นิมิตมาลย์

ตอนที่ 4 : บทที่3 เพียงแรกสบตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    4 พ.ค. 62

บทที่ 3 เพียงแรกสบตา


Credit: https://marketeeronline.co/archives/84855

            หลังจากภาพจำสุดท้ายที่ห้องรับแขก อินลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในสถานที่ที่ไม่คุ้นตา แต่ก็เดาได้ไม่ยาก เขาอยู่ที่โรงพยาบาล นี่เขาเป็นหนักถึงขนาดต้องมาโรงพยาบาลเลยหรือนี่?

“อิน อินตื่นแล้วหรอลูก”

“ครับ นี่กี่โมงแล้วครับแม่”

“หกโมงเย็นแล้วจ่ะ เจ้าน่ะหลับไปตั้งแต่เที่ยงยันตอนนี้เลย”

            เสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง และความดีใจที่ผมฟื้นจากแม่ ยิ่งทำให้ผมแน่ใจว่าตอนที่ฟุบลงไปนั้นผมต้องดูแย่มากๆแน่ๆ

“นี่ผมเป็นอะไรครับแม่?

“ไม่เป็นอะไรหรอกจ่ะ แค่อาการของโอเมก้า…..ตอนเจอเมทน่ะ”

……

ห๊ะ!!!!

            เจอเมท! เจอเมท! เจอโซลเมทงั้นหรอ? อย่าบอกนะว่าคุณมหาอำนาจคนนั้นจะเป็นเมทผม คนที่หน้าเรียบเฉยเป็นหุ่นขี้ผึ้งนั่นน่ะหรอ? โอ้...เวรกรรม

            ถึงจะรู้ตัวว่าแม่หมายถึงใคร แต่อินเลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เปลี่ยนเรื่องไปคุยเรื่องอื่น พลางดันตัวลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงที่ถูกปรับให้สูงขึ้น แม้อาการจะปกติดีแล้ว แต่ผลการจากนอนไปนาน และตื่นมาตอนค่ำมืดแล้ว ก็ทำให้อินมีอาการมึนเล็กน้อย แต่พอนั่งได้สักพักอาการก็ดีขึ้น จึงเริ่มชวนมารดาพูดคุย

“คนอื่นไปไหนกันหมดล่ะครับ?

“พ่อ กลับไปส่งย่าที่บ้านน่ะจ่ะ แล้วเดี๋ยวจะย้อนกลับมานอนเฝ้าเจ้ากับแม่”

“อ่อ ครับ แล้วเออ..เขา

ก๊อกๆ

          ยังไม่ทันจะพูดได้จบประโยค เสียงเคาะประตูก็ขัดจังหวะขึ้น มันถูกเปิดโดยคุณหมอ และพยาบาลที่ติดตามมาด้วยกัน รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เข็นรถอาหารมาวางไว้ให้ และเดินกลับออกไปก่อน

“สวัสดีครับคุณ ไอศ์สุนันท์ ตอนนี้อาการเป็นอย่างไรบ้างครับ?

“ตอนนี้ปกติดีครับเออ คุณหมอครับผมเป็นอะไรครับ? เห็นแม่ผมบอกว่าเป็นอาการของโอเมก้า”

“ครับโอเมก้าตอนเจอโซลเมทน่ะครับ”

…..

            หลังจากที่คุณหมอยิ้มตอบ และพูดออกมาแบบนั้น อินก็ได้แต่นิ่งไป เขาได้แต่ฟังคุณหมอที่บอกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนี้ว่า ปกติแล้วเวลาคู่โซลเมทเจอกันจะเกิดปฏิกิริยาบางอย่างกับร่างกายอย่างที่ตัวเขาเจอ รวมถึงได้กลิ่นเฉพาะตัวของคู่โซลเมท ที่มีแต่คนที่เป็นคู่กันเท่านั้นที่สามารถระบุได้ว่ากลิ่นของคู่ตัวเองเป็นกลิ่นอะไร

ไม่นับตัวเจ้าของกลิ่นเองที่รู้ตัวอยู่แล้วว่าตนเองนั้นมีกลิ่นอะไร หากไม่ใช่คู่อัลฟ่า หรือโอเมก้าก็จะได้กลิ่น และรับรู้เพียงว่าเป็นกลิ่นหอมเท่านั้น เช่นเดียวกับเวลาที่ตัวเขาได้กลิ่นอัลฟ่าของพ่อ ที่เขารู้เพียงว่ามันหอมเท่านั้น จะไม่รู้ได้เลยว่ากลิ่นที่ได้นั้น คือกลิ่นมะพร้าว ถ้าพ่อไม่บอก รวมถึงกลิ่นอัลฟ่าของคุณหมอที่เขาได้กลิ่นอยู่ตอนนี้ด้วย ไม่รู้ว่ากลิ่นอะไร...รู้แค่ว่ามาจากอัลฟ่า

แต่อาการที่ส่งผลต่อร่างกายจนทรุดลงแบบนี้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งแรกที่เจอกันแล้วสบตากันเท่านั้น ยังดีที่วิทยาการทางการแพทย์สมัยนี้ก้าวไกล สามารถรักษาอาการพวกนี้ได้รวดเร็ว เพียงพัก 1-2 วัน อาการก็แทบจะปลิดทิ้ง ในสมัยก่อน ร่างกายของโอเมก้าอาจจะอ่อนเพลียจนต้องพักไปเกือบอาทิตย์ ส่วนเรื่องกลิ่นนั้น จะได้กลิ่นของเมท และหลงใหลในกลิ่นนั้นตลอดไปจนสิ้นอายุขัย

“ตามจริงอัลฟ่าก็มีอาการนะครับ แต่ด้วยธรรมชาติเขาถูกออกแบบให้แข็งแรงกว่ามาก บวกกับการแพทย์สมัยนี้ เขาจึงแค่ให้ยาผ่านสายน้ำเกลือนิดหน่อย ก็กลับบ้านได้ เหมือนเมทคุณไอศ์สุนันท์แหละครับ อาจจะต่างกันนิดหน่อยที่โอเมก้าต้องพักเยอะกว่า ให้ยาเยอะกว่า แล้วก็ให้ยาคนล่ะตัวก็เท่านั้น”

            หลังจากคุณหมออธิบายอาการจบ บวกกับประโยคที่ทิ้งระเบิดไว้ให้ผมคิด ก็ขอตัวออกไปพร้อมกับพยาบาลที่เข้ามาพร้อมกัน

            เหอะๆ อินได้แต่หัวเราะแห้งๆกับตัวเอง ตั้งแต่เกิดมาจนตอนนี้ก็เพิ่งเข้าใจอาการตอนเจอเมทที่แท้จริงของโอเมก้านี่แหละ ถึงจะได้เรียนเนื้อหาทางทฤษฎีมาเยอะก็เถอะ

“ขำอะไรเจ้าอิน กินข้าวเถอะลูก หิวแย่แล้ว”

            เสียงของแม่ ทำให้อินหยุดความคิดวกไปวนมาของตัวเอง แล้วกินข้าวที่แม่อุส่ายกมาให้ถึงเตียง ขณะที่เขากำลังกิน จู่ๆจมูกกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอื่นแทนที่จะเป็นกลิ่นอาหารที่อยู่ตรงหน้า กลิ่นเปลือกไม้จันทน์เปลือกไม้จันทน์อีกแล้ว? ในโรงพยาบาลเนี่ยนะ? หรือว่า….

ก๊อกๆ

            อิน และมารดาหันตามเสียงที่เกิดขึ้น พ่อของเขา และคุณมหาอำนาจคนนั้นที่ยังอยู่ในชุดเดิม เพียงถอดสูทตัวนอกออก เหลือเพียงเชิร์ตสีขาว เดินนำเข้ามา ตามมาด้วยลูกน้องของคุณเขาทั้งสองคน พ่อของอินเดินปรี่ เข้ามาหาเขาด้วยความเป็นห่วง โดยไม่คิดจะวางกระเป๋าสัมภาระที่หอบมาให้เรียบร้อยก่อน

“เจ้าอิน เป็นไงบ้างลูก?

“ดีครับพ่อ”

            เขาตอบกลับไปเพียงสั้นๆ แม้ตอนนี้จะสบตาคุยกับพ่อ แต่สมองกลับสนใจแต่เจ้าของกลิ่นเปลือกไม้จันทน์นี้ ที่เดินไปยืนข้างแม่ของอิน ใช่! ใช่คุณเขาแน่ๆ กลิ่นมันชัดเจนยิ่งขึ้น ตอนที่คุณเขาเข้าใกล้

“พ่อครับ พอจะอธิบายได้ไหมครับ หลังจากที่ผมสลบลงไปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง”

“ทุกคนก็ตกใจ แล้วก็พาลูกมาที่โรงพยาบาล”

“แล้วเรื่องที่เราจะคุยกันล่ะครับ เราจะคุยกันเลยได้ไหมครับ ผมพร้อมจะคุยแล้ว”

“ลูกเพิ่งฟื้น

“ผมพร้อมครับ ครอบครัวเรามีเรื่องอะไร? แล้วผู้ชายคนนั้นเป็นใคร?

          อินยังไม่ทันให้พ่อพูดจบ ก็พูดแทรกออกไปเพื่อยืนยันว่าตัวเขานั้นพร้อมจะคุยจริงๆ แถมตอนพูดถึงคุณคนนั้นเขายัง มอง แถมยังเชิดศีรษะแทนการใช้นิ้วชี้ออกไปทางคุณเขา เพื่อให้พ่อของเขารู้ ว่าเขาหมายถึงใคร

“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ลูกของกระหม่อมไม่ทราบว่า

“ไม่เป็นไร น้องจำเราไม่ได้หรอก พูดตามสบายเถอะ”

ห๊ะ!!!  What???? ฝ่าบาท? พ่อเรียกคุณเขาว่าฝ่าบาทเขาเป็นใครในราชวงศ์หรอ?

ชิบหายล่ะ….เห็นคุกอยู่รำไร

“เออฝ่าบาท หากกระหม่อมจะขอประทานอนุญาต พูดตอนนี้ได้หรือไม่?

“พูดเถอะท่านอา จะช้าหรือเร็วก็ต้องพูด อีกอย่างน้องต้องไปช่วยเรา ถ้าน้องไปทั้งที่ไม่รู้อะไรเลย คงเป็นภัยต่อตัวน้องเอง”

            ท่าทางการพูดธรรมดาของพ่อกับคุณเขา ตะกุกตะกักไม่เป็นธรรมชาติสุดๆ จนกลายเป็นประโยคแปลกๆที่จะทางการก็ไม่ จะธรรมดาก็ไม่ใช่ แต่นั่นยังไม่ใช่ประเด็น…..ประเด็นคือ ถ้าน้องที่เขาหมายถึงคือตัวผม แปลว่าผมต้องไปช่วยเขาช่วยอะไร?

            จ่ะเอาเข้าไป งง เข้าไปอีก อะไรมันจะอินเซ็ปชั่นลึกล้ำซับซ้อนซ่อนเงื่อนขนาดนี้!

“ตั้งใจฟังอย่างมีสตินะเจ้าอิน คนที่เห็นอยู่นี้คือ “องค์ดิษย์วรินทร์” กษัตริย์แห่งรวีนครินทร์ ที่ที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของย่า และพ่ออย่างแท้จริง ก่อนที่พ่อจะย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ไทย ที่ที่เป็นบ้านเกิดแม่ของเจ้า ปู่ของเจ้าเป็นโหราจารย์ ให้กับกษัตริย์องค์ก่อน และเป็นอาจารย์ให้กับองค์ดิษย์วรินทร์ รวมถึงตัวพ่อก็เคยได้ถวายงานให้ฝ่าบาทอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่นี่พร้อมกับย่าของเจ้า”

….

“พ่อกับย่าย้ายมาอยู่ที่นี่ เพราะเหตุการณ์ทางการเมืองบางอย่าง ที่ทำให้ชาวรวีนครินทร์เสียคนสำคัญอย่างกษัตริย์ และราชินีองค์ก่อนไป รวมถึงเสียปู่ของเจ้าไปด้วย ตอนนั้นย่าของเจ้าเสียใจมาก ไม่อยากสูญเสียอะไรอีก จึงพาพ่อ และแม่เจ้าย้ายมาอยู่ที่ไทยนี่ถาวร แต่หนีอะไรก็คงหนีได้ แต่คงหนีชะตาไม่พ้น”

….

“พ่อคิดว่า ตระกูลของเราคงมีชะตาที่ต้องช่วยราชวงศ์ต่อไป ตอนนี้ชาวรวีนครินทร์ต้องการความเหลือ ซึ่งคนที่จะช่วยพวกเขาได้ก็คือ องค์ดิษฐ์วรินทร์ แล้วคนที่จะช่วยฝ่าบาทได้ ก็คือเจ้านั่นแหละเจ้าอิน”

เอาล่ะ! เอาล่ะ! เอาล่ะโว้ยยยยย!!! นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ยยย????

            ผมตั้งใจฟังในสิ่งที่พ่อจะพูด ตามที่พ่อบอก แต่ยิ่งฟังยิ่งมึน นี่พ่อกำลังเล่านิทาน หรือละครจักรๆวงศ์ๆเรื่องไหนให้ผมฟังเนี่ย นอกจากจะเป็นเรื่องฐานะของเจ้าของกลิ่นเปลือกไม้จันทน์นั่น ยังจะมีเรื่องเมืองรวีอะไรนั่นอีก

โอ่ยยย ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเคยได้ยิน ถ้าผมเอาชื่อนี้ไปเสิร์ชกูเกิ้ล กูเกิ้ลจะปักหมุดให้ผมได้ไหมว่ามันอยู่ที่ไหน นี่ผมมึน หรือพ่อเมา? แถมไอ้เรื่องไปช่วยอะไรนั่นอีก พ่อจะให้ผมไปช่วยอะไรเขา แค่ตอนนี้งานของตัวเอง ผมยังไม่มีทำเลย ผมจะไปช่วยใครได้!

“ตามจริงฝ่าบาท ติดต่อ และเคยมาพบพ่อมานานแล้ว เรื่องจะให้เจ้าไปช่วยพระองค์ แต่พ่อ แม่ และย่าของเจ้าเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้า และเห็นว่าเจ้ายังเรียนอยู่ จึงยังไม่อยากให้เจ้าไป”

….

“ถึงตอนนี้ เจ้าจะเรียนจบแล้ว พ่อก็ยังไม่อยากให้ไป เพราะความเป็นห่วง แม้ฝ่าบาทจะรับประกันความปลอดภัยก็เถอะ แต่เหมือนพ่อจะรั้งเจ้าไว้ไม่ได้ ในเมื่อเจ้า….ผูกชะตาไปแล้ว

            ผูกชะตา ใช่! ถ้าในเชิงทฤษฎี เหมือนเขาจะผูกชะตาไปแล้ว แต่จะมั่นใจได้อย่างไร ว่าใช่โซลเมทแน่ๆ ถ้าไม่นับสิ่งที่หมอบอก กับเรื่องกลิ่นที่เข้าได้กลิ่นนั่น เพราะตัวเขาเองก็ยังไม่เห็นจะรู้สึกโหยหาสิ่งใดจากเจ้าของกลิ่นนั่นสักนิด

“เขาเออฝ่าบาทต้องการให้ผมไปช่วยเรื่องอะไรล่ะครับพ่อ?

“เรื่อง

“ท่านอา เราเป็นคนขอความช่วยเหลือ ให้เราบอกน้องเองเถอะ”

 

จบตอนที่ 3 เพียงแรกสบตา

Preciousmalee

___________________________________________________________________________________

ช่วงไรท์ขอบอก!! (Talk):

> ไรท์เอาเรื่องการจับคู่โซลเมทมาจากแนวเรื่อง Omegaverse ประกอบกับที่เวิร์สนี้มาจากหมาป่า ไรท์เลยได้แรงบันดาลใจผสมการผูกจิต หรือการผูกชะตาแบบเจคอบ กับเรเนสเม่ (ในเรื่อง Twilight)มาผสมๆด้วยค่ะ


 

ผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้นะคะ

ถ้าชื่นชอบ หรืออย่างติชมเพื่อการปรับปรุง สามารถคอมเมนต์อย่างสร้างสรรค์ได้นะคะ

และไปหวีดกันในทวิตเตอร์ โดยการติดแท็กชื่อฟิคด้วยได้นะคะ ถือเป็นการช่วยกันโปรโมทค่ะ 5555

 #นิมิตมาลย์ #เนียลอง #nielong #ฟิคเนียลอง

           

                                                                  

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น