Phantom Seeker : หน่วยจารชน ยอดคนพันธุ์อสูร

ตอนที่ 21 : ซามาเอลและราธแห่งความโกรธเกรี้ยว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,061
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    27 เม.ย. 59

ซามาเอลและราธแห่งความโกรธเกรี้ยว


29 มิถุนายน ค.ศ.3513

ฐานทัพของวาลอร์ เมืองลับใต้ดิน มิดแลนด์ ห้องส่วนตัวของเนออน

ในคืนที่ผ่านมา  เนออนทำเรื่องออกจากแผนกการแพทย์และกลับมาเช็คสัมภาระของตัวเองซึ่งถูกหน่วยเก็บกู้นำเก็บกลับมาจากเกาะซีเคร็ทกาเดนท์  และพบว่าของใช้ส่วนมากยังอยู่ครบถ้วนดี 

ส่วนเรื่องมอเตอร์ไบค์และอาวุธแบบต่างๆ ทางหน่วยเก็บกู้ได้ส่งให้กับกองวิทยาการเพื่อซ่อมบำรุงและสามารถเดินทางไปขอรับคืนได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

ฉะนั้นเช้าวันนี้  หลังจากตื่นนอน  เนออนจึงเริ่มด้วยการออกกำลังกายเบาๆ อย่างการดันพื้นและซิทอัพ  หลังเรียกเหงื่อได้พอสมควรก็ไปอาบน้ำแต่งตัว  ก่อนจะลงไปทานอาหารที่ห้องอาหารชั้นล่างจนอิ่มหมีผลีมันสบายอารมณ์

ระหว่างนี้เขาก็ใช้ครอสดูโอสำหรับติดต่อแจ้งเรื่อง ขอเข้าพบออกัสตินเพื่อรับยศและโค๊ดเนมย้อนหลังกับเจ้าหน้าที่โอเปอเรเตอร์ของแผนกสารสนเทศ

โดยแผนกสารสนเทศนี้จะมีหน้าที่คอยควบคุมข้อมูล  การวางภารกิจ  การรับคำสั่งและการส่งต่อคำสั่งจากเบื้องบน  ออกกำหนดการต่างๆ  เรียกประชุม  รวมถึงกำหนดการนัดพบต่างๆ  เป็นศูนย์กลางของการรับเรื่องมากมายและกระจายงาน   เจ้าหน้าที่ทุกคนในมิดแลนด์จึงเรียกแผนกสารสนเทศอย่างให้เกียรติว่า ส่วนกลาง

ซึ่งหลังจากที่เนออนส่งเรื่องเข้าไปที่ส่วนกลางได้ไม่นาน  เขาก็ได้รับการตอบกลับจากส่วนกลางโดยมีกำหนดการให้เขาสามารถไปเข้าพบออกัสตินได้ในช่วงบ่าย  ทำให้ตอนเช้าเนออนมีเวลาเหลืออยู่มาก  เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปทักทายดารอฟฟ์กับดร.อังเดรตามวิสัยคนรู้จักกัน

แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ดารอฟฟ์ออกไปปฏิบัติงานนอกมิดแลนด์พอดี  ทำให้เนออนต้องมาเสียเที่ยวเปล่าและผิดหวัง  เขาจึงเปลี่ยนเป้าไปที่ดร.อังเดรที่อยู่ใกล้เคียง

พอเขาไปถึงแผนกกองวิทยาการ  เนออนก็ตรงไปที่ห้องทำงานของดร.อังเดรและพบว่าเจ้าของห้องกำลังทำงานทั้งสร้างทั้งปรับแต่งสิ่งประดิษฐ์ใหม่อย่างขะมักเขม้น

สิ่งประดิษฐ์ใหม่ดังกล่าวคืออาวุธ  พวกมันคืออาวุธจู่โจมประชิดตัวหลายรูปแบบ  มีทั้งดาบยาว  ดาบสั้น  มีด  คาตานะ  หอก  ขวานสองคม   ค้อนดาวตก  วางเรียงไว้ด้วยกัน  แต่ละอันถูกสร้างขึ้นจากโลหะสีเงินปรอทเนื้อเดียวกัน  ทุกอันมีผลึกแสงสามชิ้นฝังเอาไว้  บริเวณส่วนคมหรือส่วนที่ใช้โจมตีจะมีสีดำสนิทบ่งบอกถึงความแหลมคมและพลังทำลายที่สูงสุด 

นอกจากนี้พวกมันยังดูมีน้ำหนักสูงมากและดูคล้ายคลึงกับไททันซอร์ดที่เนออนเคยใช้   แค่มองดูด้วยตาครั้งแรก  เนออนก็สามารถสรุปได้ทันที

“อาวุธพวกนี้ถูกสร้างโดยใช้พื้นฐานและเทคโนโลยีเดียวกันกับไททันซอร์ดสินะครับ”

เขาร้องถามออกไป  ซึ่งเสียงของเขาทำให้ดร.อังเดรที่ใช้สมาธิกับการทำงานต้องหันกลับมามอง  และทันทีที่ได้เห็นเนออน  สีหน้าของดร.อังเดรก็ดูมีอาการดีใจและตื่นเต้นมาก

“ท่านเนออน  ในที่สุดคุณก็รอด  ผมได้ยินข่าวว่าคุณผ่านการทดสอบโอเดอร์แล้ว  ยินดีด้วยนะครับ..เท่านี้คุณก็เป็นแฟนธ่อมซีกเกอร์อย่างเต็มตัวสักที”

พอฟัง  เนออนก็ยิ้มออกมา

“เพราะแบบนี้ผมเลยมาทักทายเพื่อขอบคุณด๊อกเตอร์ไงครับ  นอกจากนี้ผมว่าจะชวนด๊อกเดอร์ไปเลี้ยงอาหารตามที่เคยพูดเอาไว้  ถือเป็นการฉลองให้ตัวเองที่ทดสอบผ่านไปด้วยเลยทีเดียว  เอาเป็นว่าหลังเลิกงานดีมั้ยครับ”

ดร.อังเดรยกมือขวาขึ้นมาทำท่าตกลงทันที

“โอเคครับ  หลังเลิกงานก็แล้วกัน  แต่ชวนคนรู้จักกับบรรดาลูกน้องไปด้วยได้มั้ย  ผมว่าคนเยอะๆ น่าจะสนุกกว่านะ”

“ตามสบายเลยครับ  พามาเท่าไหร่เท่ากันเลย” เนออนไม่ขัดข้อง “ก็เงินที่จ่ายมันไม่ใช่เงินผม  แถมยังจ่ายเท่าไหร่ก็ได้ด้วยนี่นา”

“แบบนี้น่าอิจฉาพวกมีบัตรไม่จำกัดงบนะครับ” ดร.อังเดรพูดล้อเล่น

จากนั้นเนออนก็หัวเราะชอบใจออกมาและกล่าวต่อไป “อันที่จริงผมก็มาเพราะต้องการมารับมอเตอร์ไบค์คืนด้วยอีกเรื่องหนึ่งครับ  แต่มาเห็นด๊อกเตอร์กำลังตั้งใจทำงานอยู่พอดีเลย”

เนออนพูดพลางปรายตามองไปทางอาวุธหลากหลายที่ดร.อังเดรประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่  และพอเห็นว่าเนออนสนใจ  ดร.อังเดรจึงเริ่มเข้าโหมดอภิปรายผลงานอย่างยืดยาวทันที

“อย่างที่ท่านเนออนพูดนั่นแหละครับ  อาวุธเหล่านี้ประดิษฐ์ขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยีและพื้นฐานมาจากไททันซอร์ด  แต่ผมเปลี่ยนรูปแบบให้หลากหลายมากขึ้น   ฮาร์ฟเบลด(ดาบสั้น)กับรูเลอร์ไนซ์(มีด)เหมาะสำหรับพื้นที่แคบๆ  ถ้ากว้างขึ้นมาหน่อยก็จะเหมาะกับไพรด์เบลด(ดาบยาว)และซามูไรเบลด(คาตานะ)  ทางด้านสคาแธช(หอก)เหมาะกับระยะกลาง  กอธคิลเลอร์(ขวานสองคม)เหมือนกับไททันซอร์ด  ส่วนเมโทรไกเซอร์(ค้อนดาวตก)เหมาะสำหรับศัตรูที่เกราะหนา”

“เรื่องน้ำหนักยังมากเหมือนเดิมสินะครับ”

“เรื่องนั้นแน่นอนครับ  พวกที่สร้างจากอัลไซด์ออกเทียมล้วนต้องหนัก” ดร.อังเดรตอบ “แต่น้ำหนักไม่ใช่เรื่องใหญ่  เพราะอาวุธเหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนธรรมดาใช้  แต่เจาะจงเป้าหมายที่ดีลิปเปอร์  โอเดอร์หรือแฟนธ่อมซีกเกอร์  แถมตอนนี้ได้เทคโนโลยีโมเลกุลอานุภาคมาปรับปรุงในเรื่องขนาดและการพกพา  ทำให้อะไรมันง่ายขึ้น”

หยุดครู่หนึ่งและพูดต่อไป  “อันที่จริงอาวุธเหล่านี้ผมสร้างมันขึ้นมาเพื่อจัดทำเป็นซี่รี่คมดำ(Black Sharp Series) ทั้งหมดก็เพื่อเสนอโครงการปรับปรุงอาวุธรบพื้นฐานให้กับองค์กร  ในอนาคตอีกไม่นาน..อาวุธรบระยะประชิดอย่างอาเมอร์ไนซ์  อาร์มเซเบอร์  และสไตร์เคฟเวอร์จะกลายเป็นอาวุธชั้นสองขององค์กรและอาจถูกผลิตจำนวนมากเพื่อปล่อยออกสู่โลกเบื้องบน”

เนออนเข้าใจเจตนาของดร.อังเดรได้ทันที  เพราะผู้ที่ใช้อาวุธเทคโนโลยีอย่างเขาล้วนรู้แก่ใจดีถึงอานุภาพของอาวุธที่ดร.อังเดรเรียกว่าชั้นสอง

ในการรบกับมนุษย์  อาเมอร์ไนซ์  อาร์มเซเบอร์  และสไตร์เคฟเวอร์มีอานุภาพอย่างล้นเหลือและเหลือเฟือ  แต่สำหรับการรบกับไนท์แมร์..พวกมันล้วนไม่ต่างอะไรกับของเด็กเล่น  ยิ่งเป็นไนท์แมร์ที่แข็งแกร่งแบบไอแซคแล้ว..พวกมันแทบจะเรียกได้ว่าเป็นขยะเลยทีเดียว  และนอกจากใช้ทิ่มตา..เนออนแทบมองไม่เห็นวิธีที่จะใช้พวกมันโจมตีเพื่อหวังผล

“ผมเห็นด้วยกับโครงการปรับปรุงอาวุธรบพื้นฐานของด๊อกเตอร์นะครับ” เนออนสนับสนุนและกล่าวตามประสบการณ์

“แต่ด๊อกเตอร์ก็อย่าคาดหวังมากไปนะครับ  ถึงแม้กำลังรบจะเพิ่มขึ้นจริง  แต่ซีรี่คมดำจะใช้สังหารไนท์แมร์ได้หรือเปล่า..มันก็อีกเรื่องหนึ่ง”

“เรื่องนั้นผมเข้าใจครับ  แต่ก็อดจะยอมรับว่าแอบหวังอยู่นิดๆ ไม่ได้เช่นกัน  ดังนั้นผมเลยอยากให้ท่านเนออนช่วยทดลองซีรี่คมดำกับไนท์แมร์ให้หน่อย”

“ให้ผมทดลอง” เนออนถามย้ำ

“ใช่สิครับ” ดร.อังเดรตอบ “ตอนนี้ท่านเนออนเป็นแฟนธ่อมซีกเกอร์แล้ว..ดังนั้นคงไม่คิดว่าตัวเองจะมีเวลาอยู่เฉยๆ ได้นานหรอกนะครับ  ผมคิดว่าอีกไม่นาน..ท่านเนออนคงได้เดินทางปฏิบัติภารกิจไปทั่วจนหัวหมุนแน่ๆ”

“แฟนธ่อมซีกเกอร์มีงานเยอะมากเลยเหรอครับ” เนออนสงสัยใคร่อยากรู้

“ต้องบอกว่าแฟนธ่อมซีกเกอร์มีน้อยต่างหากครับ  มันเลยทำให้งานดูมีเยอะ..นั่นคือคนไม่พอนั่นแหละครับ”

“อา..แบบนี้ถ้าซีรี่คมดำของด๊อกเตอร์สามารถใช้สังหารไนท์แมร์ได้จริงขึ้นมา  ฝั่งดีลิปเปอร์เองก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ถ้าพวกเขาสามารถสังหารไนท์แมร์ได้เองก็จะช่วยแบ่งเบางานของแฟนธ่อมซีกเกอร์ไปได้บ้างสินะครับ   ดีเลย..อีกหน่อยงานจะได้ลดลง  แบบนี้ผมจะช่วยทดสอบซีรี่คมดำให้ตามที่ต้องการก็แล้วกัน”

“เรื่องช่วยทดสอบซีรี่คมดำต้องขอบคุณท่านเนออนล่วงหน้าเลยก็แล้วกันครับ  เอาเป็นว่าผมจะติดตั้งซีรี่คมดำไว้ในมอเตอร์ไบค์ของท่านเนออนแทนอาวุธระยะประชิดเดิมก็แล้วกัน  อ่อ..ไททันซอร์ดก็เป็นหนึ่งในซีรี่คมดำด้วยนะครับ”

ดร.อังเดรพูดอย่างภาคภูมิใจในผลงาน  แต่ไม่นานก็เริ่มส่วยหน้าออกมา

“ท่านเนออนช่วยทดสอบมันก็เป็นเรื่องดี  และถ้าผลปรากฏว่าซีรี่คมดำสามารถใช้สังหารไนท์แมร์ได้จริงก็นับว่าเป็นเรื่องดี  แต่ยังมีเรื่องหนึ่งที่ท่านเนออนเข้าใจผิดอยู่นะครับ”

“ผมเข้าใจผิด..เรื่องอะไรครับ”

“อาวุธประสิทธิภาพมากขึ้นจะทำให้ดีลิปเปอร์ทรงพลังมากขึ้นก็จริงอยู่  แต่ผมก็ไม่คิดถึงขนาดที่ว่าจะส่งเสริมให้ดีลิปเปอร์ออกหน้าไปไล่ล่ากำจัดไนท์แมร์แบบจริงจังแทนแฟนธ่อมซีกเกอร์หรอกนะครับ...ถึงแม้ว่าการทำแบบนั้นจะทำให้งานของแฟนธ่อมซีกเกอร์น้อยลงก็ตามทีเถอะ”

เนออนไม่เข้าใจ “ทำไมล่ะครับ  ในเมื่อดีลิปเปอร์มีศักยภาพมากพอที่จะสังหารไนท์แมร์..แล้วทำไมถึงไม่คิดส่งเสริม”

ดร.อังเดรมองมาที่เนออนเหมือนกับกำลังสงสัยว่าทำไมเนออนถึงถามแบบนั้นออกมา  จากนั้นครู่หนึ่งเขาก็ทำสีหน้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้  แววตาสองข้างเบิกค้างเหมือนเพิ่งตื่นจากความฝัน

“นี่ท่านเนออนไม่ทราบเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับไนท์แมร์เลยสินะครับ”

ดร.อังเดรประหลาดใจสุดขีด “แต่ถึงอย่างนั้น..ท่านเนออนก็กลายเป็นแฟนธ่อมซีกเกอร์แล้ว  นี่ต้องโทษผมที่ไม่ทันฉุกใจคิดมาก่อนว่าท่านเนออนไม่ได้รับการฝึกและศึกษาเหมือนกับโอเดอร์ใหม่คนอื่น  ท่านเนออนสามารถเอาตัวรอดและปรับตัวได้เก่งเกินไปจนภาพลักษณ์บดบังสายตา..ทำให้ผมลืมไปสนิทว่าท่านเนออนเพิ่งมาอยู่ในมิดแลนด์ได้เพียงสิบกว่าวันเท่านั้น”

“ด๊อกเตอร์ก็พูดเกินไป” เนออนยิ้มเขินๆ “ภาพลักษณ์บดบังสายตาอะไรกัน  ผมเองก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่งนั่นแหละครับ”

“จริงๆนะครับ” ดร.อังเดรกล่าวย้ำ “ตัวตนของท่านเนออนมันเหมือนกับภาพลวงตาที่ทรงพลังและเป็นธรรมชาติมากๆ จนผมเชื่อมั่นและวางใจ  ทว่าในความเป็นจริงก็ยังมีเรื่องที่น่าห่วงอยู่สินะครับ”

“นั่นแหละครับ  ผมก็บอกแล้วว่าผมก็คนธรรมดาคนหนึ่ง..ยังมีเรื่องที่ไม่รู้อยู่บ้างก็คงไม่แปลก”

เนออนหัวเราะแหะๆ พลางเอามือลูบศีรษะด้วยใบหน้ายิ้ม “เมื่อครู่นี้ด๊อกเตอร์พูดถึงเรื่องพื้นฐานของไนท์แมร์นี่ครับ  มันเป็นยังไง...ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย”

“นั่นสิครับ..ผมจะอธิบายให้ฟังเอง” ดร.อังเดรเริ่มต้นอธิบาย

“ก่อนอื่นผมคงต้องพูดถึงเรื่องพลังงานตัวหนึ่งที่เรียกว่าพลังงานทวิดารา  ผมคิดว่าท่านเนออนน่าจะเคยได้เรียนเรื่องเกี่ยวกับไฟฟ้ามาก่อน  ในไฟฟ้ามีพลังงานขั้วบวกและขั้วลบ  ในพลังงานทวิดาราเองก็แบ่งออกเป็นบวกและลบเช่นกัน  พวกเราเรียกมันว่าพลังงานบริสุทธิ์และพลังงานมืด  ในทางศาสนาจะเรียกว่าพลังงานบุญและพลังงานบาป  ในบางกลุ่มชนพื้นเมืองมีความเชื่อว่ามันเป็นพลังงานแห่งการก่อเกิดชีวิตและพลังงานแห่งการสิ้นสูญ  แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไร..พลังงานทวิดารานี้ก็แบ่งออกเป็นสองด้านเหมือนสีขาวและสีดำ  ดั่งดาวสองดวงที่ไม่อาจอยู่ร่วมกัน”

ดร.อังเดรมองเนออนที่กำลังตั้งใจฟังและกล่าวต่อไป “ในการศึกษาทางประวัติศาสตร์ของวาลอร์  ทางองค์กรมีความเชื่อว่าโลกและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ถูกสร้างขึ้นมาจากพลังงานทวิดารา  และพลังงานนี้มีผลต่อธรรมชาติ  ความเปลี่ยนแปลง  และยังมีผลต่อการกระทำและความนึกคิดของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล  แน่นอนว่าโลกจำเป็นต้องรักษาสมดุลของพลังทวิดาราให้เป็นกลางหรืออยู่ในสภาพที่พลังงานบริสุทธิ์มากกว่าพลังงานมืดถึงจะเป็นการดี  ซึ่งตัวแปรที่ทำให้พลังงานทวิดารามีการเปลี่ยนแปลงก็คือช่วงชีวิตของสิ่งทั้งมวล”

“ช่วงชีวิตของสิ่งทั้งมวล!?” เนออนขมวดคิ้วอย่างงุนงง

“หมายถึงวัฏจักร  การคงอยู่  เกิดและตายนะครับ” ดร.อังเดรพยายามอธิบาย “พวกเราเชื่อว่าทุกสิ่งมีช่วงชีวิตเป็นของตน  ทั้งพืช  สายน้ำ  อากาศ  แสงแดด  พื้นดิน  หิน  ทราย  แร่ธาตุต่างๆ  ไปจนถึงสัตว์และมนุษย์  ทุกอย่างมีช่วงชีวิต  และผมอธิบายไปแล้วว่าทุกอย่างมีพลังทวิดาราเป็นของตนเอง  ในช่วงชีวิตหนึ่งของการคงอยู่  ชีวิตนั้นๆ จะสั่งสมและเพิ่มพูนพลังงานทวิดาราตลอดชีวิต  และเมื่อชีวิตนั้นจบลง  พลังงานที่สั่งสมมาตลอดการคงอยู่จะหวนคืนสู่แหล่งกำเนิด  ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ ก็เหมือนการที่ตายแล้วเหลือเพียงรูปร่างวิญญาณนั่นแหละครับ”

“หมายถึงว่าถ้าตาย..วิญญาณของชีวิตที่ตายนั้นจะนำพลังงานทวิดาราไปสู่แหล่งกำเนิด  แล้วแหล่งกำเนิดที่พูดมามันคือที่ไหน” เนออนร้องถาม

“ผมก็ตอบไม่ได้ว่าที่ไหน” ดร.อังเดรส่ายหน้า “เอาเป็นว่า..มันคือศูนย์รวมของพลังงานทวิดารา  เป็นแกนกลางในการให้กำเนิดโลกและสิ่งมีชีวิตทั้งมวลก็แล้วกันครับ  แล้วแกนกลางนี่แหละที่มีผลกระทบถึงโลกและทุกชีวิต  เพราะถ้าแกนกลางมีพลังงานทวิดาราฝ่ายบริสุทธิ์มาก..โลกก็จะอุดมสมบูรณ์  แต่ถ้าแกนกลางมีพลังงานทวิดาราฝ่ายมืดมาก..โลกจะเกิดความแห้งแล้ง  ภัยพิบัติธรรมชาติ  และโรคติดต่อ”

เนออนรู้สึกอึ้งและอัศจรรย์ใจในเรื่องที่เพิ่งเคยได้ยินได้ฟังเป็นอย่างมาก  มันไม่น่าเชื่อว่าในโลกมีความจริงแบบนี้ปกปิดไว้  และเขาใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยมาตลอดโดยไม่ได้สนใจอะไร

“ฟังดูอันตรายมากเลยนะครับ  และมันจะเกิดอะไรขึ้น..ถ้าแกนกลางมีแต่พลังทวิดาราฝ่ายมืดมากเกินไป  และไม่เหลือพลังงานทวิดาราฝ่ายบริสุทธิ์อยู่เลย”

คำถามนี้ทำให้ดร.อังเดรเปลี่ยนสีหน้าไปอย่างน่ากลัว “ผมเคยทำวิจัยและคิดถึงกรณีนั้น  แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปแน่นอน  แต่พวกเราตั้งสมมติฐานว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง..โลกจะหมดอายุไข  นั่นคือตาย  เมื่อโลกตาย..พื้นผิวอาจจะแยกออกจากกัน  หรือไม่..ก็ระเบิดบูม”

ฟังแล้วเนออนรู้สึกขนลุก  ความเย็นเยือกจากปลายเท้าพุ่งขึ้นถึงศีรษะ  เหงื่อเม็ดโป้งผุดโผล่ออกมาจากความตึงเครียด

“เพราะแบบนี้ด๊อกเตอร์ถึงบอกว่าจำเป็นต้องรักษาสมดุลสินะครับ  แต่ผมยังไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกับไนท์แมร์  โอเดอร์  หรือแฟนธ่อมซีกเกอร์ที่ตรงไหน”

ดร.อังเดรเริ่มยิ้มพลางใช้มือขยับขาแว่นหนาอย่างดูชั่วร้าย “ที่ผมพูดไป..มันแค่เรื่องพื้นฐานของพื้นฐาน  เป็นเพียงน้ำจิ้ม  ของจริงคือหลังจากนี้ต่างหาก”

จากนั้นดร.อังเดรที่สวมบทบาทแว่นโฉดก็อธิบายต่อไป

“ผมอธิบายไปแล้วสินะว่าทุกสิ่งมีพลังงานทวิดาราเป็นของตัวเอง  ในพืช  สายน้ำ  อากาศ  แสงแดด  พื้นดิน  หิน  ทราย  แร่ธาตุต่างๆ  สิ่งเหล่านี้จะมีพลังงานทวิดาราเป็นกลาง  นั่นคือคงความสมดุลตลอดช่วงชีวิต  เมื่อสิ้นอายุขัย  พลังงานทวิดาราที่คืนสู่แกนกลางที่จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ  แต่มีเพียงสัตว์และมนุษย์เท่านั้นที่พลังงานทวิดาราแปรเปลี่ยนไปตามสภาพจิต  สิ่งแวดล้อม  และนิสัย  ดังนั้นเมื่อสัตว์และมนุษย์สิ้นอายุขัย  พลังงานทวิดาราที่กลับคืนสู่แกนกลางจึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด  ยิ่งถ้าเป็นช่วงสงคราม  มนุษย์จะมีแต่ความดุร้าย  นั่นหมายถึงมีพลังงานทวิดาราฝ่ายมืดมาก  เมื่อตายพลังงานมืดก็จะกลับสู่แกนกลาง  โลกก็สะท้อนให้เห็นถึงพื้นที่แห้งแล้ง  เขตภัยพิบัติที่สิ่งมีชีวิตไม่อาจอยู่ได้  โรคภัยชนิดใหม่ต่างๆ  เพราะเราเห็นเพียงสิ่งเหล่านี้..มนุษย์เราจึงไม่เคยมองเห็นความจริงเบื้องหลัง”

ดร.อังเดรอธิบายต่อ “แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมต้องการจะสื่อออกมาก็คือ...โลกมีชีวิต  โลกเองก็กลัวที่จะต้องตาย  และในเมื่อชีวิตของโลกขึ้นอยู่กับพลังงานทวิดาราฝ่ายบริสุทธิ์  โลกจะทำยังไงเพื่อคงสมดุลให้ได้ตลอดกาล  ข้อสรุปนี้เดินทางมาถึงจุดที่โลกหาทางออกให้กับตัวเอง  เพื่อหลีกหนีต่อพลังงานมืดที่จะคุกคามชีวิตของตน  เจตจำนงของโลกจึงได้ให้กำเนิดสิ่งหนึ่งขึ้นมา”

พูดจบ  ดร.อังเดรก็มองมาที่เนออนและกล่าวถาม “ท่านเนออนเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับต้นไม้โลกบ้างไหม”

เนออนขมวดคิ้ว “หมายถึงต้นไม้โลกหรือต้นไม้แห่งชีวิตที่มักปรากฏอยู่ในวรรณกรรมต่างๆ ใช่ไหมครับ”

ดร.อังเดรพยักหน้า “ต้นไม้โลก  ต้นไม้แห่งชีวิต  ผู้ให้ความอุดมสมบูรณ์  มันมีชื่อเรียกมากมายนับไม่ถ้วน  แต่เจ้าต้นไม้โลกนี่แหละ..คือสิ่งที่เจตจำนงของโลกได้ให้กำเนิดขึ้นมา   มันทำหน้าที่ในการดูดกลืนความมืดจากแกนกลางเพื่อรักษาสมดุล  ดังนั้นมันจึงเป็นต้นไม้ปีศาจที่เต็มไปด้วยพลังงานทวิดาราฝ่ายมืด  เป็นสัญลักษณ์ของความตาย  พวกเราเรียกมันว่า พฤกษชาติแห่งบาป และตั้งโค๊ดเนมว่า ดิเอ็น(The End)

“ดิเอ็น!?..สิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังงานมืด  หรือมันจะเกี่ยวกับไนท์แมร์” เนออนร้องถาม

“ใช่ครับ” ดร.อังเดรพยักหน้าอีกครั้ง “ดิเอ็นดูดกลืนพลังงานมืดจากแกนกลางเพื่อรักษาสมดุลมาตลอดนับตั้งแต่โลกถือกำเนิด  ในยุคแรกเริ่มทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี  แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานนับอสงไขย  พลังงานทวิดาราฝ่ายมืดที่ดิเอ็นต้องแบกรับเอาไว้ก็มาถึงขีดจำกัด  ดิเอ็นที่ทำหน้าที่สร้างความสมดุลรู้ดีว่าปล่อยเอาไว้แบบนี้ไม่ได้  และยังเข้าใจว่าสัตว์และมนุษย์ที่มีช่วงชีวิตสั้นเป็นตัวตนที่สร้างความผันผวนให้กับแกนกลางมากที่สุด  ดิเอ็นจึงคิดที่จะทำลายล้างสัตว์และมนุษย์ที่เหมือนเป็นพวกปรสิต  และสร้างชีวิตที่เก็บงำความมืดและมีช่วงชีวิตยาวนานเป็นนิรันดร์ขึ้นมา”

เนออนขนลุก “หรือว่าสิ่งมีชีวิตนั้นก็คือไนท์แมร์”

“ครับ” ดร.อังเดรตอบ “ดิเอ็นใช้พลังงานทวิดาราฝ่ายมืดที่เกินขีดจำกัดสร้างผลไม้ของตนขึ้นมาเรียกว่า ผลแห่งบาปในแต่ละผลอัดแน่นไว้ด้วยเมล็ดพันธุ์นับหมื่นเมล็ด  เมล็ดพันธุ์พวกนี้เรียกว่า Sins Seed(เมล็ดพันธุ์แห่งบาป)  แต่ละเมล็ดมีชีวิตเป็นของตัวเองและพวกมันจะเข้าไปยึดร่างของสัตว์และมนุษย์  เปลี่ยนสัตว์และมนุษย์ให้กลายเป็นไนท์แมร์   จากนั้นพวกมันจะล่าทั้งสัตว์และมนุษย์เพื่อเก็บเกี่ยวพลังงานมืดไปเป็นของตนด้วยการฆ่า  สิ่งที่เหลือจากการฆ่าจะมีเพียงพลังงานทวิดาราฝ่ายบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียวที่กลับคืนสู่แกนกลาง  ทำให้พลังงานมืดอยู่บนโลกต่อไปในตัวของไนท์แมร์ที่มีช่วงชีวิตที่แทบจะเป็นนิรันดร์”

“แต่แบบนี้มันเหมือนกับว่าโลกต้องการล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์และสัตว์เลยนะครับ” เนออนออกความเห็น

“เพราะแบบนั้นพวกเราถึงต้องลุกขึ้นสู้ต่อการล้างเผ่าพันธุ์ไงครับ” ดร.อังเดรถามอีกครั้ง “ก่อนหน้านี้ท่านเนออนถามผมว่าทำไมถึงไม่คิดส่งเสริมดีลิปเปอร์ให้กำจัดไนท์แมร์สินะครับ  ผมจะอธิบายให้ฟัง..สิ่งสำคัญมันอยู่ที่คุณสมบัติเด่นครับ”

“คุณสมบัติเด่น!?” เนออนฟังและสงสัย

“หลังจากที่ผมพูดมานาน  ท่านเนออนคงทราบว่าทุกสิ่งมีพลังงานทวิดาราในตัวเอง  แต่นอกจากนี้ทุกสิ่งยังมีคุณสมบัติเด่นอีกด้วย  อย่างพวกพืช  สายน้ำ  อากาศ  แสงแดด  พื้นดิน  หิน  ทราย  แร่ธาตุต่างๆ  สิ่งเหล่านี้จะมีคุณสมบัติเด่นเป็นกลาง  ส่วนพวกที่มีความผันผวนของพลังงานทวิดาราอย่างสัตว์และมนุษย์จะมีคุณสมบัติเด่นเป็นบวก  และไนท์แมร์กับโอเดอร์หรือแฟนธ่อมซีกเกอร์จะมีคุณสมบัติเด่นเป็นลบ”

ยิ่งฟังเนออนยิ่งรู้สึกถึงหลักการอันสลับซับซ้อน  แต่เขาก็ยังคงทำความเข้าใจต่อไปไม่ขาด

ดร.อังเดรพูดต่อเนื่อง “ไนท์แมร์มีความพิเศษอย่างหนึ่งครับ  นั่นคือการสิงสู่ตัวตนที่มีคุณสมบัติเด่นเป็นบวก  ดังนั้นหากไนท์แมร์ถูกกำจัดลงด้วยสัตว์  มนุษย์  หรือดีลิปเปอร์จะมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ขึ้นสองกรณี  กรณีแรกคือพลังงานมืดของไนท์แมร์จะกลับคืนสู่แกนกลาง  กรณีที่สองคือพลังงานมืดของไนท์แมร์ที่ตายจะย้ายร่างไปสิงสู่ผู้ฆ่าและทำให้ผู้ฆ่ากลายเป็นไนท์แมร์เสียเอง  เพราะแบบนี้ผมถึงไม่คิดส่งเสริมให้ดีลิปเปอร์ออกหน้ากำจัดไนท์แมร์ไงครับ”

เนออนถาม “แบบนี้ก็หมายความว่า..ถ้าแฟนธ่อมซีกเกอร์ที่มีคุณสมบัติเด่นเป็นลบกำจัดไนท์แมร์ที่มีคุณสมบัติเด่นเป็นลบก็จะไม่ถูกสิงสู่ต่อจากไนท์แมร์สินะครับ”

“ครับ  ท่านเนออนเข้าใจถูกแล้ว” ดร.อังเดรยิ้ม “แต่มันยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่งครับ  นั่นคือถ้าไนท์แมร์ถูกแฟนธ่อมซีกเกอร์สังหาร  พลังงานทวิดาราจากไนท์แมร์ที่กลับสู่แกนกลางจะไม่ใช่พลังงานมืดอีกต่อไป  แต่จะเป็นพลังงานบริสุทธิ์แทน”

เนออนงุนงงอีกครั้ง “ทำไมถึงเป็นแบบนั้นครับ”

ดร.อังเดรส่ายหน้าเล็กน้อย “ผมเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจถึงความลี้ลับนี้  แต่คิดว่ามันคงเหมือนกับสมการทางคณิตศาสตร์อย่าง  บวกคูณลบได้ลบ  และลบคูณลบจะได้บวก  เมื่อตัวตนลบฆ่าตัวตนลบ  พลังงานที่คืนกลับสู่แกนกลางจะเป็นพลังงานฝั่งบวก  ผมคิดว่ามันจะเป็นแบบนี้นั่นแหละ”

เนออนรับฟังและเก็บรายละเอียดอย่างรอบคอบ  จากนั้นเขาก็ได้คิดและรู้ในเรื่องหนึ่ง..นั่นคือ..

ตอนนี้เขาได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสงคราม สงครามล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดจากเจตจำนงของโลก  และมันเป็นสงครามยาวนานที่มีมาตั้งแต่อดีต  ข้ามพ้นปัจจุบัน  และมันคงจะยาวไปอย่างไม่รู้จบ

สงครามอสงไขย  สงครามนิจนิรันดร์

การฆ่ากันมีมาแต่อดีต  และจะมีไปตลอดจวบจนอนาคต

ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงจึงมีสิทธ์อยู่รอด

 


ช่วงบ่ายของวัน

เนออนเดินทางไปยังแฟนธ่อมโอลิมเปียเพื่อรับยศและโค๊ดเนมย้อนหลังตามที่กำหนดการนัดหมาย  เมื่อไปถึงเขาก็พบกับพนักงานแผนกพิธีการสองสามคนที่มารออยู่ก่อนนานแล้ว

พวกเขาสองสามคนทำการฝึกซ้อมเนออนในด้านพิธีการ  การรับยศ  คำปฏิญาณตนที่ต้องใช้เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง  จากนั้นจึงเริ่มพิธีการของจริงด้วยการพาเนออนไปยังห้องของออกัสตินที่อยู่บนชั้น 85 ของแฟนธ่อมโอลิมเปีย

หลังจากพามาถึงห้องออกัสติน  พนักงานแผนกพิธีการก็ถอนตัวจากไปและส่งเนออนเข้าไปในห้องออกัสตินเพียงลำพัง

ภายในห้องของออกัสตินเป็นเพียงห้องโล่งๆ ที่มีพื้นที่ส่วนหนึ่งถูกจัดไว้สำหรับพิธีรับยศแบบเรียบง่าย  เพราะเป็นการรับยศย้อนหลังจึงทำเป็นการภายในและไม่มีใครมาเป็นสักขีพยาน  มีเพียงเนออนกับออกัสตินเท่านั้น

เนออนเดินตรงเข้าไปและทรุดเข่าข้างขวาลงบนพื้นในจุดที่เตรียมไว้  มือขวากำเป็นหมัดทาบไว้ที่อกซ้ายเหมือนการอุทิศหัวใจ  ใบหน้าตั้งตรง  สายตามองไปเบื้องหน้า

ในสายตาของเขาเห็นเพียงร่างเล็กของออกัสตินที่เป็นเจ้าของห้องกำลังเดินตรงใกล้เข้ามา  เธอคือเด็กสาวชื่อ เนมที่เนออนเคยได้พบหลายครั้ง   แม้เขาจะเคยคิดอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายคือออกัสติน  แต่เมื่อเห็นความจริงตรงหน้าก็ยังอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้  มันไม่น่าเชื่อจริงๆ ที่ออกัสตินเป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่ง

ระหว่างนี้ออกัสตินในชุดพิธีการที่ดูราวกับเทพธิดาผู้งดงามก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของเนออน  เธอใช้สายตามองและเผยอยิ้ม

“ที่สุด..พี่ชายก็ผ่านการทดสอบมาจนได้  เอาเถอะ..ตอนนี้พวกเรามาเริ่มพิธีการตามธรรมเนียมกันก่อนก็แล้วกัน”

เธอพูดทักทายอย่างเป็นกันเอง  ก่อนจะเข้าสู่การพูดอย่างเป็นพิธีการ

“บัดนี้เราผู้ดำรงตำแหน่งออกัสตินขอประกาศว่า..ท่านที่อยู่ต่อหน้าของเราคือโอเดอร์ผู้ผ่านการขัดเกลาและฝึกฝนทั้งทางร่ายกายและจิตวิญญาณจนกล้าแกร่งประดุจศาสตราวุธอันคมกริบ  ท่านพร้อมสำหรับการรับชื่อแฟนธ่อมซีกเกอร์อันทรงเกียรติ  หากพร้อม..ขอให้ท่านปฏิญาณตนต่อหน้าเรา”

เนออนมองตรงไปที่อีกฝ่ายด้วยแววตาแน่วแน่มั่นคง

“ผมพร้อมสำหรับการแบกรับชื่อแฟนธ่อมซีกเกอร์อันทรงเกียรติเอาไว้ด้วยหัวใจที่อุทิศทุกสิ่งให้กับความถูกต้อง”

“ท่านพร้อมที่จะเป็นประหนึ่งศาสตราวุธเพื่อชำระล้างความมืดของโลกนี้”

“ผมพร้อมที่จะเป็นศาสตราศักดิ์สิทธิ์ที่ทำลายความมืดทั้งมวล  จะคงอยู่เป็นแสงสว่างเพื่อปกป้องและนำทางต่อเหล่ามวลมนุษย์ผู้หลงทาง”

“ท่านพร้อมที่จะเสียสละและไม่กังขาต่อชีวิตและความตาย”

คำตอบหลังจากช่วงนี้ไม่มีในพิธีการ  ต้องเป็นคำพูดที่ออกมาจากใจจริง  ซึ่งหลังจากคิดมาตลอดตั้งแต่ตอนฝึกซ้อม  เนออนก็เพิ่งตัดสินใจได้และปฏิญาณมันออกมา

“ผมพร้อมที่จะเสียสละตนเพื่อสิ่งที่คิดว่าควรปกป้อง  ผมไม่กังขาต่อชีวิตและความตาย  แต่หากยามใดที่ความตายกล้ำกราย  ผมจะให้พวกมันจ่ายราคาของชีวิตด้วยเสียงกรีดร้อง”

ออกัสตินฟังคำปฏิญาณของเนออนและหรุบตาลงเล็กน้อย  แต่เธอยังดำเนินพิธีเข้าสู่ช่วงท้ายต่อไป

“ถ้าเช่นนั้น  นับต่อแต่นี้ไป..ด้วยอำนาจของออกัสติน  เราขอมอบชื่อแฟนธ่อมซีกเกอร์ให้กับท่านอย่างเป็นทางการ  ท่านจะดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่สเปด(ปราบปราม)ชั้นหนึ่ง  ใช้โค๊ดเนม ซามาเอล(Samael) ในเวลาเดียวกันท่านจะมีอีกตัวตนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ลับดำชั้นพิเศษ  โค๊ดเนม ราธ(Wrath) แห่งความโกรธเกรี้ยว”

เนออนแทบสงบใจเอาไว้ไม่ได้

เจ้าหน้าที่ลับดำ  หมายความว่ายังไง  เรามีสองโค๊ดเนม!?’ เขารู้สึกแปลกใจมาก  แต่ก็ยังเลือกที่จะนิ่งจนกว่าจะจบพิธีการ 

ซึ่งในพิธีการต่อไปก็คือการมอบอุปกรณ์ประจำตำแหน่งให้กับเนออน

ตามปกติอุปกรณ์ประจำตำแหน่งจะประกอบด้วยผ้าคลุมแบบครึ่งร่างกับแหวนที่เป็นสัญลักษณ์ของแฟนธ่อมซีกเกอร์(เรียกว่า แฟนธ่อมฮาร์ต)เพียงสองอย่าง

โดยผ้าคลุมแบบครึ่งร่างจะต่างสีออกไปตามหน่วยที่สังกัด  สเปดใช้คลุมแดง  ไดมอนใช้คลุมฟ้า  ฮาร์ตใช้คลุมม่วง  และโคลเวอร์ใช้คลุมเขียว

แต่สิ่งที่เนออนได้รับจากออกัสตินคือผ้าคลุมแบบครึ่งร่างสองผืน  แหวนแฟนธ่อมฮาร์ต  แถบการ์ดที่มีตัวเลขมากกว่ายี่สิบหลัก  ลูกกุญแจโบราณที่ยาวประมาณสองนิ้ว  และหน้ากากสีดำ

ผ้าคลุมสองผืนแบ่งเป็นผืนสีแดงกับผืนสีดำ  เนออนพอจะเข้าใจว่าแบ่งเป็นของหน่วยสเปดและอีกหน่วยหนึ่งคือหน่วยลับดำที่เนออนเพิ่งเคยได้ยิน

แหวนแฟนธ่อมฮาร์ตเป็นสัญลักษณ์ที่แฟนธ่อมซีกเกอร์ทุกคนต้องมี  เนออนจึงไม่ได้คิดอะไร

แต่แถบการ์ดกับลูกกุญแจโบราณทำให้เนออนรู้สึกสงสัย  และยิ่งตกใจมากขึ้นกับหน้ากากสีดำที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้า

แค่ได้เห็น  หัวใจของเนออนก็เต้นโครมครามไม่เป็นส่ำ

ถ้ามันเป็นเพียงหน้ากากธรรมดา  เนออนคงไม่ประหลาดใจมากขนาดนี้   ที่เขามีอาการมากขนาดนี้ก็เพราะว่าหน้ากากสีดำตรงหน้า  คือ  หน้ากากกระต่าย

มันคือหน้ากากกระต่ายสีดำทมิฬที่มีดวงตาเปล่งประกายสีครามเหมือนแซฟไฟร์  และแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มกระต่ายที่โชว์ฟันสีแดงฉานปานเลือดหยดหยาด

หน้ากากที่เหมือนกับหน้ากากของอโพคาลิปส์

พริบตานั้นเนออนเงยหน้ามองออกัสตินด้วยแววตาที่ปกปิดความสงสัยเอาไว้ไม่มิด  ขณะที่ออกัสตินก็จ้องมองกลับมาพร้อมรอยยิ้มน่ารัก

“พิธีการจบลงแล้ว  ตอนนี้พี่ชายควรทำตัวตามสบาย  ถ้ายังไงพวกเราสองคนมาคุยกันหน่อยดีมั้ยค่ะ”

เธอถามออกมาด้วยคำถามที่อยากจะปฏิเสธ  จากนั้นเธอก็ดึงเบาะรองนั่งมานั่งลงตรงหน้าเนออนด้วยท่าทางเรียบร้อย  ขณะที่ฝ่ายเนออนก็เปลี่ยนจากท่าคุกเข่าสำหรับพิธีการเป็นท่านั่งขัดสมาธิอย่างเรียบร้อยเช่นกัน

สายตาของเนออนมองดูเด็กสาวออกัสตินอย่างสุภาพ  ยิ้มเล็กน้อยอย่างเป็นกันเอง  และกล่าวออกมา

“พี่มีเรื่องที่อยากถามเยอะแยะมากมายเลยทีเดียว”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

3,235 ความคิดเห็น

  1. #3199 ♥kag♥ (@kagkoko) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 08:20
    เงียบ
    ..
    #3199
    0
  2. #3189 Doraemontv rit (@ritzaz) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 / 22:52
    รอนานมากครับผมรออีกเรื่องนึ่งด้วยที่อับแค่2ตอนน่ะครับ
    #3189
    0
  3. #3188 Doraemontv rit (@ritzaz) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 / 22:51
    รอนานมากครับผมรออีกเรื่อนนึ่งด้วยที่อับไปแค่2ตอนน่ะครับ
    #3188
    0
  4. #3187 Ning (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 / 00:37
    รอด้วยจ้า
    #3187
    0
  5. #3186 Enjoy4U (@saiyuki_sanso) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 กันยายน 2559 / 21:28
    ต่อเถอะ....รอนานแล้วน้าาาาา
    คิดถึงๆๆๆๆ
    #3186
    0
  6. #3185 เงาบนผิวน้ำ (@1turkkub1) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2559 / 22:57
    หลักการเยอะมาก เหมือนบุคลิกจะไม่ดาร์คสะแล้ว รอตอนต่อไปน่าจะ สนุกนะครับ
    #3185
    0
  7. #3176 tns_niracha (@tuktik39) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2559 / 17:23
    ไรท์จะมาอัพต่อมั้ยคะ? 
    #3176
    0
  8. #3173 srikoon (@lekjomphol) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 18:09

    อ่านแล้วหายร้อนเลยครับ  (อ่านตอนกลางคืน อิๆๆ)

    #3173
    0
  9. #3172 Mr.Jak (@pimukza) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 17:33
    ขอบคุฯครับ
    #3172
    0
  10. #3171 ท๊อป (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 16:39
    เนมนี้ถ้าจำไม่เป็นน้องของเมฆาใช่ไหมครับ
    #3171
    0
  11. #3170 DarkLair (@brs11099) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 15:46
    สนุกมากครับ ขอบคุณ
    #3170
    0
  12. #3169 Cocoz (@aniroot1) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 27 เมษายน 2559 / 15:38
    สนุกมากครับ
    #3169
    0
  13. #593 GigGaPaNg (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2554 / 23:09
    รออ่านอยู่นะครับ
    #593
    0
  14. #590 ฝนธารา (@mini1234) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2554 / 10:51
    หายไวๆนะค่ะ
    #590
    0
  15. #589 เหมี่ยว (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2554 / 09:10
    พักผ่อนเยอะนะคะ
    #589
    0
  16. #588 np47 (@jingjoe_47) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2554 / 08:09

    หายไวๆๆๆน๊าคร๊าฟ

    #588
    0
  17. #587 หนึ่ง (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2554 / 02:07
    กลับมาแข็งแรงเร็วๆนะ นอนเยอะๆ
    #587
    0
  18. #586 FanTaLime (@puybcbat) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2554 / 00:19
    พักผ่อนเยอะๆะค่ะ
    #586
    0
  19. #585 *Suika_Hime* (@tangtang) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2554 / 23:29
    หายเร็วๆนะคะ ^^
    #585
    0
  20. #582 pom-mai-kub (@maikung1234) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2554 / 21:45
     หายไวๆนะครับ  แล้วมาลงเยอะๆ
    #582
    0
  21. #580 รอจนเบื่อ บอกจะอัพแล้วก็หาย (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2554 / 21:29
    ไม่อัพก็ไม่ต้องบอกก็ได้ทุกทีก็ไม่อัพอยู่แล้ว ไม่ต้องเขียนเลยก็ได้ รำคาญแล้ว รอจนเบื่อ ไรเตอร์คนนี้เชื่อไม่ได้
    #580
    0
  22. #577 FinaloP (@kitdacloud) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2554 / 20:30
    ทราบบบบบบบบบบบบบ
    #577
    0
  23. #576 นักอ่านพเนจร (@txioth) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2554 / 20:30

    งะ T_T

    #576
    0
  24. #575 drazzx (@drazzx) (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2554 / 20:27
    ครับ ทราบแล้ว
    #575
    0