พยนต์

ตอนที่ 3 : บทที่ ๓

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 283
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    25 ก.พ. 62

-๓-

 

ใจสิงห์ยังจ้องตา เมื่อเขาจ้องตาเสือลายเมฆก็จ้องกลับไม่ขยับเขยื้อน

อารามแปลกใจเริ่มจากความรู้สึก เฉย ของตนเอง ไม่กลัว ไม่ตระหนก ทั้งที่จำไม่ได้แต่ใจสิงห์พบว่าลึกในใจเขามีความคุ้นเคยซ่อนอยู่

ไม่ใช่แค่เขา ในดวงตาสีน้ำตาลใสคู่นั้นก็เช่นกัน เหมือนมันสงสัย หยั่งเชิงอยู่ในทีว่าจักก้าวเข้ามาดีหรือไม่ เขาแทบอ่านใจมันได้เป็นคำพูด ไยพี่จึ่งแปลกไป ใจสิงห์

อึดใจนั้นเองที่ชายหนุ่มตระหนัก เขารับรู้ความรู้สึกของมัน ผ่านแววตา ผ่านสีหน้า ผ่านอาการขยับแม้เพียงน้อยนิดในเสี้ยวเศษแห่งสรรพางค์กาย

มิใช่แค่มัน มิใช่แค่เสือลายเมฆเท่านั้น ทว่ายังรวมเลยถึงสัตว์อื่น

เฉกม้าอ้ายแหว่ง เขารู้ว่าเมื่ออาชาแววตาอบอุ่น หูข้างหนึ่งกระดิกมาหน้ากับอีกข้างตั้งตรง มันกำลังอยากรู้อยากเห็นด้วยความเป็นมิตร รู้ว่าเมื่อกระต่ายกัดฟันเสียงดัง มันกำลังเจ็บปวด รู้ว่าเมื่อแมวทำตัวลีบแบน มันกำลังกลัว รู้ว่าเมื่อช้างตัวหนึ่งแหย่ปลายงวงเข้าไปในปากของช้างอีกตัว มันกำลังทักทายผู้อาวุโสด้วยความเคารพ รู้ว่าเมื่อสัตว์ปีกมองไปทางขวา มันกำลังหาอาหาร รู้ว่าเมื่อหมากระดิกหางไปทางซ้ายแรงกว่าไปทางขวา มันกำลังระวังตัว รู้ว่ากบจักหลับตาทุกครั้งที่กลืนอาหาร รู้ว่าตะขาบส่วนมากมีจำนวนคู่ขาเป็นเลขคี่ รู้ว่าแพชีวิตของมดคันไฟถูกสร้างในชั่วเพ็ชชะนาที และลอยน้ำได้นานหลายสัปดาห์โดยสมาชิกทุกตัวปลอดภัย รู้ว่าสามารถสะกดให้สัตว์เป็นอัมพาตได้โดยจิ้มนิ้วลงเพียงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง รู้ว่าเหงื่อของนกแร้งทำให้ต้นไม้ที่มันเกาะอยู่ถึงตาย...

และแล้วใจสิงห์ยิ่งพรึงเพริศ การรู้เหล่านี้มิใช่ผ่านคำเล่า เราสังเกต! ภูมิพรานพอกพูนในตัวตน นั่นบอกว่าเราใช้ชีวิตแบบนี้มานานเท่าไหร่ ดำรงอยู่กลางพงไพร เอาตัวรอดได้ด้วยการสังเกตอย่างละเอียดรอบคอบ จวบกระทั่งมันหล่อหลอมเป็นลักษณะนิสัย เป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่ต้องผ่านการคิด!

ใช่เฉพาะกับสัตว์ สัญชาตญาณชนิดนี้ทรงพลังแม้กับมนุษย์ มนุษย์ผู้โป้ปดและปกปิดแนบเนียนกว่า ทว่าเพียงปราดตา เขาสามารถปอกเปลือกได้ว่ามีสิ่งใดซุกซ่อน!

ข้าชื่ออุษา ขณะตอบ นอกจากกลืนน้ำลาย เด็กสาวยังเผลอไล่ปลายนิ้วแตะรอยบุ๋มหว่างไหปลาร้า ภาษากายชนิดนี้คือท่าที่อิตถีส่วนใหญ่ตอบสนองครั้นเจอภัยคุกคาม ทำนองเดียวกับเพลาเด็กน้อยดูดนิ้ว เป็นการกระทำเพื่อรำงับอารมณ์แล้วตั้งสติ ท่าที่ผู้สำแดงโดยมากกำลังโกหก!

ไม่ต่างกับเมื่อพูด ข้ากับพ่อเดินทางหวังจักมาค้าขาย ปลายนิ้วเผลอแตะยอดอกแล้วพลันรู้สึกตัว เจ้าตัวทำทีลูบคอเสมือนกระหายน้ำ เคราะห์ร้ายระหว่างทางถูกโจรดักปล้น ก่อนหนีแยกจากกันพ่อบอกให้ไปพบกันที่นั่น

ทั้งหมดนั้นบอก เกือกใหญ่ไม่ใช่โจร นางอุษาหนีคนผู้นั้นด้วยเหตุผลอื่น อาจเป็นเหตุผลเดียวกับที่นางระแวงระวังและหาทางเร่งไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด!

ใจสิงห์รู้ รู้ทุกอย่าง อย่างเดียวที่ไม่รู้คือเรื่องเกี่ยวกับตนเอง

เหตุใดจึ่งเป็นเช่นนั้น

ยังหาคำตอบมิได้ สัตว์ตรงหน้าขยับไหว ใจเขาหวนคืนสบมัน

เปลือกตาของเสือลายเมฆหรี่ลงครึ่งเปิดครึ่งปิด เป็นมิตร ร่างยาวยอบ หัวก้มยินยอม อุ้งเท้าขนาดใหญ่ก้าวแตะน้ำตื้นตรงมาหา จังหวะนั้นเองหลาวคมพุ่งปักพื้นตรงหน้ามันดัง ฉึบ!

เสือสะดุ้งกระถด เลือดหยดเป็นทางจากขาขวาหน้า มันชันตัว หันหัวไปยังทิศที่หลาวพุ่งมาพร้อมๆ กับใจสิงห์ “จัน!

โฮกกก! เสือพองขน แยกปากคำรามสำแดงเขี้ยวโง้งคมวับ อ้ายจันจ้องตาเขม็ง โผนตามทันควันเมื่อสัตว์ร้ายหมุนตัวโจนหายไปในกอกล้วย เจ้าตัวต้องชะงักเพราะใจสิงห์คว้าแขน “อย่า!

มันหันมา หน้านิ่วเคืองขัด

“พอแล้ว เสือนั่นหาได้ทำร้ายเอ็ง”

ใต้คิ้วรกมุ่น ตาคมของอ้ายหนวดยิ่งคมจัดดุจจักบาดเนื้อ เสียงในคอคล้ายคำรามต่ำของพันธุ์เสือ “แลมันไม่ทำร้ายพี่ด้วยใช่หรือหาไม่!

แขนใหญ่สลัดจากการเกาะกุม มันฝ่าน้ำข้ามไปกระชากหลาว ก้าวหยุดหน้ากอกล้วยแล้วหันข้างแค่พอปรายตามา “เราต้องการมื้อเย็น”

. . . . . . . . . .

 

ผู้เป็นเจ้าของเรือนจำไม่ได้ อีกทั้งยังไม่มีโอกาสเข้าไปสำรวจกระท่อมถ้วนถี่ จึ่งเข้าใจจากคำนั้นว่าภายในคงไม่มีของแห้งสำรองเหลือ

อย่างไรก็ตาม ใจสิงห์หาได้เข้าไปช่วยอ้ายจัน เขาถอดเสื้อออกซักกลางน้ำ มองตามหนุ่มรุ่นน้องเอาเครือกล้วยพาดบ่า ไต่เนินกลับขึ้นไปทางท้ายกระท่อม จวบเจ้าตัวลับตา ชายหนุ่มจึ่งลุกย่องตาม ซ่อนตัวหลังกระบากต้นใหญ่ด้านท้ายเรือน จุดนั้นเองเขาได้ยินเสียง อ่อนเบาราวอ้ายจันกำลังคุยกับผู้เป็นที่รัก กินก่อนเถิด--

เพื่อฟังประโยคหลังถนัด ใจสิงห์อ้อมโคนขนาดสิบคนโอบเข้าไปใกล้มันยิ่งขึ้น ฝีเท้ากลับชะงักเพราะเสียงอีกอย่างดังจากหน้าเรือน เสียงกวาดพื้น

หัวคิ้วเกิดรอยกดทันที กระท่อมมีคนอยู่แค่สอง ต้นกำเนิดเสียงกวาดอาจเป็นอุษา กระทั่งอ้ายแหว่งม้าของจันก็ถูกผูกเยื้องไปด้านหน้า เช่นนั้นอ้ายจันกำลังพูดด้วยใคร

รากไม้มหึมาทำให้แต่ละก้าวต้องระวัง โดยเฉพาะเสียงอาจดังเพราะน้ำจากตัวเองหยดลงใบไม้แห้ง ใจสิงห์ค่อยคืบไปใกล้ขอบมุมของโคนไม้

--ดี เมื่ออิ่มแล้วก็จงไป อ้ายหนู—“

พ้นมุมมา ค่อยเห็นว่าคนพูดกำลังนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น หันหน้าเข้าหาท้ายกระท่อมเสมือนมองใครอีกคนอยู่ มุมมองสายตาของอ้ายจันบอกว่าคู่สนทนาตัวเล็กนัก เล็กกว่านางอุษา มือใหญ่ของมันฉีกกล้วยลูกหนึ่งจากเครือ ยื่นไปตรงหน้า

“—ไปทำภารกิจที่ข้ามอบไว้ให้สัมฤทธิ์!

ผู้แอบมองชะเง้ออีกนิด ในที่สุดพบว่ากล้วยลูกนั้นถูกยื่นให้กับ--

. . . . . . . . . .

 

ริมปากอิ่มเต็มได้รูปขยับเคี้ยวกล้วยหนุบหนับ ข้างแก้มใสกลายเป็นสีแดงซ่านครั้นผู้เคี้ยวสำเหนียกว่าคนข้างกายอมยิ้มจ้องตา อุษาชม้ายถาม พี่จันยิ้มกระไร

ในกระท่อมมีเพียงแสงไต้ สามคนนั่งล้อมวง เครือกล้วยอยู่ตรงกลาง ริมฝาไผ่ขัดแตะเรียงรายด้วยเครื่องใช้ไม้สอย ส่วนมากเป็นแบบเดียวกับพวกยางใช้ ได้แก่ชาม ก่องข้าว ขมุกใส่ผ้า[1] แจ่ก[2] พร้า กระทั่งเชือกกล้วยที่ขดไว้ ปลายข้างหนึ่งของมันไพล่ออกมา เมื่อกระทบแสงไฟเต้นเร่าจึ่งดูราวเงางูกำลังเลื้อยหนี เสียงแมลงราตรีคลอระงม

ใจสิงห์ละสายตาไปหาเพื่อนหนุ่มรุ่นน้อง มุมปากใต้ไรหนวดของจันโค้งขึ้น หน้าดุพลอยดูอ่อนโยนสดใส

เจ้าทำให้ข้านึกถึงน้องสาว

พี่มีน้องสาวด้วยรึตากลมของอุษามีแววสนใจ มือบางวางลง ท่านั่งพับเพียบหลังตรงเป็นสง่า แม้ท่วงท่าก็กระชดกระช้อย

มีจันเคี้ยวกล้วยกร้วม เช็ดปากด้วยหลังต้นแขน แต่คนที่ข้านึกถึงมิใช่น้องสาวในไส้ เป็นน้องสาวของสหาย ข้ากับ...อ้ายเพื่อนคนนี้คำพูดมีรอยสะดุด เกิดวันเดือนปีเดียวกัน และมันร่วมกินน้ำนมจากอกแม่ข้า

สองคนนั้นเกี่ยวข้องด้วยเหตุที่พี่มาพบท่านพระครูหรือหาไม่

เกี่ยวแววกังวลรื้นขึ้นในตา จันถอนใจ ข้างแก้มเกิดรอยกัดกราม มีเหตุร้ายบางอย่าง แลท่านพระครูเท่านั้นจักช่วยได้

เหตุใดเพื่อนของพี่ไม่มาเองเล่า

มีภาระสำคัญ และมันยังไม่ทันรู้ตัว

อุษายิ้มสวย พี่เป็นเพื่อนที่ประเสริฐ

แล้วเอ็งเล่า คำแรกจากใจสิงห์คือคำถามพุ่งตรงยังเด็กสาว ครอบครัวคหบดี ชาวอโยธยามีพี่น้องกี่มากน้อย

คนถูกถามนิ่งขึง ริมปากตึงค้าง ตาเกือบเบิกกว้างหากทันคุมไว้ และแล้วก็ถอนใจโล่งอก

ตลอดเพลาดังกล่าวใจสิงห์แสร้งสนใจกล้วยในมือ แต่ถ้อยในใจคือ สันนิษฐานของเราถูกต้อง!

ชายหนุ่มพูดต่อโดยไม่มองหน้า เนื้อตัวสะอ้านเยี่ยงนี้ ท่าทีรึก็ผ่าเผย อย่าบอกเลยว่าเอ็งเป็นเพียงไพร่ทาสชั้นต่ำ อุษา ปลายนิ้วแข็งเป็นไตปลิดขั้วกล้วยอีกลูก

“ข้า...” เด็กสาวกลืนน้ำลาย “บ้านเรามีกันหลายคน”

“หลายคน?” ใจสิงห์ทวนคำ “แต่กลับใช้เด็กสาวเป็นผู้ช่วยพ่อขนสินค้ามาในป่าเขารึ”

จันหัวร่อ “นั่นสิ อย่าบอกหนาว่าเจ้าดื้อดึงใคร่ตามพ่อมาเที่ยว”

“ข้าดื้อดึงใคร่ตามพ่อมาเที่ยว” อุษาก้มหน้า เสียงอ่อย

ใจสิงห์พลอยช้อนตามองอ้ายจันอย่างรู้เท่ากลของมัน มันแสร้งยักไหล่ปอกกล้วยลูกใหม่ เขาจึ่งหันไปหาเด็กสาวต่อ “เอ็งคงได้บทเรียนก็คราวนี้ โจรลาวมันร้ายกาจนัก”

เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ตาดำงามจัดเผลอเหลือบจ้องมา หน้าขาวยิ่งเผือดสี

หรือเอ็งว่ามิใช่” ชายหนุ่มยิ้มมุมปาก “มีดซุยเล่มนั้นเป็นของพวกลาว...”

“แต่คนที่ใช้อาจไม่ใช่ลาวจันยังแทรก “อาจเป็นพวกคนป่าแถบนี้”

ใจสิงห์ไม่สนใจ “เมื่อข้าถามว่า ขาของมันสักลายใช่หรือหาไม่ เอ็งบอกข้าเยี่ยงไร อุษา”

วงกินข้าวเงียบกริบจนได้ยินเสียงระบำเปลวไฟ ในปลายควันดุจมีภาพเมื่อเย็นเต้นอยู่ ภาพที่อุษาตอบ ใช่ ค...คิดว่าใช่ น่องมันดำพืดถึงข้อเข่า มองไกลๆ อาจเข้าใจว่านุ่งโจง

การสักหมึกที่ขาเป็นลักษณะของชายลาวเท่านั้น!

อีกครั้งที่ใจสิงห์รู้ ชายเมืองเหนือ หรือที่ชาวอโยธยาเรียกติดปากว่าคนลาวนั้นนิยมสักขาตั้งแต่ย่างวัยรุ่น ใช้หลักสักลักษณะเป็นเหล็กแท่งปลายแหลมจุหมึกดำกระแทกผิวหนังเป็นลวดลายต่างๆ หมึกขาตันคือการสักจนดำพืดไปทั้งขา หมึกขาลายเป็นลายสัตว์ในกรอบห่างๆ พอเห็นเนื้อหนัง หมึกขายาวคือสักจากเอวถึงกลางน่อง ส่วนชนิดของโจรที่นางอุษาว่าคือหมึกขาก้อม สักจากเอวถึงต้นขา

ข้าไม่รู้มันตอบทั้งกำลังหายใจถี่ นั่นคือมันรู้ดี! พี่ก็เห็นเองกับตาว่ามันรูปร่างหน้าตาเป็นเยี่ยงไร จักซักข้าให้ได้อันใดอีกเล่า! ข้า...ข้าจักเอาเปลือกกล้วยพวกนี้ออกไปทิ้ง ร่างระหงผุดลุกแล้วผละพ้นประตูไป

เสียงถอนใจใหญ่จากอ้ายจัน พี่ทำให้มันกลัว

คงใช่ คนตอบสบลึกลงไปในดำลึกแห่งดวงตาคู่สนทนา เห็นได้ชัดว่ามันกลัวมากกว่าการออกไปในป่ามืดๆ เพียงลำพัง!

อ้ายหนวดไม่ฟัง ร่างใหญ่ลุกตาม ทว่ายังไม่พ้นกรอบประตู เสียงเจ้าของกระท่อมก็รั้งไว้

เอ็งสาวเชือกของข้าไปใช้รึ จันพยักไปยังเชือกกล้วยมุมห้อง หัวงูยังกระดิก

ข้าบอกแล้วว่าจักขอไปมัดของ พี่นี่พิลึกคนแท้!

ร่างสูงลับหายทันทีที่จบคำ

. . . . . . . . . .

 

เปลือกกล้วยถูกขว้างทิ้งไปในดงมืดไม่ไกลจากตัวกระท่อม แรงเหวี่ยงบ่งบอกว่าผู้ออกแรงหงุดหงิดใจเป็นกำลัง มือเรียวนวลชะงักเมื่อเสียงจันดังขึ้นข้างหลัง

“ใคร่รู้นัก ก่อนข้าจักไปพบ เกิดอันใดขึ้นระหว่างเจ้ากับพี่สิงห์กันแน่”

อุษาหันมา แสงไต้จากในตัวเรือนเล็ดลอดออกมาส่องให้จันเห็นนางแค่ครึ่งซีกหน้า อีกครึ่งตกอยู่ในความมืดจนแทบไม่เห็นแม้ประกายตา กระนั้นวงหน้าก็ยังงามเยี่ยมเยี่ยงจันทร์คืนแรม คิ้วโก่งเลิกขึ้นแทนคำถาม

“พี่สิงห์ดูไม่ชอบเจ้าเสียเลย”

เด็กสาวนิ่งงัน ความเงียบจู่โจมจนได้ยินเสียงป่าราตรีลั่น ทั้งเรไรหรีดหริ่ง ทั้งนกเค้าแลสัตว์กลางคืนที่เริ่มตื่นหาอาหาร เปลวไฟขับให้กระท่อมคล้ายเรืองแสง แรเงาลงบนลานโล่งรอบตัวเรือน ที่เพียงพ้นไปไม่ถึงสิบก้าวก็กลับสู่สภาพดงทึบ

เมื่อนั้น จันทร์งามยังงาม หากมีแววสลดลง “ข้าเองก็ไม่เข้าใจ”

“ไม่ต้องเล่า หากเจ้ามิใคร่เล่า”

เสียงหนักแน่นห่วงใยของเขาบ่งน้ำใสใจจริง บางสิ่งในสายตา น้ำคำ และสัมผัสในอารมณ์เรียกอีกฝ่ายให้ช้อนตาขึ้น แค่ชั่วแวบ สิ่งเหล่านั้นจากเขาคงกระทบใจนาง

อุษาสิ้นความสงสัย นัยน์ตายังหมอง ทว่าริมปากงามและลูกคางสั่นเทาราวคนกระหายมีผู้ยื่นน้ำให้เป็นครั้งแรก

เด็กสาวกลืนหยาดใสในคลองตาลง เสียงสั่นครั้นเริ่มเล่า “ตอนนั้น ข้ากำลังวิ่งหนีโจรมา...”

. . . . . . . . . .

 

ราวหนึ่งนาฬิกาก่อนหน้า

กว้านตีนพื้นทำด้วยหนังควายใช้ใส่เดินป่า ทว่าเพราะมีแค่สายคีบระหว่างนิ้วหัวแม่ตีนและนิ้วชี้ ไม่มีส่วนหุ้มส้น มันจึ่งป้องกันกิ่งไม้แลแมลงกลางดงแทบมิได้ กระนั้น ด้วยกำลังใจแข็งกล้าว่าจักต้องหนีไปให้พ้น คนสวมจึ่งแทบไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดขณะฝ่าพงกูดทึบเสมอเอวลิ่วไปอย่างไม่รู้ทิศ สองมือแหวกกิ่งไม้เหม็นเขียว นานทีจักหันสำรวจว่าผู้กวดใกล้มาแค่ไหนแล้ว

ในที่สุดข้อเท้าสะดุดขอนไม้ ร่างในเสื้อแขนกระบอกและโจงสีเข้มล้มพรวดพุ่งไปข้างหน้า พยายามคลานและรั้งตัวขึ้น ทว่าเพียงเงยหน้ากลับเผชิญท่อนขาหนึ่งจังก้าขวาง

เด็กสาวผงะ ต่อเมื่อแหงนขึ้นพบว่าหาใช่ผู้ตามมาแต่ต้น แต่เป็นอีกคน เจ้าตัวก็ถึงแก่หน้าเผือดดุจใจจักขาด ปากสั่นละล่ำละลักอย่างไม่รู้บอกใครแน่ “ช่...ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!

“ใจเย็นก่อน” ใจสิงห์ - ชายแปลกหน้าผู้กลัดผมยาวไว้ด้านหลังด้วยกิ่งไม้เล็กๆ ค่อยช่วยฉุดมือลุกขึ้น “เอ็งหนีกระไรมา”

“ข้า...ข้า...” อุษาสั่นไปทั้งตัว

ไม่ทันตอบ อีกเสียงดังขัดจากด้านหลัง “นี่หาใช่เรื่องของมึง!

สองคนหันไป เด็กสาวตระหนกเมื่อพบว่าผู้ตามไล่มาหยุดห่างแค่ไม่กี่ก้าว บุรุษนั้นรวบผมยาวเป็นมวยเหนือกระหม่อมแล้วคาดผ้ารอบศีรษะมิดชิด มีเขี้ยวมนุษย์ห้อยคอ อกตัน ต้นแขน หลังแขน แลหลังมือปรากฏรอยสักพร้อย แต่ยังไม่ดำพืดเท่าผิวเนื้อช่วงสะเอวกับรอบขาเหนือเข่า ซึ่งโผล่พ้นออกมาจากผ้านุ่งลายตารัดกุม ใบหน้าถมึงทึงจ้องเขม็ง “ส่งตัวนางมาให้ข้า!

อุษาไม่ตอบอันใด สับสายตาระหว่างสองชายแล้วฟันในปากกระทบกันกึกๆ ใจสิงห์ช่วยไสนางหลบหลังเขา

บุรุษสักขาคืบเข้ามาอีก แต่ตีนใหญ่ในเกือกกลับชะงักเพราะคำของใจสิงห์ “ช้าก่อน!

ผู้พูดผึ่งผาย ตาจ้องตรงปราศจากเกรงกลัว

“ที่พี่ชายว่ามาก็ไม่ถูกนัก นางผู้นี้วิ่งมาขอให้ข้าช่วย เช่นนั้นจักบอกว่าไม่ใช่เรื่องของข้าย่อมมิได้ อย่างน้อยก่อนตัดสินใจ ข้าควรได้ฟังว่าเหตุใดจึ่งจำส่งเด็กสาวหวาดกลัวผู้นี้คืนแก่ชายท่าทางคุกคามเยี่ยงพี่”

“ฝีปากดีนัก มึงลองฟังดาบกู!” ชายสักชักดาบ ใจสิงห์กางแขนห่างตัว เกร็งนิ้วมือออกเล็กน้อยอย่างเตรียมตัว

พลันนั้นเองเสียง โฮกกก! ก้องขึ้น เด็กสาวและชายสักขาสะดุ้งผงะ เฉพาะใจสิงห์ยืนจ้องชายตรงหน้านิ่งเหมือนหูหนวก ทั้งตาบอดไม่เห็นว่าเสือลายเมฆใหญ่เปรียวทะยานจู่โจมจากทางด้านขวา ความเร็วดุจมหันตวายุ—

. . . . . . . . . .

 

“ม...มันเหมือนกับ...” ถ้อยคำหายไปในคอระหง

“เสือช่วยพี่สิงห์รึ” จันหันกลับมา ชายหนุ่มกำลังก้าวนำไปข้างตัวกระท่อม ม้าชื่ออ้ายแหว่งล้มตัวนอนใต้แสงจันทร์ราง ขนเป็นมันดูสุขภาพดี มีบางช่วงสะท้อนเป็นเงาด่างแปลกตา

อุษาชะงักนิดๆ ยกมือกอดตัวเองไว้หลวมๆ ดุจสัมผัสละไอยะเยือกลอยล้อมกาย “ข้...ข้าไม่แน่ใจ”

“เยี่ยงใด”

เด็กสาวถอนใจ ปลายนิ้วเผลอไล่แตะช่วงลำคออีก “ข้าไม่ทันเห็น พี่สิงห์ผลักข้าถอยไปข้างหลัง ข้ากลัวเสือมากจนปีนหนีขึ้นไปบนต้นไม้ พอถึงบนนั้นมองลงมาก็ไม่เห็นเสือกับ...โจร.... ส่วนพี่สิงห์นอนอยู่บนพื้น ข้าเข้าใจด้วยซ้ำว่าเขา...ตายแล้ว...” หน้างามขาวเผือด

“พี่สิงห์หาใช่คนอ่อนแอ” จันลดกายคุกเข่าข้างหนึ่งใกล้ๆ อ้ายแหว่ง ม้ารู้ตัวเปิดตาขึ้นนิด หูสองข้างลู่มาด้านหน้า ขณะรูจมูกขยายกว้างสำแดงอารามพึงใจ โดยเฉพาะเมื่อมือใหญ่ของเจ้านายลูบขนบนตัวมันเบาๆ  

“เหตุใดพี่จึ่งแน่ใจนักทั้งที่เพิ่งพบพี่สิงห์ไม่นาน”

ชายหนุ่มเงยหน้า ผายมือไปในความตะคุ่มสลัว “นี่คือป่าใหญ่ มีภัยรอบทิศ เจ้าคิดว่าคนจำพวกไหนจักอยู่ในที่เยี่ยงนี้ได้ยาวนานเพียงลำพัง”

ไม่มีคำตอบของอุษา

“ลางทีเสือตัวนี้อาจมิใช่แค่เพียงไม่ทำร้ายเขา” เสียงจันขรึมลง

“พ่...พี่หมายความเยี่ยงใด”

“ตั้งแต่มาถึง พี่สิงห์บอกให้ผูกอ้ายแหว่งไว้ข้างกระท่อมเช่นนี้ แล้วยังรับรองว่าตราบใดที่มันอยู่ที่นี่จักไม่มีสัตว์ร้ายมาแผ้วพาน”

“และมันก็ไม่มี!” เสียงอุษาตกใจขึ้นมา “พี่คิดว่า...?

“ไม่คิด”

“หือ”

“ไม่มีประโยชน์ที่จักคิด” จันลุกคืน หันมาจ้องตรง “ถึงอย่างไรเราต้องพึ่งพี่สิงห์ เช่นนั้น แค่รู้ไว้ว่าตราบใดที่อยู่ใกล้เขาแล้วเราปลอดภัย เท่านั้นพอ”

เสียงลงหนักอย่างให้ความมั่นใจ แต่ในความมืดยังได้ยินเสียงทอดถอนของฝ่ายหญิงถนัด “ใกล้เขาแล้วเราปลอดภัยรึ”

“เจ้ารู้ดีกว่าใครนี่ ทุกคนมีความลับ...” ปลายประโยคทอดค้าง อย่างตักเตือนแกมกำชับอยู่ในที แล้วเขาก็เปลี่ยนไปยิ้มให้อย่างอ่อนหวาน ตั้งใจส่งผ่านความอบอุ่นโดยยื่นมือทัดไรผมริมหูให้เด็กสาวที่เขารู้สึกราวน้องน้อย

“วางใจเถิด ต่อแต่นี้หน้าที่ของพี่คือพาเจ้าไปส่งให้ถึงที่หมาย ถึงตอนนั้น หากเจ้าใคร่ให้พี่รู้อันใดก็ยังไม่สายเกินการ”

“ขอบน้ำใจ พี่จัน...” ปลายเสียงเครือหายไปในลำคอ เพราะมีก้อนสะอื้นรื้นขึ้นมาพร้อมหยาดน้ำในคลองตาอีกครั้ง ประโยคต่อไปละล่ำละลัก “เพิ่งพบกัน แต่ข้ารู้สึกเหมือนรู้จักพี่มานาน มันคงดีถ้าเป็นเช่นนั้น...ถ้าผู้ชายในชีวิตข้าจักดีสักครึ่งของพี่...”

ราวกำแพงแห่งความหาญแกร่งที่เด็กสาวเพียรสะสมและสำแดงตลอดมาพังทลาย หยดน้ำตาเริ่มกลิ้งหล่นแล้วสืบลงเป็นสาย

จันจุปาก มือสากแตะไล่พวงแก้มช่วยปาดน้ำตา “อย่าร้องไห้ พี่เสียดายความงามที่หมองลง” แล้วเขาก็ยิ้มอีก ยิ้มอย่างรู้ว่ามันช่วยให้สตรีทุกนางสดชื่นขึ้นได้  

“มีโคลงบทหนึ่ง เห็นเจ้าแล้วทำให้พี่นึกถึง ไม่รู้เคยได้ยินไหม”

“โคลงอันใด”

“ลิลิตพระลอ”

 

ทุกเมืองมีลูกท้าว          นับมี มากนา

บเปรียบนางกษัตรี                            พี่น้อง

พระแพงแม่มีศรี                              สวัสดิ์ยิ่ง คณนา

พระเพื่อนโฉมยงหย้อง                       อยู่เพี้ยงดวงเดือน ฯ

โฉมสองเหมือนหยาดฟ้า           ลงดิน

งามเงื่อนอัปสรอินทร์                         สู่หล้า

อย่าคิดอย่าควรถวิล                          ถึงยาก แลนา

ชมยะแย้มทั่วหน้า                            หน่อท้าวมีบุญ ฯ

 

 “แต่รู้ไหม พี่จักแปลงใหม่ให้เจ้าเป็นเยี่ยงนี้...”

 

ทุกเมืองมีลูกท้าว          นับมี มากนา

บเปรียบนางกษัตรี                            แน่งน้อง

อุษาแม่มีศรี                                   สวัสดิ์ยิ่ง คณนา

แม้ดึกโฉมยงหย้อง                           อยู่เพี้ยงดวงเดือน ฯ

โฉมนางเหมือนหยาดฟ้า           ลงดิน

งามเงื่อนอัปสรอินทร์                         สู่หล้า

อย่าคิดอย่าควรถวิล                          ถึงยาก แลนา

ชมยะแย้มทั่วหน้า                            หน่อท้าวมีบุญ ฯ

 

เสียงจันกล่อมสาวราวลงมนต์ เคยได้ผลเยี่ยงใดก็ยังได้ผลเยี่ยงนั้น

“ข้า...” ข้างแก้มอุษามีสีเลือดซับ ประกายตาสุกก่ำแสนหวาน

ชายหนุ่มบอกเบา “กลับเข้าข้างใน แล้วทำให้เหมือนไม่มีอันใดเกิดขึ้น”

“จ้ะ” ถ้าเป็นหญิงอื่น จันคงคิดว่าคืนนี้คงเป็นราตรีแห่งสรวงสวรรค์ เห็นได้ชัดว่านางวางหัวใจลงบนมือเขาแล้วโดยแท้

แต่ด้วยวัยนางเพียงน้องน้อย หนุ่มเจ้าชู้จึ่งไม่ทันคิดกับนางเป็นอื่นใด มือใหญ่รุนหลังแบบบางก้าวกลับไปที่ตีนบันได ล้างขาจากน้ำในโอ่งเล็กก่อนไต่ขึ้นชาน บัดนั้นภายในกระท่อมมีเพียงเสียงปะทุจากคบไต้ ชายผู้เป็นเจ้าของสถานเอนหลังชิดฝาด้านหนึ่ง ท่อนแขนรองใต้ศีรษะสุขสบาย

“รีบนอนเข้า พรุ่งนี้เราจักออกเดินทางแต่เช้า”

วาวตาของอุษากระจ่างยิ่งขึ้น ผงกศีรษะยิ้มแต้

จันล้มตัวนอนคั่นกลาง มีใจสิงห์อยู่ขวา อุษาอยู่ซ้าย คนข้างซ้ายพยายามขยับตัวน้อยที่สุดป้องกันการรบกวนชายแปลกหน้าทั้งสอง

ราตรียังอีกยาวนัก แลมันจักยาวยิ่งกว่าสำหรับผู้มีเรื่องกังวลมากมายจนแทบไม่อาจปิดตา ฤาต่อให้พยายามปิดตา ยามหลับภาพในอดีตยังกลับผุดเต้นร่า ชัดแจ้งดุจเกิดขึ้นจริงต่อหน้าอุษาก็มิปาน...

. . . . . . . . . .


[1] เครื่องจักสานลักษณะเหมือนกล่องมีฝาเปิดแยกต่างหาก

[2] เป้สะพาย เวลาสะพายจะรั้งไว้กับหน้าผาก ยิ่งสัมภาระหนักยิ่งต้องโน้มตัวไปข้างหน้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น