ถ่านไฟเดียว

ตอนที่ 13 : บทที่ 12 จุมพิตเพลิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 589
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    15 ต.ค. 62

-12-

จุมพิตเพลิง

 

แต่ละแผนกในโรงพยาบาลจะมีห้องพักรวมแพทย์ สำหรับแพทย์เข้ามานั่งพักระหว่างเคส

ห้องพักของแผนกประสาทศัลยแพทย์มีลักษณะเช่นเดียวกับของแผนกอื่นๆ พื้นที่กว้างขวางกลับดูแคบลงเพราะจำนวนหนังสือมหาศาล ทั้งบนชั้นติดผนังและบนโต๊ะแทบทุกตัว จะมีว่างก็เพียงโต๊ะสำหรับรับประทานอาหารซึ่งจัดไว้ที่มุมด้านใน ภายในห้องไม่ค่อยมีคน เพราะที่อยู่ในแผนกก็ติดเคสกันเป็นส่วนใหญ่

แม้ชนัตตราจะอยู่ต่างแผนก แต่หลายครั้งก็เข้ามาหารือเรื่องเคสกับฟ้าฟื้นที่นี่ แต่วันนี้เป็นหนึ่งไม่ทันเห็น หลังจากที่ฟังคำธโนทัย ผู้หญิงที่เคยทะเลาะกับยายมิลค์คือหมอนัต! เธอรีบรุดไปหารายนั้นถึงแผนกสูตินรีเวช ก่อนจะได้รับคำตอบว่า ชนัตตราออกมาหาฟ้าฟื้นที่แผนกประสาทศัลยแพทย์ได้สักพักแล้ว

แต่ละก้าวที่จ้ำกลับ ไฟในอกยิ่งโหมลาญ ต่อให้มีสติพอจะเกลื่อนด้วยสีหน้าและท่าทีสุขุม เป็นหนึ่งก็ไม่ทันฉุกคิด ว่า สิ่งที่ทำให้เธอโกรธผู้ถูกพาดพิงขึ้นมาอย่างยิ่งนั้น เป็นเพราะอะไรแน่

ตอนที่ก้าวมาเกือบถึงหน้าห้องพักรวมในแผนกประสาทศัลยแพทย์ ความโกรธทวีขึ้นเมื่อพบว่าฟ้าฟื้นกำลังยืนคุยอยู่กับเป้าหมาย ครั้นเป็นหนึ่งก้าวเข้าไปยิงคำถาม รุ่นพี่ก็เสสบรายนั้น ท้ายสุดชนัตตราเป็นผู้พยักบอก เข้าไปคุยกันข้างในเถอะค่ะ

ถึงตอนนี้ ประสาทศัลยแพทย์สาวนั่งประจันหน้าสูตินรีแพทย์ที่โต๊ะรับประทานอาหาร ร่างสูงของฟ้าฟื้นยืนห่างไป แต่ตำแหน่งที่ยืนก็อยู่ข้างหลังชนัตตรา ราวกับเลือกข้างสนับสนุนแล้วพร้อมสรรพ

แพทย์สาวต่างแผนกเริ่มต้นว่า “หมอหนึ่งถามถึงคืนที่เกิดเหตุ...?

“วันอังคารที่ 28 เดือนที่แล้ว” เป็นหนึ่งตอบได้โดยไม่ต้องหยุดคิด “ตอนที่คุณธโนทัยถูกส่งตัวเข้ามาฉุกเฉิน แต่เกือบไม่มีใครรักษา เพราะพี่ฟืนต้องรีบไปช่วยเด็กผู้หญิงที่ทำแท้งเองคนนั้น!

ชนัตตราพยักนิดหนึ่ง เรียบๆ แต่ก็ดูผ่อนคลายจนน่ารำคาญใจ

เป็นหนึ่งลั่นไกอีกนัด “มันเป็นเวรของหมอไม่ใช่เหรอคะ หมอรีบออกจากคลินิกนั่นไปไหน!

“หนึ่ง” รุ่นพี่ที่ยืนห่างไป ปรามด้วยเสียงจริงจังกว่าที่เคย

ผู้ถูกปรามไม่ยี่หระ “หนึ่งคุยกับเพื่อนพี่อยู่นะคะ!” หันมาจ้องตาชนัตตรา “ว่ายังไง คืนนั้นหมอนัตหายไปไหนมาคะ คืนที่มิลค์ถูกฆ่า!”

มีเสียงถอนหายใจหนักหน่วงจากฟ้าฟื้น ซึ่งดูจะยิ่งวีไฟของเป็นหนึ่งมากกว่าเดิม

หญิงสาวกระตุกคิ้วมุ่น ไม่ทันพูดอะไรต่อ อีกเสียงก็ดังตอบมาจากบริเวณทางเข้าห้องพักแพทย์

“คืนนั้นนัตอยู่กับพ่อที่คอนโด--”

ชื่อที่พูดต่อหมายถึงคอนโดซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเลิศวิชาญเวช เป็นหนึ่งคงไม่เชื่อหู ถ้าผู้ที่ก้าวเข้าสู่วงสนทนาหาใช่เจ้าของคอนโดห้องนั้น

นายแพทย์เป็นเอก พ่อของเธอเอง!

ในมือของผู้เข้ามาใหม่ยังมีโทรศัพท์มือถือซึ่งหน้าจอสว่างค้างอยู่ เป็นหนึ่งจำได้ว่าครั้งหนึ่งพ่อของเธอทำมันหล่น ระบบคงเสียตั้งแต่หนนั้น เวลารับสายแล้วหน้าจอไม่เคยดับลงอีกเลย ถึงอย่างนั้นพ่อก็ไม่เคยนำไปเข้าศูนย์ซ่อมเพราะรู้สึกเสียเวลา ขณะนี้ มันกำลังแสดงให้เห็นว่าพ่อกำลังคุยค้างอยู่กับชนัตตรา!

เจ้าหล่อนกำลังสนทนากับพ่อ แล้วคงถูกฟ้าฟื้นเรียกขัด ตามมาด้วยเป็นหนึ่ง นั่นหมายถึงตลอดเวลาที่พวกเธอคุยกัน

พ่อได้ยินทุกอย่าง!

หญิงสาวคงข้องใจว่าพ่อมีเรื่องอะไรต้องคุยกับผู้หญิงคนนี้ ถ้าไม่เพราะสิ่งที่พ่อพูดขึ้นเองนี่

นัตอยู่กับพ่อที่คอนโด!

ชนัตตราคงเห็นแบบเดียวกับที่เป็นหนึ่งเห็น จึงดึงโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาพลางเบิกตา รีบกดตัดสาย ทั้งที่ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว

เหมือนรู้ว่าผู้เข้ามาใหม่จะอยู่ในตำแหน่งไหน ร่างสูงของฟ้าฟื้นขยับเบนมาทางเป็นหนึ่งมากขึ้น แต่ก็ไม่ถึงกับหนุนหลังเธอ – ค่อนมาทางระหว่างกลางมากกว่า ส่วนนายแพทย์เป็นเอกก็หยุดในที่ที่เขาเพิ่งเคลื่อนจากมา มือข้างหนึ่งเอื้อมมาบีบบ่าชนัตตราเบาๆ สายตาสบกัน มีความนัยระหว่างกันที่เป็นหนึ่งอ่านได้ว่า พ่อต้องการเป็นคนพูด และ อีกฝ่ายต้องการให้พ่อพูดทั้งหมด

ฝ่ายหญิงหันกลับมาที่เธอ เป็นหนึ่งไม่สนใจ รู้สึกว่าปลายนิ้วตัวเองเย็นเฉียบ แล้วเริ่มสั่น นี่แทบจะเป็นอาการเดียวกับวันที่เธอต้องเข้าโรงพยาบาลเมื่อหลายสิบปีก่อน วันที่เธอกลัวว่าจะไม่ได้คะแนนท้อป!

อีกเดี๋ยวคงขนลุกเพราะการหดตัวของเส้นเลือดฝอยใต้ผิว รูจมูกเริ่มขยาย นี่เราเริ่มหายใจเร็วขึ้นแล้วใช่มั้ย และแล้วจะคลื่นไส้—

“พ่อขอโทษที่ไม่ได้บอกหนึ่งก่อนหน้านี้ พ่อกับนัต--”

“เดี๋ยวครับ!” คนที่ยกมือห้ามกลับกลายเป็นฟ้าฟื้น รุ่นพี่ถลาเข้ามาคุกเข่าเพื่อจ้องตาเธอ “หนึ่งเครียดไปแล้ว--”

“ไม่!” เธอค้าน เสียงเริ่มสั่น “หนึ่งจะฟัง พ่อต้องพูด!

“แต่ลูก--”

“หนึ่งดูแลตัวเองได้ ขอแค่ได้ฟังตอนนี้ก็พอ!

หญิงสาวเม้มปาก พยายามระงับอาการเทิ้มในกายตัวเอง ใบหน้าบิดเบี้ยวลงไปก่อนตัดสินใจสำรอกคำพูด “พ่อคบกับผู้หญิงคนนี้?!

สายตาหลังแว่นของนายแพทย์เป็นเอกเต็มไปด้วยความยุ่งยากใจ ข้างแก้มขึ้นรอยขบกรามเป็นสัน

คำตอบแรกเริ่มด้วยการพยักรับ

“แต่หมอนัตอายุเท่าไหร่ เขาอายุมากกว่าหนูแค่ไม่กี่ปี!

“หนึ่งใจเย็นๆ สิ--”

“พี่ฟืนเป็นคนนอก ไม่ต้องมายุ่ง!” คำแหวแหลมดัง

ฟ้าฟื้นหน้าเสีย หุบปากฉับทันควัน

น้อยหนึ่งในใจ เห็นอย่างนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นหนึ่งเองก็รู้สึกใจหาย ปกติรุ่นพี่ของเธอเป็นคนสดใส ใบหน้าของเขาฉาบด้วยรอยยิ้มและแววตาขี้เล่น คำพูดของเธอคงรุนแรงมาก ทั้งๆ ที่...เธอไม่ได้ตั้งใจจะหมายความอย่างนั้น

“ความรักมันไม่มีอายุนะหนึ่ง” คนเป็นพ่อพยายามปลอบโยน ทว่าในความรู้สึกของลูกสาว นั่นไม่ผิดคำผรุสวาท

อารมณ์ที่หรี่ลงเมื่อครู่พลันโพลงใหม่ หญิงสาวสะบัดหน้าจ้องตาพ่อ ร้อนไปทั้งตัว โดยเฉพาะดวงตา เหมือนมีน้ำเดือดกำลังหล่ออยู่ในตา

“แต่มันหมดอายุได้! เหมือนที่พ่อหมดรักแม่!

“มันคนละเรื่องกันนะลูก--”

“หนูพยายามจะทำตัวให้ดี ให้พ่อภูมิใจ ทีนี้หนูเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อถึงไม่เคยมองเห็น เพราะผู้หญิงคนนี้ใช่มั้ย พ่อถึงไม่เคยเห็นแม่กับหนูอยู่ในสายตา!

“หนึ่ง--”

“มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่คะ พ่อเข้าทำงานที่นี่มากี่ปี แล้วคุณทำงานที่นี่มากี่ปี!” ทั้งน้ำเสียง ทั้งสายตาที่ใช้กวาดมองฝ่ายหญิงนั้นเต็มไปด้วยความขยะแขยง ริมฝีปากสั่นด้วยโทสะ “ลักกินขโมยกินกันมาตั้งแต่ห้าหกปีก่อน หรือเพิ่งจะเมื่อไม่นานนี้!

“หยุดใช้คำพูดแล้วก็ท่าทางลามปามนัตเขานะหนึ่ง” ผู้เป็นพ่อดูเหมือนจะหมดความอดทนเช่นกัน

ชนัตตรารีบหันแตะมือฝ่ายชาย “ไม่เป็นไรค่ะ นัตเข้าใจ”

ใบหน้าของเป็นหนึ่งยิ่งบิดเบี้ยวเหยเกเหมือนเห็นปฏิกูล “ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณถึงริกๆ รีบออกจากคลินิกวันนั้น!

“หนึ่ง!” ผู้เป็นพ่อคำราม

ฟ้าฟื้นสาวเท้าเข้ามากึ่งกลาง “ใจเย็นๆ ก่อนครับ”

น้ำตายังไหลพรากบนดวงหน้าของเป็นหนึ่ง ขณะที่เป็นเอกยังหน้าแดง เพียรสงบลมหายใจเพื่อราไฟร้อน

น้ำเสียงที่ผู้เป็นพ่อเริ่มใหม่ขรึมเบาลงมา “มันไม่ใช่เรื่องตื้นเขินแบบนั้น เราสองคนรู้จักกันครั้งแรกตั้งแต่เกือบยี่สิบปีก่อน--”

“ยี่สิบปี?!” ลูกสาวแผดเสียงขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ตอนนั้นเขาอายุเท่าไหร่ ทำตัวแบบนี้ตั้งแต่สมัยนั้นเลยเหรอ!

ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะปราม ชนัตตรากลับจ้องเป็นหนึ่งเต็มตา และตอบ “ใช่ค่ะ ฉันเป็นผู้หญิงที่ไม่ดีเอามากๆ แต่คุณพ่อของหมอก็ยังให้ความกรุณา”

“ความกรุณา?!

“คุณหมอเป็นเอกทำแท้งให้ฉันค่ะ ตอนนั้นฉันอายุแค่สิบสี่”

สิ่งที่ได้ยินทำให้เป็นหนึ่งเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ความรู้สึกแขยงที่มีอยู่เดิมไต่ระดับสู่สภาพสะอิดสะเอียน

หญิงสาวเด้งลุกทันที ราวกับไม่อาจทนอยู่ใกล้สามคนตรงหน้าได้อีกสืบไป ใบหน้าพยักสั่น “เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว!

“อะไรหนึ่ง” ฟ้าฟื้นพยายามจะก้าวใกล้ ทว่าเธอถอยกรูด

“พวกคุณอยู่วงจรเดียวกันแบบนี้นี่เอง มิน่า...ยังไงหมามันก็ต้องกินขี้!

พูดจบ หญิงสาวสะบัดตัวย่ำเท้าออกจากห้อง ไม่นำพาเสียงฟ้าฟื้นที่เรียกและเตรียมสาวเท้าตาม “หนึ่ง! เดี๋ยวก่อน หนึ่ง!

เป็นเอกสั่งเด็ดขาด “หมอฟืน ไม่ต้อง--”

ถึงกระนั้นฟ้าฟื้นไม่ฟังเสียง ร่างสูงวิ่งออกประตูไปอีกคน เป็นเอกค่อยๆ หันตามลูกสาวและลูกน้องหนุ่ม ทว่าไม่วายยกมือข้างหนึ่งขึ้นวางบนไหล่ภรรยาคนใหม่

จากที่นั่งเดิม และโดยไม่ขยับเขยื้อน ชนัตตรามองไปในความว่างเปล่าตรงหน้า สายตาไม่บ่งบอกความรู้สึก เฉพาะมือบอบบางที่ผ่านคราบเลือดมาแล้วไม่รู้กี่หน ยกขึ้นตีบนหลังมือเริ่มเหี่ยวย่นของสามีแผ่วเบา

. . . . . . . . . .

 

ก่อนที่ร่างระหงจะพรวดพราดต่อไปหน้าแผนกประสาทศัลยแพทย์ มือแข็งแกร่งของคนที่วิ่งตามมาก็สวมคว้ารอบเอวเธอไว้ เป็นหนึ่งตกใจเกินจะร้อง ที่สำคัญ การร้องเสียงดังไม่ใช่วิสัยคนคิดเยอะอย่างเธอ ที่ทำจึงเป็นเพียงอ้าปากตกใจ กว่าจะรู้ตัวอีกครั้ง เจ้าของมือนั้นก็ลากชนิดแทบจะยกเธอลอยเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยด้านข้างที่ยังคงไม่มีผู้เข้าใช้

โยนเธอกระเด็นเข้าด้านใน ฟ้าฟื้นใช้ร่างสูงใหญ่ของตัวเองเป็นกำบัง

เป็นหนึ่งหอบหายใจ ไม่มองผู้คุกคาม ยังพยายามวิ่งพุ่งเข้าดึงประตูด้านหลังเขา ชายหนุ่มรุ่นพี่ต้องดึงเธอถอยออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนท้ายสุดจะกลายเป็นโอบรัดเธอไว้ทั้งตัว

ในสมรภูมิอันเงียบงัน เป็นหนึ่งดิ้นเร่า ตะเบ็งเสียงออกมาทั้งที่ยังปิดปากสนิท

ฟ้าฟื้นยกมือสวยของเขาขึ้นปิดปากเธอไว้ กระซิบข้างหู “อยากให้คนเห็นว่าร้องไห้กระเซอะกระเซิงรึไงหนึ่ง!

คนกระเซอะกระเซิงคล้ายจะมีสติขึ้นหน่อย แรงรั้นราลง แต่ก็ยังไม่วายยื้อร่าง

เสียงข้างหูเข้มขึ้น ลมที่แตะใบหูก็ร้อนขึ้น “เดี๋ยวภาพที่อุตส่าห์สร้างมาตั้งนานก็พังกันพอดี!

“นั่นสิ!” เธอพยายามจิกเล็บลงในเนื้อหลังมือของเขา แต่เล็บของประสาทศัลยแพทย์ไม่เคยยาวพอจะทำร้ายใคร

อย่างอึดอัดงุ่นง่าน ประสาทศัลยแพทย์สาวพยายามใช้ศอกถองคนข้างหลัง “จะสร้างทำไม ถ้ารู้ตั้งแต่แรกว่าพ่อเป็นแบบนี้!

“เราจะหยุดแล้วคุยดีๆ กันก่อนได้มั้ย หนึ่งโตเป็นหมอแล้วนะ”

ประโยคท้ายนั่นดูจะมีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ต่อผู้ฟังเสมอ เป็นหนึ่งแข็งกรึงทั้งร่าง ฟ้าฟื้นคงคาดเดาได้เช่นกันจึงคลายวงแขน ค่อยๆ หมุนร่างหญิงสาวรุ่นน้องมาเผชิญหน้า

ดวงหน้าใสที่มักแตะเครื่องสำอางบางๆ พอให้สดชื่น บัดนี้กลับเลอะเทอะเปียกเปื้อน ดวงตาเรียวเริ่มบวมแดง ปลายจมูกก็ระเรื่อแดง สีดำของอายไลน์เนอร์ย้อยเป็นคราบ ตัดกับผิวขาวที่ดูซีดลงไปอีก

“หนึ่ง ผอ.แก--” ความพยายามจะอธิบายสะดุดลง มือที่เมื่อกี้พยายามจิกมือของเขา ขยุ้มอกเชิ้ตของเขาแทนแล้วดึงเข้าหาตัวเอง ความสูงที่ต่างกันทำให้คนขยุ้มต้องเขย่ง เพื่อจะยื่นหน้าเอาปากประกบริมฝีปากของเขาได้ถนัด

ร่างสูงใหญ่แข็งเป็นหินทันที เกินกว่าความคาดหมาย กลายเป็นตกตะลึง ความร้อนจากริมฝีปากอ่อนนุ่มของอีกฝ่ายบดเม้มริมฝีปากของเขา ลิ้นอุ่นหวานชำแรกเข้ามาในช่องปากของเขา แล้วกระหวัดลิ้นเขายั่วเย้า โลมไรฟันดุจจะสำรวจเพื่อครอบครองทุกอย่าง

ทั้งๆ ที่...

เพราะความคิดนั้น จู่ๆ มือสวยเหมือนผู้หญิงจึงยกดึงเป็นหนึ่งออก แต่แรงของเขาไม่มากไปกว่ากรงนิ้วของเธอที่ยังเกาะอกเสื้อเขาไว้ ฟ้าฟื้นเองก็ใจไม่แข็งพอจะทำรุนแรงกว่านั้น เพราะเกรงว่าคนตรงหน้าจะเจ็บ ท้ายที่สุดอาการขัดขืนจึงเริ่มแปรเป็นโอนอ่อน ราวกับประจุไฟที่ปลายลิ้นของเธอกำลังจะทำให้เขาละลาย

ปลายนิ้วของฟ้าฟื้นเริ่มสั่น สำเหนียกตนว่ากำลังต้องการมากกว่านั้น แต่มันไม่ถูก ไม่ถูกไม่ว่าในเหตุผลใดทั้งสิ้น! การสั่นในอึดใจถัดมาจึงเป็นเพราะการปะทะรุนแรงระหว่างปรารถนาและความยับยั้งชั่งใจ ลมหายใจของเขาเริ่มร้อนแทบจะจุดเปลวในอากาศได้ เสียงทอดถอนลมหายใจฟังคล้ายเสียงสะอื้นจากความทรมานเพราะแพ้พ่ายตัวเอง

ไม่ช้า มือสั่นก็เริ่มไต่ไปบนแผ่นหลังของรุ่นน้อง ลูบ และรัด อย่างถนอม แต่ก็อย่างอยากให้หลอมเป็นหนึ่งเดียวกัน ฟ้าฟื้นรู้สึกว่าอาการสั่นนั้นครองไปถึงจังหวะหายใจของตัวเอง พบว่าตัวเองกำลังโน้มใบหน้าลงไปแล้ว ขยับริมฝีปากเพื่อครอบริมฝีปากของเธอไว้ ชำแรกลิ้นของตนเองล่วงไปในช่องปากของเธอบ้าง แล้วมือของเธอ...ก็ค่อยๆ เลื่อนลงสู่แก่นกลางกายของเขา แน่นอน มันเริ่มผงาด—

จังหวะนั้นเองที่ฟองสบู่สีรุ้งระเบิดกลางอากาศ ฟ้าฟื้นรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าหรือกระแสไฟฟ้าช้อตปลายลิ้นอย่างแรง แพทย์หนุ่มแทบร้องโอ๊ย! ดึงลิ้นกลับมาแทบไม่ทัน ครั้นผละออกจากกัน ใบหน้าของเขาเหยเก ขณะที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนของฝ่ายหญิงปรากฏรอยยิ้มร้ายกาจทั้งยังร้องไห้

เสียงของเธอยังสั่นเมื่อพูด “ผู้ชายกับผู้หญิงบางคนคงมอง แค่นี้

คำท้ายส่อความหมายถึงบางสิ่งที่คนพูดเพิ่งถอนมือออกไป

“แต่หนึ่งไม่เหมือนหมอนัต!” หางเสียงชิงชังชัดเจน “แล้วที่พี่เจ็บนี่ มันก็ยังไม่เท่าที่หนึ่งเจ็บเลยสักเปอร์เซนต์เดียว!”

เขาอยากจะร้องเรียกชื่อเธอ หรือสบถอะไรออกมาสักอย่าง แต่ความเจ็บปวดก็ทำได้เพียงยกมือกุมปาก กระแสของความเจ็บนั้นทำให้น้ำตาแทบจะแล่นขึ้นคลอตา

“พี่ก็รู้นี่ พี่รู้แน่ๆ ว่าหนึ่งทำทั้งหมด พยายามทั้งชีวิตมาเพื่ออะไร แล้วนี่คือสิ่งที่หนึ่งสมควรจะได้รับตอบแทนเหรอ!” สายตาใต้แว่นใสของคนตรงหน้าปราศจากวี่แววเสียใจ หรือแม้แต่เห็นใจ คำพูดของเธอเด็ดเดี่ยวเหมือนเป็นคำสั่ง

“วันนี้หนึ่งแลกเวรกับพี่นะ!

หญิงสาวผลักเขาถอยห่าง แล้วสะบัดตัวออกไปเปิดประตู

ก่อนที่ร่างของเธอจะลับไป ฟ้าฟื้นเห็นหญิงสาวยกมือป้ายปากตัวอย่างไม่ยี่หระอะไรทั้งสิ้น

. . . . . . . . . . .

 

ในสายตาบางคน ตลาดสดคือสถานอันเปี่ยมด้วยสีสันและชีวิตชีวา ทว่าสำหรับม้าผู้เกิดมาในตลาด มันคือความวุ่นวายน่ารำคาญ กลิ่นเหม็น เสียงดัง และคำหยาบ

เนื่องจากเป็นลูกสาวคนโต ม้าต้องช่วยอากงกับอาม่าอยู่ที่แผงขายหมู หาเงินส่งน้องชายอีกสองคนเรียน แม้ตัวม้าจะอยากเรียน แต่ก็ต้องหยุดแค่เพียง ม.3 ตอนที่พ่อมาชอบพอม้า นั่นจึงเป็นความหวังเดียวที่ม้าจะได้ทั้งการศึกษา และสามารถทะยานหนีจากแผงหมูอันเต็มไปด้วยเลือดเนื้อและกลิ่นสาบคาว อายุห่างกันเกินรอบนั้นไม่ใช่ปัญหา ครูหนุ่มใหญ่ถือว่าหน้าตาดี มีอุดมการณ์ แถมซื่อสะอาดจนน่าเชื่อว่าอายุขนาดนั้นท่าจะยังไม่เคยผ่านมือหญิง

อากงกับอาม่าเตือนว่าเงินเดือนครูโรงเรียนรัฐไม่มากมายอะไร แต่ม้าก็ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสเดียวพ้นมือ ม้าได้ออกจากแผงหมูมาเป็นแม่บ้านครูหนุ่มราวปีกว่าก็ท้อง เริ่มสำเหนียกว่าเงินทองจะไม่พอเลี้ยงลูก ระหว่างกำลังคิดหาอะไรทำ ฟ้าก็ผ่ากลางบ้าน

พ่อสารภาพว่าเป็นหนี้มหาศาลเพราะเดาะไปช่วยค้ำประกันทุนเรียนต่อของลูกศิษย์รายหนึ่ง เจ้าตัวหนีหายไปต่างแดน ทำท่าจะไม่หวนมาอีกแล้ว ม้าช๊อก พูดไม่ออก ได้แต่ร้องไห้เงียบๆ ไปกว่าอาทิตย์ พ่อเสียใจ กลัวลูกในท้องจะเป็นอะไรไปด้วย

ม้าพูดกับพ่อน้อยลงนับแต่นั้น เดินกลับแผงหมูมาของานอากงอาม่าทำ เพราะเป็นงานที่ไม่ต้องเสียเวลาฝึกฝนอะไรใหม่ แล้วม้าก็ไม่คิดอีกแล้วว่าชีวิตนี้จะมีสิทธิ์หนีไปจากที่นี่

เด็กน้อยแทบจะลืมตาดูโลกในแผงหมูนั่นเอง จากนั้นก็วิ่งเล่นเติบใหญ่ขึ้นในแผงหมู เด็กคนอื่นจุ่มมือลงดิน แต่หนูน้อยจุ่มลงถังเลือด หากถึงอย่างไร คราบเลือดคราบไคลไม่เคยกลบเกลื่อนเค้าคมขำ

หนูน้อยได้เครื่องหน้าสวยจากพ่อ และผิวละเอียดขาวราวจะเรืองแสงจากฝั่งแม่ ไม่ทันโตเท่าไหร่ก็มีคนมาขายอ้อยขายขนมจีบให้ไม่เว้นแต่ละวัน หนูน้อยเรียนรู้จะใช้เสน่ห์ส่วนตัว ทำเงิน ตั้งแต่ตอนนั้น ต่อเมื่อพ่อแสดงความไม่เห็นด้วยมากเข้า ม้าก็ระเบิดว่าลูกยังช่วยแบ่งเบาภาระได้มากกว่าผัว ความหวังของม้าฟื้นคืนชีพอีกครั้ง คะยั้นคะยอกับลูกว่า อามาลีอีดันลูกไปเป็นดารา เหย เกียวเจี๊ยะเก้า! สู้เอ็งไม่ได้เลย ถ้าเอ็งลองไปบ้าง ม้าว่าเอ็งต้องได้เป็นแน่นอน จะได้เอาเงินมาช่วยในบ้านด้วย

นั่นคือเหตุผลที่หนูน้อยเร่ร่อนแคสท์งานมาแต่เริ่มรุ่น ยิ่งถูกปฏิเสธก็ยิ่งกลับมาฝึกซ้อม พัฒนาทักษะและเสน่ห์ ถ้าเป็นคนอื่น ชาวตลาดคงล้อเลียนประชดประชัน แต่เพราะคือเขา -- ผู้ซ้อมหว่านเสน่ห์จนเป็นที่รักของชาวตลาด -- ใครๆ จึงช่วยลุ้นกันทั้งนั้นว่าสักวัน ดาวอีกดวงบนฟ้าจะปรากฏชื่อคมิก

การที่เราได้อะไรมายากๆ มันทำให้เราเห็นค่าและพยายามรักษามันไว้ เพื่อจะได้อยู่กับมันนานที่สุด”

ชายหนุ่มกระซิบแผ่ว ประโยคนี้เขาเคยตอบสัมภาษณ์ไปครั้งหนึ่ง มันไม่ใช่ประโยคใหม่หมาด กระนั้นก็กระตุ้นเสียงสนับสนุนจากแฟนคลับได้อีกโข คมิกเชื่อว่าถ้าเราจริงใจ ผู้รับสารก็จะสัมผัสมันได้เช่นกัน

เหมือนๆ กันกับครั้งนี้

แม้ขณะนี้ห้องพักบนคอนโดหรูจะมีแสงไฟแค่ริบหรี่ คมิกก็มองเห็นรอยยิ้มของผู้หญิงในอ้อมกอดตนได้ชัด ชายหนุ่มก้มกระซิบที่ข้างใบหูหอมนวลๆ นั้นอีกครั้ง “ขอบคุณที่รักกันนะ”

หญิงสาวหัวเราะคิกคักเหมือนจั๊กจี้ “วันนี้เป็นอะไร มาบอกรักกันบ่อยๆ”

“ก็จะเอาใจไง”

แม้อีกฝ่ายจะอายุมากกว่า แต่เดี๋ยวนี้เขาก็เลิกเรียกเธอว่าพี่แล้ว เธอเองก็ยอมรับง่ายๆ

คมิกรู้จักโปรดปรานในฐานะพี่รหัสที่คณะ หญิงสาวแก่กว่าเขาสองปี แต่ใจใหญ่ วิสัยทัศน์เยี่ยม เรียกว่าถ่ายทอดนิสัยของพ่อมาได้ครบถ้วน คมิกชอบที่เธอสามารถแนะนำเขาได้หลายหัวข้อ โดยเฉพาะการใช้ชีวิต และหนทางตะกายสู่ความสำเร็จในวงการบันเทิง ความซาบซึ้งในน้ำใจเริ่มงอกงามไปสู่ความรู้สึกยิ่งใหญ่กว่านั้น ทว่าคมิกก็ได้แต่สำนึกว่าไม่มีวัน แม้ดวงดาวของเขาจะเริ่มฉาย แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีวันเทียบรัศมีเธอได้เลย

เสี่ยเปรมปรีดิ์พ่อของโปรดปรานเป็นที่รู้จักกันในนามมาเฟียใหญ่ ธุรกิจในครอบครองมีหลายเฉด แต่ทุกเฉดอยู่ในเกณฑ์เทา ไม่มีมือไหนกล้าเอื้อมเข้าไปยุ่มย่าม ภาพอันคุ้นตาคือ ไม่ว่าเปรมปรีดิ์ปรากฏตัวที่ไหน รอบกายจะมีชายชุดดำร่างใหญ่ห้อมล้อม แม้แต่โปรดปรานเองก็เถอะ ดีแต่ผู้เป็นลูกสาวไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวาย มักไล่คนของตัวเองไปให้พ้นตา

วันหนึ่ง หลังจากได้งานซีรี่ส์เรื่องแรก โปรดปรานจับมือเขาโลดเต้นไปด้วยกันเหมือนเป็นบ้าเป็นหลัง แล้วท่ามกลางแสงไฟยามค่ำอันพริบพราย หญิงสาวก็เขย่งขึ้นมาหอมแก้มเขา

วินาทีนั้นคล้ายกาลเวลาหยุดชะงัก คมิกงุนงง เจ้าของจุมพิตเองก็งุนงง เธอหน้าแดง ยิ้มขวยพูดขอโทษแล้วยกมือลูบผมทัดข้างหู ใบหูบอบบางจนแทบจะดูเป็นผิวแดงใส

ก่อนที่รุ่นพี่จะถอนมือนุ่มออกจากมือเขาแล้วหนีไปเก้กัง ดาวรุ่งหนุ่มรั้งมือเธอเข้ามาใกล้ กอดเธอไว้ทั้งตัว ก่อนโน้มกายแนบริมฝีปากลงบนกลีบดอกไม้อันอ่อนบางนั้น มันช่างหอมหวาน เป็นสัมผัสและมีรสชาติที่ไม่มีสิ่งใดอาจเทียม

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เขยิบคืบว่องไว หลบๆ ซ่อนๆ แต่ก็อย่างรู้ว่าอยู่ในสายตาของเสี่ยเปรมปรีดิ์ทั้งหมด

ช่างเขา ชีวิตเรา เราเลือกเอง!’

คงเพราะรู้ว่าลูกสาวก็เหมือนตัวเอง ผู้เป็นพ่อจึงไม่กล้าใช้ไม้แข็ง และไม่กล้าแตะต้องคมิกกับครอบครัว 

โปรดปรานเคยแก้ให้ว่า ไม่ใช่ไม่กล้า แต่ป๊าแกรู้น่ะ ว่าเชื่อตากับเชื่อสมองเราได้ ถ้าเราเลือกอะไร มันต้องดีเสมอ

นั่นจึงเป็นเสมือนพันธะแน่นหนา ทำให้คมิกสั่งตัวเองว่าจะทำให้เธอเสียใจไม่ได้

โดยเฉพาะเมื่อมีปลาบปลื้ม น้องชายอันธพาลของเธอคอยป้วนเปี้ยนจับผิด และพร้อมลงโทษสถานหนักทันทีที่เขาทำผิด!

อ้อมกอดของเขาแน่นเข้า

“แน่ะ” โปรดปรานถอนใบหน้าขึ้นมาอย่างพยายามจ้องตาเขา “เพิ่งจะทำไปเอง ไปเห็นผู้หญิงสวยๆ มาเลยหื่นรึไงวันนี้”

“เปล่าเลย” แม้ตอบอย่างนั้น แต่เขาถอนหายใจหนักหน่วง “ก็อยู่ในฐานะนี้ต้องเอาใจผู้หญิงคนอื่นตลอด มิกรู้สึกผิดกับโปรด”

“มิก” เสียงเรียกของเธอก็ลงหนักเช่นกัน “เห็นเราปัญญาอ่อนเหมือนไอ้ปลื้มมันรึไง นี่เป็นงาน เราเข้าใจ เราดีใจด้วยซ้ำที่คนพวกนั้นรักเธอ แล้วเธอก็รักพวกเขาจริงๆ”

ไอดอลหนุ่มพยักหน้า ซบหน้าลงกับกลุ่มผมละเอียดนุ่มของอีกฝ่าย

“ไอ้น้องบ้ามันใช้ไม่ได้เลย นี่ป๊าก็บ่นว่ามันหายหัวไปตั้งหลายวันแล้ว”

“โปรด” เสียงเขาออด “อย่าพูดถึงคนอื่นเลยน่า กว่าเราจะได้อยู่ด้วยกัน มันไม่ง่ายเลยนะ”

ไม่รอคำตอบ มือผะผ่าวของเขาลูบลงกลางแก่นกายเธออีกครั้ง คมิกพรมจูบลงบนริมฝีปากเธอ บนแก้ม ซอกคอ และทรวงอกเธอ ชายหนุ่มอยากให้โปรดปรานรู้ ไม่มีตรงไหนที่เขาไม่รัก

ใช่ เขารักเธอเหลือเกิน...

. . . . . . . . . .

 

เป็นหนึ่งไม่เคยมีความรัก

ความรักของเธอมอบให้แม่ และพ่อ เมื่อพ่อไม่เคยอยู่ใกล้ ไม่เคยทำให้รู้สึกว่าใจของพ่ออยู่ใกล้ จึงติดตามไขว่คว้าโดยการสนับสนุนของแม่มาตลอด

ครั้งหนึ่งในรั้วมหาวิทยาลัย  เธอเคยพูดกับรุ่นพี่

หนึ่งพยายามเรียนให้ดีก็เพื่อพ่อ เลือกเรียนหมอก็เพื่อพ่อ

ผู้ฟังดูจะพยายามสะกดอารมณ์และความกังขาที่ซึมขึ้นมาในใจเช่นกัน ปากบอก พี่เข้าใจ

คำบอกนั้นมีขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ต่อให้รู้สึกไม่สบายใจอย่างไร ฟ้าฟื้นก็ยังเป็นคนที่ยิ้มให้เธอเสมอ

นั่นทำให้ความรู้สึกรวดร้าวแปลกๆ แผ่ออกจากมุมใจ นักศึกษาแพทย์สาวพยายามสกัดมันไว้ด้วยใจมั่นคง

คุณอาผู้ชายเองก็ทำทุกอย่างเพื่อหนึ่ง รุ่นพี่หยิบส้อมจิ้มสลัดขึ้นจากจานบนโต๊ะ สมัยนั้นร้านอาหารเพื่อสุขภาพยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลาย ที่พอหาได้คือร้านสลัดบาร์ เป็นหนึ่งชอบร้านนี้เพราะมีน้ำสลัดให้เลือกหลายแบบ ฟ้าฟื้นเคยล้อว่า แต่พี่ก็เห็นหนึ่งกินอยู่แบบเดียว เมื่อนั้นเป็นหนึ่งทำหน้ายู่ใส่ ใช่ -- แบบที่ไม่เคยทำให้ใคร ปากบอก เบื่อสลัดก็ไปกินกะคนอื่นเลยไป! แน่นอน ไม่ว่าเมื่อไหร่ฟ้าฟื้นจะยังอยู่

วันนี้ คนชอบสลัดไม่อารมณ์ดีเหมือนทุกครั้ง ยิ่งได้ยินประโยคนั้น อณูอากาศรอบตัวก็คล้ายถูกรังสีบางอย่างแผ่ออกมาเกาะหนักแล้วทิ้งตัวลงเคล้งคล้างบนพื้น

เป็นหนึ่งวางส้อมในมือลง โลหะกระทบจานกระเบื้องขาวเนื้อดีดังกลิ๊ก! กังวานกว่าที่เป็นจริงจนเหมือนลางร้าย

สัมผัสได้ว่าตัวเองตกอยู่ในการพินิจพิเคราะห์จากอีกฝ่าย ถึงกระนั้นเธอกลับไม่สนใจสบตา เบือนไปด้านข้าง หยิบแก้วน้ำมะเขือเทศปั่นขึ้นมาจิบ

ตั้งแต่พบกับรุ่นพี่ในงานเปิดตัวห้างสาขาใหม่ของคุณป้าจุไรแม่ของเขา ความสัมพันธ์ระหว่างเป็นหนึ่งกับรุ่นพี่ก็คืบหน้าไปด้วยดีและว่องไว การติดต่อกันไม่ได้ผ่านหน้าจอบล็อกรีวิวหนังสืออีกต่อไป เป็นหนึ่งโทรคุยกับเขาเพื่อเล่าอารมณ์หลังอ่าน ระหว่างอ่าน และบางทีก็ก่อนจะเริ่มต้นอ่าน คาดคั้นเมื่อถึงบรรทัดที่น่าประทับใจ ฟ้าฟื้นหัวเราะว่าเธอเหมือนกระต่าย กระต่ายของเขาแค่คนเดียว

หนหนึ่ง เป็นหนึ่งอนุญาตให้เขาพากลับไปส่งบ้าน คุณรมย์ลักษณ์ชวนฟ้าฟื้นอยู่รับประทานอาหารค่ำร่วมกันก่อน เป็นหนึ่งเองก็คะยั้นคะยอ ชายหนุ่มจึงพยักรับ เขาไม่เคยปฏิเสธเธอได้เลย

ระหว่างที่เจ้าของบ้านสาวขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า นายแพทย์เป็นเอกกลับมาแต่หัววัน นั่นเป็นครั้งแรกที่ฟ้าฟื้นได้พบบิดาของรุ่นน้อง ทั้งสองคุยกันโดยแนะนำตัวกันเอง เปิดหัวข้อร่วมกันเอง แต่ครั้นเป็นหนึ่งลงมา กลับพบว่าพ่อผู้ติดจะห่างเหินและเย็นชา กลับนั่งหัวเราะคุยกับรุ่นพี่อย่างออกรส

—โอ้โห นานมาก คุณอาก็ช่างหานะครับเนี่ย ขณะพูด ฟ้าฟื้นกำลังก้มจ้องชุดน้ำชาวินเทจซึ่งทำในจีนราวปี 1970-1980 พื้นขาวลายฟ้า-ชมพูดูสะอ้านอ่อนโยน แบบนี้ใช่มั้ยครับที่เขาเรียกว่าไรซ์เกรนแพทเทิร์น

รู้จักด้วยเราะนี่

เคยได้ยินครับ ที่เขาผสมเม็ดข้าวลงในเนื้อดินตอนปั้น

ใช่ พอถูกความร้อน ข้าวก็จะละลายทำให้เห็นเนื้อโปร่งใส ตอนซื้อ เขาจักมากับชุดก้ายหว่านด้วย

หมายถึง ชุดฝา ที่รอง ตัวถ้วย?’

ใช่ๆ

และต่อไปยัง

งานแบบนี้ที่เขาเรียกว่าคินสึงิใช่มั้ยครับ ผู้เป็นแขกเพ่งพินิจชามดินเผาสีสวย มีลายเส้นทองพาดผ่านไปมาดูแปลกตา

ถูกแล้วละ เครื่องดินเผาที่แตกแล้ว คนญี่ปุ่นเอามาซ่อมใหม่ แทนที่จะพยายามซ่อนรอยแตกไม่ให้เห็น เขากลับอาศัยรอยแตกพวกนี้สร้างลวดลายใหม่ๆ กลายเป็นงานศิลปะไป

เคยได้ยินว่าเขาใช้รักผสมแป้งสาลีแทนกาว แล้วเอาผงทองทา?’

รู้จริงนี่นา--

บทสนทนาของทั้งสองคนยังยืดยาวต่อไปบนโต๊ะอาหาร ตั้งแต่เรื่องการเรียน กระทั่งประเด็นสังคมต่างๆ อันหมิ่นเหม่ คุณรมย์ลักษณ์รำคาญสามีเพราะต่างไม่เคยมีความเห็นตรงกัน ตอนแรกเป็นหนึ่งก็พลอยหวั่นว่าคำตอบของรุ่นพี่จะมีแต่ผลลบ ไม่กับข้างใดก็ข้างหนึ่ง ช่างน่าอัศจรรย์ที่เจ้าตัวสามารถต่อบทสนทนาโดยรักษาน้ำใจของทั้งพ่อและแม่ของเธอได้เท่าเทียม

คนเดียวที่ดูเริ่มจะหงุดหงิดใจ กลับกลายเป็นเธอเอง

เป็นหนึ่งตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไม รู้แต่ว่ามันไม่ควรเป็นอย่างนี้ พ่อควรจะสนใจเขาในฐานะที่เขาเป็นรุ่นพี่...เป็นเพื่อน...หรือเป็นคนที่เธอพามาที่บ้าน ไม่ใช่สนใจเพราะเขาคือคนที่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์ ดาราศาสตร์ พ่วงด้วยมีแนวคิดเสรีนิยม และใส่ใจในปัญหาสังคมที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตรจากบ้านหลังนี้

มันเหมือนกับว่า การมาถึงของฟ้าฟื้น ยิ่งเกลื่อนให้ตัวตนของเธอในสายตาพ่อเลือนรางลง

วันหลังมาคุยกันอีก ไม่สิ ถ้าว่างๆ ไปหาผมที่โรงพยาบาลก็ได้

มองพ่อตบบ่ารุ่นพี่ของเธอ ก่อนที่รายหลังจะขับรถกลับบ้านไป นั่นเป็นนาทีที่เป็นหนึ่งตอบใจตัวเองได้ว่า

พี่ฟืนจะไม่มาที่นี่อีก!

ฟ้าฟื้นงงงวยในตอนแรกๆ ที่ถูกปฏิเสธไม่ให้ไปที่บ้านของเธอ ไม่เข้าใจเมื่อถือวิสาสะโผล่ไปเยี่ยมเป็นเอกกับรมย์ลักษณ์แล้วเห็นเธอนั่งเงียบ กระทั่งต่อมา คนฉลาดอย่างเขาจึงพอจะจับความได้ว่าอะไรเป็นอะไร เขาไม่พูดตรงๆ แต่ด้วยการกระทำ เป็นหนึ่งก็สัมผัสได้ว่าเขารู้แล้ว และเขายินดีจะยืนในจุดที่เธอสบายใจที่สุด

นั่นยิ่งทำให้เป็นหนึ่งอึดอัดตัวเอง เกลียดที่ตัวเองเป็นคนงี่เง่าแบบนี้ เกลียดที่ตัวเองอิจฉาพี่ฟืน! เธอพยายามบอกตัวเองให้เลิกความคิดนั้น เลิกคิดหาทางเปรียบเทียบ หรือเอาชนะแม้ขณะอยู่ด้วยกันลำพัง เลิกการหลอกลวงให้เขาสอนสิ่งต่างๆ และพูดคุยเรื่องต่างๆ ด้วยความคิดว่าตัวเองจะสามารถสูบถ่ายความสามารถทั้งหมดของเขามาที่ตัวเอง เธอเกลียดที่มักจะพบว่าตัวเองเผลอกลายเป็นคนคนนั้น คนที่เรารังเกียจเหลือเกิน!

ทุกทีที่รู้ตัว เป็นหนึ่งจะพยายามทดแทนด้วยการทำตัวดีๆ กับเขา น่ารักกับเขา -- และอีกละ -- ฟ้าฟื้นดูจะเข้าใจว่าเธอกำลังทำและเป็นอะไร เขาพยายามแสดงให้เห็นว่าตัวเองไม่รู้สึกเป็นปัญหาอะไรเลยกับเรื่องเหล่านี้

ฟางเส้นสุดท้ายถูกโยนลงมาในวันที่เกรดเทอมนั้นออก เป็นหนึ่งเกรดตก! ต่อให้ไม่กี่จุด แต่มันก็พ้นไปจากจุดที่จะรับได้ เธอรู้สึกคล้ายโลกทลาย ร้องไห้ตั้งแต่รับรู้ ไม่ช้าก็อาเจียน เพื่อนพยายามปลอบ แต่ไม่เป็นผล ในที่สุดเธอเป็นลมและต้องถูกพาเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง

แม่ไม่สบายใจที่เธอเป็นอย่างนั้น พ่อก็ยิ่งไม่สบายใจ จากที่ไกลๆ เป็นหนึ่งได้ยินคนทั้งคู่เถียงกันเผ็ดร้อน

—ผมบอกคุณแต่แรกว่านี่ไม่ใช่ที่ของลูก!’

กับอีแค่มันเกรดตก คุณหาว่าลูกไม่มีปัญญาเรียนหมอเหรอ?!’

ปั๊ดโธ่! ใครมันจะไปสนใจเรื่องบ้าๆ บอๆ พรรค์นั้น ผมหมายถึง คณะนี้มันเครียดแล้วก็ไม่ได้มีความสุข--

ฉันก็เห็นคุณอยู่โรงพยาบาลยิ่งกว่าอยู่บ้าน บ้านคงยิ่งไม่มีความสุขมากกว่าอีสาขาที่คุณเรียนแล้วก็ทำงานอยู่นี่ซีนะ!’

นี่ผมไม่ได้พูดแบบนั้นนะ!’

เอาเป็นว่าลูกเรียนได้ และยายหนึ่งจะทำได้ดีด้วย คุณไม่มีสิทธิ์มาสบประมาทคนที่ฉันเลี้ยงมาเองกับมือ คุณสบประมาทฉันทุกอย่าง!’

พ่อคะ เมื่อเสียงของเธอดัง คนทั้งสองจึงสะดุ้งหันมา ไม่มีใครสังหรณ์ใจเลยว่าจะทำลูกตื่นและเดินมาถึงตัว

หนึ่ง แม่ทำเสียงจิ๊จ๊ะ ลุกจากเตียงทำไม เดี๋ยวก็ล้ม--

หนูจะเรียนต่อค่ะ เธอพูดต่อโดยไม่ฟังเสียงแม่ เข้มแข็งเท่าที่สุขภาพขณะนั้นจะอนุโลมให้เข้มแข็งได้

พ่อจ้องตาเธอ

หนูทำได้ค่ะ หนูจะเป็นหมอนิวโรศัลย์เหมือนพ่อ!’

แทนที่บิดาจะซาบซึ้งกับการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยว กลับขมวดคิ้วลึก สายตาไม่เห็นด้วย -- และเหมือนทุกที – ปากไม่ปริเปิดคำพูดใดๆ ออกมา

เฉพาะแววตาสุดท้ายเท่านั้นที่เธออ่านได้ และฝังใจจำยาวนานไม่ว่าเมื่อไหร่

นี่ไม่ใช่เรื่องที่พ่อภูมิใจหรอกนะหนึ่ง!

สายตานั้นล่องลอยอยู่ทั่วทุกทิศ แม้เมื่อยามเธอฝัน มันก็ยังหลอนหลอกอยู่ในฝัน เป็นหนึ่งหวาดกลัว กดดัน แต่ก็พยายามไม่ร้องไห้ การร้องไห้เป็นเรื่องของคนไม่ฉลาด คนฉลาดต้องหาทางแก้ปัญหา ไม่ใช่จมอยู่กับปัญหา

ท้ายที่สุด สิ่งที่เธอค้นพบว่าเป็นสาเหตุของปัญหาก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในดวงความคิด เมื่อนั้นเป็นหนึ่งรู้สึกว่าปลายมือและปลายเท้าของตัวเองเย็นเยียบ ทุกอย่างในร่างกายกลับมลายสูญ เหลือเพียงความกลวงเปล่าอันมีสายลมหนาวสะท้อนสะท้าน งงงัน เจ็บร้าว แต่เพราะมั่นใจว่า นี่คือทางสุดท้ายซึ่งจะทำให้ทุกอย่างกลับมาดีได้เหมือนเก่า จึงจำตัดสินใจ นัดเขาออกมา...

ที่หนึ่งบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะบอกพี่น่ะ เรื่องอะไรเหรอ

ชายหนุ่มคนตรงข้ามนั่งสังเกตการณ์เธอมาครู่ใหญ่แล้ว ในที่สุดถามขึ้นด้วยเสียงเรียบขรึม ผิดกับนิสัยแท้จริงของเขา

เป็นหนึ่งดึงสายตาขึ้นจากแก้วน้ำมะเขือเทศปั่น เมื่อสบคนตรงหน้า ยังรู้สึกว่าดวงตาพร่าพราย

น้ำลายในคอขมเฝื่อน จู่ๆ เธออยากลุกขึ้นวิ่งหนีไปจากตรงนี้ แต่นั่นเราจะยิ่งเป็นคนโง่ พ่อไม่ชอบคนโง่!

หนึ่งอยากให้เรา... หางเสียงทอดหาย ช้านานจนอีกฝ่ายต้องเลิกคิ้วและพยักหน้าอย่างจะให้กำลังใจ

เป็นหนึ่งเม้มริมฝีปาก แม้แต่ริมปากยังขมเหมือนฉาบด้วยเนื้อบอระเพ็ด

หนึ่งอยากขอให้เราอยู่ห่างๆ กัน

หืม?’ อีกฝ่ายดูจะไม่เข้าใจเอาเสียเลย       

เธอย้ำคำเดิม อยู่ห่างๆ กัน ไม่ต้องคุยกันอีก และหนึ่งจะไม่ยืมหนังสือเล่มไหนๆ ของพี่อีกแล้ว

ความเงียบโรยล้อมรอบตัวเธอ รอบตัวเขา เธอเองเป็นฝ่ายถอนสายตาออกไปก่อน และแล้วก็อึดอัดจนตัดสินใจลุกออกไปก่อน

ทุกอย่างจบลงเพียงเท่านั้น

ฟ้าฟื้นไม่เคยเข้ามาป้วนเปี้ยนในชีวิตเธออีก เมื่อพบกัน เขาจะเป็นฝ่ายหลีกห่างออกไปคล้ายมีชนักปักหลังเสียเอง เป็นหนึ่งลบความคิดวุ่นวายออกจากหัว จดจ่อเฉพาะเรื่องเรียน เธอกลับมาทำเกรดได้ดี จนถึงเกือบดีที่สุดในชั้นเรียน จากนั้นก็เลือกต่อสาขาเดียวกับพ่อ เลือกเข้ามาทำงานกับพ่อ เพื่อจะได้พบกับฟ้าฟื้นอีกครั้ง โดยเฉพาะพบว่า พ่อยังคงไม่เคยยอมรับเธอเลย และที่แท้นั่นมีสาเหตุ

สาเหตุโสมมที่เธอเพิ่งค้นพบวันนี้!

. . . . . . . . . .

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

36 ความคิดเห็น

  1. #28 Ciel En Rose (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2562 / 22:29
    สงสารหนึ่งนะ
    #28
    1
    • #28-1 ปราปต์(จากตอนที่ 13)
      15 ตุลาคม 2562 / 23:30
      เดี๋ยวอาจมีคนน่าสงสารกว่าหมอหนึ่งครับ ^^
      #28-1