พยนต์

ตอนที่ 13 : บทที่ ๑๓

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 117
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    25 ก.พ. 62

-๑๓-

 

ใต้ถุนเรือนพ่อหมอมีแคร่เก่าแก่ตั้งอยู่แคร่หนึ่ง เมื่ออ้ายโจโหว่ออกวิ่งไปแล้ว ใจสิงห์ก้าวไปปลดอ้ายเมืองลงที่นั่น

“ได้ยินว่าเอ็งเป็นคนแรกที่เห็นศพพี่จี่คว้าง” เขาถามระหว่างช่วยนางเอื้องจัดท่าให้อ้ายเมืองนอนบนแคร่ “ตอนนั้นเกิดอันใดขึ้น”

หญิงต่างบ้านทอดถอนลมหายใจ ไม่ถึงกับกระวนกระวายเหมือนตอนคุยกันเมื่อเช้าต่อหน้าพ่อหมอ แต่ยังพอมีท่วงท่าระวังตัว ไม่ต่างกับลักษณะของนางอุษา

“ข้ากับอ้ายเมืองกำลังวิ่งตามหาอุษา เราข้ามตะพานจากอีกฝั่งเลาะไปตามริมน้ำ ข้าไปถึงช่วงที่ตลิ่งคอดเป็นรูปเสี้ยวจันทร์ก่อนมัน กำลังมองตามรอยเท้าอุษาก็กลับพบศพอยู่บนโขดหินใต้ตลิ่ง”

“มีรอยเท้าอุษาอยู่แถวนั้นด้วยรึ”

“อ้ายเมืองชำนาญการแกะรอย มันแน่ใจว่าเป็นรอยเท้าของอุษา” หญิงสาวหยุดมองคนบนแคร่หลังจัดท่าเรียบร้อย อ้ายเมืองตัวใหญ่หนักพอสมควร แต่นางเอื้องที่ช่วยใจสิงห์จับยกแขนขาไม่ยักมีอาการเหนื่อยออกมาให้เห็น มันแข็งแรงกว่ารูปนอก

ชายหนุ่มนั่งลงบนแคร่นั้น นิ่งฟัง

“อ้ายเมืองว่าอุษาคงวิ่งวนอยู่ตรงนั้นก่อนหายไปหลังพุ่มขี้หมาแห้ง ระหว่างที่ข้ากำลังตกใจกลัวศพใต้ตลิ่ง มันจึ่งวิ่งตามอุษาต่อไปก่อน หลังจากนั้นสักพักพวกลุงโก่งก็ลงจากดงหมากพร้าวมาเจอะ เอ๊ะ--” คนเล่าก้าวไปหยิบกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำมายื่นให้ชายหนุ่ม ท่าทางเหมือนนึกขึ้นได้ “นี่พี่กำลังสงสัยว่าอุษาน่าจักเป็นคนแรกจริงๆ ที่ได้เห็นศพใช่หรือไม่”

ชายหนุ่มรับกระบอกน้ำ ยักคอเป็นเชิงขอบน้ำใจพร้อมๆ กับรับคำ “ถ้าพี่จี่คว้างตายแล้วตั้งแต่ก่อนหน้านั้น”

“หมายความเยี่ยงใด”

ชายหนุ่มดื่มน้ำแล้วใช้หลังแขนปาดริมปาก “อุษาอาจไม่เห็นกระไรเลยหากตอนนั้นพี่จี่คว้างยังมาไม่ถึง หรือไม่ เป็นได้ว่ามันจักเป็นคนเดียวที่รู้เห็นขณะความตายมาเยือนนาง!

บทสนทนาขาดไปเพราะเสียงตุบตับดังใกล้เข้ามา ร่างผอมเกร็งของนางเว่อชะงักกึกที่ตีนกระได ไม่ใช่เพราะคนป่วยนอนอยู่ใต้ถุน ทว่ามันเห็นเฉลว ลูกสาวนางจี่คว้างบ่ายหน้าเข้ามาหานางเอื้องเป็นสำคัญ คำซักกระหืดกระหอบ “ตั้งแต่เช้าพ่อหมอยังไม่ลงมาเลยรึพี่เอื้อง” 

“ชะ ใช่” คนถูกถามตกใจ “ตั้งแต่ราวโมงเช้าก่อนข้าลงมาเจออ้ายโจโหว่ จากนั้นก็ไม่เห็นแกลงมาอีกเลย”

เว่อสีหน้าตระหนก โดยไม่หันดูคนป่วยที่นอนสลบไสลมันก็รี่ไปยังกระไดอีกครั้ง นางเอื้องได้สติปราดขวาง

“เอ็งขึ้นไปไม่ได้ ไม่เห็นเฉลวรึไง แล้วคนป่วยก็นอนอยู่นั่น!

“ป่านนี้พ่อหมออาจไม่อยู่บนเรือนแล้วก็ได้” อ้ายโจโหว่พูดแทรก มันเพิ่งตามพี่สาวมา ในมือถือลูกหมากเดื่อแทะ ปากยังว่าขณะผ่านเลยหญิงทั้งสองมาหาใจสิงห์

“พ่อหมอไม่ชอบคนนอก โดยเฉพาะอ้ายนี่...” มันไสท่อนขาใหญ่โตของอ้ายเมืองหลบไปข้างหนึ่งเพื่ออาศัยพื้นที่นั่งลง “เพื่อนพี่เอื้องเป็นคนนอกที่นำเรื่องยุ่งยากมาให้ไม่ได้หยุด พ่อหมออาจ...” มันหยุด และเหมือนทุกที กล้าแต่ก็กลัว พูดต่อเสียงเบาลง “แสร้งทำแบบเดียวกับที่ทำกับงานศพมูของเรา--

“หุบปากเสียอ้ายโจโหว่” คำของน้องชายทำให้คนเป็นพี่รุกร้อน “ผีเจาะปากเอ็งรึ มูไม่เคยสั่งเคยสอนให้ใครว่าเซอะหระป๊ะต่า!

พอถูกยกมารดาลงมาอ้ายโจโหว่ก็หน้าคว่ำ ใจสิงห์แอบขำ เขารู้ว่าที่แท้มันก็เป็นเหมือนหนุ่มกระทงทั่วไป อารามลุกร้ายเพราะถึงวัยเลือดระอุ การเห็นสิ่งผิดตานานมาทว่าถูกบังคับให้ข่มไว้ ทำให้มันยิ่งต่อต้าน มันจึ่งสร้าง ทางเลือก ขึ้นใหม่โดยริทำกระไรลับๆ ล่อๆ

“ถ้าไม่อยากให้มูร้อนใจก็ควรหยุดพูดเยี่ยงนี้ได้แล้ว เพราะที่จริงเอ็งมันไม่รู้อันใดเลย!

ตะคอกจบนางเว่อก็ปัดเฉลวทิ้งแล้ววิ่งตุบตับขึ้นไป เอื้องกระวีกระวาดตาม ต่อด้วยใจสิงห์และอ้ายโจโหว่ สีหน้าของมันแย่ลงทันทีหลังจากผ่านชานมาเห็นคนด้านใน

“พ่อหมอ!

นางเว่อร้องลั่นเมื่อพบชายแก่นอนเค้เก้อยู่กลางเรือน

. . . . . . . . . .

 

คนป่วยทั้งสองถูกนำมาไว้บนเรือนคู่กัน นางเว่อช่วยตรวจสอบแลแก้ไขเบื้องต้น ชายสักขาถูกของแข็งกระแทกด้านหลังศีรษะตามคาด โชคดีของมันที่มีผ้าคาดหัวแน่นหนาอยู่ชั้นหนึ่ง หาไม่ป่านนี้คงไม่มีชีวิตเหลือ

ใจสิงห์สังเกตผู้ให้การรักษาด้วยความชื่นชม นางเว่อผอมบางแต่กลับแคล่วคล่องทะมัดทะแมง อายุไม่เท่าไหร่แต่ทุกถ้อยคำและการเคลื่อนไหวดูน่าเชื่อถือ เมื่อมือผอมคล้ำเริ่มขยับช้าลง อันเป็นสัญญาณว่าการรักษาพ้นระยะ น่าเป็นห่วง หมอสาววัยไม่ทันครบยี่สิบก็พูดขึ้นด้วยเสียงเย็น ผิดกับตอนเพิ่งกระหืดกระหอบมาถึงเรือน

“พ่อหมอป่วยมานานแล้ว แกปวดท้องและบางทีมีเลือดติดในกองมูล” คนพูดยังหันจัดข้าวของ ไม่ออกอาการว่าตั้งใจบอกใครโดยจำเพาะ ถึงกระนั้นก็รู้ว่าเจาะจงไปที่น้องชาย อ้ายโจโหว่นั่งนิ่งอย่างวางตัวไม่ถูก มันจับสายตาอยู่ที่พ่อหมอซึ่งหลับสนิทอยู่ข้างอ้ายเมือง ร่างใหญ่ของชายสักขายิ่งข่มให้เซอะหระป๊ะต่าดูผอมบางลงไปอีก วันวัยและภาระหนักอึ้งคล้ายสูบทึ้งน้ำเนื้อจนแกเหลือแต่ความหดเหี่ยว ใจสิงห์มองเห็นความกังขาในสายตาของอ้ายโจโหว่ มันกำลังสงสัยว่านี่หรือ เนื้อแท้ของผู้อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของหมู่บ้าน ทุกคนเชื่อฟัง ก้มหัว ลามเลยไปจนถึงหวาดกลัว...

พี่สาวถอนหายใจ “อาการของพ่อหมอจักยิ่งกำเริบหนักเมื่อมีเรื่องร้ายให้คิดมาก แกมักคลื่นเหียนแลถ่ายหนักจนหมดแรงเช่นนี้”

“แกเป็นมานานขนาดไหน” เสียงอ้ายโจโหว่อ่อนลง ลักษณะเฉกที่ผู้ใหญ่เรียกว่า ให้ความเคารพ

มือหมอชะงักจากร่างผอมเหี่ยวของผู้นำหมู่บ้าน เป็นครั้งแรกที่นางเว่อหันมาจ้องน้องชาย “นานเท่าๆ กับที่มูป่วยหนัก”

นางจี่คว้าง อดีตเซอะหระแกเลาะต่าก็ป่วยหนัก?

“เช่นนั้นเหตุใดไม่มีใครในหมู่บ้านรู้” คนเป็นน้องถาม

พี่สาวถอนหายใจ “พ่อหมอไม่ต้องการให้ใครเป็นกังวล แกขอให้มูกับข้าเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับตลอดมา มูบอกข้าให้คอยสังเกตอาการแกดีๆ เพราะพ่อหมอเป็นผู้มีพระคุณคุ้มหัวมูนัก”

“เช่นนั้นเรื่องเมื่อคืน...”

“ถ้าเอ็งไม่ตาฝาดก็สำแดงว่าโดนผีหลอก!” พี่สาวส่ายหน้าอิดหนา “เมื่อวานมีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย พ่อหมอทำงานหนักมาตลอดจนเริ่มล้มป่วยช่วงเย็น ป่วยหนักขนาดนี้จักมีแรงลุกขึ้นได้เยี่ยงไร”

ถึงอย่างไรอ้ายหนุ่มยังไม่วางใจเชื่อทั้งร้อย มันบ่ายหน้ามาจ้องขอความเห็นน้าสิงห์ที่มันนับถือ

ชายหนุ่มกำลังคิด ไม่ผิดจากที่คาดไว้ พ่อหมอไม่ได้ลุกขึ้นมาจริงๆ

“บัดเดี๋ยวก่อน” เขายังมีข้อข้องใจ “เมื่อครู่เอ็งบอกว่าพ่อหมอป่วยมานานเท่าๆ กับมู หมายความว่าเยี่ยงใด”

นางเว่อละมือเหลียวมา การรักษาเสร็จสิ้น มันเลื่อนเครื่องมือเก็บไว้ข้างหนึ่ง เรียบร้อยแต่ไม่ถึงกับเคร่งครัดหนักหนาเยี่ยงหมอผีเฒ่า “เท่าที่ข้ารู้ หมู่บ้านเราเคยเกิดเรื่องร้ายแรงบางอย่าง พ่อหมอไม่พอใจมูมานับแต่นั้น แลต่างคนต่างก็ล้มป่วยด้วยโรคภายในคล้ายๆ กัน มูเองมีอาการปวดท้องคลื่นไส้บ้างเป็นบางครั้ง ทั้งๆ ที่มูไม่ใช่คนคิดมากแต่กลับป่วยหนักกว่าพ่อหมอ มีอาการเจ็บหน้าอกร่วมด้วย บางครั้งเจ็บจุกจนหายใจไม่ออก...”

เสียงอธิบายเครือลง นางเอื้องที่นั่งอยู่ข้างใจสิงห์มาตลอดจึ่งลุกเอื้อมไปลูบหลังไหล่ปลอบใจ หมอสาวพยักหน้าเป็นเชิงขอบน้ำใจแล้วเล่าต่อ

“แต่มูก็เหมือนพ่อหมอ มูไม่ยอมให้ใครรู้เพราะไม่ใคร่ให้ใครกังวลใจ มีแต่ข้าที่รู้แลคอยพยาบาลแกมาตลอด”

ที่แท้นางเว่อคงสนใจการรักษาแลสืบทอดวิชาเซอะหระแกเลาะต่าเพื่อดูแลแม่ของมันนั่นเอง

น้ำใสไหลข้างแก้มคนเล่า สำแดงถึงการอัดอั้นเก็บความลับไว้กับตัวมานาน น้องชายได้แต่นั่งนิ่งตกใจเพราะไม่เคยรู้

“พักหลังมูหอบแลเหนื่อยง่ายกว่าปกติ บางทีบ่นใจสั่น และเริ่มมีอาการหน้ามืด”

หน้ามืดรึ

“ข้าพยายามห้ามไม่ให้มูออกไปเก็บสมุนไพร แต่แกก็ยังรั้น บอกว่าการรักษาคือสิ่งที่ทำให้แกมีชีวิตยืนยาวต่อมาได้ หาไม่แกคงตายไปนานแล้ว...”

ใจสิงห์เอ่ยปากหลังจากเป็นผู้ฟังอยู่นาน “เช่นนั้นการตายของมูเอ็งก็อาจ--”

“ใช่” นางเว่อพยักมั่นใจ “มูตายเพราะอาการป่วยนั่นเอง!

ชายหนุ่มเบิกตา เหตุการณ์เริ่มเข้าเค้า เช้าวานนางจี่คว้างเที่ยวเก็บสมุนไพรไปตามริมน้ำ อาการป่วยหนักทำให้เหนื่อยง่าย เป็นไปได้ว่าขณะนั้นอาการกำเริบจนนางทรงตัวไม่ไหว จึ่งล้มพิงไปบนพุ่มขี้หมาแห้ง อย่างไรก็ดี ด้วยนิสัยดื้อรั้น จี่คว้างดันทุรังก้าวต่อ และความตายอาจมาเยือนนางจากสองกรณี

หนึ่ง โรคร้ายอาจพรากชีวิตนางไปตั้งแต่อยู่บนฝั่ง สติขาดหายพลอยให้ร่างร่วงลงไป ทับหักยอดผักหนามที่ชูขึ้นมาจากซอกหินเบื้องใต้

กับสอง นางแค่ลื่นไถล และแล้วความตายเกิดจากบาดแผล ซึ่ง...โอกาสอาจน้อยนัก  

เอาเถิด ไม่ว่าด้วยกรณีไหน ลักษณะการร่วงลงไปเป็นแบบหงายหลัง หลังศีรษะจึ่งกระแทกเป็นรอยแตกอย่างที่ใจสิงห์เห็นสภาพศพกลางเรือน

คำถามคือ อุษาเข้าไปถึงบริเวณนั้นเมื่อใด ตอนที่นางเอื้องเล่า ใจสิงห์อ่านจากท่าทางได้ว่ามันมิได้โกหก เรื่องที่บอกว่ารอยเท้าของอุษาวนหายไปหลังพุ่มขี้หมาแห้ง ตอนนั้นนางเอื้องกับอ้ายเมืองคงตรวจดูและพบว่าอุษาไม่อยู่แล้ว แต่...ทางเปิดมีมากมาย ไยนางอุษาจึ่งเลือกไปอยู่ในพงรกเช่นนั้นเล่า

อย่างว่องไว หัวคิดของชายหนุ่มย้อนไปยังเหตุการณ์บ่ายวานกลางป่า หลังจากที่เขาเพิ่งฟื้นเพราะถูกอ้ายจันปลุกเรียก

ไปเถิด ที่นี่ไม่ปลอดภัย เสือลายเมฆเป็นนักปีนชั้นยอด มันอาจรอเล่นงานอยู่บนต้นไม้พวกนี้

ทันทีที่เขากับมันลุกห่าง เสียงร้องของนางอุษาก็ดังขึ้นจากกิ่งหนึ่งบนตะเคียนยักษ์ บัดเดี๋ยวก่อน! ช่วยข้าที ข้าลงไปมิได้!’

ลักษณะการตัดสินใจของคนเรามีแบบแผนคล้ายๆ เดิม เฉกนั้นเป็นไปได้มากว่าตอนอยู่ริมตลิ่ง ที่อุษามันวิ่งไปหลังพงไม้ก็เพื่อซ่อนกายจากคนแปลกหน้า คนแปลกหน้าที่ไม่น่าเป็นใครนอกไปจาก...

“พี่จี่คว้าง!” ใจสิงห์โพล่งดัง “อุษาเจอพี่จี่คว้างตั้งแต่นางยังไม่ตาย!

“หะ...หา!” คำถามแทบดังพร้อมเพรียงจากนางเอื้อง หมอสาวและน้องชาย

“ดูก่อน” ใจสิงห์พยายามสูดลมรำงับความตื่นเต้น ตวัดสายตามองเอื้อง “ตอนเกิดเหตุ อุษามันกำลังหนีเอ็งกับอ้ายเมืองไปแถวริมตลิ่งนั่น ระหว่างกำลังหาทางรอด มันคงได้ยินเสียงคนผ่านมา จึ่งตกใจรีบหลบไปหลังพุ่มขี้หมาแห้ง”

เอื้องฟังพลางกลอกตาไปมาอย่างลำดับเรื่องราวในหัว ขณะที่อ้ายโจโหว่ถามย้ำ “มูรึ!

“ใช่! คงเป็นพี่จี่คว้างมูของเอ็งไม่ผิดแน่ แกคงเริ่มเหนื่อยจึ่งถอดสัมภาระบนหลังวางลงใกล้ๆ พุ่มขี้หมา แต่แล้วกลับเซล้มลงไปทับพุ่มไม้จนหักยับลงไปอย่างนั้น มูของเอ็งคงพยายามดึงดันลุกขึ้นต่อ แต่โชคไม่ดี แกเดินไปพบจุดจบที่ใต้ตลิ่งคอดนั่น”

“แต่จากพุ่มขี้หมาไปขอบตลิ่งไม่ใช่แค่ก้าวสองก้าว” เอื้องค้าน คงเริ่มเห็นภาพชัดแล้ว “ถ้าอุษาเห็นคนท่าทางไม่ดี มันต้องรีบเข้ามาช่วยก่อนได้รับอันตราย”

“ทำไม”

“มันไม่ใช่คนใจหิน”

“แล้วสภาพอ้ายเมืองนั่นเล่า”

หญิงต่างบ้านนิ่งอั้นอย่างจนถ้อยคำ

“ข้าเห็นด้วยกับน้าสิงห์” นางเว่อว่า ดวงตายังเผลอชื้นน้ำเมื่อพูดถึงแม่ “เหตุการณ์ตอนนั้นอาจเกิดขึ้นเร็วจนอุษาตามไม่ทันก็เป็นได้ มูไม่มีแรงแต่ก็รีบตรงไปที่ตลิ่งเพื่อช่วยอ้ายกองหม่อง”

ชื่อสุดท้ายทำให้ใจสิงห์ฉงน “อ้ายกองหม่องมาเกี่ยวอันใดด้วย”

เพียงจบคำ อสนีบาตก็ลั่นเปรี้ยง ฟ้ามืดเพียงราตรี เมฆมืดสยายล้อมดุจจักปลุกห่าผีคืนชีพกระนั้น แม้คนใจหาญเยี่ยงใจสิงห์ยังเผลอกระหวัดถึงกองผีไพรที่รุมทำร้ายตนแลอ้ายจันเมื่อคืนวาน ว่ากันว่าฟ้าเฉกนี้เป็นเวลาที่คนเป็นติดต่อด้วยคนตาย!

หญิงสองนางยังตกใจ จวบคำของอ้ายโจโหว่ดังขึ้น

“อ้าว น้าสิงห์ยังไม่รู้รึ เหตุครั้งนี้เราไม่ได้เสียแค่มู บนโขดนั่นเป็นที่สุดท้ายของอ้ายกองหม่องด้วยเหมือนกัน!

“ใช่จ้ะ” นางเว่อพยักย้ำ

“กองหม่องมันตายแล้ว!

. . . . . . . . . .


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น