ถ่านไฟเดียว

ตอนที่ 11 : บทที่ 10 ศัตรูของผู้ตาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 562
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    1 ต.ค. 62

-10-

ศัตรูของผู้ตาย

 

ผู้ที่อยู่ตรงหน้าเป็นหนึ่งขณะนี้ สองคนแรกคือนายแสนและนางสัจจารีย์ ญาติของตาธาร คล้ายอนันต์ คนไข้รายพิเศษของเธอ อีกรายไม่ใช่ แต่เพราะเป็นเจ้าของเงินที่ใช้รักษา แพทย์สาวจึงจำต้องผ่อนผันให้เข้ามาร่วมฟังด้วย แก้วชิงดวง ธนโรจน์ดิลก คือทายาทและตัวแทนของทีอาร์ดีกรุ๊ปซึ่งกำลังมีข้อพิพาทเรื่องการสร้างหมู่บ้านป่าโหว่ที่เชียงใหม่ ตาธารเป็นหนึ่งในแกนนำผู้ต่อต้าน ครั้นเขาถูกทำร้ายจนมีสภาพเช่นในปัจจุบัน ทีอาร์ดีจึงถูกมองว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง แก้วชิงดวงพยายามแสดงน้ำใจและความบริสุทธิ์ใจขององค์กรโดยการช่วยรับภาระหาแพทย์มารักษาอาการของเขา

ด้วยสายตาของแพทย์ผู้ต้องพินิจอาการต่างๆ แม้เพียงเล็กน้อย กับทั้งมีปฏิสัมพันธ์กับญาติคนไข้มาพอสมควร เป็นหนึ่งบอกได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างแสนกับสัจจารีย์ดูจะไม่ราบรื่นนัก มันทำให้เธอนึกถึงครอบครัวตัวเอง ชายวัยราวหกสิบปีผู้มีดวงหน้ารูปเหลี่ยมดูค่อนข้างใจดี กลับปรากฏแววเหน็ดหน่ายทุกทีที่ทอดมองหรือต้องคุยกับภรรยา

โดยรวมสัจจารีย์ยังดูงดงาม ทว่าหน้าตาดูทรุดโทรมเหนื่อยเพลียชอบกล ตาปรือแดงเหมือนคนกรึ่มน้ำเมา ยิ่งการใช้น้ำหอมกลบรุนแรงนั้นยิ่งยืนยันว่าเป็นหนึ่งเดาไม่ผิด ยิ่งหล่อนเปิดปาก สามีก็ยิ่งรำคาญ

“—ขอบคุณคุณชิงมากๆ เลยที่ให้เกียรติมาฟังอาการของตาธารด้วยตัวเอง นี่คุณแสนก็ตามไปดูหลานที่โน่น เพิ่งจะมาถึงกรุงเทพเหมือนกัน--

“ไม่ต้องพูดมากก็ได้มั้ง คุณหมอจะได้คุยเลย” ฝ่ายชายตัดบท

แก้วชิงดวงถอนหายใจ เป็นหนึ่งเดาว่าแสนคงเป็นคนโทรแจ้งรายนี้ อันที่จริงทายาททีอาร์ดีจะส่งผู้ช่วยหรือลูกจ้างคนอื่นๆ มาแทนก็ได้ การเลือกมาด้วยตัวเองแสดงถึงความสำคัญของตาธารมากกว่าที่เป็นหนึ่งประเมินไว้

หญิงสาวผู้งดงามและดูจะถือตัวยิ่งกว่าเธอเสียอีก นั่งหลังตรงอย่างผู้ได้รับการฝึกบุคลิกภาพมาอย่างดี สายตาก็จ้องตรงขณะถาม “มีเรื่องด่วนอะไรรึเปล่าคะ คุณตาธารเพิ่งจะมาถึงเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน?

น้อยหนึ่งในถ้อยและอวัจนภาษานั้น ติดจะกดข่มเหมือนพูดกับผู้อยู่ในตำแหน่งด้อยกว่า เป็นหนึ่งคงขุ่นใจถ้าไม่เพราะข้างในใจกำลังฟูพองด้วยการค้นพบเมื่อชั่วโมงก่อนหน้า การค้นพบอันเชื่อมไปสู่รอยยิ้มภาคภูมิใจของผอ. ของพ่อ! และ โดยที่ผุดขึ้นมาเงียบๆ เธอคิดว่าฟ้าฟื้นน่าจะภูมิใจ – หมายถึง เขาจะเป็นฝ่ายอิจฉาเราบ้าง!

ประสาทศัลยแพทย์สาวตอบว่า “จากการเอกซเรย์สมองและฉีดสีสมองอีกครั้ง พบส่วนที่น่าสงสัยว่าจะเป็นฝีในสมองจากแผลที่ถูกทำร้ายค่ะ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ มีโอกาสที่ฝีจะแตกจนหนองหลุดเข้าไปในโพรงสมอง ทำให้อัตราการเสียชีวิตของคนไข้เพิ่มขึ้นเป็น 50% หมายความว่าตอนนี้เป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรักษา”

“อ้าว แล้วทำไมหมอที่นู่นเขาไม่เอาออกแต่แรกคะ” สัจจารีย์ถาม กลิ่นละมุดจางๆ ลอยในลม

คงเพราะตอนแรกยังไม่มีอาการที่น่าสงสัยว่าเป็นหนองค่ะ อีกอย่างเราก็บอกไม่ได้แน่นอนว่าหนองเกิดเมื่อไหร่

"แล้วทำไมหมอเขาไม่ตรวจบ่อยๆ ล่ะ--"

“คุณ” สามีติดเบรก

“ไม่เป็นไรค่ะ” เป็นหนึ่งบอกเรียบๆ “คือเอกซเรย์สมองเนี่ย เราไม่ได้ทำได้บ่อยๆ เพราะทุกครั้งคนไข้ต้องถูกเคลื่อนย้าย ถ้าคนไข้อาการไม่คงที่ รุนแรงสุดก็จะมีโอกาสหัวใจหยุดเต้นระหว่างทางได้ ยิ่งในกรณีที่อาการไม่ชัดเจน ไม่ทำให้สงสัย ก็ไม่มีเหตุผลให้เอาคนไข้ไปเอกซเรย์โดยไม่จำเป็น มันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็นด้วยน่ะค่ะ”

“อ้อ” สัจจารีย์พยักรับ “แล้วถ้าผ่านี่จะเสี่ยงมั้ยคะ”

“เราวางแผนการผ่าโดยจะผ่าตัดใหญ่ หมายถึงต้องดมยาสลบ แต่โดยเทคนิคแล้ว หมอจะเจาะรูกะโหลกแล้วเอาเข็มสะอาดสเตอร์ไลน์สอดเข้าไปดูดหนองออกมา ความเสี่ยงสูงสุดคือเสียชีวิตในห้องผ่าตัดค่ะ อาจจะเพราะเข็มแทงถูกจุดสำคัญ เช่นไปโดนเส้นเลือดทำให้เลือดออกไม่หยุด หรือผู้ป่วยอาจมีภาวะตกเลือดในสมองตามมา ทำให้ต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกเพื่อเอาเลือดออกอีกครั้งหนึ่ง”

ผู้ฟังทั้งสามนิ่งลงด้วยอาการต่างกัน แสนดูเครียดขรึมจนน่าสงสาร ภรรยาของเขาหวาดกลัว ขณะที่แก้วชิงดวงทอดสายตาลงนิ่งๆ เหมือนกำลังประมวลผลที่ไกลออกไป

ในที่สุดแสนเป็นผู้ออกปากถาม “แล้วหลังผ่า ตาธารจะฟื้นมั้ยครับ”

“อันที่จริงฝีในสมองไม่ได้มีผลกับการตื่นหรือไม่ตื่นของผู้ป่วยค่ะ แต่อย่างที่บอก ถ้าไม่ทำ โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตเพราะฝีในสมองแตกน่ะสูงแน่นอน”

ดวงตาโตงามของแก้วชิงดวงไหวแรงนิดหน่อย แต่โดยรวมยังนิ่งเงียบ

เป็นหนึ่งอธิบายต่อไปว่า “หลังผ่าตัดจะต้องอยู่ไอซียู[1]ประมาณหนึ่งวันเพื่อดูอาการ แล้วก็ให้ยาฆ่าเชื้ออีกประมาณหนึ่งเดือนถึงเดือนครึ่ง ความเสี่ยงจากการผ่าตัดมีได้ทั้งเสียชีวิตอย่างที่บอก หรือมีการชักหลังผ่าตัดได้ค่ะ”

“หนองไม่ได้ทำให้ฟื้นหรือหลับ แล้วทำไมตาธารนอนหลับไปตั้งนานแล้วล่ะ” สัจจารีย์ยังข้องใจ

คราวนี้สามีซึ่งติดต่อกับแพทย์ทางนู้นมาตลอดพอจะตอบได้ “ดีเอไอ?

“ใช่ค่ะ สมองของผู้ป่วยได้รับการกระทบกระเทือนรุนแรง ส่วนนี้เราต้องรอมันฟื้นตัวขึ้นมาเอง”

หญิงคนซักถอนหายใจ “ฟังดูก็มีทางเลือกเดียว คือยังไงก็ต้องผ่าเอาหนองออกอยู่ดี ถ้างั้นก็--”

ก่อนที่ญาติผู้ใกล้ชิดที่สุดจะพูดจบ หญิงสาวคนนอกผู้นิ่งอยู่นานกลับแทรกขึ้นว่า “ค่าใช้จ่ายคงจะสูงมากใช่มั้ยคะ”

คำนั้นเรียกสายตาของแสนและสัจจารีย์ได้พร้อมเพรียง

เป็นใครก็น่าจะสงสัย แก้วชิงดวงให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อตลอดมาว่าพร้อม ทุ่มไม่อั้น เพื่อการรักษาครั้งนี้ แล้วทำไม...

เช่นกันกับญาติทั้งสอง สายตาของเป็นหนึ่งก็ทอดผ่านแว่นใสจ้องผู้ถามอย่างงงงวย – งงแกมประหวั่น!

นี่เป็นเคสที่พ่อส่งต่อมาให้เธอ ยิ่งเจ้าตัวคิดว่าหมดทางเยียวยา ผลลัพธ์ในทางบวกก็จะยิ่งโชตช่วง

ใช่! ในเมื่อตอนนี้เธอพบหนทางแล้ว ความหวังเริ่มเรืองขึ้นแล้ว อย่างน้อยถ้ารักษาส่วนที่ทำให้เกิดหนองได้ แม้โอกาสที่สมองจะฟื้นฟูตัวเองอาจจะไม่ได้มากขึ้นโดยตรง แต่โอกาสที่คนไข้จะรอดก็มากขึ้น

ตาธารไม่ใช่แค่ความหวังของทีอาร์ดีหรือครอบครัวตัวเขาเอง แต่เขาคือความหวังของเธอเช่นกัน! การที่จู่ๆ แก้วชิงดวงเกิดลังเลเรื่องค่ารักษาขึ้นมานั้นไม่ต่างจากเอื้อมมือมาปลิดดวงใจของเป็นหนึ่ง วินาทีนั้นเธอกลัวว่าเจ้าตัวจะปฏิเสธ หรือ – หรือแค่จะนำส่งต่อไปให้โรงพยาบาลรัฐเพื่อประหยัดเงินก็เถอะ

เป็นหนึ่งสะกดใจ จ้องประสานสายตาอีกฝ่ายอย่างหยั่งเชิงระหว่างกัน แต่ลึกล้ำข้างใน เธอได้ยินเสียงตัวเองก้องสะท้อน

เราต้องการรักษาตาธาร รักษาเขา ให้หายด้วยมือของเราเอง!

. . . . . . . . . .

 

อาปักกับแม่ของเธอไม่ได้เป็นคู่สมรสทางนิตินัย ทว่าทางพฤตินัยนั้นไม่เคยแยกจาก ตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนที่อาปักพาแม่เข้าบ้านตระกูลใหญ่ จวบกระทั่งวันนี้

แม้เป็นแค่อนุภรรยา แม่ก็ได้รับการยอมรับจากทุกคนในตระกูล แม้แต่อาแหมะหรือแม่ใหญ่ของเธอ ใครๆ ก็ว่าอาปักกับอาแหมะแต่งงานกันเพราะความเหมาะสม ไม่ใช่ความรัก แม่เธอต่างหากคือความรักของอาปัก ความรักซึ่งเริ่มผลิดอกงอกใบตั้งแต่วัยเยาว์ เป็นเพื่อนรัก แล้วก็เป็นคู่รัก จากนั้นมีโซ่ทองคล้องใจ คือเธอ เด็กน้อยผู้งามพร้อมตั้งแต่แรกเกิด เหมือนภาพวาด แม่รำพึงอย่างนั้น อาปักจึงตกลงใจใช้คำนั้นเป็นชื่อของเธอ

ก็เพราะการเกิดมาของภาพวาด อากุงอาโผ่และอาแหมะจึงตกลงใจให้อาปักรับแม่มาอยู่ในอาณาจักรอีกคน ประกาศออกหน้าว่าเป็นเมียอีกคน ช่วยกันประกอบกิจการให้รุ่งเรืองสืบไป แม่จึงรักเธออย่างยิ่ง เห็นเธอเป็นพรที่ช่วยปลดไขความสัมพันธ์ลี้ลับน่าอึดอัดใจตลอดชีวิตของแม่

มันคงดีถ้าในอาณาจักรนี้มีแค่อาปัก แม่ อาแหมะ และอากุงอาโผ่ หรือไม่ก็คงดี ถ้าวงศาคณาญาติรายอื่นๆ จะไม่ปากหมาและแอบนินทาลับหลังเสมอ ว่าถึงอย่างไรเธอก็เป็นแค่ลูกเมียน้อย!

ภาพวาดยิ่งอึดอัดเมื่อแวดวงสังคมในจังหวัดที่เธอเกิดนั้นเล็กแคบ แม่หาว่าเธอคิดไปเอง แถมยังจูงใจให้ศิโรราบด้วยว่าถึงอย่างไรความจริงก็คือความจริง อาปักรักเรา อากุงอาโผ่ อาแหมะก็รักเรา ภาพยังจะเอาอะไรอีกล่ะลูก

ภาพวาดเกลียดการก้มหัวยอมแพ้ แต่ก็เพราะความดีของคนเหล่านั้น ทำให้เธอต้องยอมแพ้ ด้วยเหตุนี้ แต่ไรมา ถ้าเป็นไปได้ภาพวาดจึงมักลี้ห่างจากบ้าน สมัยเด็กๆ เธอเป็นนักกิจกรรมตัวยง ครั้นเริ่มสาวก็เป็นนักเที่ยว ทุกคนเห็นเป็นเรื่องน่ารัก เพราะระหว่างนั้นเธอยังเรียนดีและทำตัวมีสัมมาคารวะ การเรียนดีและมีสัมมาคารวะคือมาตรวัดการเป็นเด็กดีไม่มีปัญหาในครอบครัวใหญ่นี้

ภาพวาดเคยคิดว่ามันจะดีกว่ามั้ย ถ้าเธอเรียนไม่เอาไหน ผรุสวาทใส่ญาติของอาปัก อย่างน้อยทุกคนจะได้รู้ว่าใต้เส้นสีตระการ ที่แท้เธอก็แค่กระดานอันเต็มไปด้วยปลวก และมันควรถึงเวลาที่จะได้รับการรักษาอย่างจริงจังเสียที มิใช่แค่ชี้ชมภาพฉาบหน้าเท่านั้น

จวบโตต่อมา เด็กสาวจึงรู้ว่านั่นเป็นโชค ภาพวาดเริ่มโกหก หมกตัวอยู่กับเพื่อน ครั้นขึ้นมาเรียนกรุงเทพ แม้แต่ปิดเทอมก็ไม่ยอมกลับบ้าน แล้วไปๆ มาๆ จากเพื่อน ก็เปลี่ยนเป็นมาหมกตัวอยู่กับผัว การหาผัวนั้นง่ายกว่าการหาเพื่อน บางทีเหงาๆ เธอจึงมีผัวเพื่อหย่อนอารมณ์ ผัวบางรายจำหน้ากันไม่ได้และไม่รู้จักชื่อ บางราย กว่าจะรู้อีกที เจ้าตัวก็กลายเป็นดาราหนุ่มน่ารัก ชื่อเสียงใสสะอาด และได้รับการขนานว่าเป็นสามีแห่งชาติไปเสียฉิบ!

ทั้งนี้ เมื่อว่างจากการอยู่กับเพื่อนและนอนกับผัว ภาพวาดยังมีดาราหนุ่มๆ อีกมากมายเป็น ลูก เธอยินดีจะจ่ายห้าหลักเพื่อได้จับมือพวกเขา ติดตามไปนั่งรอนับสิบชั่วโมงเพื่อโบกมือให้ไม่กี่นาที ดูลูกเตาะแตะจากแอร์พอร์ตออกมาขึ้นรถ ลงรถเข้าไปในแอร์พอร์ต ฯลฯ มีปณิธานในใจว่า เราไม่ต้องเห็นลูกก็ได้ แต่ลูกต้องเห็นว่ามีคนมาให้กำลังใจมหาศาล!’

รายสามีแห่งชาติ ภาพวาดก็เกือบนับเขาเป็นลูกแล้ว ถ้าไม่ทันนึกได้ว่าเจ้าตัวเคยเป็นผัวเธอมาก่อน

ภาพวาดได้รู้จักญาณิก์ในรั้วมหาวิทยาลัย ปกติเธอเข้ากับคนง่าย แต่รักษาสัมพันธ์ยาก ญาณิก์นับเป็นกรณีแปลกประหลาด เธอกับเพื่อนไม่มีอะไรใกล้เคียงกัน ทั้งพื้นเพ ฐานะ กระทั่งนิสัย แต่กลับคบกันได้นาน บางทีอาจเพราะญาณิก์ไม่ใช่พวกที่เข้ามาเอาใจเธอมากเกิน หรือดูถูกเธอมากเกิน ความรู้สึกคล้ายจะไม่สนใจ แต่ก็สนใจกัน หรือคล้ายจะสนใจ แต่ก็ไม่สนใจกัน ช่วยให้ความสัมพันธ์คงระดับยาวนาน

“มันไปไหนล่ะ”

เสียงที่ดังขึ้นข้างๆ เรียกสติของเด็กสาวหวนมา ภาพวาดเพิ่งรู้ตัวว่าสายตากำลังจ้องภาพถ่ายของเพื่อนในโทรศัพท์มือถือที่เปิดค้างอยู่

ร่างกายกระตุกคล้ายๆ สะดุ้งโดยอัตโนมัติ นิ้วมือกระตุกปัดหน้าจอให้กลายเป็นภาพอื่นแทน ปากตอบห้วนๆ “ไม่รู้ กิจการมันมั้ง เพิ่งลงทุนซื้อรถใหม่มาด้วยนี่”

ฮอนด้า แจ๊ส เอส เอ็มที ปี 2017 สีดำคริสตัล ที่ไอ้ณิฝันถึงมานาน...

ปลาบปลื้มเพิ่งรู้จักเธอกับญาณิก์ไม่นาน แต่ชายผู้กำลังจะได้รับตำแหน่ง ผัวใหม่ ของภาพวาด ย่อมต้องรู้รายละเอียดในชีวิตของเพื่อนสนิทเธอบ้าง

ก็เหมือนชายก่อนๆ ที่เธอเคยนอนด้วย ปลาบปลื้มเป็นหนุ่มหน้าตาดี มือไวและชอบโลมไล้เหมือนหนวดปลาหมึก มีฐานะ สามารถเปย์ เธอเพื่อให้เธอเก็บเงินไว้เปย์ลูกได้ งืม...ก็แค่นั้น

ผัวของเธอทุกคนรายเป็นฝาแฝดกันในทางนี้ หรือเป็นเพราะเธอไม่เคยสนใจรายละเอียดอื่น จึงไม่ค่อยรับรู้ว่าแต่ละรายแตกต่างกันอย่างไรก็ไม่รู้

“ที่แท้ก็ดูรูปไอ้เหี้ยนี่!

อ้อ นี่ไง รายละเอียดที่เป็นเฉพาะปลาบปลื้ม!

ภาพวาดตวัดสายตาขึ้นมองชายตรงหน้า เพราะอยู่ในผับ แสงไฟจึงมีน้อยเกินกว่าจะเห็นว่าสีหน้าสีตาเขาเป็นเช่นไร กระนั้นเด็กสาวก็พอจะจินตนาการได้ -- หน้าตี๋มีคิ้วรกๆ ของปลาบปลื้มคงบึ้งตึง ปากโค้งคว่ำ ปีกจมูกก็น่าจะพะเยิบพะยาบ เหมือนทุกทีที่ได้เห็นคมิกทั้งตัวจริงและในรูป!

เด็กสาวเขยิบเข่าหันไปอีกทาง เพื่อให้มือหนาร่วงหล่นจากหน้าขาเธอซึ่งโผล่พ้นชายกระโปรงออกมา เสียงตอบห้วนกว่าเก่า อันแสดงถึงนิสัยโผงผาง และเอาแต่ใจกับคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องแคร์

“มิกมันแค่คบกับพี่สาวตัวเอง ทำไมจะต้องเหม็นขี้หน้ามันขนาดนั้น!

“ก็มันตอแหล ไม่มีเกียรติ!” เสียงตอบของฝ่ายชายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทั้งที่ปกติเปรอป้อนแต่คำหวาน

แล้วปลาบปลื้มก็ทำเสียงพ่นลมออกจมูก “ทำแอ๊บยิ่งกว่ากะเทย แต่ที่จริงเอาผู้หญิงไปแล้วไม่รู้กี่คน แล้วก็ยังจะหากินกับผู้หญิง--!

“โง่ฉับพลันเหรอ!” ผู้ฟังลุกพรวดขึ้นทันที เสียงดนตรีและเสียงพูดคุยรอบด้านค่อนข้างดังทำให้ไม่มีโต๊ะอื่นหันมาสนใจ

ภาพวาดพ่นลมหายใจทางจมูกได้ดังไม่แพ้กัน “ที่เรามาเจอกันได้ก็เพราะผู้ชายที่กำลังหากินกับผู้หญิงนี่แหละนะ!

คงเพราะเห็นว่าฝ่ายหญิงเริ่มเหลืออด ปลาบปลื้มจึงเสียงอ่อนลง “จำได้สิภาพ”

คนง้อพยายามยื้อยุดมือนุ่ม ดึงร่างบางให้ลงมานั่งตัก

หากทว่าภาพวาดสะบัดมือทิ้ง “อย่าด่ามิกให้ได้ยินอีก!

ทันทีที่เธอกระชับกระเป๋าสะพายและหมุนตัวกลับ เสียงอ้อนเมื่อครู่ก็กลับกลายเป็นคำรามสบถ ตามมาด้วยเสียงเปรื่องปร่างจากข้าวของที่ถูกกวาดลงจากโต๊ะ

คราวนี้ บรรยากาศรอบๆ ดูคล้ายจะหยุดการเคลื่อนไหวลงพลัน ทุกสายตาหันมาพร้อมเพรียง

ภาพวาดก็หันกลับไปจ้องเขา

ในเงาสลัว เด็กสาวพบว่าปลาบปลื้มกำลังพุ่งสายตาตรงมาราวจะเผาเธอเป็นเถ้า แต่นั่นละ ถ้ามันคือไฟ สายตาเธอก็ไม่ต่างจากพายุเยือกแข็งจากฤดูหนาวที่หนาวที่สุด

หากเป็นคนอื่นคงสะดุดกลัว แต่คนที่ถูกเลี้ยงมายิ่งใหญ่และเอาแต่ใจไม่แพ้กันเช่นปลาบปลื้มย่อมไม่ยี่หระ

ไหล่หนายักขึ้น เอียงคอ “มองอย่างนี้มีปัญหาอะไร จะฆ่าเราแบบที่เธอเคยฆ่าใครมานั่นน่ะเราะ”

หางเสียงท้าทาย เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ

ภายใต้ใบหน้าที่ไม่ปรากฏสีแห่งความรู้สึก และน้ำเสียงที่ไม่ปรากฏร่องรอยของอารมณ์ใด เด็กสาวตอบว่า “ใช่!

ริมฝีปากของเธอบิดหยันเมื่อพูดต่อไปว่า “เรามีความลับ และเพื่อปกป้องความลับจากไอ้พวกไม่รู้จักกาลเทศะ เราก็เลยฆ่ามันทิ้ง!

. . . . . . . . . . .

 

ชนัตตรามีรูปร่างสูง และขายาวเรียวเป็นเอกลักษณ์ เมื่ออยู่บนส้นสูงหลายนิ้ว และจังหวะก้าวมาดมั่นจนชายเสื้อกาวน์สะบัด มักชวนจินตนาการว่าเธอมีนิสัยโผงผางดุดัน ซึ่งตรงข้ามกับหน้าตาท่าทีโดยสิ้นเชิง

สูตินรีแพทย์สาวมีนิสัยอ่อนหวานอย่างยิ่ง เป็นคนชนิดที่ใครๆ ก็อยากเข้าใกล้ และเมื่ออยู่ใกล้แค่ไม่กี่นาทีก็จะตกหลุมรักความอ่อนหวานละมุนละไม เป็นผู้หญิงประเภทที่ชวนให้นึกถึงขนมสายไหม และทำให้ลืมไปว่าบางทีน้ำตาลก็เป็นอันตรายได้เหมือนกัน

ผลักบานประตูกระจกเข้ามาสู่วอร์ดผู้ป่วยในของแผนกประสาทศัลยแพทย์ ชนัตตรากวาดสายตาเหมือนกำลังมองหาใครบางคน สะดุดเล็กน้อยเมื่อสบเข้ากับนายแพทย์เป็นเอกซึ่งกำลังเกาะเคาน์เตอร์รีเซปชั่นเจรจาบางอย่างกับเจ้าหน้าที่ หากเพียงพริบตาก็ชักยิ้มตรงมุมปากบางๆ เป็นเชิงทักทาย อีกฝ่ายพยักให้ จากนั้นหญิงสาวจึงกวาดสายตาต่อจากจุดเดิม

พอดีกับที่เสียงดังขึ้น “อ้าว นัต”

ผู้ถูกเรียกเลิกคิ้วน้อยๆ อ้าปากเป็นรูปตัวโอด้วยความตกใจว่าคนเรียกก้าวมาหยุดตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เพราะชินกับความว่องไวประหนึ่งหายตัวได้ของฟ้าฟื้น แพทย์สาวจึงไม่ตัดพ้อ ใช้สายตาชี้ชวนให้เจ้าตัวออกก้าวสู่มุมที่คนไม่พลุกพล่านนัก

หยุดลงหน้าห้องพักผู้ป่วยรายหนึ่งที่ปิดประตูอยู่ ชนัตตราตรงเข้าประเด็นว่า “กำลังหาตัวอยู่พอดี วันนี้ไปแทนหน่อยสิ มีธุระนิดหน่อย”

โดยไม่ต้องถามรายละเอียด ในฐานคนสนิท ประสาทศัลยแพทย์หนุ่มผู้ยังอยู่ในชุดกาวน์รับรู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงงานที่คลินิกวางแผนครอบครัว เขาพยักง่ายๆ “อื้ม วันนี้ไม่ได้ติดอะไร”

“ต้องคุยกับหมอหนึ่งรึเปล่า”

เป็นที่รู้กันว่าแผนกประสาทศัลยแพทย์มีแพทย์แค่สามคน ปกติวันเสาร์เช่นนี้ ถ้าใครไม่ว่างเข้ามาราวน์เช้า คือเข้ามาตรวจคนไข้ในในความรับผิดชอบของตัวเอง โรงพยาบาลเอกชนก็อนุญาตให้ฝากแพทย์ร่วมแผนกทำแทนได้ แต่นอกจากฟ้าฟื้นซึ่งชอบแว่บไปเที่ยวไกลๆ เป็นเอกกับลูกสาวมักจะมาราวน์ไม่เคยขาด หลังจากนั้นแพทย์แต่ละคนสามารถกลับออกไปได้เลย เพราะช่วงสุดสัปดาห์ไม่มีงาน OPD หรือการอยู่รอรับผู้ป่วยนอกอย่างวันจันทร์ – ศุกร์ มีเฉพาะเวรคอนซัลท์กับแผนกฉุกเฉิน ซึ่งปัจจุบันเป็นเอกกำหนดให้เป็นแบบออนคอลทั้งหมด

วันนี้ได้ยินว่าฟ้าฟื้นมาราวน์ด้วยตัวเอง ชนัตตราจึงเข้าใจว่าอีกฝ่ายมีเวรคอนซัลท์ด้วย เพราะฟ้าฟื้นมักจะถือโอกาสเข้ามาใช้สาธารณูปโภคต่างๆ ของโรงพยาบาลระหว่างรอการเรียกตัว ถ้าจะให้ชายหนุ่มไปประจำที่คลินิกแทน เจ้าตัวก็น่าจะต้องปรึกษาเป็นหนึ่งเพื่อขอให้ช่วยรับเวรไปก่อน

คนถูกขอร้องกลับหัวเราะ “ตั้งแต่เรื่องคราวนั้นก็โดนลดเวรแล้ว วันนี้ก็เป็นเวรของหนึ่งเขา เรากำลังจะออกไปพอดี”

“อ้อ ขอโทษทีนะ” ความรู้สึกผิดระบายชัดบนสีหน้าผู้พูด ถ้าไม่เพราะคืนนั้นเธอติดธุระต้องรีบออกจากคลินิกไปก่อน ฟ้าฟื้นก็คงจะไม่ต้องถูกตามตัวจากเลิศวิชาญเวชจนเกิดเรื่อง

“ผอ.เด่นชัยเขาจับตาเรื่องโอทีที่แผนกนี่อยู่แล้วน่ะ” ฟ้าฟื้นอธิบาย ถึงไม่เกิดเหตุนั้น ยังไงเขาก็ต้องโดนลดเวรอยู่ดี “จริงๆ นัตโทรมาบอกเราก็ได้นะ ไม่เห็นต้องเดินมาเองเลย”

“จะมาเยี่ยมน้องบอล” คนตอบหมายถึงเด็กชายที่เธอเป็นผู้ทำคลอดให้เมื่อหลายปีก่อน น้องบอลมีภาวะการสร้างไขสันหลังผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ไขสันหลังจึงไม่เชื่อมปิด เช่นเดียวกับกระดูกสันหลัง แต่มีถุงน้ำหุ้มไขสันหลังแทน ต่อกับผิวหนังด้านนอก เด็กน้อยถูกส่งมาให้ฟ้าฟื้นผ่าตัดเมื่อหลายวันก่อน ตอนนี้อาการดีขึ้นมากแล้ว

คนจะมาเยี่ยมยังพูดต่อไปว่า “แล้วก็...” ใบหน้ากลายเป็นสีชมพู “อยากเจอนี่นา...”

ปลายถ้อยถูกเกลื่อนไป เพราะเสียงรายการในโทรทัศน์เครื่องใหญ่ไม่ใกล้ไม่ไกลกำลังรายงานข่าวใหม่

ข่าวที่ทำให้ใครหลายๆ คนหันไปสนใจพร้อมกัน

. . . . . . . . . . .

 

“—ในบึงดังกล่าวมีผู้พบศพคว่ำหน้าลอยน้ำอยู่ เจ้าหน้าที่มูลนิธิช่วยกันลากศพขึ้นฝั่ง พบว่าเป็นชายหนุ่มไม่ทราบชื่อสกุล เนื่องจากไม่พบบัตรประชาชน คาดว่าอายุไม่เกิน 23 ปี สวมเสื้อโปโลลายพราง กางเกงยีนขายาว ใส่กำไลทองที่ข้อมือซ้าย พบร่องรอยถูกมีดปาดที่ลำคอ เจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าน่าจะถูกฆาตกรรมจากที่อื่นแล้วนำมาทิ้งไว้ที่นี่เพื่ออำพรางคดี--”

ต่างจากที่แผนกประสาทศัลยแพทย์ โทรทัศน์ที่ตั้งอยู่ด้านในแผนกฉุกเฉินนั้นถูกเปิดเสียงไว้แผ่วเบา จุดประสงค์เหมือนเป็นตัวช่วยให้แผนกไม่เหงามากกว่า ค่าที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเอกชนนั้น นานๆ จะมีเคสใหญ่เสียที  โดยเฉพาะในช่วงที่ OPD ของแผนกอื่นๆ ยังไม่ปิดทำการเช่นนี้ คนไข้ยังกระจายไปใช้บริการตามแผนกเหล่านั้นได้ ไม่ต้องเข้ามากระจุกตัวกันที่นี่

ทั้งๆ ที่เป็นข่าวน่าตื่นเต้น แต่ก็ยังไม่มีใครสนใจอยู่นั่นเอง นางพยาบาลจงกลซึ่งอยู่ใกล้โทรทัศน์มากที่สุดกำลังนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้กับโทรศัพท์มือถือ หน้าจอใหญ่แสดงคลิปคมิกที่แฟนคลับถ่ายและลงไว้ในทวิตเตอร์ ดาราหนุ่มทำตาโตปากยื่นออกมาล้อเลียนกล้อง ทำให้ทุกคนลงความเห็นข้างล่างคลิปว่า น้อง บ้างก็ ลูก กันเป็นแถว

คนดูคงจะหัวเราะคิกคักต่อไป ถ้าไม่เพราะมีคนวางมือลงบนแขน

“อุ่ย!” พยาบาลสาวห้าวสะดุ้ง ต่อเมื่อเงยพบว่าผู้จับมือเป็นใครก็ยิ้มให้ “อ้าว หมอหนึ่ง! เพิ่งราวน์เช้าเสร็จเหรอ”

ประสาทศัลยแพทย์สาวพยักรับ “เห็นเงียบๆ เลยลงมาดูซะหน่อยค่ะ”

“แหมหมอ ที่นี่มันก็เงียบทุกวันแหละ เงียบจนเริ่มจะรู้สึกผิดละที่ย้ายมานี่”

เป็นหนึ่งหัวเราะ เธอรู้ว่าเดิมทีนั้นจงกลเป็นพยาบาลอยู่โรงพยาบาลรัฐ งานหนักไม่ทำให้เจ้าตัวยี่หระ ทว่าการตัดสินใจย้ายมาเลิศวิชาญเวชเกิดจากค่าตอบแทนที่ล่าตาล่อใจ ในช่วงที่โรงพยาบาลเอกชนในไทยต่างตื่นตัวรับนโยบายเมดิคัลฮับ โรงพยาบาลรัฐสมองไหลเพราะแพทย์และพยาบาลถูกแย่งซื้อตัวกันอุตลุด นอกจากรายได้ดี ยังไม่ค่อยมีเคสหนัก ไม่นับรวมนโยบายที่กำลังถกเถียงกันในวงกว้าง ว่าด้วยการเลิกบรรจุหมอเป็นข้าราชการ ใครต่อใครต่างสันนิษฐานว่าต้นตอที่แท้ก็เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนรายใหญ่ ซึ่งกำลังจะโดดเข้ามาร่วมแบ่งเค้กในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ภายใต้การบริหารงานของผอ.อานนท์ เลิศวิชาญเวชกลับเดินสวนทางกับอุตสาหกรรมโดยรวม ปัญหาต่างๆ เริ่มปรากฏชัดขึ้น คนไข้หดหาย ผลประกอบการเต็มไปด้วยตัวแดง ในที่สุดเจ้าของทุนรายเก่าจึงตัดสินใจเฉือนเนื้อร้ายก้อนนี้โดยขายต่อให้นายสมชาย ศรีสุริยศาสตร์ พนักงานหลายรายเริ่มไม่แน่ใจชะตากรรม ที่หาลู่ทางใหม่ได้ก็โยกย้ายกันไป ที่ยังไม่ได้ก็จำใจอยู่ต่อด้วยความประหวั่น

แพทย์สาวตีแขนอีกฝ่ายเบาๆ เป็นเชิงปลอบใจ “ผอ.ใหม่มาแล้ว เดี๋ยวอะไรๆ ก็คงดีขึ้นแหละน่า”

“พูดยังกะหมอไปรู้จักมักจี่อะไรแก”

เป็นหนึ่งฟังแล้วหน้าเจื่อน

ส่วนหนึ่งเพราะผอ.เด่นชัยเข้ามารื้อค้นและพลิกการดำเนินงานในเลิศวิชาญเวชครั้งมโหฬาร ต่อให้นโยบายดูดี และผลลัพธ์ที่ทยอยปรากฏออกมาเรื่อยๆ ก็ดูดี แต่ต้องยอมรับว่าผู้ที่เสียประโยชน์หรือได้รับผลกระทบต่างก็ไม่พึงใจนัก หญิงสาวรู้ว่ามีหลายรายแอบตั้งตัวเป็นฝ่ายตรงข้าม เข้ากับอานนท์ผอ.เก่า แล้วพยายามขัดขวางอย่างเงียบเชียบเหมือนคลื่นใต้น้ำ ด้วยเหตุนี้ การถูกจี้ถามต่อหน้าคนมากมายจึงนับว่าไม่ปลอดภัยนัก จงกลเป็นคนตรงไปตรงมาไม่ทันระวัง แต่เธอรู้ดี เราต้องระวัง!

ยังไม่ทันที่เธอจะตอบหรือเหหนี คนถามก็โดดต่อไปหัวข้อใหม่เสียเอง “ได้ยินว่าเมื่อวานเคสรีเฟอร์มาแล้วหมอก็ผ่าตัดใหญ่เลยเหรอ”

เธอพยัก “ค่ะ”

เมื่อคืน หลังจากแก้วชิงดวงนิ่งอยู่พักก็ตัดสินใจให้ดำเนินการผ่าตัดได้

ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ผลจากการดูดหนองออกจากสมองของตาธารยังพบสิ่งแปลกปลอมติดปนมาด้วย มันคือเสี้ยนไม้ขนาดจิ๋ว เป็นหนึ่งจดบันทึกไว้ในสมุดส่วนตัว ทั้งยังถ่ายรูปเก็บไว้ในมือถือตัวเองเหมือนทุกครั้ง ไม่อยากยอมรับ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นไปตามคำแนะนำของฟ้าฟื้น (อีกแล้ว) รุ่นพี่บอกว่า งานที่ทำอยู่ทุกวันนี้มีความเสี่ยงสูง ถ้าทำให้ทุกอย่างตรวจสอบและทวนทานได้ย่อมดีที่สุด ตอนนั้นเป็นหนึ่งยังแอบนึกในใจว่า ทีกับเรื่องเงินทอง โดยเฉพาะค่าล่วงเวลา เจ้าตัวไม่ยักยึดนโยบายโปร่งใสซื่อสัตย์แบบนี้

การผ่าตัดใช้เวลาทั้งสิ้นชั่วโมงครึ่งเท่ากับที่แจ้งญาติไว้ ก้าวออกจากห้องผ่าตัดแล้วเธออดแปลกใจไม่ได้เมื่อพบว่าแก้วชิงดวงยังรออยู่ รายนี้ดูจะมีดวงตาเป็นประกายยิ่งกว่าญาติแท้ๆ เสียอีกขณะถาม เป็นไงบ้างคะหมอ

ตอนนั้นเป็นหนึ่งถอดมาสค์แล้วตอบว่า การผ่าตัดเป็นไปตามที่วางแผนไว้ค่ะ หนองออกมาพอสมควร สัญญาณชีพ ความดันระหว่างผ่าตัดปกติ รอดูหลังผ่าตัดว่าคนไข้จะเป็นยังไงบ้าง ว่าพลางล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดรูปที่ถ่ายไว้ ตอนดูดหนอง มีเสี้ยนไม้นี้ติดออกมาด้วยค่ะ หมอสงสัยว่าอาจจะเป็นสาเหตุให้มีหนองเกิดขึ้น ถึงจะหลังจากเกิดอุบัติเหตุนานขนาดนี้ก็เถอะ

แก้วชิงดวงยังคงพินิจพิจารณารูปนั้นมากกว่าคุณสัจจารีย์ รายหลังชักสีหน้าคล้ายสะอิดสะเอียนแล้วเลี่ยงมาถามว่า เจอเสี้ยนนี่แล้ว ตาธารจะมีโอกาสตื่นหรือกลับมาเป็นปกติใช่มั้ยคะ

ยังบอกไม่ได้ค่ะ เท่าที่บอกได้ตอนนี้ก็คือ การผ่าตัดเป็นไปตามที่วางแผนไว้ แต่จะตื่นหรือไม่คงต้องรอดู

“ถามงี้ทุกราย” จงกลฟังที่เธอเล่าแล้วส่ายหน้า “ก่อนผ่าตัดหมอก็บอกพวกญาตินี่ไปแล้วไม่ใช่เราะ ยังจะถามอีก”

คนเล่าหัวเราะ “เขาญาติกันก็ต้องห่วงกันแหละพี่ แต่นี่มีสัญญาณดีขึ้นนะ เมื่อเช้าไปดู คุณตาธารเขายังมีไข้ แต่เริ่มลดลงแล้ว”

“สัญญาณชีพคงที่ แผลไม่มีเลือดออก?” อีกฝ่ายถามเหมือนเป็นอาจารย์หมอเสียเอง

เป็นหนึ่งผงกศีรษะขำ “ค่ะ เออ จะถามพี่ว่า ขนมที่เมื่อวานเอาขึ้นไปฝากน่ะ ซื้อมาจากไหน”

“แน่ะ ติดใจล่ะสิ บอกแล้วว่าอร่อย พี่เก๋นางไปราชบุรีเลยซื้อมาฝาก--” คนพูดหมายถึงนางพยาบาลในแผนกเวชระเบียนที่เป็นเพื่อนสนิทในแก๊งอสรพิษด้วยกัน “—รายนั้นเรื่องเยอะ เอ้ย พิถีพิถันน่ะหมอ อะไรที่นางบอกโอเคล่ะก็หายห่วง”

คนพูดหยิบถุงข้าวทอดกระทงทองที่เก็บซุกอยู่ใต้ลิ้นชักเคาน์เตอร์ออกมาส่งให้ “นี่ไง เอาไปอีกซี ฝากหมอฟืนด้วย”

ประโยคหลังมีนัย เห็นได้ชัดจากสีหน้าสีตาคาดหวัง

“ไม่กินละ” เป็นหนึ่งแสร้งสะบัดหน้ากลับ

อีกฝ่ายจึงหัวเราะ “โถ หมอ ล้อเล่นหรอกน่า” พูดพลางคว้าข้อมือลากเธอกลับมา “ก็เห็นว่าปกติหมอรักสุขภาพ แต่นี่ของทอดอมน้ำมัน”

“น่าจะใช้ทอดซ้ำ มีสารก่อมะเร็งด้วย”

“นั่นละๆ เอาไปให้หมอฟืนกิน”

“งั้นได้” เธอหัวเราะตามอีกฝ่าย กำลังจะรับถุงขนมมา ก็พอดีเสียงโทรศัพท์ที่เคาน์เตอร์ดังขึ้น จงกลเอื้อมไปรับสาย

“หืม อยู่ข้างๆ นี่แหละ” คนรับปรายตามาที่เป็นหนึ่ง แพทย์สาวเลิกคิ้ว

จงกลไม่ตอบทันที ฟังปลายทางอีกครู่จึงวางสาย

“แผนกหมอบอกว่าคนไข้มีเรื่องด่วนจะขอคุยด้วย”  

“หืม?” เป็นหนึ่งกังขา ก็เธอเพิ่งตรวจคนไข้ของตัวเองเสร็จแล้วลงมาที่นี่

“คนไข้ชื่อธโนทัยน่ะหมอ”

ชื่อนั้นเรียกความสนใจทันที เป็นหนึ่งรีบตอบ “เข้าใจละ!” จากนั้นกระวีกระวาดกลับขึ้นมายังแผนกตัวเอง

ถึงแผนก นายแพทย์เป็นเอกยังยืนคุยอยู่ที่เคาน์เตอร์รีเซปชั่น ครั้นเห็นลูกสาวรีบร้อนเข้ามาอันดูจะผิดปกติวิสัยก็หันมอง เป็นหนึ่งก้มหน้าเป็นนัยขอโทษ เท้ายังเร่งก้าวสู่ห้องพักธโนทัย

ทันทีที่เห็นเธอถลันเข้ามา คนรักของมิลานก็ร้องว่า “เรารู้แล้ว วันนี้เราเห็นเขา!

“เขา?!” เสียงทวนยังติดหอบ คิ้วเรียวมุ่นเข้า ประสาทศัลยแพทย์สาวต้องจับกรอบแว่นตาที่ขยับเฉไปเล็กน้อย

“ก็คนที่เราคุยกันเมื่อวานไง”

คนที่เธอคุยกับธโนทัยเมื่อวาน ผู้หญิงที่เคยทะเลาะกับยายมิลค์?

“ใคร”

“เมื่อกี้เราเห็นเขาเดินมาโผล่ตรงกรอบกระจกหน้าประตูนั่นน่ะ” คนเล่าพยักเพยิด เสียงเล่ายังช้า ทว่าเป็นปกติขึ้นกว่าเมื่อวาน สีหน้าของธโนทัยก็ดีขึ้นมาก “เราลองถามนางพยาบาลแล้ว เขาว่าเป็นหมอสู”

ความเชื่อมั่นคลอนแคลนพลัน หมอสูที่ไหนจะมาโผล่ที่แผนกนี้--

ความรู้สึกในใจลบสลายทันทีที่ได้ยินคำใหม่ของคนบนเตียง “ชื่อหมอนัต!

“หมะ...หมอนัต?!

ใช่! ถ้าจะมีสูตินรีแพทย์คนไหนเข้ามาที่นี่ ก็เห็นจะเป็นรายนี้นั่นเอง ชนัตตรามีเคสกับฟ้าฟื้นออกบ่อยอย่างไม่น่าเชื่อ

ดวงตาหลังแว่นใสสั่นริกตามกระแสความคิด ทุกอย่างปะติดปะต่อเพียงชั่วแวบก็ลงตัว ถึงกระนั้นเป็นหนึ่งยังไม่วายถาม “แน่ใจเหรอว่าเป็นเขา”

“ถ้าชื่อนี้ไม่ผิด ก็ต้องเป็นเขา เขาแน่ๆ!

. . . . . . . . . . .



[1] ICU รือ Intensive Care Units คือการติดตามดูแลอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด

ท่านผู้อ่านสามารถอ่านถ่านไฟเดียวจนจบได้ก่อนใคร โดยสั่งซื้อหนังสือทั้งแบบรูปเล่ม หรืออีบุ๊กได้ที่
รูปเล่ม http://bit.ly/2nPkLUz
อีบุ๊ก http://bit.ly/2mUS7kY

งานหนังสือนี้ พบปราปต์ได้ตามตารางนี้ที่อิมแพค เมืองทองธานีนะครับ
สำหรับคนที่เป็นแฟนเต้าหู้อยู่ สามารถซื้อหาแบบรูปเล่มได้ในราคาส่วนลดจากบูธ Deep ครับ
ขอบคุณครับ
Image may contain: 1 person





 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

36 ความคิดเห็น

  1. #24 Ciel En Rose (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 12:05
    ยิ่งอ่านยิ่งลุ้นมากค่ะ
    #24
    1
    • #24-1 ปราปต์(จากตอนที่ 11)
      1 ตุลาคม 2562 / 20:22
      เดี๋ยวเรื่องจะไต่บันไดขึ้นไปอีกครับ ^^
      #24-1
  2. #23 Doll Mcca (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 10:04
    อ่านเล่มจบแล้วค่ะ ลุ้นจนหน้าสุดท้ายจริงๆ สนุกมากค่ะ
    #23
    1
    • #23-1 ปราปต์(จากตอนที่ 11)
      1 ตุลาคม 2562 / 20:21
      งื้อออ ขอบคุณมากๆ เลยครับ ดีใจที่คนอ่านโอเคกับมัน รู้สึกหายเหนื่อย ^^
      #23-1