พยนต์

ตอนที่ 2 : บทที่ ๒

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 320
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    25 ก.พ. 62

-๒-

 

จากยุคแรกเริ่มก่อนประวัติศาสตร์ สู่ห้วงพิพัฒน์พร้อมการมาถึงของพระบวรพุทธศาสนาในช่วงทวารวดี พื้นที่ตอนล่างเมืองพระบางเป็นแหล่งอาศัยของชนหลายชาติ จวบสุโขทัยรุจนา ท้าวมหาพรหมก็พาคนไทยมาตั้งรกราก ขานนามว่า บ้านอู่ไทย เพราะเป็นหมู่บ้านคนไทยในท่ามชาวมอญ ละว้า กระทั่งยาง[1]

อันชนยางนี้เคยร่วมวีรกรรมแต่ครั้งพระองค์ดำทรงยกทัพถล่มตองอู มีชื่อจารึกเป็นถึงแม่ทัพ บ้างร่วมรบในกองเสือป่าแมวเซา กองอาทมาต และกองอาสา มีความเชื่อมั่นศรัทธาในสมเด็จพระนเรศสืบต่อกันมาช้านาน เผ่ายางแยกเป็นหลายเชื้อสาย อาทิ ยางขาว ยางแดง และยางเขียว ยางกลุ่มหลังก่อเรือนอยู่ทางทิศหรดีของเมืองอู่ไทย ห่างจากริมแควตากแดดราวสี่พันเส้น

เรือนหมู่นั้นตั้งกระจายอยู่ชายป่า หลังคามุงจาก ไผ่ ใบอ้อ หรือใบตองตึง ตัวเรือนเป็นเรือนเครื่องผูก ไม้ไผ่บุพื้นแลฝาบ้าน ฝาด้านประจิมหรือทิศอุดรเจาะหิ้งบูชาผีปักต้นลิ้นมังกร เสาเรือนทำจากไม้เนื้อแข็ง ยกพื้นสูง มีชานหน้า วันนี้แต่ละชานเปล่าว่าง เหลือเพียงชานเดียวที่ยังปรากฏหญิงชาวยางนั่งเหยียดขา กระตุกแผ่นไม้ตบด้ายในกี่ทอผ้าแบบกี่เอว

จวนยามหนึ่งฟ้าเริ่มขมุกขมัว กระนั้นนางเยซาไม่รับรู้ หญิงวัยสามสิบห้ากำลังเคลิบเคลิ้มไปกับแว่วเสียงเพลงในสายลมเยือก มือทำงานตามความเคยชิน ทว่าภาพตรงหน้ากลายเป็นพิธีกรรมประจำเผ่า พิธีกรรมแห่งความตาย

งานศพชนยางแผกต่างตามวัย ศพเด็กมักฝังทันที ผู้ใหญ่จัดพิธีตามจำนวนวันคี่ ส่วนใหญ่ตั้งศพไว้สามวัน ระหว่างนั้นจักมีการละเล่นละม้ายหมากรุก การเก็บผลไม้ และพิธีชี้ทิศแก่ดวงวิญญาณ ขณะเดียวกัน กลุ่มหนุ่มสาวจักร่วมร้องเพลงไว้อาลัยสร้างความเพลิดเพลินแก่ผู้วายชนม์

เยซาได้รู้จักแลเกี้ยวพากับอ้ายม่องตะลู้ในพิธีดังกล่าว ผ่านมาหลายปีนางยังจำราตรีที่ตนและชายคนรักร่วมรำพันได้ชัดแจ้ง ตอนนั้นเยซายังสวมชุดผ้าฝ้ายพื้นขาวทรงกระสอบแบบสาวโสด ส่วนม่องตะลู้หล่อเหลาในเสื้อตัวยาวถึงตะโพก ตกแต่งแถบสี นุ่งกางเกงสะดอ[2] กำไลเงินและสร้อยลูกปัดลั่นตามจังหวะเขาขยับกาย คลอไปกับเสียงนาเด่ง[3] ฆ่วย[4] และวาเลเคาะจี[5] เท้าสองคู่เวียนเคียงกันไปรอบศพตลอดคืน พร้อมกับนางจี่คว้างเพื่อนสนิทและหนุ่มสาวคนอื่นๆ ของหมู่บ้าน ลำนำขับขานว่าความรักแลศรัทธาต่อผู้ตายจักไม่เสื่อมไปจากคนข้างหลัง

ชาวยางเชื่อว่ายิ่งไปร่วมงานศพบ่อยยิ่งได้สะสมบุญ แต่นอกจากความเชื่อนั้น คำสั่งแกมขอร้องของหมอผีเฒ่าผู้นำหมู่บ้านคือประกาศิต

คนบ้านเราก็คือญาติของเรา ใครตายก็เหมือนญาติของเราตาย

วันนี้เยซาไม่ได้ไปร่วมงานเพราะที่เรือนมีแขกมาขออาศัย กับทั้งลูกชายก็ยังไม่หายป่วยดี วันนี้มันหลับทั้งวัน ป่านนี้ตื่นหรือยังก็สุดรู้

ร่างผอมในเสื้อและผ้าถุงคนละท่อนลุกจากกี่ทอผ้า ก้าวหย่งๆ เข้าเรือนไป ที่นอนของลูกคือพื้นด้านในซึ่งไม้ผุเป็นร่อง บัดนี้มันว่างอยู่ นางอมยิ้มรู้ทันว่าลูกชายจักหายไปไหน

ไม่ผิดจากที่คาดไว้ เด็กชายวัยหกขวบนั่งคลุกดินอยู่ใต้ชาน พอเห็นแม่มันก็หน้าแป้น ยกหุ่นดินรูปคนชูให้นางดูด้วยความภูมิใจ เยซาลูบผมลูกชายแล้วย่อกายลงเคียงข้าง “มา มู[6]จักช่วยเอ็งปั้นหนา กองหม่องเอ๋ย”

. . . . . . . . . .

 

หุ่นดินปั้นเป็นรูปคนสองคน นางเยซากำลังจักวางคู่ก็พอดีได้ยินเสียงซุบซิบเบาแผ่ว นางวางก้อนดินลง สืบเท้าตามไปข้างพงไม้ มองลอดพุ่มใบจึ่งได้เห็นเงาร่างคนสองคนกำลังคุยกัน

หนึ่งในนั้นคือนางเอื้อง แขกที่ผ่านมาถึงเมื่อเช้าแลขอเข้าพักแรมที่นี่ การต้อนรับอาคันตุกะนับเป็นประเพณีดีงามอีกอย่างที่คนบ้านยางไม่พึงละเลย สำหรับนางเอื้องรายนี้เป็นหญิงบ้านไกล อายุไล่เรี่ยกับนางเยซา ใบหน้ากาง โหนกแก้มและกรามชัด มีไฝเม็ดงามอยู่หางตาซ้ายทำให้ดูตาเศร้า สวมเสื้อแขนยาวกับโจงทะมัดทะแมงผิดหญิง

“ปะ...” เอื้องเอ่ยด้วยเสียงสั่นหวาด มันใช้ภาษาโย[7] “ป๊ะอุษาก่อ! 

คู่สนทนาของมันอยู่ไกลใต้เงาไม้ทึบกว่า ร่างใหญ่อยู่แล้วจึ่งยิ่งดูดำทะมึน ต่อเมื่อสายตาเริ่มชินกับความมืด นางเยซาค่อยแยกแยะออกว่าเป็นชายหนุ่มร่างกำยำ ท่อนบนเปลือยสำแดงกล้ามเนื้อแกร่ง ขณะท่อนล่างนุ่งผ้าตาโก้ง[8]แบบเค็ดหม้าม[9] เผยให้เห็นรอยสักหมึกวับแวมช่วงตะโพก และดำเป็นพืดลงจากชายผ้านุ่งถึงข้อเข่า เจ้าตัวตอบเสียงขึง “ใจ้ หนีไปกับป้อจายสองคนในป่าปู้น”

เอื้องตาหลุกหลิก เสียงอ่อนเบาราวใช้ความคิด “ป้อจายสองคน...”

ไถ่จักเป็นใจสิงห์กับเจ้าจัน[10]!

คำตอบของนางเยซาเรียกสายตาคนทั้งสองมาพร้อมเพรียง นางจึ่งก้มลอดซุ้มไม้ออกสำแดงตัว

ครั้นเห็นคนนอก ฝ่ายชายระแวงระวังขึ้นทันควัน มือใหญ่ล้วงบางอย่างจากข้างหลัง นางเอื้องตัวสั่น แตะศอกเขาทำนองปราม

“เยซา” นางเอื้องหันมา ภาษาที่ใช้สับจากภาษาโยเปลี่ยนเป็นของพวกจอเตะ[11] “เอ็งรู้จักพวกนั้นรึ”

แม้ปกติใช้ภาษายาง หากเยซาเคยตามผัวเข้าไปแลกเปลี่ยนของป่ากับคนในเมือง ได้พบปะทั้งพวกโยและจอเตะจนพอสื่อสารกันรู้เรื่อง นานทีก็มีคนเหล่านี้หลงเข้ามาถึงนี่บ้างเหมือนกัน

นางตอบเป็นภาษาจอเตะเหมือนคำถามมา “อ้ายจันเดินทางผ่านมาเมื่อสองวันก่อน ป่านนี้คงไปพักอยู่กับใจสิงห์ ที่นั่นมีกระท่อมของมันอยู่หลังเดียว”

เอื้องลอบสายตามองฝ่ายชาย รายนั้นพยักหน้าด้วยสายตากระตือรือร้น

ในที่สุดฝ่ายหญิงหันกลับมาถาม “กระท่อมของใจสิงห์อยู่ที่ไหน”

“ข้าไม่ได้สนใจมันจึ่งจำไม่ได้” เยซาเดาะลิ้น จากนั้นหันข้างก้มลง ภาษาเปลี่ยนไปแต่ไม่เกินความสามารถคนฟังแปล

“เอ็งเล่า จำได้หรือไม่ กองหม่อง”

เอื้องและชายแปลกหน้าหันตาม หัวคิ้วมุ่น

. . . . . . . . . .


[1] กะเหรี่ยง

[2] กางเกงสะดอ เตี่ยวสะดอ กางเกงเล หรือกางเกงขาก๊วย หมายถึงกางเกงทรงหลวมมีปลายขากว้าง ขากางเกงยาวในช่วงจากน่องถึงข้อเท้า ขอบเอวใหญ่ เป้าต่ำ

[3] พิณกะเหรี่ยงมี ๖ สาย

[4] ปี่เขาควาย

[5] เกราะไม้

[6] แม่

[7] คำเรียกชาวล้านนาของกะเหรี่ยง แผลงมาจากคำว่า โยนกหรือยวน

[8] ผ้าทอลายดำสลับขาวเป็นตาโตๆ

[9] วิธีนุ่งผ้าโดยม้วนชายเป็นเกลียวสอดหว่างขาให้กระชับรัดกุม

[10] ท่าจักเป็นใจสิงห์กับบเจ้าจัน

[11] คำเรียกชาวอโยธยาของกะเหรี่ยง แผลงมาจากคำว่า โยเดียหรือโจเดียของพม่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น