นิมิตมาลย์

ตอนที่ 5 : บทที่ 4 หนทางเดียว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    18 ส.ค. 62

บทที่ 4 หนทางเดียว

“เขาเออฝ่าบาทต้องการให้ผมไปช่วยเรื่องอะไรล่ะครับพ่อ?

“เรื่อง

“ท่านอา เราเป็นคนขอความช่วยเหลือ ให้เราบอกน้องเองเถอะ”


            อินที่เงียบ และเป็นผู้ฟังมาตลอด เอ่ยถามขึ้น ถึงสิ่งที่คนที่พ่อของเขาเรียกว่าฝ่าบาทต้องการความช่วยเหลือจากเขา แต่พ่อของเขายังไม่ทันได้ตอบดี เจ้าของกลิ่นเปลือกไม้จันทน์ที่เงียบมาตลอดเช่นเดียวกับเขาก็เอ่ยขัดขึ้นมา


“ก่อนอื่นเราขอเล่าในส่วนที่ท่านอายังไม่ได้เล่าก่อน ตระกูลของน้องไม่เป็นเพียงโหราจารย์ที่ซื่อสัตย์ให้กับเสด็จพ่อของเรา และเราเท่านั้น แต่ท่านปู่ของน้องยังเป็นดั่งสหายที่ร่วมเป็นร่วมตาย เป็นประดุจญาติฝ่ายหนึ่งของเสด็จพ่อของเรา รวมถึงตัวน้อง ที่เป็นเหมือนน้องคนหนึ่งของเรา”

…..

“ตอนนี้รวีนครินทร์กำลังจะโดนผู้ไม่หวังดียึดครอง โดยการทำลายเราแทน กลุ่มคนไม่หวังดีนอกจากจะใช้วิธีทางการเมืองแล้ว ยังใช้เวทมนต์สกปรก เวทมนต์สาปแช่งบางอย่าง ที่ทำให้เราทรมาน และไม่สามารถนอนหลับในเวลากลางคืนได้สักวัน มาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว มีเพียงภาณุมาศมณี ที่น้องครอบครองอยู่เท่านั้น ที่สามารถช่วยป้องกันคำสาปไม่ให้ทำงานได้”

…..

อ่ะจ่ะ! เอาเข้าไป! นี่ต้นตระกูลผม สนิทกับเจ้าซะด้วย โอ้ยยย ไม่ธรรมดา!

            แถมยังมีอะไร มณีๆนั่นด้วย ผมจะไปมีได้ไงล่ะพ่อคู๊ณณณณณ ถึงครอบครัวผมจะมีฐานะระดับหนึ่งก็เถอะ แต่ไอ้อัญมณีไรนั่นผมไม่มีหรอกนะ มีแต่ต้นไม้เต็มบ้านน่ะ เอาไปแทนได้ไหม


“เออคือ….อัญมณีอะไรนั่นผมไม่มีหรอกนะครับ ผมว่าคุณน่าจะเข้าใจผิด”

“เจ้าอิน!/เจ้าอิน!

            เสียงพ่อและแม่ เอ็ดออกมาพร้อมกัน แต่ผมก็ยังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ทำไมอ่ะ? ผมพูดอะไรผิด ก็เขาบอกให้พูดธรรมดาไง นี่ไง! ธรรมดา!

“ขอประทานอภัยฝ่าบาท ลูกชายกระหม่อมมิทราบ” พ่อผมรีบพูดออกหน้าให้แทน

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรจริงๆท่านอา ยังไงสุดท้ายน้องก็ต้องพูดแบบนั้นกับเราอยู่ดี”


            เจ้าของกลิ่นเปลือกไม้จันทน์ ไม่ได้มีท่าทีโกรธอะไร ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงสงบ และยิ้มบางออกมาเล็กน้อย ถ้าไม่นับเรื่องบ้าๆบอที่ฝ่าบาทอะไรนี่พูด เสียงของเขาก็ช่างน่าฟังมาก น้ำเสียงทุ้มต่ำ ดูสุขุม แต่ก็ดูเด็ดเดี่ยว และหนักแน่นในเวลาเดียวกัน ประกอบกับรูปร่างหน้าตาของเขาแล้วนั้น คงทำให้เบต้า และโอเมก้าทั้งหลายหลงเสน่ห์ไปตามๆกัน


“ภาณุมาศมณี ก็อยู่ในสร้อยที่น้องคล้องอยู่ที่คอนั่นไงล่ะ”

            ดิษย์วรินทร์พูดพลางมองมาที่หน้าอกของอิน เขาได้แต่ก้มลงมองสร้อยคอที่ปกติโรงพยาบาลต้องถอดเครื่องประดับออกให้คนไข้ แต่ที่มันยังอยู่คงเพราะแม่ของเขาเอามาใส่ไว้ให้แน่ๆ แถมสร้อยต้นเหตุมันก็ดันห้อยออกมาอยู่นอกเสื้อของโรงพยาบาลที่เขาใส่อยู่ตอนนี้ด้วย


อ่อ! สร้อยล็อกเก็ตที่พ่อแม่ กำชับให้เขาใส่ติดตัวมาตั้งแต่จำความได้น่ะหรือ คืออัญมณีอะไรนั่น เขาพอจะรู้อยู่ว่าข้างในล็อกเก็ตทรงหยดน้ำนี้ บรรจุอัญมณีสีแดงที่เป็นทรงเดียวกับ ล็อกเก็ตอยู่ แต่ตัวเขาเองคิดเพียงว่ามันเป็นเพียงโกเมน สีแดงธรรมดา ไม่คิดว่ามันจะมีชื่อซะหรูอลังการขนาดนี้ ถึงอย่างไร มันจะแพงจริง หรือไม่แพงก็แล้วแต่ มันก็เป็นสร้อยที่พ่อแม่เขาให้มา และมีคุณค่าทางจิตใจกับเขามาก ไอ่องค์เปลือกไม้อะไรนี่ จะมารีดไถไปจากเขาได้ง่ายๆได้ไง


“เออถ้าคุณจะมา เพราะเอาสร้อยแบบนี้ ผมว่าคุณหาใหม่ได้ที่ร้านเยอะแยะนะครับ”

            ผมพูดต่อรองแกมปฏิเสธแบบสุภาพออกไป เจ้าของกลิ่นเปลือกไม้ได้แต่ส่ายหน้าแล้วยิ้มเล็กน้อย

“สร้อยนี่มีเพียงเส้นเดียว ไม่มีที่ไหนอีกแล้ว ภานุมาศมณีไม่ได้หากันง่ายๆ แถมยังเป็นภาณุมาศมณีที่ถูกลงเวทมนต์จากกษัตริย์ และองค์ราชินีองค์ก่อน ยิ่งหาไม่ได้อีกแล้ว”


โอ้อออ เอาอีกแล้ว เรื่องยิ่งดูเวทมนต์ไปอีก นี่มันปี2019แล้วนะ ถ้าเรื่องนี้มีจริง แสดงว่าฮอกต์วอร์ดก็ต้องมีจริงสินะ โอ่ย....ผมจะเอาเขาออกไปให้พ้นๆได้ยัง!!!! ทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่ห้ามเขา

หรือเพราะบุญคุณ?


“เอางี้ ถ้าผมให้สร้อยนี่ไป คุณจะเลิกยุ่งกับผม แล้วก็ครอบครัวเด็ดขาดหรือเปล่า? เด็ดขาดแบบไม่ยุ่งกันอีก ไม่มีแม้กระทั่งบุญคุณ”

“เจ้าอิน!/เจ้าอิน! พ่อกับแม่ของผม เอ็ดออกมาอีกครั้ง คราวนี้เสียงดังกว่าคราวก่อน ถ้าตะโกนดังกว่านี้อีกนิด พยาบาลคงวิ่งเข้ามาให้ห้อง เพราะคิดว่าคนไข้เป็นอะไรไปแน่ๆ

“ปล่อยให้น้องพูดเถอะ เราพูดไม่ละเอียดเอง” องค์เปลือกต้นจันทน์ หันไปพูดกับพ่อแม่ของผม แล้วหันมาพูดกับผมต่อ

“สร้อยน่ะเลือกเจ้าของ ถ้าไม่ใช่เจ้าของตัวจริงก็ก็สวมใส่ไม่ได้ หรืออย่างมากถ้ามีบารมีมากจริงๆ ก็ทำได้เพียงแค่เก็บรักษามณีเอาไว้ได้เท่านั้น ไม่สามารถสวมใส่มณีได้ ใครที่พยายามเก็บมณีเอาไว้ทั้งที่ไม่ใช้เจ้าของจะร้อนรุ่ม ทรมาน ดั่งไฟเผา วิกลจริต และอยู่ไม่ได้ในที่สุด”

เอิ่ม….ผมหมดหนทางจะหาข้ออ้างกับนิทานที่เขาเล่ามา


สรุปคือ ผมต้องไปเป็นผู้ช่วยเขาที่เมืองนั่น เพราะเขาหวังผลของสร้อยที่ผมคล้องอยู่นี้ แต่ผมจะให้สร้อยเขาไปให้มันจบๆก็ไม่ได้ เพราะไม่มีใครถือสร้อยไว้ได้ ยกเว้นผม

เอาล่ะ ถ้าผมช่วยเขาได้สำเร็จ ผมอาจจะช่วยกัปตันอเมริกาปราบเหล่าร้ายได้ ทั้งหมดที่พูดน่ะ ผมประชด!!!!

หลังจากที่องค์ไม้จันทน์พูดจบ ห้องคนไข้ของผมที่เงียบอยู่แล้ว ก็เงียบลงไปอีก เงียบจนแทบจะได้ยินเสียงลมที่มาจากแอร์ เขามองหน้าผม เหมือนรอจะให้ผมพูดอะไรบางอย่าง แต่ผมกลับไม่มีท่าทางที่จะพูดอะไร เขาจึงพูดต่อ

“เราขอกล่าวไว้เสียเลยแล้วกัน ในเมื่อท่านอาทั้งสองก็อยู่ที่นี่ น้องก็อยู่ที่นี่ เราจะขอให้น้องกลับรวีนครินทร์ไปกับเรา เพื่อช่วยเหลือเรา ในตอนแรกเราคิดว่าจะให้น้องไปในฐานะพระอนุชาขององค์กษัตริย์ เพื่อให้น้องปลอดภัยจากผู้อื่น และให้เราดูแลได้ง่ายขึ้น แต่ตอนนี้เห็นทีเราจะให้น้องไปในฐานะเดิมมิได้แล้ว”

            ก่อนที่เจ้าของกลิ่นเปลือกไม้จะพูดต่อ ก็หันไปมองพ่อแม่ของผม และหันกลับมามองที่ผม แล้วพูดต่อว่า

“เราจะพาน้องกลับไป ในฐานะโซลเมทของเรา

เปรี้ยง!!!! เหมือนฟ้าผ่าลงตรงหน้า เล่นอย่างงี้เลยหรอ!!

          อินได้แต่นิ่งเงียบอยู่บนเตียงคนไข้โดยไม่พูดอะไร เอียงตัวหันไปสบตากับพ่อแม่ ที่ตอนนี้มีชายร่างสูงใหญ่บังลานสายตาของเขาไว้อยู่ เขามองไปที่พ่อแม่ ในขณะที่พ่อแม่ก็มองกลับมาที่เขา ทั้งสามคนไม่เปล่งเสียงใดออกมา เป็นเพียงการสื่อสารที่คุยกันทางสายตาเท่านั้น ตัวเขาเองไม่อยากจะรับปากอะไรตอนนี้ เพราะทั้งงง และสับสนไปหมด แล้วเขาก็คิดว่าพ่อแม่ก็คงจะคิดแบบนั้นเหมือนกัน

เหตุการณ์มันกะทันหันไปหมด ทั้งประวัติในอดีตของตระกูล บุคคลผู้มาเยือน และโซลเมทของลูกชายคนที่เป็นโอเมก้าคนเดียวของบ้าน แล้วสุดท้ายผู้ที่ทำลายความเงียบก็คือเขาเอง

“ผมขอเวลาคิดก่อน ผมไม่มั่นใจทั้งเรื่องที่ผมสามารถช่วยคุณได้ รวมถึงเรื่องโซลเมท”

“ถ้าเป็นเรื่องนั้น เราว่าเหตุการณ์วันนี้มันยืนยันได้ รวมถึงเรื่องกลิ่นด้วย เราสามารถบอกได้ว่าน้องมีกลิ่นอะไร แล้วเราก็มั่นใจว่าน้องก็สามารถบอกได้เช่นกันว่าเรามีกลิ่นอะไร”

หึ!!! รุกจังเลยนะ ไอ่เปลือกไม้ พูดพร้อมทำหน้าตายิ้มมีเลศนัยแบบนั้นได้ยังไง

นี่ถ้าไม่ติดว่ารู้อยู่แก่ใจว่า ฝ่าบาทนี่หวังผลจะใช้ประโยชน์จากตัวเขา เขาคงจะคิดว่าการตกหลุมรักกันของโซลเมทนี่ อนุภาคมันช่างรุนแรงจริงๆ เจอปุ๊ป...รักปั๊บ

“ผมยืนยันคำเดิม” ผมตอบขอไปที ให้เขากลับไปซะที

“ได้ เราจะให้เวลา แล้วเราจะกลับมาเอาคำตอบทีหลัง”

            พูดจบประโยคไอ่ฝ่าบาทหน้าไม้ อะไรนั่นก็หันไปก้มหัวเล็กน้อย พร้อมกับกล่าวลาพ่อกับแม่ของผม พ่อแม่ของผมก็ลุกขึ้นโค้งคำนับจนหัวแทบจะติดพื้นตอบกลับตามเดิม แล้วเขาก็หันหน้ามาทางผม พร้อมกล่าวขอตัวลา

ผมไม่ได้พูดอะไร เพียงยกมือไหว้ เพื่อแสดงความเคารพ เพราะเขาแก่กว่าเพียงเท่านั้น เขายกมือรับไหว้ผม ก่อนจะเดินออกพร้อมลูกน้องอีกสองคนที่ยืนเงียบไม่กระดิกเป็นผีเจ้าที่ ไม่พูดไม่จาอยู่นานสองนาน ผมเห็นขยับแค่ไม่กี่ทีตอนผมพูดเรื่องบุญคุณกับไอ่ฝ่าบาทเปลือกไม้นั่น แต่คนแปลกหน้าทั้งสามเดินยังไม่ทันจะเปิดประตูห้องออกไป ไอ่ต้นไม้นั่นกลับหยุดเดินแล้วพูดขึ้นมา ก่อนจะเปิดประตูเดินออกจากห้องไป

“อ่อ คุณอาครับ ต้นดอกปีปที่บ้านคุณอาหอมดีนะครับ ผมได้กลิ่นตั้งแต่รถเลี้ยวเข้าซอยบ้าน ยันตอนนี้เลย”

หึ!!!! ไอ้เปลือกต้นไม้!!!!! ทำเป็นพูดกับพ่อ แต่ตอนพูดนี่มองหน้าผม แถมส่งสายตาเจ้าเล่ห์มาให้ตลอด ไอ่เจ้าเล่ห์!!!!!!

 

จบตอนที่ 4 หนทางเดียว

Preciousmalee

___________________________________________________________________________________

ช่วงไรท์ขอบอก!! (Talk):

> บอกไว้ก่อนนะคะว่าด้านหนึ่งของฝ่าบาทก็เป็นคนสุขุมนุ่มลึก น่าเกรงขามตามฉบับอัลฟ่าที่เป็นกษัตริย์ แต่อีกมุมหนึ่งก็เป็นผู้ชายเจ้าเล่ห์ ขี้เล่น ขี้หยอกเหมือนกัน แต่ออกจะโบราณๆลุงๆหน่อย อีกอย่างคือ อินเขาจะคิดฉายาเรียกฝ่าบาทเปลี่ยนไปเรื่อยๆนั้นตั้งใจนะคะ เพราะอินเขาเพี้ยนๆค่ะ ฮ่าาาา

>อีกอย่างคือ ตอนนี้ก็เผยออกมาแล้วนะคะ ว่ากลิ่นของนายเอก คือกลิ่นดอกปีบค่ะ ไรท์เลือกกลิ่นนี้เป็นกลิ่นนายเอก เพราะเป็นกลิ่นดอกไม้ที่แม่ของไรท์ชอบค่ะ ไรท์เคยเห็นต้นจริง และได้กลิ่นตอนไรท์เด็กๆค่ะ หอมอ่อนๆ ละมุนตามแบบดอกไม้ไทยๆดีค่ะ

 

ผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้นะคะ

ถ้าชื่นชอบ หรืออยากติชมเพื่อการปรับปรุง สามารถคอมเมนต์อย่างสร้างสรรค์ได้นะคะ

และไปหวีดกันในทวิตเตอร์ โดยการติดแท็กชื่อฟิคด้วยได้นะคะ ถือเป็นการช่วยกันโปรโมทค่ะ 5555

 #นิมิตมาลย์ #เนียลอง #nielong #ฟิคเนียลอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น