ถ่านไฟเดียว

ตอนที่ 3 : บทที่ 2 ประสาทศัลยกรรม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 893
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    23 ส.ค. 62


-2-

ประสาทศัลยกรรม

 

หลังจากปลายทางรับสาย เสียงสัญญาณหายไป เหลือแต่เสียงบรรยากาศจากฝั่งนั้น พร้อมเสียงลมหายใจที่เป็นหนึ่งยังจับได้ว่าเจือรอยสะอื้น

“แม่...” คำแรกจากมารดาของมิลานยังสั่นพร่า “ใช่ลูก แม่เป็นคนเข้าไปเจอเขาเอง...” พูดได้เพียงนั้น คนพูดก็ปล่อยโฮออกมา

เป็นหนึ่งสะท้อนใจ ต้องพยายามเก็บกลั้นความอ่อนแอของตัวเองไว้ ถึงกระนั้นหยดน้ำตาก็ค่อยๆ รื้นขึ้นคลอตาจนต้องพยายามกะพริบให้มันเหือดหาย

การสูญเสียเพื่อนสนิททำให้ประจักษ์ว่า ตัวเองไม่ใช่คนแข็งแกร่งนักหรอก

เธอเองซึ่งเป็นเพื่อนยังขนาดนี้ นี่ย่อมเป็นสถานการณ์ยากยิ่งสำหรับผู้เป็นแม่ โดยเฉพาะกับคุณอัมรี

ค่าที่เป็นเพื่อนสนิทกับมิลานมาตั้งแต่สมัยประถม เป็นหนึ่งจึงรู้จักและพลอยสนิทสนมกับมารดาของเพื่อนไปด้วย คุณอัมรีมีบุคลิกต่างจากลูกสาวลิบลับ อ่อนหวาน อ่อนไหว และอ่อนโยน เป็นคนที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวล เยือกเย็น น่าเข้าหา – ซึ่งลูกสาวกลับบ่นว่าน่าเบื่อ

ประสาทศัลยแพทย์สาวแทบนึกไม่ออก ตอนที่คุณอัมรีเปิดประตูเข้าไปในห้องคอนโดของมิลาน แล้วพบศพลูก เจ้าตัวจะช้อกและโศกเศร้าปานไหน

“—เมื่อคืนเพิ่งกลับมาจากญี่ปุ่น แม่เตือนมิลค์ตั้งแต่บ่ายแล้วว่าเพื่อนแม่จะขับจากแอร์พอร์ตมาส่งที่คอนโดเขา แม่จะขอค้างกับเขาคืนนึง--”

ที่พักของมิลานเป็นคอนโดมีเนียมสองห้องนอนอยู่แถวหลังสวน อันที่จริงพ่อของเจ้าตัวซื้อสำหรับใช้ที่จอดรถ แต่ต่อมาถูกลูกสาวยึดไว้เอง มิลานไม่ชอบบ้านแถวนนทบุรีที่โตมาแต่เด็ก เพราะเวลาเที่ยวดึกกลับลำบาก เป็นหนึ่งรู้ว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้าง มิลานแยกออกมาลำพังเพราะจะได้ห่างสายตาพ่อแม่ และมีชีวิตเริงโลดตามใจปรารถนาต่างหาก

“—ปกติถ้าแม่มาขอค้าง มิลค์เขาจะงอแงใช่มั้ยลูก แต่ครั้งนี้แม่บอกเขาตั้งแต่ก่อนไปญี่ปุ่น เขาก็อนุญาตง่ายๆ แถมให้กุญแจไว้ด้วย เพราะแม่กลับมาถึงไทยตั้งตีสาม เขาขี้เกียจตื่นลงมารับ

“ตอนที่กำลังให้เด็กจากบ้านเพื่อนขนของเข้ามาไว้ในห้อง พอดีแม่สังเกตเห็นลูกบิดประตูห้องนอนของมิลค์เขามีเชือกอะไรมัดอยู่ มันโยงหายขึ้นไปข้างหลังประตู พอลองเปิดดูก็ปรากฏว่ามันติดอะไรหนักๆ เชือกก็ยึดอยู่กับอะไรหนักๆ แม่ลองชะโงกเข้าไปดูก็...ก็...”

จากรายงานข่าว ศพของมิลานพิงอยู่ด้านหลังประตูห้องนอน เชือกจากลูกบิดด้านนอกโยงเข้าไปมัดคอเจ้าตัวแน่นหนา จากลักษณะคาดว่ามิลานเสียชีวิตหลายชั่วโมงก่อนที่คุณอัมรีและเด็กขนของจะเข้ามาในห้อง

“แม่รี...ทำใจดีๆ ไว้ก่อนนะคะ ตอนนี้แม่อยู่ที่ไหน อยู่กับพ่อรึเปล่าคะ” เป็นหนึ่งเรียกคุณอัมรีว่าแม่เพราะผู้อาวุโสบอกให้เธอเรียกอย่างนั้นมาตั้งแต่ยังเด็ก ขณะเดียวกัน เธอยังคงเรียกบิดาของเพื่อนว่าพ่อแม้จะไม่สนิทกันเท่าไรนัก เนื่องจากรายนั้นเป็นนักธุรกิจมีเรื่องยุ่งเหยิงติดพันตลอดกาล

คนปลายสายเหมือนจะไม่ได้ยิน หรือแม้ได้ยิน หากทว่าไม่รับรู้ ละล่ำละลักต่อไปว่า “แม่เป็นลม กว่า...กว่าจะรู้ตัวอีกทีตำรวจก็มาแล้ว เด็กไปบอกเพื่อนแม่ เขาเป็นคนโทรแจ้ง แม่...ทำอะไรไม่ถูก...พ่อเขาจัดการ...”

ได้ยินอย่างนั้นแพทย์สาวก็โล่งอกขึ้นหน่อย อย่างน้อยเรื่องนี้ และคุณอัมรีก็มีคนดูแลแล้ว

“ตำรวจเขาว่ายังไงบ้างคะ” เธอถามทั้งที่พอเดาได้

“เขา...ไม่รู้สิลูก...เขาว่ามิลค์ฆ่าตัว...ตาย...แต่...”

“เดี๋ยวคงต้องรอเขาตรวจหลักฐานอะไรกันอีกทีค่ะแม่” หญิงสาวสรุปให้ รู้ว่าคงเป็นเรื่องยากเย็นที่อีกฝ่ายจะยอมรับหรือแม้แต่พูดถึง

“แม่ก็...จ้ะ”

“มีเรื่องนึง หนึ่งไม่แม่ใจว่าแม่รีรู้รึยังค่ะ”

“หะ...หืม?” เสียงถามเหมือนเสียงสะอื้นมากกว่า

“พี่โน่ค่ะ”

“แฟนมิลค์?

ใช่ ธโนทัยนั่นเองคืออีกสาเหตุที่ทำให้มิลานอยากแยกจากบ้านมาอยู่คอนโดลำพัง เป็นหนึ่งยังได้ยินเสียงเพื่อนก้องสะท้อนไปมาในโพรงโสต

คนเป็นผัวเมียกันเขาก็ต้องอยู่ด้วยกันสิยะ!’

หญิงสาวตอบรับผู้อาวุโสแล้วอธิบาย “ค่ะ เมื่อคืนพี่โน่เขาเกิดอุบัติเหตุรถชน พ่อหนึ่งเป็นคนผ่าสมองให้ ป่านนี้ยังไม่ฟื้นเลย”

. . . . . . . . . .

 

ทั้งที่นิสัยต่างกันมาก เป็นหนึ่งกับมิลานก็สนิทสนมกันมายาวนานจนยากจะตัดขาด มิลานคือสีสันที่ขาดหายไปในชีวิตของเป็นหนึ่ง ถึงอย่างนั้น เธอก็พอใจจะมอง จะเตือน จะหัวเราะไปกับเจ้าตัว มากกว่าจะนำสีสันเหล่านั้นมาอยู่บนตัวของตัวเอง

ทั้งสองต้องแยกกันไปในระดับมหาวิทยาลัย ปกติเป็นหนึ่งเออออตามเพื่อนเสียมาก หากทว่านี่คือหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เธอไม่รับฟัง ไม่ยอมเปลี่ยนใจ ต่อให้วันที่ประกาศผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัย มิลานจะมาร้องห่มร้องไห้กอดคอ ขอร้องให้เปลี่ยนใจเป็นครั้งสุดท้าย

หลังจากได้รับคำปฏิเสธ เจ้าตัวงอนแล้วหายหน้าไปเป็นเดือน เป็นหนึ่งรู้แกวไม่ติดต่อไป ในที่สุดรายนั้นจึงบากหน้ากลับมา ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วบ่นว่าเพื่อนใหม่ในคณะเดียวกันไม่มีใครดีสักราย หรือพูดให้ถูกคือ ไม่มีใครยอมมิลานเหมือนที่เป็นหนึ่งยอมสักราย

นี่คือคำยืนยันว่าคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิด เป็นหนึ่งไม่ใช่ลูกไล่ เธอรู้ที่ทางทั้งของตัวเองและเพื่อนดีต่างหาก ช่วงต้นของปีหนึ่ง มิลานใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยราวกับว่าเป็นนักศึกษาแพทย์รายหนึ่งก็ไม่ปาน ทุกวันจะเห็นเจ้าตัวเดินคู่อยู่กับเป็นหนึ่งใต้ตึกคณะ กว่าจะแยกห่างไปก็เมื่อมีแฟนแต่ละทีนั่นละ

นี่ทำให้เป็นหนึ่งแทบไม่มีเพื่อนสนิทในที่เรียนเลย กำลังจะเข้ากลุ่มไหน มิลานก็หวนกลับมาฉกตัวเธอไปอีก โชคดีที่หญิงสาวเป็นคนเข้าและคุยกับใครก็ได้ ภาพลักษณ์ค่อนข้างไว้ตัวต่างหากทำให้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้าหา

มิลานเริ่มรู้จักกับธโนทัยจากแวดวงคนในสังคมเดียวกัน รสนิยมของทั้งคู่เข้ากันเพราะต่างก็เจ้าสำราญไม่แพ้กัน ธโนทัยลอยไปลอยมา มิลานไม่เคยเห็นเป็นปัญหา กระทั่งระยะหลัง

--นับวันยิ่งน่ารำคาญ แถมพ่อบอกว่า มีข่าวว่าบริษัทของพ่อโน่มันเริ่มส่อแววเหม็นๆ คนพูดย่นจมูก ไม่น่าเลย เราน่าจะฉุกใจแต่แรก

ฉุกใจว่า?’

ก็ชื่อมันไง ธโนทัย แปลว่ารุ่งเรืองในทรัพย์ แต่ขนาดชื่อเล่นมันยังบอกว่าโน่เลย!

เป็นหนึ่งหัวเราะ รับฟัง แต่ปราศจากคำแนะว่าเพื่อนควรทำอย่างไร เพราะรู้ว่าถึงพูดไปมิลานก็มีการตัดสินใจเป็นของตัวเอง เพื่อนสาวระหองระแหงแล้วก็กลับมาแน่นแฟ้นกับธโนทัยเป็นรอบที่ล้าน

อย่างไรก็ดี อาจเพราะหนนี้มีตัวแปรเรื่องเงินๆ ทองๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง กับทั้งการคบหาก็เริ่มจะนานเกินไปแล้ว ช่วงหลังเป็นหนึ่งจึงพบว่าเพื่อนสนิทไม่ค่อยเอาใจใส่แฟนหนุ่มอีกต่อไป ไม่โทรหาเช้า ไม่นัดทานข้าวเย็น ความสนใจของมิลานหันเหไปสู่อีกเรื่องที่เป็นหนึ่งไม่เคยคาดคิด

น้องมิกน่าลั้ก! ฮือ...

เสียงคร่ำครวญในช่วงหลังที่เจอกัน แสดงให้เห็นว่าเพื่อนสาวเป็นเอามาก ปกติมิลานไม่เคยสนใจวงการบันเทิงไทย ภาพยนตร์หรือละครไทยก็ไม่สนใจดู ไม่รู้เจ้าตัวจับพลัดจับผลูไปดูทีวีซีรี่ส์วัยรุ่นเรื่องดังนั่นได้ยังไง รู้ตัวอีกที เพื่อนซี้ก็คอยวิ่งถือป้ายไฟตามดาราหนุ่มนามว่าคมิกไปทั่วเสียแล้ว

ไหนเมื่อก่อนแกบอกว่าเป็นแม่ยกมันน่าอาย

เรียกดีๆ หน่อย ใครแม่ยก เขาเรียกว่า ติ่งย่ะ!’

เหมือนทุกเรื่องในชีวิต มิลานมีพลังกระเสือกกระสนล้นเหลือ เห่ออะไรขึ้นมาก็สามารถทุ่มเท (หรือที่เจ้าตัวเรียกว่า เปย์) ได้ไม่อั้น กรณีดาราหนุ่มรายนี้ นอกจากเสียเงินโหวตจนคมิกได้รับรางวัลมากมาย จองโรงแรมห้องข้างๆ กับที่คมิกเข้าพักเวลาไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ หรือซื้อตั๋วเครื่องบินเพียงเพื่อจะได้บอร์ดดิงพาสเข้าไปในพื้นที่พักผู้โดยสารที่ดาราหนุ่มรายนั้นรอขึ้นเครื่อง เพื่อนสาวยังอาศัยเส้นสายของผู้เป็นลุงช่วยให้คมิกคว้าตำแหน่งแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของโรงพยาบาลเลิศวิชาญเวชได้สำเร็จ

มิลานเป็นคนแบบนี้ ไม่เคยมีสักวันที่เสียใจกับการใช้ชีวิต ไม่มีสักวันที่ใจเฉา เหงาซึม แค่วิ่งในสวนสาธารณะแล้วกรวดกระเด็นโดนขา เจ้าตัวยังพิโอดพิโอยกลัวเสียโฉม กลัวเชื้อโรคซึมเข้าผิว กลัวจะอายุสั้นอย่างไม่เข้าเรื่อง...

นี่เอง สิ่งที่ทำให้เป็นหนึ่งยังไม่คลายใจ

ไม่ใช่แค่ อะไรหนอทำให้ยายมิลค์ปลิดชีวิตตัวเองได้ ทว่า...

คนแบบยายมิลค์น่ะหรือจะทำร้ายตัวเอง!

. . . . . . . . . .

 

คนทั่วไปมักไม่ค่อยทราบว่าแพทย์ที่ทำงานเกี่ยวกับระบบประสาทนั้นแบ่งเป็นสองแผนก ได้แก่ อายุรกรรมระบบประสาท หรือ นิวโรเมด (Neuro Medicine) กับ ประสาทศัลยกรรม หรือ นิวโรศัลย์ (Neuro Surgery) อธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายที่สุดได้ว่า แผนกแรกเน้นรักษาด้วยตัวยา ขณะที่แผนกหลังเน้นรักษาด้วยการผ่าตัด แนวทางที่ต่างกันนี้เองทำให้ทั้งสองแผนกมีเรื่องถกเถียงกันเสมอ

ความเข้าใจผิดอีกประการคือ แท้ที่จริงประสาทศัลยแพทย์นั้นหาได้ผ่าตัดเฉพาะสมอง ทว่ารวมระบบประสาทไว้ทั้งหมด ตั้งแต่สมอง เส้นประสาท ตลอดจนไขสันหลัง ซึ่งกินความถึงหมอนรองกระดูกสันหลังและการผ่าตัดยึดกระดูกสันหลังด้วย เคสที่เป็นหนึ่งเพิ่งลงมือเสร็จไปไม่ใช่การผ่าตัด แต่คือการดึงกระดูกคอให้เข้าที่ในเด็กชายอายุสี่ขวบ สกรูถูกยึดอยู่เหนือยอดใบหูเด็กน้อยประมาณสองนิ้วมือ ใช้เชือกถ่วงน้ำหนักโดยคำนวณจากน้ำหนักของกระดูกคอข้อที่หัก ระหว่างที่ดึงกระดูก ตอนแรกเธออาศัยยาระงับปวดและยาคลายกล้ามเนื้อ ต่อเมื่อไม่สำเร็จจึงต้องใช้วิธีดมยาสลบแล้วดึงคอแทน

กระบวนการนี้ใช้เวลาแค่ 15 นาที เมื่อพบว่าไม่มีผู้ป่วยเข้ามาอีก หญิงสาวก้าวออกจากห้องผู้ป่วยใน ตั้งใจจะเข้าไปรอในห้องพักแพทย์ ในห้องพักแพทย์นั้นมีกิจกรรมหลายอย่าง ทั้งคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์สำหรับดูรายการต่างๆ เรื่อยไปถึงคาราโอเกะหรือตารางหุ้น เกมส์ ห้องทำอาหาร แต่สำหรับเป็นหนึ่งนั้น เธอมักอ่านหนังสือหรือนิตยสารเป็นส่วนใหญ่ นิสัยรักการอ่านนี่เองช่วยให้ช่วงเวลาในรั้วมหาวิทยาลัยที่ไม่มีเพื่อนสนิทเป็นตัวเป็นตนผ่านพ้นไปได้ราบรื่น

ฝีเท้าสะดุดเมื่อพบว่าประตูห้องเป้าหมายที่อยู่ถัดไปลิบๆ ถูกผลักเปิด ผู้ก้าวออกมาคือนายแพทย์รุ่นพี่แผนกเดียวกัน ตอนนี้ฟ้าฟื้นอยู่ในชุดเสื้อยืดคอกลมกับกางเกงขายาวผ้าเดนิมเข้ารูป กระทั่งรองเท้าก็เป็นแตะหูคีบ

โรงพยาบาลเอกชนระดับกลางไม่จำเป็นต้องมีประสาทศัลยแพทย์อยู่พร้อมหน้ากันหลายคน ไม่ต้องมีหัวหน้าแผนก และบางแห่งนับรวมเข้าไปในแผนกศัลยกรรมทั่วไปด้วยซ้ำ แต่เลิศวิชาญเวชแยกแผนกประสาทศัลยแพทย์ออกมาโดยมีนายแพทย์เป็นเอกบิดาของเธอเป็นผู้อำนวยการ และยังอุตส่าห์มีลูกน้องอีกถึงสองคน คือเป็นหนึ่งและฟ้าฟื้น ในเวลาปกติที่ไม่มีเหตุฉุกเฉินยิ่งใหญ่ พวกเธอผลัดกันเข้าเวรทีละคน ตัวผู้อำนวยการนั้นต้องเข้าบ่อยกว่าเพราะมีภาระงานบริหารและการเข้าประชุมต่างๆ บ่ายวันศุกร์นี้เป็นเวรของเป็นหนึ่ง อีกทั้งไม่มีเหตุการณ์จำเป็นใดๆ หลังราวน์เช้า คือเข้าเยี่ยมคนไข้ที่นอนแอดมิทอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว ฟ้าฟื้นคงไปใช้ฟิตเนสของโรงพยาบาล เล่นเสร็จแล้วจึงอาบน้ำแต่งตัวใหม่โผล่มาในสภาพนี้ บางทีเขาอาจจะเข้ามาเอาของหรือพบใครบางคน

อย่างไรก็ตาม เป็นหนึ่งลอบส่ายหน้า ไม่ใช่เพราะฟ้าฟื้นดูไม่ดี ว่าที่จริง รูปลักษณ์อย่างเขานั้น ต่อให้เสื้อผ้าแย่กว่านี้อีกสิบเท่า ฟ้าฟื้นก็ยังเอาอยู่ แต่นั่นไม่ใช่ในฐานะของคนเป็นแพทย์ ที่ถึงจะไม่ได้อยู่ในชั่วโมงทำงาน ในทัศนคติของเธอ เขาก็ควรจะยังต้องแบกภาพลักษณ์ความเป็นแพทย์ที่ดีอยู่นั่นเอง

ฟ้าฟื้นมีรูปร่างสูงโปร่ง เป็นนักกิจกรรมตัวยง อันดับต้นๆ ของกิจกรรมเหล่านั้นก็คือการออกกำลังกาย ไม่ต้องแปลกใจถ้าวันดีคืนดีหมอฟืนจะมีรูปถ่ายว่าไปปรากฏตัวอยู่ตามโครงการวิ่งมาราธอน ไตรกีฬา ปีนผา ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ ทุกพื้นที่บนร่างกายเจ้าตัวจึงแข็งแรงอัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ ผิวเนียนละเอียดเป็นสีเข้มขับแรงดึงดูดแห่งบุรุษเพศล้นเหลือ ยิ่งกอปรกับโครงหน้าโดดเด่น ดวงตาขี้เล่น และรอยยิ้มเหมือนกำลังนึกขำอะไรสักอย่างตลอดเวลา ฟ้าฟื้นจึงไม่เคยตกอันดับหนุ่มทรงเสน่ห์เลย แล้วรอบตัวของเขาก็แทบไม่เคยว่างจากสาวๆ เลยเช่นกัน

กระทั่งตอนนี้ เดินออกจากห้องพักแพทย์มานิดเดียว เป็นหนึ่งก็เห็นนางพยาบาลสาวอีกรายโผล่ตามออกมาส่งของให้ ฟ้าฟื้นหัวเราะพลางยกมือแตะท้ายทอยทำนองเขินอาย เป็นไปได้ว่ารุ่นพี่จะลืมของไว้แล้วเลยแวะเข้ามาเอาจริงๆ

ขนาดเข้ามาเอา ก็ยังมัวแต่คุยกับสาวๆ จนลืมอีก!

ชายหนุ่มพูดอะไรอีกคำกับนางพยาบาลแล้วหันกลับ จุดมุ่งหมายของฟ้าฟื้นไม่ใช่ทางที่เป็นหนึ่งกำลังเดิน เจ้าตัวจึงไม่ทันสังเกตเห็นเธอ

แล้วถ้าทันสังเกต พี่ฟืนจะทำยังไงนะ

ภาพเหตุการณ์เมื่อเช้าค่อยๆ สะบัดเปลวหวนมากลบภาพตรงหน้า ราวแปดนาฬิกา เป็นหนึ่งขับเชฟโลเร็ตครูซคันสีขาวเข้ามาในลานจอดของโรงพยาบาล ดีใจที่แม้มาถึงค่อนข้างสาย แต่ยังทันซองจอดด้านข้าง มันเป็นช่องที่ดีที่สุด เพราะที่จอดรถของที่นี่แบ่งช่องไว้เขียมจัด หากต้องจอดตรงกลาง เวลามีรถคันอื่นขนาบข้างจะเปิดประตูได้ยากเย็น

ด้วยที่จอดนั้น ประสาทศัลยแพทย์สาวก้าวลงจากรถได้อย่างสบายใจ กำลังจะก้าวเข้าตึก ก็พอดีได้ยินเสียงทักจากลุงยามคนขยัน ระวังขี้หมานะครับ!’

คะ?!’ คนถูกทักสะดุ้งน้อยๆ หยุดก้มมองปลายเท้าแทบไม่ทัน ต่อเมื่อเห็นเพียงพื้นเปล่าว่างจึงหันไปทางต้นเสียง ไม่เห็นมี--

—ผมกวาดไปรอบนึงตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่รู้มันวิ่งมาขี้อีกทีเมื่อไหร่ เสียงเดิมพูดต่อ คนหันเพิ่งเห็นว่าคู่สนทนาของลุงยามไม่ใช่เธอ

ภายใต้ท่าทางงามสง่า เจ้าของฉายา นางฟ้านิวโรศัลย์ ก็หลุดโก๊ะได้ไม่ต่างจากมนุษย์ผู้หญิงสามัญ ดีว่าทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์พรรค์นี้ ด้วยภาพลักษณ์ กับทั้งทักษะกลบเกลื่อนแนบเนียนว่องไว เป็นหนึ่งรอดความอับอายมาได้ตลอด อย่างมากก็แค่เก็บอาการหน้าผ่าวไว้กับตัวเอง

เมื่อเช้า ทักษะเดิมกำลังจะถูกหยิบใช้ ถ้าไม่เพราะเห็นว่าคนที่ลุงยามกำลังคุยด้วยคือฟ้าฟื้น!

ใบหน้าร้อนยิ่งร้อนวูบ ไม่รู้เพราะอะไร เกิดเรื่องทำนองนี้ทีไร ฟ้าฟื้นเป็นต้องอยู่ไม่ไกลเธอทุกที แล้วราวกับมีตาเหมือนแมลงวัน เจ้าตัวจะทันเห็นท่าเปิ่นประหลาดของเธอเสมอ

อย่างไรก็ดี แทนที่จะทำกลั้นขำให้เธอยิ่งขวยเหมือนทุกครั้ง คราวนี้ รุ่นพี่ที่อยู่ในชุดห่างไกลจาก ความเป็นแพทย์ที่ดี กลับเบี่ยงหน้ากลับไป ยืนคุยกับลุงยามและไม่สนใจเธอเสียเฉยๆ

รีบกวาดไปทิ้งก็ดีครับลุง เดี๋ยวมีใครขับรถมาเหยียบเลอะเทอะจะงานหนัก

โชคดีที่ตอนคุณหมอขับเข้ามา ทันหลบก่อนนะครับ

อย่างไม่ทันตั้งใจ เป็นหนึ่งปรายตาไปยังด้านหลังของแพทย์หนุ่มรุ่นพี่

ปกติฟ้าฟื้นขี่จักรยานมาทำงาน ทว่าตั้งแต่กรุงเทพเต็มไปด้วยฝุ่น pm 2.5 ได้ยินว่าเจ้าตัวหันมาขับรถแทน เพราะอย่างน้อยยังติดเครื่องฟอกอากาศได้ เป็นหนึ่งเคยหยันในใจ ไหนล่ะคนออกปากว่ารักษ์โลก สุดท้ายพอโลกเริ่มไม่รักตัวเอง ก็เปลี่ยนอุดมการณ์มาขับรถเพิ่มฝุ่นกับเขาเหมือนกันแหละ!

เมื่อเช้า เธอไม่ทันหยัน เพราะภาพที่เห็นคืออีโค่คาร์ของฟ้าฟื้นจอดซ้อนคันอยู่ด้านใน

ใช่ เขาจอดซ้อน ทั้งที่มาถึงก่อน ยังเหลือช่องจอดที่เธอเพิ่งเข้าไปจอดเมื่อครู่...

ผมช่วยเฝ้าให้ก่อนก็ได้ จะได้ไม่มีใครพลาด ลุงรีบไปเอาไม้กวาดมาเถอะ

ขอบคุณครับคุณหมอ

นอกจากไม่หันขำ ฟ้าฟื้นยังทำเหมือนหาข้ออ้างไม่เดินมาสมทบเธอเสียเฉยๆ

ทำไม--?

ตั้งคำถาม ทั้งๆ ที่ปกติเธอมักภาวนาให้เขาไปไกลๆ

หนำซ้ำ ทันทีที่คำถามถูกตั้ง บางความคิดที่เหมือนจะตกตะกอนอยู่ก้นใจมาพักใหญ่ก็พลันลอยเอ่อ

นี่เขาโกรธเราเหรอ?

ตั้งแต่เหตุการณ์ในห้องสอบสวนความผิดเช้าวาน เป็นหนึ่งยังไม่ได้คุยกับรุ่นพี่อีกเลย อันที่จริง แทบไม่มีโอกาสแม้แต่มองหน้าหรือสบตากันตรงๆ

เวรของประสาทศัลยแพทย์เวียนกันทีละคน จะได้เจอหน้ากันก็แค่ช่วงราวน์เช้า หรือตอนที่คนหนึ่งกำลังจะเข้า อีกคนกำลังจะออกเวร เมื่อวานเป็นเวรของเขา ราวน์เช้าเสร็จเป็นหนึ่งไม่ได้อยู่รอพบ เพราะวางสายจากมารดาของมิลาน เธอก็รีบดิ่งไปหารายนั้นด้วยความเป็นห่วง แล้วความวุ่นวายก็ทำให้ไม่มีเวลาโทรหาฟ้าฟื้น – อันที่จริง ถึงมีเวลาเธอก็อาจไม่รู้สึกสะดวกใจที่จะโทรหาอยู่ดี ในเมื่อปกติคนที่เป็นฝ่ายโทรล้วนคือเขา

ยิ่งมาเจอกันอีกที ฟ้าฟื้นกลับทำท่าทางเช่นนี้ ปั้นปึ่งอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน! เป็นไปได้ว่าเขาไม่พอใจที่เธอเป็นหนึ่งในสาเหตุอันทำให้เรื่องลุกร้าย ถ้าคืนก่อนหน้าเป็นหนึ่งรับโทรศัพท์แล้วเข้ามาดูแลธโนทัยทันการ เรื่องก็อาจไม่เลยเถิดจนรู้ไปถึงหูพ่อของเธอ และเขาจะไม่ต้องถูกเรียกตำหนิ หรืออาจถูกลงโทษ

ว่าแต่ นี่พี่ฟืนถูกพ่อลงโทษจริงๆ เหรอ?

เป็นหนึ่งรู้ว่าเรื่องคราวนี้ค่อนข้างร้ายแรง แต่เพราะแต่ไรมา พ่อรักใคร่กลมเกลียวฟ้าฟื้นเสียยิ่งกว่าเธอซึ่งเป็นลูกแท้ๆ หญิงสาวจึงเข้าใจว่าหนนี้ อย่างมากพ่อก็คงแค่คาดโทษ หรือเผลอๆ จะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะคนไข้ก็ได้รับการรักษาทันเวลาแล้วด้วยซ้ำ

พ่อลงโทษอะไรพี่ฟืนนะ?

จดจ้อง อย่างจะสบเข้าไปในตาของอีกฝ่าย รู้ว่าเขาเท่าทันว่าถูกเธอมอง ต่อเมื่อแสร้งไม่ยอมหันมา ท้ายที่สุด เป็นหนึ่งจึงหมุนกลับแล้วก้าวฉับๆ หนีขึ้นอาคาร บอกตัวเองว่า ก็เรื่องของเขา! ทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าเขาทำตัวดีๆ ไม่ใช่หาทางแหกคอกตลอดเวลาแบบนี้!

ถึงตอนนี้ คนแต่งตัวแหกคอกกำลังจะก้าวออกจากบริเวณหน้าห้องพักแพทย์ อย่างไรก็ตาม ปลายเท้าของเขาสะดุด จากนั้นหมุนตัวกลับไปอีกทาง

ไปห้องน้ำ?

เป็นหนึ่งเสมองทิศที่เจ้าตัวตั้งใจจะไปแต่ต้น แปลกใจเมื่อพบว่านางพยาบาลรายหนึ่งกำลังก้าวนำตำรวจสองนายเข้ามา

“หมอหนึ่งคะ” พยาบาลรายดังกล่าวเห็นเธอเข้าก็รีบร้องเรียก

เป็นหนึ่งหยุดยืนรอ สายตาตั้งคำถาม

“คุณตำรวจมาขอพบค่ะ”

เธอมองสองคนหลังที่ยืนขึงขังจ้องมา “แต่ว่าตอนนี้เป็นเวร คนไข้อาจจะเข้ามา--”

“รบกวนไม่นานครับ” นายตำรวจรายที่ดูจะมียศสูงกว่าพูดแทรก

เป็นหนึ่งไม่ชอบให้ใครพูดแทรก

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวพูดต่อว่า “เรื่องการตายของคุณมิลานครับ”

หญิงสาวจึงจำพยักรับเรียบๆ

จังหวะที่กำลังจะก้าวต่อไปด้วยกัน ปรายตาทันเห็นฟ้าฟื้นก้าวออกมาจากหลืบห้องน้ำ ตอนนั้นเองเธอสังเกตว่าถึงชุดจะลายพร้อย ทว่าอาภรณ์ของเขาเป็นสีขาวและดำตลอดร่าง

. . . . . . . . . .

 

บทสนทนากับนายตำรวจนั้นอยู่แวดล้อมเรื่องราวของมิลาน ในฐานะเพื่อนสนิท เป็นหนึ่งถูกขอให้เล่าว่าเจ้าตัวใช้ชีวิตอย่างไร ติดต่อกับใครบ้าง โดยเฉพาะช่วงวันสุดท้ายก่อนเกิดเหตุน่าสลดใจ

“--ถ้าจะให้เล่าชัดเจนก็ตอบไม่ค่อยถูกเหมือนกันนะคะ เพราะมิลค์เขาไม่ได้มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง แล้วก็ไม่ชอบทำอะไรรูทีนด้วย” คำพูดหยุดลงเล็กน้อยเพื่อเรียกความคิด ตอนนี้เธอกับเขาทั้งสองเข้ามาอยู่ในห้องประชุมขนาดเล็กของโรงพยาบาล เนื่องจากแพทย์ที่นี่ไม่มีห้องทำงานเป็นส่วนตัว นายตำรวจคนหนึ่งเป็นผู้ยิงคำถาม ขณะผู้ติดตามนั่งอยู่ห่างออกไป รับหน้าที่พรมนิ้วบันทึกลงในคอมพิวเตอร์แลปท้อป

“ส่วนใหญ่มิลค์เขาก็ไปสังสรรค์กับเพื่อน หรือไม่ก็ไปเที่ยว ไปชอปปิ้ง อ้อ ระยะหลังที่ชัดหน่อยก็คือตามกรี๊ดดารา แต่ว่าวันที่เกิดเรื่อง รู้สึกว่ามิลค์จะไปดูหนัง ดิฉันยังเห็นเขาลงรูปในไอจีช่วงบ่ายๆ เลย หนังตลกด้วย จากนั้นน่าจะกลับเข้าคอนโดเลยเพราะคืนนั้นแม่เขานัดจะมาค้าง แม่มิลค์เพิ่งกลับจากต่างประเทศน่ะค่ะ”

“คุณอัมรีได้เล่าให้เราฟังเหมือนกัน” ผู้ฟังพยักหน้า ก่อนเริ่มคำถามใหม่ “คุณหมอพอจะทราบมั้ยครับว่า ก่อนหน้านี้คุณมิลานเธอมีเหตุขัดแย้งกับใครบ้างรึเปล่า”

“ขัดแย้งยังไงล่ะคะ มิลค์เป็นคนปากไว ใจร้อน คุณพอจะนึกภาพออกใช่มั้ย แต่ดิฉันว่าถ้ามีเรื่องกับใครจริงๆ จังๆ ก็เห็นจะไม่มี ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องเล่าให้ดิฉันฟังบ้างแล้ว”

คนตอบวรรคนิดหนึ่ง จ้องตาผู้สอบถาม “ถามอย่างนี้ ตำรวจกำลังคิดว่าการตายของยายมิลค์ไม่ใช่--”

“เรายังไม่ได้สรุปอะไรในตอนนี้น่ะครับ”

เป็นหนึ่งรับทราบ ครอบครัวของมิลานไม่ใช่คนตัวเล็กๆ แล้วพ่อของเพื่อนก็คงไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ

หากถึงอย่างไร เธอก็ยังหวัง “พูดตามตรง ฉันเองก็ไม่คิดว่ามิลค์จะฆ่าตัวตาย”

อีกฝ่ายจ้องตรงเข้ามาในตาเธอ “ทำไมครับ”

แพทย์สาวเล่าความคิดที่ติดอยู่ในหัว รอยยิ้มของเพื่อน ความรักชีวิตของเพื่อน และชีวิตอันปราศจากความเศร้าหมองของเพื่อน “—ไม่มีสาเหตุอะไรที่มิลค์จะฆ่าตัวตายเลย”

“ผมเข้าใจ” คำตอบอันกอปรด้วยท่าทางเรียบเฉย ราวกับว่าความตายของเพื่อนเธอเป็นเรื่องเรื่อยเปื่อยไร้สาระ ฉุดอารมณ์ของเป็นหนึ่งขึ้นมาเล็กน้อย

“ถามจริงๆ นี่ผลการชันสูตรศพออกมารึยังคะ!

“คุณหมอ ใจเย็นๆ ครับ”  

หญิงสาวถอนหายใจ “ขอโทษค่ะ อย่างที่บอก ดิฉันไม่เชื่อเลยว่า--”

คำชะงัก ความรู้สึกบางอย่างพองอัดจากอกขึ้นมาที่คอ เข้ามาในปาก มันตื้อตัน ไม่สามารถพูดอะไรได้

อันที่จริง เป็นหนึ่งนึกว่าความเศร้าที่ตัวเองพยายามเก็บกลั้นนั้นได้กร่อนสลายไปแล้ว เธอบอกให้ตัวเองตั้งสติ แล้วยอมรับการสูญเสียครั้งนี้ ยายมิลค์จะไม่โผล่กลับมาดึงเราออกจากสังคมไหนไปยึดไว้กับตัวเองอีก!

คนเรายอมรับความจริงได้ ก็น่าจะเข้มแข็งขึ้นได้มิใช่หรือ ไม่คิดเลย ที่แท้ความเศร้านั้นเพียงแต่หดซ่อนอยู่ใต้เปลือกเปราะ พอถูกแรงภายนอกกะเทาะก็พร้อมจะแตกพัง

ให้ถึงอย่างไรเธอก็พยายามเก็บกดมันไว้ เม้มปาก กลืนน้ำลาย กะพริบถี่ๆ ให้น้ำตาตัวเองหายจากคลองตา ยกมือปฏิเสธกระดาษทิชชู่ที่คู่สนทนาสาวยื่นให้

ครั้นกลับสู่สภาวะปกติ หญิงสาวเปลี่ยนเป็นประโยคใหม่ “ยังมีอะไรจะถามดิฉันมั้ยคะ”

โชคดีที่นี่เป็นโรงพยาบาลเอกชน ถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐ อย่าหวังเลยว่าเธอจะปลีกตัวออกมาได้เช่นนี้ คนไข้จะถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดคนแล้วคนเล่า ถึงอย่างไรชีวิตของคนที่ยังอยู่ก็ต้องสำคัญกว่าคนที่ตายไปแล้ว

นายตำรวจพยักหน้า “ขอถามถึงตอนที่เกิดเหตุ ตอนนั้นคุณหมอกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหนครับ”

“ดิฉันกำลังพักอยู่ที่บ้านกับคุณแม่ค่ะ” โดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายถาม เป็นหนึ่งเพิ่มรายละเอียดให้เอง “อยู่แถวราชเทวี”

“พักกันอยู่สองคน?

“มีลูกจ้างอีกคน แล้วก็คุณพ่อ คุณพ่อก็ทำงานเป็นเจ้านายดิฉันที่โรงพยาบาลนี้ค่ะ ปกติถ้างานเยอะแกจะพักที่คอนโดละแวกนี้ วันนั้นก็เหมือนกัน”

“ได้ยินว่าช่วงที่เกิดเหตุ คุณพ่อของคุณผ่าตัดรักษาคนรักของคุณมิลานอยู่ที่นี่”

“ค่ะ”

อีกฝ่ายผงกศีรษะ “ตอนนี้อาการของเขาเป็นยังไงบ้างครับ”

“ดิฉันไม่ได้เป็นคนดูแลโดยตรงนะคะ เท่าที่ทราบ ตอนนั้นเขาสมองช้ำแล้วก็มีเลือดออกในสมองด้วย ปกติกรณีแบบนี้ หลังจากผ่าเอาเลือดออกมาแล้ว สมองจะค่อยๆ บวมขึ้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมงค่ะ เราจะใช้ยาลดสมองบวม ถ้าจะฟื้นก็คงอีกหลายวัน”

“ไม่มีพยานที่สามารถบอกได้เลยว่าคืนนั้นคุณธโนทัยกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน ก่อนที่จะมาประสบอุบัติเหตุในเวลาเกือบๆ สองทุ่ม”

“แต่...”

คำของเธอยกมุมปากของคู่สนทนาอย่างชื่นชมในความเท่าทัน “ใช่ครับ แต่ ...” เจ้าตัวย้ำเสียง “ดูจากจุดที่รถเกิดเหตุ มีความเป็นไปได้ว่าเขาอาจเพิ่งออกมาจากคอนโดของคุณมิลาน เราคงต้องรอเขาฟื้นมาพูด”

มีคำถามที่ไม่สลักสำคัญอีกเล็กน้อยก่อนบทสนทนาจะจบลง เป็นหนึ่งก้าวนำนายตำรวจทั้งสองออกจากห้อง “ดิฉันขอส่งแค่นี้นะคะ ต้องกลับไปที่--”

“ไม่เป็นไรครับ” คนในชุดสีกากียิ้มให้ “เรายังไม่กลับตอนนี้”

เรียวคิ้วหลังแว่นตาทรงกลมของแพทย์สาวเลิกขึ้นเล็กน้อยแทนคำถาม

“จะขอคุยกับคุณหมอฟ้าฟื้นต่อ”

พี่ฟืน?

เป็นหนึ่งเริ่มงงงวย ครู่ก่อนที่เห็นเขา เธอนึกว่าเจ้าตัวมาเอาของ และได้ออกไปแล้ว นี่แสดงว่า—

มีอะไรเกี่ยวกับเขาด้วยเหรอคะ”

อีกฝ่ายเงียบไปอึดใจคล้ายไตร่ตรอง และแล้วตัดสินใจตอบ พร้อมสายตาจ้องทะลุเข้ามาในตาเธอละม้ายจับสังเกต

“เราเช็กโทรศัพท์ของคุณมิลานพบว่า ระยะหลังเธอโทรหาคุณหมอฟ้าฟื้นบ่อยๆ ครับ”

. . . . . . . . . .

โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

36 ความคิดเห็น

  1. #7 Ciel En Rose (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2562 / 12:02
    งานเข้าคุณหมออีกแล้ว อะไรยังไงล่ะเนี่ย55
    #7
    1
    • #7-1 ปราปต์(จากตอนที่ 3)
      6 สิงหาคม 2562 / 12:12
      ฟ้าฟื้นจะเกี่ยวข้องกับคดีจริงๆ มั้ยนะ ^^
      #7-1