ถ่านไฟเดียว

ตอนที่ 10 : บทที่ 9 ตาธาร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 640
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    23 ก.ย. 62

-9-

ตาธาร

 

วันนี้ลูกชายเจ้าของห้างก้าวเข้ามาในชุดเสื้อโปโลลายพร้อยกับกางเกงขาสั้นสีขาวนวล เมื่อไม่ไปทำงาน เจ้าตัวมักไม่ได้เซ็ทผม เส้นผมดำขลับปรกเหนือหน้าผาก ยิ่งเวลารอยยิ้มพิสุทธิ์วาดกว้างจนเห็นฟันขาว ฟ้าฟื้นยิ่งดูเหมือนเด็กตัวโตตัวดำๆ ที่หนีแม่มาวิ่งเล่น มากกว่าจะเป็นประสาทศัลยแพทย์มือทอง

            คุณรมย์ลักษณ์ชักยิ้ม ประนมมือรับไหว้แขกอย่างชดช้อยเป็นธรรมชาติ ปากทัก “ดำขึ้นทุกทีนะเรา”

ได้ยินคำทักแรกของมารดา เป็นหนึ่งเตือนเบาๆ ว่า “แม่”

“ก็มันจริง” ผู้เป็นแม่เสียงสูงขึ้น “ผิวขาวดีๆ แต่แรก ไปตากแดดตากลมจนผิวเสียหมด ออกกลางแจ้งทำไมไม่ทาครีมกางร่มบ้างล่ะ?

“ครีมกับร่มมันแพงครับ เก็บเงินไว้เที่ยวดีกว่า ดำรอบหลังนี่จากไตรกีฬา ถ้าคุณอาสนใจผมแนะนำได้นะครับ รับรอง ไปแล้วหุ่นนี่อย่างนิ้ง”

ฟ้าฟื้นก็ยังเป็นฟ้าฟื้น เขาหัวเราะและโต้กลับลดเลี้ยวจนแม้แต่คุณรมย์ลักษณ์ยังเป็นฝ่ายไปต่อไม่เป็น เป็นหนึ่งแอบหลุดขำ ต่อเมื่อนึกได้ว่าสถานการณ์นี้คงเหมือนเวลาเขายียวนเธอนั่นเอง ที่ขำก็กลับขำไม่ออก

“ไม่เอาล่ะจ้า หนุ่มๆ น่ะสนุกไปคนเดียวเถอะ เดี๋ยวนี้อาไปสายบุญ”

“เครื่องอัฐบริขารนี่มีครีมกันแดดกับร่มด้วยเหรอครับ เอ ควรเรียกกลดใช่มั้ย”

“กวนอาจริงเชียว” คำของผู้เป็นใหญ่นั้นผสมกันทั้งระอาและเห็นขัน ต้องยอมรับจริงๆ ว่าคนอย่างฟ้าฟื้น ยากจะมีใครโกรธลงจริงๆ “แล้ววันนี้มาถึงนี่มีอะไรจ๊ะ ยายหนึ่งก็ไม่ต้องทำงาน เราก็เหมือนกันเหรอ”

“ถ้าบอกว่า ท่านผอ.ฝากความคิดถึงมาถึงคุณอาล่ะครับ”

ประโยคใหม่ของฝ่ายชาย เรียกให้คนเป็นลูกสาวช้อนตาจับอย่างสนใจมากขึ้น

เจ้าตัวก็คงรู้สึก แต่แสร้งไม่หันมองมา มัวต่อตากับมารดาของเธอที่แค่นหัวเราะ “ตายละ เมื่อกี้กำลังคุยกับยายหนึ่งอยู่เชียวว่าท่าทางวันนี้ฝนจะตก มามะ ถ้าไม่ต้องไปทำงานก็มานั่งโซฟาก่อน เดี๋ยวให้เด็กเอาน้ำกับของว่างมาให้”

“หนึ่งขอตัวไปเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ”

“รีบลงมาน้า” อีตารุ่นพี่ทำท่าวันทยหัตถ์ใส่เธอซ้ำ

คนอย่างนี้มันช่างน่าถูกตีจริงๆ!

หญิงสาวก้าวหลบขึ้นห้องนอน อาบน้ำ และเปลี่ยนชุดไวกว่าที่ควร ไม่อยากยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ เธอชอบเวลาได้เห็นฟ้าฟื้นต่อปากต่อคำกับแม่!

คุณรมย์ลักษณ์รู้จักป้าจู หรือคุณจุไรมารดาของฟ้าฟื้นในฐานะนักธุรกิจหญิงคนเก่ง ฟ้าฟื้นนั้นไม่ชอบเข้าสังคมจึงเก็บตัวอยู่แต่หลังบ้านและในโรงเรียนแพทย์ เพื่อนๆ ของคุณจุไรได้รู้ได้ยินแต่ว่าลูกชายเจ๊จูหน้าตาดีแถมเรียนเก่ง แต่ไม่เคยมีใครเห็นหน้าคร่าตา จนกระทั่งวันงานเปิดตัวห้างสาขาใหม่ของคุณจุไรนั่นละ

เป็นหนึ่งยังจำได้ วันนั้น รุ่นพี่ถูกแม่ของเขาจับแต่งองค์จนดูราวกับคนละคน จากหนุ่มผอมแห้ง ผิวเผือดหน้ารก ฟ้าฟื้นออกงานในชุดสูทอันเสริมความภูมิฐานของเขาจนน่าตะลึง ผมตัดเป็นระเบียบแต้มเจลเปิดให้เห็นหน้าผากนูน หนวดเคราโกนเกลี้ยง รอยสิวก็ถูกแต้มยาและกลบเกลื่อนด้วยเครื่องสำอางบางๆ เป็นหนึ่งคงคิดว่าเธอตาฝาด หรือไม่ คนตรงหน้าก็เป็นแค่คนหน้าคล้ายที่ดูดีกว่า ถ้าไม่ได้ยินว่าเขาชื่อฟืน ชื่อจริงฟ้าฟื้น และกำลังเรียนแพทย์อยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกับตัวเอง

โดยเฉพาะ ถ้าไม่ได้เห็นรอยยิ้มอันคุ้นเคยนั้น...

หนึ่ง!’

เห็นเธอเข้า เจ้าตัวก็ปรี่มาหาเหมือนเด็กเจอเพื่อนเล่น หลังจากต้องแกร่วอยู่กับผู้ใหญ่มาซะนาน

อันที่จริงฟ้าฟื้นเข้ากับคนง่าย เธอไม่เคยเห็นเขาประหม่า กระอักกระอ่วน หรือครั่นคร้ามใคร แต่ก็นั่นละ คนเราย่อมมีที่ที่อยู่แล้วจะสบายใจกว่าปกติเสมอ

ตอนนั้น คนถูกเรียกยังอยู่ในสภาพงุนงง -- งุนงง...แกมดีใจ ถ้าคนตรงหน้าคือฟ้าฟื้นที่เธอสนิทใจ การออกงานครั้งนี้เป็นหนึ่งก็จะมีเพื่อนให้คุยเรื่องที่สนใจได้บ้าง อีกอย่าง ถ้าเขาอยู่ในฐานะเช่นนี้ แทนที่จะเป็นรุ่นพี่ผู้ทรุดโทรม และดูเหมือนต้องกระเบียดกระเสียรเงินทุกบาท เธอกับเขาก็คงจะ...

มันเป็นวันที่ดี โดยเฉพาะดีเมื่อเห็นว่ารุ่นพี่เข้ากับแม่ของเธอได้ และแม่เองก็ดูจะให้การยอมรับเขา ทั้งที่ปกติเกณฑ์การยอมรับของคุณรมย์ลักษณ์นั้นนับว่าค่อนข้างโหด เมื่อเธอยืนใกล้ ไม่ว่าใครก็บอกว่าเป็นหนึ่งกับฟ้าฟื้นดูเหมาะสมกัน คำหยอกเอินทุกคำเรียกสีแดงรื้นขึ้นบนใบหน้าเธอและเขา หญิงสาวรู้สึกคล้ายมีละอองดาววิบวับอยู่ในตัว และงานวุ่นวายนั้นก็กลับกลายเป็นงาน รื่นเริง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ทุกอย่างคงดีต่อไปอย่างนั้น ถ้าเพียงแต่...

ประสาทศัลยแพทย์สาวข่มกลืนความรู้สึกและทรงจำอันไม่น่าจดจำ ตรวจความเรียบร้อยในกระจกเงาแล้วจึงก้าวออกจากห้อง

ตอนที่กำลังจะเลี้ยวไปยังส่วนรับแขก เสียงของแม่ลอยมา “—ไปอีกแล้ว เดือนก่อนแม่เขาก็บอกว่าเราเพิ่งบินไปญี่ปุ่นเองนี่นา หรือนี่ทริปเดียวกัน”

“คนละทริปครับ ไปๆ กลับๆ”

“ทำยังกับเป็นสจ๊วต ไม่ใช่หมอ”

“ผมหล่อไม่พอจะเป็นสจ๊วตหรอกครับ”

“โอ๊ยตายแล้ว ถล่มตัวเอง”

คนเป็นหมอหัวเราะร่าเริง เมื่อเป็นหนึ่งพ้นมุมผนังออกไปจึงพบว่าเจ้าตัวกำลังเอื้อมหยิบผลไม้อีกชิ้นจากจานบนโต๊ะกระจก

“มาพอดี” คุณรมย์ลักษณ์พูดขึ้นเมื่อเห็นลูกสาว “กำลังคุยกับพ่อนี่เขาอยู่พอดี อะไรกัน เป็นหมอแท้ๆ บินไปนั่นมานี่ ทำนั่นทำนี่ได้เยอะแยะ ไม่เห็นเหมือนหนูเลย”

คนเพิ่งมาเสียจังหวะการเดินเล็กน้อย สีหน้าเรียบมีสีเข้มขึ้นหน่อย

ผู้เป็นแขกรีบบอก “แหม คุณอา ผมสนใจหลายอย่าง แต่หนึ่งสนใจไม่กี่อย่างนี่ครับ

สายตาหลังแว่นใสของหญิงสาวปราดมาจ้องเขาอย่างขู่จะเอาเรื่อง

คุณรมย์ลักษณ์มองไม่เห็นเพราะหันไปถามฟ้าฟื้น “ไม่กี่อย่างน่ะอะไรบ้างจ๊ะ”

คนถูกถามสบตาดุๆ ของรุ่นน้องแล้วน่าจะรู้ตัว แต่ไม่รู้ตั้งใจหลบเลี่ยงหรือตั้งใจจะช่วยแต่แรก จึงไพล่ไปว่า “ก็คุณอาไงครับ หนึ่งเขากลับมาหาคุณอา ขณะที่ผมหนีแม่ตัวเองไปเที่ยว

เจ้าของคำถามจึงขำขันขึ้นได้ “ปากหวานจริงเชียว”

เป็นหนึ่งแสร้งวาดสายตาไปทางอื่น คอยังตั้งแข็งขณะก้าวไปลดตัวลงนั่งที่โซฟาอีกตัว

“วันนี้อยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนนะจ๊ะ” คุณรมย์ลักษณ์เอ่ยชวนแขก “เดี๋ยวอาลงครัวเอง ปลาโอแห้งกับวากาเมะแห้งที่ฟืนซื้อมาฝากนี่จะเอาไปต้มน้ำซุปกับหัวไชเท้า กินกับลูกชิ้นปลากรายผัดพริกดีมั้ย จำได้ว่าฟืนชอบนี่”

คุณรมย์ลักษณ์ก็คือคุณรมย์ลักษณ์ ธาตุแท้ของความมุ่งมั่น รักการชิงชัย ทำให้แม้เมื่อต้องเป็นแม่บ้าน เธอก็สามารถพลิกตนจนลูกสาวเจ้าของกิจการที่ไม่เคยลงครัว กลับสามารถพัฒนารสมือของตัวเองได้เป็นเอก มีเคล็ดลับในการดูแลรักษาบ้านหลายอย่างที่งานโรงแรมระดับห้าดาวจะต้องการตัว

ฟ้าฟื้นเคยได้ชิมฝีมือคุณรมย์ลักษณ์มาแล้วสมัยที่แม่ของเขาได้รับเชิญมาบ้านนี้ นายแพทย์หนุ่มยิ้มว่า “คิดถึงรสมือคุณอาเหมือนกันครับ--”

ยังไม่ทันพูดจบ พบว่าสีหน้าของลูกสาวเจ้าของบ้านกลับดูตึงๆ คำถัดมาจึงวกกลับแทบไม่ทัน

“—แต่วันนี้ขอตัวดีกว่าครับ”

“อ้าว ทำไมล่ะ” ผู้เป็นแม่ไม่ทันเห็นลูก

แขกยังสามารถหลุดขำ “เจอกันบ่อย หนึ่งคงเบื่อหน้าผมจะแย่แล้ว”

“พูดอะไรอย่างนั้นเล้า” เจ้าของบ้านเสียงสูง แต่ก็หันไปมองลูกสาวด้วยความเท่าทัน 

“ขนมหมดแล้ว เดี๋ยวหนึ่งไปเอามาเพิ่มให้นะคะ”

คนถูกมองฉวยจังหวะนั้นเลี่ยงออกมา ทว่าหลังจากเลี้ยวมุมห้องก็ยังได้ยินเสียงแม่

“—ลูกคนนี้นี่จริงๆ”

เป็นหนึ่งชะงักฝีเท้า แต่เพราะไม่ได้เหลียวกลับไปที่ส่วนรับแขก เธอจึงไม่ทันเห็นแววตาแห่งความเข้าใจ แต่ก็หนักใจอยู่ในทีของรุ่นพี่

. . . . . . . . . .

 

ขั้นตอนการรีเฟอร์หรือส่งย้ายคนไข้จะเริ่มตั้งแต่แพทย์ผู้รักษาติดต่อกันจนเรียบร้อย จากนั้นแพทย์ที่โรงพยาบาลต้นทางแจ้งศูนย์รีเฟอร์ ที่ศูนย์นี้จะมีการลงทะเบียนรีเฟอร์ เอ้าท์ ตรวจสอบเอกสารต่างๆ รวมถึงสิทธิการรักษาและนัดหมายปลายทาง โดยปกติเมื่อคนไข้ถูกส่งขึ้นรถจะมีพยาบาลประจำมาด้วย กรณีของตาธาร คล้ายอนันต์ ซึ่งรักษามานานเกือบสามเดือนแล้ว นอกจากพยาบาล ยังมีผู้ช่วยพยาบาลอีกหนึ่งราย

ขณะนี้ เคสรีเฟอร์ของเป็นหนึ่งนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงของเลิศวิชาญเวชแล้ว รายล้อมด้วยอุปกรณ์ช่วยชีวิตต่างๆ

ประสาทศัลยแพทย์สาวยืนตรวจคนไข้อยู่ข้างเตียง ก่อนหน้านี้เธอเคยเห็นรูปของเขามาแล้วจากข่าวสารตามช่องทางต่างๆ นักเคลื่อนไหวหนุ่มวัยยี่สิบเก้าปีดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย ไม่ใช่แก่ แต่ทุกครั้งที่เขาให้สัมภาษณ์ จะมีรัศมีของความแยบคายเท่าทันแผ่ออกมาให้จับต้องได้ ทั้งในแววตา ถ้อยคำ และน้ำเสียง ดูเป็นคนละคนกับเวลาเผยยิ้มแจ่มใสซึ่งทำให้ใบหน้าอันประกอบด้วยเครื่องเคราได้สัดส่วนนั้นยิ่งเฉิดฉาย จนน่าจะไปเป็นพวกนักศิลปะเท่ๆ ที่ชวนให้คนกรี๊ดกับภาพลักษณ์ มากกว่ามากรำงานเหนื่อยยากเสี่ยงชีวิตแบบที่เจ้าตัวคลุกคลีอยู่

ราวสามเดือนหลังจนถูกทำร้ายจนหมดสติ รูปโฉมอันสมบูรณ์ของตาธารหย่อนลงไปมาก เนื้อตัวซูบโทรมจนหลายส่วนเห็นเป็นแนวกระดูก ทั้งช่วงโหนกแก้ม ขากรรไกร และกล้ามเนื้อแขนขาที่ดูบอบบางลง

เป็นหนึ่งรีดริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง ไม่จำเป็นต้องดูเอกสารรายงานอาการของคนไข้ที่หยิบติดมาด้วยก็จำได้ขึ้นใจ ช่วงคางเริ่มสั่นด้วยความพยายามระงับอารมณ์อย่างยิ่ง

ในขณะที่เคสรีเฟอร์ของฟ้าฟื้นเต็มไปด้วยความท้าทาย เคสที่เป็นหนึ่งได้รับจากพ่อกลับเป็นอีกอย่าง

แพทย์จากโรงพยาบาลที่เชียงใหม่แจ้งว่า ตาธารถูกคนร้ายฟาดศีรษะด้วยแจกันเปล่าใบใหญ่ เจ้าตัวร่วงล้มกระแทกพื้นหมดสติ จากนั้นถูกนำตัวไปทิ้งไว้ในป่าหญ้าแถบอ่างทอง

เนื่องจากโรงพยาบาลละแวกเกิดเหตุนั้นไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ที่พรั่งพร้อม ตาธารจึงถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลที่เชียงใหม่ รายงานแพทย์บันทึกไว้ว่า ตอนนั้นเจ้าตัวอยู่ในสภาพ Compound Depress Skull Fracture คือมีการแตกร้าวของกะโหลกศีรษะ โดยบริเวณที่แตกนั้นมีแผลเปิดสัมผัสกับบรรยากาศภายนอก ทำให้มีโอกาสติดเชื้อ นอกจากนั้น กะโหลกยังแตกยุบเข้าไปในโพรงกะโหลก และเยื่อหุ้มสมองขาด แพทย์จึงรีบผ่าตัดเปิดกะโหลกแล้วล้างทำความสะอาด หากถึงอย่างไร แม้บาดแผลส่วนใหญ่จะค่อยๆ ดีขึ้น ชายหนุ่มกลับยังไม่ฟื้น แพทย์จึงวินิจฉัยว่าเจ้าตัวอยู่ในสภาวะ DAI[1]

ใช่ DAI การรักษานับจากนี้จึงมีทางเดียวคือ Conservative Treatment -- รักษาตามอาการ หรือพูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือ เธอไม่ต้องทำอะไรนอกจากรอโชคของผู้ชายคนนี้ช่วยชีวิตของเขาเอง!

นี่คือเคสที่พ่อเลือกให้เราทำ!

ทั้งที่บอกตัวเองว่า หน้าที่ก็คือหน้าที่! และทุกเคสล้วนมีค่า เพราะคือการรักษาชีวิตผู้ป่วยเหมือนกัน ถึงกระนั้นประสาทศัลยแพทย์สาวก็ยังอดรู้สึกร้อนผ่าวรอบขอบตาไม่ได้

พ่อเลือกเคสนี้ให้เรา ก็เพราะพ่อไม่เคยยอมรับความสามารถของเรา!

ไม่ว่าตอนนี้ หรือเมื่อไหร่ ก็ไม่เคยดีพอ!

ภาพของชายที่นอนอยู่บนเตียงเริ่มพร่า เต้นระริกตามหยดน้ำที่ค่อยหล่อหน่วยตา

คุณตาธาร ทำไมนะ คุณจะนอนนิ่งๆ จนถูกส่งมาที่นี่ทำไม ในเมื่อไม่มีอะไรที่ฉันจะช่วยคุณได้ ไม่มีใครที่คิดว่าฉันจะช่วยคุณได้! ไม่ว่าคุณจะหลับต่อ หรือตื่นขึ้นมา มันก็ไม่ได้แสดงว่าฉันมีค่าอะไรทั้งนั้น!

“น่าเสียดายนะคะหมอ” เสียงดังขึ้นจากนางพยาบาลข้างตัว เป็นหนึ่งเกือบสะดุ้ง แต่ยังรักษาอาการไว้ได้

พยายามหันหลังบังตัวเองไว้ ขณะที่กลืนความรู้สึกกลวงโหวงทั้งหมดคืนไป “หะ...หืม?

“ก็ถ้าคุณตาธารตื่นขึ้นมา คดีทั้งหมดก็จะเดินต่อไปได้ บางที เขาจะทำให้ไอ้หมู่บ้านป่าโหว่อะไรนั่นหยุดสร้างก็ได้ นี่เท่ากับว่าความหวังของคนเชียงใหม่อยู่ที่หมอหนึ่งแล้วนะคะ”

โดยยังไม่หันไปเผชิญหน้าคู่สนทนา เป็นหนึ่งชักยิ้มหยัน เหมือนจะหยันให้กับอีกฝ่ายที่ช่างไม่รู้อะไรเลย แต่สุดท้ายก็เหมือนหยันตัวเองมากกว่า

หมอหนึ่งคือความหวังเหรอ หมอหนึ่งที่ทำพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้องให้หมอฟืนมาคอยบอกว่าที่จริงคนไข้เป็นอย่างนั้นต่างหาก ไม่ใช่อย่างนี้

สายตาหลังแว่นไล่ไปบนเอกสารส่งตัวเหมือนเพื่อ แสดงความยุ่งยากเท่านั้น ปากตอบ “คงทำอะไรไม่ได้มากหรอกค่ะ ดูจากอาการแล้ว”

ข้อมูลในแผ่นกระดาษไม่สะท้อนความผิดปกติใดๆ ของผู้ป่วยคนไข้ นอกจากอุณหภูมิร่างกายที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยนิดหน่อย เป็นหนึ่งเคยได้ยินว่าการทำงานของแพทย์ก็เหมือนนักสืบในนิยายสืบสวนสอบสวน แกะรอยคดีจากอาการต่างๆ จากนั้นนำมาวินิจฉัยเพื่อหาต้นตอ นับว่าคดีที่เธอสืบอยู่นี้แทบไม่มีเงื่อนงำใดเป็นพิเศษ และนั่นอาจหมายความว่านักสืบคนก่อนหน้าได้พยายามแล้วจนสุดทาง

ในที่สุด ประสาทศัลยแพทย์สาวหันบอกนางพยาบาล “เอาเป็นว่าลองพาเขาไปทำซีทีเบรน ก็แล้วกันค่ะ”

นางพยาบาลรับคำ

เป็นหนึ่งถามต่อ “เมื่อกี้ได้ยินว่าคุณธโนทัยตื่นแล้วใช่มั้ย”

“ใช่ค่ะ”

“งั้นฝากทางนี้ที หมอจะไปเยี่ยมทางนั้นก่อน”

การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์โดยใช้สารทึบรังสีนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เทคนิค นางพยาบาลจะรับคำสั่งจากแพทย์ไปแจ้งแล้วทำการเปิดเส้นคนไข้ กล่าวคือเจาะเส้นเลือดที่แขนแล้วต่อสายน้ำเกลือ จากนั้นเจ้าหน้าที่เทคนิคจะนำสีไปต่อสายน้ำเกลือ ใช้เวลาราวสามสิบนาที เป็นหนึ่งมีเวลาพอจะผละไปติดตามเรื่องที่สนใจและดูจะยังมี เงื่อนงำ มากกว่า

อย่างไรก็ดี ทันทีที่พ้นช่องประตูออกมา เสียงห้าวก็ดังทัก “หนึ่ง”

ลักษณะเสียง รวมถึงวิธีการพูดของรายนั้นไม่ถึงกับมีเอกลักษณ์เด่นชัด แต่ไม่รู้ทำไมเป็นหนึ่งจึงมั่นใจเสมอ และเพียงได้ยินก็มักจะเห็นภาพคนเรียกผุดขึ้นในหัวชัดเจนเสมอ

เธอไม่ได้ตอบคำแม้แต่เรียกชื่อเขา เพียงแค่หมุนกลับไปสบตา

ร่างสูงในชุดกาวน์ก้าวเข้ามาทะมัดทะแมง ชุดขาวตัดกับสีผิวเข้มของเขาให้กลับดูชวนมองอย่างน่าประหลาด เช่นเดียวรอยยิ้มกว้างเห็นฟันขาวเรียงสวยราวเมล็ดขาวโพดในฝัก วันศุกร์นี้เป็นหนึ่งมีเวร OPD คือนั่งรับผู้ป่วยนอก รุ่นพี่ราวน์เสร็จช่วงเช้าแล้วคงเอ้อระเหยต่อ ป่านนี้บ่ายแล้วยังไม่กลับ

แค่เห็นหมอฟืนก้าวเข้ามาใกล้หมอหนึ่ง นางพยาบาลและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่อยู่บริเวณนั้นก็แทบจะหยุดมองเป็นตาเดียว ในดวงตาแต่ละคู่มีแวววิบวับคาดหวัง ทั้งที่แต่ไหนมาเป็นหนึ่งไม่เคยแสดงท่าให้ความหวัง

ครั้งนี้ แพทย์สาวคร้านจะกวาดสายตาดุๆ ให้คนพวกนั้น เพียงรอฟังคำของคนเรียก

“เป็นยังไงบ้าง” ท่าพยักหมายความถึงคนไข้ในห้องที่เธอเพิ่งก้าวออกมา

ดวงตาของแพทย์สาวเพ่งราวจะพินิจให้ถนัด ว่าคนถามมีประสงค์หรือนัยอื่นหรือไม่ ต่อเมื่อพบว่ารุ่นพี่ยังยิ้มตาใส จึงตอบเรียบๆ “รอฟื้นค่ะ หรืออาจจะไม่”

ปั้นปึ่งจัง แม้แต่ตัวเองก็ยังอดสะดุดหูและดุตัวเองไม่ได้

ฟ้าฟื้นคงเคยชินเสียแล้ว จึงไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ คอยาวชะโงกไปทางช่องกระจกบนบานประตูห้อง พึมพำว่า “ทำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ เหรอเนี่ย”

ถ้อยพึมพำไม่ใช่คำถาม และไม่ว่าคนพึมพำตั้งใจหรือไม่ จู่ๆ ใจของผู้ฟังก็ฉุกคิดถึง...เสียงของเพื่อน

‘--คุณหมอฟืนสุดหล่อมาช่วยชีวิตคนไข้แกทันเป็นครั้งที่สามแล้วนะ!’

ใช่! ต่อให้ตอนนั้นเธอจะเถียงมิลาน ไม่ได้ช่วยชีวิต แค่ทำให้ลดความเสี่ยงลง หากคนเถียงเองก็ยังคงรู้ดี เรายังรอบคอบไม่พอ!

นั่นละ พี่ฟืนถึงเป็นนักสืบที่เก่งกว่าเรา!

หนนี้ ท่าทางของรุ่นพี่คล้ายเล็บกดจิกลงบนแผลเดิม เป็นหนึ่งอดวูบวาบขึ้นมาด้วยความกังขาตัวเองไม่ได้ เคสคุณตาธาร เรารอบคอบพอแล้วรึยัง!

“หมะ...มีอะไรรึเปล่าคะ” เสียงที่ถามออกไป ฟังคล้ายเด็กมีชนักปักหลังและเกรงถูกผู้ใหญ่จับได้

น้อยหนึ่งในใจ เป็นหนึ่งรู้ว่า เธอถาม อย่างคาดหวังว่าคำตอบของเขาจะคือ ไม่มีอะไร

ใช่ เธอกลัวว่าเล็บนั้นจะกดจนเลือดพุ่งขึ้นจากแผลเก่า!

ฟ้าฟื้นหันกลับมา รีดริมฝีปากเป็นเส้นตรงแล้วยักไหล่

เป็นหนึ่งพยายามถอนหายใจเบาๆ ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองโล่งอก พยายามพูดกลบเกลื่อนความรู้สึกโล่งอก “ให้เอาไปซีทีค่ะ”

“ดี” รอยยิ้มฝักข้าวโพดฉายขึ้นอีกครั้ง เป็นยิ้มที่ทำให้หางตาของเขาปรากฏเส้นยาว แต่เจ้าตัวก็ดูจะไม่เคยห่วงกังวล

แล้วทำไมเราจะต้องไปกังวลแทนเขา!

“แต่เห็นว่ามีไข้ด้วยไม่ใช่เหรอ”

“นี่พี่แอบอ่านประวัติคนไข้หนึ่ง?!” หญิงสาวเสียงดังขึ้น

คราวนี้อีกฝ่ายแลบลิ้นเผล่

เป็นหนึ่งมุ่นคิ้ว

ฟ้าฟื้นลอยหน้าพูดต่อไม่รู้ร้อนรู้หนาว “มีไข้ แถมเคยเป็นคอมปาวด์ ดีเพรส สกัล[2] แต่ตรวจไม่เจอการติดเชื้ออย่างอื่นเลยเหรอ”

จริงด้วย...

แบบนี้มันน่าสงสัยแฮะ!

เหมือนมีแสงสว่างเรืองขึ้นในหัว เป็นหนึ่งบอกตัวเองว่า ปกติเคสติดเชื้อจะทำให้เกิดหนอง ซีทีเบรนอาจเห็นไม่ชัด เราน่าจะทำซีทีเบรนวิธคอนทราสต์[3]ด้วย—

ประสาทศัลยแพทย์สาวรีบบอก “ขอตัวก่อนนะคะ”

“หนึ่ง”

คนถูกถามพลันหยุดเท้าแทบเหมือนสะดุดกึก

“จำได้ใช่มั้ยว่าตัวเองกำลังทำสงครามที่ไม่มีวันชนะ”

มือบอบบางกำแน่นอย่างอัตโนมัติ แล้วโดยไม่ได้หันไป เธอถาม น้ำเสียงกลับไปปั้นปึ่งยิ่งกว่าเก่า “พี่ฟืนบอกหนึ่งทำไมคะ”

“พี่กลัวว่าหนึ่งจะจำไม่ได้น่ะซี”

เป็นไปได้ว่าเจ้าตัวสังเกตเห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปในพลันของเธอ น้ำเสียงจึงอ่อนโยนลงเพื่อแสดงถึงความจริงใจ “เราเป็นหมอ สงครามของเราสิ้นสุดที่คำว่าแพ้เสมอ”

รูปตาเรียวหลังแว่นบางจึงเบิกขึ้นเล็กน้อย พร้อมๆ กับที่กำมือคลายออก

จริงสิ ทิฐิมานะและอคติกำลังทำให้ตาพร่า เป็นหนึ่งลืมไปจริงๆ ว่า ในฐานะแพทย์ เธออาจไม่ได้แข่งอยู่กับใครเลยนอกจากธรรมชาติ

ธรรมชาติอันกอปรด้วยเชื้อโรค โรคร้าย ความเสื่อม และความตายที่ไม่อาจเอาชนะ!

แค่คิดว่าเธอกำลังแพ้เขาอีกครั้ง นั่นก็หนักยิ่งกว่าการพ่ายแพ้เดิมๆ เสียอีก!

บางทีเราอาจไม่ใช่แค่รอบคอบน้อยกว่าพี่ฟืน แต่เราอาจมีความเป็นหมอน้อยกว่าพี่ฟืน!

เสียงในใจทำให้ตัวเองรู้สึกหวาดกลัวชอบกล แพทย์สาวหันเข้าไปดูคนไข้ในห้องอีกครั้ง นางพยาบาลกำลังจะเข็นเตียงตาธารออกมา

เธอหมุนกลับไปกำชับนางพยาบาลเรื่องการฉีดสี ระหว่างรอผล มีอีกเรื่องที่สำคัญและต้องรีบทำก่อน

. . . . . . . . .

 

ยี่สิบสี่ชั่วโมงแรกหลังการผ่าตัดสมอง พยาบาลจะช่วยแพทย์ตรวจคนไข้ทุกชั่วโมง เมื่อผู้ป่วยดีขึ้นจึงเลื่อนเป็นทุก 2-3 ชั่วโมง ส่วนแพทย์จะเข้ามาตรวจครั้งแรกหลังการผ่าตัดทันที จากนั้นจะเข้ามาตรวจอีกเฉพาะกรณีที่คนไข้มีอาการเปลี่ยนแปลง

เนื่องจากคนไข้ส่วนมากมักใส่ท่อช่วยหายใจหลังผ่าตัด ไม่สามารถพูดได้ การตรวจจึงใช้วิธีขอให้คนไข้ชูนิ้วเพื่อประเมินการตอบสนองแทน หากสามารถชูนิ้วได้ตามคำสั่ง แม้ยังไม่ลืมตา ก็จะถือว่ามีโอกาสตื่นมาปกติได้ค่อนข้างมาก

กรณีของธโนทัย เป็นหนึ่งได้ยินว่าวันที่ตัดไหม แผลของเขาดูแดงผิดปกติ พ่อของเธอจึงส่งเขาไปทำซีทีแสกนแล้วพบว่าใต้แผลผ่าตัดยังมีหนองปรากฏอยู่ จึงต้องเปิดล้างอีกครั้ง หลังจากนั้นอาการของเจ้าตัวจึงฟื้นฟูขึ้นเรื่อยๆ ไข้ลด สภาพแผลดี ปิดสนิท ไม่บวมแดงแล้ว การทำซีทีสแกนครั้งหลังๆ ก็ไม่พบหนองใต้แผลอีกต่อไป

หญิงสาวมองเจ้าตัวผ่านช่องกระจกบนบานประตูเข้าไป แฟนหนุ่มของมิลานกำลังนั่งพิงเตียงคนไข้ดูโทรทัศน์ตามลำพัง

โดยพื้นนิสัย ธโนทัยเป็นชายร่าเริงเจ้าสำราญ แต่ผ่านการผ่าตัดสมองและเพิ่งฟื้นเมื่อสามวันก่อน ตอนนี้จึงกลับดูมึนซึมไม่เป็นตัวของตัวเอง โทรทัศน์ที่เปิดไว้ก็คงเพื่อฆ่าเวลามากกว่า นัยน์ตายังคล้ายไม่รับรู้

แพทย์สาวยกมือขึ้นเคาะประตูเบาๆ แล้วเปิดเดินเข้าไปหา ธโนทัยหันมาเชื่องช้า บนศีรษะไม่มีผ้าพันแผลแล้วเพราะตัดไหมไปตั้งแต่ปลายสัปดาห์แรก ครั้นเห็นเธอ แสงในดวงตาก็วาวขึ้น แสดงว่าสมองเริ่มกลับมาใช้งานได้ดี

ทั้งนี้ การได้รับความกระทบกระเทือนจนสมองช้ำและเสียเลือด จะทำให้เกิดอาการสมองบวมในเวลาต่อมา เป็นผลให้เกิดความผิดปกติทางจิตและระบบประสาท หรือหากสมองบางส่วนเสียหาย ยังอาจทำให้มีภาวะความจำเสื่อม ความสามารถในการเข้าใจสิ่งต่างๆ และการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นผิดเพี้ยน หรือกระทั่งการเคลื่อนไหวของร่างกายมีปัญหา

ธโนทัยไม่มีอาการน่าเป็นห่วง ยังออกปากทักได้อย่างถูกต้อง เพียงแต่ดูเฉื่อยช้าลงไป “อ้าว หมอหนึ่ง”

ผู้ได้รับคำทัก พยักยิ้มแค่บางๆ “โน่ เป็นไงบ้าง”

คำถามเป็นไปตามมารยาทมากกว่า เธอติดตามจนรู้อาการของเขาดี

“วันที่สามนี่ดีขึ้นจากวันแรกที่ตื่น ถ้ามีคนพยุงก็พอจะลุกได้ ยังมึนๆ หัวหน่อย แต่ชินจากเวลาเมาแล้วละ” ทั้งที่ยังซึมๆ เจ้าตัวก็ยังพยายามจะอารมณ์ดี

ธโนทัยเป็นอย่างนี้ จึงเข้ากับมิลานได้เป็นปี่กับขลุ่ย ชีวิตอิสระดั่งนก และคงเบิกบานเหมือนผีเสื้อตลอดไป ถ้าไม่เพราะระยะหลังการงานทางบ้านเริ่มมีปัญหา

แม้จะเจ้าตัวจะพยายามตีซี้ด้วยเห็นว่าเป็นหนึ่งคือเพื่อนสนิทของมิลาน แต่เธอก็ยังวางตัวมีระยะห่างเสมอ หญิงสาวไม่พึงใจกับนิสัยเจ้าสำราญ มือปลาหมึก คิดน้อย แต่พูดมาก โดยเฉพาะมักพูดอะไรไม่ฉลาดออกมาจนน่ารำคาญใจ สมัยที่มิลานคบกับธโนทัยใหม่ๆ เป็นหนึ่งไม่เห็นขัดเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็คงเลิกรากันเหมือนรายอื่น ไม่คิดว่าทั้งคู่จะรักษาความสัมพันธ์ได้ยืดยาวเอาจนป่านนี้ มาระแคะระคายก็ตอนที่พ่อแม่ของธโนทัยมาเยี่ยมระหว่างที่เจ้าตัวยังไม่ฟื้นนี่เอง

ความไม่สบายใจของผู้อาวุโสทั้งสองนั้นลุกลามไปกว่าอาการของบุตร เหตุเพราะเลิศวิชาญเวชเป็นโรงพยาบาลเอกชน ถึงจะไม่ยิ่งใหญ่หรูหรา แต่ค่ารักษาแต่ละวันก็มิใช่น้อย เป็นหนึ่งลอบสังเกตและเลียบเคียงจากนางพยาบาลที่ดูแลธโนทัย ได้ความว่าค่ารักษาลูกชายนี้น่าจะเป็นเงินที่พ่อแม่ยืมจากญาติมาอีกต่อ ทั้งสองไม่ยอมย้ายลูกชายเข้าโรงพยาบาลรัฐเพราะอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ นี่เป็นเหตุผลเดียวกันกับที่ธโนทัยไม่ยอมปล่อยให้มิลานหลุดมือ ในวันที่เนื้อในเริ่มกลวง เหลือแต่เปลือก เจ้าของเปลือกก็ต้องรักษาสิ่งที่เหลือไว้สุดชีวิตเพื่อให้มันยังประโยชน์ต่อไป

เราต่างก็กำลังทำสงครามที่ไม่มีวันชนะ...

ประโยคนี้ผุดขึ้นมา มันยังไม่น่าหงุดหงิดเท่าที่มันผุดขึ้นมาเป็นเสียงของฟ้าฟื้น

ทำไมจะต้องไปคิดถึงเขาด้วยนะ!

แพทย์สาวเลี่ยงความคิดของตัวเองไป พูดว่า “โน่พูดได้เกือบเป็นปกติแบบนี้ ถือว่าแข็งแรงกว่าคนส่วนใหญ่แล้วละ”

“ก็อยากจะออกไปเร็วๆ เหมือนกัน เบื่อจะแย่”

“อีกเดี๋ยวจะหายเบื่อจนรู้สึกวุ่นวายเลยแหละ” เธอแสร้งหยอด

คนป่วยเลิกคิ้ว การเคลื่อนไหวยังเชื่องช้ากว่าธโนทัยคนปกติ

เป็นหนึ่งจึงเพิ่มเงื่อนงำอีกชิ้นเพื่อสังเกตสีหน้า “ตำรวจน่ะ”

“ตำรวจ?” เค้าหน้าคมคายที่เริ่มฉุด้วยแอลกอฮอล์และอาการป่วยยังดูสับสนอีกครู่ ก่อนจะห่อปากเล็กบางของตนเอง “อ้อ เรื่องรถชนใช่มั้ย เห็นแม่พูดอยู่ นี่เราไม่รู้อะไรเลย”

ความทรงจำช่วงที่เกิดเหตุของเจ้าตัวคงยังไม่คืน ฟังแล้วแพทย์สาวก็อดลุ้นในใจไม่ได้ว่า แล้วถ้าเป็นเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น...

“เรื่องนั้นไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมากหรอก โน่ขับชนต้นไม้ ไม่ได้มีคู่กรณีอะไร”

จากรายงานของตำรวจ ธโนทัยขับรถมาด้วยความเร็ว และพยายามจะเร่งแซงรถคันหน้า ต่อเมื่อเบี่ยงออกไปแล้วกลับพบว่ามีต้นไม้รออยู่ จึงปะทะด้วยความแรงจนต้องมานอนรักษาตัวอยู่ที่นี่

“แล้วทำไมตำรวจยังจะต้องมาวุ่นวาย”

“คงยังไม่มีใครบอกให้โน่รู้” เสียงระหว่างชักเข้าหัวข้อค่อนข้างเรียบเบา ทว่าดวงตาหลังแว่นใสที่จดจ้องฝ่ายตรงข้ามนั้นหนักแน่น “คืนที่โน่เกิดอุบัติเหตุ เป็นวันเดียวกับที่มิลค์เสีย”

“เสีย...ตาย?” ไม่ว่าจะเพราะอาการทางสมอง หรือความรู้สึกเกินเชื่อ ธโนทัยทวนคำอย่างจะขอขยายความ “มิลค์เนี่ยนะ?!

นิ่งอยู่อย่างนั้นชั่วครู่ จนเป็นหนึ่งแน่ใจแล้วว่าไม่มีร่องรอยอื่นใดในดวงตาของอีกฝ่าย ไม่มีจนน่าหงุดหงิด นี่เราอุตส่าห์รอเขาฟื้นตั้งนาน...

แพทย์สาวถอนหายใจ พยักรับ “ใช่ มิลค์ตายแล้ว!

คราวนี้ จากความสับสน สีหน้าของคนตรงหน้าสลับกลายเป็นความตกใจอย่างปราศจากการเสแสร้งโดยสิ้นเชิง และเป็นหนึ่งก็แน่ใจว่าเจ้าตัวไม่ใช่คนเล่นละครเก่งขนาดนี้แน่

“ปะ...เป็นไปได้ยังไง...”

ผู้ลองใจจำรีดริมฝีปากเพื่อปรับความรู้สึกตัวเองใหม่ ยกมือแตะบ่าอีกฝ่ายอย่างจะปลอบ “ทำใจดีๆ นะโน่ มิลค์ตายแล้วจริงๆ ที่คอนโดของเขาเองนั่นละ”

กล้ามเนื้อบางส่วนบนใบหน้าของผู้ฟังพลันกระตุก ตระหนก และคงรู้สึกเกินเชื่อมากกว่าเศร้า “ตะ...ตายยังไง”

“ผูกคอ”

“ไม่มีทาง” แม้คำตอบจะยังช้า ทว่าก็ยังชัดเจนถึงความมั่นใจ “คนอย่างมิลค์ไม่มีทางทำแบบนั้น!

เป็นหนึ่งยังจ้องต่อ ในฉากหน้าของความเรียบนิ่ง มีคำถามวิ่งวนเต็มไปหมด

จริงเหรอ โน่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย?!

ไม่รู้...ทั้งที่วันเกิดเหตุ มีความเป็นไปได้มากว่าเจ้าตัวเพิ่งจะขับรถออกจากคอนโดของมิลานมาไม่นานก่อน ที่เพื่อนของเป็นหนึ่งจะกลายเป็นศพ!

หญิงสาวพยายามสงบอารมณ์ อธิบายและสังเกตต่อ “แม่ของมิลค์เป็นคนเข้าไปเจอศพ...แขวนคอกับลูกบิดประตูห้องนอน แต่มันเป็นแบบที่นายคิด มิลค์ไม่ได้ฆ่าตัวตาย มันเป็นฆาตกรรมอำพราง!

เป็นหนึ่งตัดสินใจเปิดข้อสรุปดังกล่าว เชื่อว่ากว่าตำรวจจะขอเข้ามาสอบปากคำ ธโนทัยก็น่าจะรู้จากคนอื่นหมดแล้ว ฉะนั้น การจะปกปิดเพื่อรักษารูปคดีย่อมจะเป็นไปไม่ได้

คนรู้มีลักษณะคล้ายถูกรถชนซ้ำอีกที ใบหน้าเหยเก ลมหายใจระริกร้อน

“ฆาตกรรม นี่มันอะไรกันเนี่ย?!

“วันนั้นโน่เข้าไปหามิลค์ใช่มั้ย” ก่อนที่อีกฝ่ายจะตั้งตัวทัน เธอรีบยิงคำถาม “เข้าไปทำอะไร!

ถ้าเป็นเวลาที่สติสัมปชัญญะยังสมบูรณ์ ชายหนุ่มคงร้องเสียงดังแล้วที่ถูกคาดคั้นคล้ายตนเองเป็นคนร้าย ทว่าในตอนนี้ ธโนทัยเพียงอ้าปากพะงาบก่อนจะมีเสียงเล็ดลอดออกมาไม่ดังนัก “ดะ...เดี๋ยว หมายความว่ายังไง”

“ถนนที่โน่รถชนน่ะ เป็นทางลัดจากซอยคอนโดของมิลค์ไม่ใช่เหรอ”

มีร่องรอยการพยายามรำลึกวูบวาบขึ้นในดวงตาของผู้ฟัง หากแล้วเจ้าตัวก็หรี่ตา หน้าเหยอีก ครางขึ้นพลางยกมือกุมศีรษะ “โอย...ปวดหัว...”

หัวคิ้วของคนถามมุ่นเข้าเล็กน้อย ในฐานะประสาทศัลยแพทย์ เป็นหนึ่งรู้ว่าคนไข้หลังผ่าตัดที่ถูกซักให้ย้อนความทรงจำอาจมีอาการปวดหรือมึนหัวได้

และบางรายอาจไม่มีอาการใดๆ เลยก็ได้เหมือนกัน! 

อย่างไรก็ตาม ยากจะตัดสินคนตรงหน้าว่านี่คืออาการที่แท้ หรือการแสดงตบตาเพื่อกลบเกลื่อน หญิงสาวจำกัดกรามรำงับความรู้สึกไว้

ถึงยังไงตำรวจก็จะงัดปากเขาจนได้!

“ตอนนี้ตำรวจยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราสงสัยอะไรนายหรอกนะ” เป็นหนึ่งพยายามหันเหความสนใจ ถ้าภาพตรงหน้านี่เป็นแค่การแสดงของเขา! “แต่โน่ นายเป็นคนเดียวที่ใกล้ชิดมากพอที่จะรู้ว่ามิลค์ไปมีเรื่องกับใครบ้าง”

คนปวดหัวยังหน้าบิดเบี้ยว “หนึ่งก็รู้ มิลค์มีเรื่องกับคนไปทั่ว--”

“โน่” เสียงเรียกเฉียบขาด คนพูดก็เคร่งขรึมขึ้น “เราถามจริงๆ”

“โอย...”

คนรอคำตอบหลุดเดาะลิ้นออกมาในที่สุด “ลองคิดดูแล้วกัน ถ้านายตอบได้ คดีของมิลค์ก็จะจบเร็วขึ้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะเชื่อเหมือนเรา...ว่านายไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง”

พูดจบแล้วคนเป็นหมอก็หมุนกลับจนชายเสื้อกาวน์ปลิว กำลังจะก้าวออกจากห้อง เสียงจากข้างหลังจึงกลับรั้งฝีเท้าไว้

“มีคนนึง”

เป็นหนึ่งชะงัก เอี้ยวกลับมา

ธโนทัยหน้าซีดจริงๆ คราวนี้เห็นถนัดว่าไม่ใช่การตบตา

“โน่” เธอถลันเข้าหา ให้ถึงอย่างไรความเป็นแพทย์ก็ยังห่วงใยสุขภาพคนไข้เป็นอันดับหนึ่ง “พอก่อนก็ได้”

แต่อีกฝ่ายกลับคว้าข้อมือเธอไว้ ถ้าเป็นทุกทีเป็นหนึ่งจะขยับหลุดด้วยความไม่ชอบใจ ทว่าตอนนี้เธอกลับตัวแข็ง

ธโนทัยคล้ายจะยึดเธอไว้เป็นหลัก สำหรับร่างที่กำลังโงนเงน และทรงจำที่ยังคงง่อนแง่น “มีคนนึง--!

“โน่ พอก่อน!

“ผู้หญิง...คนนึง แต่เราไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไร”

“โอเค พอแล้ว นายนอนก่อน แล้วเราค่อยคุยกันใหม่”

“ช่วยมิลค์...ช่วยมิลค์ด้วยนะ!

จังหวะนั้นเอง ประตูห้องเปิดออก นางพยาบาลที่เป็นหนึ่งให้ช่วยทำซีทีสแกนตาธารก้าวเข้ามา “เรียบร้อยแล้วนะคะหมอหนึ่ง”

“ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวหนึ่งไปดู ฝากคุณธโนทัยที ให้เขาพักก่อน”

นางพยาบาลพยักรับ ค่อยๆ จับคนรักของมิลานเอนลงบนเตียง

ธโนทัยไม่ได้มองมาที่เธออีกแล้ว ท่าทางเจ้าตัวจะรู้สึกทรมานจริงๆ จึงปิดตาปรือ เป็นหนึ่งรีบระงับอารมณ์ ก้าวออกจากห้อง ไม่ต้องการให้ความอยากรู้ของตัวเองทำร้ายคนไข้มากไปกว่านี้ ถึงอย่างไรเธอก็เป็นแพทย์...

สงบใจ แล้วก้าวกลับมาดูผลซีที เป็นไปตามคาด! ทุกอย่างปกติ ไม่มีอะไรน่าสนใจ คง DAI จริงๆ

หญิงสาวกำลังจะวางภาพการตรวจ จังหวะนั้นเอง หางตาสะดุดเข้ากับบริเวณพร่าๆ ละม้ายภาพแตก

ถ้าเป็นสมัยก่อน เป็นหนึ่งอาจวางมันลง แต่คงเพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา ประสบการณ์จากคำถามเล็กๆ น้อยๆ ของฟ้าฟื้น อันทำให้ฉุกใจ จนนำไปสู่ประสิทธิภาพในการรักษา มือจึงดื้อไม่ยอมวาง

เกลียดที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังเติบโตขึ้นเพราะเขา แต่ก็นั่นละ ถึงอย่างไร สุขภาพของคนไข้คือสิ่งสำคัญเหนือทรนง

เป็นหนึ่งเพ่งใกล้จุดดังกล่าวอีกครั้ง

เสี้ยวนาทีถัดมา อาการขนลุกแผ่ลามทั่วทั้งร่าง

. . . . . . . . .



[1] Diffuse Axonal Injury (DAI) คือสภาวะสมองกระทบกระเทือนรุนแรงจากแรงกระชาก เป็นการบาดเจ็บระดับเซลล์โดยเกิดจากการฉีกขาดของแกนประสาทนำออกหรือแอกซอน[1]  ผู้ป่วยจะหมดสตินานเกิน 24 ชั่วโมง ผลการประเมินระดับความรู้สึกตัวตามมาตรกลาสโกวโคม่า (Glasgow Coma Scale: GCS) ค่อนข้างต่ำ ผู้ป่วย DAI อาจอาการดีขึ้นในเวลาหลายชั่วโมงถัดมา หรือกระทั่งอาจมีสภาพผัก (Vegetative State)

[2] Compound Depress Skull คือ กะโหลกศีรษะแตกยุบตัวแบบแผลเปิด

[3] CT Brain with Contrast หมายถึงการตรวจคอมพิวเตอร์เอกซ์เรย์ (CT) โดยใช้สารทึบรังสี (Contrast Media) หรือเรียกว่าการฉีดสี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

36 ความคิดเห็น

  1. #22 Doll Mcca (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 กันยายน 2562 / 00:21
    ลุ้นมากค่ะ อุดหนุนไรท์แล้วนะคะ เคาน์ดาวน์รอหนังสือมาส่งอยู่คะ
    #22
    1
    • #22-1 ปราปต์(จากตอนที่ 10)
      27 กันยายน 2562 / 08:11
      ขอบคุณครับ อ่านจบแล้วมาคุยกันนะครับ ^^
      #22-1
  2. #21 Ciel En Rose (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 กันยายน 2562 / 16:14
    ปมเริ่มคลายแล้ว><
    #21
    1
    • #21-1 ปราปต์(จากตอนที่ 10)
      25 กันยายน 2562 / 11:07
      ลุ้นไปด้วยกันครับ ^^
      #21-1