กาหลมหรทึก

ตอนที่ 4 : บทที่ ๒

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,618
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 155 ครั้ง
    9 ต.ค. 57


-๒-

 

๓๑ ตุลาคม ๒๔๘๖

ผลจากการระบาดของโรคห่าในปี ๒๔๒๔ เป็นที่มาของโรงพยาบาลแห่งแรกของประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งโรงพยาบาลชั่วคราวในที่ชุมชนรวม ๔๘ ตำบล  ครั้นโรคร้ายเสื่อมถอยลงจึงได้ปิดทำการ  ถึงพ.ศ. ๒๔๒๙  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลถาวรแห่งแรก ณ บริเวณวังของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เรือนไม้คนไข้ ก่อร่างจากปะรำพิธีและพระเมรุเดิมครั้งงานถวายเพลิงพระศพพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าศิริราชกุธภัณฑ์ผู้สิ้นพระชนม์ด้วยพระชันษาเพียง ๑ ปี ๗ เดือนเพราะโรคบิด ครั้น ๒๖ เมษายน ๒๔๓๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีเปิด และโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่าศิริราชพยาบาล

จังหวะก้าวเท้ายาวๆ ทะมัดแทมงของร่างสมส่วนสูง ๑๘๘ เซนติเมตรในชุดเครื่องแบบสีกากี คือสิ่งแรกที่เรียกสายตาจากคนรอบข้าง หลังจากนั้น...เช่นกันกับทุกครั้ง ผู้ชมสตรีแทบทุกวัย คนไข้ กระทั่งพยาบาล ล้วนต้องทิ้งจังหวะสายตาค้างอีกชั่วอึดใจ ขณะบ่ายหน้าตามเจ้าของร่างนั้นราวตกในภวังค์แห่งมนตร์สะกด

          เพราะใต้หมวกทรงหม้อตาลสีกากีคือวงหน้าคร้ามอันกอปรด้วยแนวคิ้วหนาเข้มและดวงตาสีเหล็กคมจัด สันจมูกสวยเด่นมีรอยแผลเป็นพาดไปถึงหัวคิ้วด้านขวา ทว่ากลับยิ่งเพิ่มเสน่ห์แห่งบุรุษเพศให้ พ.ต.ท. เวทางค์ ภิรมย์รุจ อย่างล้นเหลือ ปีกจมูกแคบรับกับแก้มค่อนข้างตอบซึ่งเชื่อมสู่ขากรรไกรแกร่งประดับเคราเขียว และริมฝีปากเล็กทว่าอิ่มเต็ม ริมฝีปากที่เม้มแน่นกับดวงตาคมขรึมคราวคุยงานจะกลับรุ่มรวยด้วยรอยยิ้มราวคนละคน แฝงซุ่มนิยามความขี้เล่น ลึกลับ เจ้าเล่ห์ ทรงเสน่ห์ และฉลาดเป็นกรด สารวัตรหนุ่มวัยสามสิบสี่เสมือนเด็กชายตัวโตที่ต้องการอิตถีเพศสักคนเสมอ

กระนั้นในความเป็นจริง พ่อสิงห์ร้ายถอดเขี้ยวเล็บตั้งแต่ปองใจในศรีภรรยาคนปัจจุบัน ชื่อเสียงความสัตย์ซื่อในเมียรักของ พ.ต.ท. เวทางค์ดังคับกรมเพราะมันช่วยยืนยันให้ตำรวจหนุ่มอีกหลายนายโล่งใจว่าปราศจากศัตรูหัวใจตัวเอ้ เป็นชื่อเสียงอีกหัวข้อที่ดังพอๆ กับความบ้าระห่ำลุยงานด้วยตัวเองเสมอ ทั้งๆ ที่ในตำแหน่งเดียวกัน สารวัตรอีกหลายๆ คนเอาผลงานจากลูกน้องไปโดยตัวเองไม่เคยขยับก้นออกจากเก้าอี้

ผู้ก้าวตามกำลังจะยกมุมปากนึกขำ เมื่อนางพยาบาลสาวรายหนึ่งมัวเหลียวตามหัวหน้าของเขาจนเผลอสอดแท่งเทอร์โมมิเตอร์เข้ารูจมูกคนไข้แทนใต้ลิ้น แต่แล้วคนขำก็พยายามกระตุกสีหน้าสู่ความเรียบขรึมเป็นการเป็นงาน เมื่อผู้บังคับบัญชาบ่ายหน้ามานิดหนึ่ง เป็นสัญญาณให้เขาเร่งเข้าไปติดต่อพนักงานสาวใหญ่หลังโต๊ะหนึ่ง

ถึง ร.ต.ท. กบี่ จะพูดจาน่าเชื่อถือ เรียงลำดับเหตุการณ์และความสำคัญชัดเจนถึงการเข้าขอข้อมูล แต่นั่นไม่ช่วยให้หัวหน้าสายตรงของนายฉมรู้สึกผ่อนคลายและอยากยุ่งเกี่ยวเท่ากับรอยยิ้มพยักเดียวจากสารวัตรหนุ่มผู้ยืนรออยู่ข้างหลัง

และเช่นเคย รูปทรัพย์กับมนุษยสัมพันธ์ชั้นเลิศของท่านสารวัตรช่วยให้การประสานงานเป็นไปอย่างราบรื่นและว่องไวกว่าปกติ หัวหน้านักการสาวใหญ่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเป้าหมายเสร็จในเวลารวดเร็ว จากนั้นทิ้งเขาทั้งสองคอยอยู่แค่ไม่กี่นาที ตัวละครชายอีกรายที่มีผู้ไปตามก็ก้าวเข้าฉาก

กล้าคือชื่อของเพื่อนร่วมงานที่นายฉมสนิทที่สุด เจ้าตัวเป็นคนหน้าแหลม หน้าผากโหนกใต้ปรกผมที่ดูผิดรูปผิดทรง สิ่งสะดุดตาแรกบนร่างสูงชะลูดในสายตาของคนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจคงคือรอยแหวกสูงขึ้นไปเหนือริมฝีปากเฉียงสู่รูจมูกข้างขวาเล็กน้อย การเชื่อมของขากรรไกรบนและส่วนยื่นจมูกใกล้ตรงกลางไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดลักษณะปากแหว่งบางส่วน โรคที่ยังสรุปสาเหตุแน่ชัดมิได้

“ผะ...ผมเข้ามาทำงานที่นี่ราวปี ๒๔๗๙ รู้จักไอ้ฉมมันมาทั้งหมดห้าปี มะ...มันเป็นคนดีที่ซื่อไปหน่อยครับท่าน” นายกล้าเปิดฉากอรรถาด้วยท่าทางพินอบพิเทา มีความเกรงเจ้าพนักงานอย่างที่ชาวบ้านระดับล่างมักจะเป็น กระนั้น พ.ต.ท. เวทางค์สามารถให้ความเห็นได้ว่า...จากคำพูดคำจา เจ้าตัวหาใช่คนเขลา

“ซื่อยังไง”

“มันถูกหลอกให้ติดการพนันจนโงหัวไม่ขึ้น ผมเตือนก็ไม่ยอมเชื่อ กว่าจะตาสว่างก็เกือบเอาตัวไม่รอด”

ตำรวจทั้งสองนายไม่ได้กล่าวอะไร การปล่อยให้ผู้พูดอธิบายออกมาเองก่อนเป็นแนวทางที่ดีเสมอ ระหว่างนั้นนักการสาวอีกรายเดินเข้ามาส่งเอกสารให้หัวหน้าหญิงคนเก่า สองสาวหันมาแล้วซุบซิบทำนองบอกเล่าความเป็นไป ผู้เข้ามาใหม่ดูจะสนใจสารวัตรหนุ่มหล่อมากกว่าหัวข้อคดี เห็นได้จากจบเรื่องยังคอยป้วนเปี้ยนส่งสายตาชื่นชมไม่ห่าง

“มันหายหน้าจากที่โรงบาลนี่ไปตั้งแต่ช่วงกลางเดือน” นายกล้าเริ่มต่อ “ไม่มีใครหาตัวเพราะเดาได้ว่ามันกำลังหนีหนี้ ก็ระยะหลังมันเที่ยวยืมเงินชาวบ้านไปทั่วเลยนี่ครับ ตอนแรกพวกเพื่อนๆ ช่วยกันเพราะเห็นใจที่มันเป็นคนดี เสียแต่หนักเข้าใครๆ เขาก็เอือม ผมเองยังต้องออกปากตรงๆ ว่าต้องกินต้องใช้เหมือนกัน มันหายไปนาน แล้วจู่ๆ เมื่อหลายวันก่อนก็โผล่กลับมาไม่มีปี่มีขลุ่ยเหมือนกับตอนที่มันหายไป”

นายกล้าเล่าว่าเพื่อนของตนโผล่หน้ามาช่วงเย็นใกล้เวลาเลิกงาน ท่าทางลับๆ ล่อๆ ด้วยความหวาดกลัว ซ้ำยังพาเด็กหญิงคนหนึ่งตามมาด้วย

“มันบอกว่าชื่อวาด เป็นลูกสาวของมันเอง”

“พอจะจำวันเวลาที่แน่นอนได้รึเปล่า”

“วันนั้นวันอังคาร...น่าจะประมาณวันที่ยี่สิบหก ซะ...ซักสี่โมงครับ เพราะเป็นเวลาที่...” คนเล่ากลืนน้ำลาย ส่ายสายตาหาหัวหน้าสาวใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลในฉากหลัง ก่อนกล่าวด้วยเสียงเบาลง

“เป็นเวลาที่ผมชอบอู้มาสูบบุหรี่ในที่ประจำ ไอ้ฉมมันรู้ดีเลยมารออยู่ที่นั่น”

คนถามพยักเป็นสัญญาณให้เล่าต่อ

“มันมาหาผมเพราะต้องการให้ผมช่วยพาลูกมันไปสัก แต่ผมปฏิเสธ”

“ทำไมล่ะ”

“ก็เด็กผู้หญิงตัวแค่นั้นเองนี่ครับคุณตำรวจ แถมที่มันจะให้สักน่ะไม่ใช่ยันต์พระซะหน่อย เป็นคำประหลาดๆ ห้าคำ ผมว่ามันว่ากลัวเจ้าหนี้จนขี้ขึ้นขมอง คิดอะไรประสาทๆ แบบนี้ได้ยังไง แต่มันยืนยันว่าถ้าไม่สักให้ลูก ตัวมันเองจะถึงฆาต”

“หมายความว่ายังไง นายฉมเล่นของหรือเชื่อพวกไสยศาสตร์รึ”

“เปล่าครับ ปกติไอ้ฉมนี่มันหัวอ่อน ใครว่าอะไรก็เชื่อตามเขาไปหมด แต่คราวนี้ไม่ใช่เรื่องพรรค์นั้น มันพูดทำนองเจ้าหนี้สั่งให้มันสักบนตัวลูกสาว แลกกับหนี้สินทั้งหมดที่มันหามาชดใช้ไม่ได้”

“แปลก เขาบอกมั้ยว่าเพื่ออะไร”

“มะ...มันว่ามันถามไอ้นักเลงคนนั้น แต่ไอ้นั่นตอบแค่ว่า มึงไม่ต้องรู้ แค่ทำตามคำสั่งก็พอ

จังหวะหนึ่ง สายตาเหยี่ยวของคนถามปราดไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งยืนจดบันทึกเยื้องไปทางด้านหลังของนายกล้า เป็นจังหวะเดียวกับที่หมวดกบี่ช้อนสายตาขึ้นมาด้วยความสนใจพอดี

“แล้วยังไงต่อ” พ.ต.ท. เวทางค์ถามต่อด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ

“ไอ้นักเลงคนนั้นยังบอกมันอีกว่า เรื่องนี้ต้องเป็นความลับ ห้ามให้เมียมันรู้ เพราะนังเรือนจะต้องขัดขวาง ไอ้คนพูดบอกให้ฉมมันแอบพาวาดออกจากบ้านมาตั้งแต่วันที่ยี่สิบสี่ตุลา นี่มันก็หิ้วลูกหนีเจ้าหนี้ไปๆ มาๆ เพราะหาคนสักให้ฟรีๆ ไม่ได้ แล้วคนไม่มีเงินน่ะครับท่าน ลูกมันก็พลอยอดไปด้วย ผมสงสาร แล้วเผอิญรู้จักคนรับสักอยู่บ้างเลยไปอ้อนวอนให้เขาช่วยมัน ตอนแรกเขาก็ไม่อยากเล่นด้วยหรอกครับ นังหนูนั่นท่าทางน่ารักน่าสงสาร ใครๆ ได้ยินเข้าก็ต้องหาว่าตัวพ่อมันบ้าทั้งนั้น แต่ก็เพราะนังหนูวาดนี่แหละ ตัวแค่นี้แต่รักพ่อชะมัด มันยืนยันว่ามันจะสัก จะช่วยพ่อ สุดท้ายคนสักเลยใจอ่อน ผมละนับถือใจเด็กมันจริงๆ เจ็บแทบตายแต่ไม่ร้องไห้ซักแอะ พ่อมันซีน้ำตาไหลแทบเป็นสายเลือด พอสักเสร็จทั้งกอดทั้งจูบ ไอ้เราก็ได้แต่มองด้วยความเวทนา หวังว่าทุกอย่างจะจบด้วยดี ไม่นึกเลยว่า...” คนเล่ากำหมัดแน่นอย่างสะเทือนใจในชะตากรรมของแม่หนูน้อย

“นี่ไอ้ฉมมันรู้เรื่องแล้วยังครับ ตั้งแต่จากกันวันนั้นผมก็ไม่เจอมันอีกเลย”

“ยังไม่มีใครเจอตัวเขาเหมือนกัน ตอนนี้เราเองก็ต้องการพบเขามากที่สุดเพราะอาจเป็นคนเดียวที่รู้สาเหตุของฆาตกรรมครั้งนี้”

“น่าสงสารมันนะคะ” เสียงของนักการสาวที่วนเวียนใกล้ๆ สารวัตรหนุ่มรูปหล่ออยู่นานสอดแทรกขึ้น เจ้าหล่อนคงเห็นว่าบทสนทนาจบลงแล้วจึงก้าวเข้ามาโดยยังไม่มีใครเชิญ

“ดิฉันชื่อนภาค่ะคุณตำรวจ เป็นเพื่อนร่วมงานของนายฉมเขาเหมือนกัน” รีบเผยยิ้มกว้างเมื่อคนในเครื่องแบบทั้งสองหันมาสนใจ “ดิฉันหมายถึง นายฉมน่าสงสาร เขาเป็นคนดี แต่มีเมียผิดก็ต้องคิดจนตัวตายแบบนี้แหละค่ะ”

“ยังไงครับ”

แค่สารวัตรหนุ่มหล่อเลิกคิ้วให้ คนถูกถามก็สะเทิ้นอายจนน่าขัน

“แหม...แม่เรือนน่ะร้ายจะตาย ทั้งคมทั้งเค็มยังกะอะไร เมื่อก่อนก็ตามมารับเงินแทนผัวทุกเดือนๆ ที่สำคัญนะคะ...” คนเล่าเริ่มออกมือไม้ ไม่แยแสสายตาปรามจากเพื่อนร่วมงานหนุ่ม ที่แตะริมฝีปากตำหนิอยู่ใกล้ๆ

“คนที่ทำให้นายฉมติดการพนันก็คือแม่เมียตัวดีนี่แหละค่ะ! หล่อนขู่ว่าถ้าผัวหางานหาเงินดีๆ กว่านี้มาปรนไม่ได้ ซักวันหล่อนจะขายลูกสาวไปเป็นอีสำเพ็ง!

พ.ต.ท. เวทางค์และลูกน้องหนุ่มถึงกับขมวดคิ้ว

ย่านสามแพร่งอันเพี้ยนเสียงจากสำเนียงจีนเป็นสำเพ็งนั้นลือชื่อในเรื่องหญิงงามเมือง แต่ก่อนคนเชียงใหม่ควานโสเภณีแถบนี้ไปหากินที่นู่นจนอีสำเพ็งกลายเป็นศัพท์เฉพาะ นางเรือนเป็นหญิงปากร้าย แต่ถึงอย่างไรคนเป็นแม่ก็ไม่น่าใจทมิฬขนาดขีดชีวิตลูกสาวเช่นนี้

“ฉมมันทั้งโง่ทั้งซื่อ ไม่รู้จะไปหาเงินจากไหนมาให้เมีย พอมีคนมาเป่าหูว่ารวยได้จากถั่วจากโป มันก็แล่นไปถลุงตามเขาน่ะซีคะ พอได้หนี้กลับมา แม่เมียถึงกับไล่ออกจากบ้าน เพราะกลัวว่าเจ้าหนี้จะตามมารู้จักแล้วทำร้ายคนในครอบครัว”

“ทำไมคนเป็นแม่ถึงใจไม้ไส้ระกำได้ถึงขนาดนั้นเล่าคุณ” สารวัตรหนุ่มลูกสองนึกไม่ถึง

“ก็เพราะว่าวาดมันไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของสองคนนี่น่ะสิคะ!

หญิงผอมเกร็งวัยสามสิบห้าเปลี่ยนจากท่านั่งตัวตรง ยกศอกขึ้นเท้าโต๊ะแล้วเอียงคอ กางเล็บตะกุยผมสั้นที่ตนติดกิ๊บดำอย่างงามไว้ตั้งแต่แรกเสียงแกรกๆๆ บ่งความรำคาญใจจนลืมห่วงสวย

“ไม่ใช่ความผิดของฉันนะ! ไม่มีใครถามฉันก็เลยไม่ได้บอก คนแถวนี้เขาก็รู้กันทั่ว ใครจะไปนึกว่าคุณตำรวจที่รู้ทุกซอกครัวของฉันซะขนาดนั้นจะดันไม่รู้เรื่องนี้!

“หมายถึงเรื่องที่เก็บวาดมาเลี้ยงตั้งแต่ยังแบเบาะหรือเรื่องที่กะจะขายลูกกิน”

เมื่อพันตำรวจโทหนุ่มไม่จนแต้ม คนทำทีตะคอกจึงเป็นฝ่ายอ้ำอึ้ง

 “ผมเพิ่งเข้าใจ ที่เมื่อวานคุณไม่ยอมบอกเราเรื่องลูกสาวหายตัวไปตั้งแต่ห้าวันก่อน ที่แท้เพราะหลังจากแจ้งความลูกหาย คุณคงได้ยินคนขู่ว่าวาดอาจหนีไปเพราะกลัวถูกแม่จับขายเป็นผู้หญิงสำเพ็ง พอลูกกลับมาคุณถึงไม่กล้ากลับมาบอกความคืบหน้าตำรวจ แล้วก็ไม่กล้าย้อนรอยถึงเรื่องนั้นให้เราฟังอีกด้วย มันทำให้ผมสงสัยว่ารอยไม้เรียวที่ขาของวาดไม่น่าจะเกิดจากฝีมือใครนอกจาก...”

วิธีทอดหางเสียงแค่หยั่งเชิงกลับไม่ต่างการหวดไม้เรียวบนท่อนขานางเรือนเช่นกัน แม่ของเด็กหญิงผู้ตายถึงกับผงะ น้ำตาคลอเบ้าพร้อมกับทั้งร่างเริ่มสั่น

“ฉ...ฉันตีมัน ฉันตีมันเอง! ฉันคิดว่ามันแอบหนีไปสักลายบนหน้าเพื่อท้าทายฉัน ไม่ให้ฉันขายมันได้ราคาดีๆ แต่คุณ...คุณตำรวจ...”

มือสั่นเทาลากมาเกาะปลายนิ้วหนึ่งของผู้เพียงหยั่งเชิงแท้ๆ จากนั้นก็ดึงกลับไปพนมแนบอก

“ฉันสาบานได้นะจ๊ะ ฉันอาจจะเป็นแม่เลวคิดขายลูก แต่ก็ไม่ได้เลวขนาดจะฆ่าลูกตัวเองลง ถึงจะโกรธแค่ไหนฉันก็แค่ตีมัน แล้วก็ยังกลับมาให้ข้าวให้น้ำมัน ฉันไม่ได้ฆ่ามันจริงๆ นะจ๊ะ...”

ไม่มีข้อสงสัยในหญิงตรงหน้าหรอก ในเมื่อก่อนหน้าสารวัตรหนุ่มได้รับผลการตรวจปัสสาวะของนางเรือน สารพิษในอาหารที่เหลือบนโต๊ะมรณะตัวนั้น รวมถึงในศพของเด็กหญิงวาด ทั้งปัสสาวะ น้ำในขัน และเศษอาหารในกระเพาะของเด็กหญิงวาดล้วนแต่มีตัวยาเพนโตบาร์บิตาลทั้งสิ้น ยานอนหลับชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่มบาร์บิทูเรตที่มีฤทธิ์สั้น กดระบบประสาทส่วนกลาง ละลายในไขมันได้ดี ทำให้ซึมผ่านสู่สมองได้เร็ว ขณะเดียวกันก็มีฤทธิ์สั้นเพียงประมาณ ๔-๘ ชั่วโมง หลังจากตื่นนอนผู้ได้รับตัวยาจะตอบสนองต่อสิ่งเร้าช้าลง

ฉะนั้น ราวตีสี่ซึ่งเป็นเวลาที่เด็กหญิงวาดถูกฆาตกรรม นางเรือนจึงน่าจะยังต้องฤทธิ์เพนโตบาร์บิตาลจากน้ำดื่มในขันอยู่ ประเด็นที่นางคือคนร้ายย่อมตกไป

อย่างไรก็ดี ที่น่าแปลกคือจากการชันสูตรศพพบว่า เด็กหญิงวาดไม่ได้เสียชีวิตเพราะถูกหินลับมีดทุบหลังศีรษะ ทว่าขาดอากาศหายใจ แผลภายในริมฝีปากจากการถูกฟันบดไถยิ่งย้ำชัดว่าเธอถูกอุดจมูก คนร้ายหยิบหมอนจากในห้องนอนมากดหน้าเหยื่อที่กำลังสลบจนตาย ความมืดและหรือรีบร้อนทำให้มันไม่ทันสังเกตว่า มุมหนี่งของปลอกหมอนเผลอจุ่มลงในถ้วยน้ำพริกปลาทู เสร็จกิจนี้มันจึงนำหมอนโยนกลับเข้าห้องไปด้วยความชะล่าใจ

ปฎิกิริยาที่มีให้แม่ของผู้ตายเป็นเพียงการถอนใจและส่ายหน้า สารวัตรหนุ่มผู้พบผ่านเรื่องราวชวนเศร้าใจมาหลายครั้ง บัดนี้ยังไม่อาจรำงับความเศร้าหมองอันสะท้อนชัดผ่านแววตาคมขึ้ง

ร่างสูงยืดตัวจากจ้องหน้าฝ่ายตรงข้าม เอนกายพิงพนักในลักษณะละม้ายถอยห่างด้วยไม่อยากเฉียดชิดแม้อีกเสี้ยววินาที

“ผมเชื่อว่าคุณไม่คิดฆ่าวาดหรอก เพราะถึงมีตำหนิก็ยังพอขายเอาเงินได้ แต่ถ้าฆ่าลูกตายสิคุณจะอด!

หลังจบประโยคนั้นเอง เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้าจนเจ้าของคำต้องหันไปมอง

ร.ต.ท. กบี่กำลังวิ่งหน้าเริ่ดมาหาอย่างผิดวิสัย

“ดูท่าคดีนี้จะใหญ่กว่าที่เราคิดซะแล้วครับสารวัตร! ส่วนกลางเพิ่งโทรแจ้งเข้ามาว่า เมื่อคืนวานมีเหยื่อรอยสักปริศนาอีกรายในพื้นที่สน.บุปผาราม!

 

. . . . . . . . . . .

 

 

“เจ่า กิ่ง แล้ง แตก เกาะ”

พ.ต.ท. เวทางค์อ่านตามคำสักที่ปรากฏบนผิวหนังบริเวณหน้าผาก หลังข้อมือ และใต้ตาตุ่มทั้งสองข้างของร่างในจีวรสีกรัก ลักษณะคลับคล้ายที่ปรากฏบนศพของเด็กหญิงวาดมาก ต่างเพียงคำ ลายมือผู้สัก และที่สำคัญที่สุด...เจ้าของร่างที่ปรากฏรอยสักยังมีชีวิต

พระมหาสุชีพ จิตฺตทนฺโต มีนามเดิมว่าสุชีพ ยุ้งประเสริฐ เด็กชายสุชีพลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ ๑๘ เดือนมีนาคม เมื่อยี่สิบสองปีก่อน ในวันนั้นนางสายผู้เป็นแม่อุตริตามสามีเข้าฟังเทศน์มหาชาติ ณ ศาลาวัดประยุรวงศาวาสทั้งที่ท้องโย้ ถึงท่อนพระมหาเวสสันดรทรงหลั่งธาราเป็นสัญญามอบพระโอรสธิดาทั้งสองแก่พราหมณ์เฒ่า น้ำก็เริ่มนองหน้าขาของนางสาย ครั้นกลั้นใจฟังต่อถึงท่อนที่พระผู้ให้ทรงรำพึงว่า การให้นี้จงเป็นปัจจัยแก่พระโพธิญาณในอนาคตกาลเบื้องหน้าเทอญ บนพื้นก็ปรากฏร่างของเด็กน้อยตัวแดงแจ๋คนหนึ่งเสียแล้ว

นางสายและสามีหวังให้ลูกชายคนหัวปีเข้ารับราชการ แต่สุชีพชอบคลุกคลีอยู่ก้นวัด อายุครบเจ็ดขวบเด็กชายจึงขอพ่อแม่บรรพชาเป็นสามเณรได้สมความปรารถนา ปีเดียวกับที่วัดประยุรวงศาวาสอายุครบหนึ่งศตวรรษ

นางสายและสามีประสบอุบัติเหตุถูกไฟครอกตายในสามปีถัดมา หลังจากขัดขวางและหาทางเอาตัวบุตรชายออกจากใต้ร่มกาสาวพัสตร์ครั้งแล้วครั้งเล่า ภิกษุผู้ได้เปรียญห้าประโยคเพียงวัยยี่สิบไม่เคยเอ่ยปากถึงความคิดลาสิกขาต่อพระอุปัชฌาย์ผู้เป็นทั้งเจ้าคณะ ๑๑ อีกเลยนับแต่นั้น

“เจริญพร คุณสารวัตร คุณผู้หมวด” พระมหาสุชีพเปล่งเสียงสุขุมกังวาน นายตำรวจสน. บุปผารามซึ่งนำกำลังเข้ามาตรวจสถานเกิดเหตุตั้งแต่สายวานก่อนเป็นผู้แนะนำให้รู้จักกับพ.ต.ท. เวทางค์และ ร.ต.ท. กบี่

สารวัตรและผู้หมวดหนุ่มจากกองสอบสวนกลางอดพินิจด้วยอารามชื่นชมภิกษุเบื้องหน้ามิได้ นอกจากความเรียบเฉยเยือกเย็น รัศมีบางอย่างดุจจะส่องจากผิวพรรณผ่องใสดุจสตรีบำรุงโฉมของพระมหาสุชีพ เค้าหน้างามจัดยังเสมือนหนุ่มน้อย น่าเสียดายความผ่องใสถูกคราบร้ายเปื้อนเปรอะชัดเหนือหน้าผาก

“คืนวาน กุฏิคณะสิบเอ็ดมีพระสงฆ์จำวัดอยู่ทั้งหมดแปดรูปครับ หลวงพ่อเปิ่น หลวงปู่ศรี หลวงลุงแก้ว หลวงน้าดาว หลวงพี่เที่ยง พระจอม เณรหมาย และพระมหาสุชีพ” นายตำรวจจากสน. บุปผารามเป็นผู้อธิบายแข่งกับเสียงหมาวัดเห่าขรมใส่เหล่าคนแปลกหน้า เจ้าตัวรีบเปิดประตูกุฏิคณะ ๑๑ ให้พระมหาสุชีพเป็นผู้ก้าวนำ พ.ต.ท. เวทางค์และ ร.ต.ท. กบี่ เข้าไปภายในเพื่อหลบเสียง

“หลังเสร็จจากทำวัตรเย็นที่โบสถ์ในเวลาประมาณหกโมงครึ่ง พระสงฆ์ส่วนหนึ่งทยอยกลับกุฏิ ขณะที่อีกบางส่วนกวาดลานวัดจนถึงทุ่มกว่าๆ ที่เข้ามาเป็นรูปสุดท้ายคือพระมหาสุชีพซึ่งอยู่ช่วยงานท่านเจ้าอาวาสจนถึงเกือบสามทุ่มครึ่ง”

สรุปเหตุการณ์คืนวันที่ ๒๙ ตุลาคม จากคำบอกของนายตำรวจเจ้าของพื้นที่ได้ความดังนี้

พระสงฆ์กลุ่มแรกที่กลับเข้ามาถึงกุฏิคณะ ๑๑ ได้แก่ หลวงพ่อเปิ่น หลวงปู่ศรี และหลวงลุงแก้ว หลวงพ่อเปิ่นทักทายตาเลี่ยมศิษย์วัดที่กำลังให้ข้าวหมา ส่วนหลวงปู่ศรีเล่นกับเจ้าดำหมาแก่ขี้เซา หลวงลุงแก้วจึงเป็นผู้เปิดประตูเข้าไปก่อนโดยไม่ต้องใช้กุญแจ เนื่องจากปกติประตูกุฏิปิดไว้เฉยๆ ครั้นเข้าไปภายใน หลวงลุงแก้วไม่พบใครอื่น จากนั้นภิกษุอาวุโสทั้งสามต่างแยกย้ายไปทำกิจธุระส่วนตัว หลวงปู่ศรีเข้าไปนั่งสมาธิในห้อง ส่วนหลวงพ่อเปิ่นกับหลวงลุงแก้วอยู่สนทนาธรรมกันกระทั่งได้ยินเสียงขลุกขลักนอกประตู เมื่อเยี่ยมหน้าดูพบว่า เป็นพระสงฆ์กลุ่มที่สองเพิ่งเข้ามาใหม่

หลวงน้าดาว หลวงพี่เที่ยง พระจอม และเณรหมาย กลับจากกวาดลานวัดมาในช่วงประมาณหนึ่งทุ่มครึ่ง เวลาดังกล่าวฟ้าฤดูหนาวมืดลงจนเห็นรอบบริเวณเป็นเพียงเงาตะคุ่ม ข้างทางเดินหว่างหมู่คณะกุฏิมีไม้ยืนต้นเรียงราย จึงยากจะแยกแยะใครเป็นใคร หรือเห็นอะไรได้ถนัด กระนั้นเณรหมายวัยสิบเอ็ดก็แล่นไปเล่นกับเจ้าดำแก่ พบว่าหมาขี้เซาปราศจากอาการขยับตอบสนองเช่นทุกที ไม่มีแม้แต่จังหวะขยับเหนือหน้าท้องอันบ่งบอกถึงสัญญาณหายใจแล้ว หลวงน้าดาวเขกกะโหลกเณรขี้แยแล้วว่าตอนนี้มืดแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยให้คนขุดหลุมฝังมัน จากนั้นทั้งสี่รูปเข้าคิวสรงน้ำเพราะทั้งร่างทั้งสบงคลุกเหงื่อผสมฝุ่นแฉะชุ่ม รูปที่ยังไม่ได้สรงบ้างแยกเข้าห้องเตรียมของ บ้างอยู่คุยกันเองหรือกับหลวงพ่อเปิ่นและหลวงลุงแก้ว แต่แค่ไม่นานเพราะสองรายหลังกลับไปสวดมนตร์ต่อที่ห้อง รูปสุดท้ายที่อยู่ด้านนอกคือหลวงน้าดาวกับเณรหมาย เณรหมายอาลัยเจ้าดำไม่ยอมไปสรงน้ำง่ายๆ เฝ้าแต่แง้มประตูดูร่างไร้วิญญาณพลางร้องไห้เงียบๆ จวบหลวงน้าดาวเสร็จกิจออกมาจึงต้องลากกันไปถึงโอ่ง ครั้นออกมากันอีกทีไม่มีใครอยู่นอกห้องแล้ว เป็นอันว่าช่วงดังกล่าวทุกห้องถูกเปิดใช้ ไม่มีใครพบสิ่งผิดปกติหรือคนแปลกหน้า ไม่มีเสียงร้องดังออกมา นอกจากเสียงงึมงำสวดมนต์

พระมหาสุชีพกลับมาถึงกุฏิพร้อมเทียนหนึ่งเล่ม ต้องเร่งเดินเพราะได้เวลาพรางไฟแล้ว เกรงจุดแสงน้อยจะล่อตาพวกสัมพันธมิตรที่บินมาหย่อนระเบิด ตอนนั้นระหว่างทางสรรพสิ่งเงียบวังเวงน่าแปลกใจ ต่อเมื่อถึงกุฏิจึงได้ยินเสียงท่องมนตร์แว่วๆ จากห้องของหลวงพ่อเปิ่น หลวงพี่เที่ยงและพระจอม พระมหาสุชีพสรงน้ำผลัดผ้าแล้วบ่นมนตร์อีกวาระก่อนเข้ามุ้งในเวลาเกือบห้าทุ่ม ตอนนั้นทั้งกุฏิตกอยู่ท่ามกลางความมืด ไม่มีแม้เสียงกรนดังเป็นจังหวะตามสามัญของหลวงลุงแก้ว

“โดยทั่วไปพระที่วัดจะเริ่มออกบิณฑบาตตั้งแต่ช่วงตีห้า แต่เช้าวานนี้ไม่มีพระสงฆ์จากกุฏิคณะไหนยืนยันว่าได้พบสมาชิกจากกุฏิคณะสิบเอ็ดออกบิณฑบาต ความผิดปกติชัดขึ้นช่วงเกือบแปดโมง เมื่อไม่ปรากฏพระจากกุฏิคณะนี้ลงโบสถ์ทำวัตรเช้า ท่านเจ้าอาวาสให้พระจากคณะอื่นมาตาม ก็พบว่าทั้งกุฏิเงียบเชียบ กระทั่งเปิดประตูกุฏิเข้าไปตรวจดู จึงพบว่าพระสงฆ์ทั้งคณะสิบเอ็ดยังไม่ตื่นกันทั้งสิ้น ข้าวของประดามีถูกค้นกระจาย โดยเฉพาะที่ตัวของพระมหาสุชีพนั้นปรากฏรอยสักประหลาดอย่างที่เห็น ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะปลุกทุกรูปได้ ส่วนใหญ่มึนงง บางรูปแสบหน้าอก หลวงพ่อเปิ่นกับหลวงพี่เที่ยงคลื่นไส้อาเจียน ที่เหมือนกันคือ แต่ละรูปบอกว่าหลับเป็นตาย ไม่รู้ตัวเลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในคืนที่ผ่านมา”

สองนายตำรวจผู้มาใหม่กวาดสายตาสำรวจพื้นที่เกิดเหตุ ขณะนี้ข้าวของที่ว่าได้รับการลำเลียงเก็บเข้าที่เรียบร้อย พระสงฆ์เจ้าของกุฏิบางรูปนั่งหลับตาสวดมนตร์เสมือนไร้เหตุผิดปกติอุบัติ

“ได้ข่าวว่าของมีค่าหายไปด้วย”

“ครับสารวัตร เงินสดเกือบสี่สิบบาท รายการพระเครื่องอีกจำนวนหนึ่ง รวมถึงเหรียญหลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง เสื้อยันต์แดง แล้วก็ตะกุรดชุดหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก”

เงินสี่สิบบาทซื้อข้าวเปลือกได้เกินเกวียน แต่ละเหรียญและเครื่องรางที่ว่าก็เป็นวัตถุมงคลนามกระฉ่อน เหรียญหล่อของหลวงพ่อไปล่เชื่อกันว่าถ้าได้กำไว้ในมือจะแพงสมชื่อวัด ส่วนเสื้อยันต์แดงกับตะกรุดของหลวงพ่อจงเป็นที่กล่าวขานด้านความขลัง

มูลค่ารวมกันทั้งหมดมันจะสักประมาณเท่าไหร่!

“เครื่องรางส่วนใหญ่เป็นของหลวงปู่ศรีท่าน ส่วนเงินพวกนั้นเป็นเงินบริจาค” พระมหาสุชีพกล่าวเรียบๆ

“เป็นเงินบริจาคก้อนใหญ่ทีเดียวนะครับ”

คำเปรยของพ.ต.ท. เวทางค์ได้รับคำอธิบายจากนายตำรวจสน. บุปผาราม

“ช่วงนี้คนกลัวสงครามกลัวระเบิดก็วิ่งเข้าหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันทั้งนั้น พระสงฆ์อาวุโสแต่ละรูปท่านก็มีลูกศิษย์ลูกหาที่ร่ำรวยเป็นใหญ่เป็นโตแยะ เงินบริจาคส่วนมากท่านวางแผนจะนำมาช่วยคนยากจนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามน่ะครับ”

“แสดงว่าเรื่องนี้เป็นที่รู้กันทั่วไป แล้วที่เก็บเงินกับของพวกนั้นล่ะ”

“พระเครื่องส่วนใหญ่ท่านก็ไว้บนโต๊ะหมู่ ส่วนเงินพวกนั้นเก็บเข้าตู้” พระมหาสุชีพเป็นผู้ตอบ สีหน้าไม่มีร่องรอยเปลี่ยนแปลงไม่ว่าอารมณ์ใด

“ปกติ มีคนนอกกุฏิเข้ามาบ้างมั้ยครับท่าน” พ.ต.ท. เวทางค์ถามต่อ มีเสียงยุกยิกจากการจดรายละเอียดของ ร.ต.ท. กบี่

“ส่วนใหญ่เป็นลูกศิษย์ที่ไปมาหาสู่กับพระกุฏินี้ทั้งนั้น”

“แต่ธรรมดากุฏิถูกปิดไว้เฉยๆ ไม่ว่าจะมีใครอยู่หรือไม่ ในวันที่เกิดเหตุท่านมหาก็ไม่ได้ลงกลอนก่อนจำวัดครับสารวัตร” นายตำรวจเจ้าของพื้นที่เป็นผู้ให้เพิ่มเติมข้อมูล ระหว่างนั้นสารวัตรหนุ่มจากกองสอบสวนกลางกอดอก ยกมือข้างหนึ่งเคาะปลายคางผ่าอันครึ้มด้วยเคราเขียวของตนอย่างใช้ความคิด

“เมื่อวานได้คุยกับลูกศิษย์วัดคนที่เลี้ยงข้าวหมารึยัง” พ.ต.ท. เวทางค์หันถามนายตำรวจเจ้าของพื้นที่

“เรียบร้อยแล้วครับ แต่ไม่ได้อะไรซักเท่าไหร่”

“ทำไมล่ะ”

“คือว่า...ตาเลี่ยมแกสติสตังไม่ค่อยดี...”

ชายแก่ร่างเล็กผอมบักโกรกในชุดสับปะรังเคอาศัยที่ดินท้ายวัดอยู่กับพ่อแม่ตั้งแต่เกิด รับมรดกการเป็นศิษย์วัดต่อกันยันลูก ในขณะที่พี่ๆ ต่างขยับขยาย ลูกชายคนสุดท้องของบ้านไม่มีที่ไปเพราะไร้การศึกษากระทั่งความสามารถ เชื้อซิฟิลิสจากผู้พ่อขณะร่วมเพศกับแม่ครั้งตั้งท้องเขาส่งผลให้เจ้าตัวมีภาวะปัญญาอ่อนตั้งแต่กำเนิด หลังจากพ่อแม่ล้มหาย ชายแก่ดำรงชีพอยู่ด้วยความเมตตาของท่านเจ้าอาวาส รับจ้างใช้แรงงานเล็กๆ น้อยๆ จำพวกขุดดินถอนหญ้าในโรงเรียนซางตาครู้สคอนแวน์ตลอดจนบ้านเรือนในละแวกนั้น เรื่อยเลยไปถึงโบสถ์ฝรั่งและบ้านวินด์เซอร์ แต่ความขี้เกียจทำให้ไม่สู้งาน ระยะหลังจึงแค่รอรับคำสั่งจากพระในวัดแลกข้าวก้นบาตร กับเดินเอื่อยเฉื่อยขอเงินผู้มีจิตศรัทธาไปวันๆ

“ขนาดตอนที่เณรหมายเดินนำพาไปถาม แกกำลังคุยกับเราอยู่ดีๆ พอเห็นคนเข้ามาสักการะพระพุทธนาคน้อยในวิหาร ตาเลี่ยมก็รีบโจนไปทำทีชี้แนะแล้วขอเงินคนพวกนั้นเสียเฉยๆ ผมเลยเชื่อที่เณรหมายกับพระรูปอื่นๆ บอกว่าหาความอะไรกับแกไม่ได้ แกเองยังจำไม่ได้เลยว่าวันเกิดเหตุนั่นให้ข้าวหมาตอนเย็นไปเวลาเท่าไหร่ ทั้งที่ทุกคนยืนยันว่าตาเลี่ยมมีตารางชีวิตซ้ำซากทุกวัน หม้อหมานั่นคดทิ้งไว้แต่จะเอามาแจกจ่ายได้ก็ต่อเมื่อใกล้หกโมงครึ่ง นัยว่ารอพระท่านทำวัตรเสร็จออกมาจากโบสถ์ก่อน จะได้มีพยานรู้ว่าแกไม่ได้อยู่กินข้าววัดเฉยๆ”

หลังจากตรวจสอบสถานที่โดยรอบแล้วไม่พบหลักฐานอื่นใด พ.ต.ท. เวทางค์มอบหมายให้ลูกน้องคู่ใจซักประวัติพระสงฆ์ในกุฏิรูปอื่นๆ ได้ความดังนี้

๑. หลวงปู่ศรี (๖๓ ปี) เป็นชาวจังหวัดธนบุรีโดยกำเนิด บวชเรียนตั้งแต่อายุได้ ๑๑ ขวบที่วัดกำแพง ต่อมาจึงย้ายมาอยู่วัดประยุรวงศาวาสเมื่อช่วงวัย ๒๕ กระนั้นก็ยังไปมาหาสู่ในฐานะลูกศิษย์ของหลวงพ่อไปล่อยู่เสมอ เมื่อมีการหล่อพระในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ จึงได้รับเป็นที่ระลึกมาหนึ่งเหรียญ ปัจจุบันแม้ไม่มีญาติสนิทที่ยังมีชีวิต แต่เนื่องจากเป็นพระอาวุโสและอยู่ในพื้นที่มานาน จึงเป็นที่รู้จักและเคารพของชาวบ้านทั้งใกล้และไกล ชราภาพอีกทั้งอาพาธเป็นประจำ จึงงดรับกิจนิมนต์ทั้งหลาย กระทั่งตอนเช้าญาติโยมก็เป็นผู้นำภัตตาหารมาถวายที่หน้ากุฏิ หลวงปู่ศรีเป็นพระอุปัชฌาย์ของมหาสุชีพ

๒. หลวงลุงแก้ว (๕๓ ปี) บ้านเดิมอยู่ปากน้ำโพ บิดาและมารดาของหลวงลุงแก้วแยกทางหลังจากมีน้องชายคนที่สองคือหลวงพ่อเปิ่น หลวงลุงแก้วตามพ่อมาอยู่บางกอก จากนั้นเข้าเป็นทหารกองประจำการ ได้ฟังคนคุยกันจนพลอยชื่นชอบในเรื่องเครื่องรางของขลัง หลังปลดประจำการไปคลุกคลีในแวดวงนักเลงพระระยะหนึ่งจึงตัดสินใจบวช เพราะเห็นจริงว่า พระพุทธรูปและเครื่องรางทั้งหลายล้วนเป็นเพียงการมาประชุมกันของเหล่าธาตุ หัวใจของพระศาสนาคือพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่างหาก อย่างไรก็ตาม ครั้นหลวงพ่อจง พุทธัสสโร แห่งวัดหน้าต่างนอก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แจกเสื้อยันต์แดงกับตะกรุดเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เหล่าทหารและตำรวจ หลวงลุงแก้วก็อาศัยเส้นสายของคนรู้จักในกรมเข้าไปร่วมรับแจกมาสะสมไว้ด้วยหมายเป็นอุทาหรณ์สอนใจ นัยว่าคลับคล้ายการพิจารณาซากศพเพื่อปลงอสุภะ

๓. หลวงพ่อเปิ่น (๕๑ ปี) น้องชายของหลวงลุงแก้ว เดินทางจากปากน้ำโพเข้ามาทำงานที่พระนครโดยชั้นต้นอาศัยอยู่กับพี่ชายที่บวชเป็นพระอยู่ในวัดประยุรวงศาวาสนี้ บวชเรียนครั้งแรกเมื่ออายุ ๒๒ ปีเป็นเวลาหนึ่งพรรษาเพื่อทดแทนคุณมารดาที่สิ้นลม บวชเรียนครั้งที่สองเมื่ออายุ ๓๑ ปีเพราะมีเรื่องกับนักเลงจนเกรงถูกตามมาแก้แค้น จึงอาศัยผ้าเหลืองหลบภัย แต่บวชได้เพียงปีเดียวก็ผ้าเหลืองร้อนเนื่องจากได้พบสีกานามว่าบรรเทา ทั้งสองร่วมหอกันหลังจากท่านสึกได้แค่หนึ่งสัปดาห์ ต่อมาจับได้ว่าภรรยาคงร้อนราคะคบชู้ในปีที่สาม ท่านระงับความโกรธระคนเสียใจ ให้อภัยทั้งเมียชั่วและชู้ที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใครแน่แล้วกลับมาบวชอีกครั้ง แม้ทราบภายหลังว่าภรรยาเพิ่งตั้งท้องได้สองเดือนก็มิได้สึกออกไปอีก ประการสำคัญคือต้องการศึกษาพระธรรมไปจนสิ้นชีพ อีกประการคือไม่แน่ใจว่าตนเป็นพ่อเด็กจริงหรือไม่ ปัจจุบันลูกชายเป็นนักเลงหัวไม้เค้าหน้าคล้ายหลวงพ่อเปิ่น และยังคงติดต่อมาเป็นระยะ เพราะมารดาให้มาขอเงิน หลวงพ่อเปิ่นอึดอัดใจ แต่เด็กหนุ่มได้หลวงลุงแก้วคอยให้ท้ายเสมอ โดยให้เหตุผลว่า ยังไงก็ลูก – ยังไงก็หลาน

๔. หลวงน้าดาว (๔๐ ปี) บวชพร้อมกันกับหลวงพ่อเปิ่นสมัยบวชครั้งที่ ๒ ก่อนบวชร่อนเร่และเปลี่ยนอาชีพไปเรื่อยแต่ไม่ชอบสักทาง ตนเองไม่มีการศึกษา จึงได้แต่ใช้แรงงานแลกกับค่าจ้างน้อยนิด สุดท้ายคิดว่าพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าน่าจะตอบสนองความต้องการของชีวิตได้ดีที่สุด ระยะหลังหลวงน้าดาวดูกระวนกระวายชอบกล เคยเลียบเคียงหลวงพ่อเปิ่นถึงชีวิตหลังการสึกจนกลับมาบวชใหม่ (จากการบอกเล่าของหลวงพ่อเปิ่น ยืนยันว่าหัวข้อสนทนาดังกล่าวเป็นความลับที่ยังไม่มีผู้อื่นในกุฏิรู้)

๕. หลวงพี่เที่ยง (๓๕ ปี) มารดาของหลวงพี่เที่ยงท้องไม่มีพ่อ นึกอยากฆ่าตัวตายแต่ก็หักใจได้ คลอดและอยู่เลี้ยงลูกตามลำพังมาโดยตลอด ถึงแม้จะมีบุรุษเกี้ยวพาแต่มารดาของหลวงพี่ไม่รับรักสักรายเพราะไม่มีใครพอจะเข้ากับลูกชายได้ เนื่องจากสมัยเยาว์วัยเด็กชายเที่ยงดื้อรั้นมาก ในที่สุดมารดาจึงบังคับให้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดประยุรวงศาวาสนี้ตั้งแต่อายุแค่ ๘ ขวบเพื่อดัดนิสัย ปรากฏว่าเพียงหนึ่งเดือน สามเณรเที่ยงซาบซึ้งถึงความสงบและรสพระธรรมจนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน กลายเป็นผู้มีจิตใจสว่างและละเอียดนับแต่นั้น แต่เนื่องจากเป็นห่วงมารดา จึงจำลาสิกขาเพื่อออกไปตั้งใจเล่าเรียนต่อจนสามารถสอบเข้ารับราชการได้ตามความหวังของผู้เป็นแม่ หลังจากมารดาเสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวที่เก็บงำมานานด้วยความสงบ หลวงพี่เที่ยงลาออกจากราชการทั้งยังรุ่งโรจน์ แล้วออกบวชตลอดชีวิตเพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลทั้งหมดให้แก่ผู้เป็นแม่ หลวงพี่เที่ยงมีอุปนิสัยรักสันโดษ มักหายออกจากกุฏิไปเงียบๆ ต่อเมื่อตามหาจึงพบว่า กำลังนั่งให้พระพุทธโอวาทแก่มารดาอยู่เบื้องหน้าช่องเก็บอัฐิเสมอๆ

๖. พระจอม (๒๗ ปี) เป็นพระใหม่เพิ่งย้ายมาจากนครราชสีมาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน แจ้งว่าบวชเรียนมาได้สองปีแล้ว แต่พระในกุฏิเดียวกันพบว่า พระจอมยังปฏิบัติตนไม่ถูกต้องนัก อาจเนื่องจากพระจอมชอบศึกษาศิลปวัฒนธรรมมากกว่าพระไตรปิฎก หลังจากได้ติดตามหลวงพ่อเปิ่นไปเยี่ยมพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งที่วัดโพธิ์แล้วได้พบกับความงดงามของศิลปะ ทั้งด้านสถาปัตยกรรม จิตรกรรม และวรรณคดีที่นั่น พระจอมมักสอบถามพระสงฆ์รูปอื่นๆ ในวัด และค้นคว้าจากตำราที่เกี่ยวข้องด้วยความสนใจ แม้ยังไม่ออกปาก หากพระสงฆ์รูปอื่นๆ รู้ดีว่า เจ้าตัวปรารถนาจะเดินทางไปที่นั่นอีกบ่อยๆ

และ ๗. เณรหมาย (๑๒ ปี) เป็นหลานชายของบ้านทำขนมหน้านวลในชุมชนกุฎีจีน บรรพชาเป็นสามเณรใกล้ครบสามเดือนตามที่พ่อแม่ตั้งใจแล้ว เณรหมายเป็นเด็กอยากรู้อยากเห็นแต่สมาธิสั้น ทำให้ความจำมักสับสนคลาดเคลื่อน ตั้งแต่เณรหมายบวชเข้ามา กุฏิคณะ ๑๑ ก็มีน้ำตาลสดฉันไม่ได้ขาด ไม่น่าแปลกใจที่เณรหมายอ้วนปี๋เหมือนกุมารจีน

. . . . . . . . . . .

ปราปต์

3/10/57

.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 155 ครั้ง

25 ความคิดเห็น