ภารกิจรัก สายลับ ป่วนออนไลน์

ตอนที่ 4 : บทที่ 3 : ร้านตัดเย็บเสื้อ อาคารร้าง กับ หนังสือ? re1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20,853
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 108 ครั้ง
    16 ส.ค. 52

/> /> />

บทที่ 3 : ร้านตัดเย็บเสื้อ อาคารร้าง กับ หนังสือ?

            เมธัสหลังจากที่กลับมาถึงเมืองเป็นช่วงสายๆ แปดโมงเช้า แสงแดดที่เริ่มแรงขึ้นเล็กน้อย ผู้คนจำนวนมากเดินเข้าออกตึกอาคารต่างๆ บางคนดูรีบเร่งแต่บางคนดูเฉื่อยชา ท่าทางต่างจะมีวิธีการเล่นแตกต่างกันไป

            เมธัสได้เริ่มภารกิจฝึกหัดในเมืองต่อไป แต่ก่อนอื่นเลยเขาอยากจะแวะไปร้านช่างอาวุธเพื่อทักทายกับ ชายชราไคก่อนที่จะเริ่มต้นงานใหม่

            เมื่อเมธัสพบเจอไค เขารีบเข้าไปทักทายหลังพูดคุยเรื่องการใช้กล่องเทพอุปกรณ์กับของผลิตที่ไคให้มาสักพัก ไคได้แนะนำให้เมธัสไปเร่งฝึกฝีมือทำพวกตัดเย็บเสื้อกับแอนนา ที่อยู่ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า เมธัสจึงลาไคแล้วไปร้านตัดเย็บตามทางที่ไคบอกทันที

            เมธัสได้เริ่มเดินไปตามถนนค้นหาอาคารที่ไคบ่งบอก และเขาได้เจออาคารดังกล่าวในเวลาต่อมา

            ที่หน้าร้านตัดเย็บเสื้อผ้ามีป้ายสีขาวมุมป้ายมีดอกไม้เล็กๆ ประดับทั้ง 4 มุมบ่งบอกถึงรสนิยมเจ้าของร้านดีจริงๆ

            พอเมธัสเข้าร้าน ได้พบหญิงชราคนหนึ่งอายุน่าราวๆ 60 ปี ใส่เสื้อเชิ๊ตแขนยาวสีชมพูมีลายดอกไม้หลากสีที่สวยงามสวมหมวกใบเล็กๆ สีขาวและใส่แว่นตาทรงกลมเล็ก นั่งเย็บผ้าชิ้นหนึ่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ เธอส่งยิ้มที่ใจดีให้กับเมธัสแล้วพูดว่า  

“สวัสดีจ้า หลานชายมีอะไรให้ยายช่วยไหมจ้า”

เป็นน้ำเสียงของหญิงชราที่ดูใจเย็นและอ่อนโยน ซึ่งทำให้เมธัสรู้สึกสบายใจอย่างอธิบายไม่ถูก

“ไคเค้าให้ผมมาฝึกงานนะครับ” เมธัสเดินเข้าไปคุยอย่างสุภาพกับยายชราตรงหน้า

“อ้อ ไคนั้นเองแล้วทางนั้นสบายดีไหม” คุณยายแอนนายิ้มพูดคุยกับเมธัส

“ก็สบายดีครับ วันก่อนก็สอนผมสร้างดาบข้ามวันข้ามคืนกันสนุกเลยละครับ” เมธัสนึกขำเมื่อคิดถึงวันเวลาที่แสนสนุกสาหัสกับไค

“ฮิๆ” ยายชราก็ปิดปากหัวเราะออกมา “ตานั้นยังเหมือนเดิม แก่ไม่รู้จักแก่จริงๆ”

“เอาละถ้าเช่นนั้นหลานชายก็ไปนั่งตรงนั้นเดี๋ยวยายจะให้หลานสาวป้าช่วยสอนละกัน ยายยังต้องทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จก่อนนะ” คุณยายแอนนาได้ยกมือขวาชี้ไปที่เก้าอี้ตัวหนึ่งพร้อมส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

“ได้ครับ” เมธัสรับคำอย่างสุภาพ

หลังจากนั้นเขาเดินไปนั่งเก้าอี้ที่อยู่มุมซ้ายของห้อง บนโต๊ะที่อยู่ใกล้ๆ นั้นมีเครื่องจักรเย็บผ้าวางไว้อยู่

ขณะที่เมธัสสนใจในตัวเครื่องจักรข้างหน้า ซึ่งไม่รู้ว่าใช้ทำอะไร ก็มีเสียงเรียกจากด้านหลังทักขึ้นมา

“ขอโทษที่ทำให้รอนานนะคะ” เป็นเสียงหวานอ่อนโยนเหมือนคุณยายแอนนาเพียงแต่เสียงนี้จะดูสาวๆมากกว่า

พอเมธัสหันไปตามต้นเสียง เขาได้พบกับสาวสวยคนหนึ่งที่ยืนส่งยิ้มหวานให้กับเขาอยู่

เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีใบหน้างดงาม ดวงตาสีเขียวอ่อนกลมโตสุกใส คิ้วโค้งโก่งได้รูปเข้ากับดวงตาคู่นั้น จมูกโด่งพอดีไม่สูงเกินไปเข้ากับใบหน้ารูปไข่ที่มีรอยยิ้มประดับอยู่ ทรงผมที่ถักเปียเล็กด้านหน้าทั้ง 2 เส้นใส่ที่คาดผมสีขาวปล่อยผมยาวสยายสีทองไปด้านหลังใส่ชุดวันพีชสายเดี่ยวสีชมพูมีลายจุดกลมสีขาวที่เอวคาดเข็มขัดสีแดง ที่คอมีโบว์เล็กๆ สีชมพูผูกไว้หลวมๆ 1 เส้น ใส่ถุงเท้ายาวสูงสีชมพูอ่อนมีลายขวางตัดด้วยสีขาว รองเท้าแตะสีขาวมีโบว์เล็กๆ สีน้ำตาลติดอยู่ข้างละอัน

“อ่า..ครับ ไม่เป็นไรครับ ไม่นานเลยครับ พึ่งมานั่งแป๊บเดียวครับ” เมธัสที่ไม่ทันตั้งตัวก็พูดเอ่อๆ อ่าๆไม่ค่อยเข้าทีนัก

สาวน้อยตรงหน้าก็หัวเราะเล็กน้อยกับชายหนุ่มที่พูดติดๆ ขัดๆ “ขอโทษที่เสียมารยาทนะคะ ฉันคาเรนเป็นหลานของยายแอนนาค่ะ” คาเรนยื่นมือมาข้างหน้า

“ครับ ผมเมธัสครับ มาทำภารกิจของผู้เล่นใหม่นะครับ” เมธัสยื่นมือมาจับทักทายตามมารยาทพร้อมรอยยิ้ม

“ค่ะ ถ้าเช่นนั้นก็จะขอให้ช่วยตัดผ้าเย็บเสื้อนะคะ แต่ก่อนอื่นก็คงต้องขอให้ฝึกดูก่อนว่าพอทำได้ไหม”  คาเรนพูดพร้อมนั่งลงเก้าอี้ตัวด้านตรงข้ามกับเมธัส

จากนั้นเมธัสได้เริ่มเรียนรู้วิธีตัดเย็บผ้าจากคาเรน พวกเขาได้ฝึกฝนกันเพียงแค่ 15นาที เมธัสได้รับทักษะ ตัดเย็บระดับ 1 เรียบร้อย

“เมธัสเรียนตัดเย็บได้เร็วมากเลยนะคะ เป็นผู้ชายคนแรกเลยที่เรียนทักษะตัดเย็บได้เร็วขนาดนี้” คาเรนส่งยิ้มหวานให้กับชายหนุ่มตรงหน้าที่ตั้งใจฟังเธอสอน

            *ผู้เล่นคนอื่นที่มาเรียนทักษะกับคาเรนส่วนใหญ่จะไปไม่รอดเพราะมัวแต่จีบหรือมักใช้สายตาโลมเลียคาเรน แล้วเหล่าหนุ่มๆ ที่มัวแต่สนใจหญิงงาม พวกเขาจะเจอหญิงชราที่มาเบื้องหลังอย่างเงียบๆ พร้อม...ส่งไปเกิดใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีใครกล้ากลับมาอีกเลย

            “เพราะมีอาจารย์สอนเก่งครับ ผมเลยเรียนได้ไว” เมธัสพูดพร้อมส่งยิ้มอ่อนโยนให้กับคาเรน

            คาเรนที่หน้าขึ้นสีเล็กน้อยก็ลุกขึ้นยืน “ถ้าเช่นนั้นก็ถือว่าผ่านนะคะเดี๋ยวต่อไปจะเป็นการทำภารกิจจริงๆ แล้วนะ”

            “ได้ครับ” เมธัสลุกขึ้นยืนตาม

            จากนั้น โรงงานเย็บผ้าได้เริ่มงานทันที แต่ส่วนใหญ่จะเป็นงานง่ายๆ นั้นคือเย็บเสื้อ + กางเกง 50 ชุด ให้เสร็จ ซึ่งกินเวลาไปเกือบ 3 ชม. กว่าจะเสร็จก็เป็นเวลาเที่ยงครึ่ง ดีที่คุณยายแอนนาชวนเมธัสทานข้าวเที่ยงเลยประหยัดไปได้อีกมื้อหนึ่ง

            ซึ่งหลังจากเย็บมาราธอนทักษะตัดเย็บของเมธัสได้พุ่งพรวดไป 5 ทันที

            “อืม” คุณยายแอนนาพิจารณาจากงานของเมธัสเพื่อตรวจผลว่าควรให้ผ่านไหม “เย็บได้เข้ารูปถูกต้องตามแบบหมด...ถือว่าผ่านภารกิจจ้า หนูเมธัส”

            เมธัสยิ้มอย่างโล่งอก เพราะถ้าเขาต้องเย็บแบบนี้ใหม่อีก 50 ชุด สงสัยวันนี้คงตายแน่นอน ตอนนี้คาเรนได้หยิบกล่องไม้เล็กๆ มาให้ “นี่คือรางวัลค่ะ เมธัส”

            +ผู้เล่นเมธัส ได้รับกล่องชุดเย็บเสื้อ+

            “ขอบคุณครับ” เมธัสได้เก็บกล่องไม้นั้นลงกล่องเทพอุปกรณ์

            ตอนที่เมธัสได้คุยกับไคจึงได้รู้ว่า ขอเพียงเป็นพวกอุปกรณ์สายดำรงชีพทั้งหมดสามารถใส่ลงในกล่องเทพอุปกรณ์ ต่อให้ชิ้นใหญ่เท่าบ้านก็ยังใส่เข้าไปได้ แถมยังรู้อีกว่าการผลิตสิ่งของมักจะต้องใช้เวลานานแต่ถ้าระดับการผลิตยิ่งสูงจะย่นระยะเวลาไปได้ และถ้ามีบ้านส่วนตัวขอเพียงไปขยายบ้านสร้างห้องเฉพาะทางการผลิต เช่นห้องสร้างอาวุธ ก็จะทำให้เวลาที่ผลิตจะไวขึ้นตามระดับบ้าน เช่นบ้านระดับ 2 ก็ไวขึ้น 1 เท่า นั้นก็คือเวลาที่อยู่บ้านส่วนตัวเวลาจะไหลไปไวกว่าในโลกของเกม แต่ผู้ที่จะอัพเกรดบ้านนั้นต้องผ่านระดับการตรวจวัดก่อนว่าความเร็วคลื่นสมองจะทนต่อระดับการเพิ่มระดับบ้านหรือไม่ ดังนั้นต่อให้รวยล้นฟ้าแต่ถ้าความสามารถไม่ถึงทางบริษัทก็ไม่ให้เพิ่มระดับเพื่อป้องกันอันตรายของผู้เล่นนั้นเอง และเกมนี้ระดับความเร็วตั้งไว้ที่ 1 นาทีโลกจริง: 2.4 ชั่วโมงในเกม สำหรับเค้าที่ ความเร็วระดับ 1 นาทีโลกจริง: 36 ชั่วโมงในเกม

            เขาคงเพิ่มระดับบ้านได้อีกหลายรอบ แต่จะมีเงินถึงรึ...

            จากนั้น เมธัสก็บอกลากับ 2 ยายหลานแอนนากับคาเรนแล้วไปยังร้านอาวุธและเกราะ

ร้านอาวุธและเกราะ เทโอเจ้าของร้านก็ใจดีแค่ให้ช่วยเก็บของต่างๆ ให้เข้าโกดัง จัดเรียงอาวุธและเกราะต่างๆ เข้าชั้นวางแสดงสินค้า

ซึ่งเฉพาะกล่องชุดเกราะที่กองไว้มี 150 กล่อง ของที่ต้องเรียงก็เรียกได้ว่า ของครึ่งหนึ่งที่เก็บเข้าโกดังต้องขนออกมาใหม่วางเข้าที่หน้าร้านนั้นเอง

พอทำงานเสร็จเมธัสได้รับเสื้อหนังมา 1 ชุด กระเป๋าเป้หลังขนาดกลางมีที่ใส่ของ 300 ช่องพร้อมอาวุธอีก 1 ชนิด เมธัสได้เลือกธนูเงินกับลูกศร 3,000 ดอก เพราะตนเองมีดาบและมีดสั้นขาดแต่อาวุธระยะไกล

            เทโอแนะนำเมธัสไปโรงแรมให้ฝึกทำอาหารก่อน พอไปถึงเขาได้เจอแม่ครัวผู้อารี ป้าหลิงอัน ซึ่งก็สอนสารพัดอาหาร

            เป็นเรื่องที่แน่นอนว่าเมธัสพึ่งทำครั้งแรกจึงมีผิดพลาดเล็กน้อยจนมืดค่ำ เมธัสก็ได้เป็นผู้ช่วยทำอาหารจริงๆ เขาเลยได้รับรางวัลเป็นกล่องเครื่องครัว 1 ชุด (ข้างในมีมีดทำอาหารทุกขนาด เขียง กระทะ หม้อ ตะหลิว ทัพพี อย่างละ 1 ชิ้น )จากป้าหลิงอันที่ภูมิใจในฝีมือลูกศิษย์ ซึ่งเมธัสก็ยังไม่รู้ว่าจะให้มาทำไม แต่ด้วยนิสัยชอบของฟรีก็ขอเก็บไว้ก่อนละกัน

            เมธัสได้รับทักษะทำอาหารระดับ 4 มาเป็นของแถมจากตอนที่ทำงานในครัว

            ป้าหลิงอันบอกให้นอนพักที่โรงแรม แต่พอเขาทราบราคาที่พักเท่านั้น 2,000 ซีจ จากเจ้าของโรงแรม

            เมธัสทราบเลยว่า ตนเองไม่มีเงินพอที่จะพัก ซึ่งเจ้าของโรงแรมก็ช่วยไม่ได้ เพราะผู้เล่นทั่วๆ ไปอย่างน้อยต้องออกไปตีสัตว์อสูรหน้าเมืองสัก 30 - 35 ตัว พวกเขาจะมีเงินเพียงพอค้างคืนที่โรงแรม และตอนนี้เป็นช่วงเวลากลางคืน สัตว์อสูรจะแกร่งกว่าปกติ

            เจ้าของโรงแรมจึงแนะนำไม่ให้ออกจากเมือง เพราะระดับของเมธัสตอนนี้ ยังไม่พร้อมที่จะลุยกับสัตว์อสูรยามกลางคืนแน่นอน โดยเฉพาะคืนนี้

            “ขอบคุณครับที่แนะนำ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” เมธัสพูดด้วยเสียงเหนื่อยๆ กับ ดีน เจ้าของโรงแรม

            เมธัสที่เดินออกจากโรงแรมเมื่อมองขึ้นท้องฟ้ามันทำให้จิตใจที่เหนื่อยอ่อนเริ่มดีขึ้นเมื่อได้เห็นท้องฟ้ายามค่ำครั้งแรกในเกมนี้

            ยามราตรีมีดวงดาราเปล่งประกายทั่วท้องฟ้าที่มืดมิด มีดวงจันทร์ 3 ดวงส่องประกายแสงสีที่ต่างกัน ซึ่งทั้ง 3 ดวงต่างอยู่ในช่วงเต็มดวง มีสีเหลือง ฟ้าและแดงสดเหมือนโลหิต

            //อืม... รสนิยมคนออกแบบดวงจันทร์แปลกๆ ไปนิดนะ// เมธัสที่เห็นสีของดวงจันทร์ต้องคิดเช่นนั้น

            ฟิ้วๆ สายลมหนาวยามค่ำคืนเริ่มพัดอีกครั้ง ทำเอาเมธัสรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาเช่นกัน

            “คืนนี้จะนอนที่ไหนดีน่า เมธัสเอ๊ย! แกนี่ไม่ได้เรื่องจริงๆ ยังดีนะที่ได้กินมาจนอิ่มแล้วไม่งั้นได้นอนหิวตายอีกแน่ ฮาๆ” เมธัสที่เดินกอดอกไปก็บ่นกับตัวเองไป

            ตอนที่ได้ทำอาหารกับป้าหลิงอัน เมธัสได้ชิมอาหารที่ตนเองลองทำหลายอย่าง เรียกได้ว่าชิมไปทำไปจนอิ่มนั้นเอง ซึ่งหลังจากทำอาหารเสร็จ ป้าหลิงอันได้โชว์ฝีมือทำอาหารระดับ 300 ข้าวผัดมรกต ให้ทานซึ่งทำให้รู้สึกอิ่มแน่นและเริ่มง่วงนอน

            เกมได้ออกแบบให้เมื่อทานอาหารมากๆ อาจง่วงนอน หรือดื่มเหล้ามากๆ อาจเมาหลับได้เหมือนในโลกจริง

            ผู้เล่นส่วนใหญ่เริ่มเข้าโรงแรมบ้าง บ้างก็เดินเข้าร้านอาหารกลางคืนนั่งดื่มกันเสียงดังเฮฮา พ่อค้าแผงลอยได้เริ่มเก็บแผงกันไปจนเกือบหมด ร้านค้าบางแห่งก็เริ่มปิดลงเรื่อยๆ และประตูเมืองกำลังปิดลง โดยจะมีทหารยาม NPC 12 นายเดินเฝ้าอยู่หน้าประตู

            เมธัสมองเห็นพวกทหารยามในใจก็คิด //อืมมันจะสมจริงเกินไปมั้ยนั้น ขนาดมีทหารเฝ้าประตูเมืองติดอาวุธครบมือเนี่ยนะ//

เมธัสได้เดินไปเรื่อยๆ เพราะเขากะว่าคงหาที่นอนให้ค้างได้สักคืน ซึ่งไม่มีเลยจนกระทั่งเขาไปเจออาคารเก่าๆ สูง 3 ชั้นแห่งหนึ่งที่อยู่ด้านนอกสุดจนติดกับกำแพงเมือง และรอบๆ ไม่มีผู้คนเลยสักคน หน้าประตูทางเข้าได้มีป้ายติดว่าเปิดบริการอยู่แต่ในตัวตึกกลับไร้แสงไฟ

            แอ๊ด!! กริ๊งๆ!! เสียงประตูและกระดิ่งที่ดังลั่นเมื่อเมธัสได้เปิดประตู ภายในไร้สิ้นแสงใดๆ

เมื่อเมธัสได้เดินเข้าไปในอาคาร ก็รู้สึกเหมือนโดนไฟฟ้าไหลผ่านทั้งตัว

            ซึ่งเมธัสรีบมองหันซ้ายขวาแต่เขาไม่รู้สึกถึงความผิดปกติอันใดจึงไม่สนใจ

“มีใครอยู่ไหมครับ” เมธัสลองส่งเสียงเรียกดูเผื่อว่าจะมีใครอยู่ในอาคารมืดๆ นี่ไหม?

            ...//สงสัยไม่มี// หลังจากไม่มีใครตอบเมธัสต้องคิดเช่นนั้น

            ภายในตัวอาคารดำมืดแทบมองไม่เห็น เมธัสจึงหยิบ ชุดจุดไฟ ออกจากกล่องเทพอุปกรณ์มาจุดเพื่อให้เกิดแสงสว่างขึ้น เขาที่สังเกตเห็นข้างกำแพงมีแผงสวิตซ์อยู่จึงลองกดเปิดดู ก็พบว่าเป็นสวิตซ์ไฟนั้นเอง หลอดไฟเริ่มส่องแสงให้เห็นถึงภายในตัวอาคารเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่และมีชั้นวางหนังสือมากมายวางเรียงจนแทบเรียกได้ว่ามีอย่างต่ำๆ น่า 120 ตู้ได้

            จำนวนที่ถูกต้องจะมี 140 ตู้ และเมื่อรวมทั้ง 3 ชั้นจะมีชั้นหนังสือทั้งหมด 495 ตู้ รวมหนังสือทั้งหมดในชั้นวาง 89,000 เล่ม

            สำหรับเมธัสที่ใช้ชีวิตในปัจจุบันไม่ว่าจะเอกสารหรือข้อมูลจะไม่ถูกพิมพ์อยู่ในรูปกระดาษเพราะมันจะเป็นการทำลายทรัพยากรโลกและธรรมชาติ ข้อมูลทั้งหมดจะอยู่ในรูปของการ์ดข้อมูลซึ่งทุกคนจะใช้อ่านผ่านด้วย แท่งมินิทัศน์ หรือหมวกสมองกลเท่านั้น

            การที่เขาได้พบเจอห้องสมุดคราวนี้จะเรียกได้ว่าเจอของแปลกนั้นเอง

            เขาเลยสนใจอยากเดินเล่นรอบๆ เลยพบว่าชั้นหนังสือเกือบทั้งหมดไม่มีผู้เล่นมาใช้ยาวนานแล้ว เพราะฝุ่นที่จับบนชั้นวาง โต๊ะเก้าอี้ พื้นอาคาร นั้นหนามากพอดู ทำให้บุคคลผู้ชอบอะไรที่เรียบร้อยก็เริ่มไม่อยู่สุขเดินวนไปมา เขาพบว่ามีห้องอาบน้ำ ก๊อกน้ำก็ยังไหล แถมในห้องน้ำยังมีห้องเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดอยู่ครบครัน เขาจึงเริ่มทำความสะอาดทันที และเริ่มจากห้องน้ำก่อนเลยเพราะฝุ่นจับทั้งห้องน้ำเช่นกัน

            ...

            ในขณะที่เมธัสทำไปร้องเพลงคลอไปอย่างแสนสุข มีดวงตาคู่หนึ่งที่จ้องมองเมธัสอยู่อย่างเงียบๆ...

            ...

            “เอาละทีนี้ก็ถือว่าเสร็จชั้น 1 และนะ เฮ้อ...” เมธัสที่มีเหงื่อเต็มหน้าและฝุ่นดำจับไปทั้งตัวยืนพิงกำแพงหน้าห้องน้ำมองดูชั้น 1 ที่สะอาดขึ้นด้วยความสบายใจ พร้อมความเหนื่อยล้าที่เพิ่มขึ้นๆ

            เมธัสหันกายเข้าห้องน้ำiu[ถอดเสื้อผ้าลงเครื่องซักผ้าที่อยู่ติดกำแพง จากนั้นเขาจึงเริ่มอาบน้ำอย่างมีความสุข...

            //แปลกจริงๆ ทำไมที่นี่มีข้าวของครบแบบนี้นะ เครื่องซักผ้า ไม้กวาด ไม้ถูพื้น ถังขยะ สบู่ แชมพู ผ้าขนหนู อ่างอาบน้ำพร้อมเครื่องทำน้ำอุ่น แถมเมื่อกี้พอเดินทำความสะอาดก็พบว่ามีห้องครัวเล็กๆ ตู้เย็นที่มีวัตถุดิบทำอาหารและเครื่องดื่มเติมเต็มไว้ ขาดแต่ห้องนอนกับเตียงนุ่มๆ จะถือว่าเป็นโรงแรมดีๆ นี่เอง อืม...พูดถึงเตียงนอนก็คิดถึงเตียงของยูน่า กลิ่นหอมของดอกลาเวนเดอร์...อืมไว้ว่างๆ ต้องไปซื้อแจกันกับหาดอกไม้มาประดับที่นี่ มันจะได้รู้สึกอากาศสดชื่นขึ้นหน่อย//

            เมธัสที่อาบน้ำเสร็จเขากระโดดลงอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำอุ่นเปิดจนเกือบเต็ม

            ตูม! ซ่าๆๆ เสียงน้ำกระเซ็นเมื่อเมธัสกระโดดลงอ่างอย่างรุนแรง

            “ฟู่...สบายจริงๆ ลันล้า...” เมธัสก็นอนแช่น้ำปิดตาร้องเพลงเบาๆ

           

            สายตาคู่นั้นยังคงแอบมาจ้องมองเมธัสอีกครั้งแล้วก็หายไปก่อนที่เมธัสจะขึ้นจากอ่างอาบน้ำ

            ...

            “ลันล้า...” เมธัสที่อาบน้ำจนร่างกายรู้สึกผ่อนคลายหายเมื่อยล้า เขาเริ่มหยิบเสื้อผ้าที่ซักแห้งด้วยเครื่องซักผ้าจนสะอาดมาเก็บลงกระเป๋าเป้ แล้วหยิบเสื้อผ้าอีกชุดขึ้นมาสวมใส่แทน...

            เมธัสเดินออกจากห้องน้ำอย่างสบายอารมณ์ ด้วยความที่คิดว่าไม่มีใครอยู่นอกจากตนเองเลยใส่เสื้อเชิ๊ตแขนสั้นไม่ติดกระดุม กางเกงก็ใส่แค่กางเกงขาสั้นสบายๆ ซึ่งตัดจากกางเกงผ้าฝ้ายที่ได้ติดตัวมาตอนเริ่มเกม เขาเรียนวิชาตัดเย็บมาเลยขอลองหน่อย จัดการตัดเย็บเองให้เป็นกางเกงขาสั้น

            //หลังจากทำงานมาเหนื่อยๆ มันต้องนมอุ่นๆ สักแก้วก่อนนอน// เมธัสเลยเดินไปที่ห้องครัวแล้วหยิบ ขวดนมเทลงหม้อต้มให้อุ่นๆ และเทลงขวดแก้วใหม่อีกครั้งพร้อมหยิบแก้วมา 2 ใบ มานั่งดื่มสบายบนโซฟาตัวใหญ่ที่เค้าพบเจอตอนทำความสะอาด

            โซฟายาวตัวนี้เขาได้ลากมาพร้อมทำความสะอาดเพื่อใช้ต่างเตียงนอนในยามราตรี

            แชะ! ฟู่ๆ เสียงไม้ขีดที่นำไปจุดไม้ฟืนในเตาพิงไฟ

            เปรี๊ยะ!ๆไฟได้เริ่มลุกลามไปทั่วทั้งกองไม้อย่างรวดเร็ว

            เมธัสได้จุดไฟที่เตาพิงไฟเพื่อสร้างความอบอุ่นไปทั่วบริเวณ เขากะว่าจะใช้ความอบอุ่นจากเตาพิงไฟ และความนุ่มของโซฟายาวเป็นที่นอนหลับในค่ำคืนนี้     

            เขาได้ปิดไฟทั้งอาคาร แสงจากเตาพิงไฟก็ส่องสว่างไสวไปมา ควันที่ค่อยๆ ลอยขึ้นผ่านปล่องไฟอย่างช้า บรรยากาศที่แสนสบาย สงบเงียบ และอบอุ่น เมธัสก็เริ่มนั่งพิงเบาะนุ่มอ่านหนังสือที่เค้าหยิบมาจากโต๊ะเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือแปลภาษาโลกเก่าของเกมนี้กับภาษาของยุคปัจจุบัน และเริ่มดื่มนมอุ่นๆ ที่รินลงแก้วใบหนึ่ง

ในศตวรรษที่ 28 ได้มีการเริ่มใช้ภาษาเดียวกันหมดทั่วทั้งจักรวาล โดยได้สร้างภาษาสากลใหม่ขึ้นมานั้นเอง เรียกว่า ภาษาโลกใหม่

            ขณะที่สายตาเริ่มจะปิดลง

            แก๊กๆ!!

            เสียงเบาๆ ก็ทำให้เมธัสสะดุ้งขึ้นมาได้ เมธัสค่อยหันมองรอบๆ ก่อนจะรินนมลง แก้วอีกใบที่ยังไม่ได้ใช้ “อืม อยากทานนมสักแก้วไหมครับ คุณคนที่ซ่อนตัวอยู่...”

            แต่ก็เงียบ...ไม่มีเสียงตอบกลับ และเมธัสก็ไม่คิดว่านั้นจะเป็นความผิดพลาดของหูตนเองแน่นอน เพราะเค้าฝึกมาเสมอ สายตาที่ว่องไว จมูกที่รับรู้กลิ่นได้ดี ประสาทหูที่ได้ยินแม้จะเป็นเสียงเบาๆ และความตื่นตัวของนักล่า...

            ใช่แล้ว สำหรับเมธัสที่เดินเปิดประตูเข้าอาคารมาเขาก็รู้สึกตัวแล้ว ของการคงอยู่ของใครบางคน แต่เพียงเมื่ออีกฝ่ายไม่คิดจะยุ่งกับเขา เขาก็จะไม่ยุ่งกับอีกฝ่าย...อีกฝ่ายมองเค้ามาตลอดไม่ว่าเวลาเดินสำรวจตอนต้น...ทำความสะอาด...อาบน้ำ..หรือแม้แต่เมื่อกี้ เพียงแต่เป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายทำเสียงดังขึ้นมา ในตอนแรกเค้าคิดว่าอาจเป็นผู้เล่นระดับไร้เทียมทาน หรือ NPC ประจำหอสมุดร้างแห่งนี้ เค้าเลยพยายามไม่ไล่ต้อนให้อีกฝ่ายแสดงตัวออกมา

            “ถ้าเช่นนั้น ผมวางแก้วนมไว้ตรงนี้น่าครับ” เมธัสวางแก้วนมลงใกล้โซฟา แล้วเขาเริ่มล้มตัวลงนอนอีกครั้ง

            คร่อกๆ เสียงกรนเริ่มดังมาจากเมธัสที่นอนอยู่บนโซฟา

            //อืม...รู้สึกแล้วว่าเข้ามาใกล้ๆแต่ทำไมไม่มีเสียงเท้านะ สงสัยจะเป็นสุดยอดนักย่องเบาแล้ว...เก่งกว่าเราอีก// เมธัสที่แกล้งหลับต้องคิดถึงผู้อาศัยร่วมชายคาในคืนนี้

            กึก!!  แก้วนมเริ่มเคลื่อนไหว ตอนนี้นี่เอง เมธัสเปิดตาชำเลืองมองเล็กน้อยก็พบว่าแก้วนมถูกยกลอยขึ้นมาและมีมือเล็กๆ ใสๆ คู่หนึ่งจับแก้วเอาไว้อยู่

            เสียงดื่มนมดัง อึกๆ เมธัสก็เริ่มชำเลืองมองต่อและเริ่มเปิดตากว้างเขาพบว่า เป็นเด็กสาวตัวเล็กๆ อายุราวๆ 5-6 ขวบปี กำลังลอยตัวดื่มนมอยู่ //อืมลอยตัวได้ ไม่แปลกนี่ มันเกมนี่น่า สงสัยจะมีทักษะบิน...อยากมีจัง//

            เด็กสาวผมสีเงินยาวเลยปลายเท้าสวมเสื้อคลุมยาวสีขาว ร่างกายใสๆ เหมือนมองทะลุได้ก็ยังคงดื่มนม//อืม สงสัยมีทักษะล่องหนหายตัวด้วยเลยมีร่างกายโปร่งแสงเป็นส่วนๆ แต่ส่วนที่สัมผัสกับวัตถุจะมีรูปลักษณ์กลับมาเหมือนเดิม...ถ้างั้นก็แอบซ่อนตัวหาข้อมูล บุกฐานลับได้สบายๆ เลยสิ...อยากได้จัง//

            พอเด็กสาวดื่มนมเสร็จก็มีรอยยิ้มน่ารักๆ เหมือนนางฟ้าตัวน้อยๆ เด็กสาวเริ่มจะวางแก้วเปล่าลงเธอเห็นสายตาของเมธัสที่กำลังจ้องมองมาพอดีก็ตกใจเผลอปล่อยแก้วตกลง

            เพล้ง!! แก้วแตกกระจาย และสาวน้อยก็กำลังจะบินหนีไปทันที

            แต่เมธัสไวกว่ากลับลุกตัวขึ้นจากโซฟาคว้าจับตัวสาวน้อยตรงหน้าไว้ก่อน

            เด็กสาวหลังจากที่โดนจับตัวได้ ร่างกายที่โปร่งแสงได้กลับมาเห็นอย่างชัดเจน

            “ไม่ต้องกลัว เด็กน้อย” เมธัสที่จับเด็กสาวได้ก็รีบพูดปลอบก่อน

            “อือๆๆ” เด็กสาวก็ยังพยายามจะสลัดให้หลุดออกจากมือทั้งคู่ของเมธัส แต่เสียดายแรงไม่มากพอที่จะสลัดออกได้

            “ไม่ต้องห่วงพี่ชายคนนี้ไม่ทำร้ายแม่หนูน้อยที่น่ารักแน่นอน” เมธัสที่หมุนตัวสาวน้อยหันมามองหน้าก็ยิ้มหวานให้

            เด็กสาวตรงหน้าเริ่มไม่ดิ้นและหันหน้ามองเมธัสตรงๆ พร้อมพูดด้วยเสียงที่ยังกล้าๆ กลัวๆ อยู่ “พี่จะไม่ทำร้ายหนูนะ”

            “จ้า” เมธัสตอบพร้อมหมุนตัวลงนั่งบนโซฟาแล้วค่อยๆ เปลี่ยนจากจับตัวสาวน้อยมากอดเบาๆ ไว้ที่อกสักครู่แล้วเมธัสก็พูดกับสาวน้อยในอ้อมกอดด้วยเสียงที่อ่อนโยน “พี่ชื่อเมธัสนะ แล้วหนูชื่ออะไรเหรอ”

            “...” ไร้ซึ่งคำตอบตรงหน้า สาวน้อยมองเมธัสก่อนสักครู่ค่อยตอบกลับเบาๆ “ไม่มีน่ะค่ะ หนูไม่รู้”

            “แล้วหนูมีพ่อแม่หรือใครคอยดูแลไหม” แววตาเมธัสเริ่มหม่นหมองลงเล็กน้อย

            “ไม่มีน่ะค่ะ หนูอยู่คนเดียวมาตลอด” สาวน้อยตรงหน้ายังคงตอบได้อย่างหน้าตาเฉย แววตาสีแดงใสไร้เดียงสาบ่งบอกว่าไม่ได้โกหก

            “แล้วไม่มีใครที่รู้จักเลยเหรอ” เมธัสเริ่มงงกับเด็กสาวตรงหน้าเพราะเท่าที่เค้ารู้มา โลกในเกมนี้ AI. ทุกตัวที่เป็นเด็กอาจเป็นภูติ หรือคนมอบภารกิจลึกลับ แต่ทุกคนนั้นต้องมีชื่อ

            เมธัสเริ่มคิดถึงอดีตของตนเอง...วันนั้นที่เค้าได้ทราบว่าตนเอง ไม่มีซึ่งพ่อแม่มีเพียง จี้เล็กๆ สีฟ้าอันหนึ่งเท่านั้นที่ยืนยันว่าตนเองเคยมีใครสักคนที่มอบให้ไว้ติดตัวดูแทนของต่างหน้า...

            แปะ! สาวน้อยเอามือเล็กๆ มาจับและลูบหน้าของเมธัสที่กำลังเหม่อลอย “ทำไมพี่ชายถึงทำหน้าเศร้าละคะ”

            เมธัสยิ้มเล็กน้อย และคิดในใจ //เรานะเราอายุ 21 แล้วยังจะให้เด็กมาปลอบเนี่ยนะ เฮ้อ อ่อนแอจริงๆ//จากนั้นจึงพูดด้วยเสียงที่อ่อนโยน “พี่เพียงแต่คิดถึงเรื่องเก่าๆ ที่ไม่น่าคิดถึงนะ...”

            เด็กสาวที่รับฟังก็ทำหน้าที่ไม่ค่อยเข้าใจ หมุนศีรษะไปมาทำท่าทางคิดหาคำตอบจากคำพูดของเมธัส ซึ่งนั้นทำให้เมธัสรู้สึกตลกกับสาวน้อยตรงหน้า

            “อยากมีชื่อไหม” เมธัสเอ่ยถามกับหนูน้อย

            หนูน้อยก็ตอบกลับ “อยากค่ะ”

            สาวน้อยน่ารักวัย 5 - 6 ขวบ ดวงตาสีแดงกลมโต สีแดงดุจทับทิม

            “รูบี้ ชื่อรูบี้ดีไหมสาวน้อย”  เมธัสยิ้มอีกครั้งหลังคิดชื่อให้เด็กสาวตรงหน้า

            “รูบี้..เป็นชื่อของหนูเหรอ...” สาวน้อยที่ทำหน้างงเล็กน้อย ได้เปลี่ยนเป็นยิ้มแป้น

            “ค่ะ รูบี้” หลังพูดเสร็จก็ดีใจลอยตัวจากอ้อมกอดบินไปมารอบๆ ตัวเมธัส ส่วนเมธัสล้มตัวลงนอนบนโซฟามองดูรูบี้ที่บินไปมา

            หลังจากที่ดีใจสักพักเธอได้บินกลับมากอดเมธัส “ขอบคุณคะ”

            “จ้า รูบี้ งั้นนอนกันเถอะพี่ง่วงมากแล้ว หาว...” เมธัสหลังจากลูบศีรษะรูบี้ต้องเริ่มอ้าปากหาวด้วยความง่วงนอน

            “ค่ะ รูบี้ก็จะนอนด้วย” รูบี้บินขึ้นแล้วนอนลงข้างๆ ตัวเมธัส

            “หลับฝันดีนะรูบี้” เมธัสหลับตาพร้อมกอดตัวรูบี้

            “ฝันดีค่ะเมธัส” เสียงหวานเล็กๆ ตอบกลับมา และเมธัสก็เริ่มหลับสนิทอีกครั้งทันที

            และแล้วห้องอันกว้างใหญ่ก็เริ่มเงียบสงบลง เหลือเพียงแต่เปลวไฟที่ไหววูบของเตาพิงไฟ กับเสียงดังเบาๆ ของไฟที่ไหม้ไม้ และเสียงลมหายใจอันแผ่วเบาของ 2 คนที่เริ่มหลับไหลไปกับความมืด

           

            ... เมื่อยามเช้ามาถึง แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องไปทั่วทั้งเมือง ผู้เล่นหลายคนเริ่มออกมาเดินเล่นรอประตูเมืองเปิดเพื่อจะได้เดินออกจากเมืองไปตะลุยกัน

            อาคารร้างเริ่มเลือนหายไปทีละนิดๆ จนหายไปหมด ซึ่งมีผู้เล่นกลุ่มหนึ่งที่จ้องมองอยู่

            “อาคารผีสิงหายไปสักที เฮ้อ..เห็นกี่ทีๆ ก็ยังเสียวสันหลังวูบวาบเลย” ชายคนหนึ่งมองดูด้วยหน้าที่ดูซีดเซียว

            “นั้นสิ ไม่อยากเชื่อจริงๆ นะว่า มันจะมีอาคารผีที่หายไปยามเช้า และจะปรากฏมาเฉพาะคืนจันทร์เต็มดวง 3 ดวงพร้อมกัน” ชายอีกคนที่ทำหน้าหวาดๆ เล็กน้อยพูดเสริม

            “แล้วไม่เคยมีใครเข้าไปเลยเหรอคะ” สาวคนหนึ่งในกลุ่ม เอ่ยถามชายตรงหน้าทั้ง 4 คน

            ชายอีกคนก็หันกลับมาด้วยแววตาจริงจังและพูดด้วยเสียงน่ากลัวๆ เหมือนเล่าเรื่องผี “มีสิ เมื่อก่อนก็มีคนกลุ่มหนึ่งหลงเข้าไปในนั้น แล้วพวกเขาเจอ ผีเด็กบินไปมาให้ว่อน ตอนแรกพวกนั้นนึกว่าสัตว์อสูรหรือ ภูติตัวใหม่ของเกม เลยพยายามจะจับ”

            ชายคนนั้นค่อยเว้นช่วงพร้อมค่อยๆปรายตามองไปยังกลุ่มผู้หญิงที่ยืนฟังด้วยความตั้งใจพร้อมเริ่มกุมมือเกาะแขนกันเอง

            เขาเริ่มเล่าเรื่องต่อ “แต่ตามจับไม่ได้ แถมมันยังบินทะลุชั้นหนังสือ บางทีพวกสมุด โต๊ะ เก้าอี้ได้บินพุ่งเข้าใส่ทำร้ายคนกลุ่มนั้น และพอตอนที่ไล่ต้อนผีตัวนั้นไปจนจะจับได้ ผีตัวนั้นจะร้องด้วยเสียงที่โหยหวน แววตาสีแดงของผีตัวนั้นเริ่มส่องประกายใส่ทุกคน แล้วทุกคนจะโดนสาปให้หลับไป พอตื่นขึ้นมาอีกที ทุกคนจะหลับอยู่บนที่ว่างเปล่าตรงหน้าจุดที่ตั้งของอาคารร้างนั้นตั้งอยู่ พร้อมกับรอยมือเด็กเล็กๆ ที่จะติดตามหน้าค้างไป 3 วัน 3 คืน โดยที่ล้างยังไงก็ไม่ออก ให้ GM ช่วยก็แก้ไขอะไรไม่ได้ และตลอดเวลาที่จะนอนยามกลางคืน พวกเขาจะได้เห็นผีตัวนั้น บินร้องเสียงโหยหวนติดๆ กันไป 3 วัน 3 คืนอีกด้วย...”

            สาวๆ ทั้ง 3 คนต่างกรี๊ดดังลั่น

            ... พอเวลา 8.00 น. ของโลกเกม อาคารหอสมุดที่ดูหรูหราได้ปรากฏขึ้นมาแทนหลังจากนั้นเริ่มมีผู้คนเข้ามาใช้บริการ

            ในที่มืดมิดมีแววตาคู่หนึ่งจ้องมองอยู่

//ทำไมมันมืดจัง มันน่าจะเช้าแล้วไม่ใช่หรือ// เมธัสที่ตื่นขึ้นมาก็กำลังงงกับเวลาของตนเองว่าเผลอหลับยาวไปถึงเย็นอีกวันเลยรึนั้น พอเขามองนาฬิกาก็พบว่านาฬิกาได้เสียไปซะแล้ว ไม่มีช่องบอกเวลาหรือสื่อสารขึ้นมาเลย เว้นแต่ช่องสถานะที่ยังเรียกใช้ได้อยู่ตามปกติ

แต่ก่อนอื่นเมธัสก็จำได้ว่ารูบี้เด็กสาวที่นอนเคียงข้างบนโซฟาได้หายไปด้วย “หรือว่านั้นเป็นแค่ฝันนะ เฮ้อ ฝันได้เพ้อเจ้อจริงๆ” เมธัสได้แต่บ่นกับตนเองเบาๆ

เสียงหวานใสดังขึ้น “เมธัสตื่นแล้วเหรอ”

เมธัสหันขวับไปตามเสียงเขาได้เห็นแววตาคู่หนึ่งอยู่ที่ห่างไกลและเริ่มตรงเข้ามาหาเขา

“รูบี้ ตื่นนานหรือยัง...อั๊ก” เมธัสที่กำลังจะทักทายก็เจอ รูบี้บินกอดเข้าที่คอให้ต้องสะอึก

“เย้ๆ เมธัสตื่นแล้วไปเล่นกัน ไปเล่นกัน...” รูบี้บินวนรอบๆ แต่เมธัสยังคงน้ำตาไหลเพราะอาการเจ็บคอ

พอเขาจะพูดได้ เมธัสใช้มือคลำไปที่บริเวณหัวโซฟาเพื่อหยิบกระเป๋าเป้ของเขา

เมื่อเจอกระเป๋า เมธัสรีบล้วงหาที่จุดไฟมาจุด จากนั้นเขาเดินหยิบท่อนไม้ใกล้ๆ เตาพิงไฟแล้วเริ่มก่อไฟที่เตาพิง

พอแสงสว่างเกิดขึ้นรอบบริเวณ เขารีบหมุนตัวมองหารูบี้

เขาจึงเห็นรูบี้ลอยตัวดูตัวเขาด้วยสายตาที่สนใจ

“รูบี้หิวไหม” เมธัสจับรูบี้มากอดเบาๆ

“อือ...ไม่หิวนะ แต่อยากดื่มนมอีกค่ะ อร่อยดี” เสียงหวานออกแววตื่นเต้นดีใจ

“ได้สิงั้นเดี๋ยวพี่ไปทำอะไรให้ทานนะ” เมธัสเดินไปที่ห้องครัว

เมธัสเปิดตู้เย็น หยิบวัตถุดิบออกมาจำนวนหนึ่ง และสังเกตเห็นว่า ขวดนมที่เค้าหยิบออกมา เมื่อกี้มันกลับมีมาทดแทน เขาเลยลองเปิดอีกครั้งก็ต้องตกใจกับของในตู้เย็นที่กลับมาเต็มตู้และมีการแทนที่กันอย่างครบทุกชิ้นเหมือนไม่มีใครหยิบวางออกและจัดเรียงกันเรียบร้อยเช่นเดิม //อืมก็ดีหิวๆ ก็มาหาอะไรกินที่นี่ได้สบายๆละ หึหึ//

เมธัสยิ้มไปพร้อมเริ่มทำอาหาร จากที่เขาเคยฝึกทำเมื่อวานอย่างมีความสุข ไข่ดาว หมูชุบแป้งทอด แกงจืดวุ้นเส้น พัดผักเปรี้ยวหวาน และข้าวสวย

ดีที่ตู้เย็นมีของทุกอย่างครบครันไม่ว่า ถังข้างๆที่ใส่ ข้าวสารอย่างดี แป้งทำขนมปัง แต่ถ้าจะให้นั่งนวดแป้งอบขนมปังก็คงไม่ไหว เลยตัดใจหุงข้าวสวยเฉยๆ พอ

ส่วนรูบี้บินลอยไปลอยมามองดู เมธัสทำกับข้าวอย่างสนอกสนใจ แถมพอได้กลิ่น เธอเริ่มทำหน้าเคลิ้มอยากกินทันที

“มารูบี้เดี๋ยวไปนั่งกินกันที่โต๊ะนะ” เมธัสจัดอาหารจานต่างๆ ลงรถเข็นอาหารคันหนึ่ง พร้อมเปิดตู้เย็นหยิบน้ำส้ม นมเย็น กับน้ำเปล่า พร้อมแก้วอีกชุดเตรียมไว้นั่งดื่มกินมื้อเช้าอย่างสบายๆ

พอจัดเรียงบนโต๊ะตัวหนึ่ง(ที่ปกติคงใช้อ่านหนังสือ)เสร็จ เมธัสก็เดินไปกดสวิตซ์เปิดไฟทั้งชั้นและขณะที่กำลังจะเปิดประตูเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า

...

ประตูไม่ขยับเขยื้อน //อึบ...//

เมธัสเริ่มออกแรงเต็มที่เพื่อเปิดประตู ทั้งผลักทั้งดัน....

 “เมธัสเล่นอะไรเหรอ รีบๆ มากินข้าวเถอะ” รูบี้หลังจากบินวนไปมารอเมธัสกินข้าวด้วยกันก็รอไม่ไหวเลยบินมาตาม

“รูบี้ประตูมันเปิดไม่ได้นะ” เมธัสที่เลิกเปิดประตูเดินมาถาม รูบี้

“อือ มันเปิดออกไม่ได้...มันต้องรอนานๆๆๆ จะเปิดได้สักครั้ง” รูบี้แก้ข้อสงสัยให้กับเมธัสด้วยเพียงแค่คำอธิบายก็บ่งบอกแล้วว่า นานๆๆๆ สงสัยคงไม่ใช่เวลานี้ละมั้ง ก็ได้แต่ส่ายศีรษะ //สงสัยเป็นภารกิจในเกมละมั้ง ช่างเถอะ//

“งั้นไปกินข้าวกันเถอะ รูบี้” เมธัสอุ้มรูบี้ที่ลอยอยู่ตรงหน้าไปที่โต๊ะกินข้าว

รูบี้ที่ไม่รู้วิธีใช้ช้อนก็ใช้มือหยิบไข่ดาว ซึ่งก็ทำให้เมธัสต้องเริ่มสอนการใช้ช้อนส้อม กับมีดเล็กๆ ไว้หั่นเนื้อหมู

พอฝึกสักแป๊บเดียวรูบี้ก็เริ่มชำนาญ และยิ่งกินไวขึ้นเรื่อยๆ

“อร่อยจังเลย เมธัสทำอาหารเก่งจัง รูบี้ไม่เคยกินของพวกนี้เลย” รูบี้ที่อิ่มแล้วก็นอนอยู่บนอากาศในขณะที่เมธัสกำลังหยิบเอาจานชามใส่เครื่องล้างจานอัตโนมัติอยู่

“แล้วปกติเมื่อก่อนรูบี้กินอะไรละ” เมธัสมีสีหน้าสงสัย

“อืม..” สาวน้อยทำหน้ามุ่ยคิดอย่างหนักก่อนตอบด้วยเสียงใสๆ

“ก็รูบี้เป็นวิญญาณไม่มีความหิวหรอกค่ะ แต่มักไปเปิดตู้เย็นหาอะไรหวานๆ มากินเล่น”

คำตอบนี้ทำเอาเมธัสต้องส่ายหน้า //เฮ้อ ใครหนอสร้าง AI. มาแล้วไม่ดูแลนะ แถมเป็นเด็กที่แทบดูไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง แต่เป็นผีแล้วไม่หิวนั้นจริงเหรอ//

หลังจากเก็บของในครัวเรียบร้อยเมธัสเริ่มเดินสำรวจหาทางออกดู โดยลองไปตบตามกำแพง มองดูตามชั้นวางหนังสือว่าจะมีกลไกเปิดช่องลับหรือไม่ ส่วนรูบี้ที่บินตามไปมาพร้อมส่งสายตาสงสัยในการกระทำแปลกๆ ของเมธัส

“เมธัสทำอะไรเหรอ” รูบี้ที่มองดูเมธัสก้มลงไปสำรวจใต้เคาน์เตอร์ต้อนรับที่อยู่ใกล้ๆ ประตูทางเข้า

“อืม... กำลังค้นหาปุ่มเปิดประตูอยู่นะ มันอาจมีปุ่มที่ใช้กดเปิดอยู่ไว้เปิดฉุกเฉิน” เมธัสที่ยังคงมุดสำรวจเคาะดูตามเคาน์เตอร์ต่อไป

“...เมธัสจะรีบไปเหรอ ไม่อยากอยู่กับรูบี้เหรอ” น้ำเสียงที่ดูเศร้าๆ เหมือนจะร้องไห้ทำให้เมธัสหันมามองรูบี้ทันที

รูบี้ที่น้ำตากำลังคลอเป้าทำให้เมธัสรีบพูดขึ้น “ไม่หรอก ไม่รีบไปไหนหรอกจ้า แค่อยากจะหาทางเข้าออกไว้ก่อน”

เมธัสก็เข้าไปอุ้มรูบี้เข้ามากอด “แล้วก็มีสาวน้อยน่ารักอยู่เป็นเพื่อน พี่ไม่รีบไปไหนหรอกน่า”

“จริงนะ” รูบี้พูดด้วยเสียงตื่นเต้นปนยินดี แล้วพุ่งเข้ากอดเมธัสทันที

“แต่ถ้าต่อให้ไปก็จะพารูบี้ไปด้วยดีไหม” เมธัสพูดกับหนูน้อยในอ้อมอกที่ยังกอดเขาแน่นอยู่ พอได้ยินก็บินหลุดออกจากอ้อมอกเมธัสแล้วบินวนไปมาพร้อมพูดด้วยเสียงดีใจ

“ดีคะ รูบี้จะไปกับเมธัส ว๊ายๆๆ!! ออกไปเที่ยวๆ”

เมธัสมองดูรูบี้ที่บินแสดงความดีใจไปรอบๆ ตัวเมธัส ซึ่งพอมองตามนานก็ทำเอาเวียนศีรษะเหมือนกันเลยต้องเลิกมองดู

เมธัสเริ่มมองหากลไกลับต่อไปเรื่อยๆ ทั้งที่มันไม่มี

หลังหาไปสักช่วงเวลาหนึ่ง เมธัสต้องเริ่มคิดว่าชั้น 1 อาจไม่มีกลไกก็ได้ เลยขึ้นไปหาต่อที่ชั้น 2 กับ ชั้น 3 หลังจากเห็นฝุ่นที่เกาะหนาแน่นก็กระตุ้นต่อมความสะอาดให้ทำงานอีกครั้ง ซึ่งรอบนี้มีผู้ช่วยทำความสะอาดด้วยนั้นคือสาวน้อยรูบี้ที่บินไปพร้อมดันไม้ถูพื้นไปด้วยทีละ 5 อัน ซึ่งช่วยให้เมธัสทำความสะอาดเร็วขึ้นหลายเท่า

หลังจากทำความสะอาดชั้น 2 และ 3 เสร็จ ท้องของเมธัสก็เริ่มส่งเสียงร้องดังทำเอารูบี้หัวเราะขำอย่างสนุกสนาน เมธัสจึงเข้าครัวเริ่มทำอาหารมื้อเย็นละมั้ง เพราะนาฬิกาเจ้ากรรมก็ยังคงเสียอยู่

หลังทานมื้อเย็นเสร็จเมธัสสังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าของตนเองดำเลยจะไปอาบน้ำ

“เมธัสอาบน้ำให้รูบี้ด้วยสิ” รูบี้ที่เห็นเมธัสกำลังถอดเสื้ออยู่ก็บินทะลุประตูห้องน้ำเข้ามาทำเอาเมธัสตกใจแทบปิดส่วนล่างไม่ทัน แล้วหันกลับตัวไปพูดกับรูบี้ด้วยเสียงออกเขินๆ “มีอะไรเหรอรูบี้ พี่กำลังจะอาบน้ำนะ”

รูบี้จ้องมองด้วยสายตาสนุกสนาน “รูบี้อยากอาบน้ำด้วย เมธัสอาบให้หน่อยสิค่ะ”

หน้าเมธัสก็แดงขึ้นมาทันทีหลังได้ยินคำพูดที่ไร้เดียงสานั้น //อืม ก็แค่เด็กเล็กๆไม่ต้องคิดมากหรอกน่า บ้าจริงๆ เรา//

“อ้อ ได้สิงั้นเดี๋ยวพี่อาบน้ำให้” เมธัสพูดด้วยความใจดี

หลังจากทั้งคู่นอนแช่น้ำอุ่นเสร็จต่างก็แต่งตัวไปเตรียมตัวเข้านอน ซึ่งเมธัสยังคงแอบลองไปเปิดประตูแต่ประตูก็ยังไม่ยอมขยับ เขาได้แต่ตัดใจเพราะคิดว่าสงสัยอีก 2 - 3 วันอาจเปิดได้ เลยเปลี่ยนใจเดินสำรวจชั้นหนังสือเล่น

หลังจากเดินไปมาดูเกือบทุกตู้ก็พบว่า อ่านไม่ออกเลยเพราะว่าเป็นภาษายุคโบราณทั้งนั้น ซึ่งทำเอาเบื่อๆเหมือนกัน ส่วนรู้บี้ที่บินหายไปสักแป๊บก็กลับมาพร้อมหนังสือหลายเล่ม

รูบี้บินมาใกล้ๆ เมธัสพร้อมส่งหนังสือ ตั้งใหญ่ๆ 12 เล่มลงที่มือของเมธัสทันที

“เมธัสอ่านนิทานให้รูบี้ฟังหน่อยสิ รูบี้อยากฟังเรื่อง เจ้าชายจอมเซ่อค่ะ”

เมธัสที่เห็นหนังสือนิทานภาพ ตั้งใหญ่ๆ ก็พอจะเดาได้อยู่แล้วว่าจะต้องเจอเรื่องแบบนี้ “อืม..พี่ว่าทำอย่างอื่นดีกว่านะ มาเล่นวิ่งไล่จับกันดีกว่า”

“ไม่เอาอ่า อยากฟังนิทาน วันนี้รูบี้เหนื่อยแล้วอยากฟังนิทานก่อนนอน” รูบี้ลอยเข้ามาใกล้ๆ พร้อมดวงตาอ้อนน่ารัก

//เฮ้อ อยากทำอยู่หรอกแต่อ่านไม่เป็นนะน้องเอ๋ย// เมธัสที่ได้แต่เหงื่อตกแม้จะรู้สึกเย็นๆ เพราะอากาศเริ่มลดลงเรื่อยๆ

//เฮ้อ ไม่เข้าใจจริงๆ ทำไม อากาศมันมีร้อนมีหนาวได้ด้วยน่า ทั้งๆ ที่นอกหน้าต่างมันมืดตลอดแท้ๆ//

“เมธัสไปที่โซฟากัน รูบี้อยากฟังนิทานน่า” รูบี้เข้ามาผลักหลังเมธัสให้เดินไปที่โซฟาหน้าเตาพิงไฟ

“จ้าๆ เดี๋ยวอ่านให้ฟังจ้า” เมธัสได้แต่กล่าวเสียงค่อยๆ แล้วเดินไปนั่งลงที่โซฟา

เมธัสที่นั่งลงก็เหลือบเห็นพจนานุกรมเล่มหนึ่งที่ตนเคยอ่านเมื่อคืนก่อนเจอรูบี้ //เอาฟ่ะ ลองอ่านไปแปลไปก็ได้ ไม่ยากๆ//

เมธัสเลยรีบหยิบเอาพจนานุกรมมาลองอ่านเทียบกับตัวหน้าหนังสือดู หลังจากอ่านคำนำกับสารบัญ และวิธีใช้เสร็จก็เริ่มมีความหวัง //อืม อักขระ 45 ตัว คำศัพท์ 400,000 คำ ไม่ยากๆ//

และแล้วเมธัสก็เริ่มหัดเรียนอ่านหนังสือเด็กอนุบาลหรือนิทานให้กับรูบี้ ซึ่งตอนแรกๆ รูบี้จะคอยสอนเมธัสซะมากกว่า ซึ่งก็ทำให้เมธัสทราบอย่างหนึ่งว่า ตอนนี้ตัวเองโง่กว่าเด็ก 6 ขวบ ตรงหน้าอีกได้แต่ขำๆในใจ

//บอกใครจะเชื่อ เราคนที่เคยถูกผู้ใหญ่เรียกว่า อัจฉริยะ จะอ่านหนังสือที่เด็ก 6 ขวบยังอ่านออกแต่ตัวเราดันอ่านไม่ได้ แถมยังเจอสอนให้อ่านแทนอีก มันต้องเป็นมุกตลกไว้พูดได้แน่นอน ฮาๆ//

หลังจากที่เจอรูบี้อ่านนิทานให้ฟังไป 3 เล่ม รูบี้เด็กน้อยที่น่ารักก็เริ่มง่วงนอน

เมธัสได้อุ้มรูบี้ลงนอนบนโซฟาและหยิบเสื้อหนังมาคลุมตัวรูบี้ไม่ให้หนาว จากนั้นเขาเริ่มไปนั่งฝึกอ่านนิทานต่อ เพื่อรอบหน้าเค้าจะได้อ่านนิทานให้รูบี้ฟังจนหลับตามสัญญา

ชายหนุ่มก็เลยเริ่มอ่านหนังสือพร้อมเปิดพจนานุกรมไป แปลหนังสือนิทานไปทั้ง 12 เล่ม จากนั้นพอเริ่มอ่านคล่อง เขาจึงเดินไปหยิบหนังสือที่ชั้นวางมานั่งอ่านไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการตกปลา ซึ่งก็ทำให้เมธัสอ่านเพลินดีจนจบเล่ม

+ผู้เล่นเมธัส สำเร็จในการปลดผนึกทักษะดำรงชีวิต ได้รับทักษะอ่านอักขระ ระดับ 1 และทักษะตกปลา ระดับที่ 3+

+ผู้เล่นเมธัส สำเร็จในการเพิ่มระดับปัญญา ค่าปัญญา ได้ระดับ2+

พอเมธัสได้ยินจากระบบก็ลองกดนาฬิกาตรวจดูค่าสถานะตนเอง

เมธัส LV. 1

พลังชีวิต          500/500

อิ่ม                   87/100

พลัง     7                                 ความเร็ว          3

กาย       7                                 โชค                 1     

ปัญญา 2                                 แม่นยำ             3

//อืม มีแบบนี้ด้วยเหรออ่านหนังสือได้ ระดับทักษะแถมมีเพิ่มค่าร่างกายหลักอีก ส่วนค่าอื่นๆ เพิ่มตอนไหนนะนั้น// เมธัสเริ่มทำความเข้าใจกับเกมนี้อีกครั้งแล้วเขาตัดสินใจที่จะลองเดินดูตามชั้นหนังสือ เพราะเขาคิดแล้วว่ามันต้องมีหนังสือคู่มือเกี่ยวกับเกมซ่อนอยู่แน่ๆ

ค่าพลัง กาย ความเร็ว แม่นยำ เมธัสได้เพิ่มตอนทำงานภารกิจเริ่มต้นนั้นเอง ซึ่งตอนนั้นเมธัสตั้งใจกับงานจนแทบไม่สนเสียงจากระบบที่ดังขึ้นเลย

และเมธัสที่พยายามค้นหา เขาได้พบหนังสือเล่มนั้นเจอจนได้ คู่มือวิธีการเพิ่มความสามารถ จากนั้นเมธัสเริ่มหยิบหนังสือมาอ่าน คำไหนที่ไม่เข้าใจเขาจะเปิดพจนานุกรมเอา ซึ่งหลังจากอ่านเสร็จ เขาพบว่าเกมนี้ไม่ได้เล่นยากอะไรแถมมันออกจะง่ายเกินไปด้วยซ้ำ เพราะหลักการเพิ่มค่าร่างกายหรือทักษะต่างๆ นั้นมีความเหมือนในชีวิตจริงมากๆ เช่น

ปัญญา คือเพิ่มพลังโจมตีด้วยเวทย์มนต์หรือป้องกันเวทย์มนต์ ได้จากการอ่านหนังสือ ท่องเวทย์มนต์ ประดิษฐ์ค้นคว้าเกี่ยวกับยา และอื่นๆ  

พลัง คือพลังโจมตีของอาวุธรวมไปถึงทักษะ ได้จากการฝึกยกน้ำหนัก ใช้อาวุธหนัก ยกของหนักๆ เป็นต้น

กาย คือพลังชีวิต ความอดทนของร่างกาย พลังป้องกันโดยตรง ฝึกได้ด้วยการ ออกกำลังกายทั่วๆ ไป

ไว คือความเร็วในการวิ่งและหลบหลีก ได้จากการ วิ่งเร็วๆ หลบหลีกการโจมตีได้

โชค คืออัตราตกของสิ่งของและเงินจากสัตว์อสูร และรวมไปถึงได้ของดีๆ จากกล่องสมบัติ เพิ่มด้วยการเปิดกล่องสมบัติไม่ก็เล่นพนันชนะบ่อยๆ โดยไม่โกงเรียกได้ว่าใช้ดวงล้วนๆ จริงๆ

แม่นยำ คือความแม่นยำเวลาใช้พวกอาวุธระยะไกล หรือเวทย์มนต์ที่ยิงออกไป วิธีเพิ่มก็แค่ตี ยิง ฟัน ขว้างให้มันโดนเป้านั้นเอง

ส่วนพวกทักษะดำรงชีวิตไม่มีบ่งบอกแน่ชัดแต่จากที่เมธัสอ่านดูน่าจะเกี่ยวกับการทำงานด้านนั้นโดยตรงและได้ประสบการณ์ด้านนั้น

ทักษะอาวุธจะเกิดจากการฝึกใช้อาวุธนั้นๆ และสุดท้ายคือทักษะพิเศษ มียกตัวอย่างเช่น เวทย์มนต์ พลังจิต พลังลมปราณ เป็นต้น

เมธัสได้ปิดหนังสือลง แล้วได้มองไปชั้นหนังสือทั้งหมด

รอยยิ้มกระตุกขึ้นบนใบหน้าของเมธัส

“ถือว่าฆ่าเวลาก่อนที่จะออกจากอาคารแห่งนี้แล้วกัน” เขาได้ลุกขึ้นเดินไปที่ชั้นหนังสือใกล้ตัว เลือกหยิบหนังสือมา 5 เล่ม จากนั้นก็ยกกลับมาวางไว้ที่โต๊ะและนั่งอ่านหนังสือเล่มต่อไป...มันเป็นเพียงการเริ่มต้นของการท้าทายที่เรียบง่าย ระหว่างเขาจะทนอ่านจนจบหมดก่อนประตูเปิด หรือประตูเปิดก่อนเขาจะนั่งอ่านหมด นั้นเป็นเพียงความคิดสุดท้ายก่อนที่เมธัสจะกลับไปนอนหลับบนโซฟา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 108 ครั้ง

69,946 ความคิดเห็น

  1. #69748 eacho2 (@Eacho) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2558 / 21:52
    ชอบละซิพ่อหนอนหนังสือ
    #69748
    0
  2. #69223 dOjOb (@dojob) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2557 / 22:20
    Ha Ha ... มาบ้านเขาแล้ว ยังปรับตัวไม่ได้อีกหรือท่านเมํส ... หุหุ ...dOjOb
    #69223
    0
  3. #53179 ผ้าแพร1995 (@parpear1995) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2555 / 17:02
    สนุกมากๆเลยค่ะ
    ถ้าเป็นเรื่องจริง ดีสุดๆไปเลย 55+
    #53179
    0
  4. #48429 จอมมารดารา (@gommansatan) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 มีนาคม 2555 / 19:14
     สนุกดีครับ
    #48429
    0
  5. #42294 ขอเป็นเอลล์ (@swallofly) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 มกราคม 2555 / 16:07
    เมธัสเก่งอะ อดทนอ่านหนังสือ แถมยังมีแข่งกับตัวเองด้วยว่าอ่านจบก่อนหรือประตูจบก่อน งี้ต้องติดตามต่อไป
    #42294
    0
  6. #39531 หลงเยี่ยอิง (@taomatrix) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 มกราคม 2555 / 10:40
    น่าติดตามสนุกมากครับ
    #39531
    0
  7. #33166 คนรักนิยายแฟนตาซี (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2554 / 17:43
    สนุกจังเลย



    เนื้อหาแรกๆ เรียบๆง่ายๆ



    คงความสนุกไว้ได้
    #33166
    0
  8. #20596 Bubbles (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 มีนาคม 2554 / 09:39
    หนุกจังเลย
    #20596
    0
  9. วันที่ 15 กันยายน 2553 / 15:06
     ดีเเฮะ บ้านหลัง เนี่ยย
    #15371
    0
  10. #12355 คุณมึนจัง (@lucky000) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2553 / 11:41
    หุหุ  พี่ ซูปเปอร์เมธัส  จะ ฝึก ถึงขั้น ซูปเปอร์แมน รุ่นพี่ เลยรึป่าวเนี่ย
    อาคารผีสิง หลังนี้ น่ายึด มากๆ  อาหารฟรี ไม่มีหมด เผลอๆ อาจมี ห้องลับ หุหุ
    #12355
    0
  11. #11130 `Taylor (@wattubolan01) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2553 / 01:19
    สนุกมาก400.000คำ ทำไปได้
    #11130
    0
  12. #8889 +ชืดๆ+ (@kaname21) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553 / 17:42
    55 ในเกมยังมีผี
    #8889
    0
  13. วันที่ 5 มกราคม 2553 / 20:18
    หนุกหนานมากๆมากมายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #7049
    0
  14. #5902 เจ้า เปา ฉี (@chickykiller171) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2552 / 01:03

    เมธัส เป็นคนที่โครตแปลก

    หรือตัวละครเขาไม่ใช่มนุษย์?

    เป็นผมคงไมบ้าไปทำความสะอาดหรอก- -"

    #5902
    0
  15. #5359 ฝนธารา (@mini1234) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2552 / 19:18

    พระเอกเราเป็นอะไรเนี้ย  ไม่สนใจหญิงเลยหรอ

    #5359
    0
  16. #5271 คทาฟ้า (@0choco_chip0) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2552 / 15:09

    เมธัสหน้าตาเป็นไงน้าา ว่าแต่รูบี้ไร้เดียงสามากมายอ่ะ เหอๆๆ

    #5271
    0
  17. #4969 M[na]T[ha]N[a] (@mickey5566) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2552 / 14:38

    สถานะคล้าย เดอะซิมส์เลย 55.
    ^^

    มาอ่านครั้งแรกงงอยู่บ้าง,,แต่ก็ถือว่าแต่งใด้ยอดเยี่ยม จ่ะ!!
    สู้ ๆ นะ ไรเตอร์ ไฟต์ติง,,55

    #4969
    0
  18. #4553 *Hitor_ki* (@hitorki) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 กันยายน 2552 / 04:29
     อ๊ากกกกก ผู้หญิงผ่านมากี่คน มธัสมันไม่รู้สึก แต่กับรู้บี้......= =''

    โลลิ~
    #4553
    0
  19. #1571 Z๏12iAc (@yuletied) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2552 / 22:14
    ขยันดีจริงๆ=[ ]=!!
    #1571
    0
  20. #425 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2552 / 01:15

    เป็นห้องสมุดที่เจ๋งดีอะ

    #425
    0
  21. #390 งำงำ (@ippotoh) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2552 / 15:02
    ไม่เสียชื่อห้องสมุด ๆๆ ไม่หาความรู้จากห้องสมุดแล้วจะหาจากที่ไหน ฮูๆๆ
    #390
    0
  22. #225 PanG_Pon (@denpoum1) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2552 / 16:59
    ความรู้อื้อซ่าเลยนะนั้น
    #225
    0
  23. #82 maysarin (@maysarin) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2552 / 22:57
    อืม ยึดเป็นบ้านตัวเองซะเลยก็ดีนะ
    แต่ว่าหาทางออกให้ได้ก่อนดีกว่า
    #82
    0
  24. #34 พันดารา (@pundara) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2552 / 00:40
    ยึดเป็นบ้านส่วนตัวเลยได้มั้ยเนี่ย อิๆ ^^
    #34
    0
  25. #24 เอกเองครับ (@kujaku01) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2552 / 17:46
    ดีแฮะ เลยได้ความรู้เพิ่มเลย ว่าแต่จะเอารูบี้ออกไปจากบ้านได้หรือเปล่าเอ่ย แต่อาคารนี้สะดวกดีจัง น่ายึดเป็นของตัวเอง ฮิฮิ
    #24
    0