ถ่านไฟเดียว

ตอนที่ 9 : บทที่ 8 ร้าวในรอยรัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 612
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    16 ก.ย. 62

-8-

ร้าวในรอยรัก

 

พ่อกับแม่ของเธอยังเป็นคู่สมรสกันทางนิตินัย ทว่าทางพฤตินัยนั้นไม่ต่างจากหย่าขาดกันมาแล้วนับสิบปี

ไม่มีรอยร้าว เพราะแต่ต้นคนทั้งคู่ไม่เคยแนบสนิทเป็นเนื้อเดียว สมัยนั้นเป็นเอกเพิ่งเรียนจบแพทยศาสตร์ได้สองปี กำลังใช้ทุนอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในอยุธยา

เพราะตารางงานท่วมท้น เมื่อมีวันหยุด หมอหนุ่มจะเข้ามาใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงในกรุงเทพ เขาเนื้อหอมทั้งที่ไม่ใช่คนหล่อ -- อันที่จริงมีผู้หญิงห้อมแหนมากกว่าคนหล่อๆ -- พูดจาไพเราะ ขบขัน เท่าทัน รู้วิธีเข้าหาและเอาใจคน หลังจากเปลี่ยนคู่ควงจนเพื่อนจำแทบไม่ทัน หญิงคนล่าสุดของเขาท้อง รมย์ลักษณ์เป็นลูกสาวคนเก่งของผู้มีชื่อเสียงทางสังคม และพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายตั้งใจจะให้ลูกๆ เกี่ยวดองกันอยู่แล้ว งานวิวาห์ยิ่งใหญ่จึงมีขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน ตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมาอยู่ด้วยกันในบ้านเล็กๆ ใกล้ที่ทำงานสามี ชีวิตคู่ของสองคนที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย แทบไม่เคยปราศจากเสียงถกเถียง

เป็นเอกผ่อนปรนเกินไปในสายตาของผู้เป็นภรรยา ส่วนรมย์ลักษณ์ก็เครียดตึงเกินไปในสายตาของสามี เธอรังเกียจชีวิตต่างจังหวัด เจ้ากี้เจ้าการทุกครั้งที่เขาขับรถ แค่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่ตบหมอนพับผ้าห่ม รมย์ลักษณ์ก็บ่นยาวไปได้อีกสามชั่วโมง ทั้งๆ ที่สามีต้องรีบลุกกลับไปโรงพยาบาลเพราะมีเคสด่วน

รมย์ลักษณ์รู้สึกว่าหน่วยงานแพทย์ทำงานกันไม่มีประสิทธิภาพ และสามีนั้นไม่เอาไหนที่ยอมให้ชีวิตติดในวังวนเช่นนี้ ยิ่งเธอมีฐานะอันมั่นคงจนไม่เคยต้องทำงาน มีลูกสาวน่ารักจนไม่เคยต้องวุ่นวายเดือดร้อน รมย์ลักษณ์ก็ยิ่งมีเวลาฟุ้งซ่านว่าถ้าเป็นเธอ จะแก้ปัญหาวงการแพทย์อย่างไรบ้าง

อย่างไรก็ดี นอกจากสามีไม่ลองทำตาม ความเพิกเฉย ไม่แม้แต่รับฟัง คือสิ่งที่รมย์ลักษณ์ยอมรับไม่ได้ เธอเป็นเดือดเป็นร้อนว่าเขาไม่ให้เกียรติ ดูถูกความสามารถ ทั้งที่คนไม่มีความสามารถคือเขาเองต่างหาก

แม้จะอยู่ในโรงพยาบาลเล็กๆ แต่ชื่อเสียงของนายแพทย์เป็นเอกก็ขจาย มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ภรรยายอกแสยง จากความจุ้นจ้านเรื่องงาน เธอเริ่มหันมาแดกดัน จากแค่บ่นก็ยิ่งกลายเป็น หาเรื่อง บ่น นายแพทย์เป็นเอกจับความตั้งใจของภรรยาได้ก็เลิกอธิบายหรือแม้แต่ถกเถียง รมย์ลักษณ์หอบลูกสาวและผ้าผ่อนหนีกลับกรุงเทพก่อนเขาจะใช้ทุนหมดราวครึ่งปี ครั้นเขาย้ายตามมาเพื่อเริ่มเรียนต่อสาขาประสาทศัลยแพทย์ ความเงียบระหว่างกันยิ่งวีถ่านติดไฟให้ปะทุ

มัววุ่นกับเรื่องเรียน และเห็นว่าภรรยาดูแลลูกสาวได้เป็นอย่างดี กว่าเป็นเอกจะเฉลียวใจสังเกตความเป็นไปในบ้าน เขาก็พบว่าสายตาที่ลูกน้อยมองตนนั้นแผกไป

ยายหนึ่งมองพ่อเหมือนขลาดกลัว ขณะเดียวกันก็ซ่อนเครื่องหมายคำถามลึกล้ำ พินิจต่อไปจึงจะประจักษ์ ลูกน้อยกำลังสับสนเพราะโดนแม่ล้างสมองด้วยความเชื่อผิดประหลาด รมย์ลักษณ์เอาความเจ็บช้ำจากการถูกทอดทิ้ง และอับอายเพราะรู้สึกถูกชื่อเสียงของสามีกลบทับ กลั่นถ่ายให้ลูกสาวเข้าใจว่า นั่นเกิดจากความผิดของเธอ พ่อสนใจอย่างอื่นมากกว่าเรื่องในบ้านก็เพราะเธอ เป็นหนึ่งไม่เก่งพอ ไม่เคยดีพอ!

รู้ตัวบ้างรึเปล่าว่าทำอะไรลงไป ยายหนึ่งจะกลายเป็นเด็กที่ไม่มีความสุขไปตลอดชีวิต!’

เหมือนที่ฉันไม่มีความสุขมาตลอดชีวิตน่ะเหรอ!’ ภรรยาเคยเอียงคอ ตาต่อตาด้วยประกายไฟลุกโชน

คุณไม่มีความสุขยังไง เงินทองข้าทาสพร้อมทุกอย่าง งานการก็ไม่ต้องทำ แต่ได้หน้าว่าเป็นเมียของหมอที่เก่งจนน่าจับตา ผมสิเวลานอนยังแทบจะไม่มี!

คำเถียงคืนเหล่านี้ มอดไหม้เป็นจุณเพราะประกายตาของอีกฝ่าย

เป็นเอกค่อยกลืนมันลงคอ หมุนตัวห่าง คำพูดเบาลงยิ่งเหินห่าง คุณมันประสาท!’

ส่วนคุณก็เห็นแก่ตัว!’

ปลายเท้าของเขาชะงัก นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดหวังว่าจะได้ยิน ยังไงไม่ทราบ?’

คุณขังฉันไว้อยู่แต่ในบ้าน อยู่กับลูกที่มันนั่งถามถึงคุณ ออกไปข้างนอกก็มีแต่คนพูดถึงคุณ คุณ! คุณ! คุณ! ฉันเป็นแค่เมียของหมอเอก แม่ของน้องหนึ่ง แล้วตัวฉันล่ะ รมย์ลักษณ์ล่ะ ถ้ารู้ว่าทุกอย่างจะเป็นอย่างนี้ วันนั้นฉันคง--!’

ไม่รอให้อีกฝ่ายโพล่งจบ เป็นเอกสะบัดตัวกลับไป แทรกเสียงขึ้นคล้ายคำราม คงจะทำไม--?!’

อย่างไรก็ดี ภาพที่เห็นกลับทำให้คำสะดุดเปลี่ยน --หนึ่ง!’

ลูกน้อยยืนเกาะหัวกระไดห่างไปด้านหลัง ตอนนั้นร่างที่เขาเคยอุ้มและกอดตั้งแต่ยังน้อยเริ่มยืดขยายออกไปมาก จังหวะนั้นเอง แพทย์หนุ่มผู้เก่งจนน่าจับตาเผลอชะงักด้วยความตกใจ เขางุนงงว่าลูกโตเท่านี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นี่เรากลับมาใช้ทุนอีกครั้งหลังจบนิวโรศัลย์เป็นปีที่สาม ตอนนั้นแต่งงานพร้อมกับมีลูกเมื่อตอนใช้ทุนครั้งแรกปีที่สอง ก็เท่ากับว่ายายหนึ่งอายุ--

ลงมาทำไมตอนนี้ พ่อแกเขากำลังจะกลับออกไปข้างนอก!’ น้ำเสียงภรรยาแดกดัน

ลูกสาววัย 7 ปีพยักหน้ากับแม่แล้วไต่บันไดกลับขึ้นชั้นบนบ้าน คงจะในห้องนอนที่ถูกจัดส่วนอ่านหนังสือไว้ยิ่งใหญ่ เป็นเอกอยากออกเสียงเรียกลูก แต่การตระหนักว่าตัวเองรู้อายุลูกก็ด้วยคำนวณผูกกับงาน ทำให้กล้ามคอของเขาคล้ายเป็นอัมพาตขึ้นมาชั่วขณะ

จวบจนลูกน้อยก้าวลับตา ภรรยาจึงพูดเสียงเบา ทว่าหนักแน่น

บุญแค่ไหนแล้วที่ฉันเลี้ยงมันอย่างนี้ แล้วพยายามไม่ให้มันเกลียดพ่อตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น!’

ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ผู้ฟังรู้สึกว่าน้ำลายที่ไหลลงคอนั้นทั้งขมและขื่น เป็นเอกค่อยๆ หันคืนมา ก้าวออกจากบ้าน ขับไปถึงโรงพยาบาลต่างจังหวัดที่ใช้ทุนอยู่ด้วยอาการคล้ายนกปีกหัก ด้วยความงุนงงว่าตัวเองมาถึงที่นี่ทำไม มานึกได้ทีหลังว่ามันอาจเป็นที่ที่เขารู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจกว่า อุ่นใจว่าตัวเองได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องมาตลอดจริงๆ!

สองวันถัดมา เขาหาเวลากลับบ้านได้อีกครั้ง หนนี้ในมือมีตุ๊กตา เสื้อผ้า และขนมที่ลูก น่าจะ ชอบ -- ใช่ เพราะเขาไม่รู้จริงๆ ว่าลูกชอบอะไร และก็อดสูเกินจะโทรไปที่บ้านเพื่อแอบถามลูกจ้างสักคน

เป็นเอกยิ้มสดใส ก้าวด้วยจังหวะร็อกแอนด์โรลทั้งที่ในใจประหม่าจนไม่เป็นตัวของตัวเอง ตอนที่เขากลับมาถึง ลูกเพิ่งกินอาหารเย็นเสร็จ เขาสังเกตว่ามีบางอย่างผิดไป

หนึ่ง...ใส่แว่นเหรอลูก

ค่ะ หมอบอกว่าหนึ่งสายตาสั้น

ลูกขยันอ่านหนังสือเพื่อจะได้เก่งเหมือนคุณไง ผู้เป็นภรรยาตอบด้วยเสียงหวาน อย่างจงใจหมายความลึกลงไปกว่านั้น

อาการน้ำลายขมหวนคืนมาอีก

เป็นเอกพยายามกล้ำกลืน รู้สึกรอยยิ้มเริ่มกระตุกฝืน

เขาบังคับให้ตัวเองก้าวเท้าไปคุกเข่าข้างเก้าอี้ลูก พยายามเปล่งเสียงให้ฟังดูอ่อนโยนที่สุด ทั้งที่มันกำลังแหบแห้งที่สุด หนึ่ง หนูไม่จำเป็นต้องขยันขนาดนี้ก็ได้

หนูจะพยายามขยันให้เท่ากับพ่อค่ะ!’

คำตอบหนักแน่นของลูกสาวกลับทำเขาชะงัก มันช่างเหมือนถูกมีดปักหน้าผาก

ห่างออกไป ภรรยายกมือขึ้นกอดอก วาดรอยยิ้มที่ดูละม้ายเตรียมซ้อมไว้นานช้า

เขาพยายามกลืนน้ำลายอีกอึก มันเริ่มเฝื่อนเหมือนผสมขี้เถ้า พ่อซื้อของมาให้ สนใจมาเปิดดูก่อนมั้ย

มีประกายความยินดีปรากฏขึ้นในดวงตาลูกสาว อันทำให้เขารู้สึกน้ำลายมีรสจืดลงเล็กน้อย แต่แล้วรอยหม่นของความกังวลก็พาดผ่านลงมากลบ เป็นหนึ่งหันหาแม่

ด้วยสัญญาณบางอย่าง ลูกน้อยตัดสินใจผินกลับมาตอบว่า แต่อาทิตย์หน้าหนูมีสอบย่อย มันสำคัญมากค่ะ

ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าความสุขของเราหรอกนะลูก

หนูอยากเป็นหมอเหมือนพ่อ ได้เป็นหมอจะทำให้หนูมีความสุขค่ะ

ผู้เป็นพ่อค่อยๆ ดึงริมฝีปากบนและล่างออกจากกัน มันแสบเหมือนจะลอกเป็นลิ่มเลือด โอเค งั้นสอบเสร็จแล้วมาเปิดดูกันนะ

เด็กน้อยยิ้มกว้างทันที ขอบคุณค่ะพ่อ

เป็นเอกเองก็ยิ้ม เขารอคอยสัปดาห์ถัดมา เพื่อจะพบว่ามีเคสด่วนรั้งไว้

คนไข้ประสบอุบัติเหตุ คานกันสาดผ้าใบริมทางร่วงลงมาฟาดศีรษะรุนแรง บาดแผลภายนอกไม่มีการฉีกขาด ทว่ากะโหลกแตก มีเลือดออกในหนังศีรษะเกาะเป็นก้อนเท่าไข่ห่าน และยังออกเหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก ทำให้ความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้นจนสมองถูกอัดลงไป เกิดภาวะเลื่อนกดทับก้านสมอง อันเสี่ยงต่อการที่สมองสูญเสียภาวะควบคุมการหายใจ จำเป็นต้องผ่าตัดเร่งด่วน

ปกติ เคสแบบนี้เป็นเอกใช้เวลาผ่าตัดไม่เกินหนึ่งชั่วโมง แต่เพราะพบว่ารอยกะโหลกแตกนั้นพาดไปบนเส้นเลือดดำใหญ่กลางสมอง ระหว่างดึงออกมา เส้นเลือดเจ้ากรรมกลับฉีกขาด งานน้อยจึงลุกลามทันที เขาต้องพยายามผูกเส้นเลือดเจ้าปัญหาอีกนาน แถมระหว่างผ่าตัด ความดันคนไข้ก็ตกไปช่วงหนึ่ง แม้ผ่าเสร็จแล้วเป็นเอกจึงต้องอยู่เฝ้าเคสต่อที่ห้องไอซียูนั้นทั้งคืน ดูอาการอย่างใกล้ชิด และคอยตามผลเลือดเป็นระยะ เนื่องจากผู้ป่วยมีอาการชักต่อเนื่องหลังผ่าตัด

รุ่งสางต่อมา คนไข้อาการคงที่เพราะเขา เป็นเอกรีบกลับบ้าน

ของที่ซื้อให้ลูกยังอยู่ในถุง บ้านทั้งบ้านว่างเปล่า

น้องหนึ่งเครียดลงกระเพาะหลังกลับจากสอบค่ะ ลูกจ้างซึ่งเป็นคนเดียวที่เหลืออยู่ในบ้านรายงาน คุณผู้หญิงพาน้องไปโรงพยาบาลตั้งแต่หัวค่ำเมื่อวาน แกโทรมาบอกว่าต้องค้างที่นั่นค่ะ

ผู้ได้รับคำตอบรู้สึกโกรธภรรยาขึ้นมาทันที นี่เป็นเรื่องใหญ่ อย่างน้อยโทรติดต่อเขาไม่ได้ก็ควรฝากข้อความเข้ามา ทำไมถึง--

ความคิดชะงัก หลังจากคุ้ยโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าแล้วพบว่า มันยังปิดเครื่องอยู่ เราปิดก่อนเข้าห้องผ่าตัด แล้วลืมมันไปซะสนิทจนถึงตอนนี้!

เสียงเตือนว่ามีข้อความเข้าดังขึ้นแทบจะทันทีที่เขาเปิดเครื่อง ข้อความแรกภรรยาส่งเข้ามาราวๆ ห้าโมงเย็นของเมื่อวาน ลูกรออยู่ วันนี้ทำข้อสอบผิดด้วย แกอยากได้กำลังใจ

อีกข้อความตอนสองทุ่ม ลูกไม่สบาย ต้องค้างในโรงพยาบาลคืนนึง ตอนนี้อยู่ที่--

ชื่อโรงพยาบาลใกล้บ้าน เป็นเอกผลุนผลันออกมาอย่างลืมความเหน็ดเหนื่อยตลอดคืนในพลัน

ที่โรงพยาบาล ร่างน้อยของเป็นหนึ่งนอนหลับอยู่บนเตียง ขนาดของเตียงถูกความกว้างใหญ่ของห้องข่มให้ดูเล็กจนน่าใจหาย คงเพราะได้ยินเสียงประตู ภรรยาที่กำลังแปรงฟันอยู่ในห้องน้ำจึงรีบบ้วนปากแล้วก้าวออกมา

ลูกเป็นไงบ้าง

ยังไม่ตาย!’

ตอบผมที

รมย์ลักษณ์หน้าแดงแจ๋ขึ้นทันที ยายหนึ่งทำข้อสอบพลาดไปข้อนึง มันกลัวจะไม่ได้คะแนนท้อปเหมือนทุกที แล้วยิ่งรู้ว่าฉันเอามาขอกำลังใจจากคุณก็ยิ่งเครียด

ถ้าไม่กลัวว่าลูกจะตื่น เขาจะกุมหัวแล้วตะโกนออกไปสุดเสียง แต่ที่ทำได้เป็นเพียงกัดฟันกระซิบ นี่มันบ้าบออะไรกัน!’ เลี้ยงกันยังไง ลูกเครียดจัดจนต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะเรื่องแค่นี้เนี่ยนะ?!

อีกฝ่ายไม่สนใจว่าเขาจะคิดหรือพูดอะไร ร่ายต่อไปว่า ยายหนึ่งอ้วกแล้วก็เสียดท้อง ผะอืดผะอมไม่หยุด หมอเขาฉีดยาให้--

คงจะยาลดกรดพวกโอเมพราโซล (Omeprazole)

ตอนแรกก็ดีขึ้น แต่แล้วก็เป็นอีก--

เพราะยังเครียด กรดเลยยังหลั่ง

สุดท้ายเขาต้องให้มอร์ฟีน มันเลยดีขึ้นแล้วก็หลับไป มีรอยยิ้มแค้นๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากภรรยา ลูกเราอายุเจ็ดขวบ แต่ต้องใช้มอร์ฟีน--!’

ก็เลี้ยงกันมาแบบนี้ไม่ใช่เหรอ?!’ เขากัดฟันโกรธ กรากเข้าไปที่ร่างบนเตียง ก้มดูและยื่นมือหมายจะแตะผิวขาวอ่อนบางของลูกสาว

อย่างไรก็ตาม ภรรยาถลาดึงข้อแขนเขาให้หันกลับไปเผชิญหน้า

ว่าไงนะ?!’ รมย์ลักษณ์เสียงเบากว่าที่เคย ไม่ใช่เพราะลูกยังหลับ แต่น่าจะเพราะตัวเองยังอยู่ในโรงพยาบาล นี่หาว่าฉัน--!’

ก็คุณใส่อะไรลงไปในสมองลูกบ้างล่ะ ความจำเสื่อมรึไง!’

รมย์ลักษณ์สะอึกอึ้ง ช่างน่าอัศจรรย์ที่หล่อนเพิ่งคิดได้ ทั้งที่มีเวลาอยู่กับลูกและอยู่กับตัวเองมาตลอดทั้งคืน

ถ้าทำได้ดีนักทำไมไม่มาเลี้ยงเองล่ะ ทำไมตอนมันอ้วกแตกถึงไม่มาหยิบกระดาษเช็ดให้ ตอนที่มันเลือดไหลก็ไม่เคยเอาสำลีซับ อ๋อ ลืมไป ดูแลลูกมันไม่ทำให้คุณได้หน้าเหมือนดูแลคนอื่น!’

นี่นะ!’ เขาแค่นเสียง รู้สึกสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ปริญญาเกียรตินิยมมีปัญญาคิดได้เท่านี้!’

ปริญญาเกียรตินิยม ที่เลี้ยงลูกคนเดียว ดูแลบ้านคนเดียวด้วย!’

งั้นออกจากบ้านมั้ยล่ะ เก่งนัก--!’ คำสะดุดเพราะโทรศัพท์มือถือมีสัญญาณเรียกเข้า ไม่ต้องรับ ทั้งภรรยาและเขาต่างรู้ดีว่านี่คือธุระอะไร

เป็นเอกสัมผัสคล้ายคลื่นสัญญาณจากโทรศัพท์แผ่ออกมาจนกล้ามเนื้อของเขาค่อยๆ ชาลามไปทั่ว รอยยิ้มหมิ่นปรากฏอีกครั้งบนริมฝีปากภรรยา ขณะเดียวกัน ในดวงตากลับเริ่มนองน้ำ

ประสาทศัลยแพทย์ปากสั่น ยกนิ้วขึ้นชี้ไปที่โทรศัพท์ ไปผ่าเองมั้ย!’

รมย์ลักษณ์ไม่พูดอะไร ถอยห่าง เชิดคางทั้งๆ ที่น้ำตาร่วงลง เป็นเอกกดรับโทรศัพท์ ตั้งใจจะบอกปฏิเสธเป็นครั้งแรก ใช่ ไม่ว่าปลายสายจะบอกอะไร ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม สายตาของเขาจับลงยังร่างบางของลูกน้อย

—คนไข้เป็นเด็กผู้หญิงอายุแค่เจ็ดขวบเองค่ะ เลือดออกทั้งในหัวทั้งในช่องท้อง นี่หมอศัลยกรรมท้องกำลังจะเข้าผ่าก่อน ส่วนที่หัว--

โทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นคล้ายจะหนักขึ้นอีกทบเท่าพันทวี ทั้งลิ้นและริมฝีปากของเขาก็หนัก ดวงตาค่อยๆ ช้อนสบภรรยา ความแข็งกร้าวทั้งหมดในดวงตาเลือนสลาย กลายเป็นวี่แววหยั่งเชิงระหว่างกัน

ไม่มีรอยยิ้มชนิดใดๆ บนใบหน้าภรรยาอีก รมย์ลักษณ์หันหลัง แสร้งก้าวไปหยิบข้าวของ เสียงพูดอู้อี้ไม่มีนัยแดกดัน ไปสิ

เป็นเอกดึงมือกลับทั้งที่ยังไม่ทันแตะลูกแม้สักน้อย ทุกก้าวย่างจากโรงพยาบาลแห่งนั้นเหมือนฝีเท้ากดหนักลงบนสันมีด มีดที่สับแหลกหัวใจของเขาเอง!

ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับภรรยาดีขึ้นเล็กน้อยหลังจากนั้น ดูเหมือนว่าต่างคนต่างก็เริ่มสำเหนียกว่าตัวเองผิดและพลาดเช่นกัน โดยเฉพาะผิดและพลาดกับลูกซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจ เป็นเอกพยายามจัดสรรเวลาให้ที่บ้านมากขึ้น รมย์ลักษณ์เองก็พยายาม พูด ให้น้อยลง แต่เหมือนลูกโป่งที่ถูกมือกดให้ยุบลงกว่าขนาดจริง เมื่อถึงจุดหนึ่ง เพื่อไม่ให้ลูกโป่งแตก แรงกดนั้นก็ต้องสะท้อนกลับมา เป็นเอกกับภรรยายังคงมีเรื่องบาดหมางกันเสมอ เมื่อมีสติจะรู้ว่าตัวเองก็ผิด แต่พออยู่ต่อหน้าก็ไม่พ้นต้องห้ำหั่นกันเหมือนเดิม

กับลูกก็เช่นกัน รมย์ลักษณ์เองยังคงเผลอหลุดใช้คำพูดปลุกปั้นลูกในทางที่ผิด ส่วนเป็นเอกเอง เขาพบว่าเจ็ดปีนั้นอาจสายเกินไปแล้ว และต้องใช้เวลามากจนเกินไปเพื่อจะล้วงมือเข้าปลอบประโลมใจลูก

สิ่งที่ทำให้โรยแรงที่สุดก็คือความคิดอันถูกฝังลึกในใจเป็นหนึ่ง ความรักของเด็กน้อยถูกปั่นปนไปด้วยความระแวงแคลงใจเสียแล้ว ไร้ความเชื่อมั่นในตัวเองไปเสียแล้ว จุดที่ดูจะทำให้เป็นหนึ่งมีความสุขและเชื่อมั่นในตัวเองได้ก็คือความสำเร็จแบบที่แม่บอกและสังคมบอก เขาค่อยๆ ยอมรับว่า ตัวเองยื่นมือเข้ามาไม่ทัน แล้วก็ไม่สามารถสละเวลาจากการช่วยชีวิต คนอื่น มาช่วยลูกตัวเองได้

อันที่จริง ในส่วนลึกสุดใจ ประสาทศัลยแพทย์หนุ่มรู้ การที่เขาพยายามหาทางเกลี้ยกล่อมตัวเองว่า อย่างน้อยลูกก็พยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ นั่นไม่ต่างกับข้ออ้างของพ่อขี้แพ้คนหนึ่งเท่านั้นเอง!

ในที่สุด วงกตกลางบ้านจึงไม่เคยนำไปสู่อะไร แต่ละคนเพียงวนสู่จุดที่คิดว่าตัวเองพอจะมีความสุขที่สุด เป็นเอกหมกมุ่นอยู่กับคนไข้ หลังใช้ทุนครบ เขายังคงตัดสินใจรับตำแหน่งของโรงพยาบาลเอกชนที่อยุธยาต่อ เพื่อมีเวลาไปช่วยงานที่โรงพยาบาลรัฐเล็กๆ ที่เก่านั้น อีกสี่ปีกว่าจะย้ายกลับบ้าน รมย์ลักษณ์เองหันไปจับธุรกิจหลังจากลูกสาวเริ่มโตและต้องการแม่น้อยลง ทุกอย่างที่เธอจับล้วนออกดอกผล ปัจจุบัน ในวัยใกล้หกสิบ รมย์ลักษณ์เริ่มปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพนักงาน แล้วหันไปสนใจกรุ๊ปทัวร์ทำบุญ ส่วนเป็นหนึ่งยังไต่ตะกายสู่ความเป็นประสาทศัลยแพทย์มือทอง เป็นที่ยอมรับของพ่อ... 

วันนี้ ผู้เป็นลูกสาวกลับบ้านแต่วันเพราะไม่ใช่เวรของเธอ

ในวันพักผ่อนเช่นนี้ หญิงสาวมักเล่นโยคะอยู่หน้าจอโทรทัศน์ มันเป็นอีกอย่างที่แม่บอกว่าดี เธอจึงทำตาม

คุณรมย์ลักษณ์ก้าวลงมาจากห้องเมื่อช่วงใกล้เที่ยง เห็นลูกกำลังเก็บเสื่อยางพาราก็ทักว่า “ลืมไปเลยว่าวันนี้หนึ่งบอกจะอยู่บ้าน คิดว่าจะโทรหาอยู่ ไม่รู้งานศพยายมิลค์เขาเผากันไปรึยัง”

“วันนี้ยังสวดอยู่ค่ะ” หญิงสาวส่งเสื่อให้ลูกจ้างที่มารอรับ เสื่อยางพาราค่อนข้างหนัก แต่รายนั้นก็แบกจนชิน

คนส่งหันคืนหาแม่ “แม่จะไปเหรอคะ”

“แม่ก็ว่าอยู่ ไม่ไปเลยจะน่าเกลียด”

คุณรมย์ลักษณ์เพิ่งกลับมาจากเข้าค่ายวิปัสสนาที่วัดต่างจังหวัด ตอนที่ทราบข่าวว่าเพื่อนลูกสาวเสียชีวิต หญิงกลางคนตกใจเพียงนิดหน่อย จะว่าเพราะอานิสงส์การดำเนินตามรอยพระพุทธองค์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ไม่เชิง

“คืนนี้แม่ไปด้วยก็แล้วกัน” ผู้เป็นมารดาสรุปอย่างรู้ว่ายังไงลูกสาวก็ต้องไป – หมายถึงต้องไปถ้าเธอบอก “ผ้าพันคอพัชมีนาที่ซื้อมาจากคยาตอนนั้นมีสีดำด้วย จะได้ใช้ซะที”

เป็นหนึ่งคุ้นชินกับนิสัยของแม่แล้ว จึงไม่เสียใจเพราะไม่ได้คาดหวังความอาลัยจากมารดาแต่ต้น

“แม่คะ” เธอเรียกก่อนที่แม่จะก้าวเข้าไปหาอะไรรับประทานในส่วนครัว ซึ่งลูกจ้างคงรีบไปเตรียมไว้ให้อยู่ “แม่”

เหมือนทุกที คุณรมย์ลักษณ์ไม่เคยสนใจลูกในเสียงเรียกแรก หนนี้ยังนับว่าเธอหันมารับขานเร็ว “ว่าไงจ๊ะ”

“เมื่อวาน--”

“ยืนห่างๆ แม่หน่อย ตัวหนูมีแต่เหงื่อ”

หญิงสาวจึงหยุดอยู่กับที่ ปล่อยให้แม่เป็นฝ่ายกะระยะถอยเอาตามพอใจ จากนั้นจึงพูดต่อ “เมื่อวานพ่อถามถึงแม่ด้วยค่ะ

“ต่อว่าที่แม่ไม่ไปงานศพยายมิลค์นี่น่ะเหรอ!” หางเสียงตวัดทันที ก่อนที่จะแหลมไปไกลกว่านั้น คนเป็นลูกสาวก็รีบปิดทาง

“ไม่ใช่ค่ะ ก็แค่ถามทุกข์สุข”

“เฮอะ!” คุณรมย์ลักษณ์แค่นขำ มือวุ่นวายยกปัดปอยผมให้เข้าทรง “ฝนจะตกซะละมั้ง พ่อเขาจะถามหาแม่ทำไม”

“ไม่รู้ซีคะ”

“คนไข้ดันตายขึ้นมา หรือว่าหนูวินิจฉัยอะไรผิดรึเปล่าล่ะ”

“ทำไมแม่ชอบพูดอย่างนั้น”

“นั่นสิ เรามันแพทย์เกียรตินิยมนี่นะ” เสียงพูดฟังดูเบื่อหน่ายมากกว่า “เรื่องงานก็ไม่น่าไปทำอะไรให้แม่เสียชื่อ งั้นพ่อเขาจะเรียกหาแม่ทำไม”

คนพูดพูดเหมือนไม่ได้อยากรู้อีกต่อไป ความตั้งใจแต่แรกของคนเล่าจึงมีอันพลอยหายไปด้วย พอดีจังหวะนั้นเสียงแตรดังขึ้นที่หน้าบ้าน

“ใครมา” ราวกับว่าคุณรมย์ลักษณ์ตั้งใจหาหัวข้อมาเปลี่ยนเรื่องอยู่แล้ว ร่างเล็กกว่าลูกสาวก้าวไปที่หน้าประตูกระจก ชะโงกมองออกไปยังหน้ารั้ว อีโค่คาร์สีเมทัลลิกสะท้อนประกายแดดวันเป็นมันวาว

“รถพี่ฟืนค่ะ” ผู้เป็นลูกสาวตอบได้

“ฟืน...” มารดาทวนคำแล้วย่นหัวคิ้ว “มาทำไมกัน”

. . . . . . . . .

 

ช่วงระหว่างที่ยังเป็นนักเรียนแพทย์อยู่ปีหนึ่ง เพราะความรู้สึกติดค้างในใจว่าตัวเองอาจถูกผู้ชายคนนั้นหลอกเอาก็ได้ เป็นหนึ่งจึงไม่สนใจหนังสือดอนกิโฆเต้เล่มนั้นอีก ไม่สน ทั้งที่เหมือนมีมนตร์เพรียกหาให้เธอพลิกอ่านอีกครั้ง และอีกครั้ง ตลอดเวลา

จวบกระทั่งมนตร์เริ่มจาง อีกเสียงหนึ่งกลับดังแทน เสียงเพื่อนในชั้นเรียนเดิม

นี่ เรื่องผู้ชายชื่อฟืนนั่นน่ะ

ตอนที่ได้ยิน เป็นหนึ่งไม่ตอบ แล้วก็ไม่หันไปมองด้วย สมัยอยู่โรงเรียนเธอเป็นนักเรียนดีเด่น มาอยู่มหาวิทยาลัยก็ยังเป็นนักศึกษาแพทย์ดีเด่นที่แทบไม่เคยคุยหรือปล่อยให้สิ่งอื่นแย่งความสำคัญของการเรียนไป โดยเฉพาะครั้งนี้ ความสนใจยิ่งจดจ่อหน้ากระดาน

เรารู้ละว่าเขาเป็นใคร

ใครวะ เพื่อนอีกข้างกลับเป็นฝ่ายซัก

นักศึกษาแพทย์ ฟ้าฟื้น ผดุงด้าว อายุยี่สิบ อยู่ชั้นปีสาม เกรดเรี่ยๆ พวกท้อปเลย--

--แต่ที่ไม่เคยท้อปก็เพราะชอบเสียเวลาไปยุ่งกับเรื่องไม่เข้าท่าอย่างอื่น--

ผู้ได้ฟังทวนความในใจตอนเย็นวันต่อมา เมื่อเธอดั้นด้นติดตามมาจนพบล็อกเกอร์ของเขา หน้าล็อกเกอร์นั้นเต็มไปด้วยภาพรูปลอกมนุษย์มหัศจรรย์แปะอยู่

ไม่มีกุญแจไขเปิด หญิงสาวจึงใช้วิธีเก็บหนังสือใส่ซองน้ำตาลแล้วใช้เทปผนึกหน้าประตูล็อกเกอร์แทน ในซองยังมีเงินจำนวนหนึ่งพร้อมการ์ดแสดงความจำนง เอามาคืนพร้อมค่าเช่าอ่าน

ใครจะคิด เพียงไม่กี่วันถัดมา บูมเมอแรงที่ขว้างไปกลับบินหวนมาไวยิ่ง

อีกครั้ง จู่ๆ ที่หน้าบานประตูตู้ล็อกเกอร์ของเธอกลับปรากฏถุงใส่หนังสือหนึ่งเล่ม เป็นหนึ่งมุ่นคิ้ว สังหรณ์ใจว่าผู้ชายคนนั้นเล่นตลกกับเธออีกแล้ว อยากนำมันไปแปะคืนที่หน้าล็อกเกอร์เจ้าตัวบ้าง หากแล้วก็ชั่งใจ ถ้าไม่ใช่เขาล่ะ...

ก็เหมือนแต่ไหนแต่ไร มีผู้ชายมากหน้าพยายามป้วนเปี้ยนมาตีสนิทเธอ แต่เป็นหนึ่งไม่เคยสนใจ รู้สึกว่ามันขัดขวางเรื่องสำคัญในชีวิต ต่อให้โปรไฟล์ดีหรือมีคนเชียร์ขนาดไหนก็เถอะ นี่อาจเป็นอีกรายที่ไปได้ยินอะไรมาแล้วเลยลองทำตาม

อย่างไรก็ดี ทันทีที่แกะห่อ หนังสือเก่าอีกเล่มปรากฏโฉม พร้อมกระดาษโน้ต อ่านเรื่องนี้ต่อก็ดีนะ ไม่คิดตังค์

ไม่ต้องดึงกระดาษออกเพื่อดูหน้าปก หรือแม้แต่พลิกสำรวจด้านในว่าเป็นเรื่องอะไร เป็นหนึ่งก็รู้สึกคล้ายควันออกหู เธอลุกพรวด ถลันไปยังล็อกเกอร์ของเจ้าตัว ตั้งใจจะเอาเทปแปะคืนพร้อมโน้ต เลิกยุ่ง!’ แต่เพราะพบร่างสูงยืนยกแขนพิงตู้เป้าหมายอยู่แล้ว ปลายเท้าจึงชะงัก

ฟ้าฟื้นยืนอยู่ในจุดบังแสง ร่างสูงผอมจึงดูเป็นเงาทะมึน มองเห็นสีหน้าไม่ถนัด นอกจากการหมุนข้อมือดูนาฬิกา เจ็ดนาทีสิบแปดจุดสามวินาที ทำเวลาได้ดีกว่านี้ก็ไปโอลิมปิกได้แล้ว

เป็นหนึ่งไม่พูดอะไร เธอยื่นหนังสือคืนอีกฝ่ายโดยดึงเทปจากกระเป๋าออกมาแปะบนล็อกเกอร์ เสร็จแล้วหมุนตัวกลับ

คุณรู้มั้ย เซร์บันเตสไม่ได้เขียนไม่ได้เขียนดอนกิโฆเต้ไว้แค่ภาคเดียว

คราวนี้เสียงจากคนข้างหลังถึงกับทำปลายเท้าสะดุด

ว่าแล้วว่ายังไม่ได้เปิดดู มีเสียงดึงเทปกาวแล้วแกะห่อออก ดอนกิโฆเต้ภาคสองน่ะเขียนห่างจากภาคแรกตั้งสิบปีเลยนะ แล้วก็น่าจะหายากกว่าภาคแรกอีก

การต่อสู้เกิดขึ้นระหว่างทิฐิมานะกับความอยากอ่าน ในที่สุด ร่างระหงหมุนกลับมา พี่ต้องการอะไรคะ

เจ้าของหนังสือเลิกคิ้วจนหน้าผากย่น ดวงตาฉายแววงุนงงใสซื่อจริงๆ พี่มีเงินพอค่าเทอมนะ ไม่ได้มายัดเยียดขายตรงหนังสือหรอก

คนฟังพลอยพ่นลมหายใจ แล้วพี่จะเอาหนังสือมาให้...หนึ่งทำไม การเลือกใช้สรรพนามแทนตัวค่อนข้างลังเล ถึงอย่างไรรายนี้ก็เป็นรุ่นพี่ในคณะ แล้วจากการประเมินด้วยสายตา ท่าทางเจ้าตัวไม่ได้เป็นอย่างที่เพื่อนเคยคาดคะเน

ก็หนังสือดี

แล้วทำไมไม่เก็บไว้ให้ดีๆ

หนังสือดีมันจะยิ่งดีก็ต่อเมื่อมีคนอ่านเยอะขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เก็บหวงไว้คนเดียว

คำพูดไม่มีวี่แววกระแหนะกระแหน แต่ต้องยอมรับว่าฟังแล้วเป็นหนึ่งก็ยังหน้าร้อน เราชอบเก็บหวงไว้คนเดียว

นักศึกษาสาวมุ่นคิ้ว ก้มมองหนังสือในมืออีกฝ่ายด้วยความเสียดาย

งั้นพี่คิดค่าเช่าแล้วกัน ยืมเฉยๆ หนึ่งไม่สบายใจ

พี่ไม่ใช่คนรวย แต่ก็ไม่เคยคิดจะหาเงินด้วยวิธีนี้นะ

ก่อนที่เธอจะพูดอะไรต่อ ฟ้าฟื้นชิงสรุป เอาอย่างนี้ น้องมีหนังสือเรื่องไหนดีๆ ก็เอามาแลกให้อ่านหน่อยแล้วกัน หวงรึเปล่าล่ะ

ถ้าพูดตรงๆ ก็—

หวง!’ เจ้าตัวตอบได้ ยกมือเกาหลังคอเหมือนจะบอกว่านี่เริ่มจะยุ่งยาก งั้นไม่เป็นไร เอาเป็นว่าเวลาอ่านจบ ช่วยเขียนโน้ตรีวิวมาหน่อยแล้วกันว่าคิดเห็นยังไงบ้าง

รีวิว?’

ช่าย น้องคงไม่ค่อยอยากคุยกับพี่นักหรอก ท่าทาง คนเดาถูกหัวเราะ ไปอัพเป็นบล็อกก็ได้นะ จะเข้าไปอ่าน หนังสือแนวนี้มันไม่ค่อยมีคนไทยอ่านกัน เวลาอ่านคนเดียวแล้วไม่รู้จะคุยกับใครก็ลำบากเหมือนกันน่ะ เส้นสายในสมองไม่ค่อยยืดตัวด้วย

ประเด็นแรกที่เจ้าตัวว่ามาเป็นหนึ่งพอจะเข้าใจ ส่วนประเด็นเรื่องพัฒนาการของสมองเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยคิดมาก่อน แต่มันก็น่าสนใจ และท่าจะจริง ปราชญ์โบราณเชื่อเรื่องการพัฒนาความคิดโดยการถามตอบเพื่อต่อยอดความรู้และความคิดยิ่งๆ ขึ้นไป แล้วคนตรงหน้า...

หญิงสาวจ้องประเมิน เสียงบรรยายสรรพคุณของเพื่อนหวนมา เกรดเรี่ยๆ พวกท้อป!’

คนอย่างนี้ ได้อ่านความคิดของเจ้าตัวด้วยก็น่าจะดี!

ในที่สุดคนคิดยืดยาวจึงพยัก ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวคราวหน้าจะจดยูอาร์แอลมาให้ว่าไปเขียนไว้ที่ไหน

เป็นหนึ่งไม่เคยมีบล็อกส่วนตัว แต่คิดว่าการสร้างคงไม่ยุ่งยาก โดยเฉพาะไม่กินเวลามากจนทำให้การเรียนเสียหาย บทความแรกๆ เธอเขียนไม่ยาว แต่เพราะอีกฝ่ายมักจะเข้ามาสอบถามและตั้งประเด็นต่อ บทความสำหรับหนังสือเล่มถัดๆ จึงเริ่มลงรายละเอียดตั้งแต่เริ่ม และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ในเวลาอ่าน พาลจะมีหน้าของผู้ชายคนนั้นลอยเข้ามาเป็นระยะๆ ว่าถ้าเป็นพี่ฟืน ฉากนี้เจ้าตัวจะคิดว่าอย่างไร กับตัวละครนี้ เจ้าตัวจะต้องวิจารณ์แบบนี้แน่ๆ เลยใช่มั้ย ไปจนถึง ประโยคที่กระทบใจขนาดนี้ พี่ฟืนจะร้องไห้รึเปล่า

ปฏิสัมพันธ์ทางหน้าจอทำให้เธอพอจะรู้พื้นฐานชีวิตของเขาทีละน้อย ฟ้าฟื้นเป็นลูกชายคนโตของแม่ค้าอะไรสักอย่าง ฐานะค่อนข้างพอมีพอกิน น้องคนรองนั้นไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อกับแม่ แต่เป็นลูกที่รับอุปการะมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเมื่อเขาโตมากแล้ว หากถึงอย่างนั้นฟ้าฟื้นก็สนิทกับเจ้าหนูน้อยพอสมควร เขาชอบนั่งสังเกตวิธีคิด และการป้อนความคิดเด็กชาย วิเคราะห์ว่าสมองและจิตใจของคนเราทำงานอย่างไร โดยมักจะโยงมันเข้ากับหลักการแพทย์และหลักการทางสังคม เป็นหนึ่งสนใจอย่างแรกมากกว่า ส่วนอย่างหลังนั้นอ่านผ่านๆ ไม่เห็นว่าเกี่ยวกับตัวเอง ขณะเดียวกัน เธอเองไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องส่วนตัวมากนัก เขาเองก็ไม่ถาม จนครั้งหนึ่ง ขณะเอาหนังสือไปคืนให้เขา เธอจึงเป็นฝ่ายถาม

ทำไมพี่ฟืนไม่เห็นถามเรื่องบ้านหนึ่งบ้าง

หืม?’ เขาเลิกคิ้วขำ อย่าบอกนะว่าที่อุตส่าห์มารอถึงนี่ เป็นเพราะจะถามเรื่องแค่นี้

จริงๆ ก็ทำนองนั้น เธอหัวเราะบ้าง

อาจเพราะพี่รู้อยู่แล้วละมั้ง

รู้?’

ลูกสาวของประสาทศัลยแพทย์คนดังเชียวนี่ คนในวงการนี้เขาพูดถึงกันจะตาย

อ้อ หญิงสาวพยักด้วยท่าทางอึกอัก

ชื่อเสียงของพ่อเหมือนมีดจ่อคอหอยเสมอมา เป็นยอดภูผาที่เธอต้องแหงนคอตั้งบ่าและพยายามตะกายไปให้ทัน ยิ่งชื่อเสียงของพ่อเลื่องลือมากเท่าไหร่ นอกจากความภาคภูมิใจ หญิงสาวจึงยิ่งรู้สึกคล้ายมีทั่งหินเทินอยู่บนหลังไหล่มากขึ้นทีละก้อนๆ

ไม่ชอบพูดถึงที่บ้าน โดยเฉพาะเรื่องพ่อจริงๆ ด้วย

เธอเงยหน้า อะไรนะคะ?’

ก็ดูจากเวลาพูดหรือตอบในบล็อกน่ะ เจ้าตัวขยิบตา ปกติก็เลยไม่ถามไง

อ้อ เสียงตอบคล้ายตามมารยาทมากกว่า

เย็นแล้ว แยกย้ายกันเลยมั้ย

คะ...ค่ะ คนตอบงงงวย เธอไม่ได้คาดหวังอะไร แต่ก็ต้องยอมรับว่าผิดหวังที่เขาไม่แม้กระทั่งชวนไปกินของกระจุ๊กกระจิ๊กหรือเดินไปส่ง อย่างที่ผู้ชายส่วนมากจะพยายามหาทางทำกับเธอ

ทำไมเหรอ มีอะไรรึเปล่า คงเพราะท่าทางของเธอ เขาผู้มีประสาทสัมผัสดีเด่นและช่างสังเกตอย่างยิ่งย่อมเดาได้ อยากให้ไปส่งก็ไปได้นะ แต่นึกว่าหนึ่งกลัวจะมีคนมอง

ทำไมต้องกลัวด้วย ไม่รู้ทำไม เสียงตอบกลับตึงๆ

อ้าว ก็หนึ่งออกจะสวยเด่น แต่ดูพี่สิ คนตอบยักไหล่อย่างไม่มีท่า

อารมณ์ขุ่นๆ แต่แรกหายวับในพริบตา หญิงสาว สวยเด่น หัวเราะ ปกติเธอยิ้มเบาๆ หัวเราะเบาๆ ทว่าคำของเขาครั้งนี้ทำให้รอยยิ้มและหัวเราะของเธอเป็นประกาย หน้าก็แทบจะย่นไปทั้งหน้า

พี่ก็ไม่ได้แย่ปะ! ไหนดูซิ คนพูดจบคว้าแขนเขาพลิกตัวไปมาทีละข้าง ตัวสูง หุ่นก็โอเค หน้าก็...ถือว่าดีเลย แค่ไม่รู้จักแต่งตัว ตัดผมดีๆ รักษาผิวหน่อย แล้วก็หนวดเหนิดเนี่ย หัดโกนให้เรียบๆ เสมอกัน

ตอนตัดมันก็เท่ากัน แต่มันยาวด้วยอัตราเร่งไม่เท่ากันเองต่างหาก

ก็โกนทุกวันสิคะ

โอเค ต่อไปนี้พี่จะเชื่อหนึ่ง

ดีค่ะ

ดีอะไร ในดวงตาใส คราวนี้มีประกายวิบๆ ที่ทำให้คนถูกจ้องรู้สึกถึงไอร้อนเหมือนถูกถ่านคุไฟอัง

ดีกับตัวพี่เองไง้!’ เธอเสียงสูง สรุปว่าหนึ่งไม่ใช่คนงี่เง่าแบบที่พี่คิด เราเดินกลับด้วยกันได้ค่ะ

จริงดิ? งั้นไปกินขนมด้วยได้รึเปล่า

ก็...ได้!’

ระหว่างที่เดินไปด้วยกัน เส้นทางนั้นดูสั้นกว่าทุกที แล้วก็ไม่เงียบเหงาเหมือนทุกที ปกติถ้าไม่หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านระหว่างเดิน เป็นหนึ่งจะต้องแสร้งตีหน้าบึ้ง ทำเป็นไม่เห็นผู้ชายที่ชอบเหลียวมองเธอ วันนี้ก็มีคนมอง แต่หญิงสาวไม่รู้สึกถึงการถูกจ้องนั้นเลย

ฟ้าฟื้นเป็นคนตลก เป็นคนรอบรู้ แล้วก็เหมือนกันกับเธอ เขาไม่ค่อยสนใจใคร – แต่ก็ต่างกับเธอ คือถึงไม่รู้จักใคร แต่ถ้ามีคนยิ้มให้เขาก็ยิ้มตอบได้เสมอ น่าแปลกที่เป็นหนึ่งไม่ยักรู้สึกหงุดหงิด แต่พลอยส่งยิ้มให้ใครเหล่านั้นได้ด้วยอย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าเธอจะทันรู้สึก เธอก็พอจะรู้สึกได้บ้างว่านี่ช่างเป็นความเป็นตัวของตัวเอง ที่ไม่ใช่ตัวของเธอเองเอาเสียเลย แต่เราก็ชอบตัวเองตอนนี้นะ

ร้านที่รุ่นพี่พาไปวันนั้นเป็นร้านที่เป็นหนึ่งจะไม่มีวันลืม ใครจะคิดว่าจู่ๆ ผู้ชายคนหนึ่งจะพาผู้หญิง สวยเด่น อย่างเธอเข้าไปในร้านเด๋อๆ แบบร้านส้มตำริมทาง สภาพบ้านๆ ถ้าไม่นับว่าแลดูค่อนข้างสะอาด ก็ไม่มีอะไรน่าพิสมัยอีกเลย

ก็กินส้มตำ มันจะทำให้ไม่อ้วนนะ

เป็นหนึ่งกลอกตา ลืมมารยาททั้งที่ปกติเป็นคนร่ำรวยมารยาท

ความทรงจำนั้นยิ่งแจ่มชัดไม่มีวันลืม ในเมื่อคืนต่อมา เป็นหนึ่งได้พบเขาอีกครั้ง ในสถานที่ต่างจากเดิมไปราวฟ้ากับเหว แล้วก็ในสถานะที่ต่างไปจากที่เธอเข้าใจราวฟ้ากับเหว

หนึ่ง นี่พี่ฟืน ลูกชายคนโตของเจ๊จู-- เจ๊จูคือเจ้าของร้านสินค้านำเข้าเลื่องชื่อที่เชิญมารดาของเธอมาร่วมงานเปิดสาขาใหม่ ใครก็รู้ว่าเจ๊จูผงาดขึ้นมาจากการเป็นแม่ค้าขาใหญ่ขายของหนีภาษีที่ใจใหญ่กว่าขา —ไม่รู้เคยเจอกันรึยัง เห็นว่าเรียนอยู่ที่มหาลัยเดียวกันด้วย ใช่มั้ยคะเจ๊

. . . . . . . . .

แจ้งข่าวโปรโมชั่นวันนี้ 10-22 กันยายน 2562 นะครับ

มีสามโปรโมชั่น


    

                                          


ลด 15% เมื่อซื้อ ถ่านไฟเดียว 1 เล่ม

ลด 20% เมื่อซื้อ เซ็ท Love Symptoms ทั้ง 4 เล่ม

ลด 25% เมื่อซื้อเซ็ทของปราปต์ 3 เล่ม - ถ่านไฟเดียว #คุณหมีปาฏิหาริย์ และ #ดวงแบบนี้ไม่มีจู๋ (กำลังจะเป็นละครช่อง 3)


** พิเศษ เมื่อซื้อนวนิยายชุด Love Symptoms รักออกอาการ รับฟรี ถุง Love Symptoms **


กดเข้าไปรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่ http://bit.ly/2kC5GV8



. . . . . . . . . .


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

36 ความคิดเห็น

  1. #20 Doll Mcca (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 กันยายน 2562 / 23:25
    ครั้งแรกที่ได้อ่านงานเขียนของไรท์ วางไม่ลง อ่านรวดเดียว ลุ้นตลอด สนุกมากๆ ค่ะ และคงต้องไปตามเก็บเล่มอื่นๆ ด้วย
    #20
    1
    • #20-1 ปราปต์(จากตอนที่ 9)
      23 กันยายน 2562 / 07:45
      ดีใจจจ ขอบคุณครับ อ่านแล้วมาคุยกันบ้างนะครับ ^^
      #20-1
  2. #19 juthamardsan (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 14:33

    คุณปราปต์ เพิ่มขนาดตัวอักษรหน่อยค่า เว็บเด็กดีทำไมฟังก์ชั่นเพิ่ม-ลดขนาดตัวอักษรมันหายไปไหนแล้ว

    #19
    1
    • #19-1 ปราปต์(จากตอนที่ 9)
      23 กันยายน 2562 / 07:44
      ตอนใหม่ผมลองเพิ่มอีกระดับแล้วนะครับ
      แต่จากหน้าจอผมมันไม่เล็กนะครับ
      #19-1
  3. #18 Ciel En Rose (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 11:32
    โลกกลมจัง^^
    #18
    2
    • #18-1 ปราปต์(จากตอนที่ 9)
      23 กันยายน 2562 / 07:42
      มีอะไรเบื้องหลังโลกกลมมั้ยน้า ^^
      #18-1
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(