ภูตหงส์ขององค์ชาย

ตอนที่ 8 : บทที่8 สร้างไมตรี ( รีไรท์ )

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,766
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 156 ครั้ง
    23 ก.พ. 63

บทที่8 สร้างไมตรี

 

            แม้ว่าองค์หญิงคนอื่น ๆ จะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปเที่ยวเล่นนอกวัง แต่ในกรณีของหลิวเสี่ยวอิ๋งนั้น ถือเป็นข้อยกเว้น

            เดิมทีหลิวเสี่ยวอิ๋งก็เกิดนอกวังหลวง จึงมีหลายสิ่งที่รู้สึกผูกพันอยู่นอกกำแพงวัง ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่เคยอาศัย ร้านขายขนมที่ชอบ ถนนที่เคยเดิน รวมไปถึงบรรดาญาติ นางเพียงแค่ประจบไทเฮาเพียงไม่กี่คำก็ได้รับอนุญาตให้ออกมาเที่ยวนอกวังแล้ว โดยมีข้อแม้ว่า นางจะออกนอกวังได้ก็ต่อเมื่อหย่งฉีเป็นผู้พาออกมา

            หย่งฉีพาหลิวเสี่ยวอิ๋งกับไป๋เฟิ่งออกมาที่จวนสกุลหวัง ทั้งหวังอิงลั่วและหลิวเสี่ยวอิ๋งต่างสนุกกับการจับไป๋เฟิ่งแต่งกายเป็นหญิงงามออกมาแกล้งให้หย่งฉีตกตะลึงเล่น ๆ เยวี๋ยนหลี่เฉียงที่ตามหย่งฉีออกมาในฐานะองครักษ์เห็นดังนั้น ก็แทบอยากจะจับภูตหงส์ขาวตรงหน้ากลับไปถวายให้ผู้เป็นพี่ ในหัวเขามีแผนการลักพาตัวไป๋เฟิ่งมากมาย หากจะลงมือจริง ๆ ภายในคืนนี้ก็คงทำได้

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงเลื่อนสายตาจากไป๋เฟิ่งไปที่หลิวเสี่ยวอิ๋ง องค์หญิงผู้นี้แม้มิใช่หญิงงามสะคราญโฉมเช่นภูตไป๋เฟิ่ง แต่นางก็น่ารักน่าเอ็นดูในแบบของนาง ใบหน้าจิ้มลิ้มที่ดูอ่อนกว่าวัยกับรอยยิ้มสดใสที่ไม่คิดปิดบังความรู้สึกนั้น ทำให้ผู้มองยากจะละสายตา

            ต่อให้เป็นหลิวเหว่ยอ๋องแห่งเผ่าปีศาจก็ตาม!

            “องครักษ์เหยียน” หย่งฉีเรียก เมื่อเห็นเยวี๋ยนหลี่เฉียงมองหญิงสาวทั้งสามที่กำลังจะขึ้นรถม้าออกไปข้างนอกด้วยกัน

            “พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”

            “เมื่อเจ้าได้เห็นเช่นนี้ ข้าก็คงมิอาจปิดบังเจ้า เสี่ยวไป๋จื่อของข้าเป็นสตรีนามว่าไป๋เฟิ่ง ข้ามีเหตุผลที่ต้องให้นางปลอมเป็นขันที หวังว่าเจ้าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป”

            “องค์ชายโปรดวางพระทัย กระหม่อมจะไม่เปิดเผยเรื่องของเสี่ยวไป๋จื่อกับผู้ใด” เยวี๋ยนหลี่เฉียงรับปาก

            “ขอบใจเจ้ามาก องครักษ์เหยียน” หย่งฉีตบบ่าเยวี๋ยนหลี่เฉียงเบา ๆ เขายอมรับว่าเดิมที เขาทั้งไม่ชอบและไม่ไว้ใจองครักษ์ผู้นี้ แม้ยามนี้ก็ยังไม่สนิทใจ แต่เพราะองครักษ์เหยียนช่วยชีวิตน้องสาวของเขาไว้ หย่งฉีจึงเริ่มมององครักษ์ของตนในทางที่ดีขึ้นบ้า

            หย่งฉีเดินตามไปสมทบกับพวกไป๋เฟิ่ง โดยมีเยวี๋ยนหลี่เฉียงเดินตามหลังมาด้วย หลิวเสี่ยวอิ๋งเห็นองครักษ์หนุ่มก็ทำทีเป็นไม่สนใจ ราวกับก่อนหน้านี้ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกัน เยวี๋ยนหลี่เฉียงยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปากขณะมองร่างบางระหงก้าวขึ้นรถม้า

            ปล่อยภูตไป๋เฟิ่งให้อยู่กับองค์ชายห้าเช่นนี้ไปก่อนก็ได้ เขาจะได้อยู่เล่นสนุกในแดนมนุษย์ต่อไปอีกสักหน่อย

 

            องครักษ์คนอื่น ๆ ที่แฝงกายอยู่ในฝูงชนไม่มีทราบเรื่องไป๋เฟิ่ง พวกเขาทราบเพียงแค่ว่า องค์ชายห้าและหวังเสียพาสตรีสามนางออกจากจวน โดยหนึ่งในนั้นมีหญิงงามที่พวกเขาไม่เคยเห็นออกมาด้วย แม้องครักษ์เงาจะพยายามสืบแล้วว่าหญิงผู้นั้นเป็นคุณหนูสกุลใด แต่กลับสืบไม่พบเรื่องใด ๆ เกี่ยวกับสตรีดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย ทราบเพียงแค่ว่า องค์ชายห้าดูเหมือนจะใส่ใจนางมากกว่าผู้ใด

            “มีอะไรที่อยากได้ก็เลือกกลับไปได้เลย” หย่งฉีพูดกับไป๋เฟิ่งเสียงนุ่ม ขณะพานางมาที่ร้านขายเครื่องประดับแห่งหนึ่ง

            “แล้วถ้าเสี่ยวอิ๋งอยากได้บ้าง พี่ห้าจะซื้อให้น้องสาวผู้นี้ด้วยหรือไม่” หลิวเสี่ยวอิ๋งแกล้งหยอกเย้า หย่งฉีหัวเราะออกมาเบา ๆ

            “เอาสิ พวกเจ้าอยากได้อะไรก็เลือกได้เลย เจ้าด้วยนะอิงลั่ว ข้าซื้อให้ทั้งสามคนเลยเป็นอย่างไร” หย่งฉีว่า สตรีทั้งสามต่างพากันกล่าวขอบคุณเขา แล้วเลือกเครื่องประดับกันอย่างเพลิดเพลิน จนสตรีอื่นในร้านต่างพากันอิจฉา

            เมื่อได้ของที่ต้องการแล้ว ทั้งหมดก็เดินกลับมาที่รถม้า หลิวเสี่ยวอิ๋งหอบข้าวของพะรุงพะรังออกจากร้าน แต่มิใช่ของเพื่อตัวนางเอง นางได้รับของประทานจากไทเฮามากมายจนแทบไม่มีที่เก็บแล้ว ดังนั้นของแต่ละชิ้นที่นางเลือกออกมา จึงมีแต่ของที่นางเลือกให้ไป๋เฟิ่ง

            มือใหญ่เอื้อมมาอยู่เบื้องหน้าหลิวเสี่ยวอิ๋งเพื่อรับของจากนาง หลิวเสี่ยวอิ๋งเงยหน้าขึ้นและพบว่าเป็นองครักษ์เหยียน ดวงตาใสฉายแววตื่นตระหนกออกมา แต่เพียงไม่นานนัก นางก็เชิดหน้าขึ้น แล้วส่งของให้เยวี๋ยนหลี่เฉียงรับไปราวกับคุณหนูเอาแต่ใจ

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงได้แต่ลอบขำ สตรีชาวมนุษย์ผู้นี้ น่าสนใจยิ่งนัก!

 

            หย่งฉีพาไป๋เฟิ่งเดินเล่นไปตามถนนที่สองฝั่งข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย ไป๋เฟิ่งไม่เคยออกมาเดินเช่นนี้มาก่อนจึงอดตื่นเต้นไม่ได้ นางแวะดูข้าวของต่าง ๆ เกือบทุกอย่าง แวะชิมขนมมากมายเกือบทุกร้าน หย่งฉีเองก็ช่างตามใจนางเหลือเกิน ไม่ว่าไป๋เฟิ่งจะอยากได้อะไร อยากทำอะไร เขาก็ไม่ขัดแม้แต่น้อย

            “องครักษ์เหยียน” ไป๋เฟิ่งเรียก “ขนมเจ้าค่ะ”

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงงุนงงเล็กน้อย เมื่อภูตสาวที่ดูเหมือนเกรงกลัวเขามาตลอด แม้แต่หางตาก็ยังไม่กล้าเหลือบมองเขา ยามนี้กลับยืนยิ้มส่งขนมที่ตนเพิ่งซื้อมาให้เขา

            ทางด้านของไป๋เฟิ่งนั้น ใช่ว่านางจะเลิกหวาดกลัวเยวี๋ยนหลี่เฉียง นางรู้สึกว่าแววตาขององครักษ์ผู้นี้ มีหลายส่วนที่ดูคล้ายกับดวงตาของจักรพรรดิปีศาจ แต่อีกใจก็คิดว่าเขาคงไม่อำมหิตถึงเพียงนั้น หาไม่ ในวันที่กิ่งไม้ตกลงมาใส่องค์หญิงเพ่ยหลิง เขาคงไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยนาง

            “ขอบคุณแม่นาง” เยวี๋ยนหลี่เฉียงค้อมศีรษะให้ไป๋เฟิ่งเล็กน้อย ขณะรับขนมที่นางส่งให้

            ไป๋เฟิ่งยิ้มให้เยวี๋ยนหลี่เฉียง รอยยิ้มของนางดูไร้เดียงสา พาซื่อ แต่ก็งดงามสดใส เยวี๋ยนหลี่เฉียงเริ่มจะเข้าใจแล้วว่า เหตุใดพี่ชายของเขาถึงได้ปรารถนาในตัวนางนัก

            “รีบกินตอนยังร้อนล่ะ ขนมพวกนี้เย็นแล้วไม่อร่อยเอาเสียเลย” หย่งฉีที่เดินมาสมทบกล่าว

            “ขอรับคุณชาย” เยวี๋ยนหลี่เฉียงตอบ รู้สึกได้ว่าทั้งหย่งฉีและไป๋เฟิ่งกำลังพยายามผูกมิตรกับตนอยู่

            คงเพราะเขารับปากว่าจะช่วยเก็บความลับเรื่องที่ไป๋เฟิ่งเป็นสตรีกระมัง

            “คุณชายเจ้าคะ ทางโน้นเขาทำอะไรกันอยู่” ไป๋เฟิ่งดึงแขนหย่งฉี ราวเด็กน้อยดึงแขนบิดา พลางชะเง้อคอมองไปข้างหน้าด้วยตื่นเต้น

            หย่งฉีมองตาม เบื้องหน้ามีการแสดงวิชา ทั้งรำกระบี่ โบกธง และแสดงความสามารถต่าง ๆ ผู้คนต่างมุงดูด้วยความสนใจ รวมไปถึงภูตสาวข้างกายเขาด้วย

            “เราไปดูกันเถอะเจ้าค่ะ”

            ว่าแล้วไป๋เฟิ่งก็ดึงแขนหย่งฉีไปข้างหน้า องค์ชายห้าเองก็มิได้ขัดใจนาง ปล่อยให้นางจับจูงไปได้ตามชอบใจ หลิวเสี่ยวอิ๋งมองตามยิ้ม ๆ จำได้ว่าไม่เคยเห็นพี่ชายของตนดูมีความสุขเวลาอยู่กับสตรีใดเท่านี้มาก่อน หญิงสาวจึงถอยหลังออกมา เพื่อปล่อยให้หย่งฉีได้ใช้เวลากับไป๋เฟิ่ง ส่วนตัวนางก็เดินดูอะไรข้างทางไปเรื่อย เดินไปเดินมา หญิงสาวก็พบว่า ตนพลัดหลงกับคนอื่น ๆ เสียแล้ว ไม่เฉพาะกับหย่งฉีและไป๋เฟิ่ง แต่หวังเสียกับหวังอิงลั่วเองก็ไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ นางแล้วเช่นกัน

            หลิวเสี่ยวอิ๋งหัวเราะตัวเองที่มัวแต่เพลิดเพลินจนคลาดกับคนอื่น แต่ก็ช่างเถิด ไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วง องครักษ์ของนางแฝงกายอยู่ในฝูงชนออกมาก นางเชื่อว่ายามนี้ พวกเขาก็ยังคงอยู่ใกล้นาง ขอเพียงนางเอ่ยปากเรียกเท่านั้น

            “คุณหนูท่านนี้ พอจะมีเวลาให้นักพรตแก่ ๆ อย่างข้าสักครู่หรือไม่” เสียงหนึ่งเอ่ยทักขึ้น หลิวเสี่ยวอิ๋งจึงหันไปมองตามต้นเสียง

            “ท่านนักพรตพูดกับข้าหรือ?” นางชี้ไปที่ตัวเองเป็นเชิงถาม

            “ไม่ผิด” นักพรตชราไว้เครายาวตอบพร้อมรอยยิ้ม

            “ท่านนักพรตมีธุระอะไรกับข้า”

            “ข้ามองเห็นบางสิ่งที่จะเกิดกับคุณหนูในอนาคต”

            “สิ่งนั้นคือสิ่งใด”

            “วิบากกรรม” นักพรตเครายาวตอบ “ท่านเกิดมามีดวงชะตาวาสนาที่ดี มีผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินรับอุปการะ แต่หนทางข้างหน้าก็ยังมีวิบากกรรมรอท่านอยู่”

            หลิวเสี่ยวอิ๋งนิ่งไป จากคำพูดที่นักพรตผู้นี้กล่าวมา ดูเหมือนว่าเขาจะมิได้เอ่ยวาจาส่งเดชแต่อย่างใด

            “เช่นนั้น ท่านนักพรตเห็นว่าข้าควรทำเช่นไร จึงจะผ่านพ้นวิบากกรรมที่ว่านั่นไปได้”

            “ลิขิตสวรรค์มิอาจฝืน แต่ท่านจะผ่านพ้นเคราะห์ร้ายไปได้ โดยการช่วยเหลือของชายผู้ซึ่งมีวาสนาต่อท่าน แม้พญามัจจุราชจะมารับท่านด้วยตัวเอง

บุรุษผู้นั้นก็จะต่อสู้กับพญามัจจุราชเพื่อปกป้องท่าน เขาจะช่วยยื้อชีวิตท่านไว้จากความตายถึงสามครั้งสามครา วาสนาระหว่างท่านกับเขา ไม่ว่าสิ่งใดก็มิอาจขวางกั้น”

            หลิวเสี่ยวอิ๋งพูดอะไรไม่ออก คำพูดของนักพรตผู้นี้ทำให้นางรู้สึกกลัว แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้นางอุ่นใจ ที่จะได้รับการช่วยเหลือโดยบุรุษที่มีวาสนาต่อนาง

            “แล้วข้าจะทราบได้อย่างไร ว่าใครกันที่มีวาสนากับข้า” หญิงสาวเอ่ยถาม

            นักพรตชราล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วหยิบเอาด้ายแดงออกมาสองเส้น ก่อนจะส่งให้หลิวเสี่ยวอิ๋ง

            “ท่านจะรู้เมื่อถึงเวลา ขอให้ด้ายแดงคู่นี้ผูกพันท่านและชายผู้นั้นไว้ด้วยกัน อย่าให้มีสิ่งใดทำลายมันได้”

            หลิวเสี่ยวอิ๋งรับด้ายแดงมาพิจารณา มองอย่างไร มันก็เป็นเพียงด้ายแดงธรรมดา ๆ เท่านั้น

            “วันข้างหน้ามีหลายสิ่งที่น่ากลัวสำหรับท่านรอคอยอยู่ แต่จงอย่ากลัว จิตใจที่เข้มแข็งเท่านั้นที่จะนำพาท่านผ่านพ้นเหตุการณ์เลวร้ายทั้งปวงไปได้”

            นักพรตเครายาวยิ้มให้หลิวเสี่ยวอิ๋งอีกครั้ง

            “ขอให้ท่านโชคดี” นักพรตชรากล่าวอำลา แล้วจึงเดินจากไป

            หลิวเสี่ยวอิ๋งมองด้ายแดงในมือสลับกับนักพรตที่เดินห่างออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหายไปในฝูงชน นางถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วหมุนตัวกลับ

            “อ๊ะ!” หลิวเสี่ยวอิ๋งร้องอย่างตกใจ เมื่อหันมาชนเข้ากับร่างสูงใหญ่ของชายผู้หนึ่ง จนเผลอปล่อยด้ายแดงในมือตก

            “อะ...องครักษ์เหยียน!

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงก้มลงเก็บด้ายแดงที่พื้น

            “คุณหนูกำลังจะไปที่ใดขอรับ” เยวี๋ยนหลี่เฉียงถามขณะส่งด้ายแดงคืนให้หลิวเสี่ยวอิ๋ง น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นไม่ต่างไปจากแววตา เขารู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าจะต้องกลัว แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็อยากรู้ว่านางจะทำเช่นไร

            หลิวเสี่ยวอิ๋งใจสั่น ลำพังแววตาคู่นั้นของเขายังทำให้นางกลัวไม่พอหรือไง ถึงต้องใช้น้ำเสียงแบบนี้กับนาง

            สมควรตายยิ่งนัก!

            “ไม่ใช่เรื่องของเจ้า!” หลิวเสี่ยวอิ๋งตอบเสียงแข็งขณะดึงด้ายแดงมาจากมือเขา มือไม้ของนางสั่นไปหมด จนนางอยากจะตีมือตัวเองแรง ๆ เกลียดตัวเองนักที่กลัวผู้ชายบ้าคนหนึ่งได้ถึงเพียงนี้!

            “ตอนนี้คุณชายห้าและคนอื่น ๆ ไปดื่มน้ำชาที่โรงเตี๊ยมใกล้ ๆ นี้ จึงให้ข้ามารับคุณหนู”

“ข้าไปเองได้!” คำตอบของนางคล้ายเอาแต่ใจ แต่หากฟังให้ดี น้ำเสียงแข็ง ๆ ที่เปล่งออกมานั้นสั่นน้อย ๆ แววตาที่มองไปยังองครักษ์หนุ่มก็สั่นระริกคล้ายจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ แต่นางก็ยังพยายามแสดงสีหน้าหยิ่งผยองขององค์หญิงสูงศักดิ์ข่มเขา

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงถึงกับหัวเราะในลำคอ สาวน้อยผู้นี้กลัวเขาจนแทบจะร้องไห้อยู่แล้ว แต่กลับพยายามจะข่มเขาอย่างนั้นหรือ

            เขากลัวจะแย่แล้ว!

            “เจ้าหัวเราะอะไร!” คนกำลังกลัวกระชากเสียงใส่ แต่เยวี๋ยนหลี่เฉียงกลับยิ่งยิ้มยั่ว

“ในเมื่อข้ามารับท่านแล้ว เหตุใดจึงมิยอมไปกับข้าเล่า” ชายหนุ่มถาม “หรือว่าคุณหนูกลัวที่จะต้องไปกับข้า”

“บังอาจ!” หลิวเสี่ยวอิ๋งผลักไหล่เขา แต่อีกฝ่ายก็แทบไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย “อย่ามาพูดจาเหลวไหล เจ้าเป็นใคร แล้วข้าเป็นใคร เหตุใดข้าจึงต้องกลัวเจ้า!

            “นั่นสิ เหตุใดคนเช่นท่านจึงต้องกลัวข้า”

            “เจ้า...เจ้า!” หลิวเสี่ยวอิ๋งไม่รู้จะต่อว่าเขาอย่างไรดี

            หรือไม่ นางก็กลัวจนคิดคำต่อว่าเขาไม่ออก!

            “หากคุณหนูมิได้หวาดกลัวข้า ก็ไปกับข้าเถิดขอรับ ป่านนี้คุณชายห้าคงกำลังรอท่านอยู่” น้ำเสียงของเยวี๋ยนหลี่เฉียงยั่วโทสะหลิวเสี่ยวอิ๋งยิ่งนัก หญิงสาวหายใจฮึดฮัดก่อนจะเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งยะโส แล้วเดินนำเขาไปยังโรงเตี๊ยมประจำที่หย่งฉีชอบพานางไปบ่อย ๆ

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงยิ้มที่มุมปาก ขณะเดินตามหลิวเสี่ยวอิ๋งไปติด ๆ ผู้คนบนถนนมีจำนวนมากจึงค่อนข้างเบียดเสียดกัน หลิวเสี่ยวอิ๋งถูกดันจนเซถอยหลังมาปะทะเข้ากับแผงอกกำยำของเยวี๋ยนหลี่เฉียง

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงรับนางไว้ในอ้อมแขนแข็งแกร่งทั้งสองข้างทันที

            เพราะมีแผงอกแข็งแกร่งดุจกำแพงหินรับร่างบางไว้ อีกทั้งยังมีสองแขนแข็งแรงโอบประคอง ทำให้หลิวเสี่ยวอิ๋งไม่ล้มกระแทกพื้น แต่นางกลับรู้สึกอับอายยิ่งกว่า ที่ต้องมาตกอยู่ในอ้อมกอดขององครักษ์เหยียนเป็นครั้งที่สองภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน

            “คุณหนู เป็นอะไรหรือไม่ขอรับ” น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นนุ่มนวลกว่าทุกครั้ง จนหลิวเสี่ยวอิ๋งรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้า

            หญิงสาวรีบดันกายออกมาจากบุรุษที่อยู่เบื้องหลัง เดิมทีนางตั้งใจจะหันไปหาเรื่องต่อว่าเขาเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของตน แต่เมื่อเห็นแววตาที่ไร้ซึ่งความเยือกเย็นอย่างที่เคยเป็นของอีกฝ่าย หลิวเสี่ยวอิ๋งก็พูดอะไรไม่ออกเอาดื้อ ๆ

            “คุณหนู” เยวี๋ยนหลี่เฉียงเรียกซ้ำ เมื่อหลิวเสี่ยวอิ๋งไม่ตอบอะไร

            หญิงสาวพยายามตั้งสติ

            “ข้า...ข้าไม่เป็นไร” หลิวเสี่ยวอิ๋งตอบงึมงำ

            ใบหน้าของนางแดงจัดราวแต้มชาด เยวี๋ยนหลี่เฉียงเห็นดังนั้นมีหรือจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกเช่นไร ริมฝีปากบางหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย ขณะขยับเข้ามาใกล้ ร่างบางรีบก้าวถอยหลังหนีทันที

            “เจ้าจะทำอะไร!” หลิวเสี่ยวอิ๋งถามอย่างตื่นตระหนก

            “ข้าเห็นท่านหน้าแดง ๆ เกรงว่าจะเป็นลมแดด”

            หลิวเสี่ยวอิ๋งยกมือขึ้นจับแก้มของตัวเองทันที แววตาที่เหมือนกระต่ายน้อยตื่นตกใจ ทำให้เยวี๋ยนหลี่เฉียงยิ่งยิ้มกว้างมากยิ่งขึ้น

            กระต่ายน้อยตัวนี้ ช่างน่าแกล้งนัก

            “ยิ้มอะไร!” นางถาม

            “เปล่า”

            “ก็ข้าเห็นอยู่ว่าเจ้ายิ้ม!

            “ท่านตาฝาดไปกระมัง” เยวี๋ยนหลี่เฉียงตอบทั้งที่ยังยิ้มอยู่

            หลิวเสี่ยวอิ๋งกระทืบเท้าอย่างขัดใจ ก่อนจะหมุนตัวไปอีกทางเพื่อเดินหนีจากเขา แต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหน นางก็ถูกฝูงชนที่เบียดเสียดกันกระแทกจนล้มใส่เยวี๋ยนหลี่เฉียงอีกครั้งจนได้

            สวรรค์! นี่มันเรื่องบ้าอะไร การทรงตัวนางเสียสมดุลหรือแข้งขาใกล้จะพิการเต็มทีแล้ว จึงได้ล้มแล้วล้มอีกอยู่ได้!

            “คุณหนู” เยวี๋ยนหลี่เฉียงกระซิบร่างบางที่อยู่พิงอยู่บนอกของตน เสียงที่ดังอยู่ข้างหูทำให้หลิวเสี่ยวอิ๋งขนลุกไปทั้งกาย นางพยายามจะผละจากเขา หากครั้งนี้เขาไม่ยอมปล่อยให้นางได้หลีกหนีไปได้ง่าย ๆ ดังเช่นครั้งแรก

            “ปล่อยข้า!” หลิวเสี่ยวอิ๋งออกแรงดิ้น แต่เรี่ยวแรงของนางก็มีน้อยเกินกว่าจะเอาชนะเขาได้

            “แน่ใจหรือว่าอยากให้ข้าปล่อย” เยวี๋ยนหลี่เฉียงจงใจถามด้วยน้ำเสียงยียวนยั่วโทสะอีกฝ่าย เขารู้ว่านางกำลังเขินอายเป็นที่สุด แต่ก็พอใจยิ่งนักที่เป็นเช่นนั้น

            “พูดบ้าอะไรของเจ้า!

            “บางทีข้าก็สงสัย แท้จริงแล้วคุณหนูล้มเพราะอุบัติเหตุ หรือจงใจล้มใส่ข้ากันแน่”

            “เจ้า! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!

            แม้เยวี๋ยนหลี่เฉียงจะไม่อยากปล่อยร่างนุ่มนิ่มนั่นออกจากกายของตน แต่ก็จำใจต้องยอมปล่อย ด้วยทราบดีว่าองครักษ์เงามากมายแฝงกายอยู่ในฝูงชน หากความทราบถึงฮ่องเต้ เขาคงหมดสนุกเพราะไม่ได้เล่นบทองครักษ์ขององค์ชายห้าที่คอยตามแกล้งองค์หญิงเพ่ยหลิง

            ปล่อยนางไปตอนนี้ แล้วค่อยหาโอกาสเข้าหานางทีหลังก็ยังไม่สาย

            “ข้าเกลียดเจ้า!” หลิวเสี่ยวอิ๋งหันมากระซิบเสียงดุ แต่กลับทำให้เยวี๋ยนหลี่เฉียงยิ่งนึกขำ  กระต่ายน้อยส่งเสียงร้องได้ไม่น่ากลัวฉันใด หลิวเสี่ยวอิ๋งก็ทำเสียงดุได้ไม่น่ากลัวฉันนั้น เยวี๋ยนหลี่เฉียงยิ้มอย่างที่ไม่เคยยิ้มมาเนิ่นนาน ขณะมองดูร่างบางก้าวอย่างรวดเร็วไปยังโรงเตี๊ยมที่พวกหย่งฉีรออยู่

 

            ไม่นาน หลิวเสี่ยวอิ๋งก็มาถึงโรงเตี๊ยมดังกล่าว โดยมีคนที่นางบอกว่าเกลียดเดินตามติด ๆ คนของหวังเสียที่คอยอยู่ด้านนอกเห็นองค์หญิงเพ่ยหลิงที่กำลังหงุดหงิดผิดวิสัยเดินเข้ามา ก็รีบมาต้อนรับ แล้วพานางขึ้นไปยังห้องชั้นบนที่องค์ชายห้าและคนอื่น ๆ กำลังนั่งสนทนากันอยู่

            “เสี่ยวอิ๋ง เจ้าไปไหนมา” หย่งฉีถามเมื่อหลิวเสี่ยวอิ๋งเดินเข้ามาในห้อง “แล้วนั่นเป็นอะไร เหตุใดจึงหน้าแดงเช่นนั้น”

            “ข้าหน้าแดงหรือ?” หญิงสาวยกมือขึ้นจับแก้มสองข้างของตน

            ทุกคนพยักหน้ารับ ขณะมองมาที่นางเป็นเชิงถาม หลิวเสี่ยวอิ๋งอ้ำอึ้งเล็กน้อยก่อนจะกระแอมออกมาเบา ๆ

            “ข้าไม่เป็นอะไร สงสัยว่าจะตากแดดข้างนอกมากไปหน่อย” นางว่า

            “อย่างนั้นหรือ” หย่งฉีมองน้องบุญธรรมคล้ายไม่เชื่อ หลิวเสี่ยวอิ๋งพยายามทำตัวให้เป็นปกติ ไม่ให้เกิดพิรุจใดขณะลงนั่ง

            “แล้วองครักษ์เหยียนล่ะ”

            “ไม่ทราบ” หลิวเสี่ยวอิ๋งตอบสั้น ๆ ขณะรับถ้วยชาจากหวังอิงลั่ว

            หย่งฉีเลิกคิ้วมองน้องสาวของตน เขาให้องครักษ์เหยียนไปรับนางมาที่นี่ แล้วเหตุใดนางจึงบอกว่าไม่รู้ว่าองครักษ์ของเขาอยู่ที่ไหน

            “ข้างนอกนั่นมีใครอยู่บ้าง” หย่งฉีตะโกนเรียก

            “ขอรับคุณชาย” เยวี๋ยนหลี่เฉียงเป็นผู้เปิดประตูเข้ามา

            หย่งฉีมององครักษ์ของตนสลับของน้องบุญธรรม หลิวเสี่ยวอิ๋งทำเป็นไม่รู้เรื่อง โดยการยกชาขึ้นดื่ม โดยลืมไปว่าชาที่ตนเพิ่งรับมานั้นกำลังร้อนจัด

            “อื้อ!” หลิวเสี่ยวอิ๋งส่งเสียงไม่เป็นภาษาทั้งที่ริมฝีปากปิดสนิท ตำแหน่งองค์หญิงที่ค้ำคออยู่ทำให้นางต้องรักษาภาพลักษณ์ไว้จนพ่นชาร้อน ๆ นั่นออกจากปากไม่ได้ จำต้องกลืนมันลงไปในคอ ให้ปากและคอถูกลวกอย่างน่าสงสาร

            “คุณหนู!” หวังอิงลั่วและไป๋เฟิ่งร้องขึ้นพร้อมกัน หย่งฉีกับหวังเสียมองหลิวเสี่ยวอิ๋งอย่างตกใจ ในขณะที่เยวี๋ยนหลี่เฉียงกำลังกลั้นหัวเราะ

            หลิวเสี่ยวอิ๋งน้ำตาคลอ รู้สึกได้ว่าลิ้นและเพดานปากของตนที่เพิ่งถูกลวกต้องบวมแน่ ๆ แล้วองครักษ์หน้าดุที่นางพยายามยกตนข่มเพื่อขจัดความกลัวในใจให้สิ้นก็ยืนอยู่ตรงนี้ด้วย สายตาที่เขามองมานั้น ไม่บอกก็รู้ว่ากำลังนึกขำนางอยู่ แล้วนางจะยอมให้เขาขำได้หรือ หากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น ครั้งหน้า นางจะข่มให้เขา เกรงกลัว นางได้อย่างไร

            “ข้าไม่เป็นไร” หลิวเสี่ยวอิ๋งฝืนยิ้ม

            อดทนไว้เสี่ยวอิ๋ง เจ้าเป็นบุตรีของแม่ทัพ เจ้าต้องอดทน!

            “เจ้าแน่ใจนะว่า ไม่เป็นอะไร” หย่งฉีถาม

            หลิวเสี่ยวอิ๋งอยากจะตอบเหลือเกินว่า ที่จริงแล้วชานั่นลวกปากและลิ้นของนางจนเจ็บไปหมด แต่เพราะองครักษ์เหยียนยืนอยู่ไม่ไกล นางจึงจำต้องทำเป็น สตรีผู้แข็งแกร่ง ไม่ให้เรื่องเล็ก ๆ อย่างการถูกชาร้อนลวกลิ้นมาทำให้นางดูอ่อนแอได้

            “พี่ห้าอย่าห่วง ข้าไม่เป็นอะไรจริง ๆ” นางยืนยัน

            หย่งฉีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้ารับ

            “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”

            “เจ้าค่ะ”

            เมื่อเห็นว่าน้องบุญธรรมไม่เป็นอะไร หย่งฉีจึงหันมาหาเยวี๋ยนหลี่เฉียง

            “องครักษ์เหยียน เจ้าก็มานั่งด้วยกันสิ” เขาเอ่ยชวน หลิวเสี่ยวอิ๋งถลึงตาใส่พี่ชายทันที

            “ข้าน้อยมิบังอาจ” เยวี๋ยนหลี่เฉียงกล่าวเสียงเรียบ ในน้ำเสียงและใบหน้ามิได้บ่งบอกความรู้สึกใด แตกต่างจากยามที่พูดกับหลิวเสี่ยวอิ๋งก่อนหน้านี้ยิ่งนัก

            “มาเถอะ ไม่ต้องมากพิธี”

            เมื่อหย่งฉีออกปากเช่นนี้ เยวี๋ยนหลี่เฉียงก็ไม่อาจปฏิเสธ เขาเดินมานั่งบนเก้าอี้ตัวที่ยังว่างอยู่ ความที่โต๊ะเป็นทรงกลม จึงยากจะแบ่งแยกชายหญิง เป็นเหตุให้เยวี๋ยนหลี่เฉียงได้นั่งข้าง ๆ หลิวเสี่ยวอิ๋งพอดิบพอดี ราวกับสวรรค์จงใจกลั่นแกล้งหญิงสาวอย่างไรอย่างนั้น

            “คุณหนู ท่านไม่เป็นอะไรแน่นะเจ้าคะ หน้าท่านแดงยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก” หวังอิงลั่วถามด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเป็นห่วง

            “นั่นสิ ให้คนตามหมอมาดูอาการหน่อยดีไหม” หวังเสียเห็นด้วยกับผู้เป็นน้อง

            “ข้าไม่เป็นอะไร” หลิวเสี่ยวอิ๋งตอบ หางตาเหลือบมองเยวี๋ยนหลี่เฉียงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เล็กน้อย

            ไป๋เฟิ่งยิ้มเอียงคอมองดูหลิวเสี่ยวอิ๋ง

            “คุณชายห้าเคยบอกว่า เวลาสตรีเขินอายจะหน้าแดง ยามนี้คุณหนูกำลังเขินอายผู้ใดอยู่หรือเปล่าเจ้าคะ”

            คำถามนิ่ม ๆ แสนซื่อของไป๋เฟิ่งทำให้หลิวเสี่ยวอิ๋งแทบอยากจะโขกศีรษะลงบนโต๊ะ หากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่พี่สะใภ้คนนี้ นางคงโกรธจนเลือดขึ้นหน้า เพราะคิดว่าเขากำลังเอ่ยเย้าแหย่ หรือพยายามทำให้นางอับอายมากกว่าเดิม แต่เพราะคนพูดเป็นพี่สะใภ้ผู้แสนซื่อ จะโกรธก็โกรธไม่ลง ได้แต่ปล่อยให้ใบหน้าซับสีเลือดมากกว่าเดิม

            และถ้าหางตาของนางไม่ได้ผิดเพี้ยนไปละก็ นางคิดว่านางเห็นองครักษ์เหยียนกำลังยิ้มขณะมองมาที่นาง

            สวรรค์ ช่วยให้นางหายไปจากที่ตรงนี้ทีเถอะ!

            “ข้าไม่ได้เขิน” หลิวเสี่ยวอิ๋งพูดช้า ๆ ขณะพยายามฉีกยิ้มไปด้วย ทั้งที่รู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหลเสียให้ได้ “ทุกคนอย่างได้ห่วง ข้าไม่ได้เป็นอะไรจริง ๆ”

            หย่งฉีเห็นสีหน้าของหลิวเสี่ยวอิ๋งก็พอจะมองออกว่า นางคงมีเรื่องอะไรที่ไม่ได้บอกและไม่อยากพูดถึง เขาจึงทำเป็นไม่ใส่ใจ และเปลี่ยนเรื่องคุย

            หย่งฉีชวนเยวี๋ยนหลี่เฉียงพูดคุยอยู่หลายคำ อีกฝ่ายเองก็พอจะเดาได้ว่า องค์ชายชาวมนุษย์ผู้นี้กำลังพยายามผูกมิตรกับตนอยู่ ทีแรกเยวี๋ยนหลี่เฉียงนึกแปลกใจไม่น้อย แต่ไหนแต่ไรมา หย่งฉีก็แสดงออกชัดเจนมาตลอดว่าไม่ไว้ใจเขา ไป๋เฟิ่งเองก็ดูหวาดกลัวเขาไม่ต่างไปจากหลิวเสี่ยวอิ๋ง เหตุที่หย่งฉียอมให้เขาเข้ามาอยู่ในตำหนัก ก็คงเพราะต้องการดึงเขาให้ออกห่างจากฮ่องเต้ แต่แล้วจู่ ๆ ทั้งหย่งฉีและไป๋เฟิ่งกลับพยายามสร้างไมตรีกับเขาอย่างไม่น่าเป็นไปได้

            ด้วยนิสัยของเยวี๋ยนหลี่เฉียง เขาเป็นคนที่ไม่ไว้วางใจในผู้ใดง่าย ๆ แม้แต่กับเยวี๋ยนหลี่จวิน พี่ชายของเขาเอง เขาก็ยังคงความไม่ไว้ใจอยู่หลายส่วน ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงในกรณีของหย่งฉี ทั้งเขาและองค์ชายห้าต่างรู้สึกไม่ถูกชะตาซึ่งกันและกันตั้งแต่แรกพบ องค์ชายห้าไม่ไว้ใจเขา ส่วนตัวเขาก็มีจุดประสงค์ร้ายต่อองค์ชายและไป๋เฟิ่ง ยิ่งหลายวันก่อนที่ได้ประมือกัน เขาก็รู้ได้ทันทีว่า หย่งฉีหาใช่คนธรรมดาเช่นที่เห็น

            คนธรรมดาที่ไหนจะได้ฝึกวิชากับมหาเทพเหวินเต๋!

            ระหว่างที่เยวี๋ยนหลี่เฉียงต่อสู้กับหย่งฉี เขาเองก็รับรู้เช่นเดียวกับองค์ชายห้า ว่าพวกตนมีอาจารย์คนเดียวกัน และอาจารย์ของพวกเขาก็หาใช่คนธรรมดา แต่เป็นถึงมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ สามร้อยปีก่อน เทพหลายคนไม่เข้าใจในการกระทำของเหวินเต๋อ ว่าเหตุใดจึงยอมเป็นอาจารย์ให้เยวี๋ยนหลี่เฉียงที่ยามนั้นเป็นองค์ชายรองแห่งแดนปีศาจ มายามนี้ตัวเยวี๋ยนหลี่เฉียงเองก็ต้องพบกับความไม่เข้าใจในตัวอาจารย์ของตนเฉกเช่นคนอื่น ๆ

            เหตุใดเหวินเต๋อจึงยอมเป็นอาจารย์ให้มนุษย์ธรรมดาเดินดินอย่างหย่งฉี

            มหาเทพผู้นั้นมีเหตุผลอะไรกันแน่!

           

            จวบจนเวลาล่วงเข้ายามโหย่ว ( ประมาณ 17.00 - 18.59 น. ) หย่งฉีก็เห็นว่าสมควรกลับวังเสียที ด้วยไม่อยากให้ไทเฮาเป็นห่วงหลิวเสี่ยวอิ๋ง ตัวหลิวเสี่ยวอิ๋งเองก็ดูไม่ค่อยสบายเท่าไรนัก เขาได้ยินนางบ่นกับหวังอิงลั่วว่าแสบปากแสบลิ้น ซึ่งก็น่าจะมีสาเหตุมาจากการดื่มชาร้อนจัดเมื่อครู่

            เมื่อกลับมาถึงวัง นางกำนัลของหลิวเสี่ยวอิ๋งก็มารอรับนางอยู่แล้ว หญิงสาวบอกลาหย่งฉีและไป๋เฟิ่งด้วยท่าทางอิดโรย วิธีพูดแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด นางเหลือบมององครักษ์เหยียน แล้วเลือกที่จะเมินเฉยต่อเขาทำให้หย่งฉีนึกสงสัยอยู่ในใจไม่น้อย การกระทำนี้ผิดวิสัยของหลิวเสี่ยวอิ๋งที่มักมีอัธยาศัยไมตรีที่ดีต่อทุกคน ยิ่งองครักษ์เหยียนเคยช่วยชีวิตนางไว้ นางก็ยิ่งควรปฏิบัติต่อเขาเป็นอย่างดี ไม่ใช่ทำราวกับองครักษ์หนุ่มผู้นี้ไม่มีตัวตนอยู่ตรงหน้า

            “เจ้ามีปัญหาอะไรกับองค์หญิงเพ่ยหลิงหรือเปล่า” หย่งฉีถามทันทีที่กลับถึงตำหนัก เขากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สลักลายมังกร โดยมีไป๋เฟิ่งในชุดขันทียืนอยู่ข้างกาย เยวี๋ยนหลี่เฉียงยืนอยู่เบื้องหน้าของหย่งฉี สีหน้าเรียบเฉย แววตาเยือกเย็นเช่นที่เคยเป็น ไม่เหมือนตอนอยู่กับหลิวเสี่ยวอิ๋งเลยแม้แต่น้อย

            “ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ” เยวี๋ยนหลี่เฉียงตอบเสียงเรียบ โดยไม่หลบสายตาของหย่งฉี

            “อย่างนั้นหรือ” หย่งฉีถามกลับ “เช่นนั้น ข้าก็ต้องขอโทษแทนน้องสาวข้าด้วย ที่นางออกจะเมินเฉยต่อเจ้าไปสักหน่อย ทั้งที่เจ้าเคยช่วยชีวิตนางไว้”

            “หามิได้พ่ะย่ะค่ะ เรื่องการช่วยชีวิตองค์หญิงเป็นหน้าที่ของกระหม่อม ส่วนเรื่องการเมินเฉยขององค์หญิง ก็เป็นเรื่องปกติ”

            “ปกติอย่างไร”

            “องค์หญิงสูงศักดิ์จะลดเกียรติลงมาเสวนาพูดคุยฉันเพื่อนกับทหารองครักษ์ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”

            “เจ้าพูดเช่นนั้น เพราะยังไม่รู้จักน้องข้าดี” หย่งฉีกล่าว “เสี่ยวอิ๋งเป็นคนเข้ากับคนง่าย ไม่ว่าจะนางกำนัล ขันที นางล้วนมีไมตรีด้วย บางทีนางก็เล่นซนเป็นเด็ก ลงไปนั่งพื้น จุดเทียนในห้องมืด ฟังพวกนางกำนัลเล่าเรื่องผี จนถูกไทเฮาดุอยู่บ่อย ๆ

            หย่งฉีทิ้งช่วงหัวเราะเล็กน้อย ก่อนจะเล่าต่อ

            “ปฏิกิริยาที่นางแสดงออกกับเจ้า ข้าคิดว่าน่าจะเป็นเพราะนางกลัวเจ้า”

            “เช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” เยวี๋ยนหลี่เฉียงแสร้งถาม ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ

            “ข้าไม่รู้ว่าเจ้ารู้ตัวหรือเปล่า แต่แววตากับน้ำเสียงของเจ้าเยือกเย็น จนบางครั้งก็ดูอำมหิตเลยด้วยซ้ำ”

            “...”

            “เสี่ยวอิ๋งน่ะ เวลากลัวอะไรสักอย่าง นางก็จะพยายามต่อสู้กับสิ่งนั้น ตอนเด็กกลัวผี กลัวความมืด ก็พยายามไปนั่งฟังพวกนางกำนัลเล่าเรื่องผี บางครั้งก็ขังตัวเองอยู่ในความมืดตามลำพัง เพื่อให้ตัวเองหายกลัว”

            “เหตุใดองค์หญิงต้องใช้ไม้แข็งกับตัวเองเช่นนั้นด้วยพ่ะย่ะค่ะ” เยวี๋ยนหลี่เฉียงถาม

            สตรีบอบบางเช่นหลิวเสี่ยวอิ๋งเป็นที่โปรดปรานของไทเฮา แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังต้องไว้หน้านาง คนดูแลปกป้องห้อมล้อมกายนางเต็มไปหมด แล้วเหตุใดจึงต้องใช้วิธีการเช่นนั้นในการต่อสู้กับความกลัวของตัวเอง ทั้งที่เพียงแค่นางเอ่ยปาก ทุกคนก็แทบพลีกายถวายชีพเพื่อนางแล้ว

            “นางเห็นแม่ตัวเองตายเพราะความหวาดกลัว” หย่งฉีตอบเสียงค่อย ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ “ตอนที่แม่ของเสี่ยวอิ๋งทราบข่าวว่าสามีของตนตาย นางก็หวาดกลัวสารพัด กลัวว่าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร จะดูแลครอบครัวอย่างไร กลัวว่าจะมีใครมาข่มเหงรังแกไหม ข้าก็ไม่รู้หรอกว่านางยังกลัวอะไรอีกบ้าง แต่มันคงมากโขทีเดียว นางจึงได้ล้มป่วยลง และสิ้นใจตามสามีไป ตอนนั้นเสี่ยวอิ๋งยังเด็กมาก เรื่องนี้เป็นปมฝังใจนาง นางคิดว่าความกลัวพรากทุกสิ่งไปจากนาง ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่นางรู้สึกกลัวอะไรสักอย่าง นางก็จะพยายามข่มความกลัวเข้าต่อสู้กับสิ่งนั้น”

            “...”

            “ที่ข้าเล่าให้เจ้าฟัง เพราะไม่อยากให้เจ้าเข้าใจเสี่ยวอิ๋งผิด อยากให้เจ้าเข้าใจว่าเหตุใดนางจึงเป็นคนเช่นนี้”

            “กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เยวี๋ยนหลี่เฉียงตอบรับ ในใจรู้สึกผิดไม่น้อยที่ก่อนหน้านี้แกล้งให้หลิวเสี่ยวอิ๋งต้องหวาดกลัวอยู่หลายครั้ง

            “ส่วนตัวข้าเอง ข้าคิดว่าข้าคงทำให้เจ้าแปลกใจไม่น้อย ที่อยู่ดี ๆ ก็เกิดอยากจะสร้างไมตรีกับเจ้าขึ้นมา” หย่งฉีว่า

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงไม่ปฏิเสธ เขามองหย่งฉีอย่างไม่เกรงกลัว และเช่นเดียวกัน แววตาของหย่งฉีเองก็ไร้ซึ่งความเกรงกลัวในตัวเขา

            “ข้าคิดจะสร้างไมตรีกับเจ้า เพราะเจ้าช่วยชีวิตน้องข้าไว้” หย่งฉีเอ่ยเสียงเรียบ ไม่มีแววโกหกเจือปนแม้แต่น้อย “ข้ายอมรับว่าทีแรกข้าไม่มีความไว้วางใจใด ๆ ให้เจ้าเลย ตอนนี้ก็ใช่ว่าจะสนิทใจ แต่ในวันที่ข้าได้เห็นเจ้าช่วยเสี่ยวอิ๋ง ช่วยทั้งที่เจ้าสามารถปล่อยให้นางตายไปต่อหน้าต่อตาได้ แต่เจ้ากลับไม่ทำ ไม่ว่าเจ้าจะมีเหตุผลอะไร ข้าหย่งฉี ขอขอบคุณเจ้าจากใจ”

            หย่งฉียิ้มบาง ๆ ให้เยวี๋ยนหลี่เฉียง ขณะลุกขึ้นและจับบ่าของอีกฝ่าย

            “แม้วันนี้ ทั้งข้าและเจ้าจะยังไม่สนิทใจกัน แต่หากเจ้ามีความจริงใจ ข้าเชื่อว่าวันหน้า เจ้ากับข้าจะสามารถเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายได้”

            “...”

            “และข้าภาวนาขอให้มันเป็นเช่นนั้น”

 

            ยามไฮ่ ( ประมาณ 21.00 - 22.59 น. ) เข้าไปแล้ว แต่หลิวเสี่ยวอิ๋งยังนอนไม่หลับ ปากและลิ้นของนางเริ่มเป็นแผลพุพอง ทำให้นางกินอะไรแทบไม่ได้ แม้แต่ก็น้ำยังไม่อยากจะกิน

            เมื่อความหิวกับความเจ็บรวมกัน หลิวเสี่ยวอิ๋งก็นอนไม่หลับ นางลุกขึ้นมาจุดเทียน ในใจก่นด่าองครักษ์เหยียนที่เป็นสาเหตุให้นางต้องเจ็บปากเจ็บลิ้นเช่นนี้

            จู่ ๆ หน้าต่างห้องของหลิวเสี่ยวอิ๋งก็เปิดออก ลมจากภายนอกพัดเข้ามาอย่างรุนแรงจนเปลวเทียนถูกสายลมกลืนกิน จนทั้งห้องเกือบจะมืดสนิท หากไม่ใช่เพราะมีแสงสว่างจากดวงจันทร์ส่องเข้ามา

            “อื้อ!!” หลิวเสี่ยวพยายามส่งเสียงร้อง เมื่อมีมือใหญ่เข้ามาปิดปากของตนไว้จากด้านหลัง พร้อมกับที่ร่างทั้งร่างถูกท่อนแขนกำยำโอบกอดไว้

            “องค์หญิง กระหม่อมเอง” เยวี๋ยนหลี่เฉียงกระซิบ

            เมื่อได้ยินว่าคนที่อยู่ในห้องเป็นองครักษ์เหยียนที่นางหวาดกลัว หลิวเสี่ยวอิ๋งก็แทบจะร้องไห้ ทั้งยังพยายามดิ้นรนขัดขืน จนอีกฝ่ายต้องกอดนางแน่นขึ้น

            “หากทรงรับปากว่าจะหยุดดิ้น และไม่ส่งเสียงร้อง กระหม่อมจะยอมปล่อย”

            หลิวเสี่ยวอิ๋งยังคงดิ้นไม่หยุดราวกับไม่เชื่อในคำพูดของเขา

            “หากไม่หยุดก็กอดกันไปทั้งคืนเช่นนี้แหละ!

            คราวนี้คำขู่ของเยวี๋ยนหลี่เฉียงได้ผลชะงัด หลิวเสี่ยวอิ๋งหยุดดิ้นทันที แม้ว่าร่างบางจะยังสั่นอยู่น้อย ๆ ก็ตาม

            มืออุ่นของเยวี๋ยนหลี่เฉียงสัมผัสได้ถึงน้ำตาของหลิวเสี่ยวอิ๋งที่ไหลออกมาด้วยความหวาดกลัว เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะปลอบนางเช่นไร เกิดมาไม่เคยต้องปลอบใครมาก่อน และไม่รู้ว่าเพราะศีรษะของนางที่อยู่ใกล้ หรือเพราะกลิ่นหอมละมุนของเส้นผมนุ่มลื่นนั่น เยวี๋ยนหลี่เฉียงจึงก้มลงประทับจุมพิตลงบนศีรษะของนาง และทิ้งตัวอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่ง เมื่อรู้สึกว่าคนในอ้อมกอดตัวสั่นมากขึ้น ชายหนุ่มก็คลายอ้อมกอดและมือที่ติดปากนางออก แล้วหมุนตัวนางให้หันมาหาเขาช้า ๆ

            “กลัวหรือ?” เขาถามเสียงนุ่ม ในขณะที่มือซึ่งหยาบกร้านจากการจับอาวุธค่อย ๆ บรรจงเช็ดน้ำตาให้นางแผ่วเบา

            “ใครกลัวเจ้า!” นางถามกลับ ทั้งที่น้ำตายังไม่หยุดไหลด้วยซ้ำ

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยยิ้มให้ใครมาก่อน

            “ไม่กลัวก็ดีแล้ว” น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นนุ่มนวล แตกต่างจากน้ำเสียงเยือกเย็นเมื่อตอนกลางวันโดยสิ้นเชิง “กระหม่อมก็ไม่อยากให้องค์หญิงกลัว จึงได้ตั้งใจมาผูกไมตรีด้วย”

            ผูกไมตรี?

            หลิวเสี่ยวอิ๋งนิ่งไปเล็กน้อยกับคำพูดของเขา น้ำเสียงและแววตาขององครักษ์ทำให้นางใจเต้นรัวแรง แต่ไม่ใช่เพราะความกลัวดังเช่นที่ผ่านมา

            “กระหม่อมเอายามาให้” เยวี๋ยนหลี่เฉียงวางยาขวดหนึ่งลงบนมือบางแผ่วเบา

            “ข้าไม่ได้เป็นอะไร ไม่จำเป็นต้องกินยา” เสียงเล็ก ๆ แย้ง

            “องค์หญิงเจ็บปากอยู่มิใช่หรือ” องครักษ์หนุ่มถาม

            “ไม่เกี่ยวกับเจ้า”

            “แย่จริง กระหม่อมเป็นพวกชอบสอดมือไปยุ่งเรื่องของผู้อื่นเสียด้วย”

            “หน้าด้าน!

            แทนที่จะโกรธ เยวี๋ยนหลี่เฉียงกลับหัวเราะ

            “อย่างไรก็กินยาหน่อยแล้วกัน จะได้มีแรงมาเถียงกันได้เหมือนเดิม”

            “ข้าจะรู้ได้อย่างไร ว่าเจ้าไม่ได้เอายาพิษมาให้ข้ากิน” หลิวเสี่ยวอิ๋งถาม

            “หากกระหม่อมปรารถนาให้องค์หญิงตาย วันนั้นกระหม่อมคงไม่ช่วยองค์หญิงไว้หรอก” เยวี๋ยนหลี่เฉียงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนหลิวเสี่ยวอิ๋งไม่รู้จะสรรหาคำใดมาโต้ตอบ

            จริงอย่างเขาว่า หากเขาปรารถนาให้นางตาย วันนั้นเขาคงไม่ช่วยนางไว้จากกิ่งไม้นั่น

            “ยานี้ กระหม่อมตั้งใจหามาให้องค์หญิง หวังว่าองค์หญิงจะยอมกิน”

            หลิวเสี่ยวอิ๋งอ้ำอึ้ง พูดอะไรไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง นางมองสบตาเยวี๋ยนหลี่เฉียง แววตาคู่นั้นไม่ได้น่ากลัวอีกต่อไป ทำเอาหญิงสาวใจเต้นแรงยิ่งกว่าเดิมเสียอีก  สุดท้ายนางก็ยอมเทยาเม็ดหนึ่งจากขวดลงบนมือ แล้วกินต่อหน้าเขา

            “พอใจหรือยัง” นางถาม แม้น้ำเสียงจะฟังดูคล้ายหงุดหงิด แต่ก็อ่อนลงจากตอนแรกมากทีเดียว

            “ค่อยยังชั่วหน่อย เพราะถ้าองค์หญิงไม่ยอมกินจริง ๆ กระหม่อมคงต้องใช้กำลังแล้ว”

            “ข้าเป็นองค์หญิงนะ เจ้ากล้าใช้กำลังกับข้าเรอะ!” หลิวเสี่ยวอิ๋งต่อว่าทั้งที่ปากยังเจ็บอยู่

            “หากองค์หญิงดื้อนัก กระหม่อมก็กล้า”

            “เจ้านี่มัน!” หลิวเสี่ยวอิ๋งคิดคำด่าไม่ออก นางจึงฟาดมือลงไปบนกายแกร่งของเขาแทน

            ให้ตายเถอะ คนผู้นี้ร่างกายทำจากเหล็กหรือไง ถึงได้แข็งไปทั้งตัวเช่นนี้ ไม่ว่านางจะตีเขาเท่าไหร่ เขาก็ดูเหมือนจะไม่เจ็บเลยสักนิด เป็นนางเสียอีกที่ยิ่งตีก็ยิ่งเจ็บมือเอง

            “ไม่เจ็บมือเหรอ” เยวี๋ยนหลี่เฉียงยังยั่วไม่หยุด

            “เอ๊ะ!” หลิวเสี่ยวอิ๋งร้องอย่างขัดใจเมื่อถูกจับได้ นางหยุดตีเขา แล้วเปลี่ยนมากำมือทุบแทน

            เยวี๋ยนหลี่เฉียงหัวเราะเบา ๆ เขาปล่อยให้นางทุบอยู่ไม่นาน มือแกร่งรวบข้อมือทั้งสองข้างของนางไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว ทั้งยังยิ้มยั่วโทสะอีกฝ่ายที่ดิ้นไม่หลุด จนนางอยากจะตีเขาให้ตายนัก!

            “อย่าทุบเลย มือเล็ก ๆ แบบนี้ แค่ทำให้กระหม่อมรู้สึกคันยังทำไม่ได้เลย ทุบไปองค์หญิงก็เจ็บมือเองเปล่า ๆ” เขาก้มลงกระซิบที่ข้างใบหูขาวสะอาด และการกระทำนั้นก็ได้กลายเป็นการยั่วยุอารมณ์ของอีกฝ่าย

            “ข้าไม่เจ็บ!” นางพยายามดิ้น แต่ยิ่งดิ้นรน เสื้อผ้าก็ยิ่งหลุดรุ่ยโดยไม่รู้ตัว

            “ท่านเจ็บ” เยวี๋ยนหลี่เฉียงตอบเสียงนุ่ม แม้สายตาจะเริ่มอยู่ไม่สุขแล้วก็ตาม

            หลิวเสี่ยวอิ๋งขมวดคิ้ว ขณะมองตามสายตาร้อนแรงขององครักษ์เหยียนที่จับจ้องมายังกระดูกไหปลาร้าที่โผล่พ้นเสื้อของนาง!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 156 ครั้ง

1,946 ความคิดเห็น

  1. #1929 357159x (@357159x) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2563 / 18:44
    มาทำ ภารกิจ
    อ๋องปีศาจ

    : No No No
    มาจีบสาว
    อ๋องปีศาจ : yes yes yes
    #1929
    0
  2. #1918 GnAbboM (@antloveexo) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 00:00
    อิองครักษ์ใจเย็นนะ นั่นองค์หญิง
    #1918
    0
  3. #1915 FerniieRoongrat (@FerniieRoongrat) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 เมษายน 2563 / 23:28
    สนุกคร่าาาา
    #1915
    0
  4. #560 MT7BB (@MT7BB) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 19:42
    ถ้าชอบคู่รองไม่ผิดใช่ไหมคะ55555 น้องตลก
    #560
    1
  5. #559 Fallen Neko (@snowji) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 19:38
    คู่นี้เคมีดีมากเด้อออ
    #559
    1
  6. #558 Alizzez (@SnowyFoxes) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 19:38
    กรี๊ดดดดดดดดก เรามาเเล้วววววว เรามาไวมากกกกก 55555555
    #558
    2
    • #558-1 荩赢 จิ้นอิ๋ง (@praepailin_na) (จากตอนที่ 8)
      8 เมษายน 2562 / 19:40
      ไวมากกกกกก ยอมแล้ว 555555
      #558-1
    • #558-2 Alizzez (@SnowyFoxes) (จากตอนที่ 8)
      8 เมษายน 2562 / 19:40
      เริ่มอิจไป๋เฟิ่ง(ไม่เริ่มละ อิจเลย) ฮือออออ ทำไมน้องโชคดีงี้
      #558-2