พยนต์

ตอนที่ 1 : บทที่ ๑

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,338
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    25 ก.พ. 62

-๑-

 

กะพริบแรกนำมาซึ่งแสงฉาดฉาน ชายหนุ่มหยีตาลงพลัน โสตสดับเสียงใกล้

“พี่สิงห์! พี่สิงห์!

เสียงเรียกมีเค้าทุรน เจ้าของเสียงใช้มือใหญ่ตบต้นแขนของเขาแรงๆ เป็นเชิงปลุก กระตุ้นสติได้อีกหน่อย

ผู้ถูกเรียกว่า พี่สิงห์ขยับใบหน้าเล็กน้อยเพื่อหลบแสง เมื่อมองถนัดขึ้นจึ่งพบว่า ที่แท้มันเป็นเพียงลำแดดซึ่งทอลอดหลังคาใบไม้ลงมา หาใช่ตาวันเที่ยงกลางฟ้าโปร่งเปลือยแผดเผา

“รีบลุกเข้าเถิดพี่!” เสียงกำชับดึงสายตาของชายหนุ่มมายังร่างที่ชะโงกอยู่ข้างกาย ครั้นลุกนั่ง กะพริบตาอีกครั้ง ภาพของบุรุษนั้นค่อยกระจ่าง

เจ้าตัวกำลังร้อนใจ ใบหน้าคมสันมีคิ้วรกขมวดเหนือตาคม ศีรษะโกนรอบเหลือเฉพาะผมตอนกลางแสกไว้ โหนกแก้มชัด ขากรรไกรแกร่ง เคราจางแต่หนวดเข้ม รูปร่างกำยำสูงใหญ่ ท่อนบนสวมเสื้อคอกลมแขนยาวจรดศอก ท่อนล่างนุ่งโจงเก่าคร่ำ อายุอานามคงไม่เกินยี่สิบห้า ทว่ามีความเป็นผู้ใหญ่เกินวัยทั้งท่าทางและนัยน์ตา

ใคร

หาได้ถามตามใจคิด สายตาคนเพิ่งตื่นกวาดรอบกายแทน

ชายหนุ่มพบว่าตนอยู่กลางไพรทึบ ขนัดด้วยลำชะลูดของต้นยางนา ยางกล่อม ตะเคียนทอง บางช่วงเรือนยอดสานขัดจนร่มครึ้ม มีกูดเกี๊ยะ กูดผีป่า ว่านกีบม้า ห่มหนาจนแทบไม่เห็นผิวดิน เฉพาะบางช่วงปรากฏรอยแหวกหักของกิ่งวัชพืชเหล่านั้น เผยให้เห็นรอยย่ำบนพื้นสีดำชอุ่มซึ่งประทับรอยตีนใหม่ ของคนสี่ กับสัตว์อีกหนึ่ง

ในสี่คนนี้มีหนึ่งรอยตีนเปลือย ผู้มองชักสายตากลับมาที่ตีนตน รอยของเรา อีกสามคนที่เหลือใส่เกือก สำแดงว่ามิใช่ชาวบ้านธรรมดา หาไม่ก็ต้องเป็นผู้เดินทางไกล

รอยแรกสืบมาถึงจุดที่ผู้ปลุกคุกเข่าเรียกเขาอยู่ จากลักษณะดูเหมือนว่าอ้ายหนวดจักมิได้ตรงเข้ามาหาเขาทันที มีรอยก้าววนเหมือนค้นหาบางอย่าง แต่ไม่มาก แล้วมันก็มาปลุกเรา

อีกสองรอยที่เหลือ รอยหนึ่งกดดินลึก มีขนาดใหญ่ ความยาวกว่าหกองคุลี ขณะที่อีกรอยกดดินตื้นและมีขนาดเล็กกว่า กะประมาณสามองคุลีเท่านั้น ระยะก้าวของทั้งสองไม่ปกติ มีทั้งจังหวะวิ่งและกระถดถอย ไม่สามารถกะขนาดความสูงของร่างกายได้แม่นยำ แต่บอกสถานการณ์ได้ดีว่ามีเรื่องร้าย

นั่นอาจเพราะรอยสุดท้าย

รอยอุ้งตีนไม่ใหญ่ กว้างแค่ครึ่งคืบกับอีกราวสามองคุลี ด้านบนมีสี่นิ้ว ทุกนิ้วปราศจากรอยกรงเล็บ

มิใช่หมาไน

หากเป็นหมาไนจักสำแดงรอยเล็บยาวจิกพื้น เจ้าของรอยตีนนี้เป็นจำพวกที่ต้องรักษาความแหลมคมไว้ตะปบเหยื่อ มันจึ่งจำซ่อนไว้ไม่ให้ขูดสึก รอยตีนเหมือนแมว แต่มีขนาดใหญ่กว่า

“เสือ” เขารำพึงเพียงบอกตน เนื้อเสียงปราศรอยพรั่น

“ใช่! ข้าเห็นมันโผนมาทางนี้...” นั่นคือเหตุที่อ้ายหนวดวนหา “พอตามมาถึงนี่ก็เจอแต่พี่นอนอยู่”

มาตรว่าลึกลงไปกอปรด้วยลักษณะมั่นคงแลทรงอำนาจอยู่ในที บัดนี้อ้ายหนวดยังมีแววลุกลี้ “พี่เห็นหรือไม่ว่ามันหนีไปทางใด”

สิงห์กดหัวคิ้วนิดหนึ่ง คนถามจึ่งรู้สึกตัว สูดลมจนปีกจมูกกาง อ้อมแอ้มว่า “ข้าเกรงว่าบัดเดี๋ยวมันจักหวนมาอีก”

ผู้ฟังไม่สนใจ แหงนแลเบื้องบน ไม่มีเสียงนกสักตัว คงมีบางอย่างผิดปกติจริง!

ครั้นก้มหน้า พินิจรอยอุ้งตีนดังกล่าวอีกครา ขนาดและระยะห่างของแต่ละรอยบ่งว่านี่มิใช่เสือธรรมดา เป็นเสือที่มีเขี้ยวยาวที่สุดในจำพวกเสือทั้งหมด!

พลันนั้น ในหัวของชายหนุ่มปรากฏภาพร่างประเปรียวละม้ายแมวป่า แต่ใหญ่กว่า ความยาวจากหัวจดท้ายราวครึ่งวา ลำตัวสีพื้นเทาเงิน มีลายน้ำตาลเข้มเป็นดวงทั่วร่างละม้ายก้อนเมฆ ที่มาของชื่อ เสือลายเมฆ

มีการหลบหนี และมีการต่อสู้!

เขาหันตามจากจุดที่นั่งอยู่ พบว่าอาวุธชนิดหนึ่งตกอยู่ข้างหลัง เป็นมีดเล็กปลายแหลมยาวคืบเศษ กว้างราวสององคุลี ด้ามทำจากงาช้างสภาพเก่า ใบมีดคมกริบถูกย้อมเป็นสีดำ นอกจากคราบดินจากพื้น บางส่วนยังเปื้อนของเหลวแดงฉาน ไม่ไกลกันเศษผ้าตกใกล้ ผ้าแบบเดียวกับเสื้อของเรา!

อ้ายหนวดอ่านตามสายตาเขา ตาคมในเบ้าลึกของมันจึ่งเบิกขึ้นเล็กน้อย “พี่บาดเจ็บรึ!” ว่าพลางมันชะโงกไปด้านหลังเขา แต่สิงห์เร็วกว่า แตะคลำแล้วรวบรัดว่า “ไม่มีแผล!

ผู้ได้รับคำตอบยังไม่เชื่อ ต่อเมื่อเห็นแผ่นหลังที่อีกฝ่ายเลิกเสื้อขึ้นจึ่งมุ่นคิ้วหนัก “เสื้อขาด มีเลือดอาบขนาดนี้ เป็นไปได้เยี่ยงใดไม่มีแผลสักขีด!

ว่าแล้วอ้ายหนวดเอื้อมหยิบมีดขึ้นดู “มีดซุย...” สายตาจ่อใกล้ทำให้มันเห็นชัด “อาบยาพิษ!

คนควรมีแผลไม่ตอบ สายตาเร่งสืบตามรอยเท้า ภาพในหัวสวมเข้ากับภาพตรงหน้า 

มีคนสองคน...เกือกใหญ่และเกือกเล็กวิ่งมาจากทิศตรงหน้า ขณะเขาเองวิ่งสวนขึ้นมาจากทิศข้างหลัง เกือกเล็กวนอยู่ใกล้เขาขณะที่เกือกใหญ่หยุดห่างไป แล้วจากด้านขวา เสือลายเมฆทะยานเข้ามา เป็นไปได้ว่าใครสักคนชักมีดขึ้นเพื่อหยุดเสือ

เรา เกือกใหญ่ หรือเกือกเล็กกันที่เป็นเจ้าของมีดซุยนี้!

จากนั้น ด้วยเหตุบางประการ เขาล้มสลบ เกือกใหญ่วิ่งกลับไปทางเก่า ถูกเสือกวดอย่างเห็นได้ชัด เฉกนั้น...เกือกเล็ก...

รอยตีนเล็กลับหายไปใต้พงกูด แต่รอยแหวกและการทบกันแปลกๆ ของกิ่งไม้เหล่านั้นเป็นทางยังนำสายตาสู่ตะเคียนยักษ์อีกต้น...

“ไปเถิด” ในที่สุดสิงห์ลุกพูดเสียงดัง อ้ายหนวดลุกตาม “ที่นี่ไม่ปลอดภัย เสือลายเมฆเป็นนักปีนชั้นยอด มันอาจรอเล่นงานอยู่บนต้นไม้พวกนี้”

คู่สนทนาแหงนตาม ทีท่าละล้าละลัง หากเมื่อสิงห์เริ่มออกก้าว เจ้าตัวก็จำขยับด้วย

เมื่อนั้นเสียงตะโกนดังจากมุมหนึ่ง “เดี๋ยว!

สองคนชะงัก ผู้ตามอ้าปาก ขณะผู้ก้าวนำมีประกายในดวงตา

เป็นไปตามคาด!

“บัดเดี๋ยวก่อน!” เสียงเดิม ตามด้วยใบไม้ไหว คราวนี้สองชายหงายหน้า ที่มาของเสียงอยู่บนกิ่งหนึ่งของตะเคียนมหึมา  

“ช่...ช่วยข้าที ข้าลงไปมิได้!

. . . . . . . . . .

 

บนต้นไม้ใหญ่มีคนตัวเล็ก หน้าเล็ก มือเล็ก เท้าเล็กอยู่ในเกือกเล็กพอดีกับรอยที่พื้น สิงห์เป็นผู้ปีนขึ้นไป อุ้มเจ้าตัวพาดบ่าแล้วไต่ลงมาประเปรียว ผู้ถูกอุ้มคงหวาดเสียวแต่รีดริมฝีปากกริบ จวบเท้าแตะพื้นจึ่งเห็นถนัดว่าวงหน้านั้นแทบไม่มีสีเลือด เม็ดเหงื่อผุดพราวตามไรผมซึ่งรวบไว้เป็นมวยตรงท้ายทอย

            ยินดิ...” เสียงเบาๆ ขาดไป คำใหม่สูดลมให้ชัดเจนขึ้นทั้งที่หน้าตายังขลาด “ขอบน้ำใจ”

เจ้าตัวเพิ่งพ้นวัยเด็กมาแท้ๆ ผิวบางแตะเลือดฝาดเป็นสีชมพูทั่วทั้งร่าง ถันดุจปทุมาดอกน้อยซ่อนใต้เสื้อแขนกระบอกเข้ารูป เอวเพิ่งคอด ตะโพกเพิ่งผายอยู่ในโจงสีเข้ม ตากลมดำเยี่ยงตาทรายมีรอยประหม่า กึ่งเกรงกึ่งสงกา โดยเฉพาะกับสิงห์ผู้ช่วยอุ้มลงมาแท้ๆ

อย่างไรก็ตาม ครั้นสบตาซอนของอ้ายหนวดที่รออยู่ข้างล่าง หน้าใสพลันตึง มือแตะจัดเครื่องแต่งกายอย่างจักพรางทรวดทรง อ้ายหนวดหลุบตาหลบยิ้มเฉย

สิงห์ไม่สนใจ เสียงและตานิ่งขรึมขณะออกปากถามเด็กสาว “เอ็งเป็นใคร”

คนถูกถามกลืนน้ำลาย คล้ายกลืนความกลัวผู้ถามตามลงไปด้วย “ข้...ข้าชื่ออุษา” นิ้วที่จับคอเสื้ออยู่เลื่อนมาแตะรอยบุ๋มหว่างไหปลาร้าอย่างไม่รู้ตัว

“อีกคนเล่า”

“ม...มันเป็นโจร”

“ขาของมันสักลายใช่หรือหาไม่”

“ใช่” ดวงตาล่อกแล่กสับสน “ค...คิดว่าใช่ น่องดำพืดถึงข้อเข่า มองไกลๆ อาจเข้าใจว่านุ่งโจง”

 แววตาเด็กสาวร้อนรน เสียงสั่นยิ่งขึ้นในประโยคถัดมา “ข้า...ขอตามพวกพี่ไปด้วยได้หรือไม่ โจรอาจตามมาทำร้าย แล้วยังเสือ...”

อุษาทอดเสียงเครือ ขณะเดียวกันสิงห์แสร้งไม่สนใจอ้ายหนวดที่กระตุกมุมปากยิ้มแทนคำเย้า พี่สิงห์ช่างเจ้าเล่ห์

คน เจ้าเล่ห์ยังวางท่า ยกมือกอดอก จ้องเขม็งไปที่อุษา “แน่ใจหนาว่าที่จักตามมาเพราะสาเหตุนั้น”  

สาวน้อยกระอึกกระอัก พวงแก้มขาวปรากฏรอยเลือดฝาดกลับซีดลง อ้ายหนวดซึ่งจับตาอยู่จึ่งอดมิได้

“ไม่เอาน่า” มันตัดบท “ข้าชื่อจัน และนี่คือพี่ใจสิงห์ แกชอบพูดเล่น แต่ใช่แล้งน้ำใจ”

อ้ายจันวาดรอยยิ้มเอ็นดูผู้ร้องขอ ไรฟันของมันเรียงเรียบเหมือนมุกเม็ดดำสนิท “ตามมาด้วยกันก่อนจักเป็นไรเล่าแม่”

. . . . . . . . . .

 

ใจสิงห์ให้จันก้าวนำ อุษาเดินตาม เขาเองคอยระวังหลัง

แค่ไม่กี่ก้าว ตำแหน่งที่เปลี่ยนไปทำให้พบ ใต้พงกูดผีป่า จุดหนึ่งในรอยทางที่เสือลายเมฆทะยานมา มีซากกระต่ายป่าตัวหนึ่งนอนจมกองเลือด ร่างมันยังกระดิก แววตาใกล้มืดดับกำลังจ้องตอบเขา เท้าหลังข้างหนึ่งมีเชือกมัด ทิ้งปลายยาวราวศอกรุ่ยเหมือนถูกกระชากออกมา

“อุษาเอ๋ย ระวังกิ่งไม้ด้วย” เสียงอ้ายจันบอกอุษา ใจสิงห์จึ่งจำละสายตาแล้วก้าวตามต่อ ราวสิบก้าวแรกที่ตาม เขาใช้วิธีถอยหลังแล้วเอาเท้าเกลี่ยดินเกลื่อนร่องรอยของพวกตนจนสิ้น

ที่หมายอยู่ห่างไปพอควร เส้นทางแทบไม่เป็นเส้นทาง นอกจากช่องแหวกพงรกอย่างลวกๆ แล้วแทบไม่มีการถากถางอื่น คนหน้าสุดคอยหันเตือนให้เด็กสาวระวังหัว ระวังหิน ความเหินห่างระหว่างคนคู่นั้นค่อยหดแคบ ในที่สุดมือบางยอมวางบนมือหนา อ้ายจันช่วยพานางอุษาผ่านช่วงลาดชัน กระนั้นยังไม่มีใครคุยกันด้วยข้อสนทนายาวๆ

ชั่วหม้อข้าวเดือดจึ่งพบกระท่อมหลังหนึ่งซ่อนอยู่ในสุมทุม เหล่ากระทุ่มกระบาก และต้นโพธิ์สูงใหญ่ข่มให้มันดูเล็กลงไปกว่าที่เป็น

“นี่เล่า ที่พักของพี่สิงห์” อ้ายจันหันมาแย้มกับสาวน้อย ตาคมดุพอยิ้มก็ค่อยอ่อนโยนลงเจือแววเจ้าชู้ “ข้าเผอิญผ่านมาทางนี้ จึ่งขอพักอยู่ด้วยสองสามคืน”

ใจสิงห์เงี่ยหูฟัง ทว่าสายตาสำรวจภาพตรงหน้าเหมือนเรือนของตนน่าสนใจเสียเต็มประดา

เบื้องหน้าคือลานโล่งกลางดงกระบาก พื้นที่ไม่ถึงกับกว้าง ตอไม้หน้าตัดขนาดเขียงใหญ่ถูกใช้เป็นที่ผ่าฟืน ขวานเก่าคร่ำยังสับค้างตอ มีฟืนกองสุมกันอยู่ฝั่งหนึ่ง

ลึกเข้าไป ตัวกระท่อมมีหลังคามุงด้วยใบไม้แห้ง พื้นและฝาไผ่ขัดแตะ มันถูกสร้างมาเพื่ออาศัยเพียงลำพังอย่างเห็นได้ชัด ยกสูงจากพื้นประมาณสองวาด้วยเสาท่อนกลมเพียงหกต้น มีชานหน้าแคบๆ อยู่ในร่มเงาของกระทุ่มต้นยักษ์ บางดอกหล่นค้างกลางชาน โชยกลิ่นหอมจากช่อกลมแน่นสีเหลือง มีหลอดเกสรยื่นยาวทุกทิศทางดูแปลกตา จากจุดนั้นสามารถมองลงท้องธารด้านหลังได้ถนัด เสียงน้ำเซาะกระเซ็นฟังกระซิกชวนสดชื่น เคล้ากับลำนำวิหคที่ใกล้เวลาหวนรังเข้าทุกที

ทันใด เสียงฮี่และฝีเท้ากุบกับดึงสายตากลับไป ปรากฏว่าหลังกระทุ่มต้นดังกล่าวมีม้าพ่วงพีตัวหนึ่งถูกผูกไว้ ตัวมันใหญ่ผิดม้าป่า ทั้งขนตามตัวก็มีสีแซมคล้ายรอยด่าง

ใจสิงห์พินิจมัน แววตาของม้าดูอบอุ่น หูข้างหนึ่งกระดิกมาข้างหน้า ขณะหูอีกข้างปลายแหว่งตั้งตรงอยู่กับที่ เขาบอกได้ มันกำลังอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ด้วยความเป็นมิตร

“ม้าของข้า” อ้ายจันยิ้ม เดินไปลูบขนม้าอย่างรักใคร่ รูจมูกของม้าใหญ่ขยายกว้างและหูสองข้างลู่มาด้านหน้า “อ้ายแหว่งมันใคร่รู้จักเจ้าแน่ะ อุษา”

เด็กสาวมองด้วยความสนใจ ก้าวตามเข้าไปหา

เจ้าของกระท่อมบอก “เอ็งคุยกันไปก่อน”

เมื่อแขกทั้งสองมองมา ใจสิงห์จึ่งเอามือแตะเสื้อ พยักไปยังลำธาร “จักไปล้างเลือดนี่เสียหน่อย”

. . . . . . . . . .

 

ครู่ถัดมา คนขอตัวไปล้างเลือดกลับซุ่มอยู่ใต้ถุนเรือน มองฝาหน้าต่างหับเผยที่ถูกแขนล่ำของอ้ายจันผลักออกแล้วใช้ไม้ค้ำ มันเชื้อเชิญอุษานั่งพักภายในตัวเรือน เสียงเล็ดลอดออกมาพอได้ยิน

“แปลกจริง” สำเนียงเด็กสาวค่อนข้างแปร่ง “ที่ชายป่าด้านนู้นดูเหมือนจักมีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง เหตุใดพี่สิงห์จึ่งมาพักตามลำพังกลางป่าดิบลึกเยี่ยงนี้”

“นั่นมันพวกยาง

ยางคือชนเผ่าที่กระจัดกระจายไปทั่ว ตั้งแต่ทิศอุดร ประจิม กระทั่งในอโยธยา

มีเสียงกุกกักคล้ายคนตอบหันรีหันขวางหยิบของ “อีกอย่าง พี่สิงห์แกสันโดษ กินน้ำนี่ก่อน”

“ขอบน้ำใจพี่”

จากจุดนั้นมิอาจมองเห็น เด็กนั่นยอมกินจริงหรือหาไม่

อ้ายจันคงไม่สนใจเหมือนที่เขาสนใจ ใจสิงห์ได้ยินเสียงมันพูดต่อ “พี่สิงห์เล่าให้ข้าฟังว่าพักอยู่ที่นี่คนเดียวมานานปี ไม่เคยคิดย้ายไปอยู่ที่อื่น”

เมื่อเคลื่อนกายเข้าใต้ฝาหน้าต่างอีกหน่อย คราวนี้ค่อยลอบมองเข้าไปเห็นว่า นางอุษาไม่แตะน้ำแม้แต่น้อย ผิว่าเมื่อสายตาของมันมองตามแล้วลูกกระเดือกจักขยับขึ้นลงอย่างกระหาย กระบอกไม้ไผ่กลับถูกตั้งไว้ข้างกายเสียเฉยๆ

ไยมันจึ่งต้องระวังตัวถึงเพียงนั้น

“แล้วพี่พบเขาได้เยี่ยงไร” นางคนนั้นถามต่อ ทุกท่วงท่าพยายามเกลื่อนความระแวง

“ข้ากำลังมุ่งหน้าไปหาท่านพระครูอิน ข่าวว่าท่านออกจากอโยธยามาบำเพ็ญพรตอยู่ในถ้ำฟากหรดีของเมืองอู่ไทย ตอนเดินทางออกจากบ้านยางที่เจ้าว่า โชคไม่ดีปะเข้ากับเสือลายเมฆตัวนั้น ข้าจึ่งหนีเตลิดมาจนพบพี่สิงห์ พี่สิงห์เป็นคนช่วยข้าไว้”

“เมืองอู่ไทย” ปลายเสียงทอดอย่างใช้ความคิด “นั่นเป็นที่เดียวกับที่ข้านัดหมายด้วยพ่อ”

“หือ”

“ข้ากับพ่อเดินทางหวังจักมาค้าขาย” อุษาเผลอยกมือขึ้นแตะยอดอก พอรู้ตัวก็ไถลไปลูบลำคอเหมือนกำลังหิวน้ำ “เคราะห์ร้ายระหว่างทางถูกโจรดักปล้น ก่อนหนีแยกจากกัน พ่อบอกให้ไปพบกันที่นั่น

“เรากำลังเดินบนเส้นทางเดียวกัน!” จันอุทานพึงใจ “เจ้าติดตามไปพร้อมข้าได้

เราจักออกเดินทางในวันรุ่งขึ้นได้หรือไม่”

อ้ายจันลังเล

“ข้าเกรงว่าโจรป่าจักตามมาพบที่นี่” เสียงอุษาเศร้าลงถนัดใจ

ฝ่ายชายยิ้มปลอบ “แม่เอย ความงามของแม่ต้องใจมัน”

คนแอบฟังยิ้มขัน และยิ่งต้องใจเอ็งด้วย อ้ายจันเอ๋ย

อ้ายหนวดทอดถอน ท่าทางครุ่นคิด “นี่จวนพลบแล้ว ถ้าเป็นไปได้...”  มันเม้มริมปาก “เราอาจออกเดินทางตั้งแต่เช้าวันพรุ่ง”

ใจสิงห์มั่นใจ เอ็ง จักออกเดินทางตั้งแต่เช้าวันพรุ่ง!

. . . . . . . . . .

 

จากเนินด้านบนทอดสู่หุบห้วย สายน้ำลำน้อยเลาะเลื้อยผ่านแอ่งทรายแลแก่งหิน ชิดขอบน้ำมีผักกูด ผักหนาม ทั้งกอไคร้น้ำขึ้นอัดแอ ตามโคนไม้ต้นใหญ่ปรากฏซากใบทับถม ใจสิงห์เลือกก้าวลงไปตรงช่วงที่เป็นลานหิน ระวังคราบลื่นของตะไคร่ เมื่อถึงชายน้ำ ชายหนุ่มก้มต่ำ แต่แล้วต้องชะงักอยู่แค่นั้นด้วยความหลากใจ

ตาวันจวนพลบ ยังดีบริเวณนี้ไม่มีกิ่งไม้ระฟ้า แสงสว่างจึ่งยังทอดมาให้เห็นเงาสะท้อนชัดเจน

บนผิวน้ำตรงหน้าคือภาพเงาชายหนุ่มวัยราวสามสิบ วงหน้ารูปไข่ชัดเพราะผมยาวรวบกลัดไว้ด้วยกิ่งไม้ หน้าผากค่อนข้างกว้าง รับส่วนสัดคิ้ว คาง ปาก จมูก แลโหนกแก้มกำลังดี ปลายจมูกงุ้ม ขณะสันจมูกโด่งส่งให้เบ้าตายิ่งลึก ดวงตากลมดำเหมือนเม็ดลำไย ลึกลงไปเจือรอยกำสรด ส่วนที่ลอยชัดขึ้นมาคือแววพิศวง

จักว่าแปลกหน้าก็มิใช่ คุ้นชินก็ไม่เชิง

เหมือนคนที่เคยพบกันครั้งหนึ่ง หากนึกไม่ออกว่าเป็นใคร เคยพบกันหนไหน ที่ใด แต่ที่แน่ๆ คนตรงหน้าควรเป็นใครที่มิใช่ตัวเอง!

นิ้วมือยกแตะข้างแก้ม ลูบไรหนวดไรเคราสากๆ อย่างจักย้ำว่ามันมีตัวตน แตะต้องได้ และไม่ใช่ใครอื่นนอกจากตัวเองจริงๆ

หะนั้น ท่ามกลางเสียงซัดซ่าของสายธาร คำพูดของอ้ายจันลั่นในหัวอีกคำรบ

--พี่สิงห์แกสันโดษ...พี่สิงห์เล่าให้ข้าฟังว่าพักอยู่ที่นี่คนเดียวมานานปี ไม่เคยคิดย้ายไปอยู่ที่อื่น--

ชายหนุ่มบอกได้ว่ามันพูดจริง เพียงแต่ความจริงที่เขา บอกได้ มิใช่เกิดจากสำนึกหรือความรู้สึก ทว่าการพิเคราะห์

เช่นเดียวกับเรื่องเสือแลเกือกใหญ่ สัญชาตญาณอันทรงพลังเป็นตัวช่วยให้ใจสิงห์รู้ผ่านการดู เชื่อมโยงร่องรอย จากนั้นเรียงร้อยเป็นเรื่องราว

เรื่องราวที่เข้าเค้าจนคนใกล้ตัวสัมผัสมิได้ว่าเขาไม่ รู้จริง

ความจริงคือเขาไม่รู้ แค่คาดเดาเอาทั้งหมด!

เช่นเดียวกับครั้งนี้ ความแคบของบ้านกับจำนวนของใช้ภายในบอกได้ว่ามีคนอาศัยแค่หนึ่ง เป็นคนหนุ่มที่มีภูมิรู้เรื่องป่าแข็งกล้า ดูจากผ้าห่มหนังเสือ เครื่องใช้ทำจากเขาแลกระดูกสัตว์ ของพรรค์นี้ไม่อาจซื้อหาหรือได้มาโดยบังเอิญในสถานเยี่ยงนี้ และแน่นอน มันไม่มีทางได้มาในระยะแค่ชั่วเดือน

เราพักที่นี่คนเดียวมานานปี และไม่เคยคิดย้ายไปอยู่ที่อื่น!

นี่ต่างหากที่ทำให้เขารู้ สิ่งของทุกอย่างบอกเรา เหมือนที่อ้ายจันบอกว่าเขาชื่อใจสิงห์ บอกว่าเขาอยู่ที่นี่ แต่แปลก เหตุใดเขากลับไม่มีความทรงจำเหล่านั้นเหลืออยู่เลย จำไม่ได้แม้แต่หน้าตาตน! ไม่รู้ว่าที่แท้ตนเป็นใคร เหตุใดจึ่งเลือกมาพักในที่อันตรายและห่างไกลเพียงลำพัง ที่สำคัญ เกิดอันใดขึ้นกับเขาก่อนที่โลกจักมืดดับ ก่อนที่เราจักตื่นมาพบกับความทรงจำเป็นศูนย์!

กายแช่ลงกลางน้ำ เสื้อที่สวมอยู่เป็นเสื้อไร้แขน ผ่าหน้า ก้มสำรวจจริงจังเป็นครั้งแรกเขาเพิ่งพบว่าบนกล้ามเนื้ออกด้านซ้ายมีรอยนูนสีเข้มของแผลเป็นเป็นทางยาว เราเคยเป็นแผลฉกรรจ์เจียนตายมาก่อน?

ชายเสื้อลอยขึ้นตามสายน้ำ กระแสเอื่อยๆ ขับสีแดงออกจากเนื้อผ้าเก่า รอยเลือดฟุ้งสลายจนไม่เหลือสี เฉกเดียวกับเรื่องราวในหัวอันมืดกลวงจนจับต้องมิได้

มือใหญ่วักน้ำลูบหน้า ทบทวนก่อนตระหนักว่ามีคนสองคนที่อาจรู้และตอบเขาได้

เกือกใหญ่และเกือกเล็ก!

มันต้องเกี่ยว ต้องเกี่ยวกับเหตุร้ายในป่านั่น!

ใจสิงห์เก็บมีดซุยจากจุดที่เขาฟื้นไว้ในช่องพกแต่แรก ถึงตอนนี้เขาดึงมันออกมาพินิจ

มีดอาบยาพิษ ของเกือกใหญ่?

เกือกใหญ่หายไป อุษาบอกว่าเจ้าของเป็นโจรร้าย แต่...ใช่แน่หรือ

เพียงชั่วเพลาที่ผ่าน สัญชาตญาณของเขา อ่านเด็กสาวได้หลายข้อ

หนึ่ง นางท่าทางหวาดกลัวและระวังตัวเกินไป

สองใช่! – ที่ต้องระวังเพราะนางกำลังโกหก

สาม เรื่องโกหกนั้นไล่ตั้งแต่เหตุผลที่นางเดินทางมา จุดหมายที่นางกำลังมุ่งไป ผู้ที่นางบอกว่าเป็นโจรร้าย และสุดท้าย ชื่อ อุษาของนางเอง!

ท่ามกลางเสียงน้ำไหล เสียงนกที่เงียบไป สัญชาตญาณตัวเดิมปลุกชายหนุ่มขึ้นจากห้วงคิด

สายตาช้อนขึ้นตรงหน้า การเคลื่อนไหวเชื่องช้า ไม่กลัว แค่ระมัดระวัง ธาตุบางอย่างในกายทำให้เขาแทบไม่รู้สึกอันใดเลยเมื่อพบว่า เหนือห้วยแคบ บนตลิ่งฟากตรงข้าม ร่างหนึ่งคืบตรงมาด้วยฝีเท้าเบากริบ โผล่พ้นกอกล้วยแค่ครึ่งท่อนหน้า มันหยุดตัว จ้องตา 

มีวงลายคล้ายชะลอเมฆลงแต้มทั้งตัวมัน!

. . . . . . . . . .


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น

  1. #3 today-is-goodday (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:51
    น้องเสือออออ

    ก็ว่าพี่สิงห์แปลกๆ ที่แท้จำอะไรไม่ได้นี่เอง
    #3
    1
    • #3-1 ปราปต์(จากตอนที่ 1)
      1 มีนาคม 2562 / 16:45
      ฮีจะจำอะไรได้มั้ยหนอ
      #3-1
  2. #2 Pichapatt Lovefamily (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:34
    สนุกดีค่ะ ขออ่านต่อก่อนนะ
    #2
    1
    • #2-1 ปราปต์(จากตอนที่ 1)
      26 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:03
      ขอบคุณครับชาม ^^
      #2-1
  3. #1 ทนพร (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:51

    เกลี่ยดการจบตอนที่ทำให้ต้องไปกดลิงค์ตอนสองต่อ 55555

    #1
    1
    • #1-1 ปราปต์(จากตอนที่ 1)
      26 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:53
      และตอน 3, 4, 5... ก็จะตามมาครับ ^^
      #1-1