ท้องฟ้าของผม

ตอนที่ 3 : ตอนที่ 2 ตงตี้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    1 ก.ค. 63

 

ตอนที่สอง

ตงตี้

 

 

            “เดินทางดี ๆ นะมึง ถึงแล้วบอกกูด้วย”

            “เออ”

 

            เขาตอบดาวเหนือที่ตื่นมาส่งเขาที่สนามบินแต่เช้า พลางมองหาใครบางคนที่บอกเขาตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าไม่อาจมาส่งเขาได้ แต่มันก็อดที่จะหวังไม่ได้เหมือนกัน...

 

            “เฮียหนึ่งเข้าเวรแทนรุ่นพี่อ่ะ”

            “แสนรู้”

            “ไม่ใช่หมา!” เผ่ายกยิ้มเมื่อแกล้งเพื่อนได้ ก่อนเจ้าตัวจะหันไปทางอาม่า “อาม่า ดาวจะคิดถึงอาม่านะครับ”

            “คิดถึงก็โทรมานะ อาม่าจะรอ”

            “ครับ”

 

            มันเผ่าดึงเพื่อนสนิทมากอด บอกลากันเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะพาอาม่าเดินเข้าเกต เมื่อเห็นว่าถึงเที่ยวบินของเขาแล้ว พลางปลอบกับตัวเองว่าสามเดือนมันไม่นาน ถ้าเราคิดว่าแป๊บเดียว มันก็แป๊บเดียว

 

            แต่ในใจลึก ๆ แล้วเขารู้ตัวเองดีว่าเขากลัว...

            เพราะเริ่มรู้สึกมาก

            เลยกลัวมาก...

 

            กลัวว่าตอนที่กลับมาอีก...

            คนคนนั้นเขาอาจจะไม่เหมือนเดิม...

 

            ตั้งแต่รู้สึก ก็ไม่เคยห่างกันไกลและนานขนาดนี้มาก่อน

            มันคงไม่แปลกใช่ไหม ถ้าเขาจะรู้สึกกลัว...

 

            ...ใช่ไหมนะ...

 

 

Ϟ

 

            [สายฟ้า]

 

            “ออกเวรแล้วเหรอคะหมอฟ้า”

            “ครับ”

 

            ผมส่งยิ้มกับพี่ ๆ พยาบาลที่ยืนออกันที่หน้าเคาว์เตอร์ พลางยืดเส้นยืดสายคลายความปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อเล็กน้อย เนื่องจากอยู่เวรทั้งคืนแบบไม่ได้พักกันเลยทีเดียว ดีที่อย่างน้อยได้กาแฟช่วยชีวิตไว้ ไม่งั้นได้จากหมอฟ้าได้กลายเป็นคนไข้ฟ้าของทุกคนก็เป็นได้

 

            “หายากนะคะเนี้ย ที่หมอจากวอร์ดวีไอพีลงมาวอร์ดอีอาร์”  

            “ถูกไว้วานมาต่างหากล่ะครับ”

            “แล้วน้องธาดาไม่อยู่ด้วยเหรอคะเนี้ย ปกติตัวติดกันยิ่งกว่าอะไรดี” พี่แก้วพี่พยาบาลคนหนึ่งพูดขึ้น

            “แหม ก็แยกกันบ้างครับพี่แก้ว เบื่อขี้หน้ามัน”

            “ฮ่า ๆ แต่ข่าวที่ว่าน้องธาดาคบกับน้องดาวนี่จริงใช่ไหมคะ”

 

            จากที่ยิ้มอยู่ผมหน้าหงิกทันที...

 

            “หมอฟ้าหวงน้อง เธอก็ยังจะไปแซวเนาะแก้ว”

            “โธ่พี่แพร นาน ๆ ได้เห็นพี่หวงน้องให้เป็นบุญตาบ้าง”

 

            แล้วทั้งวอร์ดอีอาร์ก็มีแต่เสียงหัวเราะ โดยที่ผมก็ทำได้แค่ส่ายหน้าไปมา น้องที่เลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก อยู่ ๆ โดนใครไม่รู้ที่ไม่อยู่ในครอบครัวพาไปนั้นไปนี่ก็อดห่วงไม่ได้ ก็รู้แหละครับ ว่าเราคงดูแลน้องได้ไม่เท่าแต่ก่อน แต่คนคนนั้นเป็นเพื่อนสนิทก็วางใจได้นิดหน่อย 

            พอได้คิดถึงน้อง ภาพใบหน้าของอีกคนก็แวบเข้ามา ยกนาฬิกาขึ้นมาดูเวลาก็ได้แต่ถอนหายใจ เวลานี้คงขึ้นเครื่องไปแล้ว ผมบอกลาพี่ ๆ เพื่อจะกลับไปพักผ่อนบ้าง แต่ยังไม่ทันจะได้หมุนตัวกลับใครบางก็เรียกไว้ก่อน

 

            “หมอฟ้า อย่าเพิ่งไปค่ะ!”

            “ครับ?”

            “คือ ท่านประธานเรียกพบด่วนค่ะ”

            “อ่า... ครับ”

 

            ผมเดินตามทางจนมาหยุดอยู่กับประตูบานใหญ่ที่อยู่ชั้นบนสุดของตึกโรงพยาบาล เคาะสองสามครั้ง เมื่อคนข้างในบอกอนุญาตแล้วจึงเปิดประตูเข้าไป คนที่นั่งเซ็นเอกสารเงยหน้าขึ้นมามองผมเล็กน้อยก่อนจะก้มลงไปเซ็นเอกสารต่อ พาร่างตัวเองเข้าไปหยุดตรงหน้าคนที่นั่งอยู่

            

            “ท่านประธานเรียกพบผมเหรอครับ?”

            “อ่า... ใช่” คนตรงหน้าตอบ โดยที่มือก็ยังคงเซ็นเอกสารต่อเรื่อย ๆ

            “มีอะไรหรือเปล่าครับ?”

            

            มือที่เซ็นเอกสารหยุดชะงัก ก่อนคนตรงหน้าจะเงยหน้าขึ้นมามองผมตรง ๆ

 

            “อยากไปเป็นอาสาสมัครหรือเปล่า?”

            “อาสาสมัคร?”

            “ทางลิทัวเนียเขาขอมาน่ะ”

            “ลิทัวเนียเลยเหรอครับ?”

            “ใช่” คนตรงหน้าวางปากกาลงก่อนจะลุกจากเก้าอี้แล้วหมุนตัวไปยืนมองออกไปข้างนอกตึก ท้องฟ้าที่เริ่มสว่าง แสงจากดวงอาทิตย์เริ่มสาดส่อง...

 

            คงใกล้ถึงละมั้ง...

 

            “ถ้าคุณสนใจ ผมจะส่งคุณไป โดยที่คุณจะเป็นหัวหน้าทีมแพทย์”

            “...”

 

            ท่านประธานหันหน้ามาสบตาผม

 

            “แต่ผมหวังว่าคุณจะตอบตกลง”

 

            อ่า...

 

            “ผมเลือกลูกทีมเองได้ไหมครับ?”

 

            “...”

 

            “...”

 

            “คุณได้สิทธิ์นั้น”

 

            “...”

 

            “ยังไงคุณก็ไปเตรียมตัวให้พร้อม อีกสองวันออกเดินทาง”

 

            “ครับ”

 

            ผมโค้งตัวให้กับคนตรงหน้าก่อนจะก้าวออกจากห้อง เห้อ... คือ เอาจริง ๆ ไม่ต้องเรียกผมไปคุยเลยก็ได้ ในเมื่อมันเป็นแผนที่จะส่งตัวผมไปอยู่แล้ว...

 

            แต่...

 

            ลิทัวเนียเลยเหรอวะ?

 

 

 

 

            .

 

 

            “ลิทัวเนีย?!”

            “ครับ” ผมหันไปตอบน้องชายที่นั่งเท้าคางมองผมอยู่ที่โต๊ะกินข้าว

            “ไกลจังเลยเฮียหนึ่ง”

 

            ผมยกยิ้มก่อนจะวางจานอาหารเช้าซื้อมาจากข้างนอกไว้ตรงหน้า ดาวเหนือ หรือ น้องดาว น้องชายผม พลางยกมือขึ้นยีหัวแก้วตาดวงใจของบ้าน หลังจากเข้าไปคุยท่านประธานวันนั้น ตอนนี้ก็ผ่านมาแล้วสองวัน ไวเหมือนโกหก

 

            “สามเดือนเองครับ เดี๋ยวเฮียก็กลับมา”

            “โห่ ไอ้เผ่าก็สามเดือน เฮียยังมาสามเดือนอีก ทำไมใคร ๆ ก็ชอบทิ้งดาวจัง” น้องยู่ปากตอบ

            “แต่เจ้าของห้องตรงข้ามก็ยังอยู่นี่ครับ” ผมยิ้มแซวน้อง ซึ่งก็ได้รับเป็นแรงส่งจากฝ่ามือที่แรงเท่าลูกแมวเป็นของแถม

            “อะไร เจ้านายมึงไม่เลี้ยงเหรอ ถึงมาเป็นข้าวห้องคนอื่นเข้าน่ะ?”

 

            ผมก้มลงไปถามไอ้แมวอ้วนสีขาวที่เข้าคลอเคลียพันแข้งพันขา

 

            “เฮียหนึ่งไม่ดุเจ้าชายสิ”

            

            ผมอุ้มไอ้แมวอ้วน หรือ เจ้าชาย ขึ้นมานั่งบนตัก ยื่นมือไปเกาคางให้พอได้ยินเสียงครือ ๆ อย่างพอใจของไอ้แมวอ้วน แล้วก็อดที่จะแกล้งบีบพุงมันไม่ได้ จนมันร้องแง้วกระโดนลงจากตักยืนจ้องตาขวางใส่

 

            “ไรมึง มองแบบนั้นระวังตัวไว้”

            “...”

            “ยัง ยังมองกูอีก”

            “...”

            “กูจับถอนขนแน่”

 

            เท่านั้นแหละ มันเดินดุม ๆ ไปหาดางเหนือที่ยื่นมือออกไปอุ้มพลางโอ๋กันไปมา อือ... แมวกับแมวเขาโอ๋กันแหละ...

 

            “โอ๋ ๆ ไม่กลัวนะครับ เฮียแกล้งเล่น”

 

            ผมมองน้องเล่นกับแมวก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมาก่อนจะกดเข้าห้องแชทของใครบางคนที่ตอนนี้คงอยู่ฮ่องกงแล้ว ก่อนจะกดส่งข้อความออกไป

 

            “อือ ละเฮียจะไปวันไหนอะ?” น้องดาวเงยหน้ามาถามผม

            “คืนนี้ครับ”

 

Ϟ

 

 

            คนตัวเล็กที่ลากกระเป๋าออกมายืนรอ พลางใช้มือกอดตัวเองเอาไว้กันความหนาว ก่อนอกมาก็เริ่มเอาโค้ชในกระเป๋าออกมาด้วย ก็เลยต้องยืนรับลมเย็นของฮ่องกงเต็ม ๆ 

            ยืนรอไม่นาน ก็มีรถคันหนึ่งมาจอดเทียบ พร้อมกับกระจกรถที่ลดลง เผยให้เห็นคนขับก่อนจะคนตัวเล็กจะยกยิ้มออกมาแล้วเดินขึ้นรถ

 

            “ตงตี้! คิดถึงจัง!!”

 

            มันเผ่าหลังจากขึ้นรถมาก็มองไปทางด้านคนขับที่ส่งยิ้มให้กับคำทักทายนั้น

 

            “เออ ไม่เจอนานดูโตขึ้นนะ”

 

            ตงตี้ หรือ ตี้ พี่ชายของเขา ซึ่งเป็นลูกชายของคุณลุง มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง ปัจจุบันทำงานเป็นทีมแพทย์ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งชื่อดังในฮ่องกง เฮียตี้เป็นผู้ชายตัวสูง หุ่นนายแบบ ซึ่งก็แอบอิจฉาเหมือนกัน ทำไมเขาไม่สูงมีกล้ามเหมือนพี่ชายคนนี้บ้าง

 

            “ละนี้ลื้อจะมาอยู่นานไหม?”

            “สามเดือน จนกว่าจะเปิดเทอม”

            “เออ ดี ๆ กลับมาพักนาน ๆ บ้าง คนทางนี้คิดถึงกันหมดแล้ว”

            “โถ่เฮีย ผมก็เทียวไปเทียวมาบ่อย ๆ อยู่แล้ว”

            “ไอ้เทียวบินไปมาของลื้อนี้คือการมาแค่วันสองวันแล้วกลับรึไงวะ?”

            “ก็ถือว่ามาแหละน่า”

            “นี่ถ้าไม่ใช่ป๊าลื้อขู่ไว้คงไม่มาหรอก”

            “แหม ก็กลิ่นเงินมันหอม”

 

            ผมตอบ เราคุยกันเยอะมากหลังจากนั้น ไม่นานรถก็แล่นเข้ามาในตัวบ้านที่คุ้นเคย การ์ดชุดดำหลายคนที่กระจัดกระจายทั่วมุมบ้านพากันวิ่งมาเรียงแถวที่หน้าทานเข้าบ้าน ผมยิ้มเหย ๆ ให้กับภาพที่เห็น

 

            “นายน้อยยินดีต้อนรับกลับครับ”

 

            ผมส่งกระเป๋าให้กับการ์ดสักคนที่มายืนรอ พลางหันไปยิ้มตอบชายสูงอายุคนหนึ่งที่มายืนรอที่หน้าประตูของบ้าน ซึ่งจะเรียกให้ถูกคือ คฤหาสน์ คงจะถูกกว่าอะนะ...

            

            “คุณลุงเหยียนไม่เจอนานยังดูหนุ่มไม่เปลี่ยนเลยนะครับ”

            “คุณท่านรออยู่ด้านในครับ” ท่านยิ้มให้ผมก่อนจะผ่ายมือให้เดินตามเข้าไปข้างในที่มีคนคุ้นเคยสองคนนั่งส่งยิ้มมาให้แต่ไกล

 

            “ไง กลับมาได้สักทีนะ”

            

            ยังทันจะได้เดินไปถึงที่ดี ๆ คนที่นั่งรออยู่แล้วก็เอ่ยทักก่อน

 

            “แหม เงินอ่ะเนาะ”

            “ดูลูกคุณสิ คุณหญิง”

            “น่า ๆ ลูกเพิ่งกลับมาถึง”

            ผมยิ้ม “ม๊า คิดถึงจัง” เข้าไปกอดผู้ให้กำเนิดพลางหอมซ้ายขวา หูก็ได้เสียงเสียงจากเสาหลักออกบ้าน

            “แล้วป๊าล่ะ?” 

            “ตาแก่ข้าง ๆ นี่ใครอะม๊า?” ผมผละตัวออกจากอ้อมกอดม๊าก่อนจะหันไปทำหน้างงใส่ ตาแก่ ที่ว่าจนได้รับมะเหงกหนึ่งลูกจากคนที่ถูกเรียกว่าตาแก่

            “กูป๊ามึง”

            “อ่อ ป๊านี่เอง วันก่อนม๊าโทรมา เห็นไม่ใช่คนนี้ เลยงงนิดหน่อย” ได้ทีก็เลยหยอกให้หอมปากหอมคอ ก่อนจะหลบฝ่ามืออีกรอบ ข้อหากวนส้นเกินไป

            “ตอนเกิดน่าจะให้กินน้ำมันตับปลาเยอะ ๆ ไอ้ความกวนตีนนี่มันน่าจะลดลงบ้าง”

            “มันช่วยจริงอ่อป๊า น้ำมันตับปลา ศรรพคุณช่วยลดความกวนตีน”

            “คุณกับมึงละกูเหนื่อย”

 

            ผมยกยิ้มออกมาเมื่อป๊ายอมยกธงขาวก่อนจะหันไปทักทายอีกคนที่เดินตามเข้ามาด้วย

 

            “ไงตี้”

            “สวัสดีครับคุณลุง”

            “ไหว้พระเถอะ”

            “ม๊าให้คนจัดกับข้างไว้ ตี้ก็อยู่ทานที่นี่ก่อนนะลูก” 

            “ครับ”

 

 

            .

 

            “วันก่อนเห็นว่าลื้อจะชวนอาตี๋ไปเป็นอาสาอะไรนะ?”

 

            หืม....

 

            ผมเลยหน้าจากอาหารตรงหน้าหันไปมองคนที่นั่งหัวโต๊ะสลับมองกับเฮียตงตี้ที่นั่งฝั่งตรงข้ามผมข้าง ๆ ม๊า

 

            “อ่อ ครับ พอดีทางโรงพยาบาลให้อั๊วะไปทำอาสาสมัครที่ลิทัวเนีย เห็นว่าอาเผ่าอีกลับมาก็ว่าจะชวนไปด้วยกัน” พี่ตี้บอก

            “จะดีรึอาตี้ พาอาเผ่าลูกม๊าไปด้วยจะเป็นภาระรึเปล่า?” 

            “อ่าวม๊า นี่ม๊าบอกอั๊วะเป็นภาระเหรอ?”

            “เปล่า ม๊าไม่พูด”

            “อ่อ งั้นก็แล้วไป” ผมตอบ ก่อนจะหันไปทางเฮียตี้ที่อมยิ้มอยู่ “ทีมแพทย์อ่อเฮีย”

            “เออ ลื้อไปก็ไม่ต้องทำไรมาก จะไปเที่ยวเล่นไหนก็ไป อั๊วะก็ตั้งใจจะพาลื้อเที่ยวนั้นแหละ” เฮียตี้ว่าพลางยิ้มอย่างเลศนัย

 

            ลิทัวเนียเหรอ... 

         ไม่ใช่ว่า!…

            ผมหันไปหาเฮียตี้อย่างขอคำอธิบายเพิ่ม

 

            “ก็แล้วแต่ลื้อ อั๊วะไม่ได้บังคับ อยากไปก็ไป ไม่อยากไป ลื้อก็เฉาอยู่บ้านไปสามเดือนละกัน”

            “ช่วงเวลาล่ะ?”

            “สามเดือน หรือถ้าลื้อเบื่อก่อนก็กลับก่อนได้”
            “โห่ สิทธิ์พิเศษมาก”

            “ลื้ออย่าลืมว่าอั๊วะมันลูกใคร” แหม... มองเฮียที่มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องที่ยืดอกพูดอย่างภูมิใจ แล้วก็อดที่จะหมั่นไส้ไม่ได้ และใช่ครับ พี่ตี้เป็นลูกเจ้าของโรงพยาบาลนั้นแหละ...

 

            ผมหันไปทางป๊ากับม๊าอย่างรู้สึกลังเล

 

            “ไปเถอะ เบื่อก็ค่อยกลับมา”

            “ป๊า แต่ม๊าว่า...” ม๊าผมค้าน ใบหน้าของม๊าดูเหมือนกังวลอะไรบางอย่าง ซึ่งผมก็เข้าใจดี

            ป๊ากุมมือม๊าก่อนจะหันมาทางผม “อยากได้ลูกเสือต้องเข้าถ้ำเสือ ป๊าเคยสอนลื้อมาตั้งแต่เด็ก ลื้อยังจำได้อยู่ไหมอาตี๋?”

            “ใครมันจะไปลืมลง” ป๊ายิ้มให้ผม พลางนึกถึงวัยเด็กที่ป๊าเคยสอนผมต่อสู้ รวมถึงแผนการต่าง ๆ ของตละกูล

            “ลื้อเข้าใจใช่ไหม ว่าที่ป๊าจะให้ลื้อไปครั้งนี้ ลื้อต้องทำอะไรบ้าง?” ป๊าถามด้วยสายตาที่จริงจังขึ้น ผมสบตาป๊าเพื่อให้ป๊ามั่นใจว่า ผมจะไม่พลาด ถอนหายใจก่อนจะเอนหลังไปพิงกับพนักโซฟา พลางเปลี่ยนเรื่องพูดคุยเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

            “เห้อ... ละไมป๊าไม่ให้ผมอยู่ไทยต่อเลยอ่ะ จะเรียกกลับมาทำไมถ้าจะไล่ลูกไปที่อื่นอยู่ดี?” ผมถามป๊า

            “มันไม่เหมือนกัน”

            “ไม่เหมือนยังไง?”

            “นั้นไทย นี่ฮ่องกง”

            “แต่ที่จะไปมันลิทัวเนียอ่ะ ได้ข่าว”

            “งั้น... นั้นไทย นู่นลิทัวเนีย”

            “...”

 

            .

            .

            .

 

            “ป๊าหวังว่าลื้อจะไม่ทำให้ป๊าผิดหวังนะอาตี๋”

 

            ป๊าว่าอย่างจริงจัง ผมเด้งตัวขึ้นมานั่งตัวตรงมองตบตากับป๊า ความลับของตละกูล... ที่ไม่มีใครรู้ แม้แต่ม๊ารู้ไม่หมด เรื่องนี้ผมรู้มาตั้งแต่เด็ก ๆ ป๊าคอยสอนผมตลอด เฮียตี้เองก็ด้วย เฮียตี้เปรียบเหมือนมือขวาของผม ส่วนผม... ผู้ที่จะขึ้นเป็นใหญ่ต่อป๊า เราสองคนเหมือนกังหันกับสายผม ผมที่เป็นกังหัน และมีสายลมอย่างเฮียตี้คอยช่วยเกื้อกูล

            ผมว่านะ การที่เฮียตี้ไปเป็นทีมแพทย์ในครั้งนี้ จุดหมายมีอย่างเดียวก็คือ...

 

            “งั้น...”

            “หนึ่งล้านหยวน”

            

            .

            .

            .

            .

 

            “เค ตกลง!”

 

            .

            .

            .

 

            ก็แหม... ก็อย่างที่บอกอ่ะครับ กลิ่นเงินมันหอม 

            เงินซื้อทุกอย่างไม่ได้ แต่ซื้อไอ้เผ่าคนนี้ได้โว้ยย!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.tbc/

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น