ถ่านไฟเดียว

ตอนที่ 16 : บทที่ 15 ดับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 514
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    4 พ.ย. 62

-15-

ดับ

 

ในแต่ละทางเลือกของชีวิต ไม่มีใครรู้แน่ว่าตกลงเราตัดสินใจผิดหรือถูก

การตัดสินใจครั้งนั้นก็เช่นกัน

หลังจากใคร่ครวญ เป็นหนึ่งพบว่าผอ.เด่นชัยน่าจะรู้รอยร้าวระหว่างเธอกับฟ้าฟื้นมาบ้าง รู้ว่าเธอเลือกเข้ามาทำงานที่เลิศวิชาญเวชก็เพื่อจะอยู่ใกล้พ่อ ได้เป็นคนเก่งของพ่อ แต่เธอกลับไม่เคยเดินไปสุดทางนั้น

รุ่นพี่คือตัวขัดขวาง!

ฟ้าฟื้นชาญฉลาด แต่เขามักอาศัยความฉลาดมางัดช่องโหว่ของกฎยิบย่อยให้ตัวเองพลอยได้ผลประโยชน์ นี่น่าจะเป็นข้อเสียใหญ่ไม่กี่อย่างในตัวเขา ข้อเสียที่อาจเกิดจากการเรียนรู้และซึมซับวิธีทำธุรกิจของแม่ตัวเองมาแต่น้อย เป็นหนึ่งเคยสงสัยว่าคุณป้าจุไรเคยรู้รึเปล่า และหากรู้ แกจะเตือนลูกอย่างไร จะเตือนได้มั้ย ในเมื่อตัวเองก็ทำให้ลูกเห็นมาตลอด แต่การที่คุณป้าจุไรไม่พูด ไม่สอน นั่นยังไม่น่ากังขาเท่ากับที่บิดาของเป็นหนึ่งพลอยปิดตาข้างหนึ่งเสมอ

หญิงสาวอึดอัดใจ โดยพื้นฐานเธอไม่ชอบอะไรสกปรก ยิ่งคนทำสกปรกนั้นเป็นผู้ที่แย่งความรักจากพ่อไป แย่งชัยชนะและคอยตอกย้ำความผิดพลาดพ่ายแพ้ของเธอ เรื่องสกปรกนั้นก็ดูจะยิ่งขยายใหญ่ เธอปิดตาแบบพ่อไม่ได้ เพราะมันตกตะกอนในใจ และอย่างร้ายกาจ เธอต้องยอมรับว่าตัวเองลอบรอสักวันที่จะได้ใช้มันเพื่อตัวเอง!

นี่แหละคือความจริง เหตุผลแท้จริงที่เธอยอมรับปากช่วยเหลือผอ.เด่นชัย!

ไม่ใช่เพื่อโรงพยาบาล ไม่ใช่เพื่อพ่อ – ที่เธอหาข้ออ้างให้ว่า พ่ออาจยุ่งยากใจจนทำอะไรไม่ได้ (ในเมื่อฝีมือของฟ้าฟื้นค้ำคออยู่) เป็นหนึ่งเพียงอาศัยคำอ้างเหล่านั้นมากล่อมให้ตัวเองสนิทใจ รู้สึกว่าไม่ใช่คนทรยศพ่อ และไม่ได้ทรยศกระทั่งฟ้าฟื้น ก็เราเตือนเขามาตลอด แต่เขายังเลือกทำตัวเอง!

อย่างเงียบเชียบ ประสาทศัลยแพทย์สาวคอยเก็บข้อมูลรอส่งให้ผอ.เด่นชัย บุคคลปลายทางไม่เคยถามหาความคืบหน้า ทว่าท้ายสุดกลับเป็นเธอต่างหากที่ละล้าละลัง ไม่อยากส่ง มีด เล่มนั้นออกไปเสียเอง

เช่นเคย เธออ้างกับตัวเอง ไม่ใช่เพราะสงสาร หรือมีเยื่อใยกับฟ้าฟื้น ความละล้าละลังเกิดจากเธอไม่อยากทรยศพ่อ – แม้ตอนแรกจะบอกตัวเองว่านี่คือการช่วยพ่อให้ไม่ต้องลงมือเองก็เถอะ

ตอนที่พ่อบอกจะให้เธอรับผิดชอบเคสของตาธาร – เคสอันมาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวของเด่นชัยกับพวกทีอาร์ดี – หญิงสาวจึงเผลอเยียบเย็นในใจคล้ายวัวสันหลังหวะ แสร้งเลี่ยงถามว่า พ่อคะ เคสนี้พ่อเป็นคนเลือกหนู?’

เพราะถ้าไม่ใช่ เพราะถ้าเด่นชัยเป็นคนเจาะจงมา ใครต่อใครอาจสงสัยว่าทำไมต้องเป็นเธอ และเมื่อนั้นความลับเรื่องการเป็นมือเท้าให้กับรายนั้นอาจถูกสืบสาวจนไม่เป็นความลับอีกต่อไป

โชคดีที่เด่นชัยเองก็คงระวังตัวอยู่เหมือนกัน

ส่วนเรื่องรุ่นพี่ เธอยังไม่ทันตัดสินใจ ฟ้าฟื้นก็ก่อวีรกรรมซะก่อน เป็นหนึ่งไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจ เธอไม่ใช่คน ฟ้อง ก็จริง แต่การที่คืนนั้นไม่ได้รับสายจากจงกล ก็เท่ากับเธอเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาต้องรับโทษอยู่ดี

หมายถึง ถ้าเพียงแต่เขาจะมีโทษ!

การไม่เห็นพ่อลงโทษเขา ทำให้เธอหงุดหงิดใจ ความหงุดหงิดนั้นยิ่งระเบิดปะทุเมื่อรู้ว่า เหตุผลที่เรื่อง แดง ออกมา ก็เพราะพ่อเธอด้วยนั่นละอยู่เบื้องหลัง

พ่อเป็นชู้กับผู้หญิงคนนั้น!

แม้โตพอ และมีสติปัญญาพอจะเข้าใจอะไรได้ แต่การยอมรับเรื่องบางอย่างซึ่งเป็นบาดแผลในใจก็ยังยากเย็น เป็นหนึ่งเกลียดความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโง่ แต่ขณะนี้ มองย้อนกลับไป เธอพบว่าตัวเองใช้ชีวิตเหมือนเป็นแค่คนโง่คนหนึ่ง ถูกแม่ใช้ความรักของพ่อเป็นข้อต่อรอง ให้เอาชีวิตไปผูกพันกับชัยชนะที่ไม่ได้มีค่ากับตัวเองอย่างแท้จริง แทบจะไม่ใช่ตัวของตัวเองอย่างแท้จริง มารู้เท่าก็เสียเวลาไปแล้วเกือบครึ่งชีวิต!

นอกจากนั้น การไต่ตามเพื่อพยายามเอาชนะ ยังทำให้เธอหลงลืมไปแล้วว่าตัวตนแท้ๆ ของตัวเองคืออะไร ละเลยว่าความต้องการแท้ๆ ของตัวเองคืออะไร มาคิดดู เป็นหนึ่งนึกไม่ออกจริงๆ ว่าตัวเองอยากเป็นหมอหรือไม่ เธอรักการมีชีวิตอย่างเป็นระเบียบเหมือนถูกบีบรัดแบบนี้จริงๆ หรือแค่เพราะถูกแม่ตั้งค่าให้รัก

มันช่างเป็นความโปร่งเบาอันน่าใจหาย เมื่อพบแล้วว่าตัวตนของตัวเองคือสิ่งที่ใครๆ ถมปั้นเข้ามาเท่านั้น การเติบโตภายในคืออะไร การตั้งคำถามคือสิ่งไหน เป็นหนึ่งถึงกับพรึงเพริดเมื่อพบว่า เธอเริ่มจะสงสัย ที่ตัวเองมองว่าผู้หญิงทำแท้งคือแม่ใจยักษ์นั้น เกิดจากพื้นฐานความคิดของตัวเอง หรือแม่ หรือสังคม หรือคนอื่นบอกให้เธอเชื่ออย่างนั้นกันแน่!  

ท่ามกลางความโปร่งเบา – อันจะเรียกว่ากลวงเขลาก็ได้ – วิ่งทุรนไขว่คว้าตามไป แทบจะมีไม่กี่ฉากที่หญิงสาวมองเห็นภาพของตัวเองชัด

ทำไมพี่ฟืนไม่เห็นถามเรื่องบ้านหนึ่งบ้างเลย

หืม อย่าบอกนะว่าที่อุตส่าห์มารอถึงนี่ เป็นเพราะจะถามเรื่องแค่นี้

จริงๆ ก็ทำนองนั้น

ถ้าจะมีช่วงไหนในชีวิตที่บอกได้ว่าเธอเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง ก็คงเป็นช่วงนั้น ดูจะมีแค่ช่วงนั้นจริงๆ! เป็นหนึ่งจำได้ว่าเธอรู้สึกถึงหัวใจอันเบ่งบานเหมือนดอกไม้สะพรั่ง เป็นช่วงที่เธอมองเห็นอีกด้านของตัวเอง ด้านที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และเธอรักตัวเองคนนั้น ตัวเองที่ต้องหลบซ่อนเพราะลอบเล็ดลอดออกจากกรอบมารดา

แต่ก็เป็นเธอ ที่เลือกจะเฉือนใจตัวเอง ทอดทิ้งเป็นหนึ่งคนนั้น หันหลังให้พี่ฟืน เพื่อจะกลับเข้ากรอบ กลับไปใส่ความเปล่าว่าง เปราะบาง

หนึ่งอยากให้เรา...หนึ่งอยากขอให้เราอยู่ห่างๆ กัน...ไม่ต้องคุยกันอีก และหนึ่งจะไม่ยืมหนังสือเล่มไหนๆ ของพี่อีกแล้ว

ทำไมเธอถึงโง่ขนาดนั้น ทำไมเราถึงโง่ขนาดนั้นนะ!

เพื่อจะก้าวฝ่าออกไปได้ เพื่อจะลบทำลายความโง่ และความหวังที่ยังเพียรก่อชั้นเป็นกำแพงบางๆ รอบตัว เป็นหนึ่งจึงกลั้นใจ ขอให้พ่อกับแม่หย่าจากกัน

นี่อาจเป็นครั้งแรก ที่เธอยอมเปิดตามองความจริง

แม้ความจริงอาจทำให้รวดร้าว ดับฝัน แต่คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ความจริงให้ได้ แต่ความฝันและความลวงให้ไม่ได้ คือความจริงเท่านั้นเป็นนิรันดร

พ่อกับแม่ไม่ได้รักกัน ไม่ว่าเธอจะทำอย่างไร เสียสละตัวเองสักเท่าไหร่ พวกท่านก็ไม่มีวันรัก

การที่เธอปิดตาแล้วเพียรทำ ย่อมไม่ต่างจากที่พี่ฟืนบอก

--คนแบบนี้ไม่ใช่ฮีโร่ จะเป็นได้ก็แค่ฮีโร่แบบที่ อลอนโซ กีฆาโน่ เป็น คือคนที่พยายามจะยกตัวเองเป็นอัศวินเหนือชาวบ้าน แต่ที่แท้เป็นตัวปัญหา หรือคนวิกลจริตที่สร้างปัญหาให้กับคนอื่นก็เท่านั้น!’

พ่อกับแม่ทนอยู่ด้วยกันเพราะรักเธอ อาจจะเวทนาในความหวังริบหรี่และความพยายามมหาศาลของเธอ การเปิดตารับความจริงแล้วยอมให้มันจบลงเสียที  อย่างน้อยอาจทำให้ต่อไปมีใครสักคนเป็นสุขบ้าง

เป็นหนึ่งยอมรับ การตัดสินใจปล่อยให้พ่อไปมีครอบครัวใหม่ มันโล่งอกกึ่งๆ ใจหาย ไม่รู้ว่านี่เป็นความคิดที่ถูกต้องจริงๆ หรือไม่ แต่ก็นั่นละ ใครจะรู้ว่าวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ และอนาคตต่อๆ ไปจะเป็นเช่นไร เราต่างก็พยายามทำในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดกันทั้งนั้น ต่อให้พรุ่งนี้มันกลายเป็นไม่ดี มะรืนก็ไม่ดี อนาคตต่อๆ ไปก็ไม่ดี แต่อย่างน้อยเราก็ยังพอบอกตัวเองได้ว่า เราได้พยายามอย่างถึงที่สุดภายใต้ข้อจำกัดแล้วมิใช่หรือ

พ่อรับฟังคำสารภาพของเธอด้วยอาการสงบ ถ้านี่เป็นในนิยายดีๆ สักเรื่อง ฉากนั้นอาจจบลงโดยพ่อกางมือออกแล้วเธอโผเข้าไปกอดเขาแน่นๆ ร้องไห้หนักหน่วงโดยมีพ่อลูบผมประโลมใจ บอกว่าไม่เป็นอะไร ไม่เป็นอะไรเลย แม่เองเห็นอย่างนั้นแล้วก็อาจระลึกได้ ก้าวเข้ามากอดเธอไว้อีกราย จากนั้นคำที่เธอขอให้ทั้งสองหย่ากันจะตกไป พ่อกับแม่เพิ่งรู้ว่าต่างฝ่ายต่างยังรักกัน หรือยังผูกพันเกินกว่าจะแยกจากกันได้

แต่ชีวิตจริงไม่เหมือนในนิยาย ความสงบของพ่อนั้นหนักแน่นจนคล้ายถ่วงน้ำหนักในมวลอากาศ แล้วก็พูดแค่ พ่อเข้าใจ เข้าใจโดยเธอไม่ต้องเล่าข้ออ้างการยอมเป็นสายของผอ.เด่นชัยด้วยซ้ำ

มันจึงติดค้างอยู่แค่นั้น ไม่ได้ปลอดโปร่งโล่งใจยิ่งไปกว่า ไม่กระทั่งสวยงามเรียบร้อยเป็นเนื้อเดียวกัน ประสาทศัลยแพทย์สาวในวัยสามสิบสามปีเพิ่งตระหนักว่า คงจะมีแต่ร่างกายมนุษย์ที่มีระบบอัตโนมัติทำนองนั้น ชีวิตของคนเราไม่เคยมี มันขึ้นอยู่กับอะไรหลายๆ อย่าง ต้องลงทุน ลงแรง และลงความรู้สึกหลายๆ อย่าง ความรัก การให้อภัย ความเข้าใจ และปูมหลังอันยาวนาน ส่วนมากความสัมพันธ์ที่แตกสลาย ที่พอจะทำได้งามที่สุดจึงคือ – ใช่ เหมือนถ้วยโถโอชามพวกนั้นที่พ่อเก็บไว้

--เครื่องดินเผาที่แตกแล้ว คนญี่ปุ่นเอามาซ่อมใหม่ แทนที่จะพยายามซ่อนรอยแตกไม่ให้เห็น เขากลับอาศัยรอยแตกพวกนี้สร้างลวดลายใหม่ๆ กลายเป็นงานศิลปะไป

เคยได้ยินว่าเขาใช้รักผสมแป้งสาลีแทนกาว แล้วเอาผงทองมาทา?’

คนถามประโยคหลัง ไม่รู้ป่านนี้รู้ความจริงรึยัง เป็นหนึ่งคิดว่าหลังจากพ่อแยกเดินออกจากห้องไป เจ้าตัวอาจรีบโทรบอกฟ้าฟื้นทันทีเลยก็ได้ ทั้งคู่สนิทสนมกันเหมือนพ่อลูก ยิ่งกว่าเป็นหนึ่งซึ่งเป็นลูกแท้ๆ

หลังจากได้รู้ ว่าเธอคือผู้ทรยศหักหลัง ฟ้าฟื้นจะรู้สึกอย่างไรบ้างหนอ...

กล้ำกลืนความรู้สึก ได้แต่กล่อมตัวเองเหมือนเดิม ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต

ตอนที่รับข้อเสนอจากผอ. เราก็...เราก็คิด แล้วตัดสินใจอย่างดีที่สุดแล้ว...

เราย้อนกลับไปเลิกทำเหมือนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไม่ได้ แต่เรายังแก้ไขได้!

ปลายเท้าพาประสาทศัลยแพทย์สาวมาหยุดตรงหน้าห้องทำงานชั่วคราวของผู้อำนวยการคนใหม่ของเลิศวิชาญเวช เธอไม่เคยเข้าไปในนี้ ไม่คิดอยากเข้าไปในนี้ แต่นี่เป็นเรื่องสำคัญ

อย่างไรก็ดี เลขานุการิณีซึ่งนั่งอยู่ในคอกหน้าห้องกลับบอก “ขอโทษด้วยค่ะหมอ พอดีคุณเด่นชัยมีธุระด่วน ออกไปได้พักใหญ่ๆ แล้ว”

“เอาะ...อ้อ งั้นไม่เป็นไรค่--”

กำลังจะหันกลับ อีกเสียงก็ดังขัดจากข้างหลัง

“คุณเด่นชัยคงร้อนใจน่ะหมอ”

“ผอ.” ประสาทศัลยแพทย์สาวโค้งศีรษะเป็นเชิงแสดงความเคารพผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนปัจจุบัน ไม่รู้อานนท์ก้าวมาอยู่ข้างหลังเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ ถัดออกไปคือร่างสูงโปร่งของเลขานุการิณีคู่ใจ สรวงสุรางค์หรือน้ำค้างอายุเท่าๆ กันกับเป็นหนึ่ง ทว่าดูอาวุโสกว่าเพราะนิสัยเงียบขรึมอันดูจะแผ่รังสีอำมหิตออกมาตลอดกาล หนนี้ แม้เมื่อเธอพยักทักทาย สิ่งที่ได้กลับมาคือรอยยิ้มไว้ตัว

อานนท์ล้วงมือลงกระเป๋ากางเกง เอนกายไปข้างหลังเล็กน้อยเพื่อแสดงความผึ่งผาย สบายใจ แต่ก็แฝงนัยของอำนาจผู้เป็นใหญ่อยู่ในที เป็นท่าที่มิลานหลานสาวสุดที่รักแท้ๆ ยังชอบนินทาลับหลังว่า มาดเยอะ!’

“ได้ยินว่าเขาเป็นคนติดต่อให้นายตาธารที่เป็นข่าวนั่นมาอยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลเรานี่” คำทักคล้ายเท้าความไปอย่างนั้น เจ้าตัวรู้ดีกระทั่งทุกวันนี้ผู้ป่วยอยู่ในความรับผิดชอบของเธอ

ก็ไม่แปลก

มีความคาดหวังกันว่า ถ้าเป็นหนึ่งสามารถรักษาตาธารให้อาการดีขึ้น นี่จะเป็นอีกหนึ่งผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เลิศวิชาญเวช

ชื่อเสียงอันเกิดจากคอนเน็คชั่นของผอ.เด่นชัย คนที่อานนท์วางก้างขวางเต็มที่!

รู้อย่างนี้ เป็นหนึ่งจึงไม่พูดอะไร บางครั้งการนิ่งก็เป็นวิธีรับมือที่ เสีย น้อยที่สุด

เห็นปฏิกิริยาของเธอ คนช่างจ้อว่าต่อ “นี่หมอเพิ่งเสร็จเคสสินะ”

“ก็...ค่ะ” วันนี้เธอมีนัดผ่าตัดเนื้องอกตั้งแต่เช้า โดยผ่าขณะผู้ป่วยตื่น ใช้การฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถถามตอบทดสอบด้านภาษาได้ หกชั่วโมงหลังจากเสร็จสิ้นก็รีบขึ้นมาที่นี่ทันทีด้วยเรื่องที่จดใจ

“นั่นสิ ถึงยังไม่รู้” อานนท์ยกมุมปากหยัน ปลายตาชำเลืองไปยังคนข้างหลังเหมือนส่งสัญญาณ

สรวงสุรางค์รับลูก “เมื่อเช้ามีข่าวใหญ่ค่ะ ญาติของคุณตาธารถูกตำรวจจับเพราะวางยาฆ่าคน”

“ญาติ?

“คุณแสน บุระรัตน์ค่ะ”

น้ำเสียงของสรวงสุรางค์ยังเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย แต่เพราะชื่อนั้น เป็นหนึ่งรู้สึกคล้ายมีหมุดปักลงกลางสมอง

เป็นไปได้ยังไง?! เท่าที่จำได้ ในจำนวนผู้ที่มาหารือกับเธอเรื่องอาการของตาธาร ชายวัยหกสิบกว่าผู้นั้นดูอ่อนโยนและมีหัวจิตหัวใจมากที่สุด

ราวกับรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร อานนท์พูดต่อ “เห็นข่าวล่าสุดว่า คดีหนนี้มันโยงมาที่คดีนายตาธารนั่นด้วยนะหมอ”

“ยังไงคะ”

“คุณแสนกลัวว่าจะถูกเปิดโปงเรื่องที่ตัวเองเป็นคนทำร้ายคุณตาธาร เลยจัดการฆ่าปิดปากเหยื่อค่ะ” สรวงสุรางค์เป็นผู้เฉลย “แกสารภาพกับตำรวจแล้วว่าเป็นคนใช้แจกันเปล่าใบใหญ่ในบ้านพักของคุณตาธาร ฟาดหัวคุณตาธารจนศีรษะเหวี่ยงกระเด็นไปกระแทกพื้นจนมีสภาพเป็นอย่างนี้”

สภาวะ DAI มาราวสามเดือน! 

“แต่เดี๋ยวนะคะ...” ทบทวนแล้วเธอมุ่นหัวคิ้วแน่น “คุณแสนบอกว่าใช้แจกัน เปล่า’ ?

“ในข่าวว่าอย่างนั้นค่ะ”

“มีอะไรเหรอคะหมอหนึ่ง” เลขาสาวของเด่นชัยซึ่งหันฟังไปมาตลอดบทสนทนาเปิดปากเป็นครั้งแรก

“มันฟังดู...แปลกๆ น่ะค่ะ”

“แปลกยังไง แจกันเปล่าๆ วางอยู่ใกล้มือ นายแสนบอกว่าทะเลาะกับตาธารจนโมโหจัดเลยจับฟาดเต็มรัก ไม่เห็นแปลกตรงไหน” อานนท์หัวเราะขำ “นี่คุณเด่นชัยคงตื่นเต้นรีบไปฉลองกับพวกทีอาร์ดีล่ะสิ องค์กรพ้นมลทินละนี่!

เพราะอีกฝ่ายสรุปเองง่ายๆ อย่างเต็มไปด้วยอคติ หญิงสาวจึงคร้านจะเสวนา ตัดบทว่า “ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น คุณเด่นชัยไม่อยู่ หนึ่งขอตัวกลับไปที่แผนกก่อนนะคะ”

ดูจะมีเพียงเลขาสาวของผอ.ใหม่ที่ยังคงสงสัยร่วมไปกับเธอ มองตามเธอมาจนลับตา

. . . . . . . . .

 

รอจนเกือบเย็น ผอ.เด่นชัยยังไม่กลับเข้ามา เรื่องในข่าวทำให้ประสาทศัลยแพทย์สาวร้อนใจจนไม่อาจเก็บไว้กับตัวเอง หลังจากหางตาเห็นรุ่นพี่ก้าวผ่านห้องตรวจไป เป็นหนึ่งจึงรีบลุกตาม

เช่นเดียวกับทุกที แม้รอบเย็นจะเป็นเวรออนคอล แต่ฟ้าฟื้นมักแวะเข้ามาใช้ฟิตเนสที่โรงพยาบาล นี่เจ้าตัวคงเพิ่งเล่นและอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เมื่อเป็นหนึ่งก้าวตามมาข้างหลัง ยังได้กลิ่นสบู่หอมเย็นโชยมาจากร่างสูงใหญ่

“ลงมาดูงานเหรอคะ” คนเป็นรุ่นน้องทัก ทั้งๆ ที่รู้คำตอบดีอยู่แล้ว เดี๋ยวถ้าไม่มีอะไร พี่ฟืนก็จะกลับออกไป หรือวนๆ เวียนๆ อยู่ในโรงพยาบาลนี้เพื่อรอเรียกกรณีฉุกเฉิน 

ฟ้าฟื้นหันกลับมา ผิวคล้ำของเขาดูชุ่มฉ่ำมีชีวิตชีวาหลังจากออกกำลังและเพิ่งผ่านการอาบน้ำมาใหม่ๆ ถ้าเป็นทุกทีเจ้าตัวคงวาดรอยยิ้มกว้าง ทว่าครั้งนี้กลับมีสีหน้าเรียบเฉย

ท่าทางดังกล่าวทำให้หญิงสาวอดรู้สึกแปลบปลาบหวิวโหวงขึ้นมาไม่ได้

แต่ไรมา ตั้งแต่วันแรกจวบวันที่เธอบอกเขาว่า หนึ่งอยากขอให้เราอยู่ห่างๆ กัน...ไม่ต้องคุยกันอีก และหนึ่งจะไม่ยืมหนังสือเล่มไหนๆ ของพี่อีกแล้ว หรือกระทั่งวันที่กลับมาพบกันใหม่ในโรงพยาบาลแห่งนี้ ไม่มีวันไหนที่ฟ้าฟื้นไม่ยิ้มให้เธอ ดวงตาของเขายังพราวระยับด้วยจิตวิญญาณอันสดใสและปรารถนาดีเสมอ บางครั้งมันทำให้เธอหมั่นไส้ เหมือนกับว่าเขาช่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวใดๆ เลย แต่หลายครั้งก็กลับชวนให้รู้สึกอุ่นใจอย่างลึกล้ำ ว่าไม่ว่าจะอย่างไร เธอจะยังมีรอยยิ้มและความห่วงใยจากเขาเสมอ

เดี๋ยวนี้มันกลับหายลับ

ดวงตาของรุ่นพี่มีแววห่างเหิน ท่าทางของเขาก็ไว้ตัวชัดเจน

อันที่จริง มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันก่อนตอนที่นัดเจอเขาในร้านกาแฟ แต่เพราะคิดว่าคุยกันยืดยาวจนเข้าใจอะไรต่อมิอะไรแล้ว เป็นหนึ่งจึงคาดหวังว่าวันนี้เขาจะกลับเป็นพี่ชายคนเก่า

บางทีพ่อจะบอกพี่ฟืนเรื่องที่เราทรยศเขาแล้วจริงๆ

“ใช่” คำนั้นราวจะสำทับความคิดเธอ คำต่อไปราบเรียบผิดกับฟ้าฟื้น — แม้กระทั่งฟ้าฟื้นที่คุยกับคนอื่นๆ — เป็นคนละคน “มีอะไรรึเปล่า”

คำธรรมดา แต่มีนัยเร่งตัดบท

คนฟังรู้สึกเย็นเฉียบที่ปลายมือปลายเท้า ขณะเดียวกันก็ร้อนจัดที่ขอบตา ในอกในใจของเธอคล้ายฟองน้ำที่ดูดน้ำจนเต็มพอง จนเกินจะดูด และจวนจะสำรอกออกมารอมร่อ

ใช่ เธอพอจะรู้ว่าเขา เป็นอะไร

เป็นหนึ่งใช้เวลายาวนาน และเดินทางยาวไกลเหลือเกิน กว่าเธอจะพบตัวจริงของตัวเอง พบว่าตัวเองต้องการอะไร แต่นี่...หรือมันกำลังจะสาย...

ปลายนิ้วกำเข้าอุ้งมือเชื่องช้า ราวจะซุกหาไออุ่น เป็นหนึ่งกลืนน้ำลาย กลืนอาการระคายรอบดวงตา จู่ๆ อยากบอกว่า ไม่มีอะไร แต่อีกใจคิดว่า นี่เป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับคนไข้ แล้วอีกใจก็คิด นี่เรากำลังจะเอาคนไข้มาเป็นข้ออ้างคุยกับเขาเหรอ?!

รู้สึกดวงหน้าผะผ่าวด้วยความอาย ให้ถึงอย่างไรเป็นหนึ่งก็ถูกฟูมฟักและเติบโตมาอย่างผู้หญิงที่ทะนงในศักดิ์ เธอกำลังเกลียดตัวเองเมื่อได้ยินตัวเองออกปากว่า

“คดีคุณแสน...”

ฟ้าฟื้นไม่ได้สนใจฟังเธอ เขาแสร้งเอียงคอมองผ่านออกไปคล้ายจ้องหาใครสักคน

เธอหมดความอดทน หันตามเพียงเพื่อพบกับความว่างเปล่า ไม่มีพยาบาล ไม่มีคนไข้ ไม่มีใครๆ ผ่านเข้ามาทางนี้!

“เมื่อกี้หนึ่งว่าไงนะ” โฟกัสสายตาของเขากลับมาที่เธอ

“คือ เคสคุณตาธารน่ะค่ะ” คราวนี้รวบรวมเสียงของตัวเองได้มากขึ้น “ปรากฏว่าเขาไม่ได้เป็นดีเอไอธรรมดา หนึ่งทำซีทีแสกนแล้วเจอจุดเหมือนฝี เลยผ่าดู มันมีหนองจริงๆ ดูดออกมายังมีเสี้ยนไม้อยู่ด้วย--”

เล่าได้เพียงเท่านั้น โฟกัสสายตาของอีกฝ่ายก็มองผ่านเธอไปอีกครั้ง ครั้งนี้ฟ้าฟื้นถึงกับพยักเพยิด “อ้าว มาแล้วเหรอ”

หันตาม คราวนี้เป็นหนึ่งเบิกตา

“สวัสดีค่ะ หมอหนึ่ง” ผู้ก้าวมาใหม่คือคนที่เป็นหนึ่งอยากพบน้อยที่สุดในเวลานี้ ต่อให้รู้แล้วว่าเจ้าตัวไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับชายคนข้างๆ เธอแล้วก็เถอะ

ชนัตตรายังสูงและสวยหวาน นัยน์ตากลมโตดุจจะหยาดเยิ้มได้นั้นยิ้มให้ แต่ขณะเดียวกันก็แสดงนัยที่ยังไม่ได้รับการสะสางระหว่างกัน แม้เจ้าตัวน่าจะรู้ว่าทางเป็นหนึ่งเองได้สะสางหลายๆ เรื่องผ่านฟ้าฟื้นและพ่อของตัวเองไปแล้ว

“หมอนัตกับพี่มีนัดคุยกันเคสอินทราเครเนียล ฮีมอร์เรจ จากจีทีดี เมทแทส[1] น่ะ”

อ้อ ครรภ์ไข่ปลาอุก[2]เลือดออกในสมอง[3]

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัดกว่านั้น คำบอกของเขาแสดงจุดประสงค์...

“ค่ะ” เป็นหนึ่งพยักหน้า ฟองน้ำในอกบวมขึ้นมา “ทั้งพี่ทั้งหมอนัตมีชื่อเสียงจนยุ่งไปหมดแล้ว หนึ่งไม่กวน”

. . . . . . . . . .

 

อาการบาดเจ็บที่สมองเป็นผลให้ปริมาณเกลือในร่างกายของผู้ป่วยบางคนลดต่ำลง หลังจากผ่าตัด แพทย์จึงให้รับประทานเกลือเพิ่ม หรือให้น้ำเกลือสูตรพิเศษ และต้องขอให้ผู้ป่วยพักที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจติดตามปริมาณโซเดียมทุกวัน ถ้าโซเดียมต่ำรุนแรงเกินไปอาจทำให้เกิดอาการชักได้

เดิมธโนทัยมีกำหนดออกจากโรงพยาบาลตั้งแต่สองวันก่อน แต่ตรวจแล้วพบว่าปริมาณโซเดียมค่อนข้างต่ำ จึงจำเป็นต้องพักในโรงพยาบาลต่อ ตั้งแต่ที่พักที่นี่ นานทีเขาจึงจะมีแขกมาเยี่ยม ทั้งที่ไม่ใช่คนหัวเดียวกระเทียมลีบเลย

แขกซึ่งเป็นกลุ่มก๊วนในวงเหล้าและวงเที่ยวนั้นไม่ต้องถาม พวกมันเคยประกาศแต่ต้นว่าชอบดูแต่ของสวยๆ งามๆ ใครเจ็บป่วยไม่ต้องขยาย เอาไว้ตายแล้วค่อยไปเยี่ยมทีเดียว ส่วนพ่อแม่ พี่และน้องของเขาเคยมา แต่มาบ่อยไม่ได้ บางรายต้องทำมาหากินเพื่อหมุนเงินเดือนต่อเดือน บางรายต้องคอบหลบเจ้าหนี้ โชคดีที่ธโนทัยได้เชื้อ สำราญ มาเยี่ยงคนทั้งบ้าน ชายหนุ่มจึงไม่เคยเหงา ไม่เคยเศร้า คนอย่างเขามีความหวังและทางออกของชีวิตเสมอ

วันนี้ภายในห้องพักไม่ว่างเปล่าเหมือนทุกที คนที่มาเยี่ยมไม่ใช่ทั้งญาติและเพื่อน แต่เป็นเจ้าหน้าที่ในชุดสีกากีที่รอสอบปากคำเขามานานตั้งแต่วันเกิดเหตุรถชน

“ตอนเกิดเหตุ – วันอังคารที่ 28 เวลาเกือบๆ สองทุ่ม คุณอยู่ที่ไหนครับ คุณธโนทัย”

“เท่าที่จำได้นะ” แฟนหนุ่มของมิลานลวดลายเสมอ “ผมกินเบียร์ ตอนแรกก็ว่าตัวเองไม่เมาเท่าไหร่ แต่พอขับรถแล้วดันงงๆ จนเกิดเรื่อง”

“คุณกินเบียร์ที่ไหน กับใครครับ”

“กินคนเดียว ที่...” คนเล่าลากเสียง อดหัวเราะไม่ได้เมื่อเห็นอีกฝ่ายจ้องตาจดจ่อ “แหม คุณตำรวจ มองจนผมตื่นเต้นไปหมดแล้ว”

อีกฝ่ายสูดลมหายใจอย่างอดทน

“ผมควรจะตอบว่ายังไงดีล่ะ พวกคุณกำลังจับผิดว่าผมขับรถออกมาจากคอนโดมิลค์นี่ จริงมั้ย”

“ช่วยตอบคำถามด้วยคุณ”

“ถ้าผมบอกว่า ผมนั่งกินเบียร์อยู่คนเดียวในร้านแถวๆ คอนโดมิลค์ คุณจะเชื่อมั้ยล่ะ พ่อแม่เล่าให้ผมฟังนะ ตอนนี้ใครๆ ก็คิดว่าผมเป็นฆาตกร ถามจริงๆ เถอะ ผมจะฆ่ามิลค์ไปทำไม๊”

“คุณไม่ฆ่า แต่ก็ดูเหมือนว่าคุณไม่เสียใจสักเท่าไหร่ที่เธอตาย”

“คุณอยากเห็นผมนั่งร้องไห้ตอบคำถามว่างั้น?” ธโนทัยหัวเราะออกมาอีกหึละม้ายสำลักขำ “บอกตามตรงนะ กับมิลค์ ความสัมพันธ์เราไม่เหมือนเดิม ผมเสียใจที่เธอตาย แต่คงไม่ถึงกับต้องนั่งคร่ำครวญ”

“ฟังดูมีเหตุผล” คนถามเลิกคิ้วพยัก กระทั่งเห็นคนเล่ายิ้มออกจึงยิงคำถามใหม่ “แต่ในภาพจากกล้องวงจรปิดที่ทางเข้าคอนโดคุณมิลานบอกว่า คุณขับรถเข้าไปที่นั่นตั้งแต่หกโมงสี่สิบห้านาที ก่อนจะออกมาตอนทุ่มห้าสิบห้า ถ้าจะคิดแบบมีเหตุมีผล--” คนพูดจงใจย้ำคำชมเดิมอย่างเห็นถนัด “มันก็น่าจะหมายความว่าคุณอยู่ที่คอนโดคุณมิลานในช่วงนั้น ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เธอตาย”

สีหน้าภาคภูมิใจของผู้ถูกสอบเผือดลงอึดใจ

ปกติธโนทัยไม่ใช่คนคิดอะไรซับซ้อน เรื่องนี้ก็เช่นกัน เขาไม่ทันคิดว่ารถของตัวเองจะถูกกล้องจับได้

“ว่าไงครับ”

“คะ...คุณเห็นรถผมในกล้องหน้าคอนโด แล้วคุณเห็นผมในกล้องในคอนโดรึไงล่ะ!” เสียงตอบเริ่มฉุนเฉียว

“เราไม่เห็นคุณ...” อีกครั้ง เสียงถามจงใจล้อเลียน คราวนี้ล้อเลียนการลากเสียง “แต่เราเห็นคนที่แต่งตัวคล้ายๆ คุณขึ้นในลิฟต์มากับคุณมิลานนะครับ”

“ในรูปนั่นมันนั่นมันใส่แขนยาวขายาว ไหนจะฮู้ด ไหนจะแว่นตาหน้ากากอีก เหมือนตรงไหนวะ แล้วมันก็ขึ้นไปตั้งแต่หกโมงแล้วไม่ใช่เราะ!

“ใจเย็นๆ ซีคุณ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ตอบมาดีๆ ดีกว่าว่าตอนนั้นคุณอยู่ที่ไหน ถ้าฟังดู มีเหตุผล สิ่งที่คนกำลังสงสัยก็จะตกไป”

“ผมไม่ได้ฆ่ามิลค์! ผมจะฆ่าทำไม วันนั้นผมยังจะไปยืมเงินมิลค์อยู่เลย!

“หืม?

“ก็คนมันช้อต!” ธโนทัยอุบอิบ

“ช้อต หมายถึง ช่วงนี้คุณไม่มีเงิน?

ผู้ถูกถามก้มหน้า สายตาล่อกแล่ก “ก็...นั่นละ ผมไม่เคยยืมเงินมิลค์มาก่อน กลัวโดนด่า ปากมิลค์น่ะยังกะตะไกร หลังๆ ผมไม่มีอะไรให้ ไม่ได้พาไปเซอร์วิส แล้วยังจะมาขอยืมเงินอีก ก็เลยคิดหนักหน่อย ระหว่างนั้นน่ะผมนั่งกินเบียร์อยู่ในรถที่อาคารจอด ไม่กล้าขึ้นไปหรอก”

“คุณบอกว่าคุณขับไปหาถึงที่คอนโด แต่กลับไม่กล้าขึ้นไปหาเธอที่ห้อง รออยู่แค่ที่อาคารจอดรถ?

“ทำไมคอนโดแม่งไม่ติดกล้องที่อาคารจอดรถเยอะๆ วะ ไอ้ชิบหายเอ๊ย!” ชายหนุ่มพึมพำหน้ามุ่ยกับตัวเอง

“คุณจำได้มั้ยว่ามีรปภ. หรือใครสักคนผ่านมาเห็นคุณนั่งอยู่ในรถตลอดเวลานั้นรึเปล่า”

“ไม่มี ผมนั่งคนเดียว”

“ว้า งั้นเราจะเชื่อคุณได้ยังไงล่ะ”

“ผมไม่ได้ทำจริงๆ นะคุณตำรวจ เห็นอย่างนี้ยังไม่เคยมีเรื่องชกต่อยกะใครเลยด้วยซ้ำ ผมจะไปฆ่าคนได้ยังไง!” เสียงเล่าเริ่มโอดครวญ “คุณไปเช็คกับใครก็ได้ ผมไม่มีแรงจูงใจสักอย่าง”

“มีสิ คุณมิลานตั้งท้องได้สองเดือนแล้ว เมื่อกี้คุณบอกเองนี่ว่าตัวเองไม่มีเงิน คุณอาจจะไม่อยากรับผิดชอบเธอกับลูกก็ได้นี่ เลยวางแผนฆ่าเธอซะ เรื่องมันก็เข้าใจง่ายๆ แค่นี้”

“จะบ้าเหรอ!” เขาตวาด “ท้องเทิ้งอะไร ผมยังไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ!

“แฟนคุณไม่ได้บอกคุณ?

“ก็บอกแล้วไงว่าระยะหลังเราห่างๆ กันแล้ว มิลค์อาจจะท้องกับผู้ชายคนอื่นก็ได้ ไอ้คนที่เดินขึ้นคอนโดไปกับเธอแล้วโดนกล้องในลิฟต์ถ่ายไว้นั่นไง มันแน่ๆ!

“นี่เรายังไม่มีหลักฐานพอที่จะสรุปได้เลยนะ ว่าคนคนนั้นไม่ใช่คุณ”

“ปัดโธ่!

“ใจเย็นหน่อยคู๊ณ โวยวายไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ตั้งสติแล้วค่อยๆ เล่าดีกว่า”

“ผมจะบอกคุณให้นะ ต่อให้ผมเป็นพ่อเด็กจริง ผมก็ไม่เห็นจะต้องฆ่ามิลค์เลย ลูกแค่คนเดียว มรดกบ้านมิลค์น่ะพอเลี้ยงโดยไม่ต้องพึ่งผมหรอก”

“งั้นเอางี้ คุณพอจะรู้ หรือมีหลักฐานบ้างมั้ยล่ะว่าคุณมิลานเธอกำลังคบกับใคร ใครน่าจะเป็นพ่อเด็ก มีความเป็นไปได้มากนะที่ใครคนนั้นตั้งใจจะโยนความผิดให้คุณ”

“ไอ้--!” เพราะคำที่จะสบถอาจหยาบไป ธโนทัยจึงหุบปาก เดาะลิ้นจึ๊กจั๊ก “ผมไม่รู้! ถ้ารู้แต่แรกก็คงไปตั๊นหน้ามันแล้วมั้ย!

“แย่จังเลยนะ ดูเหมือนว่าคุณจะไม่มีความทรงจำหรือหลักฐานอะไรที่พอจะช่วยตัวเองได้เลย” คนถามทำท่าเก็บข้าวของ

คนถูกถามจึงต้องทำตาโต “ดะ...เดี๋ยวซี! มีนะ หมอหนึ่งเคยเข้ามาถาม บางทีเธออาจจะสงสัยอยู่เหมือนกันก็ได้!

“หมอหนึ่ง คุณเป็นหนึ่งน่ะนะ?

“ใช่ หนึ่งเป็นเพื่อนสนิทของมิลค์ เธอเคยเข้ามาถามผมว่า มิลค์เคยทะเลาะกับใครแรงๆ บ้างรึเปล่า”

“แล้วเคยรึเปล่า”

“เคยสิ ผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่นี่ด้วย ชื่อชนัตตรา เป็นหมอสู”

ดูเหมือนว่านี่จะเป็นข้อมูลใหม่จริงๆ ที่ทางตำรวจเคยได้ยิน เจ้าตัวนิ่งลงไปจากเดิม เริ่มถามอย่างเป็นการเป็นงานขึ้น “สองคนนั้นทะเลาะกันเรื่องอะไร”

“เห็นแต่ว่าทะเลาะกัน แต่ผมไม่ได้ยินหรอก”

“ทำไมล่ะ”

“คือ...ผมอยู่ไกลๆ น่ะ”

“หมายความว่ายังไง ตอนนั้นพวกคุณอยู่ที่ไหน”

“เอ่อ...” คำตอบต่อมายิ่งอึกอักกว่าเก่า “ผมก็จำไม่ค่อยได้แล้วซี”

มีการซักต่อไปอีกยาว แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ดูจะวกมาจบลงตรงจุดนี้ ในที่สุดฝ่ายตำรวจแทบส่ายหัว

“ถ้านึกอะไรได้เพิ่ม ผมจะรีบโทรหาคุณตำรวจนะครับ คุณก็รู้นี่ ผมเจออุบัติเหตุ โดนผ่าหัวมาแหม็บๆ บางทีมันก็เป็นอย่างนี้ เหมือนในหนังไง--”

จวบจนคนในชุดกากีกลับออกไปแล้ว นางพยาบาลนำยาก่อนอาหารกลางวันมาให้ ธโนทัยที่เคยปากหวานทักทายคนไปทั่วกลับก้าวหลบจากห้องพักมาอย่างหงุดหงิด ตอนแรกเขาเลือกจะเข้าห้องน้ำชาย แต่ในนั้นดันมีคนใช้งานอยู่ รอก็ไม่ออกมาซะที สุดท้ายจึงจำจรลีมาหลบมุมข้างลิฟต์แทน

มั่นใจว่าได้ที่ลับตาคน หนุ่มคนรักของมิลานจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเลขหมายหนึ่ง เลขหมายที่หลายวันนี้เขาพยายามค้นหาอยู่นาน...

กระทั่งปลายทางรับสาย เสียงนั้นบอกชัดว่าใช่คนที่เขาต้องการตัวแน่ ธโนทัยแนะนำตัว บอกจุดประสงค์ ตามด้วยประโยคส่งท้ายอันเพียบไปด้วยความรู้สึกของผู้อยู่เหนือกว่า

“—กำลังขึ้นหม้อ อย่าเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงกับเรื่องนี้เลย แค่คุณโอนเงินให้ผมตามที่บอก ทุกอย่างจะเป็นความลับตลอดกาล ผมสัญญา!

. . . . . . . . .

 

ล็อบบี้ชั้นหนึ่งของโรงพยาบาลเลิศวิชาญเวชค่อนข้างโอ่โถง การใช้วัสดุสีสว่างและกระจกช่วยให้พื้นที่ดูกว้างโปร่งกว่าความเป็นจริง มีธารรินและต้นไม้แท้ซึ่งได้รับการดูแลอย่างดี บริเวณที่แต่งเป็นเนินใต้ร่มไม้คือแกรนด์เปียโนเงาวับ ขณะนี้ไม่มีผู้เล่น ทว่าเสียงดนตรีหวานใสยังเอื่อยคลอ ย้อมให้ที่นั่งแวดล้อมได้บรรยากาศละม้ายมาพักผ่อนหย่อนใจมากกว่า

ทางเดินรอบนอกมีซุ้มขายขนม อาหาร และผลิตภัณฑ์เวชสำอางเรียงราย แต่ตกแต่งไม่ให้ดูรกและกีดขวางทางสัญจร ช่วงเช้าในวันศุกร์เช่นนี้ยังมีคนไข้เบาบาง ที่เห็นเดินไปมาส่วนมากคือบุคลากรในโรงพยาบาลเอง หนึ่งในนั้นคือประสาทศัลยแพทย์สาวซึ่งกำลังสนทนากับนางพยาบาลจงกล

“เมื่อวานราวนด์เสร็จเร็ว หนึ่งเลยกลับออกไปเลย พี่จงจะเอาขนมไปให้ทำไมไม่ฝากไว้ที่รีเซปชั่นเหมือนเดิมล่ะ”

“คือพี่...” คนยื่นถุงกระดาษให้ค่อนข้างอึกอัก เป็นหนึ่งจึงไม่ได้สนใจของในถุงเลย

“มีอะไรรึเปล่าคะ” เธอเลิกคิ้ว

สายตาของผู้อาวุโสกว่ากวาดไปรอบกายคล้ายหวาดกลัวใครจะมาได้ยิน และทั้งๆ ที่ไม่มีคนสนใจ จงกลก็ไม่วายฉุดข้อมือประสาทศัลยแพทย์สาว “ตามพี่มาค่ะ!

นางพยาบาลแผนกฉุกเฉินพาเป็นหนึ่งออกจากประตูหน้าโรงพยาบาลมาหยุดข้างอาคาร ริมถนนสายเล็กซึ่งเลียบต่อไปยังอาคารจอดรถด้านหลัง บริเวณนี้แทบไม่มีคน มีแต่รถที่แล่นผ่านไปมาโดยคนในรถจะไม่มีทางได้ยินอะไรแถวนี้

“เรื่องอะไรเนี่ยพี่ หนึ่งตื่นเต้นตามเลย”

“เรื่องสำคัญจริงๆ หมอ คือเมื่อวานตอนที่พี่กำลังเดินออกจากลิฟต์จะไปหา พี่ได้ยิน...” หางเสียงทอดหายเพราะคนพูดกลืนน้ำลาย

“ได้ยินอะไรคะ”

“พี่--”

คำตอบดังต่อได้เท่านั้น ฉับพลันเสียงเปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! สนั่นขึ้นต่อเนื่อง

ร่างของจงกลและเป็นหนึ่งร่วงลงพื้นในกองเลือด

. . . . . . . . .



[1] Intracranial Hemorrhage (ICH) คือ เลือดออกในสมอง

Gestational Trophoblastic Disease (GTD) คือกลุ่มโรคที่เกิดจากการแบ่งตัวมากผิดปกติของ Trophoblasts เซลล์ชั้นนอกของเอ็มบริโอซึ่งจะเจริญไปเป็นรก

ส่วน Metastasis คือ เนื้องอกส่วนที่แพร่กระจายออกมา

ทั้งนี้ Intracranial Hemorrhage จาก GTD Metastasis รวมหมายถึงภาวะครรภ์ไข่ปลาอุก เลือดออกในสมอง

[2] ครรภ์ไข่ปลาอุก (Molar Pregnancy หรือ Hydatidiform Mole) คือ ภาวะตั้งครรภ์ไม่สมบูรณ์ เมื่อไข่ปฏิสนธิกับอสุจิแล้ว เซลล์สร้างรกกลับทำงานผิดปกติ เกิดถุงน้ำรังไข่หรือซีสต์ ซึ่งเจริญเติบโตในมดลูกอย่างรวดเร็วแทนทารก ระยะแรกผู้ป่วยมีอาการเหมือนคนท้องตามปกติ แต่ต่อมามีเลือดไหลออกทางช่องคลอด รวมถึงเม็ดใสๆ แพ้ท้องอย่างรุนแรง เหนื่อยง่าย ใจสั่น ครรภ์เป็นพิษ ฯลฯ ครรภ์ไข่ปลาอุกเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง แต่เป็นภาวะตั้งต้นของโรคมะเร็งไข่ปลาอุกหรือมะเร็งเนื้อรก (Gestational Trophoblastic Neoplasia หรือGTN)

[3] กรณีนี้เกิดจากมะเร็งไข่ปลาอุกลามไปถึงสมองจนเกิดอาการเลือดออกในสมอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

36 ความคิดเห็น

  1. #32 fongfang1711 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 16:49
    โอ๊ยยย ทำไมเรื่องมันซับซ้อนอย่างนี้ ลุ้นๆๆๆต่อไปค่ะ
    #32
    1
    • #32-1 ปราปต์(จากตอนที่ 16)
      4 พฤศจิกายน 2562 / 17:53
      ขอบคุณครับ ^^
      #32-1
  2. #31 Ciel En Rose (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 / 16:36
    เกิดอะไรขึ้น ตื่นเต้นตามเลยค่ะ555
    #31
    1
    • #31-1 ปราปต์(จากตอนที่ 16)
      4 พฤศจิกายน 2562 / 17:52
      ตามลุ้นกันต่อตอนหน้านะครับ ^^
      #31-1