ถ่านไฟเดียว

ตอนที่ 15 : บทที่ 14 สาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 477
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    28 ต.ค. 62

-14-

สาย

 

เตียงขาหยั่งกลางห้องเล็กนั้นให้ความรู้สึกเสมือนเขียง บนเขียงคือเด็กสาววัยย่างสิบห้า ความเจิดจ้าของแสงนีออนเบื้องบนกำลังแผดเผาเธอให้หลอมละลาย ทว่าที่ทำให้มอดไหม้ไปแม้ความหวังและกำลังใจที่จะมีชีวิต คืออดีตอันดุจจะเอื้อมมือมาจากหุบเหวนรกานต์ และมีเพียงเขาเท่านั้นที่อาจช่วยเธอหนีพ้น

เข่าที่ชันสูง ขาแยกถูกผูกยึดไว้ด้านข้าง ทำให้เป็นเอกในวัย 38 ซึ่งกำลังอยู่ในชุดกาวน์ สามารถจ้องเข้าไปเห็นสภาพยับเยิน ภายใน ได้หมดจด

ปกติหญิงที่มาทำแท้งจะถูกฉีดยาเข้าเส้นเลือดแถวข้อมือ ครั้นเริ่มสะลึมสะลือ กระบวนการทั้งหมดจะเกิด ทว่ารายนี้ถูกหามเข้ามาในสภาพย่ำแย่ เธอติดเชื้อ Neisseria gonorrhoeae มาจากฝ่ายชาย เชื้อแบคทีเรียรูปร่างค่อนข้างกลมประกบกันดูคล้ายเมล็ดถั่วนี้เป็นสาเหตุให้ท่อนำไข่ถูกทำลาย โชคดีที่ภาวะติดเชื้อลามไปไม่ถึงมดลูก หาไม่อาจต้องตัดมดลูกเพื่อรักษาชีวิต แต่แน่นอน เธอจะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก

เป็นเอกนึกไม่ออกเลยว่าก่อนถูกส่งตัวมาที่นี่ เธอจะปวดท้องรุนแรงขนาดไหน มันย่อมหนักหน่วงกว่าช่วงที่อาการไข้จากหนองในเริ่มต้น ความปวดรุนแรงที่ท้องน้อยและการตกขาว ตอนที่เขาเห็นเธอครั้งแรกในห้องนี้ เลือดไหลท่วมขาจนแดงฉาน เขาได้แต่รีบขยายมดลูก แล้วใช้วิธี D&C ได้แก่สอดอุปกรณ์ละม้ายช้อนผ่านช่องคลอดสู่โพรงด้านในและเริ่มขูดมดลูก ระมัดระวังไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นใดอันนำไปสู่การตัดมดลูกในท้ายสุด

ลูก... ท่ามกลางสภาวะกึ่งเป็นกึ่งตาย คนไข้บนเตียงขยับปากครางแผ่ว ตะกุกตะกักเพราะแรงสะอื้นและความเจ็บปวดที่โถมขึ้นมาเหมือนจะขาดใจ 

...จะตายมั้ย...

ทั้งที่ต้องเพ่งสมาธิไปที่กระบวนการ น้อยหนึ่งในใจก็เผลอสั่นขึ้นมาเพราะสิ่งที่ได้ยินผ่านหู เป็นเอกขบกราม ขยี้ความรู้สึกตัวเองให้แน่วนิ่ง ถึงอย่างนั้นก็ไม่วายพูด ด้วยน้ำเสียงและถ้อยคำที่เขาไม่เคยพูดกับใคร

ถึงลูกจะเป็นอะไร แต่หนูจะยังอยู่ หนูยังมีอนาคต ตั้งแต่วันนี้ หนูมีอนาคตนะ!’

นี่คือครั้งแรกที่เขาได้พบชนัตตรา เด็กสาวผู้ถูกพ่อแท้ๆ กระทำชำเราจนท้องมาแล้วสองครั้ง!

หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้น เด็กสาวนอนซมอยู่บนเตียง คนรู้จักซึ่งนำเธอส่งโรงพยาบาลเข้ามาไหว้บอกกับเป็นเอกด้วยเสียงติดสำเนียงพื้นถิ่นว่า ขอบคุณหมอที่ช่วยมันนะ เวรกรรมของไอ้นัตแท้ๆ พ่อมันน่ะระยำ คราวแม่มันก็โดนข่มขืนจนท้องแบบนี้--

ช่วงปีที่มารดาตั้งครรภ์ การรับรู้เรื่องกฎหมายการทำแท้งยังย่อหย่อน และการต่อต้านก็ยังรุนแรง แพทย์ไม่ยอมรับทำให้ โดยเฉพาะเมื่อพิสูจน์ไม่ได้ว่าเด็กสาวถูกล่วงละเมิดมาจริงหรือไม่ แถมญาติของฝ่ายชายก็ยินดีรับผิดชอบด้วยการรับมาอยู่กิน

แม่ของชนัตตรากลายเป็นโรคประสาท ไม่สามารถดูแลลูกน้อย เด็กหญิงเติบโตมาด้วยการดูแลของน้า ต่อเมื่อวันหนึ่งพ่อเลิกมุ้งน้า น้าก็เผ่นแน่บ เหลือแต่เธอกับพ่อช่วยกันดูแลแม่ ก่อนไม่นานหลังจากนั้น คนที่ถูกเลิกมุ้งจะกลายเป็นเธอเอง

ชนัตตราไม่มีที่พึ่ง นิสัยนักเลงของพ่อทำให้ไม่มีใครกล้ายุ่ง คนข้างบ้านบอกให้เธอหนีไปอยู่ที่อื่น แต่เด็กน้อยไม่รู้จะหนีไปไหน แม่ของเธอยังอยู่ที่นี่ โดยเฉพาะต่อมา ลูกของเธอก็ยังอยู่ที่นี่

ชนัตตราในวัย 12 ปี ให้กำเนิดบุตรสาวหนึ่งคน ใครต่อใครเมตตาสงสารลูกของเธอ หนูนุ้ยน่ารัก เสียแต่ร้องไห้มากเพราะเกิดผื่นบ่อย ชาวบ้านบอกให้เธอพาลูกไปหาหมอ แต่พ่อไม่ยอม พ่อไม่ชอบให้เธอออกจากบ้าน บอกว่าถ้าวันไหนรู้จะตีแม่ให้ตาย ชนัตตราสองจิตสองใจ ฝั่งหนึ่งก็แม่ ฝั่งหนึ่งก็ลูก เธอตัดสินใจดูแลลูกไปตามมีตามเกิด ไม่พาลูกไปหาหมอ

หนูนุ้ยมีอาการผิดปกติขึ้นทุกที นอกจากผื่นคันทั้งตัวแล้วยังท้องเสียอาเจียน วันหนึ่งถึงกับหน้าบวม ไอสำลัก โยเยไม่หยุด ยิ่งร้องไห้ก็ยิ่งไอยิ่งสำลัก แล้วเริ่มชักเกร็ง ชนัตตราตกใจกลัว กลัวมากกว่ากลัวพ่อ กลัวมากพอจะแอบพาลูกไปหาหมอ ที่นั่น เธอได้รับคำอธิบายว่า หนูนุ้ยแพ้โปรตีนในนมวัว ต่อเมื่อค้านว่า เธอไม่เคยให้ลูกกินนมวัว คุณหมอก็ว่า เป็นเพราะเธอกินนมวัว โปรตีนจากนมวัวจึงตกเข้าไปอยู่ในนมของเธอที่ให้ลูกกิน

ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา หนูนุ้ยเสียชีวิต

เด็กหญิงชนัตตราเย็นเฉียบถึงปลายเท้าเมื่อตระหนักว่า ลูกตายเพราะเธอเอง

พ่อตบตีด่าทอเมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น -- ใช่ หมายถึงรู้ว่าเธอหนีไปโรงพยาบาล ไม่ใช่เพราะรู้ว่าลูก/หลานตาย ชนัตตราร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหล คิดว่าตัวเองคงรับเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้อีกไม่ได้ แต่ในที่สุด หนึ่งปีถัดมา เธอท้อง

ท่ามกลางความหวาดกลัวว่าตัวเองจะฆ่าลูกซ้ำ เด็กหญิงไม่รู้เลยว่าติดเชื้อหนองในจากพ่อ จู่ๆ เธอมีหนองสีเขียวแกมเหลืองไหลออกมาจากช่องคลอด ไม่รู้สึกคัน แต่มันมีกลิ่นเหม็น ขัดเบาแสบร้อน

ชนัตตราไม่กล้าบอกหรือถามใคร ลำพังที่เธอท้องอีกครั้งก็น่าอับอายมากพอ ได้แต่กังวลและสังเกตตัวเองต่อไป เด็กหญิงพบว่าปัสสาวะเริ่มขุ่น ปวดท้องน้อย และเป็นไข้หนาวสั่น พ่อให้เธอหายาแก้ไข้กินเอง แต่มันไม่ดีขึ้น จนวันหนึ่งชนัตตราถึงกับล้มพับ พ่อหาว่าเธอขี้เกียจจะเข้าทำร้าย แม่ที่นิ่งเฉยตลอดมาลุกอาละวาดปกป้อง เสียงโวยวายเรียกเพื่อนบ้านมาแอบดู แต่ไม่ทันแล้ว พ่อใช้เศษแก้วแทงแม่จนตายแล้วโดดหนีหาย ชนัตตราถูกนำส่งโรงพยาบาล ตำรวจดำเนินการทุกอย่างหลังจากนั้น พ่อถูกวิสามัญในเวลาต่อมา

ร่างอันบอบช้ำฟื้นสภาพค่อนข้างไว แต่หัวใจเด็กหญิงพังภินท์ไม่เหลือซาก ถ้าจะเหลือก็เป็นเพียงซากชีวิต

ชนัตตรานิ่งเฉย ไม่พูดอะไรไปนาน สภาพเลื่อนลอยเหมือนแม่ผู้ตายจาก นานๆ ครั้งดวงตาแห้งผากจะมีน้ำซึม ไม่แยแสแม้มีใครอธิบายว่าต่อไปเธอจะต้องไปอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย สิ่งที่ใครๆ พูดลับหลังอย่างหวาดหวั่นใจคือ เธอคล้ายไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ

ช่วงปีนั้นเป็นเอกยังทำงานอยู่ต่างจังหวัด แม้ใช้ทุนจบแล้ว เขายังรับงานของโรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดเดียวกันต่อ เพื่อจะได้มีโอกาสแวะไปช่วยงานที่โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งเดิมซึ่งไม่เคยมีหมอพอเพียง การทำงานในที่ไกลห่างจากภรรยาทำให้เขาสงบสุข อีกทั้งลึกๆ ในใจ เป็นเอกไม่อยากยอมรับว่า ความสงบสุขนั้นเกิดจากเขาไม่ต้องเห็นภาพลูกสาวเติบโตขึ้นมาแบบผิดๆ เพี้ยนๆ โดยที่ตัวเองไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วยหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย

วันที่ชนัตตราถูกส่งตัวมานั้น เป็นเอกเผอิญมาช่วยงานที่โรงพยาบาลรัฐแห่งเก่าพอดี ประสบการณ์จากการอยู่โรงพยาบาลเล็กๆ ในชนบทช่วยให้มีโอกาสเรียนรู้งานหลายแขนงนอกจากที่เรียนมา การทำแท้งเป็นหนึ่งในนั้น

สำหรับเป็นเอก แพทย์มีหน้าที่ช่วยให้ผู้ป่วยหายจากสภาวะผิดปกติและกลับมามีชีวิตที่ดีได้ ฉะนั้น แค่การรักษาร่างกายจึงยังไม่พอ เขารู้ ถึงคนในพื้นที่เป็นห่วงเด็กหญิง แต่ทัศนคติหลายอย่างก็สุ่มเสี่ยงจะทำให้แกได้ยินแล้วรีบจบชีวิตไวขึ้น เขาจึงสละเวลามาคอยคุย ประคองความหวังให้ตั้งลำต่อ และเติบโตขึ้น

เด็กหญิงเริ่มตอบสนองเขาหลังจากแพทย์หนุ่มเข้าไปคุยด้วยวันที่สาม เธอถามเขาว่า ไม่หิวเหรอ พอเขาเลิกคิ้ว ริมฝีปากแห้งระแหงก็เผยต่อ หมอมาหาหนูตอนเที่ยงทุกวัน

นั่นเป็นสัญญาณดี เป็นเอกเริ่มจูงใจให้เธอต่อบทสนทนาได้ กินข้าวด้วยกันได้ ทั้งสองคนกลายเป็นเพื่อน เป็นเอกเบนใจให้เธอรู้สึกถึงสิ่งดีๆ อนาคตที่คอยอยู่ โลกที่หนูจะช่วยเปลี่ยนแปลงมันได้

ไม่ว่าจะมีพื้นฐานชีวิตเช่นไร ต้องยอมรับว่าชนัตตรามีเชื้อดีอยู่ในตัว เธอฉลาด หัวไว และความคิดเชิงบวกโดยธรรมชาติ มีแค่หนเดียวที่เธอระเบิดความเก็บกลั้นข้างในออกมา เหมือนหนองเหม็นเน่าที่หาทางระบายจากมดลูกติดเชื้อคราวนั้น เป็นเอกสนับสนุนให้เธอร้องไห้ ให้น้ำบริสุทธิ์จากหัวใจได้ไหลชโลมบาดแผลและมลทินทั้งมวล แพทย์หนุ่มกอดเธอไว้ ปลอบว่าทุกอย่างได้พ้นไปแล้ว เธอเสียใจได้ แต่ไม่ใช่เพราะความรู้สึกผิด เพราะเธอไม่เคยผิด ไม่ว่าจะกับแม่ กับลูก หรือแม้แต่กับพ่อที่ถูกวิสามัญฆาตกรรมไปก็ตาม

คนพูดรู้ว่ามันยาก แต่อย่างน้อย การพยายามทำให้แผลนั้นแห้งเป็นแผลเป็น ก็ยังดีกว่าเก็บให้มันกลัดหนอง รอวันเน่าและกลับมากัดกินใจเด็กน้อย หลังข้ามพ้นมหาสมุทรน้ำตา ชนัตตราค่อยๆ มีแรงลุกใหม่ เหมือนถ่านชื้นน้ำที่เริ่มติดไฟ ไฟจากการขีดจุดของเขา มันแตกปะทุเล็กๆ แต่เป็นเอกเชื่อว่าไม่ช้าจะกระจ่างงดงาม

แม้เมื่อเด็กหญิงถูกย้ายไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เป็นเอกยังตามไปเยี่ยมในช่วงแรกๆ น่าแปลก คราวนี้หัวข้อสนทนาเรื่องการวางแผนชีวิตของเด็กน้อย เริ่มผันเป็นปัญหาชีวิตครอบครัวเขาที่สะสางไม่เรียบร้อยเสียที ชนัตตราเป็นจิตแพทย์ชั้นดี เธอเข้าใจและออกปากประโลมได้ราวผู้ใหญ่วัยห้าสิบ บางทีอาจเพราะเรื่องราวชีวิตของเธอหนักหนายิ่งกว่าคนอายุห้าสิบบางคนด้วยซ้ำ ความรู้สึกระหว่างเขากับเธอไม่ใช่แพทย์กับผู้ป่วย คนรู้จักกับคนรู้จัก และไม่ใช่พี่กับน้อง แต่เป็นเพื่อนกับเพื่อน เพื่อนในระดับเดียวกัน เพื่อนที่ปรารถนาดีต่อกัน 

แล้ววันหนึ่ง สองปีถัดจากนั้น ชนัตตราก็เป็นฝ่ายบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่หมอควรจะย้ายกลับไป ไปอยู่ใกล้ๆ ครอบครัวของตัวเอง ดูแลลูกสาวตัวเองแบบที่ดูแลเธอ ส่วนเธอเองก็จะระมัดระวังในการใช้ชีวิต ตั้งใจเรียนเพื่อให้ได้เป็นหมอที่ดีอีกคน หมอที่จะมาช่วยผู้หญิงอีกหลายๆ คนให้ไม่ต้องทนทุกข์แบบที่เธอเคยพบผ่านมา

เป็นเอกรับปาก ต่างให้กำลังใจอีกฝ่ายในการทำสิ่งยิ่งใหญ่ต่อจากนั้น เขามาล่ำลาเธอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนย้ายกลับเข้ากรุงเทพ ทั้งสองแทบไม่ได้พบกันอีกเลยเกือบสิบห้าปี แม้เป็นเอกจะยังคอยสนับสนุนอยู่ห่างๆ เสมอ

วันแรกที่สูตินรีแพทย์หญิงชนัตตราก้าวเข้ามาทำความเคารพในเลิศวิชาญเวช เป็นเอกรับไหว้อย่างไม่ทันเอะใจด้วยซ้ำว่าที่แท้เธอเป็นใคร ต่อเมื่ออีกฝ่ายหัวเราะขำความจำจึงหวนมา แล้วทุกอย่างก็พัฒนาต่อจากตรงนั้น งอกงามต่อไปเหมือนไม่เคยถูกคั่นด้วยช่วงเวลายาวนานมาก่อนเลย

“นี่ละ คือเรื่องของผู้หญิงที่คุณเคยตามหาว่าใคร”

นายแพทย์เป็นเอกในวัยห้าสิบเก้าโน้มตัวมาด้านหน้า วางท่อนแขนยาวบนโต๊ะทำงาน สองมือประสานกันไว้ด้วยท่าทีสุขุม ตลอดการเล่าเรื่องทั้งหมดให้แก่คนเป็นภรรยาฟัง

ขณะนี้ เขาและคุณรมย์ลักษณ์นั่งอยู่ด้วยกันลำพังในห้องทำงานชั้นบน เขาเชิญเธอมาคุยกันที่นี่เพราะไม่ต้องการให้ลูกจ้างได้ยินแล้วเอาไปเป็นขี้ปาก มารดาของเป็นหนึ่งมีท่าทีขัดใจเหมือนทุกครั้งที่ต้องอยู่ในแนวทางของเขา

เรื่องราวทั้งหมดหาได้ทำให้ผู้ฟังโกรธ สลด หรือมีความรู้สึกร่วมอื่นใดมากไปกว่าเบื่อรำคาญ คุณรมย์ลักษณ์ยังเขี่ยหน้าจอสมาร์ทโฟนของตนขณะตอบ “ทีนี้ฉันเข้าใจละ ทำไมคุณต้องพยายามซ่อนแม่ชนัตตราอะไรนั่นไว้ขนาดนั้น”

ด้วยสถานการณ์ที่สืบเนื่องมายาวนาน ต่างฝ่ายจึงค่อยๆ คลายความสนใจระหว่างกันไปในที่สุด เป็นที่เข้าใจโดยไม่ต้องพูดว่าหัวใจของแต่ละฝ่ายได้หย่าขาดจากกันแล้ว ที่ยังอยู่ร่วมบ้าน ไม่จดทะเบียนหย่า ก็เพื่อรักษาน้ำใจลูกและสถานะทางสังคม สมัยที่ฝ่ายสามีก้าวมาบอกว่า เขามีความสัมพันธ์กับใครอีกคน แต่จะไม่ให้มายุ่งเกี่ยวหรือเป็นที่ล่วงรู้ของใครๆ คุณรมย์ลักษณ์รู้สึกแปลบๆ ใจ ไม่ใช่หึงหวง แต่ละม้ายเสียหน้า เธอพยายามซักไซ้ตามหาว่าใครคือผู้หญิงคนนั้น มันไม่ใช่เรื่องยากที่จะรู้ แต่ยากที่จะเข้าใจมากกว่า ทำไมผู้หญิงที่ทั้งสวยและมีหน้าที่การงานดีอย่างนั้น จึงเลือกจะมาเป็นเมียเก็บของหมอแก่ๆ ที่ไม่ได้หล่อหรือรวยเป็นพิเศษอะไรเลยด้วยซ้ำ

ต่อน้ำเสียงเหยียดหยันของภรรยา นายแพทย์เป็นเอกตอบเรียบๆ ว่า “ใช่ นัตไม่ต้องการให้ใครรู้เรื่องนี้”

คำนั้นบ่งสำเนียงขนาบอยู่ในที จนผู้ฟังต้องเงยหน้ามาส่งตาเขียว “ฉันไม่ใช่คนปากพล่อยหรือไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร”

อย่างไรก็ดี ด้วยสายตาคมกริบของสามี อันฉุดให้ระลึกถึงสภาพของลูกสาว คุณรมย์ลักษณ์ทำเสียงจึ๊กจั๊กพลางลอยคอเปลี่ยนเรื่อง “แล้ววันนี้อะไรดลใจให้ลุกขึ้นมาเล่า อยากจะหย่ากับฉันรึไง”

“ก็ไม่เชิง”

คนฟังหรี่ตา “หมายความว่า?

ผู้ถูกถามถอนหายใจ มือเริ่มเหี่ยวที่วางอยู่บนโต๊ะกำแน่นครั้งหนึ่งแล้วคลายออก “ลูกรู้เรื่องของผมกับนัตแล้ว”

คราวนี้คนฟังตาโต ให้ถึงอย่างไรคุณรมย์ลักษณ์ก็ยังเป็นห่วงความรู้สึกลูก

“มีเรื่องวุ่นวายที่โรงพยาบาล” เป็นเอกขยายความ “มันยากที่จะปิดบังเรื่องนี้กับยายหนึ่ง”

“ไม่ใช่เพราะคุณเริ่มอยากจะเปิดตัวแม่คนนั้น?

“ผมไม่ได้รักลูกน้อยกว่าคุณนะคุณรมย์ลักษณ์”

ภรรยาถูกต้องตามกฎหมายพ่นลมหายใจ ได้ยินเสียงคล้าย เฮอะ!

“แล้วจะยังไงต่อ” คุณรมย์ลักษณ์วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ เสียงกระทบฝาโต๊ะไม้ค่อนข้างดังเนื่องจากห้องเงียบสนิท

“ลูกเข้าใจผิดไปใหญ่โต ผมคิดว่านี่อาจเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ทำความเข้าใจกับลูกจริงๆ ซะที”

คุณรมย์ลักษณ์เม้มปากนิดหนึ่ง เมื่ออยู่บ้านเธอจะเพียงป้ายลิปมันกับผัดหน้าเขียนคิ้วเล็กน้อย กำลังจะเปิดปากพูด ก็พอดีได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามาจากหน้าประตูรั้ว

โดยไม่ต้องลุกไปดู ทั้งคู่จำได้ว่านั่นคือเสียงรถของลูกสาว

ต่างฝ่ายต่างจดจ้องกันอย่างชั่งใจ ท้ายที่สุดภรรยาจึงเป็นฝ่ายพูด

“ฉันจัดการเอง”

. . . . . . . . .

 

นายแพทย์เป็นเอกไม่ชอบห้องทำงานที่บ้าน มันถูกออกแบบมาด้วยรสนิยมของภรรยา โอ่อ่า ทว่าด้วยสี และรูปแบบวัสดุ ทำให้ดูกดทึบจนการทำงานไม่สนุก น่าตลกดีที่เขาพบว่า เมื่อสมาชิกทั้งสามคนในครอบครัวเข้ามาสนทนากันที่นี่ มันกลับให้ความรู้สึกถูกที่ถูกเวลา

คุณรมย์ลักษณ์ก้าวนำเป็นหนึ่งเข้ามาในห้อง เป็นเอกทราบจากฟ้าฟื้นว่าเมื่อเช้าเธอไม่เข้าโรงพยาบาล โลกของเขากับลูกสวมซ้อนกันแทบสนิท แต่ไม่ว่าที่บ้าน โรงพยาบาล หรือที่ไหนๆ ผลปรากฏว่าน้อยครั้งนักที่จะเจอกันโดยบังเอิญ ราวกับว่าแท้จริงต่างฝ่ายต่างอยู่คนละมิติ

ลูกสาวอยู่ในชุดสวยเรียบเช่นเคย เรียบร้อยจนน่าขัดใจเช่นเคย! เป็นเอกไม่เคยเห็นด้วยเลยว่าความเพียบพร้อมทุกกระเบียดนิ้วจะนำมาซึ่งความสุข เขาอยากให้ลูกใส่เสื้อออกนอกกางเกงหรือเกเรบ้าง เหลวไหล เพื่อเรียนรู้โลกบ้าง แต่ไอ้โฆษณายิ่งเลอะยิ่งเยอะประสบการณ์น่ะใช้กับบ้านนี้ไม่ได้ ทุกครั้งที่จะออกปาก ดวงตาใสแจ๋วเปี่ยมแววคาดหวังของลูกจะทำให้เขาอลักเอลื่อ และแล้วก็ลงท้ายด้วยการปล่อยเลยตามเลย

บางที ความสมบูรณ์แบบของลูกสาวอาจทำให้เขากลัว ลึกลงไปเป็นเอกรู้ว่าทั้งหมดนั่นก็เพื่อเขา เป็นหนึ่งรอวันที่เขาจะหันไปชื่นชม แสดงความรักอย่างพ่อลูกคนอื่นๆ เขาเองอยากบอกว่าไม่มีตรงไหนเลยในชีวิตลูกที่เขาไม่ภูมิใจ ไม่มีตรงไหนที่พ่อไม่รัก หากทว่าความสมบูรณ์แบบจนน่ากลัวทำให้เขาประหม่า มันเปราะบางจนเขาหวาดกลัวว่าตัวเองจะเป็นฝ่ายไม่เหมาะสมเสียเอง สิ่งที่ลูกทำมาทั้งหมดจะทลายครืนเพราะเขาเสียเอง

ดังเช่นตอนนี้ ทั้งที่เตรียมใจไว้แล้ว ครั้นเห็นลูกสาว เป็นเอกก็รู้สึกว่าปลายนิ้วของเขาชาเฉียบ พยายามกระดิกปลายนิ้วอย่างจะเรียกตัวเอง เมื่อนั้นภาพตรงหน้าปรากฏชัดขึ้น พบว่าดวงหน้าของลูกสาวค่อนข้างเผือดเซียว ดวงตาค่อนข้างบวมช้ำ

ปลายนิ้วกระดิกอีกครั้งโดยอัตโนมัติ

เราทำลายลูกลงไปแล้ว!

กลืนก้อนขมๆ ไหลย้อนลงในคอ ทั้งที่พอจะคาดเดาแต่แรก แต่ครั้นได้รับคำยืนยันก็ไม่วายสั่นสะเทือน

เป็นเอกสงสารลูก รู้สึกผิดกับลูก สงสารและรู้สึกผิดยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา เขาอยากขอโทษ อยากจะพูดอะไรสักอย่างที่สามารถกอบกู้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม -- ไม่สิ กอบกู้ให้ทุกอย่างดีขึ้นกว่าเดิม! เป็นคุณพ่อของครอบครัวอบอุ่นในฝัน พ่อที่จะกอดลูกได้โดยหัวใจไม่ประดักประเดิด แต่จู่ๆ คนที่ได้รับคำชื่นชมถึงวาทศิลป์เช่นเขาก็กลับเป็นใบ้เอาเฉยๆ คนที่ได้รับคำยกย่องถึงความชาญฉลาดกลับมืดดับคิดคำใดไม่ออกแม้แต่คำเดียว

ในที่สุด สิ่งที่ทำได้กลับเป็นเพียง กระตุกมุมปากยิ้มรับเมื่อลูกสาวถามเรียบๆ พอๆ กับสีหน้านิ่งเรียบ “แม่บอกว่าพ่อจะคุยกับหนึ่ง?

อยากออกปาก แต่เขากำลังต่อสู้กับรสในคอที่ค่อยๆ เลื้อยลงในอก พยายามยกมือเป็นทำนองบอกให้ลูกนั่ง

คุณรมย์ลักษณ์กำชับลูกจ้างไม่ให้ใครเข้ามารบกวน จากนั้นสอดร่างกลับคืนมา งับประตูเบากริบแล้วตามมานั่งลง ราวกับจะคุมประพฤติเขาก็ไม่ปาน

ก่อนผู้เป็นพ่อจะทันพูดอะไร เป็นหนึ่งบอกต่อด้วยเสียงเรียบๆ อันยากจะเดาความรู้สึกได้ “หนึ่งมีเรื่องอยากจะคุยกับพ่อเหมือนกันค่ะ”

“หนึ่งเล่าก่อนเลย”

พูดแล้วอยากกัดลิ้นตัวเอง เราเผลอทำเสียงเหมือนเวลาคุยงานที่โรงพยาบาลอีกแล้ว

“เพื่อความเข้าใจตรงกัน--” ลูกก็พูดเหมือนกำลังคุยงานกับเรา “--เรื่องที่พ่อจะพูดคือเรื่องของหมอนัตใช่มั้ยคะ”

ความตรงไปตรงมาของลูกยังแสดงถึงความกล้าหาญมากยิ่งกว่า เป็นเอกเม้มปากเล็กน้อย พยักหน้า

“หนึ่งรู้เรื่องทั้งหมดแล้วค่ะ ตั้งแต่ครั้งแรกที่พ่อกับเขาเจอกัน ประวัติตอนเขาเด็กๆ”

คนที่อุตส่าห์เตรียมตัวเตรียมใจมานานถึงกับอ้าปากค้าง

อย่างเล็กน้อยที่สุด วินาทีนั้นเอง จู่ๆ เขารู้สึกคล้ายแสงเงาในห้องแสดงมายากล ลูกสาวของเขาไม่ใช่เป็นหนึ่งคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก ลูกสาวผู้งดงามทว่าเปราะบางปานตุ๊กตากระเบื้อง ลูกสาวที่จะแหงนหน้าหาเขาด้วยดวงตาใสแป๋วเปี่ยมแววคาดหวัง...

ดวงตาหลังแว่นใสของลูกกลายเป็นอีกอย่าง หม่นมัว มีบาดแผล แต่แข็งแกร่งขึ้นพอที่เขาจะกล้าสบตอบ และมีปฏิกิริยาโต้ตอบโดยไม่ต้องกลัวว่าลูกจะผิดหวังพังทลาย

“นี่ลูก--?

“พี่ฟืนเล่าให้ฟังก่อนที่หนึ่งจะกลับบ้านมานี่” คำรวบละม้ายตัดบท

“เอาะ...อ้อ”

เป็นเอกพยักทั้งที่ยังงงงวย ทั้งที่สายตายังค้นควานเข้าไปในดวงตาลูกสาว เพื่อหาร่องรอยโกรธแค้นที่น่าจะมีต่อตัวเอง เขาถึงกับต้องหันมองภรรยา

คุณรมย์ลักษณ์เองก็คงสัมผัสได้เช่นกัน แต่เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ขอยุ่งเกี่ยว เอียงคอ เลิกคิ้วนิดหนึ่งพลางยกไหล่

ลูกสาวไม่ได้หันตาม ถามต่อ “พ่อมีอะไรจะเสริมมั้ยคะ”  

อีกครั้ง จู่ๆ เขารู้สึกทั้งหัวว่างเปล่า

คุณรมย์ลักษณ์คงพอเข้าใจ จึงเป็นฝ่ายออกปากแทน “หนึ่งพูดเรื่องของตัวเองก่อนเถอะ”

หญิงสาวจ้องมารดา สลับกับบิดา ราวจะถามว่า แน่ใจนะคะ ต่อเมื่อผู้เป็นแม่พยักเพยิด จึงเอ่ย “ทำไมพ่อกับแม่ไม่หย่ากัน”

คำถามนั้นทำเอาขากรรไกรของนายแพทย์เป็นเอกร่วงลงอีกที ขณะที่คุณรมย์ลักษณ์มีลักษณะละม้ายผงะถอยนิดหนึ่ง

เห็นปฏิกิริยาพ่อกับแม่ เป็นหนึ่งสูดลมหายใจ ถามต่อด้วยเสียงเริ่มสั่น “ถึงอยู่ด้วยกัน พ่อกับแม่ก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกันมานานแล้ว แม่เองก็คงจะรู้เรื่องหมอนัตด้วย ใช่มั้ยคะ--”

คุณรมย์ลักษณ์ซึ่งปากไวกว่าสามีกำลังจะปริปากเอ่ย แต่ลูกสาวไม่ปล่อยโอกาส

“--ยังไม่นับรวมตั้งแต่ที่หนึ่งเป็นเด็ก พ่อกับแม่ก็ไม่เคยเข้ากันได้เลย ทำไม...ทำไมถึงไม่หย่ากัน”

“หนึ่ง--” เพราะน้ำตาของลูกหยด คุณรมย์ลักษณ์จึงตั้งใจจะพูดบางอย่าง หากทว่าสามีหันยกมือปราม

เป็นหนึ่งพูดต่อทั้งปากคอสั่น “ถ้าหย่ากันไปซะ หนึ่ง...เราทุกคน...อาจจะมีความสุขมากกว่านี้...”

ลูกสาวก้มหน้า ยกท่อนแขนข้างหนึ่งขึ้นเท้าโต๊ะ มือประคองหน้าผาก บัดนี้ตรงกึ่งกลางมันมีเส้นเลือดปูดโปน น้ำตายังคงร่วงเผาะ

นายแพทย์เป็นเอกยังแสดงชัดว่าต้องการให้ภรรยานิ่งอยู่กับที่ แต่คนอย่างคุณรมย์ลักษณ์ไม่เคยเชื่อฟังใครนาน เธอลุกขึ้นไปวางแขนเพื่อจะประคองแผ่นหลังลูกสาว

กลับเป็นลูกสาวเองที่ยกมือขึ้นด้วยท่าที่ถอดพ่อมาเป็นพิมพ์เดียว

คุณรมย์ลักษณ์ชะงัก หนนี้ต่างหากที่สีหน้าแสดงความตกใจโดยแท้จริง

ตลอดมา เป็นหนึ่งเป็นลูกแม่ ลูกที่แม่ฝังหัวอย่างไรก็ยอมรับโดยดี นี่เป็นครั้งแรกที่เธอขัดขืน

หัวคิ้วของผู้เป็นพ่อกระตุกนิดหนึ่งด้วยความประหลาดใจ ขณะเดียวกันดวงตาเกิดจุดวาวเล็กๆ

ลูกสาวมิได้แหลกสลายดังที่เขาเคยหวั่นใจและจินตนาการ เธอแหลกลาญ แต่เฉพาะเปลือกนอก ที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือเนื้อในของลูกสาว มีบาดแผล มีเศษเลือดและชิ้นเนื้อ กระนั้นเห็นได้ชัดว่าเธอมิได้สูญสลาย

ในท่ามกลางบาดแผล ลูกสาวแสดงเลือดเนื้อจริงแท้ออกมาเป็นครั้งแรก ยืนหยัดเพื่อตัวเองเป็นครั้งแรก ไม่งามระหง ทว่าสง่าทะนง

ผู้เป็นแม่ยอมถอยห่างเล็กน้อย เป็นการถอยที่ตัวคุณรมย์ลักษณ์เองก็อาจไม่เท่าทัน ว่ามันคือการแสดงความเคารพในสิทธิ์และตัวตนของลูกสาวเป็นครั้งแรก

เป็นหนึ่งยังก้มหน้านิ่ง มือสวยกุมหน้าผากตัวเอง ร่างสะท้านนิดๆ อันเป็นผลจากการห้ำหั่นกันระหว่างสะอื้นและข่มกลั้น

ห้องเงียบ เหลือเพียงเสียงสูดลมหายใจของเธอ

ไหล่บางค่อยๆ มั่นคง ยกและย่อช้าลง ในที่สุดจึงเงยขึ้น

อย่างสงบ สง่า และไม่ฟูมฟาย ถ้าเพียงแต่ลบน้ำตา ก็อาจเข้าใจว่าเป็นหนึ่งกำลังนั่งคุยกับคนไข้ในฐานะประสาทศัลยแพทย์

“หนึ่งเริ่มจะเข้าใจเหตุผลที่คนสนับสนุนการทำแท้ง--”

“ว่าไงนะ?!” คราวนี้ผู้เป็นแม่สอดขึ้นทันควัน “อย่าบอกนะว่าแค่เพราะเรื่องยายนัตอะไรนั่น แม่ไม่ได้สั่งสอนแกให้--”

“แม่สอนค่ะ!” นานๆ ทีผู้เป็นลูกจะโพล่งขัด ครั้งนี้ถึงกับจ้องตรง อำนาจของสายตาเรียบเฉยกลับทำให้ผู้ถูกจ้องต้องชะงัก

หญิงสาวกวาดสายตาต่อไปยังผู้เป็นพ่อ “และพ่อก็สอนหนึ่งเหมือนกัน”

คุณรมย์ลักษณ์มุ่นคิ้วแน่นขึ้น เดาะลิ้นอย่างคนที่ไปวัดมาทั่วโลกแต่ยังใจร้อน

“หนึ่งเคยเข้าใจว่าการทำแบบนั้นมันบาป เป็นการทำลายชีวิต แต่มาคิดดูแล้ว ขนาดหนึ่งที่เกิดมาพร้อมทุกอย่าง ขาดแค่จิตใจของพ่อกับแม่ที่พร้อมจะรักกัน มันยังทำให้หนึ่งทรมานขนาดนี้--”

“นี่แก--!

ก่อนเสียงแหวของผู้เป็นแม่จะแผดต่อ คนเป็นพ่อรั้ง “คุณ!

“—บาปกรรมแค่ไหนที่ด่าพ่อด่าแม่ตัวเอง อย่างนี้ไงถึงว่าทำแท้งมันไม่--

“คุณรมย์ลักษณ์!

“ฉันไม่ได้หูตึง!” ผู้ถูกเรียกสะบัดหน้าสู้

นายแพทย์เป็นเอกกัดกราม พูดเสียงต่ำแต่เต็มไปด้วยอำนาจ “งั้นก็ฟังลูกพูดซะที!

“ก็เห็นอยู่ว่ามันนั่งว่าพ่อว่าแม่ คุณอยากเห็นลูกตกนรกรึไง!

สามีถึงกับแหงนหน้า ปิดตา สูดลมหายใจเข้ายาวลึก

คุณรมย์ลักษณ์บ่ายหน้าแดงจัดไปยังลูกสาวที่คงนั่งนิ่งเหมือนหุ่น “ฉันกับพ่อแกไม่ได้รักใคร่อะไรกันก็จริง แต่เราก็ดูแลแกดีทุกอย่าง พยายามให้แกได้ดิบได้ดีจนถึงวันนี้ มีอย่างที่ไหนมาหาว่า--!

“การที่แม่พยายามบอกให้หนึ่งเชื่อ ว่าตัวเองไม่เคยดีพอที่พ่อจะรักน่ะเหรอคะ”

ลูกสาวเป็นเพียงคนเดียวที่รักษาระดับเสียงเพียงเท่าเดิม แต่เท่านั้นก็ทำให้ผู้เป็นแม่อ้าปากค้าง

นายแพทย์เป็นเอกรู้สึกคล้ายถูกบีบหัวใจ ในที่สุดก็มาถึงตรงนี้!

เขาถอนหายใจ เสียงเบาและอ่อนโยนลง “พ่อไม่เคยไม่รัก--”

“หนึ่งเข้าใจทุกอย่างค่ะ” เสียงแทรกที่ไม่มีแม้ความเศร้านั้นช่างดูน่ากลัว แต่ในแววตาของลูกก็ยืนยันชัดเจนว่าหมายถึงอย่างนั้น แค่เพียงอย่างนั้น ไม่มีนัยอื่น

“วันนี้หนึ่งเข้าใจทุกอย่างแล้ว เข้าใจความรักแล้วก็ความพยายามของพ่อกับแม่ เพียงแต่เรื่องบางอย่าง ยิ่งพยายามมันก็ยิ่งเหมือนการดันทุรัง สู้ตัดจบไปแต่ต้นอาจจะดีที่สุด”

“หนึ่ง...” ผู้เป็นพ่อเสียงแหบแห้ง “หนูต้องการอย่างนั้นจริงๆ เหรอลูก”

ลูกสาวถามพยักรับ “ช่วยตัดจบความทุกข์ทรมานของเด็กคนหนึ่ง แล้วก็เพื่อความสุขของทุกคน...สักที...”

บิดากับมารดาค่อยๆ ลากสายตาจดจ้องกัน เป็นหนึ่งรับรู้สัญญาณของการโอนอ่อนนั้น จึงเอ่ยปากต่อ “ยังมีอีกเรื่องที่หนึ่งจะต้องบอกพ่อค่ะ”

“เรื่องอะไรลูก”

“สายของผอ.เด่นชัย”

นายแพทย์เป็นเอกมุ่นคิ้ว นี่เป็นเรื่องที่เขาได้ยินตลอดมา ผู้อำนวยการคนใหม่พยายามล้วงลูกไปทุกแผนกเพื่อชะล้างความสกปรก และล้มล้างขั้วอำนาจเก่าของผอ.อานนท์ เป็นเอกคิดว่านั่นเป็นแค่เสียงลือเสียงเล่าอ้าง หรือหาไม่ มันก็อาจเป็นเรื่องจริงที่ยากจะประสบด้วยตัวเอง ในเมื่อแผนกของเขาเล็กเพียงเท่านี้ และยังไม่ทันที่ผู้เป็นใหญ่จะเอื้อมมือเข้ามาก็กลับเกิดปัญหาทุจริตค่าล่วงเวลาที่ฟ้าฟื้นทำเสียก่อน เด่นชัยไม่ต้องใช้มือเท้าใดๆ ก็น่าจะรู้ว่าคนในแผนกประสาทศัลยแพทย์ต้องเร่งทำความสะอาดตัวเอง

แต่เป็นหนึ่งกลับพยัก “ค่ะ สายของผอ.ใหม่ในแผนกของเรา!

. . . . . . . . .

 

ภายในร้านกาแฟเล็กๆ เงียบสงบ อันตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลเลิศวิชาญเวช นายแพทย์เด่นชัยวัยเจ็ดสิบสะบัดปลายเท้าข้างที่ไขว่ห้าง ผิวรองเท้าหนังสีดำขัดมันซึ่งมีลายฉลุแบบโบรกชูส์ล้อแสงแค่เล็กๆ ไปตามจังหวะเพลง ตาดำที่ช่วงขอบเริ่มกลายเป็นสีฟ้าตามวัย จดจ้องคู่สนทนาเพียงคนเดียวตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มมุมปาก ไม่ใช่ชื่นชม ทว่าเป็นการมองและยิ้มอย่างรับรู้ถึงชัยชนะในอีกไม่กี่นาทีที่กำลังจะมาถึง

ในมือขาวของหญิงสาวตรงข้ามโต๊ะ คือแฟ้มเอกสารแสดงข้อมูลในรูปกราฟและแผนภาพที่ซ้อนกันอยู่หลายมิติ เพื่อแสดงให้เห็นปัญหาหลายอย่างอันโยงใย สายตาของเธอประกาศความเข้าใจในเรื่องราวเหล่านั้น และสิ่งที่จะตามมาหากเรื่องราวเหล่านั้นยังดำเนินต่อไป

ผมเห็นว่ามีแค่คุณ ที่จะช่วยได้ ในที่สุด เขาสรุป

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาสบตา ในสายตายังตั้งคำถาม

นับว่านิวโรศัลย์ยังไม่ถึงกับวิกฤตเหมือนอีกหลายๆ แผนก คุณเป็นเอกเป็นคนมีฝีมือ แต่นั่นละ เขาเพยิดปลายคางแทนการชี้ ปัญหาที่เด่นชัดที่สุดตอนนี้คือตัวเลขเงินเวรโอทีของหมอบางรายในแผนกที่สูงจนน่าตกใจ มันเด่นจนไม่มีทางที่คุณเป็นเอกจะไม่เห็น ผมคิดว่าคงจะดีกับเราทุกคนถ้าสามารถแก้ไขมันได้

อย่างเชื่องช้า สายตาของเธอค่อยๆ ลดลงไปบนข้อมูลต่างๆ บนหน้ากระดาษอีกครั้ง ทว่าในดวงตาหาได้สะท้อนภาพเหล่านั้น สิ่งที่เขาโน้มน้าวใจต่อเนื่องมาโดยตลอดต่างหาก

หัวคิ้วของเธอยังมีร่องกดเล็กน้อย ริมฝีปากขยับบอก เข้าใจค่ะ

การจดจ้องของเขาคงทำให้เธอรู้สึกตัว สายตาคู่นั้นจึงขยับเลื่อนขึ้นมาอีกครั้ง

ตกลง จะช่วยคุณหมอค่ะ

ขอบคุณมาก เขายิ้มกว้างขึ้น ไม่ถึงกับแสดงความดีใจออกนอกหน้า รู้อยู่แล้วว่าผลจะเป็นอย่างไร โรงพยาบาลจะได้ประโยชน์มากๆ จากการตัดสินใจของคุณในครั้งนี้ หมอหนึ่ง

. . . . . . . . .

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

36 ความคิดเห็น

  1. #30 fafui (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562 / 10:52
    สนุกมากๆจ้า
    #30
    1
    • #30-1 ปราปต์(จากตอนที่ 15)
      29 ตุลาคม 2562 / 11:57
      ขอบคุณครับ ^^
      #30-1