกมาขนาดนี้ได้


ว่าแล้วฝูจิ้นหลิงก็หันไปมองทิศทางที่เหลียงเป่ยชางมอง


“คารวะท่านเซียน คารวะท่านเจ้าสำนัก”


เป็นชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาคนหนึ่งที่ยืนขวางทางอยู่


“อาเสวี่ยไยเจ้าเข้ามาที่นี่ได้” เหลียงเป่ยชางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอีกทั้งใบหน้ายังเต็มไปด้วยความจริงใจ ฝูจิ้นหลิงรู้สึกพะอืดพะอมการแสดงจอมปลอมของเหลียงเป่ยชางหากเป็นไปได้เขาอยากจะจับโยนออกไปให้ไกลคนละซีกโลกไม่ต้องกลับมาพบกันอีกเลยจริง ๆ


“ท่านเซียนฝูจิ้นหลิง” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าอาเสวี่ยมิได้ตอบเหลียงเป่ยชาง เขายิ้มและหันไปพูดกับฝูจิ้นหลิง


“......”


ดูเหมือนวันนี้จะมีเรื่องให้ฝูจิ้นหลิงตกใจหลายเรื่องทีเดียว ฝูจิ้นหลิงมั่นใจว่าตอนนี้ตนเองยังสวมใส่ผ้าคลุมจิ้งจอกหิมะอยู่ นอกจากเหลียงเป่ยชางและผู้อาวุโสเสาหลักอีกสิบสองคนแล้วขณะนี้ก็ยังมิมีใครเคยเห็นใบหน้าของเขาอีก เช่นนั้นแล้วชายหนุ่มตรงหน้ากลับรู้ว่าเขาคือเซียนฝูจิ้นหลิงได้อย่างไรกัน


ฝูจิ้นหลิงถามเหลียงเป่ยชาง “เขาเป็นใคร?”


เหลียงเป่ยชางดูอึกอักเล็กน้อยเหมือนไม่อยากตอบ แต่เพราะฝูจิ้นหลิงเป็นคนถามเขาจึงต้องตอบออกมา “เขาคืออดีตศิษย์ผู้สืบทอดของข้าขอรับ”


ศิษย์ผู้สืบทอด...


ศิษย์ผู้สืบทอดของเหลียงเป่ยชาง... คลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนเคยได้ยินที่ไหน


“ได้ยินข่าวลือว่าหลังจากที่ท่านเสวี่ยกู่หลางเสีย คุณชายสามก็ถูกปลดจากศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าสำนักกิเลนฟ้าทันทีเลย ตระกูลเสวี่ยขายหน้าแล้ว...”


โอ้... หรือว่าคุณชายสามตระกูลเสวี่ยคือชายหนุ่มคนนี้นี่เอง


ชายหนุ่มคุกเข่าลงกับพื้น “เซียนฝูจิ้นหลิงโปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วยขอรับ”


“สามหาว!”เหลียงเป่ยชางกล่าวออกมาทันที มองด้วยความรังเกียจก่อนจะหันมาพูดกับฝูจิ้นหลิงเปลี่ยนสีไว้อย่างกับกิ้งก่าน้ำเสียงของเหลียงเป่ยชางเต็มไปด้วยความนอบน้อม “ท่านเซียนอย่าสนใจคำกล่าวไร้สาระของเขาเลยขอรับ เดี๋ยวข้าจะสั่งสอนเขาให้ดีกว่านี้”


กล่าวจบเหลียงเป่ยชางก็ลุกขึ้นทำท่าจะลากชายหนุ่มออกไปทว่าฝูจิ้นหลิงยกมือห้ามเขาเสียก่อน


ฝูจิ้นหลิงห้าม “เดี๋ยว...”


ชายหนุ่มคนนี้... หน้าตาก็ดี มารยาทก็ดี อีกทั้งยังเก่งกาจมองออกว่าเขาคือเซียนฝูจิ้นหลิงทั้งที่ปกปิดพลังวิญญาณไว้แล้ว “เจ้ามีนามว่าอะไร” ฝูจิ้นหลิงถาม


ชายหนุ่มตอบ “เสวี่ยจิ้งเหอขอรับ”


“ทำอะไรได้บ้าง”


“...ทำอาหารเป็นขอรับ”


จบถึงตรงนี้ฝูจิ้นหลิงยิ้มกริ่มคำตอบของเสวี่ยจิ้งเหออาจจะดูไร้สาระ หากเป็นฝูจิ้นหลิงตามแบบฉบับเพียงหนึ่งชีวาพิภพสิ้นเจอคำตอบแบบนี้ไปคงเดินหนีอย่างไม่แยแสแน่ ๆ แต่ทว่ากับเขามันต่างกัน...


“ข้า—”


“ถ้าไม่รังเกียจ นี่เป็นเนื้อแกะสมุนไพรที่ข้าทำเองขอรับ” เสวี่ยจิ้งเหอพูดแทรกหยิบกล่องบรรจุอาหารขึ้นมาจากแหวนมิติ ฝูจิ้นหลิงหงุดหงิดที่โดนขัดตอนจะกล่าวนิดหน่อยแต่ก็ไม่วายชะโงกหัวไปมองเนื้อแกะสมุนไพรภายในกล่อง และรับน้ำใจด้วยการใช้ตะเกียบคีบเนื้อแกะชิ้นหนึ่งเข้าปาก


......


รสชาติเช่นนี้ไม่ต้องคิดให้มากความเลย!


ฝูจิ้นหลิงกล่าวขึ้นมาทันที “ซือฝุอยากกลับแล้ว ไปกันเถอะ” เรียกแทนตัวเองว่าซือฝุ หากไม่ใช่เด็กโง่ที่ไหนก็คงรู้ว่าเขายอมรับให้เป็นศิษย์แล้ว


เสวี่ยจิ้งเหอเป็นคนฉลาดเมื่อได้รับการยอมรับก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจและรีบเดินตามหลังฝูจิ้นหลิงไป


ไม่มีใครกล่าวบอกลาเหลียงเป่ยชางที่กำลังยืนอึ้งอยู่หน้าตำหนักตนเลยสักนิด...


ชั่วขณะที่รสชาติของเนื้อแกะกระจายทั่วปาก ฝูจิ้นหลิงก็ได้ตัดสินใจว่าเนื้อเรื่องจะเปลี่ยนเป็นอะไรหรืออะไรก็ช่าง แต่การที่จะปล่อยให้นักทำอาหารรสชาติประดุจระดับเทพอาหารลงมือทำเองหลุดมือไป เขาก็ทำใจไม่ได้เช่นกัน


“เจ้าขี่กระบี่ได้หรือไม่?” ฝูจิ้นหลิงถาม ระยะทางระหว่างสำนักหลักกับยอดเขาทลายฟ้าค่อนข้างไกล แค่ตัวเขาคงเดียวไม่เป็นไรแต่กับเสวี่ยจิ้งเหอมันไม่ใช่ การขี่กระบี่บินยิ่งระยะเวลาที่ใช้มากเท่าไหร่ การเผาผลาญพลังวิญญาณก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น


เสวี่ยจิ้งเหออึกอัก “ศิษย์ขี่ได้ขอรับแต่เกรงว่า..” ช้าและพลังวิญญาณไม่พอ


ฝูจิ้นหลิงพยักหน้า เช่นนั้นก็เหลือเพียงวิธีเดียวแล้ว


ฝูจิ้นหลิงให้เสวี่ยจิ้งเหอขึ้นเหยียบกระบี่หลิ่งถิงตรงพื้นที่ด้านหลังและใช้พลังวิญญาณบังคับให้มันลอยขึ้น ทว่าระหว่างลอยเกิดการเซเล็กน้อยเพราะน้ำหนักที่ไม่สมดุลกันทำให้ตัวกระบี่เอียง “เข้ามาใกล้ ๆ” ฝูจิ้นหลิงกล่าว ถ้ากระบี่เอียงแบบนี้มันลำบากเขาที่ต้องใช้พลังวิญญาณมากขึ้นเพื่อให้กระบี่ตรง


สิ้นเสียง น้ำหนักของกระบี่ก็สมดุลทันที ฝูจิ้นหลิงควบคุมกระบี่ทะยานขึ้นฟ้าออกเดินทาง


แต่ อืม.....


เขาคิดไปเองหรือไม่ว่ามันมีอะไรแปลก ๆ


เดินทางมานานฝูจิ้นหลิงเพิ่งรู้สึกถึงความผิดปกติรู้สึกเหมือนกับว่าช่วงเอวอึดอัดนัก พลันสายตาเหลือบมองไปที่เอวตนเห็นแขนของคนด้านหลังกอดรัดอยู่ แผ่นหลังรู้สึกถึงความร้อนจากกายที่แนบชิด พอหันกลับไปก็เห็นใบหน้ายิ้มแย้มไม่รู้สึกรู้สา ฝูจิ้นหลิงเพิ่งรู้ตัวเขาโดนเสวี่ยจิ้งเหอกอดมาตลอดทาง


อุบหนอพองหนอ หายใจเข้าหายใจออกหนอ


ทั้งหันไปเจอใบหน้าหล่อเหลาในระยะประชิด ทั้งรู้ตัวว่าตัวเองโดนกอดไว้ตลอดทาง ใบหน้าของฝูจิ้นหลิงอดไม่ได้ที่จะแดงระเรื่อ พอใจเย็นลงแล้วฝูจิ้นหลิงคิดว่าตนเองคิดมากเกินไป ก่อนหน้าก็เป็นเขาที่บอกให้เสวี่ยจิ้งเหอเข้ามาใกล้ ๆ เสวี่ยจิ้งเหอไม่ทราบเลยเข้ามากอดเขา มันต้องเป็นอย่างนี้แน่ ๆ


กว่าจะถึงยอดเขาทลายฟ้าก็เข้าสู่ยามเย็น ฝูจิ้นหลิงนำทางเสวี่ยจิ้งเหอเข้าเรือน “เรือนแห่งนี้มีห้องว่างหลายห้อง เลือกได้ตามใจเจ้า”


เสวี่ยจิ้งเหอถาม “ห้องซือฝุอยู่ไหนหรือขอรับ”


“ห้องด้านใน” ฝูจิ้นหลิงตอบพร้อมกับชี้ไปทางห้องด้านในสุดขวามือ เขาเลือกห้องนั้นเป็นห้องนอนเพราะเย็นสบายมากที่สุด “เช่นนั้นศิษย์เอาห้องนี้ล่ะกันขอรับ” เสวี่ยจิ้งเหอเลือกห้องที่อยู่ตรงข้ามกับห้องของเขา


“แน่ใจรึ” อันที่จริงถึงจะเป็นห้องตรงข้ามห้องเขาแต่ห้องนั้นมันร้อนมาก


เสวี่ยจิ้งเหอยิ้ม “ขอรับ”


เมื่อเลือกห้องเสร็จเรียบร้อยแล้วฝูจิ้นหลิงเลยปล่อยให้เสวี่ยจิ้งเหอได้มีเวลาส่วนตัว อาจจะเป็นเพราะห้องทุกห้องมีเครื่องเรือนครบครัน เสวี่ยจิ้งเหอถึงจัดการตนเองและห้องได้ไวนัก ไม่ถึงครึ่งชั่วยามสองศิษย์อาจารย์ก็นั่งมาจิบชาสนทนากัน


ฝูจิ้นหลิงกล่าว “ส่งมือมา” เสวี่ยจิ้งเหอส่งมือให้อย่างว่าง่าย


อาเหรินอ่านนิยายกำลังภายในมามากมายและมักจะรู้สึกขัดใจเป็นส่วนใหญ่ เพราะไม่ว่าจะอ่านเรื่องไหนตัวละครมักก็จะมีนิสัยคล้ายผู้ใหญ่ ความคิดความอ่านเกินวันอันควร อีกทั้งรูปร่างก็เติบโตสูงใหญ่ไม่เหมือนเหมาะสมกับอายุ ไม่เด็กเหมือนอายุสิบห้าสิบหกทั่ว ๆ ไปเลย


ทว่าในตอนนี้ต้องเชื่อแล้ว


เพราะเสวี่ยจิ้งเหออายุ 16 แต่มีส่วนสูงเกือบ 180 เซนติเมตรเลยยังไงล่ะ


ฝูจิ้นหลิงถาม “ระดับพลังวิญญาณของเจ้าตอนนี้คือเท่าไหร่” พบเจอสิ่งผิดปกติในสายพลังวิญญาณ


เสวี่ยจิ้งเหอเงียบไปก่อนจะตอบ “...ห้วงวิญญาณขั้น 5 ขอรับ”


สิ้นเสียง ฝูจิ้นหลิงก็เงยหน้ามองเสวี่ยจิ้งเหอพลางขมวดคิ้ว ฝูจิ้นหลิงไม่ได้ตกใจเรื่องที่พลังวิญญาณของเสวี่ยจิ้งเหอน้อยแต่ตกใจเพราะว่าในตอนนี้เขาวัดระดับพลังวิญญาณของเสวี่ยจิ้งเหอได้ขั้นทะเลวิญญาณต่างหาก เมื่อครู่ฝูจิ้นหลิงยังคิดอยู่เลยว่าทำไมคนอย่างเหลียงเป่ยชางถึงกล้าปล่อยเสวี่ยจิ้งเหอที่มีพรสวรรค์ระดับนี้ไป


ฝูจิ้นหลิงลองตรวจเช็คอีกครั้งคราวนี้เขาไล่ตรวจตั้งแต่จุดแรกถึงจุดสุดท้าย


คราแรกเพราะวัดที่ต้นสายพลังวิญญาณเลยไม่เข้าใจทว่าพอลองวัดที่ปลายสายพลังวิญญาณด้วยในที่สุดฝูจิ้นหลิงก็เจอสาเหตุของความผิดปกติ เหมือนที่เสวี่ยจิ้งเหอบอกพลังวิญญาณที่ปล่อยออกมาจากจุดตันเถียนสุดท้ายคือห้วงวิญญาณขั้น 5 จริง


แต่ชัดเจนแล้วว่าที่ต้นสายพลังวิญญาณคือระดับทะเลวิญญาณ เช่นนั้นแล้วพลังวิญญาณที่ปลดปล่อยออกมาจะเป็นขั้นห้วงวิญญาณได้อย่างไร


“อันที่จริงเมื่อปีที่ผ่านมาศิษย์ถูกวางยาพิษ...” เสวี่ยจิ้งเหอโพล่งขึ้น ใบหน้าประดับรอยยิ้มเหมือนปกติแต่เต็ทด้วยความขมขื่น


“พิษสลายวิญญาณ”


พิษสลายวิญญาณ!?


“เมื่อครู่กล่าวว่าพิษสลายวิญญาณงั้นรึ” ฝูจิ้นหลิงถามย้ำอีกครา ยาพิษสลายวิญญาณคืออะไร มันคือยาพิษที่เกือบจะทำจ้าวหลางผู้ซึ่งเป็นตัวเอกชายของเรื่องเกือบจะสูญเสียพลังวิญญาณทั้งหมดและยังทิ้งพิษตกค้างไว้ที่จุดตันเถียนจนทำให้พลังวิญญาณผ่านไม่ได้เต็มที่


เสวี่ยจิ้งเหอพยักหน้าแล้วกล่าวต่อ “บิดาของศิษย์เป็นผู้นำตระกูลเสวี่ยและมีบุตรชาย 2 คน คือศิษย์กับเสวี่ยถังหม่า ในตอนที่ศิษย์อายุได้ 15 ปีพลังวิญญาณของศิษย์ได้ก้าวกระโดดจนไปถึงระดับก่อเกิดวิญญาณขั้นที่ 9 จนได้เป็นศิษย์ผู้สืบทอดของสำนัก ฐานะของศิษย์เรียกได้ว่าล้ำหน้าเสวี่ยถังหม่าซึ่งเป็นบุตรของฮูหยินไปไกล” เสวี่ยจิ้งเหอกุมมือฝูจิ้นหลิง “เพราะอยากได้ตำแหน่งผู้นำตระกูล... เสวี่ยถังหม่าจึงลักลอบวางยาพิษศิษย์ ศิษย์เองก็มิทันระวังไม่คิดว่าเขาจะกล้าทำถึงขนาดนั้นเช่นนั้น สุดท้ายก็พลาดพลั้งพลังวิญญาณไปทั้งหมด”


“แล้วตระกูลเจ้า..เขามิทำอันใดเลยหรือ” ฝูจิ้นหลิงถามเสียงเบา


เสวี่ยจิ้งเหอส่ายหน้า “พวกเขามิทำอันใดเลย” แม้จะพูดถึงเรื่องราวโหดร้ายที่ผ่านมานานหลายเดือนแต่น้ำเสียงของเสวี่ยจิ้งเหอแผ่วเบาเสมือนตนในตอนนั้นไม่มีความหวัง “เสวี่ยถังหม่าเป็นลูกของฮูหยินใหญ่ ในเมื่อข้ามิมีคุณสมบัติเป็นหัวหน้าตระกูลอีกแล้ว เสวี่ยถังหม่าเลยเป็นตัวเลือกเดียวที่เหลืออยู่อีกไม่กี่เดือนบิดาก็จะมอบตำแหน่งผู้นำตระกูล หากมีข่าวลืมว่าผู้นำตระกูลคนถัดไปวางยาพิษสลายวิญญาณกับพี่ชายตนเอง ตระกูลเสวี่ยจะต้องถูกประณามจากผู้คนเป็นแน่”


ฝูจิ้นหลิงพูดไม่ออก


ลูกชายถูกน้องชายวางยาพิษ บิดาแท้ ๆไม่ยอมทำอะไรเพราะต้องการปกป้องชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล “ไม่ยุติธรรมเลย...” ฝูจิ้นหลิงกล่าว


เสวี่ยจิ้งเหอได้ยินพลันยิ้มขึ้นมา “ซือฝุเป็นคนแรกที่บอกว่ามันไม่ยุติธรรม”


ฝูจิ้นหลิงสับสน “ซือฝุไม่เข้าใจ เหตุใดเหลียงเป่ยชางถึงไม่ทวงความยุติธรรมให้เจ้า”


เสวี่ยจิ้งเหอตอบอย่างง่ายดาย “เมืองซวนหยางมีพ่อค้าผ่านเข้ามามากเพราะเหมืองหินแร่ของตระกูลเสวี่ย มีพ่อค้ามากมายต้องการผูกสัมพันธ์กับตระกูลเสวี่ย สำนักกิเลนฟ้าก็เช่นกัน เพราะงั้นท่านเจ้าสำนักจึงหลีกเลี่ยงที่ทำให้บิดาเคืองใจ อีกทั้งตัวศิษย์เองก็มิได้ต้องการตำแหน่งศิษย์ผู้สืบทอดสักเท่าไหร่นัก”


น้ำเสียงของเสวี่ยจิ้งเหอราบเรียบ แสดงว่าไม่ได้เสียใจจากการถูกปลดจากตำแหน่งศิษย์ผู้สืบทอดที่สามารถทำให้ตนกลายเป็นเจ้าสำนักกิเลนฟ้าคนถัดไปนัก


ขนาดเวลาอาเหรินอ่านนิยายที่ตัวเอกชายมีชีวิตวัยเด็กน่ารันทด โดนดูถูกโดนแกล้งสารพัดเขายังรู้สึกโกรธแทน ทว่าพอเข้ามาในโลกนี้ไม่คาดคิดว่าเรื่องน่ารันทดพวกนี้จะเกิดกับคนใกล้ตัวของเขาเช่นกัน


“อาจิ้งรออยู่ที่นี่ก่อน” ฝูจิ้นหลิงกล่าวลุกขึ้นและเดินกลับไปที่ห้อง


ห้วงวิญญาณขั้น 5 แล้วอย่างไร พิษตกค้างแล้วอย่างไร


ตัวเขาคนนี้จะทำให้ตระกูลเสวี่ยกับเหลียงเป่ยชางนึกเสียดายที่ไม่ช่วยเหลือเสวี่ยจิ้งเหอจนอกแตกตายเลยคอยดู





ช่วงคุยกับนักเขียน

ตรวจคำบรรยายให้ลื่นไหลขึ้น ไม่ได้แก้เนื้อเรื่องนะคะ

*สำหรับใครที่คิดว่านายเอกปรับตัวเร็วอยากให้อ่านไปเรื่อย ๆก่อนนะคะ//ก้มกราบ*

Twitter : @Mellion009 

#อย่ากินซือฝุ -> แจ้งข่าว Cut อื่น ๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4.66K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3,506 ความคิดเห็น

  1. #3488 ทีวาย (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 / 21:05

    แบบเป็นเรื่องแรกเลยที่แทนตัวว่าซือฝุแล้วเหมือนอ้อนอะ(╥﹏╥) น้อนนน

    #3,488
    0
  2. #3481 Filmmiepk (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มกราคม 2564 / 16:19
    ปากท้องย่อมสำคัญสินะซือฝุ 555555555
    #3,481
    0
  3. #3463 After_TeaTime (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 / 04:55
    ซือฝุจะรับศิษย์เพราะเขาทำอาหารอร่อยไม่ได้นะคะ55555555555
    #3,463
    0
  4. #3415 12311232123312 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 07:59
    แงงงงงง
    #3,415
    0
  5. #3395 B.TEm (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 เมษายน 2563 / 23:02
    อุแง้ ชอบมาก ๆ เลยค่ะ เป็นกำลังใตและติดตามนะคะ !! ตะต้องสนุกแน่นอนค่ะ มาตอนนี้ก็คือแอบโดนแต๊ะอั๋งไพแร้วเร่บร้ย ผมแบบ น้อยนนนนนนนนนน อย่าทำอาจ๊านนนนน
    #3,395
    0
  6. #3372 QUITLEŃ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 14:56
    เดดแฟลกคืออะไรเหรอคะ แล้วการที่นายเอกปรับตัวได้เร็วขนาดนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ?

    ปล.น่าสนใจดีค่ะ ถึงแม้ว่าตัวเราจะไม่อ่านนิยายแนวจีนๆแบบนี้เพราะมีปัญหาเรื่องจำชื่อตลค. เมือง ยศ และอีกบลาๆๆ แต่นิยายของคุณมันน่าลอง ดังนั้นจะพยายามดำน้ำดูค่ะ ฮา
    #3,372
    2
    • #3372-1 ฮาล์ฟจัง(จากตอนที่ 1)
      22 มีนาคม 2563 / 16:28
      แปลตรงตัวคือ ธงตายค่ะ มีเหตุการณ์ที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตอะไรประมาณนี้
      #3372-1
    • #3372-2 QUITLEŃ(จากตอนที่ 1)
      22 มีนาคม 2563 / 20:03
      อ่อ ขอบคุณมากค่ะ
      #3372-2
  7. #3349 Baiphil289 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 มีนาคม 2563 / 18:34
    นางร้ายนะ...ดูออก
    #3,349
    0
  8. #3292 normal curve (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2562 / 15:12
    พระเอกคนแรกหรือเปล่า ฮาเร้มมั้ยเจ้าคะ
    #3,292
    0
  9. #3268 MitsukiCarto (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2562 / 19:48
    ศิษย์คนนี้ช่างไม่ธรรมดายิ่งนัก จับจุดอาจารย์ได้ถูกจุดจริงๆ😆
    #3,268
    0
  10. #3260 MB.임지수GOT7 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 23:21
    เรื่องราวไปไวมาก น่าสนใจ
    #3,260
    0
  11. #3257 MasoJunG (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 / 22:01
    ทางตรงคือทางที่ไวที่สุด คำนี้คุนๆนะ 555555
    #3,257
    0
  12. #3207 -134340 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 00:39
    เปิดเรื่องมาได้น่าสงสัยมาก แบบ เอ๊ะ!!!?!!?? ทำให้อยากที่จะอ่านต่อ!5555 สนุกมากค่ะไรท์
    #3,207
    0
  13. #3160 pcy921 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 22:17
    เรื่องกินเรื่องใหญ่! หนุทีมซือฝุค่ะ
    #3,160
    0
  14. #3033 sakila (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 18:24
    เห็นแก่กินไปปปปปป
    #3,033
    0
  15. #2982 at2017 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562 / 01:53
    กลางป่าซวนหลาง ทำไมดูมั่นใจจังว่าอยู่ในนิยาย
    #2,982
    0
  16. #2963 Bewitchz (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 20:40
    ซือฝุ ต้องล่อด้วยของกินสินะคะ
    55555555555555
    เริ่มเรื่องมาก็สนุกแล้ว รอติดตามนะคะ ❤️
    #2,963
    0
  17. #2957 Pzsxdc (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 กันยายน 2562 / 08:13
    คนแต่งนิยายเค้าให้ฝูจิ้นหลิงเป็นนางเอก ทารกยังดูออกแล้วนะอาเหริน
    #2,957
    0
  18. #2950 Nuu_PaoL (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 02:30
    เสวี่ยจิ้ง -แอบเห็นอาเซียนน้อยของเรากินข้าวที่โรงเตี๊ยมช้ายม้ายยย จี้ถูกจุดแถมเตรียมตัวมาซะ
    #2,950
    0
  19. #2909 PaperColour (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 21:03
    แงงงงง ซือฝุๆ
    #2,909
    0
  20. #2729 14:03 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 กันยายน 2562 / 14:09
    คือบางอย่างก็ทำได้เองเพราะร่างเดิมคุ้นชิน แต่ตอนตรวจพลังวิญญาณอะไรแบบนี้ อาเหรินก็รู้เรื่องด้วยเหรอ
    #2,729
    0
  21. #2661 alittletigerp (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 กันยายน 2562 / 09:54
    เรื่องปากท้องสำคัญกว่า555555


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 28 เมษายน 2563 / 00:38
    #2,661
    1
  22. #2642 suprem-leader (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 กันยายน 2562 / 07:55
    เราว่าไรม์น่าจะมีคำที่จะแทนชื่อมากกว่านี้นะคะ มันซ้ำๆกันไปหมดแทนว่าเขาสักนิดก็ได้
    #2,642
    1
  23. #2580 Peachz. (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 กันยายน 2562 / 17:17
    พบคนเห็นแก่กิน1EA
    #2,580
    0
  24. #2579 UmSunisaIp (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 กันยายน 2562 / 21:38
    ซื้อได้ด้วยอาหาร เหมือนกันเลย555555
    #2,579
    0
  25. #2573 PTpiyarat2005 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 23:22
    อือออไม่รู้ว่าความคิดเรามันยังไงแต่​ นายเอกของเราในโลกก่อนที่จะตายป่วยนอนติดเตียงไม่ใช่หรอคะทำไมตายแล้วดูเทพเกินไปแบบอลังเวอร์ถึงแม้จะอยู่ในร่างของเซียนแต่ก็ไม่ใช่ว่าคนที่ไม่เคยขี่กระบี่จะขี่ได้แบบชิวๆมันก็อะไรอยู่อีกอย่างถึงจะอ่านนิยายมาแล้วก็เถอะแต่มันก็เวอร์ไปหน่อยจริงๆค่ะแต่เนื้อหาหน้าติดตามนะคะสู้ๆค่ะ
    #2,573
    2
    • #2573-1 ฮาล์ฟจัง(จากตอนที่ 1)
      2 กันยายน 2562 / 00:19
      อ่านต่อค่ะ ต้องอ่านต่อ 😆
      #2573-1
    • #2573-2 ฮาล์ฟจัง(จากตอนที่ 1)
      2 กันยายน 2562 / 00:19
      ทำไมเก่งจังน้าาา
      #2573-2