ถ่านไฟเดียว

ตอนที่ 14 : บทที่ 13 อัศวินวิกล

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 554
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    21 ต.ค. 62

-13-

อัศวินวิกล

 

บ้านนนทบุรีของมิลานมีร่มไม้ครึ้มขจี ตัวบ้านไม่ใหญ่นักปลูกสร้างแบบเก่า แม้ได้รับการบูรณะเสมอจึงยังเห็นชัดว่าผ่านกาลเวลามานานแล้ว ความเก่านี่เองที่มิลานไม่พิสมัย หาทางตะเกียกตะกายออกไปอยู่ในคอนโดหรูกลางใจเมือง จนเป็นเหตุให้จบชีวิตที่นั่นลงอย่างเป็นปริศนา

เป็นหนึ่งไม่เหมือนเพื่อน เธอไม่เกี่ยงความเก่าใหม่ นั่นอาจเพราะพื้นนิสัยไม่สนใจสิ่งอื่นรอบตัวนัก คุณจะไม่แปลกใจถ้าพบว่าหญิงสาวจมดิ่งอยู่ในงานของตัวเอง หรือหนังสือเพื่อพัฒนาตัวเองสักเล่ม โดยไม่ทันสังเกตว่าแสงฟ้าได้ลาลับแล้ว หรือวันใหม่ได้เดินทางมาถึงอีกครั้งแล้ว ในชีวิตของเป็นหนึ่ง เธอรู้สึกคล้ายตัวเองปีนป่ายอยู่บนสันผาอันตรายตลอดกาล แค่พยายามเอาตัวรอดให้ได้ก็ยากเย็นนัก เฉพาะหายใจก็แทบไม่ทันแล้ว เมื่อคุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังเหยียบอยู่บนเส้นยาแดงผ่าแปด คุณย่อมจะหมดความสนใจสิ่งไกลตัวไปได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อนั่งอยู่กลางสวนด้านข้างตัวบ้านหลังนี้ ความร้อนทุรายกลับคลายลงได้อย่างประหลาด ช่วงเช้าหลังฝนพรำใหม่ๆ มีเสียงเหยาะหยดของน้ำค้างยอดไม้ ไอเย็นลอยล่อง รูปปั้นและรูปสลักตัวเล็กตัวน้อยหว่างพุ่มไม้คล้ายคลุมด้วยผ้าห่มกำมะหยี่สีเขียวของเหล่ามอสรา

“เคียฟ ปราก เบาๆ หน่อยลูก!” เสียงคุณอัมรีแว่วมาแต่ไกล ถึงกระนั้นเจ้าของนามทั้งสองก็กระเหี้ยนกระหือรือมาส่งเสียงแฮ่ๆ แทบเท้าประสาทศัลยแพทย์สาวจนได้

เป็นหนึ่งหัวเราะ จังหวะหนึ่งที่ได้เสียงตัวเองหัวเราะ หญิงสาวชะงักเล็กน้อยเพราะรู้สึกคล้ายไม่ได้ยินมันมาเนิ่นนาน เธอคงหยุดหัวเราะเพียงเท่านั้นถ้าเจ้าโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวที่ชื่อเคียฟจะไม่พยายามเอาหน้ามาก่ายตัก และแล้วเจ้าไซบีเรี่ยนฮัสกี้ชื่อปรากก็พยายามเอาหัวมาเกยทับหัวเพื่อนอีกที

“ตายแล้ว ไอ้สองตัวนี้” นายหญิงของเคียฟกับปรากมาถึงพร้อมถาดของว่างและน้ำดื่ม วันนี้คุณอัมรีมีน้ำมะตูมชื่นฉ่ำใจมาพร้อมคุกกี้หอมอ่อนๆ ผู้อาวุโสลดกายลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเธอ

ชิงช้ากลางสวนนี้มีสภาพเก่าแก่ คุณอัมรีเคยเล่าให้ฟังว่าสมัยเด็กๆ มิลานร้องอยากจะมีที่บ้าน จึงต้องลงทุนซื้อหากันมา แต่นั่งไม่กี่วันแม่หนูน้อยก็พลอยเบื่อ จากนั้นไม่แตะต้องอีกเลย แขกเก่าๆ แก่ๆ ที่ชอบบรรยากาศกลางสวนเท่านั้นจะขอมานั่งคุยในนี้ แทนที่จะเป็นในห้องรับแขกแอร์เย็นฉ่ำ

เห็นว่าแม่ของเพื่อนทำท่าจะดึงหลังคอเจ้าสองตัวออกจากตักเธอ แขกสาวก็หัวเราะว่า “ไม่เป็นไรค่ะแม่รี นุ่มๆ ดี”

“เจ้าชู้กันทั้งคู่เลยนะ พวกแกเนี่ย” ดุหมาแล้วคุณอัมรีหันมาพูดกับเธอว่า “เอ้า หนึ่งกินก่อนจ้ะ ลูกน่ะผอมจนจะเหลือแต่กระดูกแล้ว คุณรมย์ลักษณ์ไม่บ่นรึไง เดี๋ยวใครๆ หาว่าแกฝีมือเข้าครัวตก”

“แม่รีรู้ทัน” หญิงสาวพูดพลางหยิบคุ้กกี้ข้าวโอ๊ตขึ้นขบ อารมณ์คล้ายหาอะไรใส่ปากเพื่อจะได้ไม่ต้องพูดมากกว่า

ใช่แล้ว แม่ของเธอเป็นอย่างนั้น หน้าตาของแม่สำคัญที่สุด สำคัญกว่าการอ้วนผอมของเธอ

นี่คือเหตุผลที่วันนี้เธอเซซังมาถึงนี่

คุณอัมรีเอื้อมมือมากุมมือเป็นหนึ่งไว้ เสียงบอกอ่อนโยนไม่ผิดบรรยากาศ “กินก่อน แล้วค่อยเล่าให้แม่ฟังนะลูก”

ในชั่วโมงนี้ น้ำเสียงและท่าทางเพียงเท่านี้ก็พลอยทำให้น้ำตาของเป็นหนึ่งเอ่อคลอ หญิงสาวพยายามยิ้มรับ แต่มันน่าจะเหมือนเม้มเพื่อเก็บกลั้นความรู้สึกบางอย่างมากกว่า

รสมือของคุณอัมรีไม่ดีไปกว่าแม่ของเธอ แต่บางอย่างที่ละมุนอยู่ปลายลิ้นชวนให้รู้สึกเหมือนได้พบสิ่งที่ตามหามานาน

ผู้อาวุโสคงสัมผัสได้ มือใหญ่อันมีอุ้งมือนุ่มนวลอย่างยิ่งจึงเอื้อมมาลูบหน้าผากและศีรษะของเธอเบาแผ่ว

นั่นเป็นวินาทีที่หยดน้ำในดวงตาร่วงลง

“พ่อเขา...เขา...” เมื่อเริ่มเอ่ย สิ่งที่หนักอึ้งยังเหมือนถ่วงลิ้นให้ยากจะเอ่ย

ผู้ฟังไม่ได้คะยั้นคะยอถาม เพียงนั่งนิ่ง วางมือไว้บนหลังมือเธอนิ่งๆ อย่างจะให้กำลังใจ ครั้นน้ำตาของเธอพรากหนัก ก็หันไปเอื้อมสาวกระดาษทิชชู่มาซับข้างแก้มให้อย่างเบามือ

“พ่อเขานอกใจแม่ค่ะ”

การค่อยๆ ซับต่อมา แสดงให้เห็นว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่ผู้ฟังแปลกใจนัก

จวบกระทั่งประโยคถัดไป

“—กับหมอสูที่โรงพยาบาล อายุเท่าๆ หนึ่งเอง เขาเคยเจอกันตอนที่...ที่พ่อทำแท้งให้!

กระดาษทิชชู่ในมือนั้นชะงักลง แต่ก็เพียงเล็กน้อย คุณอัมรีค่อยๆ ดึงกลับไปทิ้งลงตะกร้าข้างๆ ไม่พูด ไม่แนะนำหรือห้ามปรามใดๆ ยังคงพยักให้เธอพูดต่อไปเรื่อยๆ

เป็นหนึ่งเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้อีกฝ่ายฟัง นี่คือหญิงที่เธอนับถือว่าเป็นแม่อีกคน คนที่อาจเข้าใจและห่วงใยยิ่งกว่าแม่แท้ๆ ของเธอเสียอีก

แม้แต่มิลานก็ยังเคยบอก เราน่าจะเกิดสลับบ้านกันเนอะ แต่ก็นั่นละ มีหวังพ่อแม่แกคงอกแตกตายตั้งแต่เราห้าขวบ!’

เป็นหนึ่งฟังแล้วได้แต่ขำหึ ลึกลงในใจเธอริษยาครอบครัวเพื่อน ขัดใจที่เพื่อนไม่เคยเห็นใครสำคัญไปกว่าตัวของตัวเอง แล้วก็สร้างความลำบากใจให้กับใครๆ เพียงเพราะเอาแต่ใจตัวเอง หญิงสาวเคยคิดว่า ถ้าคุณอัมรีคือแม่แท้ๆ ของเธอ เธอก็คงจะ...

“ทุกคนมีข้อดีข้อเสียในตัวเองนะลูก” แม่รีบอกหลังจากฟังจบ ซับน้ำตาสายสุดท้ายบนใบหน้าของเธอ “หนึ่งเองก็คงจะรู้ ว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับแม่เขาเป็นยังไง ใช่มั้ยลูก”

หญิงสาวเม้มปากนิดหนึ่ง จำใจพยักหน้า

ใช่ เธอรู้ ระหว่างพ่อกับแม่มีหลุมลึกและกว้างใหญ่ ยากที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือทั้งสองฝ่ายจะข้ามไปหากัน ถึงกระนั้น เธอก็ยังหวังว่าครอบครัวจะยังเป็นครอบครัว พ่อไม่ต้องรักแม่มากก็ได้ แม่เองก็ไม่ต้องเป็นแม่บ้านที่ดีจนเกินไป เธออยากจะมีแค่—

“แม่รีเชื่อว่า การที่คุณเอกไม่เคยบอกหนึ่งมาก่อน นั่นก็เพราะเขายังเป็นห่วงความรู้สึกของลูกอยู่”

“ถ้าห่วง แล้วทำไมพ่อถึงทำแบบนี้คะ” แรงกระเพื่อมในใจที่เพิ่งคลาย กลับกระเทือนใหม่ หนนี้เป็นหนึ่งทะเทิ้มทั้งร่าง เหมือนภูเขาไฟที่หินร้อนอัดแน่นข้างใต้ขยายตัว และถูกแรงเร้าผลักขึ้นอย่างจะหาทางออก

“พ่อไอ้เคยรักอึ่งเลย!

ประโยคนั้นระเบิดออกมาทั้งน้ำตา น้ำมูก และฟองน้ำลาย เป็นคำที่ฟังความไม่ชัด แต่อารมณ์แจ่มชัด

หญิงสาวสะอึกสะอื้น ใบหน้าเหยเกเหมือนเด็กๆ เด็กที่กำลังทรมานกับแผลร้าย

“อ้อไม่เคย...ไอ้เคย...เพราะอึ่งไอ้ดีพอ!

ผู้ฟังส่ายหน้า รู้สึกสงสารจนน้ำตาแทบจะท่วมตาม คุณอัมรีค่อยยกมือประคองแก้มของเพื่อนลูกสาวไว้

“หนึ่ง ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะลูก...”

แต่อีกฝ่ายเหมือนไม่ได้ยิน สิ่งที่อัดคั่งในใจปิดกั้นเกินกว่าจะได้ยินหรือเห็นอะไร “หนะ...หนึ่งไม่เคยเป็นลูกที่ดีพอของพ่อ เรียนก็ไม่ดี พอเป็นหมอก็สู้พ่อไม่ได้ ไม่ว่าหนึ่งจะพยายามยังไงก็ไม่เคยพอเลย นี่ถ้าหนึ่งดีได้สักครึ่งของพี่ฟืน พ่อก็คงจะไม่ทำโทษหนึ่งอย่างนี้...”

“โธ่ลูก...ไม่ใช่อย่างนั้นเลยนะหนึ่ง”

ไม่มีคำตอบนอกจากเสียงปล่อยโฮ

คุณอัมรีรวบร่างของเป็นหนึ่งกอดไว้แนบแน่น ฝ่ามือลูบไปบนแผ่นหลังที่สั่นระริก

“หนึ่งไม่รู้จะทำยังไง มีเคส...เคสนึงที่กำลังจะดี...หนึ่งกำลังจะรักษาเขาหาย หนึ่งว่าเขาต้องหายจริงๆ นะคะ ถ้าเขาหาย พ่อจะยอมเลิกกับผู้หญิงคนนั้นแล้วกลับมาหาครอบครัวเราเหมือนเดิมมั้ยคะ”

คุณอัมรีได้แต่ส่ายหน้า ปล่อยให้น้ำตาอุ่นๆ ของตัวเองไหลร่วงลงตาม นานเท่าไหร่แล้วหนอที่เธอรับรู้เรื่องของเป็นหนึ่งมา รับรู้ แต่ไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยอะไรได้ เพราะส่วนลึกคุณอัมรีตระหนักว่าแม้แต่ลูกของตัวเอง ยายมิลค์ก็ยังกระโดกกระเดก เรียนไม่เก่ง แถมเถียงพ่อแม่ฉอดๆ เป็นหนึ่งเสียอีก เพียบพร้อมสมกับที่คนเป็นพ่อเป็นแม่จะภูมิใจ แต่ในความเพียบพร้อมนั้น คุณอัมรีเพ่งลงไปเป็นรอยร้าวที่กินเนื้อกระเบื้องลึกขึ้นเรื่อยๆ

เธอได้แต่เป็นห่วง หวังว่าสักวันครั้นเป็นหนึ่งเติบโต ประสบการณ์จะทำให้เจ้าตัวคิดได้ และเข้าใจ แม้สิ่งแวดล้อมอันหลอมประสบการณ์ดูยากจะช่วยให้เป็นหนึ่งเข้าใจก็ตาม!

หญิงอาวุโสรู้ดี คุณรมย์ลักษณ์แม่ของเป็นหนึ่งเป็นคนอย่างไร แล้วนายแพทย์เป็นเอกก็ใช้วิธีตอบสนองแบบไหน ทั้งสามคนในครอบครัวต่างเก่งกาจและมีมันสมองเป็นเลิศ หากถึงอย่างไร ด้านหนึ่งของพรสวรรค์มีคำสาปฉาบเคลือบเสมอ พวกเขาแก้ปัญหายากๆ ได้ แต่ความสามารถนั้นทำให้ทะนงตนเกินกว่าจะแสดงเนื้อแท้และความรู้สึกที่มีระหว่างกัน หลบลี้ไปสู่ที่ที่ตนจะทะนงต่อได้ เพราะไม่อาจยอมรับสิ่งที่ตัวเองเผลอพลาดผิด

การไม่ยอมรับ ก็เหมือนหมอที่ตรวจเห็นอาการ แต่วิเคราะห์เลี่ยงสาเหตุไปนั่นละ ไม่มีทางรักษาให้หายขาดหรือดีขึ้น

ในที่สุด คุณอัมรีจึงตัดสินใจพูด พูดก่อนที่เธอจะเสียลูกสาวไปอีกคน

“หนึ่งฟังแม่รีนะลูก เมื่อกี้หนึ่งบอกว่าหนึ่งเก่งไม่พอใช่มั้ย”

ใบหน้าที่วางอยู่บนบ่าของคุณอัมรีพยักนิดหนึ่ง

“ไม่มีใครเก่งไปซะทุกอย่าง เราเก่งอย่างนึง แต่เราก็แย่อีกอย่างนึง แม่รีปลอบคนเก่ง แต่ให้ทำเองก็ไม่ค่อยได้ หนึ่งเป็นลูกที่ดี เป็นลูกที่ดีแล้วก็เป็นหมอที่ดีแน่ๆ แต่หนึ่งอาจจะยังไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบแบบที่ตัวเองต้องการ

“แต่รู้มั้ยลูก พ่อแม่ของหนึ่งเขาก็เป็นแบบนั้น คุณเอกเธอทำงานเก่ง เป็นหมอที่ดี แต่เธอแสดงออกไม่เก่งว่าจะสื่อสารกับลูกสาวยังไง หรือกับภรรยายังไง แม่ของหนูก็เหมือนกัน ทำงานเก่ง แต่อาจสื่อสารกับสามีไม่เก่ง สิ่งที่เขาทั้งคู่พอทำได้ก็คือ อดทนอยู่ด้วยกันเพื่อหนูมานานสามสิบกว่าปี หนึ่งคิดว่าเวลาขนาดนี้มันพอจะพิสูจน์ได้มั้ย ว่าเขารักและเป็นห่วงความรู้สึกของหนูมากแค่ไหน”

หญิงสาวไม่ตอบ แต่มือยังคงโอบยึดผู้พูดไว้มั่นคง อาการสะอื้นคลายลงราบเรียบ

“แม่รีตัดสินพ่อของหนูไม่ได้ ตัดสินผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้ เพราะแม่รีไม่เคยรู้จักเขา แต่ถ้าให้แม่รีคิด คนเราก็อาจผิดพลาดกันได้เพราะหลายสาเหตุ ฟังจากที่หนึ่งพูด หมอนัตก็มีการงานที่ดี แล้วก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งคุณเอกเลยด้วยซ้ำ นั่นอาจแสดงว่าเขารักพ่อของหนึ่งจริงๆ นะลูก เขารัก แสดงว่าเขาชื่นชมข้อดี แล้วก็ปรารถนาดีกับพ่อของหนู ถ้านี่คือสิ่งที่พ่อของหนูต้องการ มันก็ขึ้นอยู่กับหนึ่งแล้วละ ว่าหนูจะยอมให้พ่อมีความสุขรึเปล่า แต่สิ่งที่หนูต้องจำก็คือ มันไม่เกี่ยวอะไรกับความดีไม่ดี เก่งไม่เก่งของตัวหนูเลย อันที่จริง พ่อเขาอาจจะรอคนที่เก่งพออย่างหนูเป็นคนบอกก็ได้ ว่าสุดท้ายหนูอยากให้พ่อเขาตัดสินใจยังไง”

“แม่รี” ประสาทศัลยแพทย์สาวพูดเสียงละม้ายเด็กน้อย แต่ไม่สั่นจนฟังลำบากอีกต่อไป มือก็ยังไม่ปล่อยจากร่างผู้เป็นใหญ่

“ว่าไงจ๊ะ” ผู้รับคำยังลูบหลังเบาแผ่ว

“แม่รีคิดว่าแม่ของหนูรู้เรื่องนี้มั้ยคะ หนูไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับแม่ วันนี้หนูถึง...”

“ถึงมาหาแม่รี” คุณอัมรียิ้มรับอย่างอิ่มใจ “หนูทำถูกแล้วนะ แม่รีเป็นห่วงและคอยช่วยเหลือหนูทุกอย่าง”

“ขอบคุณค่ะ”

“ถ้าถามแม่รี แม่รีคิดว่า คุณรมย์ลักษณ์น่าจะรู้”

ได้ยินคำนั้น คนกอดแน่นค่อยคลายวงตระกอง ถอนตัวออกมาจ้องหน้ามารดาเพื่อนด้วยแววตาสงสัย

“เท่าที่แม่รีรู้จัก คุณเอกเป็นคนตรงไปตรงมา และมั่นคงในหลักการพอสมควร แกไม่น่าพาตัวเองไปอยู่ในที่ผิดๆ คาราคาซังทั้งที่มันพอจะพูดคุยกันได้ คุณรมย์ลักษณ์เองก็ไม่ใช่คนใจแคบนัก ตราบใดที่อีกฝ่ายยังให้เกียรติ”

“เสียแต่พ่อไม่ค่อยให้เกียรติแม่น่ะซีคะ”

คุณอัมรีหัวเราะ สาวทิชชู่ช่วยซับน้ำตาอีกฝ่ายอีกครั้ง “เขาแค่สื่อสารกันไม่เก่งน่ะจ้ะ บางทีหนึ่งอาจจะลองช่วยให้พวกเขาสื่อสารกันได้ดีขึ้นนะ”

เป็นหนึ่งจึงพลอยหัวเราะ “หนูท่าจะแย่ยิ่งกว่าเสียอีก”

“ถ้าหนึ่งเห็นตัวอย่างแล้ว หนึ่งก็ต้องใช้มันเป็นบทเรียนสำหรับตัวเองนะลูก เรื่องง่ายๆ แค่นี้ ลูกแม่รีทำได้อยู่แล้วจริงมั้ย อย่าปล่อยให้สายเกินไป”

แปลก จู่ๆ ประโยคนั้นกลับฉุดภาพของใครอีกคนผุดขึ้นหลังม่านตา ใครที่เป็นหนึ่งเพิ่งจะพยายามแสดงตัวให้เห็นว่าเธอเจ็บ และเขาควรจะเจ็บกว่า เพียงเพราะริษยาเขา และเมื่อกลับมาคิดดูแล้ว เขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย

อย่างไรก็ตาม ความสนใจของหญิงสาวผลัดไปเมื่อเห็นแววตาหมองเศร้าของผู้พูด

อย่าปล่อยให้สายเกินไป

แม่รีกำลังพูดถึงอะไรหนอ? 

สายตาของเป็นหนึ่งคงพูดได้ไม่ต่างจากปาก รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคุณอัมรี ทว่าเป็นรอยยิ้มที่ช่างแสนเศร้า

“แม่เป็นที่ปรึกษาของหนึ่งได้ แต่มิลค์ไม่เคยให้โอกาสเป็นที่ปรึกษาของเขาเลย”

“หมะ...หมายความว่ายังไงคะ”

“หนึ่งเองก็คงยังไม่รู้” ผู้อาวุโสจ้องเข้ามาในตาเธอ คำพูดต่อมาแห้งแหบแทบไม่มีเนื้อเสียง ควรมีแต่ลม ทว่ากลับหนักหน่วง “ตำรวจบอกว่ามิลค์เขาท้องได้สองเดือนแล้ว”

“ท้อง?!

“แม่รีไม่เคยรู้ หนึ่งก็ไม่เคยรู้ ดูเหมือนมิลค์เขาตั้งใจจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ...”

เป็นหนึ่งนิ่งขึงทันควัน ปัญหาของตัวเองพลันเบาลงทันทีที่เห็นปัญหามโหฬารที่เพื่อนแบกอยู่

มิลานเริ่มเบื่อหน่ายธโนทัยมากขึ้นทุกที แม้ยังไม่เลิก แต่ก็มีสัญญาณจวนเลิกมาสักระยะ ถ้าถามเธอ เป็นหนึ่งคงเห็นด้วยอย่างยิ่งที่เพื่อนจะสลัดผู้ชายไม่เอาอ่าวทิ้งไป มิลานเสียเวลามากเกินไปแล้วกับผู้ชายคนนี้ แต่นั่นละ ถ้ามีตัวแปรเรื่องเด็กเข้ามาเกี่ยวข้อง--

ความคิดสะดุดแค่นี้ เพราะ คำ ที่เธอเลือกใช้

เด็ก...

เมื่อนั้น เสียงของใครอีกคน -- คนเมื่อกี้ – กลับดังสะท้อน

ถ้าจะพูดอย่างนั้นเราก็คงต้องมาดูนิยามกันก่อน ว่าสิ่งที่อยู่ในท้องมันคืออะไร แล้วควรจะเรียกว่ายังไงแน่

แต่ไรมา เป็นหนึ่งไม่เคยชะงักความคิดหรือใส่ใจกับคำนั้น ก็อย่างที่รู้ คำไหนก็หมายถึงสิ่งเดียวกัน คนหาทางค้านก็แค่เพื่อใช้มันในแง่การเมือง!

เธอคิดอย่างนี้ คิดว่าคนที่พยายามจะเอาเด็กออก ทำลายหนึ่งชีวิต ยังไงก็คือบาป คนที่ตัดสินใจกับคนที่ช่วยให้การตัดสินใจนั้นลุล่วงต่างก็มีบาปร่วมกัน

ต้องยอมรับว่าที่คิดแบบนั้น เพราะเธอเห็นพวกเขาแค่เงาๆ ก็อย่างที่บอก เป็นหนึ่งมีพื้นนิสัยไม่สนใจสิ่งอื่นรอบตัว

แต่เพราะตอนนี้ เรื่องดังกล่าวขดล้อมเข้ามาใกล้ตัว กับคนที่เธอสนิทและรักใคร่ แม้แต่การใช้ คำ ก็กลับกลายซ่อนนัย เพราะนั่นอาจประกาศ บาป เพียงแค่ความคิดของมิลาน

คิดถึงตรงนี้ หญิงสาวตาสว่าง

ใช่แล้ว! นี่อาจคือเหตุผลที่เธอพยายามตามหา ที่เฝ้าถามฟ้าฟื้นตลอดมาแต่เขาไม่ตอบ

มีเรื่องอะไรที่มิลค์จะต้องติดต่อพี่ฟืนคะ

ถ้าคุณมิลค์เขาอยากให้เพื่อนรู้ก็คงบอกไปตั้งแต่แรกแล้วเนอะ เราควรจะรักษาเจตนารมณ์ของผู้ตายจริงมั้ย

บางที มิลานอาจจะกำลังตัดสินใจบางอย่าง และเพื่อนผู้กว้างขวางอาจรู้สิ่งที่เธอเพิ่งจะรู้ 

พี่ฟืนเปิดคลินิกทำแท้ง!

. . . . . . . . . . .

 

ร้านกาแฟร้านโปรดของมิลานเปิดวันอาทิตย์ด้วย บรรยากาศในร้านยังร่มรื่นด้วยสีเขียวของต้นไม้จริงแซมของเสมือน โคมติดเพดานรูปกาน้ำอ้วนสีนวลชวนให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น สุดสัปดาห์เช่นนี้ ลูกค้าที่ไม่พลุกพล่านในวันปกติยิ่งบางตา

นั่นคือเหตุผลที่เป็นหนึ่งนัดพบเขาที่นี่

หญิงสาวทราบว่าวันนี้คือเวรออนคอลของฟ้าฟื้น ตั้งแต่เช้าจึงส่งข้อความไปฝากเขาราวนด์ด้วย รุ่นพี่ไม่ตอบ ทั้งที่ปกติจะต้องส่งข้อความหรืออย่างน้อยสติ๊กเกอร์แกมกวนกลับมา เธอฮึดฮัดอยู่ในใจ ถ้าเขาคิดว่าเธอยังโกรธ ก็ควรจะส่งข้อความมาถามไถ่หรือขอโทษมิใช่หรือ ทำไมจึงเมินหมาง ราวกับว่าเขาต่างหากเป็นฝ่ายโกรธเธอเสียเอง

อย่างไรก็ดี เพราะเชื่อว่าในที่สุดรุ่นพี่จะไม่ละเลยคำฝากฝัง เป็นหนึ่งจึงตัดสินใจไปหาคุณอัมรีที่บ้านแต่เช้า กระทั่งเกิดข้อสันนิษฐานใหม่ และมีเพียงเขาเท่านั้นจะตอบได้ หญิงสาวจึงจำใจโทรหาฟ้าฟื้นอีกครั้ง คราวนี้เขาถึงกับไม่รับสาย

จากฮึดฮัด เป็นหนึ่งเริ่มกระวนกระวาย เธอไม่ชอบความรู้สึกนี้ โดยเฉพาะ – ใช่ เขาไม่เหมือนคนอื่น ฟ้าฟื้นไม่เคยปล่อยให้เธอต้องรู้สึกแบบนี้

ทำไม เขาถึงกำลังทำเหมือนคนอื่น...

ความวูบโหวงวาบขึ้นในอก เมื่อนั้น คำของคุณอัมรีหวนดังอีกครั้งกลางโสต

ถ้าหนึ่งเห็นตัวอย่างแล้ว หนึ่งก็ต้องใช้มันเป็นบทเรียนสำหรับตัวเองนะลูก เรื่องง่ายๆ แค่นี้ ลูกแม่รีทำได้อยู่แล้วจริงมั้ย อย่าปล่อยให้สายเกินไป

กำลังจะบังคับปลายนิ้วสั่นกดเบอร์โทรศัพท์อีกครั้ง โทรศัพท์กลับดังขึ้นเอง

ข้อความเข้ามาใหม่ ติดเคส มีอะไร text มา

ไม่อยากยอมรับ จู่ๆ ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาง่ายๆ

เป็นไปตามคาด แม้อยู่ไกลกว่า แต่เธอมาถึงก่อน เป็นหนึ่งเลือกที่นั่งด้านในอันเป็นที่ประจำ มิลานเคยบอกรำคาญที่เธอมักเลือกมาฝังตัวตรงนี้ มองไม่เห็นอะไรกันพอดี!’ เพื่อนซี้ชอบนั่งไม่ไกลจากประตู ดูความเคลื่อนไหว จับตาและสนใจผู้คน ตรงข้ามกับเป็นหนึ่งซึ่งรู้สึกมีพายุโยกโยนอยู่ในตัวเอง ในเมื่อยากจะหาความสงบในตัวเอง เธอจึงต้องพึ่งมุมสงบจากโลกนอกกายแทน

ถ้าเป็นทุกที รอสักพักเพื่อนคงก้าวฉับๆ เข้ามาวางกระเป๋าบนโต๊ะ บ่นเหนื่อยไม่ขาดปาก ทั้งที่จริงชีวิตมิลานไม่เคยต้องผจญความลำบากใดๆ มากไปกว่าติดอยู่ในแพการจราจรบนรถกว้างหรูแอร์เย็นฉ่ำ มีเพลงฟัง และมีแท็บเล็ตจอเบิ้มสำหรับเปิดดูหนัง เล่นเกม หรือเล่นอินเทอร์เน็ตฆ่าเวลา

จู่ๆ ความรู้สึกหนาวเยือกก็ชำแรกสู่ใจ ครั้นสำเหนียกว่าคืนวันแบบนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก

ที่ผ่านมา แม้มิลานจะโบกปีกร่อนไปทั่ว แต่เป็นหนึ่งรู้ว่าเพื่อนจะบินกลับมาหาเสมอ มิตรภาพนั้นเป็นสัมพันธ์อันตัดไม่ขาด และการได้ฟังมิลานบ่นปัญหาร้อยแปด ในทางหนึ่งมันช่วยให้เธอปีนพ้นจากปัญหาของตัวเองได้ชั่วคราว บัดนี้ มิลานเหลือเพียงเงาราง คุณรมย์ลักษณ์แม่ของเธอมีทริปทำบุญที่สนใจ พ่อเองก็มีคนที่เขาสนใจ เธอเคยมีคุณอัมรี แต่ก็นั่นละ เดิมทีสายใยที่เชื่อมเธอกับคุณอัมรีคือมิลาน เดี๋ยวนี้มิลานลาลับ อีกไม่นานเท่าไหร่เธอกับคุณอัมรีคงกลายเป็นคนแปลกหน้า

ทำไมเราถึงไม่เคยมีที่พักใจมั่นคงเหมือนคนอื่น

น้ำลายในคอเริ่มขม ที่นั่งตรงหน้าก็ถูกถมเต็มด้วยร่างสูงค่อนข้างผอมของผู้มาใหม่

วันนี้รุ่นพี่อยู่ในเสื้อโปโลสีพื้น ตะเข็บขลิบลายสก๊อตช์ กับกางเกงสแล็กเข้ารูปส่งให้ดูบุคลิกดี เป็นหนึ่งเผลอพรายยิ้มด้วยความรู้สึกบางอย่าง ต่อเมื่อรู้ตัวก็หับลง ไม่รู้เป็นเพราะอีกฝ่ายมองมาด้วยใบหน้าเรียบเฉยด้วยรึเปล่า

มีบางอย่างผิดไปในตัวเขา

แม้แต่เสียงถามก็ทุ้มขรึม “มีอะไรรึเปล่า ตอนเช้าไม่เข้า แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจ”

ให้ถึงอย่างไร ได้ยินเขาทักถาม ความหนาวเย็นในอกก็กลับอุ่น

ริมฝีปากของเป็นหนึ่งฉีกแยกออกจากกันเล็กน้อย อยากทักถามเขาบ้าง อย่างน้อยก็ติงว่าทำไมทำท่าแปลกๆ ใส่เธอ แต่เพราะไม่ใช่คนที่ลงรายละเอียดกับพื้นที่ส่วนตัวของใคร รู้สึกว่ามันทำได้ยากและไม่ถนัด ประสาทศัลยแพทย์สาวจึงแสร้งหันไปฉวยแก้วมะเขือเทศปั่นขึ้นดูดแทน

บริกรนำอาหารและเครื่องดื่มของฟ้าฟื้นมาส่งพอดี ชายหนุ่มเลือกไนโตรอเมริกาโนพร้อมกับคลับแซนด์วิชไส้แฮมทอด คนนำมาเสิร์ฟบอกว่า “เดี๋ยวข้าวผัดจะตามมานะคะหมอ”

ลูกค้าที่ร้านนี้กว่าครึ่งคือบุคลากรจากเลิศวิชาญเวช แต่จากท่าทาง พนักงานน่าจะรู้จักฟ้าฟื้นเพราะเขาแวะมาบ่อย

ชายหนุ่มพยักขอบคุณด้วยรอยยิ้ม – ยิ้มที่ไม่มีให้เป็นหนึ่ง

รอจนรายนั้นก้าวจากไปแล้วหญิงสาวจึงถาม “ไม่ได้กินเช้าอีกแล้วเหรอคะ”

อีกฝ่ายเลิกคิ้วแทนคำตอบ คว้าหูกาแฟขึ้นจิบ แล้วหยิบแซนด์วิชชิ้นหนึ่งเคี้ยวเต็มปาก “ตื่นสาย”

“อีกแล้ว”

เขาน่าจะยิ้มหรี่ตา ตอบอย่างจงใจแทรกนัยว่า ขอบคุณที่ยังจำได้ แต่กลับกลายเป็นถามกลับเรียบเฉย “ตกลงมีอะไร”

แม้แต่เสียงเพลงเบาๆ กับกาแฟกรุ่นละมุนก็ไม่ช่วยให้ความรู้สึกของเป็นหนึ่งอ่อนโยนลง เธอชักสีหน้านิดหนึ่งอย่างที่ปกติไม่ค่อยทำกับใคร

“หลังๆ มาที่มิลค์โทรหาพี่บ่อยๆ น่ะ เรื่องทำแท้งใช่มั้ยคะ”

คำถามตรงไปตรงมาไม่ได้ทำให้เจ้าตัวตกใจถึงกับหยุดเคี้ยว เพียงแค่ช้อนตาสบ “รู้จนได้”

“ทำไมมิลค์รู้ว่าพี่ทำเรื่องนั้นด้วย”

อันที่จริง แม้แต่คนพูดก็เกือบจะรู้สึกว่าประโยคนี้ยังมีประโยคตาม

ทำไมมิลค์รู้ แต่หนึ่งไม่รู้! 

คนถูกถามก็ดูจะรับสารได้ เจ้าตัวไม่ได้ต่อความอย่างล้อเลียนเหมือนทุกครั้ง ทว่าตอบหน้าตาเฉย “ก็เหมือนหนึ่งละ คุณมิลค์เคยขับตามพี่ไปจนเจอที่คลินิกนั่น”

“มิลค์เนี่ยนะ?!” คนฟังไม่เห็นเหตุผลของเพื่อน “มันจะตามพี่ไปทำไม”

จังหวะเคี้ยวของฟ้าฟื้นยานคางลง แลบลิ้นออกมาเลียขอบริมฝีปากช้าๆ จังหวะนั้นเองเป็นหนึ่งพบว่าตรงปลายลิ้นมีส่วนที่เป็นรอยวงแดง

ใบหน้าของหญิงสาวเริ่มอุ่นผ่าว และแล้วยิ่งระอุเมื่อผู้ถูกทำร้ายเมื่อวันก่อนตอบว่า “เขาอยากคุยเรื่องของเรา”

“คะ...คืออะไร”

สายตาของอีกฝ่ายจ้องตรงเข้ามาในดวงตาเธอ ยังคงไม่ล้อเล่นยวนยี กลับคมจัดอย่างผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังจ้องผู้หญิงคนหนึ่งด้วยความท้าทาย “ไม่รู้เหรอว่าคุณมิลค์พยายามจับคู่เรา?

“ระ...รู้ค่ะ” ทำไมต้องตะกุกตะกัก! “แต่ทำไมถึงกับต้องขับตาม...”

ฟ้าฟื้นถอนหายใจหลังกลืนแซนด์วิชชิ้นแรกไปหมดเกลี้ยง ประคองถ้วยกาแฟขึ้นจิบ มือที่ประคองนั้นแม้จะมีสีเข้ม ทว่าเป็นมือที่บางสวยและมีนิ้วเรียวได้รูปไม่ผิดกับมือผู้หญิง อันดูจะเป็นลักษณะร่วมกันของศัลยแพทย์ส่วนใหญ่

“คุณมิลค์ไม่อยากคุยที่โรงพยาบาล เพราะรู้ว่าคนจะเห็นแล้วเอาไปพูดมาก ตอนนั้นเธอยังไม่มีเบอร์พี่”

มิลานเคยขอ แต่ช่วงแรกๆ เป็นหนึ่งไม่ยอมให้

ฝ่ายชายพูดต่อไปว่า “เราคุยกันหลายอย่าง”

“เรื่อง?

“เรื่องที่ว่าพี่กับหนึ่งคงไปด้วยกันไม่ได้--”

คำพูดแสนธรรมดาเหมือนไม่มีอะไรในน้ำเสียงนั้น แต่คนฟังก็กลับรู้สึกกลวงโหวงตามไปด้วยอย่างประหลาด

“--แล้วก็เรื่องคลินิกที่ทำอยู่ คุณมิลค์เป็นคนทันสมัย แต่ก็ไม่ค่อยเห็นด้วยนักหรอก ยังดี ไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่ตัดสิน”

น้ำมะเขือเทศจากหลอดดูดมีรสประหลาดทันทีที่เป็นหนึ่งฟังถึงตรงนี้

ไม่ว่าคนพูดตั้งใจกระทบกระเทียบหรือไม่ เจ้าตัวก็ยังว่าต่อไปเรียบเรื่อย “เราแยกกันหลังจากนั้น ไม่คิดว่าต่อมาคุณมิลค์จะโทรหาพี่เพราะเรื่องนี้อีก แล้วเธอก็กำลังจะเป็นคนไข้ซะเอง”

“มิลค์บอกอะไรพี่บ้าง” คนฟังเริ่มกระเหี้ยนกระหือรือ ความสนใจสลับสู่เรื่องเพื่อนเต็มอัตรา

ฟ้าฟื้นจ้องเธอนิดหนึ่งราวจะหยั่งเชิง เป็นหนึ่งรู้ว่าถึงอย่างไรนั่นก็เป็นความลับของคนไข้ เธอกำลังจะคะยั้นคะยอเขา บอกให้เขาไว้ใจ บริกรก็ก้าวมาวางข้าวผัดอเมริกันจานใหญ่ตรงหน้าเสียก่อน

“เพื่อนหนึ่งเขาดูไม่ได้ร้อนใจอะไร เพียงแต่คงมีเหตุผลที่ยังไม่แน่ใจ แล้วก็เอนเอียงไปทางไม่อยากเก็บไว้มากกว่า พี่ขอให้คุณมิลค์ไม่ต้องเล่าเรื่องส่วนตัว แค่ให้คำปรึกษาในฐานะหมอเกี่ยวกับวิธีการ ความปลอดภัย การเตรียมตัวก่อนทำแล้วก็หลังทำ คุณมิลค์อยากลองเข้ามาคุยรายละเอียดอีกทีที่คลินิก แต่เผอิญวันนั้นนัตแวะเข้ามา พอเจอกัน คุณมิลค์ก็ไม่พอใจ ตอนนั้นพี่อยู่ในห้องตรวจ ได้ยินเสียงโวยวาย คือคุณมิลค์เธอจะลุกกลับ แต่นัตดันไปรั้งไว้เพราะเป็นห่วงน่ะ เรื่องแบบนี้รู้เร็ว ตัดสินใจเร็ว แล้วก็ทำเร็วย่อมดีที่สุด แต่คุณมิลค์คิดว่านัตไปจี้จุดพลาดของเธออะไรประมาณนั้น เรื่องเลยเลยเถิดไปกันใหญ่--”

“เดี๋ยวนะคะ” เป็นหนึ่งขัดเพราะนึกอะไรได้ขึ้นมา “หลังจากนั้นมิลค์ก็ไม่เคยเจอกับ...หมอนัต อีกเลยใช่มั้ย” เสียงเรียกชื่อรายหลังยังไม่สะดวกใจ

ผู้ถูกถามพยักรับ “ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น นัตไม่เคยเล่าให้ฟังว่าเจอกันอีก”

มิลานก็เหมือนกัน ไม่เคยเล่าให้เป็นหนึ่งฟังว่าเคยเจอชนัตตรา นั่นอาจสรุปได้แบบที่ฟ้าฟื้นว่าจริงๆ เพราะครั้งเดียวที่มิลานได้เผอิญพบกับสูตินรีแพทย์รายนั้น ก็เป็นเหตุที่ไม่อาจอธิบายให้เพื่อนฟังได้ง่ายๆ

“มีอะไรรึเปล่า” รุ่นพี่ถามขึ้น เป็นครั้งแรกที่น้ำเสียงเริ่มกลับมามีน้ำเนื้อของความห่วงใย

แต่เป็นหนึ่งไม่ทันสังเกต มัวพุ่งพล่านอยู่กับการปะติดปะต่อเรื่องในหัว

“หนึ่งกำลังคิดว่า ตอนนั้นโน่น่าจะตามไปด้วย”

“คนไข้ของผอ.น่ะเหรอ แต่นัตไม่ได้บอกว่าเห็นคุณมิลค์มากับใครนะ ถ้าเป็นแฟนกัน ทำไมไม่เข้ามาพร้อมกันเลย”

“นั่นสิ”

ตอบคำถามไม่ได้ เป็นหนึ่งจึงข้ามไปยังคำถามใหม่ “แล้วสรุปว่ายายมิลค์ได้ติดต่อพี่ไปอีกมั้ยคะ”

“พี่เป็นคนโทรหาเอง ขอโทษเรื่องที่เกิดขึ้นน่ะ คุณมิลค์เธอบอกว่ายังไม่ค่อยสบายใจเรื่องที่จะทำหรือไม่ทำ ก็เหมือนคนส่วนใหญ่ เธอรู้สึกว่ามันเป็นบาป”

คนพูดวรรคนิดหนึ่ง จ้องตาราวจะใช้อาวุธมีคมนั้นคว้านเข้าข้างในตัวเธอ มันกำลังพูดกับเธอว่า นี่ไงล่ะ! ผลจากการที่สังคมตราหน้าคนท้องไม่พร้อมและการทำแท้งว่าเป็นการฆ่า มันไม่ต่างจากการโยนบาปให้ผู้หญิงคนนั้นเลย แล้วคนที่พอจะช่วยได้ก็หมดใจจะช่วย!

เป็นหนึ่งเม้มปาก รู้สึกร้อนขึ้นทั้งตัวเหมือนชุบโทสะ เท่าทันว่าเขากำลังจะโยงไปถึงเรื่องอะไร

อย่างไรก็ตาม คงเพราะสัมผัสได้เช่นกัน ฟ้าฟื้นกลับสงบใจลง ถ้อยใหม่เบา ทว่าหนักแน่น

“หนึ่งเคยสงสัยใช่มั้ย ว่าพี่จะเข้าไปยุ่งเรื่องทำแท้งทำไม ทั้งที่มันมีแต่เสียกับเสีย”

การเปิดหัวข้อมาเช่นนั้น ทำให้เป็นหนึ่งพอจะข่มใจเย็นลงเพื่อตั้งใจฟังต่อ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนในรูปตาเรียวหลังแว่นบางใส ส่งสายตาเขม้นไปยังฝ่ายตรงข้าม

ฟ้าฟื้นตอบว่า “อาจเพราะพี่รู้สึกติดค้างกับมันน่ะ”

คนฟังมุ่นคิ้ว

“แม่มีพี่ในช่วงที่ที่บ้านไม่พร้อม พอพี่อายุได้สองขวบ แม่ก็ท้องลูกคนที่สอง”

แต่ตอนนี้พี่ฟืนเป็นลูกคนเดียว?”

“แม่รู้ว่าถ้าปล่อยให้น้องออกมา บ้านเราจะแย่ลงไปอีก แม่จะไม่มีปัญญาดูแลลูกให้โตไปด้วยดีสักคน ในที่สุดแม่ก็เลยตัดสินใจเอาน้องออก”

บทเพลงที่ร้านกาแฟเปิดลอยอ้อยอิ่งในอากาศดุจจะดับในพลัน เสียงของรุ่นพี่ซาบลึกลงอกจนเป็นหนึ่งแทบสำลัก

เธอไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน

อันที่จริง เป็นหนึ่งพอจะเคยได้ยินมาบ้าง ตัวเลขผู้ทำแท้งในไทยนั้นสูงจนน่าตกใจ จนเธอรู้สึกไม่เชื่อด้วยซ้ำว่ามันจะเป็นไปได้ อย่างน้อยเพราะชีวิตของเธอห่างไกลจากเรื่องพวกนี้ การไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินคนใกล้ตัวพูดเรื่องพวกนี้ บางทีก็พลอยทำให้เราคิดว่ามันไม่มีอยู่จริง

เธอไม่เคยเอะใจ การไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ยิน ที่แท้อาจเพราะมันถูกอำพรางมิดเม้น การถูกอำพรางมิดเม้นนั้นคือสิ่งที่ผิดปกติยิ่งกว่าการมองเห็นแบบลับๆ ล่อๆ เสียอีก

ยิ่งสังคมตีค่าว่ามันเป็นความผิด ความลับจึงยิ่งยากที่จะรั่ว เมื่อมันเริ่มรั่ว เธอจึงพบว่ามีรอยด่างอยู่รอบตัวเต็มไปหมด!

ฟ้าฟื้นเล่าว่า สมัยที่แม่ของเขาตัดสินใจทำแท้ง ความคิดของสังคมยังปิดตายยิ่งกว่าเดี๋ยวนี้ เมื่อไปปรึกษาหมอที่โรงพยาบาล แม่ได้รับคำต่อว่าต่อขานกลับมา ถึงกระนั้นแม่ก็ยังเห็นอนาคตชัดเจนว่าสถานภาพครอบครัวจะยิ่งแย่ แม้พ่อเริ่มโอนอ่อนตามหมอ แม่ยังคงเด็ดเดี่ยว ยืนยันว่ามีลูกคนเดียวก็ได้ แต่ลูกที่แม่มีนั้นต้องได้ดี ไม่ใช่ดีแต่ได้แล้วเลี้ยงไปตามยถากรรม

เนื่องจากนางจุไรไม่มีเงินมากพอจะไปทำแท้งกับหมอเถื่อน แกจึงเลือกเดินทางออกจากตัวเมืองของจังหวัดที่อาศัยอยู่ ไปขอให้ แม่จ้างในชนบทช่วยทำแท้งให้

บ้านของแม่จ้างเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว เวลาทำจะปิดประตูหน้าต่างป้องกันเสียงร้องหลุดลอดออกไป ก่อนทำ แม่จ้างจะยกมือไหว้เทวดาก่อน จากนั้นเอาหมอนรองเอวผู้ทำเพื่อให้มดลูกลอยตัว จับนอนแยกขา ชันเข่า แม่จ้างจะเอาเข่าตัวเองดันปากช่องคลอด กดมือเคล้นหัวเหน่าให้ก้อนเลือดแข็งๆ อ่อนตัวจนละลาย แต่ละจังหวะคลึงขยำนั้นนำมาซึ่งความปวดทรมานอย่างสุดหัวใจ นางจุไรเล่าให้ลูกชายฟังว่า —ทรมานเหมือนจะขาดใจ!’

กรณีนางจุไร แม่จ้างต้องใช้เวลานานกว่าปกติเพราะมดลูกค่อนข้างลึก ในที่สุดถึงกับต้องนอนคว่ำ ลุกย่ำสะโพก ซากเลือดที่ไหลออกมามีลักษณะคล้ายไส้ปลาอ่อน

หลังจากทำแท้ง แม่กับพ่อมีเรื่องผิดใจกันเรื่อยมา ปมในใจพ่อไม่เคยคลาย สุดท้าย เพราะไม่อยากให้ลูกเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันเรื่อยไป แม่จึงขอเลิกกับพ่อ พาเขาลงมาอยู่กับญาติที่กรุงเทพ ดิ้นรนหางานทำอย่างยากลำบาก ตลอดระยะเวลานั้น ฟ้าฟื้นอยู่เคียงข้างแม่ ช่วยทั้งลงแรงและกำลังใจ โชคดีที่นางจุไรมีหัวการค้า นางจับธุรกิจสีเทาจนรุ่งเรืองขึ้นมา ส่วนฟ้าฟื้นก็ตั้งใจจะเป็นหมอ

“--พี่ติดค้างแม่ ถ้าวันนั้นแม่ไม่เด็ดเดี่ยวพอ ใจไม่แข็งพอจะยอมรับสิ่งที่คนตราหน้าว่าเป็นบาปไว้เองทั้งหมด ป่านนี้พี่อาจจะเป็นเอเจนท์ค้ายาหรือค้ามนุษย์ไปแล้วก็ได้ พวกรากษะไง หนึ่งก็เคยได้ยินข่าวไม่ใช่เหรอ

“เพราะอย่างนี้ พี่ถึงอยากเป็นหมอ แม่ก็เห็นด้วยกับความคิดที่พี่จะช่วยเหลือผู้หญิงคนอื่นๆ บ้าง คนที่ผ่านความมืดที่สุดมาแล้วเท่านั้นถึงจะรู้ซึ้ง และเข้าใจคนที่ไร้หนทางยิ่งกว่าตัวเอง โชคร้ายยิ่งกว่าตัวเอง แม่เห็นด้วยว่าถ้าพี่ช่วยได้ อย่างน้อยชีวิตของผู้หญิงคนนึงก็จะดีขึ้น ครอบครัวของเขาอาจจะดีขึ้น แล้วสังคมก็อาจจะไม่ต้องตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพียงเพราะเรื่องบุญบาปที่ไม่มีใครตอบได้ว่าจริงแท้แค่ไหน หรือแค่อุปโลกน์กันขึ้นมาเองเพื่อใช้เป็นเครื่องมือแพ้คัดออก

หางเสียงของคนพูดค่อยๆ ละลายไปในอากาศหนาวเยียบรอบกาย ทว่าตะกอนบางอย่างยังผูกทุ่นถ่วงหนักกลางใจเป็นหนึ่ง

ประสาทศัลยแพทย์สาวรู้สึกคอแห้งผาก ริมฝีปากก็แห้งเหมือนจะเป็นผง เมื่อขยับพูดยังรู้สึกเจ็บแปลบ

เสียงของหญิงสาวแผ่วเบา ราวคนมะงุมมะงาหราในม่านหมอกทึบ “แต่สิ่งที่พี่ฟืนเชื่อ แล้วก็คิดจะช่วย มันอาจทำให้พี่ถูกลงโทษ...?

“การต่อสู้ทางอุดมการณ์ไม่เคยมีอะไรง่าย พี่ก็เคยคิดนะว่าสักวันอาจจะเป็นแบบคุณตาธารที่ประท้วงป่าโหว่นั่น แต่ถ้าเราไม่เริ่ม แล้วจะรอให้ใครทำล่ะ พี่คิดว่า ถ้าตัวเองไม่ช่วย ผู้หญิงอีกกี่คนจะต้องตายหรือเสี่ยงตายเพราะการทำแท้งผิดวิธี”

คนเล่าถอนหายใจ ก่อนจะเริ่มใหม่ว่า “จำดอนกิโฆเต้ของเซร์บันเตสได้มั้ยหนึ่ง”

หญิงสาวพยัก หนังสือที่ทำให้เราได้รู้จักกัน...

“คนบางคนอาจจะอ่านแล้วตีความว่าตาแก่กีฆาโน่มีอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ ยอมสละตัวเองเพื่อสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ บางพวกถึงกับตั้งเป็นขบวนการเลยก็มี”

“ขบวนการ ลูกหลานดอนกิโฆเต้ ” หญิงสาวรับคำเพื่อแสดงความหมายว่าเธอติดตามข่าวนั้นเช่นกัน ถ้าจำไม่ผิด ขบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นที่ฝรั่งเศส ดินแดนที่ออกเสียงชื่อตัวละครนี้ว่า ดอนกิซอด สมาชิกขบวนการลูกหลานดอนกิซอดนั้นมีเป้าหมายต่อสู้เพื่อคนที่ด้อยโอกาสหรือได้รับความอยุติธรรมในสังคม

ฟ้าฟื้นพยัก “ใช่ แต่สำหรับพี่ ดอนกิโฆเต้ทำให้พี่เห็นคนที่มองแต่ภาพฝันในอากาศ ไม่มองความจริงที่อยู่ตรงหน้า คนที่มีอุดมคติแบบขาวสุดดำสุดโดยไม่พิจารณาเหตุผลหรือที่มาที่ไปแบบนั้นละ มักจะเป็นตัวการทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อน ที่เดือดร้อนอยู่แล้วก็ยิ่งเดือดร้อนหนักขึ้น

“ในสายตาพี่นะหนึ่ง คนแบบนี้ไม่ใช่ฮีโร่ จะเป็นได้ก็แค่ฮีโร่แบบที่ อลอนโซ กีฆาโน่ เป็น คือคนที่พยายามจะยกตัวเองเป็นอัศวินเหนือชาวบ้าน แต่ที่แท้เป็นตัวปัญหา หรือคนวิกลจริตที่สร้างปัญหาให้กับคนอื่นก็เท่านั้น”

ทุกคำแหลมคมเหมือนดาบอัศวิน เป็นหนึ่งรู้ว่าเขาจงใจเสียดแทงเธอ ปักทะลุความเชื่อและอคติเก่าๆ ของเธอจนพรุนสะบั้น

เธอรู้ ใช่แล้ว เธอรู้ว่าที่จริงเขาก็คิดแบบนั้นมาตลอด เพียงแต่ก่อนหน้า เขายังรักษาน้ำใจ ยังพยายามเอาน้ำเย็นลูบชโลม และเลือกจะใช้วิธีเกลี้ยกล่อมมากกว่า

อะไรทำให้เขาเปลี่ยนมาใจร้ายกับเธอแบบนี้?

วินาทีนั้น เป็นหนึ่งไม่ไยดีว่าตัวเองคลอนแคลนความเชื่อตามคำเขาไปแล้วหรือไม่ เธอไม่เห็นว่ามันสำคัญอีกต่อไป ในเมื่อพี่ชายที่เคยดีและยอมเธอเสมอกลับฉวยไม้เรียวฟาดเธอแรงๆ กว่าจะรู้สึกตัว น้ำอุ่นจัดก็เอ่อคลอตา ทั้งเสียใจ ทั้งผิดหวังในตัวเอง และที่สำคัญ โกรธเขา!

“ที่พูดมาทั้งหมด พี่ฟืนก็แค่ตั้งใจจะซักฟอกภาพของหมอนัตเท่านั้น--!

“เปล่าเลยหนึ่ง” เขาเถียงทันควัน

มันช่างน่าเจ็บใจ!

มือสวยเหมือนผู้หญิงทั้งสองข้างวางอยู่บนโต๊ะ มันกำแน่นเข้าพร้อมๆ กับที่ฟ้าฟื้นสูดลมหายใจ

“พี่แค่จะบอกว่า เราไม่ควรตราหน้าหรือตัดสินใครทั้งนั้น ทุกคนมีเหตุผลเป็นของตัวเอ--”

“แต่เราสามารถตราหน้าแล้วก็ตัดสินคนที่ตราหน้ากับตัดสินคนอื่นได้?

“หนึ่ง”

เธอรู้ว่าตัวเองกำลังงี่เง่า แต่กับเขา เธอจะงี่เง่า!

“เหตุผลของเพื่อนพี่คืออะไร!” คำสวนไม่ดัง ทว่ากระโชกโฮกฮาก

ก็ได้ เธอยอมรับว่าความรู้สึกต่อการทำแท้งเริ่มเหมือนด้ายตึงที่เริ่มหย่อน แต่กับผู้หญิงคนนั้น ถึงอย่างไรเป็นหนึ่งก็ยังยากจะลงรอยหรือรอมชอม ต่อให้เขาจะเป็นคนที่เห็นคุณค่าของพ่อ และทำให้พ่อมีความสุขก็เถอะ!

ผู้หญิงที่ผ่านการทำแท้งมาแล้ว ย่อมแสดงว่าเคยพลาดมาแล้วอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งมิใช่หรือ ประสบการณ์และการศึกษาไม่ได้ทำให้ชนัตตราตาสว่างขึ้นเลยหรือไร ว่าการยุ่งเกี่ยวกับสามีชาวบ้านเป็นเรื่องผิด โดยเฉพาะสามีชาวบ้านผู้นั้น คือคนที่ลงมือแก้ไขความผิดพลาดให้หล่อนเองเมื่อครั้งแรกด้วยซ้ำ!

คงเห็นว่าขุมขนของเป็นหนึ่งเริ่มลุกพองขึ้นมาด้วยแรงต้าน ผู้นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถอนหายใจ เริ่มต้นใหม่ด้วยเสียงอ่อนเบาลง

“พี่รู้ว่าหนึ่งกำลังคิดอะไร แต่นัตไม่ใช่ผู้หญิงอย่างนั้น ไม่ใช่เลย...”

. . . . . . . . . .

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

36 ความคิดเห็น

  1. #36 กลิ่นจันทร์ ท. (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2562 / 17:51
    จะไม่ให้เขาเปลี่ยนไปได้ไง ดึงคอเสื้อเขามาจูบขนาดนั้น อิอิ
    #36
    0
  2. #29 Ciel En Rose (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2562 / 13:46
    เง้อออออ เจ็บปวด
    #29
    1
    • #29-1 ปราปต์(จากตอนที่ 14)
      28 ตุลาคม 2562 / 09:44
      //กุมมือ
      #29-1