ผมไม่ได้อ้วน [Yaoi]

ตอนที่ 12 : 10 : คิดถึง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 348
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    2 ส.ค. 63

          


บทที่ 10

คิดถึง

 

สอบกลางภาคผ่านไปด้วยดี ถึงจะมีบางวิชาที่ผมรู้สึกว่ายังทำได้ไม่ดีพอ แต่ก็ถือว่าทำเต็มที่แล้วและจะทำให้ดีขึ้นไปอีกในปลายภาคที่จะถึง ตอนนี้ผม จอมทัพ และอาร์ต เลยมานั่งกันที่โรงอาหารวิศวะเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ หลังจากที่ครั้งหนึ่งเราเคยคุยกันว่าทำถึงไม่ออกไปกินข้าวที่ตามห้างข้างนอกบ้าง แล้วก็ได้คำตอบกลับมาว่าเพราะผมไดเอตอยู่ อาหารข้างนอกนั่นนอกจากแพงแล้วยังไม่ช่วยให้ผมลดน้ำหนักได้ เพื่อนสองคนก็เลยทำตัวเป็นคนดีด้วยการมากินที่โรงอาหารเป็นเพื่อนผมแทนที่จะไปกินดีกันแค่สองคน

ผมล่ะรักพวกมันจริงๆ

“ช่วงนี้ไม่เห็นพี่อั๋นมาหามึงเลยเซฟ ทะเลาะกันเหรอวะ”

“ก็ไม่นะ มันเพิ่งผ่านช่วงสอบเสร็จอ่ะกูก็ไม่รู้ว่าเขายุ่งขนาดไหน ไหนจะสอบตัวเองไหนจะงานที่สภานิสิต เลยไม่อยากกวนมาก” ผมตอบคำถามทัพ ความจริงวันที่เราเจอกันครั้งสุดท้ายก็เกือบเรียกว่าทะเลาะแหละ แต่บังเอิญผมดันงงจนกลับหัวกลับหางกลายเป็นดีกันเฉย

“เออ ก็จริง ขนาดพวกเราแค่ปีหนึ่งยังแทบไม่รอด นั่นปีสามเลยนะเว้ย” อาร์ตกระดกน้ำอัดลมขึ้นดื่มแล้วว่า “แต่มึงกับพี่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันใช่ไหมล่ะ”

“ไม่มี กูจะไปมีปัญหาอะไรกับเขาล่ะ” เห็นขนาดตัวพี่อั๋นแล้วเพื่อนๆไม่น่าถามเลยนะครับ

“ก็ดี เออกูถามหน่อยดิ ตกลงว่ามึงคบกับพี่เขาเป็นแฟนกันแล้วหรือว่า...ยังไงวะ คือแบบกูก็ไม่ได้จะเสือกหรืออะไรนะแต่อยากรู้ความชัดเจน”

“ไอ้อาร์ตมึงก็ถามอะไรส่วนตัวเกิ๊น เซฟถ้าไม่อยากตอบก็ไม่เป็น...”

“ไม่ๆ ไม่เป็นไร” ผมยกมือปรามสองแสบที่กำลังเอามือผลักกันเป็นเด็กๆ อันที่จริงเพื่อนถามก็ดีแล้ว ผมเองก็จะได้เรียบเรียงสิ่งที่มันเกิดขึ้นให้ชัดเจนเสียที ถ้าได้ความเห็นจากสองคนนี้อะไรๆคงเข้ารูปเข้าทางขึ้นล่ะมั้ง

“คือว่า...กูกับพี่เขายังไม่ได้ถึงขึ้นเป็น...แฟนหรอก ตอนแรกตกลงกันไว้ว่าที่ยังไม่เป็นแฟนเพราะกูคิดเผื่อว่ามีคนอื่นมาคุยกับกูหรือกับพี่อั๋นแล้วถ้ารู้สึกโอเคกว่าก็จะไป ซึ่งความจริงกูว่าเขาคงมีคนคุยเยอะอ่ะ ส่วนตัวกูเองนี่คงไม่มีหรอก แต่กลายเป็นว่าวันนึงเขาดันบอกว่าอยากคุยกับกูแค่คนเดียว ไม่อยากคุยกับคนอื่นหรือให้คนอื่นคุยกับกู”

ผมเห็นสองคนมันแอบมองตากันเหมือนกล้วยหอมจอมซนส่งซิกว่า นายคิดเหมือนฉันไหมบีหนึ่ง ใช่เลยบีสอง อะไรแบบนั้น ซึ่งไม่แปลกหรอก ผมเองยังอยากจะสถาปนาตัวเองเป็นบีสามแล้วทำหน้าเหมือนมันเลยครับ

“เล่าต่อๆ”

“เออ ก็เลยคุยกันไว้ว่าเราจะคุยกันให้มากขึ้น ทำความรู้จักกันให้มากขึ้นอะไรแบบนี้ พวกมึงว่าไง มันโอเคไหมวะ”

“ก็...กูไม่รู้นะ แต่เรื่องที่ให้คุยแค่คนเดียว รู้จักกันให้มากกว่าเดิมอันนี้กูเห็นด้วย เพราะถ้าเป็นกูอยากรู้จักใครสักคนแต่คนนั้นคุยกับอีกหลายคนกูคงไม่โอเคว่ะเซฟ มึงว่าไงจอมทัพเพื่อนรัก”

“เรื่องคุยคนเดียวกูก็ว่าอย่างไอ้อาร์ต แต่เรื่องอื่นไม่มีความเห็นให้มึงว่ะ มีอะไรอีกไหมนอกจากเรื่องนี้ คือพี่เขาดีกับมึงไหม เป็นคนยังไง มึงรู้สึกยังไงกับเขา ถ้าบอกมานิดหน่อยมันอาจช่วยให้กูให้คำแนะนำได้มากกว่านี้ กูอยากแน่ใจว่ามึงโอเคกับเขาหรือเขาไม่ได้แบบว่า...บังคับ หรือมึงฝืนใจอ่ะ พอจะเก็ทที่กูสื่อไหม”

ผมพยักหน้า ผมเข้าใจว่าเพื่อนไม่กล้าจะสื่อไปในทางให้ร้ายพี่อั๋นเพราะถ้ามันไม่จริงก็จะดูไม่ดี แต่ก็ถือเป็นการเกริ่นว่าถ้าเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นจริงแล้วผมไม่กล้าบอก สิ่งที่จอมทัพพูดจะช่วยทำให้ผมผ่อนคลายและพร้อมจะกล้าเล่าเพื่อหาทางออกร่วมกันได้

“ไม่เลย พี่อั๋นเป็นคนดี เห็นแบบนั้นคือดีแบบที่พวกมึงคิดไม่ถึงแน่ว่าจะดี แต่มันเป็นเรื่องจริงพวกมึงสบายใจได้”

“กูว่ามึงไม่ต้องห่วงมันมากแล้วล่ะทัพ ดูขนาดมันพูดแค่นี้ปากนี่ฉีกยิ้มไปจะถึงหู หมั่นไส้แม่ง” ผมหลุดขำอาร์ตที่ทำหน้าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่ แต่ก็จริงของมัน เห็นผมพูดสั้นๆแต่เรื่องราวมากมายปรากฏภาพในหัว นึกถึงมันแล้วไม่ยิ้มผมคงด้านชาเต็มทน

“มึงชอบเขาจริงๆใช่ไหมเซฟ ไม่เกี่ยวกับที่ว่าเป็นผู้ชายผู้หญิงเลยใช่ไหม”

“ใช่ กูชอบเขาเพราะเขาเป็นเขา”

ทัพมีสีหน้าผ่อนคลายลงมากกว่าตอนที่คุยกันช่วงแรกเสียอีก และมันทำให้ผมโล่งใจตามไปด้วย

“แต่มีเรื่องนึงที่กูสงสัยนิดหน่อยว่ะเพื่อน เผื่อพวกมึงจะรู้แต่กูไม่รู้”

“เรื่องนั้นคือ...?”

“พวกมึงเคยสังเกตคนรอบตัวกูบ้างเปล่าว่ามีใครที่แบบว่า...สนใจหรือมาเข้าหากูบ่อยๆ หรือท่าทางแปลกๆเข้ามาแล้วกูไม่รู้ตัว อะไรงี้”

“มึงหมายถึงว่ามาเข้าหา มาอ่อย งี้เหรอ”

“ก็ประมาณนั้น” ผมเสียงอ่อยลงมาพอเห็นท่าทางสองคนนั้นที่เหมือนจะเริ่มแท็กทีมกันขมวดคิ้วมาให้ อะไร ท่าทางแบบนี้คืออะไรผมสงสัยมาก

“เพียบ มึงเข้าใจไหมเพื่อน เพียบเลยครับฝรั่ง มึงไม่รู้จริงๆเหรอวะ อ่ะกูถามจากใจจากที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ช่วงรับน้อง” อาร์ตทำเสียงสามเสียงสี่ประชดผมเต็มที่ หันไปทางทัพที่นั่งจ้องรอผมตอบอยู่เหมือนกันแล้วรู้สึกอากาศแถวนี้มันร้อนๆยังไงชอบกล

“ไม่เชิงว่าไม่รู้ กูไม่ค่อยสังเกตอะไรพวกนี้เท่าไหร่อ่ะพวกมึงก็รู้นิสัยกู”

“แต่มึงไม่สังเกตเลยก็ไม่ได้เลยเว้ยเซฟ” ทัพกอดคอผมแล้วตบที่บ่าสองสามครั้ง “พวกกูไม่ได้อยู่กับมึงตลอด อย่างในมหาลัยเนี่ยมีไม่น้อยเลยกูบอกให้ ยิ่งหน้าลูกครึ่งอย่างมึง...ไม่สิ บอกตรงๆหน้าตามึงคือทุกคนชอบอ่ะไม่ว่าหญิงชายแท้หรือไม่แท้ แล้วตอนที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ไม่รู้ว่ามีมากน้อยแค่ไหน นี่พอมึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมากูชักห่วงมึงแล้วนะ”

“ขนาดนั้นเลยเหรอวะ”

“เออ/เออ”

โห พร้อมใจกันตอบ เออ กูขอโทษที่เป็นแบบนี้นะเพื่อน

“พี่อั๋นเขาบอกเรื่องนี้กับกูเหมือนกัน เหมือนมีกูคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องตัวเองอ่ะ กูถามเขาว่าเราตกลงจะเป็นแฟนกันเลยก็ได้นะ เขาก็บอกว่าให้กูคิดดีๆก่อนว่ารอบตัวมีใครบ้าง หรือแบบจริงๆแล้วนอกจากเขามีคนอื่นอีกไหมที่อยู่ในวงความสนใจ”

“ถ้าเรื่องคนรอบข้างที่มึงไม่ค่อยสังเกตเนี่ยบอกเลยว่าหลายคน แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ว่ามึงสนใจคนอื่นอยู่ด้วยหรือเปล่าอันนี้ต้องถามตัวเองเพราะกูไม่ได้ไปนั่งในใจมึงครับ เอ๊ะ หรือจริงๆแล้วกูเคยอยู่ในใจมึงน้า”

“สัสอาร์ต นี่ซีเรียสอยู่ แต่ก็นั่นแหละ พวกกูห่วงมึงจริงๆนะเซฟ เริ่มตั้งแต่วันนี้เลยก็ได้ ลองมองไปรอบตัวแล้วดูรีแอคชั่นคนอื่นกับมึง แล้วจะเห็นอะไรเยอะเลย มหาลัยมันกว้าง แต่ก็ไม่กว้างขนาดที่ว่าคนอื่นจะไม่สนใจเราเลยนะ”

ผมขอบคุณเพื่อนไปหลายๆทีที่ช่วยทำให้มุมมองของตัวเองกว้างขึ้นกว่าเดิมถึงจะไม่มีอะไรใหม่สำหรับตัวเองมากนัก แต่มันก็ทำให้ผมมั่นใจในหลายอย่างมากขึ้น อย่างเช่นตอนนี้เรานั่งคุยกันสามคน ผมลองเริ่มมองไปรอบๆแบบที่ทัพว่า หลายคนหันมามองเราครับ ไม่ได้มีแค่สาวแท้ แต่สาวเทียมก็มี ผู้ชายก็มี เพียงแต่สายตาต่างกัน บางคนก็มองนานบางคนมองแล้วก็หันไปสนใจอย่างอื่น มองแล้วหันไปซุบซิบกับเพื่อนก็ยังเจอ

ถึงแม้ผมจะไม่ชอบให้คนมาชมเยอะๆหรือชมเอาหน้า แต่ผมว่าผมต้องปรับในเรื่องของการที่ลองสังเกตว่าถ้าคนอื่นพูดกับเราแล้วหลังจากนั้นจะมีปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้นมา แทนที่จะคิดตื้นๆหรือไม่สนใจแล้วปลีกตัวออกมาเลย

มือถือแจ้งเตือนขึ้นมาหลายครั้ง ผมจำเสียงได้ว่านี่คือข้อความจากไลน์ที่มีไม่กี่คนที่ผมจะไม่ปิดเสียงแจ้งเตือน

 

AUN : ตอนนี้อยู่ไหนอ่ะ ว่างไหม

 

เห็นข้อความแล้วผมก็ดีใจที่รู้ว่าใครส่งมา ตอบกลับทันทีโดยไม่ได้สนใจแล้วว่าสองคนนั้นมันจะแซวที่ผมรีบตอบข้อความเพราะมันรู้ว่าเป็นพี่อั๋นแน่ๆ

 

S : มากินข้าวที่โรงอาหารวิศวะ

S : พี่เป็นไงบ้าง

 

AUN : รอแป๊บ เดี๋ยวไปหา อย่าเพิ่งซื้อไรกินนะทำข้าวมาเผื่อ

AUN : ไม่เป็นไง สบายดี

AUN : คิดถึง

 

S : คิดถึงเหมือนกัน เดี๋ยวเจอกันนะ

 

ผมมั่นใจว่าตัวเองปกปิดยิ้มได้ดีขึ้นเพราะอีกสองคนไม่ได้แซวอะไรอีก แต่ใจเต้นแรงไม่หยุดตั้งแต่เห็นคำว่าคิดถึง นี่น่าจะเป็นครั้งแรกเลยมั้งที่เราบอกกันแบบนี้ เพราะเราไม่เคยห่างกันนานขนาดนี้ด้วยครับ เคยเป็นไหม ยิ่งคิดถึงก็ยิ่งคิดถึง

“รอนานไหม”

เราสามคนเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกันไปตามเสียง เป็นพี่อั๋นที่เดินมาคนเดียวพร้อมกับสะพายกระเป๋าผ้าที่ดูแปลกตามากจนเขาต้องเอามันไปซ่อนไว้ข้างหลังแบบอายๆ กระเป๋าผ้าลายการ์ตูนมุ้งมิ้งอีกแล้วน่ะครับ ผมเคยบอกหรือยังว่าพี่อั๋นชอบใช้อะไรที่มันขัดกับตัวเองตลอด

“ไม่นานครับ กว่าจะเรียนอีกทีก็บ่ายสองครึ่ง นี่ยังไม่เที่ยงเลย เวลาเหลืออีกเยอะ”

“เค ถ้างั้น...กูยืมตัวเพื่อนมึงหน่อยนะ เดี๋ยวมาคืน”

“โห่พี่ ผมแถมเงินให้ด้วยเหอะ เอาไปนานๆเลยก็ได้ครับ”

ผมล่ะอยากจะหันกลับไปกระโดดถีบอาร์ตเพื่อนรักให้หงายหลังเย็บสิบเข็ม คนอะไรขายเพื่อนแล้วขายเพื่อนอีก ส่วนพี่อั๋นน่ะเหรอครับ หัวเราะชอบใจ

เราเดินออกมาจากตรงนั้นโดยที่ผมตัวเกร็งนิดหน่อยที่พี่อั๋นจับข้อมือจูงออกมา พอใกล้จะถึงโต๊ะด้านนอกเหมือนเขานึกขึ้นได้ว่าจับมือผมอยู่เลยรีบปล่อยแล้วส่งยิ้มฝืดมาให้ ผมไม่ติดใจอะไรเลยปัดใบไม้บนโต๊ะเคลียร์สถานที่ พี่อั๋นวางถุงผ้าบนโต๊ะแล้วหยิบกล่องข้าวออกมาสองกล่อง วางตรงหน้าผมหนึ่งและวางหน้าตัวเองอีกหนึ่ง ตามด้วยน้ำสีเขียวสองขวด ถ้าผมบอกจะมีใครเชื่อไหมว่ากล่องข้าวมันเป็นลายหมีพูห์ ตัวเหลืองๆนั่นแหละครับ

“ซื้อบะหมี่ไข่กับเกี๊ยวแห้งมาให้ มีหมูแดงด้วย หรือถ้าไม่ชอบเอากล่องนี้ไปก็ได้นะ ผัดกะเพราไก่ไข่ดาว อาหารสิ้นคิด ”

“สิ้นคิดเหมือนคนทำป่ะ”

“อ้าว เดี๋ยวกูไปฟ้องป้าหน้าคอนโดนะซุป แกยิ่งโหดๆอยู่ มีดอีโต้งี้คมกริ๊บเลย”

“อ้าวเหรอ ขอโทษ” เราหัวเราะให้กันแล้วเริ่มเปิดกล่องข้าว ผมไม่ได้แลกกล่องกับพี่อั๋นแต่เริ่มหยิบช้อนมาตักอาหารกิน รสชาติแบบนี้ยังไงก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับป้าหน้าคอนโดหรอก ฝีมือพี่อั๋นชัดๆผมจำได้ กินมากี่ครั้งแล้ว กินจนหน้าจะเป็นเส้นเป็นหมูแดงอยู่แล้ว

“อร่อยเปล่า”

“อร่อยครับ ฝากบอกป้าด้วยว่าน่ารักแล้วยังทำบะหมี่อร่อย วันหลังจะไปอุดหนุนเยอะๆ ว่าแต่พี่ไม่กินล่ะนั่งดูอยู่ได้”

เป็นไปตามคาดครับ ชมป้าแต่คนที่นั่งหน้าบานเป็นดอกไม้ยามเช้าก็ไม่พ้นคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามกันนี่เอง พอผมทักเขาถึงเริ่มหยิบช้อนตักกิน แต่ก็ยังไม่เลิกยิ้ม

“ทำไมวันนี้ถึงมานั่งกินกันแบบนี้ได้ล่ะ พี่ว่างเหรอ” ผมหยิบขวดน้ำไม่มียี่ห้อที่ข้างในเป็นน้ำสีเขียวขึ้นมาดื่ม เตรียมตัวเต็มที่ละว่ามันคือน้ำฝรั่งไม่ก็น้ำเขียวที่เป็นน้ำหวาน แต่ดื่มเข้าไปแล้วดันกลายเป็นน้ำจืดๆจนสำลักให้อีกคนหัวเราะเล่น

“ใจเย็นไอ้น้อง อร่อยมากจนสำลัก” พี่อั๋นเกือบเอื้อมตัวเอามือมาเช็ดปากให้ แต่ชะงักไปแล้วนั่งลงไปอย่างเดิม ผมเดาว่าเพราะเราอยู่ในที่สาธารณะเขาเลยไม่กล้าทำ เหมือนที่เมื่อกี้พอรู้ว่าจับมือผมอยู่ก็รีบปล่อย ผมยกมือบอกว่าไม่เป็นไรแล้วใช้หลังมือเช็ดออกเอง

“น้ำอะไรวะพี่ นึกว่าน้ำฝรั่งดูดเข้าไปเต็มที่เลย แค่กๆ”

“ไม่เคยกินเหรอ นี่เขาเรียกว่าน้ำใบย่านาง มีประโยชน์มากเลยนะเว้ย”

“เคย แต่แม่ผมเอามาใส่แกงหรือทำอาหาร ไม่ได้ลองเพียวๆแบบนี้นี่ครับ” ผมดื่มน้ำอีกครั้งหลังจากตั้งท่าดีๆได้แล้ว “ว่าแต่ตกลงทำไมวันนี้เรามากินข้าวด้วยกันได้”

“ก็บอกแล้วไงว่าคิดถึง”

“แค่ก...”

คราวนี้น้ำพุ่งครับ พุ่งของจริง ผมไม่รู้ว่าตัวเองยิ้มทั้งๆที่สำลักอยู่ได้ยังไง แต่ก็ทำอยู่ พอหายสำลักเลยนอนฟุบลงไปกับโต๊ะซ่อนยิ้มไม่ให้พี่อั๋นเห็นซึ่งไม่รู้ว่าทำทันไหมนะ บ้าเอ๊ย แค่คำง่ายๆผมก็แทบไปไม่เป็น

เงยหน้ามาพี่อั๋นกินอาหารสิ้นคิดของเขาหมดกล่องพอดีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมกระแอมไอแล้วจัดการบะหมี่ที่เหลือจนหมด เขาก็ส่งทิชชู่ให้ผมเช็ดปาก เก็บกล่องออกไปจนโต๊ะโล่ง

“ว่าแต่พี่ ผมก็...คิดถึงพี่เหมือนกัน”

นั่นเป็นประโยคทำลายความเงียบ แล้วก็เป็นประโยคสร้างความเงียบอีกที เราแทบไม่พูดอะไรเลยครับนอกจากยิ้มเขินให้กันอยู่เป็นนาที

“สอบเป็นไงบ้าง โอเคไหม”

“ครับ โอเค แต่ผมว่าคราวหน้าต้องทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม”

“ดีแล้ว มีวิชาไหนไม่เข้าใจก็มาถามได้นะเผื่อสอนให้ได้ ขยันทำเกรดดีๆเข้าไว้”

“เอาไว้จะถามแล้วกันถ้าผมเจอ แล้วของพี่ล่ะครับสอบเป็นไง”

“ก็ดี” พี่อั๋นเสียงออกจะสูงไปหน่อย “ไม่ตกก็บุญหัวแล้ว งานก็เยอะ สอบก็เยอะ จะตายห่าเอา”

สีหน้าพี่อั๋นผ่อนลงกว่าเดิมแถมยังถอนหายใจ ผมเดาว่าคะแนนอาจจะออกมาไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ถ้าทำงานเยอะก็คงไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือเหมือนที่ผมมีเวลา ไม่รู้จะช่วยยังไงเลยทำได้แค่ยื่นมือไปวางบนหลังมืออีกคนเป็นการให้กำลังใจ เจ้าของมือมองหน้าผมแล้วมองไปรอบๆเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง

“พี่อั๋นเป็นอะไร”

“เปล่า คือ...กูกลัวคนอื่นเขามองเราไม่ดีอ่ะ ตัวกูเองไม่เท่าไหร่แต่มึงจะเสียหายเอาได้ คนเดินผ่านไปผ่านมาเยอะ” เขาค่อยๆจับมือผมออกจากมือตัวเองวางลงบนโต๊ะแบบเบาที่สุด แต่มือเรายังใกล้กัน

“ไม่เห็นเป็นไรเลย ใครจะมาสนใจ ถึงสนเขาก็คงไม่เดินมาชี้หน้าเราแล้วล้อเลียนหรอกครับ ไหนว่าไม่อยากให้ผมคุยกับคนอื่นไง เนี่ย เขาเห็นพี่อยู่กับผมก็ไม่กล้าแล้ว”

“มันไม่เหมือนกัน กูแค่เป็นห่วงมึง เมื่อกี้ก็ขอโทษด้วยที่เดินจูงมือออกมา”

“ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ แล้วถ้าพี่กลัวคนเห็น เราก็ไม่ต้องทำให้เขาเห็นสิ”

“จะให้เดินไปจับที่หลังตึกเหรอ ก็โอเคนะ ป่ะ”

“ไม่ใช่เว้ยพี่” ผมค้อนใส่เขาหนึ่งครั้งแล้วหยิบกระเป๋าเป้ตัวเองขึ้นมาวางบนโต๊ะใกล้มือพี่อั๋น เอื้อมหยิบถุงผ้าที่ใส่กล่องข้าวขึ้นมาซ้อนอีกชั้นให้สูงขึ้น แล้วก็วางมือตัวเองลงไปที่เดิม

ผมไม่ได้พูดอะไรแค่ส่งสายตาไปให้พร้อมกับกระดิกนิ้ว พี่อั๋นเหมือนจะเข้าใจ ค่อยๆเลื่อนนิ้วมาแตะมือผมที่หงายรออยู่ในกองกระเป๋า เห็นท่าที่เขายังเหลือบมองไปทางอื่นแล้วก็ขำ ผมเลยเขยิบแขนตัวเองอีกนิดจนมือเราจับกันเต็มมือ คุณต้องมาเห็นพี่อั๋นที่ตอนนี้เอามือท้าวคางปิดปากไม่ให้ผมเห็นว่ายิ้มอยู่ แต่หูสองข้างแดงไม่ต่างกับผมตอนนี้เลยครับ

“ทำไมถึงคิดว่าเป็นน้ำฝรั่ง ชอบเหรอ”

“ครับ น้ำผลไม้ผมชอบหมดแหละ ก็เห็นมันสีเขียวด้วย ไม่น่าเล้ย”

“มึงชอบน้ำฝรั่ง แต่กูชอบฝรั่งนะ แถวๆนี้มีคนนึง” พี่อั๋นเอานิ้วโป้งลูบมือผมแล้วช้อนสายตามอง ทำเอาผมร้อนวูบขึ้นมาบนใบหน้าเลยครับ

“ไหนฝรั่ง ไม่เห็นมีเลย ผมลูกครึ่งเหอะ”

“ครึ่งคนครึ่งเทวดา เล่นมุกนี้ป่ะกูจะได้ขำรอ”

“เฮ้ย บ้าบอ มุกสองบาทสามบาทมันถูกไปเปล่าพี่

“แล้วลูกครึ่งอะไรวะ”

“พ่อผมอ่ะฝรั่ง”

“งั้นแม่ก็มังคุดใช่ป่ะ”

“โน”

“ชมพู่ก็ได้ สามโลห้าสิบ คนกันเองลดให้”

“อะไรของพี่วะเนี่ย” ผมเตะขาเขาไปสองทีใต้โต๊ะ “แม่ผมคนไทย”

“ก็นึกว่ามึงจะยิงมุก นี่รอตบให้อยู่เลยนะ ไม่ใจเลยว่ะ”

“อ่ะ เอาดีๆ ไม่เล่น พ่อผมมาเที่ยวที่เชียงใหม่แล้วมาเจอแม่ เลยชอบกันแล้วก็แต่งงานกันอยู่ที่นี่ครับ” พี่อั๋นพยักหน้า เขาไม่ได้ถามอะไรผมต่อ ผมก็ไม่รู้จะถามอะไรเหมือนกัน ดูนาฬิกานี่ก็เกือบบ่ายโมงแล้ว ผมเอามือออกจากกองกระเป๋าเพราะมันเริ่มชื้นเหงื่อจนไม่กล้าจับมือพี่อั๋นต่อ เขาก็เอามือลงไปหยิบมือถือเนียนๆเช่นกัน

“เอาไว้เราไปดูหนังกันดีมะซุป กินข้าวด้วยกันอย่างเดียวเดี๋ยวเบื่อก่อน เจอกันเอะอะออกกำลัง เอะอะกิน”

“จริงๆไม่เบื่อหรอกครับ แต่เปลี่ยนบ้างก็ดี เดือนหน้าหนังเข้าใหม่น่าดูมากเลย ไปดูกันนะพี่”

“เค ตามนั้นเลยน้อง”

ผมดูนาฬิกาอีกทีกะว่าสักบ่ายโมงสิบห้าจะเดินกลับไปหาทัพกับอาร์ตแล้วขึ้นไปนั่งรอเรียนที่ห้อง อยู่ดีๆก็มีเสียงทักมาจากด้านหลังจนเราสองคนต้องหันไปมอง

“ใช่เซฟไหม เออ ใช่จริงๆด้วย” พี่ไอซ์เดินกึ่งวิ่งมาทางนี้ พอเห็นพี่อั๋นนั่งอยู่ด้วยเธอดูตกใจนิดหน่อยแต่ก็ยังพูดกับผม “พอดีพี่มีสอบบ่ายครึ่ง นี่เพิ่งเลิกเรียนในโรงอาหารไม่มีที่นั่งเลย ตรงอื่นว่างแต่ก็ไกลเดี๋ยวกินข้าวไม่ทัน ขอนั่งด้วยแป๊บนึงได้ไหมคะ”

“เอ่อ...” ผมหันไปมองพี่อั๋นเพื่อขอความเห็น เขาพยักหน้าให้น้อยๆให้รู้ว่าไม่ขัดข้อง ผมเลยตอบตกลงพี่ไอซ์ไป

“ขอบคุณมากเลยนะ” เธอนั่งลงแทบจะทันที กระเป๋าสะพายกับถุงข้าวกลางวันก็วางพรวดลงกับโต๊ะพร้อมกันจนผมเกือบสะดุ้งแล้วถ้าไม่คีพลุคไว้ก่อน ดูพี่อั๋นจะอึดอัดใจนิดหน่อยที่คนแปลกหน้ามานั่งด้วย ผมไม่รู้จะทำยังไงนอกจากแอบไลน์ส่วนตัวไปหาว่าขอให้เขานั่งด้วยหน่อย มันคงสุดวิสัยจริงๆ

“ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่เจอกันเลยเนอะ สอบเสร็จแล้วเหรอเซฟ เป็นไงมั่งทำได้ป่าว” พี่ไอซ์เปิดบทสนทนาไปพร้อมกับที่หยิบแซนวิชในถุงเซเว่นออกมาวางด้วยท่าทางฉับไว ตามด้วยเลคเชอร์จดสูตรอะไรก็ไม่รู้ที่ตัวเลขเต็มไปหมดวางข้างกันแบบจะกินไปอ่านไป

“ครับ เสร็จเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเลย พอทำได้อยู่ พี่ไอซ์ยังสอบไม่เสร็จเหรอครับ”

“กลางภาคอ่ะเสร็จแล้ว ของวันนี้คือไปซ่อมอ่ะสิตกตัวนึง เนี่ยเซฟรู้ป่าวไอ้ชีทที่เก็บให้พี่เมื่อวันนั้นอ่ะออกสอบหมดเลย อันอื่นออกน้อยมาก พี่นี่ขอบคุณเราหลายครั้งมากในห้องสอบที่เก็บมาคืนให้อ่าน อย่างที่บอกคือถ้าหายร้องไห้เลยนะ”

“ครับ” ผมเกาหัวแก้เก้อ ดูพี่ไอซ์นั่งกินไปพร้อมกับชะโงกหน้าไปดูสูตรจากเลคเชอร์แล้วก็นึกสงสารในความรีบ กลัวขนมปังจะติดคอเสียก่อน พี่อั๋นเหลือบมองมานิดๆแล้วสนใจมือถือต่อ

“แล้วนี่สองคนนี้รู้จักกันด้วยเหรอ เซฟรู้จักอั๋นได้ไง”

“อ้าวนี่...พี่รู้จักกันเหรอครับ” นั่นสิ ผมก็มีคำถามว่าไปรู้จักกันตอนไหน

“อืม รู้จักกันตั้งแต่ตอนปีหนึ่งแล้ว ไอซ์เป็นเพื่อนของเพื่อนกูอีกทีนึง” พี่อั๋นได้พูดบ้าง แต่เขาดูท่าทางแปลกไปจากตอนที่อยู่กันสองคน ผมเดาว่าคงเซ็งแหละ

“แทบไม่เจออั๋นเลยตั้งแต่ขึ้นปีสอง สบายดีป่ะอั๋น หน้าตาเซ็งๆ”

“ก็ดี เธออ่ะ”

“เรียนหนัก แต่ยังไม่ตายจ้า” พี่ไอซ์หัวเราะ อาหารกลางวันในมือหมดแล้วเปลี่ยนมาเป็นเจาะขวดนมจืดดื่มแทน ผมไม่คิดว่าพี่เขาอิ่มหรอกอาหารแค่นี้ แต่ตอนผมกับเพื่อนรีบไปสอบก็ทำเหมือนกัน ดีกว่าไม่มีอะไรกิน แถมเราทำกันบ่อยด้วยสิช่วงนั้นเลยอ้วน

ถามตอบแค่นั้นแล้วพี่อั๋นก็เงียบไป ทำเป็นเล่นมือถือแทน ผมเลยต้องรับหน้าที่คุยกับสาวสวยไปตามระเบียบ นี่ขนาดรีบกินยังสวย เปรียบเทียบกับเพื่อนผู้หญิงของผมตอนมัธยมปลายที่รีบกินก่อนไปสอบมันก็ไม่เห็นจะดูดีขนาดนี้เลย ทำไมวะ

“อะไร จะมาช่วยติวสอบหรือไงเรา”

“เปล่า ก็ผมเห็นพี่รีบกินกลัวติดคอครับ ค่อยๆก็ได้ ติวอะไรผมไม่ถนัดสักอย่างเถอะ”

“แล้วไปนึกว่าจะมาช่วย คือรีบเพราะกว่าจะวิ่งไปขึ้นตึกขึ้นห้องอีกอ่ะเซฟ ส่วนเรื่องติวนี่ล้อเล่น แต่ถ้าอยากให้สอนอะไรมาถามพี่ได้นะ เลขไรงี้สอนได้พวกวิชาศึกษาทั่วไป ร้านกาแฟคนไม่ค่อยเยอะ เผื่อเลี้ยงช็อกปั่นอีกแบบวันนั้นไง”

ผมสะดุ้งเลยตอนที่พี่ไอซ์พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ก็วันนั้นผมยกเลิกนัดพี่อั๋นด้วยการโกหกว่าติดธุระ แล้วหลังจากนั้นก็บอกว่ากินช็อกปั่นมาในวันเดียวกันด้วย ก็มีวันเดียวแหละเพราะวันปกติไม่กิน สาวสวยเล่นงานผมแล้ว

จากที่นั่งเล่นมือถือเงียบๆ พี่อั๋นเงยหน้าขึ้นมามองผมแล้ววางมือถือลงบนโต๊ะ ผมไม่รู้เลยว่าเขาคิดอะไรแต่ว่ามันเกี่ยวกับสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่แน่นอน ส่วนพี่ไอซ์น่ะเหรอ เก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้วเตรียมลุกแล้วด้วย พี่จะมาทิ้งระเบิดแล้วหนีไปแบบนี้ไม่ได้นะครับ!

“บ่ายโมงสิบห้าแล้ว เราไปก่อนนะเดี๋ยวไม่ทัน ขอบคุณมากๆเลยทั้งสองคนที่อุตส่าห์ให้นั่งด้วย ไว้เลี้ยงขนมอีกนะเซฟ เราไปก่อนนะอั๋น”

“โชคดีสาววิดวะ ระวังสะดุดบันไดนะเดี๋ยวไม่ได้สอบ” พี่อั๋นตะโกนส่งท้ายไปด้วยรอยยิ้มที่ผมเดาไม่ได้อีกเช่นกัน ก่อนจะหันกลับมาหาผมด้วยสีหน้าแบบที่ถ้าดวงตาเขาเป็นใบมีด ตัวผมคงพรุนไปด้วยแผลจากคำถามนับสิบได้

“จะไปเลยไหม บ่ายสิบห้าแล้ว เดี๋ยวไปเรียนไม่ทันนะ”

ผมนี่ชาวูบไปทั้งร่างกาย ผิดคาดมากๆครับนึกว่าจะโดนอะไรเข้าแล้วนะ รู้สึกเหมือนมีคนดึงขึ้นมาจากก้นเหว

“เฮ้ย ซุป ไปเลยไหม เป็นไรป่ะเนี่ย”

“ครับ ครับ ไปเลยครับ” ผมเด้งตัวลุกจากโต๊ะคนแรก ตามด้วยพี่อั๋นที่สะพายกระเป๋าน่ารักของเขา เราเดินไปพร้อมกันโดยที่ผมตั้งใจให้มือเราเฉียดๆ เพราะผมรู้ว่าความจริงพี่อั๋นอยากจับมือผม และผมเองก็อยากทำแบบนั้น เพียงแต่คงต้องอาศัยระยะเวลาอีกสักหน่อยจนกว่าพี่อั๋นจะมั่นใจว่าผมโตพอและพร้อมที่จะสามารถทำแบบนั้นในที่สาธารณะ

พี่อั๋นบอกว่าขอส่งผมแค่หน้าโรงอาหาร เขาจะไม่เข้าไปเจอเพื่อนผมเพราะจะเดินเลยกลับไปอีกฝั่งที่ตึกคณะเลย เราเลยต้องบอกลากันตรงหน้าโรงอาหาร เพื่อนผมก็นั่งรออยู่อีกฝั่งกวักมือเรียกอยู่ไม่ไกล

“ตั้งใจเรียนนะ ไว้เจอกัน”

“โอเคครับ พี่เดินไปดีๆ”

พี่อั๋นลูบหัวผมแล้วเดินแยกออกไปอีกทาง ผมเลยหมุนตัวกลับเดินไปหาเพื่อน แต่เดินได้แค่สามก้าวก็ต้องหยุดเพราะมีอะไรดึงเสื้ออยู่ที่ด้านหลัง

“อยากเจออีกเร็วๆ คิดถึงนะเซฟ”

ผม...ใบ้รับประทาน ถ้าทำได้ผมจะลงไปนั่งกองกับพื้นแล้วให้อาร์ตกับทัพมาแบกไปแทน

พี่อั๋นวิ่งมากระซิบที่ข้างหู แถมยังเรียกชื่อจริงๆอีก บ่ายนี้อย่าหวังว่าเนื้อหาอะไรจะเข้าหัวผมเลยครับ

       

________


หวานนน หวานกันเข้าไป เซฟเกือบซวยแล้วนะเรา สวัสดีปีใหม่คนอ่านด้วยนะคะ เลยมาหลายวันแล้วแหละแต่ก็อยากจะบอก แหะๆ

#ผมไม่ได้อ้วน


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

39 ความคิดเห็น

  1. #26 piruntara (@piruntara) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 กันยายน 2562 / 20:29
    ตกลงน้องชอบใครกันแน่คะ
    #26
    0