พยนต์

ตอนที่ 9 : บทที่ ๙

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 151
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    25 ก.พ. 62

-๙-

 

ฝนที่ตกลงมาทำให้สายน้ำในลำธารเริ่มเชี่ยวกราก หลากเซาะแก่งหินเคี้ยวคด กวัดกิ่งไม้ใบกูดด้านข้างโยกคลอน หลายตอนสิ่งที่น้ำพัดถูกสกัดด้วยรากใหญ่ของไม้ยักษ์ระหว่างทาง

ใต้รากหนึ่งริมตลิ่งมีเม็ดสาคูลอยเป็นแพ ไข่จิ๋วจำนวนมหาศาลเหล่านี้เป็นของตัวหมาน้ำ ชื่อเป็นหมาแต่ว่าตัวมันเป็นคางคก ยามค่ำออกหาแมลงกินพลางส่งเสียงเห่า ตัวใหญ่กว่าสองคืบมีสีดำแกมน้ำตาล สามารถเปลี่ยนสีได้ตามสภาพแวดล้อม ตาและหูมีสันแข็ง บนหลังยังมีน้ำพิษเป็นปุ่มชัด ว่ากันว่าหนังมันตากแห้งใช้เผาไฟรมเป็นยาสลบได้

ใช่ นี่แหละที่ เกือกใหญ่ ใช้ก่อการ!

เมื่อคืน ถึงต้นตอจักดับไปแล้ว แต่กลิ่นจางๆ ที่ยังเหลืออ้อยอิ่งในเรือนเป็นตัวบอกใจสิงห์ จวบเช้าเขาลงมาสำรวจใต้ถุน จึ่งพบเศษซาก ยาสลบที่หล่นเหลือจากเปลวไฟตกอยู่

ฝนเริ่มซาเมื่อตาวันพ้นขอบเขา ชายหนุ่มถอดเสื้อไว้บนตลิ่ง เลิกโจงสูงมัดชายแน่น แล้วย่ำน้ำลงหาปลาด้วยมือเปล่า ข้างกันมีสหายเขี้ยวยาวโดดไปมา ปกติเสือลายเมฆกินนก ลิง กระรอก งู หมูป่า หรือลูกสัตว์ใหญ่อื่นๆ แต่ก็สามารถลงว่ายน้ำจับปลาได้ โดยเฉพาะในธารนี้มีฝูงปลาชุกชุม ตั้งแต่ปลาฉลาด ปลาเค้า ปลาเลียหิน แค่ลงไปไม่นานมันก็คาบปลาขึ้นมาฉีกเนื้อกิน

“เห็นไหม ตัวที่สองนี่ข้าได้ใหญ่กว่าเอ็งนาโว้ย!” ชายหนุ่มหัวร่อพลางหย่อนปลาเค้าตัวใหญ่ลงในตะข้อง แต่แล้วต้องสะดุดเพราะเสียงม้าอ้ายแหว่งร้องขึ้นจากไกลๆ เมื่อหันไปมอง ปรากฏว่ามันกำลังถูกเจ้าของลากออกจากบริเวณเรือน

“กระไรของมันเล่าวะ” สบถแล้วคนกำลังหาปลาก็ฉุดร่างขึ้นจากน้ำ ชะเง้อเห็นอ้ายจันที่คงเพิ่งฟื้นและยังไม่หายเจ็บดี กำลังพยายามขึ้นหลังม้าด่างทุลักทุเล

ในที่สุด ใจสิงห์ตวัดสายตามาที่เพื่อนใกล้ตัว เสือลายเมฆเข้าใจสัญญาณ มันผละจากปลาแล้วทะยานขึ้นเนินตรงเข้าขวางม้าไว้ทันควัน

โฮกกก!

ม้าหูแหว่งยกขาหน้าขึ้นตระหนกเพราะเสียงคำราม อ้ายจันเอะอะไล่ เสือยอมผละไปเมื่อใจสิงห์ก้าวมาถึงแล้ว

อ้ายหนวดงามนั่งสง่า ทว่าหอบหายใจ ลายแผลยังพร้อย ร่องรอยหนักสุดปรากฏบนหน้าผาก ทั้งถาก ทั้งช้ำ บางช่วงเลือดยังซึม มันก้มหน้ามองเขาด้วยคิ้วมุ่น ขอบตาคล้ำตัดกับหน้าซีดเผือด

ใจสิงห์กอดอกซัก “เอ็งจักทำอันใด”

อ้ายจันตาแดงผาก ริมปากที่โผล่พ้นไรหนวดเข้มก็ระแหง เสียงตอบแห้งๆ “อุ...อุษาไม่อยู่ พี่รู้ใช่หรือไม่ว่าอุษาถูกจับไป ห...เหตุใดพี่ไม่รีบตามไปช่วย!

“ข้ารู้ไม่น่าแปลกเท่าเอ็งรู้!” คนตอบหรี่ตา “เอ็งเพิ่งตื่นมา รู้ได้เยี่ยงใดว่าอุษาถูกจับตัว แล้วจับไปที่ไหน!

“หมะ...หมู่บ้านยาง--” แค่จบคำนั้นตาดำก็ลอย ร่างใหญ่ร่วงผล็อย ใจสิงห์รีบจับให้มันซบลงคอม้าป้องกันไหลร่วงมา กัดฟันพลางส่ายหน้า

“อ้ายจันหนออ้ายจัน!

รู้ทั้งรู้ว่ามันจงใจให้เขาปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็นั่นละ ใช่ มันคิดถูก!

ใจสิงห์สวมเสื้อ หันบอกสหายหน้าขน “ปลาในข้องเป็นของเอ็ง!” เสือลายเมฆไกวหางรับ ชายหนุ่มแยกกลับไปรื้อเชือกจากในกระท่อม คว้าคชกุศของอ้ายจันใส่ย่ามเก่าๆ ติดมา ครั้นโดดขึ้นหลังม้าจึ่งจัดท่าให้มันหันหลังพิงเขาแล้วเอาเชือกมัดติดกันไว้

คำนวณทิศทางตามที่แอบฟังมันกับอุษาคุยกันเมื่อวาน

แปลกจริง ที่ชายป่าด้านนู้นดูเหมือนจักมีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง เหตุใดพี่สิงห์จึ่งมาพักตามลำพังกลางป่าดิบลึกเยี่ยงนี้

นั่นมันพวกยาง

จากถ้อยคำ บ้านยางหมู่นั้นคงตั้งอยู่ฝั่งประจิม การเลาะไปพอแกะรอยคนได้ แต่นั่นไม่ไวเท่าได้ความช่วยเหลือ

เขาก้มลง กระซิบข้างหูแหว่งของม้า “เอ็งรู้ว่าบ้านยางหมู่นั้นอยู่ที่ไหน พาข้ากับนายของเอ็งไปที่นั่น!

. . . . . . . . . . .

 

ตาวันพ้นขอบนภา ทว่าฟ้ายังสลัวเพราะหมู่เมฆครึ้ม ฝนเหยาะแจ้กๆ ลงมาตามปลายใบไผ่ที่ใช้มุงเป็นหลังคา บรรยากาศเซื่องซึมจนแม้ไก่ยังไม่ยอมโก่งคอขัน บ้านยางเงียบงันเหมือนแดนต้องสาป

บัดนั้น เงาตะคุ่มสองเงาขยับไหวในความมืดสลัว เมืองเพิ่งย่องมาเคาะฝาเรือนปลุกนางเอื้องได้สักครู่ ฝ่ายหญิงกำลังขนสัมภาระออกจากตัวเรือน เขาฉวยห่อผ้ามาถือไว้เองอย่างใจร้อนมากกว่าตั้งใจช่วย หนึ่งเพ็ชชะนาทีก็มีความหมาย ถึงชายป่าอยู่ห่างไปไม่ไกลแต่ชายหนุ่มไม่ใคร่ทิ้งอุษาไว้คนเดียวนานนัก

กำลังก้าวออกชานหน้าก็พอดีมีเสียงฝีเท้าม้าดังเข้ามาจากชายป่า อ้ายเมืองกดหัวนางเอื้องให้ซ่อนลงระวังระไว โดยเฉพาะเมื่อเพ่งจุดกำเนิดเสียงแล้วพบว่าเป็นชายผู้เพิ่งต่อกรกับตนเมื่อเย็นวาน

ใจสิงห์พ้นแมกไม้มาในลักษณะเอี้ยวหันเหมือนติดใจบางอย่างที่พื้นด้านข้าง ต่อเมื่อเลยล่วงไป มันจึ่งหันกลับมาสนใจที่หมู่บ้าน ออกปากร้อง “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! มีคนบาดเจ็บ ช่วยด้วย!

แม้เมืองจักเห็นว่าข้างหลังคนร้องมีชายอีกรายถูกมัดไว้ในสภาพไม่รู้สึกตัวจริงๆ เขาก็ยังไม่วางใจพอ อ้ายสิงห์จักรู้หรือไม่ว่าหญิงในเรือนหายตัวไปแล้ว

ชายสักขาเอียงหน้าโดยสายตายังจับจ้องปรปักษ์ ปากพูดกับเอื้อง “เราจักรีบออกเดินทาง!

. . . . . . . . . . .

 

ผู้ออกมารับหน้าใจสิงห์คือชายชรารูปร่างสันทัด ศีรษะโพกผ้าเก่ามอ กรามและโหนกแก้มปูด ขณะที่ข้างแก้มสอบเข้าข้างในเหมือนไม่มีเนื้อ ราวกับใบหน้านั้นเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก เป็นแผ่นหนังที่ยับย่นแต่งด้วยไรหนวดและโครงเคราสีขาวเงิน ถุงหย่อนใต้ตาบวมคล้ำแต่ตาดำคมกริบ เจ้าตัวกวักมือให้ชายหนุ่มเดินม้าไปใต้ร่มเงาหลังคาเรือนของตน เรียกขาน “อ้ายสิงห์”

เมื่อนั้นเองชายหนุ่มสำเหนียก เรารู้จักคนที่นี่

“ใครเป็นอันใดมาวะ” ประโยคหลังเป็นภาษายาง

แม้จักพบว่าตนเองเข้าใจภาษายางดิบดี แต่ใจสิงห์ไม่ตอบเนื่องจากความทรงจำยังไม่ย้อนคืน การถ่วงเวลาจักช่วยให้ได้ข้อมูลมากขึ้น เขาแสร้งพาม้าไปหยุดใกล้ ปลดคนป่วยจากข้างหลัง

ชายบนชานมีสีหน้าตกใจเมื่อเห็นหน้าผู้ป่วยชัด อาจเพราะบาดแผลที่เห็นค่อนข้างฉกรรจ์ “รีบเอาอ้ายจันมาไว้บนเรือนข้า”

ใจสิงห์ตัวเล็กกว่าแต่ว่าแข็งแรง การแบกจันขึ้นไปไม่ใช่เรื่องหนักหนา เขาเดินตามชายชราที่ใช้ไม้เท้าพยุงตัวเข้าไปในเรือน ลักษณะก้าวของแกเหมือนไม่ค่อยมีแรง แขกหนุ่มวางจันลงตรงที่แกตีมือราบกับพื้น

“มันไปโดนอันใดมา”

“แผลจากในป่า” คำตอบเหมือนไม่ให้คำตอบ ชิงถามก่อนอีกฝ่ายจักซักต่อ “คนหายไปไหนกันหมด”

“มีงานศพ ชาวบ้านไปรวมตัวกันที่บ้านอีจี่คว้าง มันตายตั้งแต่เมื่อวาน”

โชคดีที่สายตาคนตอบมัวจับอยู่ที่อ้ายจัน ใจสิงห์ไม่อาจรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนกับคนชื่อจี่คว้างเป็นฉันใด เขาควรจักเศร้ามากน้อยแค่ไหน

ในที่สุดชายหนุ่มตัดบท “ข้าขอฝากมันไว้สักครู่”

“เอ็งจักไปที่ใด”

เขาตอบก่อนโหนตัวลงถึงพื้นรวดเดียว “ขอไปจัดการเรื่องม้า”

ม้า...แต่ไม่ใช่อ้ายแหว่ง

ก่อนถึงตัวหมู่บ้าน ใจสิงห์เห็นรอยตีนอาชาริมชายป่า นั่นน่าสนใจ งานศพคนไม่ออกไปไหน รอยใหม่จึ่งอาจเป็นม้าของเกือกใหญ่ที่ผ่านมา

ชายหนุ่มดุ่มดั้นถึงจุดดังกล่าว รอยเท้าปริศนาเลี้ยวไปริมหมู่บ้าน ท่ามกลางฝนและพุ่มไม้ใบบัง ในที่สุดเขาเห็นหญิงนางหนึ่งกำลังยืนหันหลัง ผมยาวเกล้าเป็นมวย ร่างน้อยอยู่ในเสื้อแขนกระบอกเข้ารูป และโจงสีเข้ม

“อุษา!เรามาทันก่อนมันจับนางไป--

แต่คนสะดุ้งหันมากลับไม่ใช่

หญิงตรงหน้ามีท่าทีตกใจ แต่ไม่มากเท่าไหร่

“ข้...ข้าชื่อเอื้อง”

. . . . . . . . . . .

 

ฝนที่ตกลงมาตั้งแต่เมื่อคืนทำให้พื้นดินนุ่ม ต่ำลงไปจากคาคบไม้ ชายสักขาที่ชื่ออ้ายเมืองกำลังก้มก้าวตามรอยเท้าของอุษาเข้ามาใต้ร่มไม้ใหญ่ จากนั้นก็เลยต่อไปตามรอยที่ทอดสู่พงรกด้านข้าง มันสบถขณะแหวกกิ่งไม้ออกเป็นช่อง เสียงหักเป๊าะของกิ่งแห้งเปราะ จากนั้นเสียงฝีเท้าก็เริ่มลับห่าง

ไม่มีวี่แววว่าจักถอยกลับมา ไม่มีวี่แววว่ามันจักเอะใจเงยหน้าขึ้นสำรวจคาคบข้างบน

นางเยซาแทบถอนหายใจออกมาดังๆ เพิ่งรู้สึกตัวว่าตื่นเต้นจนเผลอเกร็งมือกอดลูกชายไว้แน่น นางราแรงแล้วหันมองคนข้างเคียง

เด็กสาวแปลกหน้าผู้ขานนามว่าอุษายังเกาะกิ่งไม้นิ่ง ก้มหน้า สายตาจับพุ่มไม้เบื้องล่างอย่างเกรงว่าอ้ายเมืองอาจโผล่กลับมาในอีก ผมยาวรุ่ยร่ายเปียกแฉะ ปากบางเม้มเป็นเส้นตรงบ่งว่ามันคงทั้งตื่นใจแลหวาดกลัวยิ่งกว่าที่นางรู้สึก แน่ละ เพราะเป้าหมายของชายผู้นั้นคือมันนั่นเล่า!

ครู่ก่อน ในดงไม้ชายป่า เยซาก้าวมาตามลูกชายคืนเรือน

กองหม่อง กลับมานี่หนา ฝนตกเดี๋ยวเอ็งจักจับไข้!

นางพบว่ามีม้าหนึ่งยืนอยู่ลำพัง ห่างไปอีกนิดมีผู้หญิงถูกปิดปากมัดมือคล้องไว้กับต้นไม้ กำลังร้องอื้ออึง อ้ายกองหม่องคนดีจึ่งสะกิดแม่ให้ช่วยแก้ผ้าที่ปากมัน

ข้าชื่ออุษา หญิงแปลกหน้าส่งภาษาพวกจอเตะ ช่วยข้าที มีคนคิดร้ายจับตัวข้ามามัดไว้ อีกไม่ช้ามันจักกลับมาที่นี่

เช่นเดียวกับทุกที ไม่ว่าอ้ายกองหม่องสะกิดอันใดมูก็ตามใจลูกชายคนเดียวเสมอ นางเร่งแก้มัดด้วยใจสะท้าน ระหว่างนั้นสอบถามจนได้ความว่าชายคนร้ายหาใช่ใคร มันคืออ้ายเมือง สหายของนางเอื้องผู้ขอเข้าพักที่เรือนนางเอง

อุษาขอบน้ำใจเมื่อได้เป็นอิสระ เด็กสาวชาวจอเตะจักผลุบหายแต่อ้ายกองหม่องไม่วายวิ่งตาม เยซาร้องห้าม แต่เหมือนทุกทีอีกเช่นกัน ลูกมันไม่เคยฟังมู!

ในที่สุด ห่างจากจุดที่อุษาถูกพันธนาการมาไกลพอควร นางเยซาแปลภาษาของลูกชายให้อุษาฟัง เอ็งน่าจักปีนขึ้นไปหลบบนต้นไม้ เด็กสาวพยักหน้าขอบน้ำใจ แต่ก่อนมันจักคว้ากิ่งไม้ ลูกชายเจ้าความคิดก็สะกิดนางอีก

อุษาทำหน้าพิศวง มาตรว่านางเยซาอธิบายในภาษาจอเตะแล้ว อ้ายกองหม่องบอกว่าเราน่าจักเดินไปในดงไม้นั่นแล้วจึ่งค่อยถอยหลังกลับมา อ้ายเมืองจักได้เข้าใจว่าเรามุ่งหน้าไปที่อื่นแล้ว

หน้างามแฉล้มพยักทั้งยังขมวดคิ้วฉงน นางเยซาลอบยิ้มอย่างเข้าใจ

ใครๆ ก็ว่าลูกชายนางฉลาดเกินเด็ก

. . . . . . . . . . .
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น