พยนต์

ตอนที่ 5 : บทที่ ๕

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 211
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    25 ก.พ. 62

-๕-

 

ดึกสงัด หมอกควันอวลไอ ไพรทั้งผืนคลับคล้ายตกใต้ไวทยามนตร์

ใจสิงห์นอนหลับตา ทว่าผัสสะอื่นตื่นทุกขณะจิต จวบกะได้ยามสาม เขาสำเหนียกว่าอ้ายจันค่อยแสร้งขยับกาย มันคงหมายดูทีว่ายังมีใครตื่นหรือไม่ ต่อเมื่อแน่ใจว่าสองคนข้างกายหลับสนิท อ้ายจันก็ลุกขึ้นติดคบออกไปจากตัวกระท่อม

ใจสิงห์ตามมันตั้งแต่ตอนนั้น โผล่ดูจากช่องหน้าต่าง พบว่ามันลงไปหยุดข้างลำห้วย จุดไฟ ประณมมือสังวัธยายมนต์ แน่ละ เขาไม่รู้ว่าคือบทกระไร แต่เชื่อว่าถ้าให้ท่องเขาจักท่องต่อได้ ในที่สุด เมื่อมันถือคบข้ามธารน้ำ ชายหนุ่มก็ตามมาหยุดหลังโคนกระบาก เสียงยุงหวี่ๆ ข้างหูขณะแอบดูมันก้าวไปตรงกอกล้วย ส่องไฟกับปลายตอง คงมองหารอยเลือดที่ทำเครื่องหมายไว้บนตัวเสือ เมื่อพบ อ้ายจันก็แทบโผนตามอย่างไม่กลัวตาย

ใจสิงห์ข้ามน้ำตามมา ป่าฟากนี้ไม่ทึบเท่าฝั่งที่กระท่อมตั้งอยู่ ชายหนุ่มจึ่งพออาศัยโคมจันทร์ข้างขึ้นส่องทาง นอกจากนั้น ดวงไฟในมือมันยังเหมือนหมุดหมาย อ้ายจัน รู้ป่าโดยแท้ สังเกตได้จากการพลิ้วของเปลวไฟแลทิศเคลื่อนของกายคน มันพยายามอยู่เหนือลมเพื่อป้องกันสัตว์ร้ายได้กลิ่น ใจสิงห์แฝงตัวไปตามพงไม้ อาศัยฆานและโสตประสาทระวังภัยได้ราวเขาเองก็เป็นสัตว์ราตรีจำพวกหนึ่ง

อากาศไพรดึกหนาวลึกถึงแก่นทรวง ดอกไม้ป่าโชยกลิ่นชวนหลงใหลคล้ายนางไม้ลวงล่อ ไกลออกไปหมาไนหอนต่อกันเป็นทอดๆ ในความมืดเหมือนมีดวงตาแฝงมองทุกซอกหลืบ เมื่อย่ำเท้าคล้ายมีใครก้าวตาม พอหยุดก็รู้สึกเหมือนมีลมหายใจเหม็นสาบรดไหล่

ในที่สุดป่าก็เริ่มทึบขึ้นอีกครั้ง ตรงข้ามกับคนนำที่โลดไปไวขึ้น อ้ายจันคงรู้ว่าใกล้เป้าหมายเข้าไปทุกที ใจสิงห์กำลังแหวกเถาวัลย์เพื่อตามต่อ แต่เสียงขู่ดังขึ้น

กรรร!

เจ้าของเสียงอยู่เหนือขึ้นไปบนคาคบ ร่างเปรียวพองขนกลางแสงจันทร์ ริ้วลายเป็นวงน้ำตาลขอบดำชวนนึกถึงงูหลามมากกว่าเมฆ หน้าสั้นฝั่งหนึ่งตกในเงา ดวงตาจึ่งวาวเป็นสีแดงฉาน

แปลก ไม่มีความกลัวเกิดขึ้นในใจเขาเลย ใจสิงห์แค่มุ่นคิ้ว เสียงเบาแต่เข้มเหมือนดุเด็ก “ไปเสีย!

กรรรรร!

เสียงขู่ดังอีก กระนั้นคนฟังยังไม่วาย “อ้ายโง่! จักเรียกมันมาฆ่าเอ็งรึ ไป๊!

ก้าวต่อเหมือนไม่สนใจ ร่างบนต้นไม้ก็โดดแผล็วจากกิ่งหนึ่งสู่อีกกิ่งไล่ลงมา ในที่สุดแค่ชายหนุ่มพ้นจากเถาไม้ อุ้งตีนของเสือลายเมฆก็แตะพื้น มันแยกปากฝากเขี้ยวเข้าชายโจงข้างหลัง หวิดเนื้อสะโพกของเขาไปไม่กี่หุน

อย่างระวังตัวอยู่เช่นกัน ใจสิงห์หันขวับฟาดกำปั้นเข้ากลางตัวเสือ มันกระเด็นไปโดนโคนไม้ดังตุ้บ แต่แล้วก็ทะยานเข้ามาอีกครั้ง ใจสิงห์ถอยหลัง ชายผ้าลุ่ย สายตาดุจ้องกลับตาแดงวาว

คราวนี้มันเอาจริง!

. . . . . . . . . .

 

หลังจากก้าวตามเป้าหมายของตนจนคล้ายวนเวียน จันหยุด บ่นพร่ำคาถาที่ร่ำเรียนมา หวังพึ่งพ้นอาคมภูตไพรที่อาจพรางให้เขาหลงทิศ

ไม่ดอก อ้ายหนุ่มพเนจรปลงใจ ไฟปลายคบส่องให้เห็นรอยเลือด เราตามมันมาถูกทาง คราบแห้งกรังบางส่วนติดค้างบนใบกูดผีป่า บางช่วงติดอยู่บนเถาหญ้ายายเภาสูงขึ้นไป

จันเงยหน้า จินตนาการเห็นภาพเสือลายเมฆตัวนั้น มันคงโดดขึ้นบนคาคบไม้ แล้ว...หายไปไหนต่อ

ร่างสูงใหญ่หมุนหา ปลายเท้าย่ำฝ่าพงหญ้าไปเรื่อยๆ ไม่นานนักหูสดับเสียงจุ๊บจั๊บห่างออกไป จันหันตาม ตาเบิกขึ้นทันทีที่พบว่าเป้าหมายกำลังก้มทึ้งบางอย่างอยู่

ปราศจากความกลัวโดยสิ้นเชิง ตาคมพราวระยับเหมือนเห็นของต้องใจ ในที่สุดมึงก็หนีกูไม่พ้น!

ด้วยสัญชาตญาณ จันรู้ว่านั่นคือเสือตัวที่เขาตามอยู่ ชายหนุ่มย่างสามขุมเข้าหาสัตว์ร้าย พรายยิ้มเหี้ยมเริ่มหุบครั้นแสงไฟและระยะใกล้ทำให้เขาเห็นถนัด...

เหยื่อใต้ปากมันถูกถลกเนื้อช่วงท้องขึ้น ลำไส้แลเครื่องในไหลออกกอง กระนั้นศีรษะและใบหน้ายังค่อนข้างสมบูรณ์ สมบูรณ์จนยากจักหลอกตัวเองได้ว่ามองผิด

พี่สิงห์!

ใจสิงห์นอนหลับตา ศีรษะพิงขึ้นไปบนโคนต้นไม้ ปลายคางมีเคราสั้นก้มจดยอดอก ผมยาวยังถูกรวบกลัดไว้ลวกๆ ใบหน้าสงบนิ่ง ดวงตาหรี่ลงจนขนตายาวงอนแตะลงละม้ายพริ้ม แม้มุมปากก็โค้งขึ้นยิ้มราวสุขสันต์กับมรณาที่มาเยือน!

จันผงะ ปกติเขาไม่กลัวสิ่งใด แต่บัดนี้ภาพตรงหน้าเรียกความรู้สึกสยดสยองไต่ขึ้นตามลำแขนจนขนลุกซู่! โดยเฉพาะเมื่อเสือร้ายลากขนดไส้ของคนที่น่าจักเป็นสหายของมันออกมา ตาวาวแดงจ้องผู้มาใหม่ระแวงระไว เลือดกระเซ็นเมื่อมันกระชากปลายไส้ข้างหนึ่งหลุดจากขั้วกระเพาะ ของเหลวเหม็นคลุ้งกระเด็นต้องใบหน้าจัน ย้ำให้คนรู้สึกไม่ใคร่เชื่อกลับต้องเชื่อ!

ไม่กี่ชั่วยามก่อน จันเพิ่งพบว่าเจ้าของเรือนผู้ให้เขาอาศัยหาใช่เพียงชาวไพรไม่รู้สีสา แท้จริงพี่สิงห์เฉโกนัก! นี่เพราะตัดใจดอกว่ารุ่งสางจักจากไปแล้ว จากไปพร้อมนางแก้ว เขาจึ่งไม่เอาใจใส่วิสัยสับปลับสอดรู้ของชายผู้นั้น ไม่ค้นหาทั้งที่สงสัยว่าพี่สิงห์เป็นใคร หรือมีความตั้งใจอันใดแน่ ว่ากันว่าเข้าป่าให้ระวังสมิงไพร ลางทีใจสิงห์อาจเป็นปีศาจร้ายจำพวกนั้น หลอกหาอาหารมาป้อนสมุนของมัน ไม่คิดเลย ไม่คิดเลยว่า...

การณ์เบื้องหน้าบอกสิ่งใดไม่ได้นอกไปจาก ใจสิงห์คือมิตรของเสือลายเมฆจริงแท้ เป็นมิตร...ผู้จงใจสละร่างบริจาคแด่ความหิวโหยของมันนั่นเทียว!

ฝีเท้าของจันกระถดถอย ร่างใหญ่ซวนเซ ความรู้สึกหลายอย่างประเดประดัง ตั้งแต่ตื่นตระหนก สมเพชเวทนา กระทั่งสะอิดสะเอียนเจียนสำรอก!

หากก็เพียงเสี้ยวอึดใจ อ้ายหนุ่มพยายามตั้งสติ เราไม่มีเวลาอีกแล้ว! ถึงพี่สิงห์มีพระคุณ แลเปลือกตาของร่างตรงหน้ายังมีจังหวะกะพริบ แต่จักอีกสักกี่อึดใจเล่า! ขดไส้หลุดจากกระเพาะแล้ว ทะเลเลือดท่วมพื้น ทางที่ดีเขาควรฉวยจังหวะนี้ทำหน้าที่ให้เสร็จสิ้น หน้าที่ของข้าแผ่นดิน! อาจเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เสือมีอาหาร มันจักไม่ยุ่งกับเขา นอกจากนั้น การลากเหยื่อมาแทะถึงนี่คงบอกได้ว่านี่ละรังของมัน!

สิ่งที่เราตามหา ต้อง อยู่แถวนี้!

จันสูดลมลึก นำสมาธิแตะถึงท้อง สติหวนมา มือหนาชูคบสูงขึ้น อาศัยแสงไฟกวาดไล่ความมืดเพื่อพินิจรอบด้าน เพียงไม่นานเขาก็พบ

เสือหยุดเสียงจุ้บจั้บ ยังก้มหน้า ทว่าดวงตาช้อนขึ้นจ้องจัน คำรามในคอเป็นเชิงขู่เมื่อชายหนุ่มจรดฝีเท้าอ้อมไปด้านข้าง เลือดโทรมปากเมื่อเสือแสยะเห็นเขี้ยวคมยาวกว่าสองนิ้ว

จันเองจ้องกลับแข็งกร้าวเช่นกัน นั่งลงช้าๆ ค่อยเอื้อมมือกระตุกหูย่ามขึ้นมาจากพงกูดแทบชิดตัวเสือ จังหวะหายใจของสัตว์ร้ายทำให้ผิวกายข้างลำตัวของมันกระเพื่อม กอปรกับวงลายจึ่งดูคล้ายอาการเลื้อยของอสรพิษ

ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี ย่ามสำคัญคืนสู่มือเขา ถอยห่างอีกแค่สองก้าวเขาจักปลอดภัย

แผนการพังทลายเพราะเสียงขยับดังขึ้น!

ตกใจแต่ยังคุมเชิง ทั้งจันและเสือลายเมฆไม่เคลื่อนไหวแม้สักองคาพยพ เฉพาะสายตาเท่านั้นที่กวาดจับจุดกำเนิดเสียง

บนพื้นกลางกองเลือด ขดไส้แหว่งวิ่นบนพื้นกำลังเปลี่ยนสภาพ มัน...งอกเงย!

ใช่แล้ว ไม่ผิดจากคำนี้! ส่วนที่ขาดลุ่ยแหลกลาญกลับงอกประสานตามเก่า แล้วราวมีชีวิต ไส้ขนดนั้นค่อยเลื้อยคลานเข้าท้องของผู้นอนอยู่ ผิวหนังผุดคลุมบริเวณที่เป็นแผล และแล้วมือใจสิงห์เริ่มขยับ!

จันเบิกตา ตัวแข็งเหมือนถูกสาป ขณะที่เสือลายเมฆเริ่มกระถดห่างจากร่างเหยื่อ เสียงครางในลำคอส่อความตระหนกจนเริ่มกลายเป็นตื่นกลัว โดยเฉพาะเมื่อในที่สุด แผลฉีกขาดทุกส่วนสมานสิ้น เหยื่อของมันเปิดตาแล้วค่อยลุกขึ้นเชื่องช้าราวกับไม่มีกระไรเกิดขึ้น!

. . . . . . . . . . .

 

ในม่านอนธการ เงาหนึ่งรูดตัวลงจากลำกระบาก ตีนแตะพื้นเบากว่าใบไม้ร่วง เสียงคืบเคลื่อนแลขู่ฟ่อของสัตว์ในพงไม่ทำให้เจ้าของร่างใหญ่ตื่นตระหนก สายตาจ้องตรงสู่กระท่อมชายน้ำตามคำบอกเล่า

เขามาถึงและซ่อนตัวอยู่ที่นี่ตั้งแต่ต้นปฐมยาม จำกัดตนอยู่ห่างจากกระท่อมพอควรเพราะไม่ต้องการให้คนข้างในรู้ตัว

พวกมันจักบ่ฮู้ตั๋ว! สายตามาดหมาย มือใหญ่ขีดไฟ จ่อใส่ของบางอย่างจากในย่าม ต่อเมื่อเปลวร้อนเริ่มลาม เจ้าตัวสะบัดให้เหลือเพียงควันลอย

อย่างเงียบกริบและว่องไว เขาคืบใกล้ตัวกระท่อม ระวังปลุกม้าตัวที่นอนอยู่ไม่ไกล มือโยนของติดไฟเข้าใต้ถุน

รอเพลาให้ควันพวยพุ่งลอดซี่พื้นไผ่ขัดแตะ รอจนแน่ใจว่าคนทั้งหมดถูกควันรมจนหลับสนิท เจ้าตัวจึ่งไต่กระไดขึ้นทางชานหน้า มือหนาผลักบานประตู เมื่อนั้นเองพบว่า ในเงาตะคุ่ม มีเด็กสาวสลบอยู่เพียงลำพัง

เขาช้อนร่างเล็กขึ้นพาดหลัง น้ำหนักไม่มากอย่างคะเน ผู้แบกจึ่งเคลื่อนไปข้างหน้าได้รวดเร็วกว่าที่คิด ในไม่ช้าจักถึงที่หมาย เขากับนางเอื้องจักออกเดินทางต่อไปโดยไวที่สุด

การณ์นี้ต้องยกความดีให้นางเยซา

อ้ายจันเดินทางผ่านมาเมื่อสองวันก่อน ป่านนี้คงไปพักอยู่กับใจสิงห์ ที่นั่นมีกระท่อมของมันอยู่หลังเดียว

กระท่อมของใจสิงห์อยู่ที่ไหน

ถึงหญิงชาวยางจำไม่ได้ เอื้องก็หลอกให้มันวิ่งกลับไปถามผัวจนได้ความมาในที่สุด

กระท่อมกลางป่าอยู่ห่างจากบ้านยางราวร้อยเส้น เขาตัดสินใจผูกม้ารอไว้ชายหมูบ้าน ไม่นำม้ามาเพราะวางแผนซุ่มรอเหนือคาคบ รออย่างไม่รู้กำหนดจบ การทิ้งม้าไว้กลางป่าอาจมีสิทธิ์เสียมันโดยเปล่าประโยชน์ อีกอย่าง ม้าอาจล่อตาให้ชายชาวป่าผิดสังเกต

--เมือง เอ็งต้องระวัง ดูเหมือนใจสิงห์คนนี่จักเก่งบ่ใจ้ธรรมดา—

แน่ละ เขาได้พบอ้ายใจสิงห์นั่นเมื่อเพลาชาย[1] เมืองสำเหนียกได้ว่ามัน บ่ใจ้ธรรมดาใจสิงห์ปากกล้า แต่ใจของมันกล้ายิ่งกว่าปาก!

--ฝีปากดีนัก มึงลองฟังดาบกู!--

ปรกติพวกไพร่ทาสเห็นเขาก็หัวหดราวเห็นเพชฌฆาต แต่มันไม่กลัว แถมยังผึ่งผายพร้อมประมือ แม้เมื่อเสียงเสือสนั่นขึ้นจากด้านข้าง เขาผู้เป็นถึงทหารหาญยังสะดุ้ง แต่มันชาวป่าหาได้สะเทือนสะท้าน

โฮกกก! เสียงดุจฟ้าคำรนยังอื้ออึงติดหู เมื่อนั้นเสือลายเมฆโจนเข้ามาดุจมหันตวายุ เมืองเคลื่อนมืออีกข้างแตะขอบผ้านุ่ง มีดซุยใส่ปลอกห้อยอยู่ริมเอว อึดใจที่เขาชักมันออกมาคืออึดใจเดียวกับที่มีดสั้นถูกเหวี่ยงออกไปด้วยความไวปานสายฟ้า

แต่ยังช้ากว่าสายตาของใจสิงห์!

แทบไม่เคยมีใครตั้งตัวทัน ว่าที่จริงแทบไม่เคยมีใครรู้สึกตัวแล้วทันเห็นการเคลื่อนไหวของเมืองด้วยซ้ำ แต่อ้ายคนป่ากลับฮู้ตัน! ที่ประหลาดคือแทนที่มันจักหลบ เปิดทางให้มีดแล่นปักกลางอกเสือ ใจสิงห์กลับผลักอุษาออกห่าง และมันคือการผลักเพื่อยันร่างตัวเองโผเข้ารับมีดแทนเสือร้าย!

จังหวะเร็วขนาดนั้นไม่มีใครทันเห็นว่าเกิดอันใดขึ้นกับชายหน้าโง่ โดยเฉพาะเมื่อเสี้ยวอึดใจถัดมา เสือลายเมฆซึ่งปลอดภัยจากมีดซัดก็ทะยานเข้าใส่เมืองโดยตรง เขาสับเท้าหนีโดยมีเสือผงาดไล่มาติดๆ นอกจากเอาตัวรอด เหตุผลหนึ่งยังเพื่อล่อมันให้ห่างจากเด็กสาวคนสำคัญ

จวบพ้นการตามล่า เมืองออกจากที่ซ่อนกลับมายังจุดเกิดเหตุ หมายใจว่าคงพบอุษานั่งร่ำไห้ข้างศพใจสิงห์อยู่ตรงนั้น ในเมื่อยาพิษที่เขาใช้อาบมีดซุยนั้นมีฤทธิ์ร้ายกาจ ว่ากันว่าชาวชมพูทวีปสกัดจากใบแลรากของดอกไม้สีน้ำเงินอาบหัวธนูเพื่อล่าสัตว์ ขนาดเพียงหนึ่งกลละ[2]ก็สามารถปลิดชีพมนุษย์ได้ทันที ต่อให้เก่งแค่ไหนใจสิงห์โดนเข้าไปย่อมไม่มีทางรอด

ความพิศวงจึ่งอุบัติครั้นกลับมาแล้วไม่พบกระทั่งซากศพ เขาต้องปรับใจเชื่อว่าใจสิงห์อาจหลบพ้น แม้ดูเป็นไปไม่ได้แต่ก็ยังนับว่าพอเป็นได้มากกว่าเจ้าตัวโดนมีดแต่ลุกกลับขึ้นใหม่ ใจสิงห์คงเป็นคนพาเด็กสาวหนีไป เมืองพยายามตามหารอยเท้าในบริเวณใกล้ๆ ก็กลับพบแค่รอยเกือกตนแลรอยตีนเสือ ในที่สุดเมื่อทำอันใดมิได้ ชายสักขาจำงุ่นง่านกลับไปหานางเอื้องเพื่อรายงานเรื่องที่เกิด ไม่คิดว่าจักบังเอิญมีผู้รู้เบาะแส ชี้ทางจนเขาตามมาเอาตัวเด็กสาวคนสำคัญคืนได้ในที่สุด

ดึกดื่นป่านนี้ ไม่รู้ใจสิงห์กับชายชื่อจันอยู่หนใด ทิ้งให้ดรุณีผู้มิอาจป้องกันตนเองได้นอนอยู่ลำพัง

แต่กะดีเลาะ[3] เมืองระวังระไวจนเริ่มคลายใจว่าไม่ใช่แผนล่อเสือออกจากถ้ำของ ชายไม่ธรรมดาต่อไปนี้มีแต่เร่งรุดหน้า ลางทีเขาจักถึงบ้านยางเขียวก่อนฟ้าสางก็เป็นได้...

ความคิดสะดุดลงเมื่อพาคนบนหลังลอดผ่านซุ้มเถาไม้ เมืองแน่ใจว่าเขาไม่ได้คิดไปเอง

มือของผู้อยู่เหนือเกล้ากระดิก

. . . . . . . . . . .


[1] เวลาบ่าย

[2] กลละ (กะละละ) รูปแรกเริ่มของมนุษย์เมื่อปฏิสนธิในครรภ์มารดาตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา มีลักษณะเป็นของเหลวกลมใส ขนาดเท่าหยาดน้ำมันงาซึ่งติดอยู่ปลายขนสัตว์

[3] แต่ก็ดีแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น