ถ่านไฟเดียว

ตอนที่ 5 : บทที่ 4 ชุมนุมกลางงานศพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 783
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    23 ส.ค. 62

-4-

ชุมนุมกลางงานศพ

 

แม้จะมีนิวาสสถานอยู่แถบนนทบุรี ทว่าคุณอัมรีกับสามีเลือกจัดงานศพลูกสาวในวัดใจกลางกรุงเทพ เพื่อความสะดวกในการเดินทางมาร่วมงานของญาติมิตรและคนรู้จัก โดยเฉพาะในแวดวงธุรกิจ แขกเหรื่อห้อมล้อม พวงหรีดก็แน่นขนัดตั้งแต่ด้านหน้าถึงด้านในตัวศาลา หนึ่งในพวงที่แขวนรายอยู่เหนือประตูกระจกของศาลาติดเครื่องปรับอากาศ คือพวงขนาดใหญ่อันประดับด้วยกุหลาบ ลิลลี่ และดอกสแตติส ลงชื่อโรงพยาบาลเลิศวิชาญเวช

จากดินแดง เป็นหนึ่งขับรถกลับผ่านโรงพยาบาลที่ตนทำงานตรงมายังวัดดังกล่าว ตอนที่กำลังจะก้าวลงจากรถ หญิงสาวสะดุ้งเพราะถูกเรียก “หมอหนึ่ง!

เจ้าของเสียงเรียกซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด หรือเพราะเจ้าตัวอยู่ตรงนั้น บรรยากาศจึงค่อนข้างสลัวลงกว่าปกติก็ไม่รู้

อันที่จริงไอยวริญญ์แพทย์นิติเวชสาวประจำโรงพยาบาลเลิศวิชาญเวชเป็นคนหน้าตาดีทีเดียว ใบหน้าเรียวนั้นกอปรด้วยดวงตากลมโต จมูกกับริมฝีปากได้รูป สัดส่วนกำลังพอดี เสียแต่ว่าเจ้าตัวติดนิสัยหน้าคว่ำ ตาลอย ทำให้ดูหมองหม่นหรือเหมือนกำลังจะหาเรื่องใครอยู่เสมอ ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมสงวนคำพูดอย่างยิ่งจนเคยมีคนเข้าใจว่าเป็นใบ้ ก็ทำให้ถูกใครต่อใครมองด้วยสายตาแปลกๆ

เป็นหนึ่งเองก็เคยมองไอยวริญญ์ด้วยสายตาเช่นนั้น มนุษย์ผู้เกาะมาตรฐานสังคมอย่างเธอไม่ชอบใจคนที่ผิดแบบ กระทั่งไม่กี่เดือนก่อน ไอยวริญญ์มักมาเยี่ยมผู้ป่วยรายหนึ่งซึ่งเธอดูแล สาวน้อยรายนั้นป่วยด้วยโรคมะเร็งในสมอง ความอนาทรที่แสดงชัดทั้งๆ ที่น้องแบมไม่ใช่ญาติหรือคนรู้จักกันมาแต่ก่อน ทำให้ความรู้สึกที่เป็นหนึ่งมีต่อไอยวริญญ์ค่อยๆ เปลี่ยนไป ยิ่งหลังจากได้คุยกัน หญิงสาวก็พบว่าเธอผู้นี้เป็นคนน่ารักมากเกินกว่าควรจะถูกนินทาเพียงเพราะนิสัยไม่เหมือนใครอื่น 

“หมอคลาริ มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้คะ”

ถามจบ คำตอบก็ผุดตามมาในสมองของตัวเอง

ไอยวริญญ์คงมาร่วมงานศพมิลานเหมือนกัน แม้ทั้งสองจะไม่เคยรู้จักกัน ทว่ามิลานเป็นหลานสาวคนเดียวของอานนท์ ผู้อำนวยการคนปัจจุบันของโรงพยาบาล อีกอย่าง แผนกนิติเวชก็เพิ่งเกิดเรื่องจนร้างหัวหน้าแผนกไป ตอนนี้ไอยวริญญ์รักษาการแทน คงต้องฝืนใจตัวเองออกจากห้องผ่าศพมาร่วมงานที่มีคนคับคั่งนี้

“ทำไมไม่มากับผู้กองโบ๊ตล่ะ” เป็นหนึ่งแสร้งเย้า เหตุร้ายที่เพิ่งพ้นไปในแผนกนิติเวช อย่างน้อยก็นำพาเรื่องดีๆ มาให้แพทย์สาวคนตรงหน้าเธอเหมือนกัน

ผู้กองโบ๊ตหรือร้อยตำรวจเอกอรรถพลเป็นพี่ชายของน้องแบม เป็นหนึ่งจึงได้พบและรู้จักเขามาก่อน แม้จะต้องทำงานเสี่ยงตาย แต่แท้จริงผู้กองเป็นหนุ่มหล่อที่อ่อนไหวและน่ารัก เป็นหนึ่งชื่นชมเขาเหมือนกัน แต่ด้วยนิสัยทระนงเสมอ และมักประเมิน คนอื่นด้วยเกณฑ์ของตัวเองเสมอ เธอจึงรู้สึกว่าเจ้าตัวยังไม่ใช่คนที่ตนควรจะ มอง

ซึ่งนับว่าถูกต้องแล้ว

คนน่ารักอย่างผู้กองโบ๊ตก็ควรจะคู่กับผู้หญิงที่น่ารักอย่างไอยวริญญ์นี่ละ

“รายนั้นติดงานค่ะ เรื่องใหญ่เรื่องใหม่ของเขา”

“ตั้งแต่น้องแบมเสีย ก็ไม่ค่อยได้เจอผู้กองอีกเลย...” ประสาทศัลยแพทย์ลากเสียงตอนท้าย ในใจหวนคิดถึงคดีการตายของเพื่อนสาวมากกว่าจะนึกถึงภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ยังมีอีกหลายประเด็นที่เป็นหนึ่งยังสงสัยเรื่องการตายของมิลาน ต่อเมื่อนึกขึ้นได้ว่า ร.ต.อ.อรรถพล ทำงานในส่วนตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ทั้งยังไม่แน่ใจด้วยว่าเขาดูแลพื้นที่เดียวกับที่เกิดเหตุของมิลานรึเปล่า เป็นหนึ่งจึงให้ข้อสรุปกับตัวเองว่า เขาไม่น่าจะช่วยเรื่องข้อมูลการสืบสวนคดียายมิลค์ได้

“งั้นเข้าไปในงานด้วยกันดีกว่าค่ะ” ประสาทศัลยแพทย์สาวตัดบทความคิดของตัวเอง “หมอคลาริไม่ต้องห่วงนะ ถึงหนึ่งจะนั่งด้วยนานไม่ได้ แต่เห็นว่าวันนี้พี่จงก็จะมาด้วย หมอไม่เหงาแน่ค่ะ”

นางพยาบาลจงกลจากแผนกฉุกเฉินนั่นเอง หลายครั้งเจ้าตัวก็ต้องทำงานร่วมกับไอยวริญญ์เหมือนกัน นิสัยห้าวๆ ตรงไปตรงมาทำให้จงกลเข้ากับคนไม่ยาก และยังเป็นอีกคนที่ เข้าถึง และชื่นชมแพทย์สาวตรงหน้าเช่นกัน

ได้ยินอย่างนั้น สีหน้าเป็นกังวลของคนในที่มืดก็คลายลง แพทย์สาวทั้งสองก้าวเคียงกันเข้าไปในบริเวณศาลา

วันนี้แขกเยอะกว่าเมื่อวาน ชะเง้อเข้าข้างในห้องติดกระจกจริงได้คำตอบ สามผู้ยิ่งใหญ่มานี่เอง...

เป็นหนึ่งกระซิบบอกคนข้างๆ “เดี๋ยวไหว้ศพแล้ว เราค่อยเดินไปทักคุณสมชาย คุณเด่นชัย แล้วก็คุณอานนท์นะคะ”

สมชาย ศรีสุริยศาสตร์คือนายทุนคนปัจจุบันของเลิศวิชาญเวช ส่วนเด่นชัยคือว่าที่ผู้อำนวยการคนใหม่ของโรงพยาบาลที่สมชายติดต่อให้เข้ามารับช่วงต่อบริหารจากผู้อำนวยการคนปัจจุบัน –อานนท์ แม้รายหลังนี้จะเป็นลุงของเพื่อนสนิท แต่เพราะติดจากการวางตัวที่ทำงาน เป็นหนึ่งจึงเรียกเขาว่าคุณแทนที่จะเป็นคุณลุง

“เข้าไปยกมือไหว้ให้เห็นว่าคนของนิติเวชมาแล้วก็พอค่ะ” ไอยวริญญ์บอกด้วยหน้าคว่ำนิ่งๆ น้ำเสียงติดจะประหม่า “พวกเขากำลังคุยกันด้วย”

ที่แพทย์นิติเวชพูดมาก็ถูก ชายทั้งสามกำลังยืนจับกลุ่มคุยอยู่แถวด้านหน้าเก้าอี้ลงมุกตัวยาว อันเป็นตำแหน่งของเจ้าภาพและญาติผู้ใหญ่

“หนึ่งมาแล้วเหรอลูก” เสียงเรียกดึงความสนใจของศัลยแพทย์สาวไป มารดาของมิลานนั่นเอง ผ่านมาสี่วัน คุณอัมรียังตาตุ่ย นัยน์ตาแห้งผากเหมือนร้องไห้จนน้ำในตัวเหือดหายสิ้น การแต่งกายแต่งหน้ายังงาม ทว่าแทบไม่อาจกลบความเศร้าหมอง และอ่อนเพลีย

เป็นหนึ่งยกมือไหว้ผู้อาวุโสแล้วแนะนำคนข้างกาย ปฏิเสธไม่ได้ว่าลักษณะท่าทางของคุณอัมรีทำให้ความพยายามที่จะเข้มแข็ง หยุดร้องไห้ให้กับการจากไปของเพื่อน มักจะมีอันสะดุดเสมอ

ระหว่างรับธูปมาไหว้ศพ ก้อนความรู้สึกอันถูกถ่วงอยู่ในใจค่อยๆ ลอยเอ่อขึ้นมาอีก

รูปหน้าศพของมิลานยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ใต้ผมม้าที่ไม่เคยแตก ในดวงตาหลังบิ๊กอายส์สีน้ำตาลคู่นั้นอัดประจุพลังกระตือรือร้นและความปรารถนาอันไม่เคยโรยรา อย่าว่าแต่แรงปรารถนาในการมีชีวิต และใช้ชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าอยู่ใกล้ใคร มิลานก็มักเผื่อแผ่พลังอัดประจุให้ทุกคนเสมอ เฉกเช่นการคะยั้นคะยอให้เป็นหนึ่งปลงใจกับนายแพทย์รุ่นพี่ร่วมแผนกเสียที หรืออย่างสมัยที่เจ้าตัวพยายามวิ่งเต้นใช้เส้นสายของผู้เป็นลุง จนช่วยให้คมิกดาราหนุ่มขวัญใจได้เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของโรงพยาบาล

ตอนนั้น ได้ยินว่าช่วงแรกคมิกก็ประเมินตัวเองได้หรอกว่าผลสำเร็จช่างห่างไกล แต่ก็เพราะการปลุกไฟของแฟนคลับนัมเบอร์วัน ในที่สุดดาราหนุ่มจึงฮึดสู้เข้ามาพรีเซนต์ตัวเองจนคว้าชัยได้สำเร็จ เพื่อนสาวสุขี ไม่รับรู้ว่าใครส่ายหน้า แล้วก็ไม่แยแสด้วยว่าโรงพยาบาลต้องเสียเงินให้คมิกกับการโหมโปรโมทไปมหาศาลเท่าไหร่ อันที่จริง แม้แต่กับอานนท์ มิลานก็ไม่สนใจเลยว่าลุงจะถูกจับตาโจษจันไปทั่ว ว่ากันว่าดีลครั้งนั้น ผอ.เก่าจงใจทิ้งระเบิดลูกใหญ่ต้อนรับการมาถึงของเด่นชัย

เพราะการบริหารของอานนท์ทำให้ผลประกอบการโรงพยาบาลติดตัวแดงมานานช้า นายทุนรายเก่าถึงกับตัดสินใจขายทอดให้แก่นายสมชาย ศรีสุริยศาสตร์ รายหลังนี้ขอให้เพื่อนสนิทเข้ามาช่วยบริหารเพื่อฟื้นกำไร เด่นชัยได้รับโจทย์ให้ขจัดตัวแดงของเลิศวิชาญเวชภายในเวลาเพียงหนึ่งปี ด้วยโจทย์มหาหินนี้ ต่อให้เด่นชัยจะมีชื่อเสียงในการบริหารธุรกิจโรงพยาบาลมาก่อน แต่ก็ไม่มีใครเชื่อว่าเจ้าตัวจะทำได้ กระทั่งหลายเดือนผ่านไป การลงมีดผ่าตัดในหลายแผนกอันนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ – ความเปลี่ยนแปลงในแง่ดี จึงช่วยเรียกศรัทธาของพนักงานคืนมา แน่นอน พร้อมๆ กับความเกรี้ยวกราดระส่ำระสายในขั้วอำนาจเก่าที่ถูกไล่บี้

ขณะนี้ มีดเล่มเดียวกันกำลังชำแรกลงมาในแผนกประสาทศัลยแพทย์ เด่นชัยใช้วิธีที่เจ้าตัวถนัด การใช้สายสืบแทรกเข้ามาล้วงลูก! โชคดีที่แผนกภายใต้การบริหารของนายแพทย์เป็นเอกนั้นมีปัญหาไม่หนักนักเมื่อเทียบกับวิกฤตในแผนกอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นหัวข้อการเบิกจ่ายค่าล่วงเวลาที่พุ่งทะยานจนน่าตกใจ และ ใช่ บุคคลผู้อยู่เหนือแท่งกราฟนั้นไม่ใช่ใครนอกไปจากฟ้าฟื้น!

อย่างที่จงกลเล่าในห้องสืบสวนความผิดเมื่อสี่วันก่อน นายแพทย์รุ่นพี่ของเป็นหนึ่งเหมาเวรคอนซัลท์ด้วยชื่อตัวเอง ทว่าในทางปฏิบัติกลับทำตัวออนคอลแทนที่จะอยู่สแตนด์บายในโรงพยาบาล ยิ่งไปกว่านั้น หลายครั้งเจ้าตัวก็เบี้ยวเสียเฉยๆ ไหว้วานกึ่งโบ้ยให้เป็นหนึ่งรับหน้าที่แทน อันที่จริงหญิงสาวไม่มีปัญหาเรื่องการถูกเรียกตัวเข้ามาในกรณีฉุกเฉิน แล้วก็ไม่มีปัญหาเรื่องเงิน – ฟ้าฟื้นเคลียร์ค่าใช้จ่ายให้อย่างยุติธรรมทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม เพราะการกระทำของเจ้าตัวนั้นไม่ถูกต้อง และเป็นหนึ่งไม่ชอบความไม่ถูกต้อง เธอจึงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกมานานช้า

หลังจากเหตุฉุกเฉินที่เกิดกับธโนทัย นายแพทย์เป็นเอกได้เรียกประชุมและให้ข้อสรุปว่า ต่อไป เวรคอนซัลท์ของแผนกจะใช้วิธีการออนคอลทั้งหมด เพื่อความโปร่งใส และลดปัญหารายจ่ายในแผนก เป็นหนึ่งคิดว่านั่นเป็นทางออกที่ดี แต่ขณะเดียวกันก็อดรู้สึกไม่ได้ว่านี่คือวิธีการป้องกันลูกรักของพ่อ!

หญิงสาวถอนหายใจ คิดเรื่องอื่น จู่ๆ กลับวนมาที่ผู้ชายคนนี้จนได้

ปักธูปแล้วถอยกลับมา คุณอัมรีพาเธอกับไอยวริญญ์เข้าไปด้านข้างกลุ่มผู้เป็นใหญ่ทั้งสามแห่งเลิศวิชาญเวช

“สวัสดีค่ะ” เป็นหนึ่งทักทายอย่างสง่างาม ขณะที่แพทย์สาวจากนิติเวชยกมือไหว้โดยแทบไม่ยอมปล่อยเสียงออกจากลำคอ

ถึงอย่างนั้น ชายสูงวัยผู้เป็นนายทุนคนใหม่ก็ตอบรับทั้งคู่ “สวัสดีครับ สวัสดีครับ”

อานนท์ผู้ยืนใกล้รีบผายมือมาทางเพื่อนของหลาน “ขอบคุณมากๆ ที่มาช่วยงานกันนะ หมอหนึ่ง หมอคา...กิ” การลากและลงเสียงเบา แสดงให้เห็นว่าคนพูดพยายามอำพรางว่าที่แท้ตัวเองจำชื่อไม่ได้

ก็ไม่แปลก ปกติไอยวริญญ์เก็บตัวอยู่แต่ในห้องผ่าศพ เงียบจนคนนึกว่าพูดไม่ได้ ที่สำคัญคือไม่ใช่คนที่สลักสำคัญอะไร อานนท์ไม่เคยสนใจคนประเภทนี้อยู่แล้ว

เป็นหนึ่งประเมินจากท่ายิ้มใหญ่โตของลุงมิลาน จากนั้นเบนสายตาไปยังเด่นชัยที่ยืนอยู่อีกข้างของสมชาย

ว่าที่ผู้อำนวยการรายใหม่เป็นคนไม่พูดเยอะ วันนี้มาปรากฏตัวในชุดกั๊กสูทสีดำทับเชิร์ตขาว การก้มหน้าเล็กน้อยไม่ใช่เพื่อแสดงความนอบน้อมต่อนายจ้าง แต่เพื่อเพ่งสายตาคมกริบมาสำรวจปฏิกิริยาของผู้ถูกเรียกชื่อผิดต่างหาก

ยังไม่ทันที่ไอยวริญญ์จะว่าอย่างไร – ซึ่งที่จริงเป็นหนึ่งก็ไม่คิดว่าเจ้าตัวจะว่าอย่างไร – อีกเสียงดังจากผู้นั่งอยู่ในเก้าอี้แถวหลังออกไปหนึ่งแถว

“คุณหมอชื่อว่าคลาริครับ”

ผู้พูดคือคริษฐ์ ทันตแพทย์หนุ่มผู้เพิ่งย้ายเข้ามาพัฒนาแผนกทันตแพทย์ของเลิศวิชาญเวชได้อย่างก้าวกระโดด ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของเขาไม่ปรากฏอารมณ์ใด ไม่ขำ ไม่แย้ง คล้ายเพียงแต่ต้องการแสดงความจริง เสียแต่ว่าเป็นความจริงที่ทื่อมะรื่อไปนิดอย่างคนที่ยังเข้าสังคมไม่เก่ง ด้วยเหตุนี้ สาวสวยที่นั่งอยู่ข้างกันจึงยกมือตีหน้าขาของเจ้าตัวเบาๆ ด้วยสายตาขำแกมรักใคร่

“ฉันบอกแล้วไง ทีหลังเตือนเบาๆ หรือเก็บไปเตือนทีหลังก็ได้นะ”

“อ้าวเหรอ”

คนเตือนไม่ได้ตอบแฟนหนุ่มของเธอ ทว่าทำเสียงชู่วว์ใส่เป็นการตัดจบ

อานนท์ผู้ถูกท้วงขึ้นกลางปล้องคงจะรู้สึกเสียหน้า จึงปรายตาเชิงตำหนิไปทางเลขานุการิณีสาวที่ยืนเบี่ยงกายหลบอยู่ข้างหลัง เป็นเชิงโทษว่ากระซิบชื่อคู่สนทนาให้ไม่ทันจนทำให้เขาต้องเสียหน้า อย่างไรก็ดี สีหน้าจริงจังจนเกือบดุดันของสรวงสุรางค์กลับไม่ได้เผือดลง อันแสดงถึงนิสัยใจแข็ง แน่วแน่

หากเป็นช่วงเวลาปกติ เป็นหนึ่งคงอดรู้สึกไม่ได้ว่านี่เป็นเรื่องน่าตลก ตัวละครสำคัญมาชุมนุมพร้อมกันมากมาย ถ้าเป็นนิยายหรือในละครโทรทัศน์ งานนี้น่าจะเป็นราตรีสโมสรหรืออะไรจรรโลงใจทำนองนั้นมากกว่า ไม่ใช่ในงานศพของใครสักคนอย่างนี้

“ตอนนี้คุณหมอคลาริช่วยดูแลแผนกนิติเวชให้เราทั้งหมด” เด่นชัยเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก สายตายังจ้องจับที่ใบหน้าหม่นของคนข้างๆ เป็นหนึ่ง มุมปากมีรอยยิ้มชื่นชม “เป็นยังไงบ้างครับ งานหนักมั้ย”

นั่นทำให้อานนท์พลอยเสมาสนใจไอยวริญญ์เป็นครั้งแรก

ผู้ถูกถามตอบโดยส่ายหน้าที่ยังเรียบตึง เสียงบอกมีแค่ “ขอเข้าไปนั่งนะคะ”

“ท่าทางจะเมื่อย” เสียงคริษฐ์ลอยมาอีก และยังคงถูกแฟนสาวตีซ้ำอีก

เป็นหนึ่งมองตามทางที่ไอยวริญญ์ค้อมกายก้าวเข้าไป เจ้าตัวคงเล็งหาจงกลไว้แต่ต้น พยาบาลสาวผู้นั่งลึกเข้าไปก็คงเห็นแล้ว จึงยิ้มให้ พลางขยับข้าวของออกจากเก้าอี้ตัวติดกัน เว้นที่ว่างสำหรับผู้มาใหม่

จังหวะนั้นเอง อานนท์พูดขึ้นว่า “อ้าว นั่นคุณเอกมาพอดี”

ประสาทศัลยแพทย์สาวพลอยหันตามไปด้านนอก

นายแพทย์เป็นเอกบิดาของเธอกำลังปิดประตูรถแล้วก้าวจากลานจอดฝั่งตรงข้ามมายังศาลา ไม่ว่าเมื่อไหร่ จังหวะเดินก็เหมือนเต้นตามทำนองร็อกแอนด์โรลอยู่เสมอ

ครั้นบิดาเปิดประตูเลื่อนเข้ามาด้านใน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนปัจจุบันทักว่า “อ้าว พ่อลูกคู่นี้ไม่ได้มาด้วยกันหรอกเราะ”

คำทักสั้นๆ ไม่ได้แฝงนัย ทว่ามีอันทำให้ใบหน้าของเป็นหนึ่งผ่าวร้อน โดยเฉพาะเมื่อเงยขึ้นพบว่าสายตาคมกริบของเด่นชัยจับมาที่เธอ

เป็นเอกทักทายผู้เป็นใหญ่ทั้งสาม ตอบว่า “วันนี้เวรผมน่ะ เพิ่งออกมาจากโรงพยาบาล”

“ขอบคุณที่มานะคะคุณเอก ไหว้...ศพก่อนนะคะ” คุณอัมรีกระวีกระวาดพาแขกรายใหม่ย้ายไปอีกทาง

อานนท์พูดต่อไปว่า “หนูหนึ่งกับพ่อนี่เหมือนกันตรงที่ขยันแล้วก็เก่งมากๆ”

“ใช่ครับ” คำพูดสั้นๆ ของเด่นชัยกลับฟังดูมีน้ำหนักอันชวนให้สนใจฟังมากกว่า สายตาเท่าทันยังจ้องมา ทว่าริมฝีปากอมยิ้มเชิงเมตตา “แล้วทั้งคู่ก็ปรารถนาดีกับเลิศวิชาญเวชมากๆ”

คำชมอย่างลึกซึ้งของอีกฝ่าย ดึงดูดความสนใจของอานนท์ให้วาดสายตาตามมา รอยยิ้มกว้างขวางของเจ้าตัวดูจะชะงักลง มีรอยประเมินในดวงตา

เป็นหนึ่งได้แต่กระตุกยิ้มกล่าวอิหลักอิเหลื่อ “ขอบคุณค่ะ”

“หมายถึงเรื่องตัวแดงน่ะ” ผู้เริ่มเรื่องแก้สถานการณ์ให้เธอ และเสมือนข้อสงสัยของอานนท์อยู่ในที จากนั้นเสไปสบเพื่อนรักผู้เป็นนายทุนโรงพยาบาล “นิวโรศัลย์น่าจะเป็นหนึ่งในแผนกที่บริหารงานได้มีประสิทธิภาพมากที่สุดแผนกหนึ่งเลยทีเดียว และต่อไปก็จะยิ่งดีขึ้นอีก...”

“ผมสนใจเรื่องที่คุณหมอเป็นเอกเคยพูดถึงโปรเจคต์เมดิคัลฮับ” สมชายเปิดประเด็น

คนเป็นเพื่อนพยัก “ใช่ ช่วงปีหลังๆ มานี้สัดส่วนลูกค้าของโรงพยาบาลดูจะมีคนไทยเกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่สมัยก่อนมีต่างชาติเฉลี่ยไปเกือบครึ่ง ถ้าเราผลักดันโปรเจคต์เมดิคัลฮับอีกครั้ง รายได้ของโรงพยาบาลก็จะกลับมาสูงขึ้น”

เมดิคัลฮับ หรือศูนย์กลางบริการสุขภาพนานาชาติ หาได้เป็นเพียงนโยบาย ทว่าคือยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลไทยปูทางมาตั้งแต่ปี 2547 เริ่มตั้งแต่การยกระดับการให้บริการสาธารณสุข และเข้าถึงประชาชนทุกคน ต่อยอดไปยังการดึงชาวต่างชาติเข้ามารับบริการการรักษา จนปัจจุบัน นับว่าประเทศไทยแซงสิงคโปร์ซึ่งเคยเป็นอันดับ 1 ในการเป็นเมดิคัลฮับของอาเซียนไปแล้ว โรงพยาบาลเอกชนไทยหลายแห่งกลายเป็นจุดหมายการเดินทางของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงจากต่างชาติ แต่ละแห่งพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งจนผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากลต่างๆ อาทิ Joint Commission International Quality Approval (JCI) DNV GL Hospital Accreditation (DNV GL) รวมถึง Hospital Accreditation (HA)   

เลิศวิชาญเวชเคยไต่ขึ้นไปถึงจุดนั้น แต่ระยะหลัง ภายใต้การบริหารของอานนท์ การประเมินมาตรฐานของโรงพยาบาลค่อยๆ ตกอันดับ ทำให้ผู้เข้าใช้บริการระดับเอบวกจากต่างชาติพลอยหายหน้า

“มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจเสมอแหละ แต่ถ้าจะไปให้ถึงก็อาจต้องใช้เงินลงทุนอีกมาก” อานนท์พูดเสียงต่ำราวจะเตือน “ไหนจะระบบสนับสนุนอย่างพวกเอชไอเอส[1]หรือแม้แต่อีเอ็มอาร์[2]เวอร์ชั่นใหม่ๆ ที่บางที่เขาใช้นี่ ลงเงินไปตั้งเท่าไหร่ แล้วยังต้องลงทุนเทรนคนที่จะใช้อีกต่อ ได้ยินว่าพวกหมอนี่แหละตัวดีเลยที่ต่อต้าน แล้วอย่างวีดีไอ[3]ที่ใช้คู่กับธินไคลเอนต์[4] ทำให้จัดการง่ายขึ้น แต่ก็เห็นบางโรงพยาบาลเขาสรุปแล้วว่ามันทำให้ประสิทธิภาพลดลง”

เด่นชัยผู้จะกำลังจะมารับหน้าที่ต่อ ยังยิ้มนิ่ง เสียงพูดก็มีกังวานมั่นคง “ตอนนี้ต้องยอมรับว่าตัวแดงที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลเรา นอกจากเป็นเพราะประสิทธิภาพการบริหารแล้วก็การดำเนินงานของแต่ละแผนก เรายังมีปัญหาเรื่องการคอร์รัปชั่น การใช้สารสนเทศเข้ามาช่วย จะทำให้ทุกอย่างโปร่งใส พอตรวจสอบได้ ปัญหาเรื้อรังที่มีอยู่ก็จะหมดไป”

“ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวนะครับ” เป็นเอกไหว้เสร็จและลุกขึ้นมาสมทบแล้ว พ่อของเป็นหนึ่งเป็นอย่างนี้ ระหว่างที่จดจ่อสิ่งหนึ่ง ก็เหมือนมีญาณที่สามารถจับความเป็นไปของสิ่งรอบข้างได้ด้วย หนนี้ ระหว่างไหว้อยู่ก็คงรู้เรื่องบทสนทนาหมดจด

“น่าสนใจๆ เอาให้กู้สถานการณ์ทันตามที่สัญญากันไว้ก็แล้วกัน” เสียงหัวเราะที่นายสมชายส่งให้เพื่อนนั้นลงลูกคอลึก จะตีความว่าเชื่อมั่นอีกฝ่ายก็ได้ หรือจะดูว่าคล้ายกำลังสนุกที่ได้ทำให้เพื่อนลำบากก็ได้เหมือนกัน

“ทันน่า” เด่นชัยหัวเราะกลับอย่างเท่าทันกัน “นี่ก็ปิดจ๊อบไปได้ตั้งหลายแผนกแล้วนี่หว่า”

“ดูจากผลงานของคุณเด่นชัย ผมก็ว่าแกทำได้แน่นอนนะครับ” อานนท์ลู่ลมตาม ถึงอย่างนั้นก็ไม่วายทิ้งท้าย “ยังไงผมก็คอยให้คำปรึกษาเต็มที่เหมือนแต่แรก”

“ผู้ใหญ่คุยกันไปก่อนนะคะ” คุณอัมรีที่ลุกตามนายแพทย์เป็นเอกขึ้นมา กล่าวแทรก จับข้อแขนของเป็นหนึ่งดึงออกมาด้านหลัง

หญิงสาวพยักตาม

“รำคาญ พี่นนท์ชอบคุยโว” คุณอัมรีกระซิบ หลังจากพาเพื่อนลูกสาวก้าวออกมาด้านข้างศาลาที่มีแขกบางตาลงหน่อย

เป็นหนึ่งยิ้มเฉย ถึงอย่างไรอานนท์ก็อยู่ในตำแหน่งเจ้านายของเธอ ส่วนนี่ก็แม่ของเพื่อนที่เธอสนิทสนมจนเหมือนญาติผู้ใหญ่ จะตอบเข้าข้างใครก็ไม่เห็นข้อดีทั้งนั้น

คุณอัมรีส่ายหน้าพลางบ่นต่อ “นี่แกก็พยายามมายุ่งไปหมด เข้าใจแหละว่าหลานสาวทั้งคน แต่หนึ่งคิดดูนะ พอพ่อยายมิลค์รู้ว่าวันนี้พี่นนท์จะมา ถึงกับบอกติดประชุม!

“อาจจะติดประชุมจริงๆ ก็ได้ค่ะ” เป็นหนึ่งหัวเราะ ยกมือลูบแขนผู้อาวุโสอย่างคลายใจที่เห็นเจ้าตัวผละจากความเศร้ามาได้บ้างแล้ว

นี่เองทำให้เธอกล้าถามตรงๆ “แม่รีคะ แล้วตอนนี้ทางตำรวจเขาว่ายังไงบ้างแล้ว”

ตั้งแต่เกิดเรื่อง เป็นหนึ่งมักเออออและปลอบใจคุณอัมรีมากกว่า ไม่อยากเพิ่มความไม่สบายใจให้ผู้อาวุโส เธอจึงไม่เคยปริปากเรื่องข้อสงสัยในการตายของเพื่อน

“ยังไม่เห็นพ่อเขาว่าอะไรนะลูก” คุณอัมรีคงให้สามีเป็นฝ่ายติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยตรง เปลี่ยนหัวข้อใหม่โดยดึงมือเธอจากแขนของตัวเองมากุมไว้ สายตาจ้องเป็นห่วง

“หนึ่ง กับคุณพ่อน่ะ ยังเหมือนเดิมเหรอลูก”

ถูกจู่โจมอย่างนี้ แพทย์สาวที่รักษากิริยาได้ดีเสมอถึงกับชะงักน้อยๆ  

เป็นหนึ่งรู้สึกคล้ายหัวใจของตัวเองกลายเป็นก้อนฟองน้ำ เธอนึกว่ามันแห้ง ต่อเมื่อถูกแรงกดเบาๆ จากภายนอก กลับพบว่าเริ่มมีน้ำซึมออกมา

ใช่แล้ว ทั้งพ่อ ทั้งเรา สุดท้ายก็ยังเหมือนเดิม...

ประสาทศัลยแพทย์สาวเสมองผ่านผนังกระจกของศาลางานศพเข้าไปภายใน บิดายืนอยู่ตรงนั้น กำลังสนทนาออกรสออกชาติกับผู้เป็นใหญ่ทั้งสามแห่งเลิศวิชาญเวช และ...ใช่!

พ่อแค่มองเราแวบเดียว แล้วก็ไม่ทักอะไรตอนที่เราผละออกมาด้วยซ้ำ!

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่รู้สึกตัว เป็นหนึ่งยิ้มกลบเกลื่อน สูดและกลืนสิ่งที่ซึมออกมาให้เก็บลงตามเก่า “ก็--”

พอมาเจอเรื่องแบบนี้...” คนพูดแทรกขึ้นโดยยักคอไปทางโลงศพในศาลา “แม่คิดว่าคนเรามีอะไรก็ควรรีบคุยรีบปรับความเข้าใจกันไว้ ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่นะลูก”

สัมผัสได้ว่าดวงตาเริ่มชื้น แล้วในโพรงจมูกก็เริ่มชื้น พอดีกับที่บานประตูกระจกศาลาถูกเลื่อนเปิดอีกครั้ง คราวนี้ผู้สาวเท้าสวบๆ ออกมาคือผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่ใกล้หมดหน้าที่

ชายผู้มีเค้าหน้าประพิมพ์ประพายคุณอัมรีกำลังอารมณ์เสีย ไม่ถึงกับบึ้งตึง มนุษย์สังคมอย่างอานนท์เชี่ยวชาญการสวมหน้ากาก กระนั้นเป็นหนึ่งสังเกตได้จากแววตาขุ่นมัวของเจ้าตัว โดยเฉพาะจังหวะฝีเท้าที่ผิดปกติ

คนในวงสนทนาคงรุกไล่ จนอานนท์อึดอัดเกินจะร่วมบทสนทนาอีกต่อไป หากถึงอย่างไร การที่เจ้าตัวเลี่ยงออกมาลำพัง ไม่มีเลขานุการิณีตามมาด้วย ก็บอกได้ว่า สรวงสุรางค์คงถูกส่งสัญญาณให้อยู่ฟังคนทั้งสามต่อ เพื่อนำข่าวมาแจ้งเจ้านายภายหลัง

“ตอนนี้พ่อคุณต้องเหนื่อยหน่อยนะ หมอหนึ่ง” ก้าวมาถึง พี่ชายคุณอัมรีก็พูดพรวด ราวกับคนปวดท้องได้เข้าห้องน้ำ “ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนใหม่ไฟแรง แต่ไม่ค่อยรู้เรื่องภายใน ที่พ่อคุณเสนอบอร์ดขึ้นมาน่ะมันก็ใช่ ผมเองก็เคยคิดว่ามันดี แต่ในสถานการณ์แบบนี้ เราก็ต้องเร่งเรื่องที่วิกฤตกว่าก่อน หรือคุณว่าไง”

ผู้ถูกถามเพียงยิ้มเฉย

ก็เหมือนเมื่อครู่ คนอย่างเป็นหนึ่งรู้ว่าเวลาไหนควรพูดหรือไม่ควรพูดอะไร และการวางตัวแบบไหนจะทำให้เธอ มีค่า มากที่สุด

แน่นอน ในความเป็นจริง หญิงสาวรู้ว่าสิ่งที่อานนท์พูดนั้นเป็นแค่ข้ออ้าง ใครๆ ในโรงพยาบาลต่างก็ปิดกันให้แซดความย่อยยับที่เกิดกับเลิศวิชาญเวชในช่วงที่ผ่านมานี้มีอานนท์เป็นตัวแปรสำคัญ หลายนโยบายจากผู้อำนวยการถูกสอดไส้กลไกทุจริต เอื้อให้คนของเจ้าตัวแสวงประโยชน์ได้เรื่อยไป เมื่อถูกร้องเรียนก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ และตัวคนร้องเรียนเองต่างหากที่จะเริ่มถูกทำให้ มีปัญหา

กระทั่งเรื่องผิดกฎหมายร้ายแรงที่แดงขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ในแผนกของไอยวริญญ์ เป็นหนึ่งก็ได้รู้จากแพทย์นิติเวชสาวและ ร.ต.อ.อรรถพล ว่าที่แท้จริงแล้ว ทั้งหมดอานนท์ล้วนมีส่วนรู้เห็นด้วย หญิงสาวไม่กล้าเปิดปากเรื่องนี้ให้ใครรู้แม้กระทั่งพ่อของเธอ นายแพทย์เป็นเอกรักความยุติธรรม เธอไม่แน่ใจว่าพ่อจะโผงผางอะไรออกไปหรือไม่ ไม่ว่าเมื่อไหร่ พ่อก็ยังเป็นบุคคลใกล้ตัวที่เป็นหนึ่งคาดไม่ถึง และเข้าไม่ถึงเสมอ

ขณะเดียวกัน กับทางเด่นชัยว่าที่ผู้อำนวยการคนใหม่ เป็นหนึ่งยังไม่รู้จักรายนั้นดีพอ เจ้าตัวเพิ่งจะเข้ามาร่วมงานจริงจังกับเลิศวิชาญเวชได้ไม่ถึงปี ได้คุยกันไม่กี่ครั้ง ทว่าจากโปรไฟล์ จากข่าวที่เคยได้ยิน รวมถึงสัญชาตญาณของตัวเอง เธอเชื่อว่าเด่นชัยน่าจะไปไกลกว่าแค่ไฟแรงโดย ไม่รู้เรื่องภายใน อย่างที่อานนท์พะหัว

“เถียงไม่ออกเหมือนกันใช่มั้ย” ลุงของมิลานกลับตีความไปอย่างนั้น และครั้นคิดว่ามีผู้เห็นด้วย อารมณ์บูดก็เริ่มจะดีขึ้นถึงกับหัวเราะขัน “ผมรู้ ยังไงหมอเอกก็เป็นพ่อ นิสัยอย่างเขา คุณเป็นลูกสาวคงเตือนลำบาก เอาอย่างนี้สิ” เจ้าตัวชี้นิ้วขึ้นมา เป็นท่าที่เป็นหนึ่งไม่ชอบใจ มันคล้ายเธอกำลังถูกออกคำสั่ง แม้แต่พ่อ – ทั้งในฐานะพ่อหรือเจ้านาย พ่อยังไม่เคยออกคำสั่งเรา!

อานนท์ไม่ได้สัมผัสถึงความรู้สึกของเธอ หรือจะพูดให้ถูก ต่อให้สัมผัส คนอย่างเขาก็เข้าทำนองเดียวกับมิลานนั่นละ มักจะรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าจนไม่ต้องแยแสใคร นิสัยที่ทำให้ถูกไม่ชอบหน้าได้ง่ายๆ เจ้าตัวพูดต่อไปว่า “คุณเตือนหมอฟืนสิ”

“คะ?” ชื่อนั้นทำให้ร่างกายของเธอเกร็งขึ้นมาเสียเฉยๆ

“หมอฟืนไง เขาเป็นผู้ช่วยมือหนึ่งของพ่อคุณไม่ใช่เหรอ--”

น้อยหนึ่ง ผู้เป็นลูกสาวรู้สึกปลายนิ้วของตัวเองเริ่มกระดิก เป็นการกระดิกที่เธอไม่ได้ควบคุม!

“—อย่าหาว่าผมอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ แต่พ่อคุณกับผมก็อายุไม่ต่างกันเท่าไหร่ ผมไม่เคยเห็นใครอายุเท่าตัวเองแล้วยังกระฉับกระเฉงทันโลกเหมือนผมเลยรู้มั้ย ไอ้ความคิดที่พ่อคุณเอามาเสนอไอ้—เอ่อ—คุณเด่นชัยน่ะ ผมพนันได้เลยว่าน่าจะมีที่มาจากหมอฟืนนั่นละ!

คนปลายนิ้วกระดิก ค่อยๆ พยายามบังคับตัวเองให้กำมือแน่น

ผู้ส่งเสียงขัดกลายเป็นคุณอัมรี “โอ๊ย! บ้าบอน่าพี่นนท์ พูดอะไรก็ไม่รู้”

“เธอน่ะไม่รู้อยู่แล้ว วันๆ มัวแต่ซุกอยู่ในบ้าน ต้องอย่างยายมิลค์ แต่แล้วก็เป็นไง มีแม่แบบนี้ไงมันเลย--”

“ผอ.คะ!” เป็นคำแรกที่หลุดจากปากเป็นหนึ่ง เธอแตะต้นแขนมารดาเพื่อนไว้อย่างจะปลอบขวัญ กระนั้น ผู้อาวุโสก็ทื่อสะท้านไปเสียแล้วเพราะถ้อยไร้ปรานีจากพี่ชาย

อานนท์ถอนหายใจหงุดหงิด น่าจะรู้สึกว่าคนสะท้านกำลังทำผิด มากกว่าจะรู้สึกว่าตัวเองได้พูดอะไรผิดไป

เจ้าตัวชี้นิ้วใส่เป็นหนึ่งอีก “เอาเป็นว่าอย่าลืมไปบอกหมอฟืนเขาก็แล้วกัน นี่ผมหวังดีหรอกนะ”

พูดจบ คนพูดก็หมุนตัวกลับ

คุณอัมรีส่ายหน้าพึมพำเสียงสั่น “เชื่อเขาเลย...”

เป็นหนึ่งไม่อยากทำอย่างที่จะทำต่อไปนี้เลย เธอตระหนักดีว่าไม่ควรเลย ทว่าแรงจูงใจที่อยู่ข้างในก็กลับมีอิทธิพลมากกว่า

ก่อนที่อานนท์จะก้าวจาก หญิงสาวพูดว่า “ผอ.น่าจะฝากหมอนัตนะคะ”

“หืม?” อานนท์เอี้ยวกลับมามุ่นคิ้ว คิ้วของเจ้าตัวเริ่มยาวรกชี้กระจายเหมือนตัวละครร้ายๆ ในหนังจีนกำลังภายใน บางเส้นเริ่มเป็นสีขาวและเงิน

คุณอัมรีก็พลอยหันมาที่เธออย่างสงสัย

ประสาทศัลยแพทย์สาวยิ้มเย็นเหมือนไม่ได้มีความตั้งใจอะไรเป็นพิเศษ “หมอนัต ชนัตตรา ที่แผนกสูตินรีน่ะค่ะ”

แปลก ทั้งที่เลือกจะพูดเอง คนพูดกลับเกิดความรู้สึกอันน่าพิศวงขึ้นมาในใจ

ด้วยความสัตย์จริง เป็นหนึ่งไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอผู้นั้น -- จะรู้สึกอะไรได้ เธอแค่เคยเห็นหน้า รู้จักชื่อ รู้ว่าทำงานอยู่ที่ไหน แต่ไม่เคยคุยกันเลยสักคำ—

ก็ได้ ถ้าจะรู้สึกแปลกๆ มันก็คงเป็นเพราะ ชนัตตราเป็นคนที่เพื่อนสนิทของเธอออกตัวเป็นปรปักษ์ การที่เพื่อนเป็นปรปักษ์ มันคงส่งผลให้เป็นหนึ่งพลอยรู้สึกเหมือนมีกำแพงใสบางกั้นอยู่ระหว่างตัวเองกับเธอผู้นั้นกระมัง 

เพื่อจะเอาชนะความรู้สึกดังกล่าว หญิงสาวรีบพูดต่อไป “เดี๋ยวนี้พี่ฟืนกับหมอนัตเขา...สนิทกัน”

“อ้อ” มีก้อนความครุ่นคิดปรากฏในดวงตาของอานนท์ เป็นหนึ่งคิดว่ามันคงเกี่ยวกับคำว่า สนิทกัน มากกว่าการคิดสงสัยว่าชนัตตราเป็นใคร ในเมื่อหนึ่งในชื่อเสียงของเลิศวิชาญเวชก็คือการผ่าตัดศัลยกรรมระบบประสาทแก่หญิงมีครรภ์ ชนัตตราซึ่งเป็นผู้ร่วมสร้างชื่อเสียงนี้ย่อมมีที่อยู่ชัดเจนในสายตาของอานนท์

หญิงสาวเดาถูก ผู้อำนวยการหันกลับมาทั้งตัวอย่างให้ความสนใจ “จริงสิ ได้ยินคนเขาพูดเหมือนกันว่าหลังๆ หมอนัตเหมือนจะมีคนรัก ท่าทางความสัมพันธ์ของสองคนนั้นคงคืบหน้า ร่วมงานกันบ่อยนี่นะ จะว่าไปเขาก็เหมาะสมกัน หมอนัตหวงตัวมานาน คนสวยๆ เก่งๆ อย่างนั้นตัดสินใจเลือกคนหล่อมีอนาคตอย่างหมอฟืนก็ถูกแล้ว” 

พูดถึงตรงนี้ เจ้าตัวหัวเราะ “เอ นี่หมอหนึ่งคงไม่ได้หยั่งเชิงสายตาผมใช่มั้ย”

“หยะ...หยั่งเชิง?

“อ้าว ก็แต่ไหนแต่ไรมาคนเขาเชียร์คุณกับหมอฟืนกันนี่นา ถึงผมจะอยู่ข้างบนแต่ก็รู้หมดน่า” คนพูดขยายคำพูดไปยังผู้ยืนฟังอยู่ข้างๆ “นี่เพื่อนลูกสาวเธอไม่ได้กำลังหึงใช่มั้ย”

“หนึ่ง?” คุณอัมรีพลอยเลิกคิ้วสนใจด้วย

คนถูกสนใจพลันหน้าร้อนแดง อะดรีนะลิน—“ปละ...เปล่านะคะ”

“เอ หมอฟืนคนนี้น่าจะเป็นคนที่ยายมิลค์พูดถึงสินะ” มารดาเพื่อนเริ่มระลึกได้

“มิลค์เคยพูดถึงพี่ฟืนให้แม่รีฟังด้วยเหรอคะ!

“ใช่จ้ะ ก็ว่าเป็นหมอหนุ่มที่หล่อ น่าสนใจ ใช่มั้ยพี่”

“เขาก็เคยถามพี่แบบนี้เหมือนกัน พี่ยังว่าถ้าหมอฟืนไม่มามีข่าวกับหมอหนึ่งเสียก่อน ก็น่าลุ้นผู้ชายคนนี้ให้หลานอยู่หรอก กลับกลายเป็นว่าตาอยู่คว้าไปแทนซะนี่ แล้วอย่างนี้ คุณไม่หึง แต่หมอนัตเขาจะเป็นฝ่ายหึงคุณรึเปล่าล่ะ เล่นมีข่าวกับหมอฟืนมาตั้งนาน”

ผู้ถูกทักแสร้งหัวเราะผสมโรง ทั้งที่จริงไม่ขำ โดยเฉพาะไม่มีอารมณ์ขำ เพราะในใจกำลังคาดการณ์ต่อไปยังเรื่องสำคัญ

ใช่แล้ว ชนัตตราน่าจะรู้ ถึงเวลาเจอกัน มิลานจะออกท่าทางชัดว่าหวงฟ้าฟื้น แต่ที่แท้เจ้าตัวกับฟ้าฟื้นไม่ได้เป็นอะไรกันเลย

แล้วกับเราล่ะ เป็นหนึ่งอดคิดไม่ได้

แม้ชนัตตราจะส่งยิ้มมาให้ ทว่าความรู้สึกภายในคล้ายมีกำแพงต่อกัน เธอก็มี และแน่ใจว่าอีกฝ่ายก็มี นั่นเกิดเพราะชนัตตราเข้าใจผิดเรื่องเธอกับฟ้าฟื้นรึเปล่า

ไม่ทันหาคำตอบได้ เสียงหึ่งๆ ดังขึ้นในหมู่แขกงานศพ ดึงสายตาของคนทั้งสามหันตามไปที่บริเวณหน้าศาลาที่จัดงาน

ชายหนุ่มรายหนึ่งกำลังก้าวเข้ามา แม้จากระยะค่อนข้างไกลยังสัมผัสได้ถึงรัศมีอันดึงดูดและโดดเด่นที่แผ่ออกมา

สมกับที่เป็นดาราหนุ่มแห่งปีจริงๆ!

เป็นหนึ่งเคยเห็นตัวจริงคมิก 2-3 ครั้ง ค่าที่เจ้าตัวเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ซึ่งต้องเข้ามาร่วมทำกิจกรรมกับทางโรงพยาบาล ถึงกระนั้นแต่ละครั้งก็แค่เห็นจากที่ไกลๆ – ไกลกว่าตอนนี้ ทั้งที่เพื่อนสนิทผู้คลั่งไคล้ดาราหนุ่มรายนั้นพยายามคะยั้นคะยอให้เธอเข้าไปสัมผัส งานดี คมิกเองก็คงได้รับฟังเรื่องของเธอจากมิลานมาบ้าง ทุกครั้งที่ประสานสายตา หนุ่มน้อยจึงยิ้มให้และทำท่าคล้ายรอให้เธอตามมิลานไปสมทบ ใช่แล้ว เป็นหนึ่งมีโอกาสเข้าถึงตัวเขาด้วยเส้นสายเพื่อนสนิท ทว่าเธอไม่สนใจ ไม่ใช่แค่ไม่ได้บ้าดาราหรือคนหล่อๆ แต่เพราะเธอไม่ชอบความวุ่นวายมากกว่า

เช่นเดียวกับครั้งอื่นๆ ทุกครั้งที่ปรากฏตัว ร่างสูงของคมิกจะเต็มไปด้วยผู้คนห้อมล้อม ถ้าอยู่ในงานสำคัญก็เป็นการ์ด ถ้าอยู่นอกงานก็เป็นแฟนคลับนับสิบนับร้อย ในงานศพเช่นนี้ คนเหล่านั้นไม่ถึงกับเอะอะ หากทว่าก็ไม่ยอมปล่อยให้ดาราขวัญใจเดินมาลำพัง

“คมิกมาแล้ว” พอเห็นคนที่มีค่าต่อการร่วมคุยมากกว่า อานนท์ก็บอก “เดี๋ยวพี่ไปต้อนรับเขาแทนเธอแล้วกันนะ!

. . . . . . . . .



[1] HIS คือ Hospital Information System

[2] EMR คือ Electronic Medical Record

[3] VDI คือ Virtual Desktop Infrastructure

[4] Thin Client คือ คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ไม่มี CPU ใช้ทรัพยากรร่วมกันหลายเครื่อง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

36 ความคิดเห็น

  1. #9 Ciel En Rose (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2562 / 10:50
    หมอคลาริน่าจะได้ยินความปรารถนาสุดท้ายของมิลานนะคะ55555
    หมอฟืนกับหมอนัตนังไงล่ะเนี่ย พระเอกเราฮอตจริงๆ เลย หุหุ
    #9
    1
    • #9-1 ปราปต์(จากตอนที่ 5)
      20 สิงหาคม 2562 / 13:28
      จับตาหมอนัตดีๆ ครับ อิอิ
      #9-1